Behind Relations สัมพันธ์ลับ... ต้องซ่อนรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,216 Views

  • 444 Comments

  • 686 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19

    Overall
    21,216

ตอนที่ 31 : :: CHAPTER 29 :: HOLIDAY ENDED

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 949
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    10 ส.ค. 61


just someone who can make you smile

CHAPTER 29 :: HOLIDAY ENDED |


               วันหยุดยาวปีใหม่หมดไป ก็ได้เวลากลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง

               วันแรกของการเปิดเรียนในเทอมสอง หลายๆ คนที่ไม่ได้เจอเพื่อนก็คงคิดถึงเพื่อนๆ พอได้เจอกันก็พูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเรื่องในช่วงวันหยุดของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร แต่...ไม่ใช่กับผมละคนนึง

 

Peem : โทดว่ะ

Peem : วันนี้กูคงไปเรียนไม่ไหว

Peem : ยังท้องเสียอยู่เลย

Peem : sent you a stickers

Paan : กูด้วย

Paan : รถติดชิบหาย

Paan : กว่าจะถึงบ้านก็คงทุ่มสองทุ่มแหล่ะ

งั้นเดี๋ยวเก็บชีทให้นะ : New

Peem : ขอบใจมึง TT

Paan : ด้วยๆ แต้งกิ้ว

 

            “เฮ่อ..”

            ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก่อนจะเดินขึ้นตึกเพื่อตรงไปยังห้องเรียนในวันนี้ กลายเป็นว่าวันเปิดเทอมวันแรกผมต้องมาเรียนคนเดียว เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆ แต่ก็เข้าใจนะ ที่สองคนนั้นไม่สามารถมาเรียนในวันนี้ได้

            พีม..หมอนั่นในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็เอาแต่ตระเวรกินไปเรื่อย ที่บ้านก็จัดฉลองปีใหม่ไม่เว้นวัน เดี๋ยวหมูกระทะ เดี๋ยวชาบู เดี๋ยวทะเลเผา ล่าสุดถ้าจำไม่ผิดเมื่อวานเห็นว่ากินยำหอยลวกมั้ง เลยส่งผลวันนี้ เอาเป็นว่าจะน่าสงสารก็สงสารแหล่ะ แต่ก็สมควรแล้ว

            ส่วนป่าน หมอนั่นเพิ่งกลับมาจากการไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงวันหยุด แน่นอน คนยอมเยอะมากๆอยู่แล้ว เรียกได้ว่าถนนในกรุงเทพเงียบที่สุดก็ช่วงปีใหม่นี่ล่ะ เพราะคนแห่ไปเที่ยวภาคเหนือกันหมด พอถึงเวลากลับก็แห่กลับพร้อมกัน เป็นธรรมดาที่รถจะติด จนไม่สามารถกลับมาทันวันเปิดเรียนวันแรกได้

            พอถึงห้องเรียน จำนวนนักศึกษาที่มาก็มีไม่มากสักเท่าไหร่ เพราะเปิดเรียนวันแรกคงยังไม่มีการเรียนการสอน อาจารย์ประจำวิชาเดินเข้ามาแล้วแจกแผนการเรียนการสอนพร้อมแจกแจงเกณฑ์การให้คะแนน

หลายคนนั่งเล่นนั่งคุยกับเพื่อนเสียงดัง แทบไม่ฟังอาจารย์เลย ต่างจากผมที่นั่งเงียบๆคนเดียว เพราะวันนี้ไม่มีสองคนนั้นอยู่ด้วยเหมือนทุกๆครั้ง

ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง อาจารย์ก็ปล่อยกลับ หลายคนตรงกลับหอกันทันที แต่ผมซึ่งมีเรียนตอนบ่ายต่อ นี่ก็เพิ่งสิบเอ็ดโมงเอง งั้นไปนั่งทานข้าวโรงอาหารละกัน ถึงแม้จะเหงาๆหน่อย ที่ต้องกินข้าวคนเดียวก็ตาม

ขนาดวันแรกไม่ค่อยมีการเรียนการสอนแท้ๆ แต่ทำไมโรงอาหารเวลานี้ถึงแน่นเอียดไปด้วยนักศึกษาก็ไม่รู้

ผมยืนถือชามก๋วยเตี๋ยวไว้ในมือ สอดส่องมองหาที่นั่งว่างๆ แต่ดูช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะมองไปทางไหนๆก็เต็มไปหมด คงต้องยกไปนั่งกินใต้คณะแล้วหล่ะ ถึงจะไกลหน่อยก็เถอะ...

