ll Near&Far ll ส่งรักให้ไกล ขยับใจให้ใกล้เธอ

ตอนที่ 2 : Chapter 2 ll ไกลแค่ไหนคือใกล้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 962
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 เม.ย. 59


Chapter 2 ll ไกลแค่ไหนคือใกล้




 

“กินอะไรดีเย็นนี้”

ปัญหาโลกแตกของพวกเรา -_-

คำถามที่ได้ยินแทบทุกวัน และกว่าจะหาคำตอบได้ก็ช่างยากเย็นซะเหลือเกิน

ก็ถ้าที่นี่เป็นประเทศไทย ต่อให้มีร้านอาหารตามสั่งแค่ร้านเดียว ก็ไม่เป็นปัญหาหรอก อยากกินอะไรก็คงจะบันดาลได้ดั่งใจหมาย แต่ที่นี่...มันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ!

“ไลน์ถามพี่เนมสิ” ฉันพูดระหว่างที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ที่ล็อบบี้หอ ด้านข้างของฉันทั้งสองข้างคือพั้นช์และปกป้องที่นั่งอยู่ และพั้นช์ก็เป็นคนถามคำถามโลกแตกนั่นขึ้นมา

โรงเรียนที่เราเรียนกันจะแบ่งคลาสเรียนเป็นสองช่วง คือช่วงเช้าและช่วงบ่าย เราทั้งสามคนได้เรียนช่วงเช้า ส่วนคนที่เหลือเรียนช่วงบ่ายกันหมด หน้าที่แทบทุกวันของฉันคือการตื่นเช้าไปเรียน ตอนเที่ยงก็กินข้าวแล้วกลับมางีบสักตื่น แล้วก็จะลงมาทำการบ้านที่ล็อบบี้กับเพื่อนๆ จนเย็นเพื่อรอพี่เนมเลิกเรียนแล้วไปกินข้าวด้วยกัน ยัยแซนรูมเมทของฉันส่วนใหญ่ต้องไปทำงานพิเศษต่อ ส่วนคู่รักคนไทยนานๆ ทีจะอยู่กินข้าวเย็นด้วย

ถามว่าน่าเบื่อมั้ย...ก็ไม่นะ

ตอนแรกก็เหงาๆ อยากจะกลับไทย แต่พอเริ่มชิน ฉันว่าการใช้ชีวิตวนเวียนไปแบบนี้ก็สนุกไปอีกแบบแฮะ >_<

“พี่เนมบอกว่าวันนี้จะไปซื้อของ ให้กินกันไปเลย”

“อ้าว” ฉันเงยหน้ามองพั้นช์

“งั้นฉันไม่กินนะวันนี้ ว่าจะขึ้นไปงีบ ยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อวาน” ปกป้องเอ่ยขึ้นมา

หมอนี่ทั้งๆ ที่เรียนเช้าแท้ๆ แต่ชอบนอนไม่เป็นเวลา เพราะบางทีก็เล่นเกม ไม่ก็ดูบอล =_=

“เจอกันพรุ่งนี้เลย” พูดจบปกป้องก็ลุกขึ้นหยิบของตัวเองเดินออกไปจากล็อบบี้ ทิ้งให้เหลือแค่ฉันกับพั้นช์สองคน

ฉันหันมาสบตากับเขา

“จะกินอะไร”

“แล้วแต่เธอ”

“แล้วแต่ฉันอีกแล้ว แล้วแต่นายบ้างสิ”

“ฉันก็กินได้หมดแหละ ไม่ได้เรื่องมากเหมือนเธอ”

“นี่!

แค่จะกินข้าวทำไมต้องเถียงกันด้วยเนี่ย -_-^

พั้นช์ยักคิ้วให้ฉันด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท ฉันเลยยื่นดินสอกดไปจิ้มแขนเขาจนหมอนั่นร้องโอ๊ยออกมา

“เจ็บนะ เล่นอะไรเนี่ย”

“ก็นายกวนก่อน”

“แบะๆๆ” ดู...ดู ทำหน้าทำตากวนกลับอีก โอ๊ย!