            “นิวๆ”

            ผมหันไปหาเสียงเรียก ก็เห็นมีผู้ชายคนนึงกำลังโบกมือเรียกผมอยู่ “เรียกเราหรอ?”

            “ใช่ๆ นายนั่นหล่ะ มานั่งด้วยกันไหม โต๊ะเราว่าง”

            ถ้าจำไม่ผิดเหมือนคนๆ นี้จะอยู่เซคเดียวกับผม เหมือนเคยเห็นหน้าอยู่ ผมก็ไม่รู้จักชื่อเขาหรอก แต่เขารู้จักผมได้ไง ?

            “ได้หรอ”

            “ได้ๆ เฮ้ยไอ้โก้ มึงเอากระเป๋ามึงไปไว้ที่อื่นดิ” คนๆนั้นว่าก่อนจะหยิบกระเป๋าที่วางเกะกะออกเพื่อให้ผมนั่ง

            “ขอบคุณนะ”

            ผมหันไปขอบคุณเขา แล้วก้มหน้าทานอาหารของตัวเอง  บนโต๊ะมีเพื่อนหมอนั่นอีกหลายคนนั่งอยู่ ซึ่งผมไม่รู้จักอีกเช่นกัน ถึงจะเกร็งใจนิดหน่อย แต่ก็ยังเผื่อแผ่ที่นั่งให้ด้วย

            “เราชื่อเต้ย ส่วนเพื่อนเราสองคนนี้ชื่อโก้กับตั๋ง ส่วนผู้หญิงอีกสองคนชื่อเก๋กับแจม” คนที่ชวนให้ผมนั่งด้วยแนะนำตัว เพื่อนๆแต่ละคนก็ชะโงกหน้ามาทักทายเช่นกัน

            “อื้อ ว่าแต่ นายรู้จักเราด้วยหรอ” ผมถาม

            “เรารู้จักทุกคนนั่นแหล่ะ ว่าแต่ วันนี้เพื่อนนายสองคนไม่มาหรอ ถึงได้อยู่คนเดียว”

            “ป่านกลับมาไม่ทันอ่ะ ส่วนพีมไม่สบาย เราเลยต้องเก็บชีทเพื่อสองคนนั้นด้วย พอมากินข้าวก็เลยไม่รู้จะไปนั่งกับใคร แถมโต๊ะเต็มพอดี”

            “งั้นคราวหลังก็มานั่งกับพวกเราก็ได้”

            “อื้อ ขอบใจนะ”

            หลังจากนั้นพวกเพื่อนๆ ของเต้ยก็ชวนผมคุยอีกหลายเรื่อง

            “ไม่เคยคุยกับนิวเลย ตอนแรกนึกว่าจะหยิ่งซะอีก” คนที่ชื่อแจมพูดขึ้น

            “เราดูหยิ่งหรอ” ผมค่อนข้างตกใจนิดๆ ภายนอกผมดูเป็นแบบนั้นหรอ แต่พอพวกเขาเห็นผมทำหน้าตกใจกลับหัวเราะซะงั้น

            “ไม่หรอกๆ ก็เห็นปกตินิวชอบไปกับเพื่อนสองคนนั้นใช่ไหมล่ะ”

            พอมาคิดๆดู ก็อย่างที่ว่า ผมไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนในคณะสักเท่าไหร่ ไม่แปลกที่จะไม่ค่อยรู้จักใครเลย นอกจากพีมกับป่าน บางคนก็อาจจะรู้จักนิดๆหน่อยๆ

            “เป็นเพราะเราไม่ได้เข้ารับน้องด้วยมั้ง”

            “อ้อ ใช่ๆ ก็ว่าอยู่ ว่าทำไมตอนรับน้องถึงไม่เคยเจอเลย”

            “จริงด้วย แล้วทำไมถึงไม่เข้ารับน้องหรอ หรือไม่ชอบพวกระบบรับน้องอะไรพวกนี้?” เก๋เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมา ทุกคนกินเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่ผมคนเดียว

            “ไม่หรอก” ผมส่ายหัว “เราติดทำงานพิเศษอ่ะ เลยไม่ค่อยว่างสักเท่าไหร่”

            “ว้าว ขยันจัง”