“เออ งั้นไปกินข้าวคนเดียวเลยไป” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเก็บดินสอกดลงกล่องดินสอด้วยอารมณ์หมั่นไส้คนข้างๆ แต่พั้นช์รีบคว้าแขนฉันไว้อย่างรวดเร็ว

“อะไรว้า อย่าทิ้งกันดิ”

-_-“ ฉันเหล่มองเขา

ผู้ชายบ้าอะไรอยู่คนเดียวไม่เป็น ไปไหนต้องมีคนไปเป็นเพื่อนตลอด คิดว่าตัวเองเป็นเด็กประถมอยู่เหรอไงกันหา

“กินข้าวคนเดียวจะตายเหรอ”

“เออ ตาย”

“กวนประสาท”

“ไปกินข้าวด้วยกันนะ” น้ำเสียงของเขาดูออดอ้อนนิดๆ

“...”

 ฉันพยักหน้าลงด้วยท่าทางไม่เต็มใจ ที่จริงก็ไม่ได้ไม่เต็มใจอย่างที่แสดงออกไปหรอก อย่างที่บอกว่าก็แค่หมั่นไส้เขาเท่านั้นล่ะ ยังไงฉันก็ต้องไปกับเขาอยู่ดี

ก็หมอนี่ไปไหนเป็นเพื่อนฉันตลอด จะปล่อยให้เขาไปคนเดียวก็จะใจดำเกินไปใช่มั้ยล่ะ -_-

“ดีมาก ไอบ้า”

“อยากไปกินข้าวคนเดียวจริงๆ ใช่มั้ย -_-^

“ล้อเล่น~” พั้นช์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเก็บของทุกอย่างไปรวมกันรวมทั้งหนังสือและกล่องดินสอของฉันด้วย “เดี๋ยวขึ้นไปเอาตังค์ก่อน รออยู่นี่แป๊บนึง”

พูดแค่นั้นเขาก็เดินออกไปจากล็อบบี้

เป็นแบบนี้ล่ะ เขามักจะเอาของๆ ฉันไปไว้ที่ห้องเขาก่อน เพราะห้องของพั้นช์อยู่ชั้นสอง แต่ห้องฉันอยู่ตั้งชั้นที่เจ็ด และฉันเป็นพวกพกกระเป๋าสตางค์ติดตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว เวลานั่งอยู่ด้วยกันที่ล็อบบี้แล้วตัดสินใจจะออกไปไหน ฉันก็จะฝากของไว้ห้องเขาก่อน แล้วค่อยแวะไปเอาทีหลัง

ฉันนั่งลงอีกครั้ง และเมื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไม่ทันถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ ไลน์ของใครบางคนก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์

 

เดี๋ยวออกไปบ้านเพื่อนนะ คงกลับดึกๆ

 

แฟนฉันเองล่ะ...เวย์

ฉันจ้องมองข้อความนั้นอยู่สักพัก ก็พิมพ์ตอบกลับเขาไป

 

โอเคค อย่ากลับดึกมากล่ะ

เคๆ ละนี่ทำอะไรอยู่

กำลังจะออกไปกินข้าว

กับเพื่อนกลุ่มเดิมเหรอ

วันนี้ไปกินกับพั้นช์ คนอื่นไม่ไป

 

ฉันเห็นว่าเวย์อ่านข้อความที่ฉันส่งไปล่าสุด แต่เขาก็ไม่คิดจะตอบอะไรกลับมาอีก ฉันเลยกดล็อคหน้าจอพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

เฮ้ออ...

พอเห็นข้อความของเขา ฉันก็รู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุอีกแล้ว

...พักนี้มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้แฮะ

จริงอยู่ที่ชีวิตที่ญี่ปุ่นของฉันดูจะสุขอุราซะเหลือเกิน แต่ชีวิตรักของฉันมันกลับไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่นัก ซึ่งก็พูดไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันคืออะไรกันแน่

ฉันกับเวย์...คบกันมาปีกว่าๆ แล้ว

เราสองคนไม่ใช่คู่รักที่หวือหวาหรือโรแมนติกอะไรทั้งนั้น เรื่องมันเริ่มต้นจากการที่ฉันเป็นฝ่ายไปชอบเวย์ก่อน -_- เขาไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ เป็นถึงหนุ่มฮอตของโรงเรียน แต่สิ่งที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเขาไม่ใช่หน้าตาของเขา แต่เป็นเพราะตัวตนของเขาต่างหาก ช่วงกีฬาสีตอนม.4 เราอยู่สีเดียวกัน และเด็กม.4 ก็มีหน้าที่ต้องทำขบวนพาเหรดทั้งหมด ฉันเลยเห็นด้านเท่ๆ ของเวย์ที่คอยอยู่ช่วยงานเพื่อนๆ แทบจะทุกครั้ง