            เพื่อนของเต้ยคุยเก่ง โดยเฉพาะผู้หญิงสองคนนั้นถามผมไม่หยุด ซึ่งมันก็น่ารักดี

            พอหลังจากทานข้าวเสร็จผมก็แยกกับพวกเขา นั่งรอเวลาเข้าเรียนตอนบ่าย แต่พอบ่ายแทนที่จะได้เรียน อาจารย์ก็ดันยกคลาสซะงั้น อีกอย่าง ตอนเย็นนี้ก็ไม่มีงาน เพราะที่ร้านอาหารที่ผมทำงานยังปิดปรับปรุงช่วงปีใหม่อยู่ คงจะเปิดในอีกสองสามวันนี้ล่ะ กลายเป็นว่าวันนี้ผมว่างสุดๆ

            “วันนี้ดีจังเนอะ อาจารย์ยกคลาสซะงั้น” เต้ยว่าแล้วเดินออกมาจากห้องพร้อมกับผม “แล้วนายจะไปไหนต่อไหม หรือกลับหอเลย?”

            ผมยืนคิดอยู่สักพัก จะว่าไปตั้งแต่ปีใหม่มา ยังไม่ได้ซื้อของใช้ในห้องเพิ่มเลย ยาสระผมก็ใกล้หมดแล้ว ไหนจะน้ำยาล้างห้องน้ำอีก ของใช้ส่วนตัวอีกนิดหน่อย

            “เราว่าจะไปซื้อของสักหน่อย แล้วค่อยกลับ”

            “ดีเลย เราก็ว่าจะไป งั้นไปด้วยกันนะ”

            “ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวเราไปเอง”

            “มาเหอะน่า จะไปเสียเงินทำไมเรา ไปกับเรานี่ล่ะ”

            ถึงผมจะไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้น แต่เต้ยก็ดูเป็นคนดีนะ ยังไงซะผมก็ยังเกรงใจเขาอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องยอมไปกับหมอนี่อย่างช่วยไม่ได้

 

            บางทีผมก็สงสัยนะ ว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้มีรถขับกันทุกคนเลยหรือยังไง ? ทุกคนดูมีเงินเหลือใช้ในขณะที่ผมหามาอย่างยากลำบาก เนอะ

            พอถึงห้างสรรพสินค้าแล้ว แทนที่เต้ยจะแยะ และปล่อยให้ผมไปซื้อของใช้ตัวเอง แต่หมอนั่นกลับพยายามดึงดันให้ผมดูหนังกับเขาให้ได้ซะงั้น

            “เนี่ย เรามีบัตรส่วนลดพอดี มันใช้สำหรับสองที่นั่งอ่ะ”

            “ไม่เอาล่ะ เราเกรงใจ เราแค่จะมาซื้อของเฉยๆ ไม่ได้จะมาดูหนังนะ”

            “น่า ดูเป็นเพื่อนเราก็ได้ เดี๋ยวเราออกให้ เรื่องนี้มันจะออกโรงแล้วอ่ะ”

            ผมพยายามดึงดันที่จะปฏิเสธ จากที่เกร็งใจ กลายเป็นตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจและอึดอัดแทนแล้ว ถ้ายังมีพีมกับป่านอยู่อะไรๆคงง่ายกว่านี้ ให้ตายสิ ใครก็ได้ช่วยพาผมออกไปจากที่นี่ที..

            “นิว

            เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังผม มันช่างคุ้นเคยและชวนให้หัวใจเต้นรัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร หันไปก็เจอกับพี่เอกยืนอยู่กับเพื่อนเขาอีกคน ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะชื่อพี่เจมส์ ที่เขาชอบอยู่กับพี่เอกบ่อยๆ และก็เคยมาส่งพี่เอกตอนเมาครั้งนั้นด้วย

            “พี่เอก ไม่มีเรียนหรอ” ผมดีใจจนแทบบ้าตอนเห็นหน้าเขา แต่ก็ต้องเก็บอาการ ฮึบ

            “ก็มีแหล่ะ แต่อาจารย์ยกคลาสไปแล้ว”

            “ของผมก็ยกเหมือนกันเลย”

            “สงสัยอาจารย์เรานัดกันยกคลาสล่ะมั้ง” เขาว่าแล้วก็ขำ

            “แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่หรอ” ผมถาม

            “ยังไม่อยากกลับห้องเลยมาเดินตากแอร์เล่น แต่ไอ้เจมส์มันชวนมาดูหนังพอดี แล้วเราล่ะ”

            พี่เจมส์ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เงียบไป แล้วหันไปมองค้อนพี่เอกแทนซะงั้น

            “ผมมาซื้อของเข้าหอหน่อย มันจะหมดแล้ว แต่..”