ก่อนหน้านั้นฉันรู้สึกว่าเขาหยิ่งมาตลอด แต่พอเห็นคนหน้าหล่อๆ และคิดว่าขี้เก๊กแบบเขามาคอยช่วยเหลือเพื่อน แถมยังคุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในห้องตัวเอง มันเลยทำให้ฉันประทับใจเขามาตั้งแต่ตอนนั้นจนกลายเป็นชอบเขาในที่สุด และกว่าฉันจะฝ่าฟันจีบเขาสู้กับผู้หญิงคนอื่นได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเลยล่ะ =.,=

เวย์เป็นผู้ชายที่ไม่พูดทุกอย่างที่คิด เขาเป็นคนมองคนเก่งแต่เลือกที่จะไม่พูดเยอะ เพราะฉะนั้นการที่เราเป็นแฟนกัน น้อยครั้งมากที่จะได้ยินอะไรจากปากเวย์ตรงๆ แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะกันเลย

เพราะเขาแสดงออกทางการกระทำมากกว่าไง...มันเลยทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าเราเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไรมากมาย

เราไม่ใช่คู่รักที่ต้องคุยกันทั้งวันหรือตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงกันทุกวัน มีเวลามีเสปซให้กับตัวเอง ไว้ใจกันมาก จนไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาทะเลาะกัน เป็นแฟนที่เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง

แต่ว่า...

ตั้งแต่ฉันมาอยู่ญี่ปุ่น ฉันกลับสัมผัสได้ว่าระหว่างเราสองคนมันมีอะไรแปลกไป ซึ่งฉันพยายามหาเหตุผลว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ก็ยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ พักหลังๆ มาเขาดูไม่พอใจบางเรื่องที่ฉันทำที่นี่แล้วเล่าให้เขาฟัง ทั้งๆ ที่ตอนอยู่ไทยไม่เป็นแบบนี้ ถามอะไรที่แต่ก่อนไม่เคยถามเหมือนกำลังไม่ไว้ใจฉัน เราเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องมากขึ้น จนเหมือนต่างฝ่ายต่างเลี่ยงที่จะคุยกันให้น้อยที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้

...ไม่รู้สิ บางเรื่องมันก็พูดยาก คนคบกันมาตั้งนาน ต่อให้คุยกันผ่านตัวอักษรถ้าเปลี่ยนไป ทำไมจะดูไม่ออกล่ะ

ฉันพยายามมากเลยนะ พยายามจะรักษาความสัมพันธ์ของเราเหมือนตอนที่ยังอยู่ไทยด้วยกัน แต่เหมือนยิ่งนานเข้า มันก็เหมือนเราสองคนยิ่งห่างกันออกไปเรื่อยๆ T_T ฉันเคยถามเขาแล้วว่าเป็นอะไรรึเปล่าแต่เขาก็ปฏิเสธ รู้ทั้งรู้ว่าเวลาคุยกันมันไม่เหมือนเดิมแต่ก็พยายามจะคุย แต่มันก็เหมือนยิ่งอึดอัดมากขึ้น และมันก็ทำให้ฉันอดคิดมากไม่ได้ทุกที

...เหมือนเราสองคนหมดเรื่องที่จะคุย แต่ก็ต้องคุยเพื่อต่อเวลาให้ได้มากที่สุดยังไงก็ไม่รู้

เพราะอีกไม่กี่เดือนเวย์เองก็จะตามมาเรียนที่นี่ และเราก็จะได้อยู่ใกล้ๆ กันเหมือนเดิม ฉะนั้นฉันก็แค่อยากให้ความรู้สึกแปลกๆ พวกนี้มันหายไป

ฉันรอเวย์พูดว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็ไม่พูดสักที การที่เขาไม่พูดมันยิ่งทำให้ฉันวิตกกังวล กลัวว่าเขาจะไม่รู้สึกเหมือนเดิมแล้ว เพราะเราอยู่ห่างกันซะขนาดนี้