ก็ไม่รู้จะพูดยังไง แต่พี่เอกน่าจะรับรู้ถึงสีหน้าไม่สบายใจ เลยเปรยตาไปมองอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “เพื่อนหรอ?”

“สวัสดีครับ” เต้ยหันไปยกมือไหว้ เพราะฟังจากที่คุย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นรุ่นพี่

 พี่เอกพยักหน้าแบบขอไปที “ไหนว่าจะไปซื้อของ ทำไมมาอยู่ชั้นโรงหนังกัน”

“ก็..เขาชวนผมมาดู แต่ผมไม่สะดวก..”

“ดูเรื่องอะไร”

พี่เอกหันควับไปถามเต้ย น้ำเสียงพี่เอกเข้มมาก ถ้าผมโดนถามแบบนั้นก็ต้องสะดุ้งแหล่ะ “เรื่อง..เอ่อ...เรื่องนี้ครับ..

เต้ยตอบเสียงอ่อยแล้วชี้ไปที่โปสเตอร์หนัง

“ดีเลย ไอ้เจมส์ มึงอยากดูเรื่องเดียวกับน้องเขาเลยนี่ มึงได้เพื่อนดูล่ะ กูว่ากูจะไปซื้ออาหารหมาสักหน่อย มันใกล้หมดพอดีเลย โชคดีนะมึง” พี่เอกไม่รอคำตอบ เขาใช้ความเผด็จการส่วนตัวพูดจบก็เอาแขนเกยไหล่และดึงผมออกมาจากตรงนั้นทันที

ยังไม่ทันจะพ้นชั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อนพี่เอกโวยวายมาแต่ไกล

“เฮ้ย เดี๋ยวดิ มึงนั่นแหล่ะชวนกูมาไอ้เวร!! พอเจอเด็กมึงละทิ้งกูเลยนะ..”

ประโยคหลังๆผมฟังไม่ทัน เพราะพี่เอกรีบเดินอย่างไว ไม่สนว่าเพื่อนจะโวยวายยังไงแล้ว

“พี่ทิ้งเพื่อนไว้แบบนั้นจะดีหรอ” ถามไปอย่างนั้นแหล่ะ ทั้งๆที่ในใจตอนนี้กระโดดโลดเต้นไปหมดแล้ว

“อย่าไปเชื่อไอ้เจมส์มัน มันตอแหล มันโตแล้วน่าดูแลตัวเองได้”

ก่อนจะลงบันไดเลื่อนมาผมเห็นเต้ยทำหน้างงแบบทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ดีแล้วล่ะ มันอึดอัดนิดหน่อยที่หมอนั่นดูก้าวก่ายผมมากเกินไป ดีที่พี่เอกดูออกและช่วยโกหกสร้างสถานการณ์เพื่อดึงผมออกมาจากจุดๆนั้น คิดแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

ถามว่าทำไมถึงรู้ว่าเขาโกหก?

ก็อาหารไอ้หู้มันยังเหลืออีกเพียบเลยยังไงล่ะ

 

ช่วงเวลานี้ไม่ค่อยมีคนสักเท่าไหร่ มีนักศึกษาเดินประปรายบ้าง ผมเดินเลือกของใช้สองสามชิ้น เดินผ่านโซนอาหารพอดี แต่ละอย่าง เห็นแล้วก็อยากจะซื้อของไว้ทำกินเองบ้าง เพราะมันถูกกว่าไปซื้อข้างนอกเยอะ

          แคร๊ง

          “อ๊ะ ขอโทษครับ”

ผมรีบดึงรถเข็นออกเพราะมันจอดขวางทางคนอื่น ไม่ใช่ของผมหรอก แค่เฝ้าให้เจ้าของเฉยๆ ผมถือมาแค่ตระกร้าเล็กๆใบเดียว รถเข็นนี่ของพี่เอก  แต่เจ้าตัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้

“นิวว่าแบบไหนดีกว่ากัน” เพิ่งพูดถึงอยู่เมื่อกี้ก็โผล่มาเลย...