ฉันน่ะเหมือนเดิมทุกอย่าง...แต่เขานั่นล่ะเป็นอะไรก็ไม่รู้

“เฮ้ย”

O.O” ฉันสะดุ้งตัวเมื่อมีมือมาตีศีรษะฉัน และเมื่อเงยหน้าก็เห็นพั้นช์ยืนค้ำหัวฉันอยู่

“นั่งเป็นนางเอกเอ็มวีเลย ไปกินข้าวกัน”

“ไปซะนานเลย”

ฉันลุกขึ้นแล้วเดินออกจากล็อบบี้ไปพร้อมกับเขา เราสองคนตัดสินใจว่าจะไปกินร้านราเมนที่อยู่ไม่ไกลจากหอสักเท่าไหร่นัก

พวกเราเดินเรียบไปตามทางเดินเรื่อยๆ ขวามือของเราคือถนนใหญ่ที่มีรถขับผ่าน ส่วนซ้ายมือเป็นรั้วของมหาวิทยาลัยชื่อดังติดอันดับของประเทศญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยคิวชู มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ในภูมิภาคคิวชูแห่งนี้

ตอนที่มาที่นี่ครั้งแรกฉันตกใจมากที่หออยู่ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยพอดี ไม่สิ...จะบอกว่าตรงข้ามก็ไม่ถูก เพราะพื้นที่มันกว้างมากจนเหมือนมหาวิทยาลัยแทบจะตีกรอบล้อมรอบบริเวณแถบนี้ไปซะหมด ไม่ว่าจะเป็นหอพัก ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย หรือแม้กระทั่งสถานีรถไฟใต้ดินก็ด้วย มีหลายครั้งที่พวกเราขี่จักรยานตัดผ่านทางในมหาวิทยาลัยกลับมาที่หอหรือไม่ก็เข้าไปเดินเล่นกัน และถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยคิวชูจะมีหลายแคมปัส แต่ความเก่าแก่ของแคมปัส Hakozaki แห่งนี้กลับเลื่องชื่อมากที่สุด โดยเฉพาะไอ้ตึกเก่าๆ ที่เวลามองแล้วให้ความรู้สึกขลังอย่างบอกไม่ถูก

เวลาที่มีใครถามว่าหอพวกเราอยู่ที่ไหน เพียงแค่ตอบว่า Hakozaki หลายคนในฟุคุโอกะก็จะเข้าใจกันแทบในทันทีด้วยอานิสงค์ความดังของมหาวิทยาลัย เลยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก

เราสองคนต่างเดินโดยไม่ได้พูดอะไรกันแม้แต่คำเดียว ฉันไม่ได้สนใจพั้นช์ด้วยซ้ำเพราะกำลังคิดเรื่องของตัวเองอยู่

แค่เรียนกับใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็มีเรื่องให้คิดเยอะอยู่แล้ว ยังต้องมาคอยพะว้าพะวงคนที่ไทยอีก เฮ้อ T_T จะหยุดคิดก็ไม่ได้ด้วย

ฉันมัวเอาแต่เหม่อ รู้ตัวอีกทีก็เมื่อพั้นช์จับฮู้ดเสื้อฉันขึ้นมาคลุมศีรษะฉัน ถึงได้หันไปมองเขา

“ทำไมซึมๆ”

“ซึมอะไร แค่เงียบไม่ได้หมายความว่าต้องซึมนะ”

“แค่มองหน้าก็รู้แล้ว” ฉันมองหน้าพั้นช์ที่กำลังอมยิ้ม ราวกับจะบอกว่ามองฉันออก

น่าเบื่อ เจอแต่คนรู้ทัน เชอะ

“เปล่า”

“ทะเลาะกับแฟนเหรอ”

“ไม่ใช่”

“ไม่เชื่อ”

-_-“ พั้นช์เอามือสอดเข้าไปในกระเป๋าด้านหน้าเสื้อของเขา แล้วใช้ศอกสะกิดมาที่แขนฉัน

“เรารู้จักกันมาสองเดือนกว่าแล้วนะ ยังไม่ไว้ใจฉันเหรอไง” เขายกยิ้มมากกว่าเดิมเหมือนจะสื่อว่ามีอะไรก็บอกกับเขาได้ “เก็บไว้คนเดียวไม่ดีนา~