“อืม...” ในมือพี่เอกมีขวดครีมโกนหนวดอยู่สองอัน อันนึงสีเทา อันนึงสีเงิน“ไม่รู้อ่ะ ผมไม่ค่อยใช้ของพวกนี้สักเท่าไหร่”

ผมเป็นประเภทที่มีขนตามร่างกายค่อนข้างน้อยอ่ะ ขนจักแร้หรือขนหน้าแข้ง ของผมมันแทบไม่ค่อยจะมีเลย ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันไหม

“งั้นหรอ” เขาหยุดคิดอะไรบางอย่างก่อนจะยิ้มมุมปากแล้วเดินมากระซิบใกล้ๆ “มิน่าหล่ะ ขนาดขนตรงนั้น ยังไม่ค่อยจะมีเลย...”

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“พี่เอก!!

แทนที่จะอาย เขากลับยิ้มกว้างซะงั้น กลายเป็นผมที่หน้าร้อนฉ่ากัดปากแน่น ภาพในคืนที่ไปเที่ยวทะเลย้อนกลับมาให้เห็นเป็นฉาก ถึงจะเมามาก ก็ใช่ว่าจะจำไม่ได้สักหน่อย

มันทั้งเร่าร้อนและวาบหวามจนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะปล่อยกายปล่อยใจไปมากขนาดนั้น คิดแล้วมันก็น่าอายจริงๆ เลยต้องทำเป็นหยิบนู่นหยิบนี่ลงในตระกร้ากลบเกลื่อนความอาย ทั้งๆที่มันไม่ใช่ของจำเป็นเท่าไหร่แท้ๆ

พี่เอกวางขวดที่เลือกใส่ลงบนรถเข็นเขา ซึ่งมีของชิ้นเล็กๆ อยู่ไม่กี่อย่าง แต่ทำไมถึงต้องเลือกรถเข็นคันใหญ่มาด้วย

“พี่เอกจะซื้อของเยอะไหม”

“ไม่รู้ดิ ทำไมหรอ”

“ก็ถ้าซื้อไม่เยอะ เอาของบนรถมารวมกับผมก็ได้ เดินเข็นไปเข็นมามันเกะกะเปล่าๆ”

“เอางั้นก็ได้ เอาตระกร้ามา เดียวพี่ถือเอง”

สุดท้ายของบนรถก็ถูกมารวมกันอยู่ในตระกร้าใบเดียว กลายเป็นว่าตอนนี้เราเหมือนคู่รักสองคนที่กำลังมาเดินซื้อของเข้าหอด้วยกันยังไงยังงั้นแหล่ะ แต่ติดอยู่ว่าเราสองคนไม่ใช่นี่แหล่ะ พอซื้อของใช้เส็จพี่เอกก็เลยไปซื้อของสดต่อ

 

ตอนแรกกะว่าจะแค่ซื้อของละกลับแท้ๆ ไหงสุดท้ายกลับมาโผล่ที่ห้องพี่เอกอีกจนได้ พี่เอกก็เอาพวกของสดกับอาหารไปล้าง ส่วนผมก็หุงข้าว กลายเป็นมื้อเย็นนี้เราทำอาหารง่ายๆ กันอย่างต้มจืดกับใข่เจียวหมูสับพิเศษหอมแดงแบบจัดเต็ม

“พี่เอกว่าไอ้หู้มันอ้วนขึ้นมะ”

เจ้าหมาตัวสีดำนอนหงายท้องกางพุง ปล่อยให้ผมเอาหวีแปรงตรงท้องอย่างสบายใจเฉิบ ดูท่าทางมีความสุขแบบ เห็นแล้วน่าหมันไส้ชะมัด

“ไม่รู้ดิ พี่ก็ให้มันกินปกตินะ” เสียงพี่เอกดังมาจากในครัว ผมเป็นคนทำให้กิน ส่วนเขาอาสาล้างจานเอง

ผมไม่ได้พูดเล่นนะ มันดูอ้วนขึ้นจริงๆ ทั้งๆ ที่ฝากหมอภามไว้ไม่กี่วันเองแท้ๆ” ผมยกไอ้หู้ขึ้น รอบเอวมันดูหนาขึ้นจริงๆ เพราะวันๆ อยู่แต่ในห้องไม่ได้ไปไหน ขาก็ยิ่งสั้นๆ อยู่ ปล่อยไว้นานๆ เข้าสักวันต้องพุงติดพื้นแน่ๆ

“แหงหล่ะ ก็ไอ้หมอมันเล่นเอาแต่ขนมแพงๆ ให้ไอ้หู้มันกินละมาชาร์จเงินค่าฝากกับพี่เนี่ย ไอ้หู้ มึงแดกเยอะเหลือเกิน” คนตัวสูงบ่นหลังจากที่ล้างจานเสร็จ เขาก็มานั่งเล่นไอ้หู้กับผม “สงสารเงินเดือนนักศึกษาอย่างกูบ้างนะเห้ย ชักจะเลี้ยงไม่ไหวแล้วมั้งเนี่ย

พี่เอกพูดแกล้งไอ้หู้เล่นแต่มันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้นอีกทั้งยังเลียหน้าพี่เอกด้วยความชอบใจด้วยซ้ำ เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี

ผมเคยบอกไหม ว่าพี่เอกเป็นคนที่เวลาไปไหน เขามักจะพกเงินสดอยู่เสมอ เวลาควักขึ้นมาจ่ายแต่ละทีส่วนใหญ่ก็จะเต็มไปด้วยแบงค์สีเทาๆทั้งนั้น ต่างกับผมที่มีอย่างมากก็แค่แบงค์สีแดงสองสามใบกับสีเขียวอีกนิดหน่อย

“ขนาดพี่เอกยังเลี้ยงไม่ไหว ผมคงต้องทำงานหาเงินเพิ่มเลี้ยงไอ้หู้มันแล้วล่ะ”

งั้นนิวก็ไม่ต้องไปทำงานแล้ว เดี๋ยวพี่จ้างเอง ช่วยดูแลห้องกับดูแลไอ้หู้แทนเนี่ย

ตลกแล้ว แค่นี้ผมก็เกรงใจจะแย่” แค่นี้ผมก็รับจากเขามามากเกินพอแล้ว

ก็พี่บอกแล้วไงว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ดีอีกซะเปล่า

ไม่เอาอ่ะ ผมก็ทำงานบ้านให้พี่แล้วนี่ไง

ตั้งแต่ได้เจอพี่เอก เงินเก็บก็เพิ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาช่วยแบ่งเบาผมในหลายๆอย่างรวมถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย เวลากินข้าวเขาก็มักจะออกให้เสมอต่อให้ปฏิเสธยังไงก็ตาม เราตัวติดกันยิ่งกว่าเดิมตั้งแต่กลับมาจากไปเที่ยวเมื่อตอนช่วงปีใหม่นั้น ถือว่าเป็นเรื่องดีไหมนะ

เราทั้งคู่นั่งดูหนังจากช่องเคเบิลที่เอามาฉายไปเรื่อย กว่าจะจบ ท้องฟ้าข้างนอกก็เปลี่ยนสีแล้ว ผมจะกลับ แต่เขาก็รั้งเอาไว้อยู่นั่นหล่ะ

“นี่มันก็ดึกแล้ว ค้างที่นี่เลยก็ได้ เดียวพรุ่งนี้เช้าพี่ไปส่ง”

“ไม่เอาอ่ะ ให้ผมได้กลับหอบ้างเถอะพี่เอก”

พี่เอกพยายามอ้อนให้ผมอยู่ต่อ แต่ผมก็ต้องส่ายหน้าปฏิเสธ เขาดูเหมือนเด็กยักษ์เอาแต่ใจ หาข้ออ้างหว่านล้อมให้ผมยอมอยู่ต่อให้ได้ หลังๆมานี้เขามีข้ออ้างเยอะเหลือเกิน

“มันอันตรายนะ ขับรถตอนกลางคืนพี่เองก็มองไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ด้วย ค้างกับพี่เหอะ”

เดี๋ยวผมกลับเองก็ได้ จะได้ไม่ต้องรบกวนพี่ขับรถไปมาด้วย

“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง”

พอพูดแบบนั้นปุ๊บ เขาเลยเลิกตื้อให้ผมอยู่ต่อแล้วหันไปหยิบกุญแจรถมาแทน

กว่าจะมาถึงหอได้เขาก็ช่างขับรถเชื่องช้าเหลือเกิน พอถึงหอผมเขาก็ช่วยถือถุงของใช้พวกนี้มาให้ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้หนักมากมายเลยแท้ๆ ก่อนจะลงจากรถก็ยังไม่วายลูบหลังมือผมเล่นอยู่นั่นแหล่ะ ไม่ยอมปล่อยสักที

“ทำไรเนี่ยพี่เอก” ถามแก้เขินไปงั้นล่ะ ทั้งๆที่ตอนนี้รู้สึกคันหัวใจยุบยิบไปหมดแล้ว แล้วแบบนี้ผมจะขึ้นถึงห้องไหมเนี่ย

ริมฝีปากยกยิ้มเป็นนัย เหมือนกำลังคิดเรื่องลามกๆอยู่ยังไงยังงั้น “พี่อยากได้กู๊ดไนท์คิสอ่ะ”