ฉันยังจ้องมองคนข้างกายที่พยายามจะให้ฉันพูดออกมา

เขาก็คือเขาจริงๆ...ต่อให้กวนประสาทแค่ไหน แต่สุดท้ายก็มีแต่พั้นช์นี่ล่ะที่อยู่ข้างฉันในทุกๆ เรื่อง ทุกเรื่องจริงๆ นะ...ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรที่นี่ ไม่มีเหตุการณ์ไหนเลยที่เขาไม่ช่วยฉัน

โชคดีจริงๆ ที่มาเจอเพื่อนอย่างหมอนี่ที่นี่น่ะ

“ไม่เล่าได้มั้ย” ฉันพูดออกไป

“โหย”

“แต่ขอถามอะไรแทน” พั้นช์เลิกคิ้วขึ้น

“ถามอะไร”

“ทำยังไงนายกับแฟนถึงคบกันมาได้นานขนาดนี้เหรอ”

“ถามอะไรแบบนี้เนี่ย” เขามองฉันด้วยสีหน้าสงสัย

“ก็อยากรู้ไง คบกันมาตั้งนานไม่ใช่เหรอ”

“ก็สามปีกว่า” หมั่นไส้ -_-

เขาหัวเราะเมื่อเห็นฉันเบ้ปากอย่างรุนแรง

“คบกันนานมันต้องมีอะไรเป็นพิเศษด้วยเหรอ เป็นแฟนกันก็คุยกันทุกวันแค่นั้นก็พอแล้วมั้ย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ

...มันก็ปกติจริงๆ นั่นล่ะ คงจะมีแต่คู่ฉันล่ะมั้งที่ไม่เป็นแบบนั้น

“...”

“อย่างน้อยฉันก็โทรหากันทุกวันนะ ใครจะเหมือนคู่เธอล่ะ”

“อะไร -_-

“แทบไม่เคยเห็นจะคุยโทรศัพท์กัน อย่าว่าแต่โทรศัพท์เลย ไลน์ฉันก็เห็นเธอไม่ค่อยคุยเหมือนกัน” ได้ยินพั้นช์พูดแบบนั้น ฉันก็เริ่มรู้สึกห่อเหี่ยวจิตใจอย่างประหลาด

นั่นสินะ...

แฟนภาษาอะไร คุยกันก็แทบจะไม่ได้คุย แถมยังอยู่ไกลกันขนาดนี้

แล้วยังมามีปัญหาอึมครึมบ้าบอที่หาคำตอบให้กันไม่ได้อีก T_T บ้าจัง ทำไมช่างต่างกับคู่ของเขาแบบนี้นะ ฮืออออ

“เฮ้ย อย่าทำหน้าหงอยแบบนั้นดิ” พั้นช์ใช้มือดึงฮู้ดขึ้นไปจนมันรั้งคอฉัน และพอโดนฉันค้อนขวับเข้าให้ เขาก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

“ทำไมคิดมากเหรอ”

“ก็เปล่า”

“โกหกตลอด”

(. .) ไม่ได้คิดมาก แค่คิดตามที่นายพูด” ฉันพูดเสียงอ่อยอย่างช่วยไม่ได้

=O=

“ก็จริง...แทบไม่ได้จะคุยกัน นี่ฉันยังคุยกับนายมากกว่าแฟนตัวเองอีก”

“อ้าว ก็เราอยู่ด้วยกันทุกวันก็ต้องคุยมากกว่าอยู่แล้วดิ”

“โอ๊ย ไม่รู้แล้ว!” ฉันตัดบทแล้วเร่งฝีเท้านำหน้าเขาไป

ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดให้เขาฟัง เพราะมันเป็นปัญหาส่วนตัวของฉัน

...แต่มันก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี

ทั้งๆ ที่ฉันกับเวย์ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่ทำไมความสัมพันธ์ของเราสองคนมันถึงอึมครึมอย่างบอกไม่ถูกแบบนี้กัน

ครืด~

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ก่อนจะเห็นข้อความจากคนที่ไม่คิดว่าจะตอบกลับฉันมาแล้วขึ้นหราอยู่บนหน้าจอ

 

กินข้าวให้อร่อยนะ

 

เฮ้อออ...