เขาเคยรู้สึกอายบ้างไหมเวลาพูดเรื่องอะไรแบบนี้ ไม่เป็นไร ถึงเขาไม่อาย แต่ผมอายให้แทนแล้ว ดีที่ในรถมันมืด ไม่งั้นเขาคงเห็นว่าหน้าผมแดงขนาดไหน พยายามเสตาไปมองทางอื่นแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังสบตากับเขาผ่านกระจกอีกจนได้

“...ได้ไหม”

ความเงียบคือคำตอบ พี่เอกไม่รอฟัง เขาถือว่านั้นคือไม่ปฏิเสธ ฝ่ามือหนาช้อนคางผมให้หันไปสบตากับเขาตรงๆ ก่อนจะยอมให้เขาแนบริมฝีปากลงมา

เแค่สัมผัสริมฝีปากเบาๆ ไม่ได้ดูดดื่ม แต่ก็ลึกซึ้งพอที่จะทำให้หัวใจเต้นแรงตั้งแต่หัวจรดเท้า

หลังจากผละริมฝีปากออก ผมรู้สึกเหมือนโลกหมุนผ่านไปล้านวินาที

“ผม..ไปได้ยัง”

เขาพยักหน้า ผมเลยหยิบของออกจากมือเขาแล้วเดินขึ้นหอตัวเอง ถึงแม้ไม่ได้หันไปมอง แต่ก็รับรู้ว่ากำลังถูกมองอยู่ ขึ้นถึงห้องนั่นล่ะ พี่เอกถึงได้หยุดมองแล้วกลับไปที่รถตัวเอง

ให้ตายสิ ความสัมพันธ์บ้าๆที่ไม่มีชื่อเรียกที่น่าปวดหัวนี้ ตอนนี้แม่งมีความสุขเป็นบ้าเลย

 ทุกอย่างดูมีความสุขไปหมด และเรียบง่ายจนน่าเหลือเชื่อ แต่ใครจะไปรู้ ว่าการที่ทุกอย่างดูสงบสุขอย่างนี้ เป็นสัญญาณก่อนที่พายุลูกใหญ่จะพัดเข้าฝั่ง

เป็นสัญญาณเตือนถึงเรื่องร้ายๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือเปล่า

 

 

…………………………………………………………………

(ต่อจ้า)


               กีฬาสีของมหาลัยจบไปแล้ว แต่ในอีกไม่ถึงอาทิตย์ที่จะถึงนี้กำลังจะมีกีฬาสีภายในของแต่ละคณะ เป็นการแข่งขันกันเองระหว่างภาควิชา โดยคณะที่น่าจับตามองที่สุดตอนนี้ ก็คงไม่พ้นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผมเลยซักนิด แต่ที่กล่าวถึงขึ้นมาทำไหมหน่ะหรอ?

            ก็เพราะพี่เอกชวนให้ผมไปเชียร์เขาหน่ะสิ

            ในวันหยุดอย่างวันเสาร์ แทนที่จะได้พักผ่อนวันหยุดสบายๆ แต่ผมกลับต้องมานั่งเรียนชดเชยในรายวิชาที่ถูกอาจารย์ยกคลาส นัดชดเชยนอกเวลาไม่พอ แถมยังสอนเกินเวลาอีก ที่แย่กว่านั้นคือทั้งพีมและป่านไม่มา ป่านมีนัดกับหมอฟันอันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เห็นว่าเบี้ยวนัดหลายครั้งจนหมอบ่นเลยต้องไป

แต่พีม หมอนั่นดันไม่ตื่น ตื่นอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว กว่าจะอาบน้ำแต่งตัวก็คงมาไม่ทันอยู่ดี เป็นอีกครั้งที่ผมต้องนั่งเรียนคนเดียว

 

            เสียงลูกบาสกระทบพื้นและเสียงรองเท้าเสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าด ร่ายล้อมไปด้วยเหล่าชายหนุ่มในสภาพเปียกซกไปทั้งตัวจากเหงื่อ ผลัดกันแย่งและโยนเจ้าลูกกลมๆ สีส้มให้ลงห่วง และคนที่โยนบอลเข้าห่วงครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครเลย ก็พี่เอกอีกนั่นแหล่ะ