ฉันเก็บโทรศัพท์มือถือลงตามเดิมโดยยังไม่คิดจะกดเปิดเข้าไปอ่าน  กี่ครั้งแล้วที่เขาชอบเงียบไป แล้วปล่อยให้ฉันเป็นฝ่ายรอเขาตอบกลับมาแบบนี้

...อะไรที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้กันนะ

หรือจะเป็นอย่างที่หลายคนเคยพูดไว้...

ว่าความห่างจะทำให้คนเราเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวจริงๆ



ทอล์คทอล์ค <3

อีกไกลแค่ไหนจนกว่าฉันจะใกล้~

แอร๊ย ไม่ใช่แล้ววว 555555 เป็นชื่อตอนที่สิ้นคิดมากค่ะ

พยายามจะโยงเรื่องสุดอะไรสุด (ฮาา)

ขอโทษที่หายไปเป็นอาทิตย์เลยย พอดีว่าเรื่องนี้ยังไม่ผ่าน 100% นะคะ T_T

มีบางส่วนที่ต้องเพิ่มเติมเล็กน้อยย (และตอนนี้ก็ยังแก้ไม่เสร็จ กรี๊สสส)

ตอนนี้ออกเดือน พค. ไม่ทันแล้วค่ะ จะพยายามแก้ให้ทันก่อน มิ.ย. น้า

แต่ไม่อยากหายไปนาน เดี๋ยวจะรอนานไปกว่านี้

เลยเอาตอนที่สองมาลงให้ก่อนค่าา >___<


ผู้ชายในตัวอักษรปรากฏตัว หึๆ...

นางจะมาอีกนานเลยล่ะค่ะ  และไม่ได้มาแค่ตัวอักษรไปตลอดแน่ๆ

เอาล่ะซี่ๆ~ 555555555555555

เตรียมตั้งทีมกันให้ดี อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ถ้ามีปาปริก้า (ไม่ใช่!) 555555


ขอเวลาไปแก้นิยายต่อก่อนค่ะ ช่วงนี้ขี้เกียจเหลือเกิน กรี๊สสส

ต้องเติมพลังให้ตัวเอง ฮึบบบบบบบ

ไว้เสร็จแล้วจะมาลงตอนสามให้นะคะะะ



ไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ

1 คอมเม้นท์ 1 กำลังใจน้า


          ม๊วฟฟฟฟฟ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

107 ความคิดเห็น

  1. #39 mistwind (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 22:49
    พี่บรรยายจนรู้สึกอึดอัดตามไอด้าเลยค่ะ ฮื้ออออ ความเงียบมันน่ากลัว ._.
    #39
    0
  2. #36 dena (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 16:35
    อยากอ่านต่ออออออ สู้ๆค้าาาาาาา
    #36
    0
  3. #28 I am sone (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:59
    สนุกๆๆๆๆ
    #28
    0
  4. #27 I am sone (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:59
    สนุกๆๆๆๆ
    #27
    0
  5. #26 I am sone (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:59
    สนุกๆๆๆๆ
    #26
    0
  6. #25 I am sone (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:59
    สนุกๆๆๆๆ
    #25
    0
  7. #24 I am sone (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:59
    สนุกๆๆๆๆ
    #24
    0
  8. #23 I am sone (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:59
    สนุกๆๆๆๆ
    #23
    0
  9. #22 Yuki_i (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 19:23
    ^^ รีบอัพต่ออีกนะคะ >3<

    รอๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ~
    #22
    0
  10. #21 eyp (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2559 / 21:19
    ขอทีมเวย์ค่าาา อิพั้นช์มีแฟนแล้วขอไม่ยุ่งเดี๋ยวมีดราม่า555555
    #21
    0
  11. #20 daydreamdrayyyy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2559 / 13:59
    รออุดหนุนนน
    #20
    0
  12. #18 Kuran >///< (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2559 / 08:36
    สนุกอะพี่ออม ชอบหนังสือของพี่จัง 😍

    หนูจะรอน้าาาา 😘ออกเมื่อไหร่จะรีบไปซื้อเลยค่ะอิอิ
    #18
    0
  13. #17 Magic_fun (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2559 / 05:49
    พี่ออมสู้ๆนะค่ะออกเมื่อไหร่ก็จะซื้อ😘
    #17
    0
  14. #16 Delta (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 22:58
    เวย์เป็นหนุ่มซึนใช่มั้ยยยยย ><
    #16
    0