            อ่านไม่ผิดหรอก พี่เอกกำลังซ้อมยาสอยู่ ถึงปกติเขาจะเล่นฟุตบอล แต่เอาเข้าจริงแล้วพี่เอกเล่นกีฬาเป็นทุกอย่างนั่นแหล่ะ  ไม่ว่าจะบาส บอล วอลเลย์ ตะกร้อ ฟุลซอลหรือแบดมินตัน ละช่วงนี้ใกล้จะมีแข่งกีฬาสีในคณะเขาก็เลยต้องซ้อมกันหน่อย

            ในโรงยิมวันหยุดอย่างวันเสาร์ ไม่ค่อยมีคนมาใช้กันหรอก ส่วนใหญ่ก็มีแต่เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องในคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งนั้นแหล่ะ การที่ผมนั่งอยู่บนอัฒจรรย์ในชุดนิสิตสีขาวคนเดียวท่ามกลางชายแดนับสิบนั้นโคตรเป็นจุดเด่นเลย แต่ทำไงได้ ก็พี่เอกเขาสั่งให้ผมรอ ก็ต้องรอสิ

            ระหว่างที่นั่งรออยู่ก็เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ผมก็หยิบงานตัวเองขึ้นมาทำด้วย แต่ด้วยความจดจ้องอยู่กับงานมากเกินไป เลยไม่ทันได้รู้ตัวว่ากำลังโดนใครมองอยู่จนเข้ามาประชิดตัวขนาดนี้

            “นายชื่อไรอ่ะ”

            คำถามที่เอ่ยขึ้น ทำให้รู้ตัวว่าตอนนี้มีใครอีกคนกำลังนั่งอยู่ข้างๆ ผม ผมชี้มาที่ตัวเองเชิงว่า กำลังถามผมอยู่หรอ และหมอนั่นก็พยัก

            “ชื่อนิวครับ”

            “นายอยู่คณะอะไรหรอ จะว่าวิศวะก็ไม่น่าใช่ ไม่เคยเห็นหน้าเลย แล้วอยู่ปีไหนหรอ ทำไมมานั่งคนเดียวตรงนี้ล่ะ” อีกฝ่ายรัวคำถามมาจนผมตั้งตัวไม่ทัน

            ฟุ้บ!!

ไม่ทันได้ตอบคำถาม ลูกกลมๆสีส้มก็ลอยผ่านระหว่างผมและหมอนั่น จนไปกลิ้งไปกระทบกับอัฒจรรย์ด้านหลัง เมื่อหันไปทางที่มาก็เห็นที่เอกยืนยิ้มหน้าเหี้ยพร้อมกับสายตาคนที่มองมาทั้งโรงยิม

“อุ่ย...เหมือนจะยุ่งผิดคน แหะๆ ไปก่อนนะคร้าบ” หมอนั่นว่าหน้าซีดๆ ก่อนจะค่อยๆเฟดตัวเองออกไปหาทีมตัวเอง เพื่อนๆ ในทีมหมอนั่นก็รุมด่าใหญ่

“ยุ่งกับใครไม่ยุ่งนะมึงไอ้เหี้ยเมฆ”

“เออ ก็กูไม่รู้นี่ว่า โทษๆ”

ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ หวังว่าพวกเขาคงไม่ตีกันนะ..

 

“วันแข่งจะมาดูพี่ไหม” พี่เอกถาม ตอนนี้ซ้อมเสร็จแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปหมด ส่วนผมนั่งรอเขาเปลี่ยนชุดอยู่ในห้องแต่งตัวนักกีฬา

“อื้อ มาสิ ไม่ลืมหรอก”

“งั้นถ้าชนะขอรางวัลหน่อยสิ”

“รางวัลอะไร?”

พี่เอกไม่ตอบ แต่เขายิ้มดูมีเลสนัยยังไงไม่รู้ “งั้นวันอาทิตย์นี้มาค้างกับพี่ไหม จะได้ช่วยกันจับไอ้หู้อาบน้ำด้วย มันไม่ได้อาบน้ำมาหลายอาทิตย์แล้ว”

ผมก็ได้แต่พยักหน้าไปงั้นแหล่ะ รู้ทั้งรู้ว่ามันก็เป็นข้ออ้างที่อยากให้ผมไปค้างด้วยแค่นั้นแหล่ะ

คนอื่นกลับไปหมด ดังนั้นที่นี่จึงเหลือแค่เราสองคน พี่เอกเลยเลือกที่จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงยิมไปเลย เพราะไม่ค่อยมีคนใช้ด้วยแหล่ะ เขาเลยลากผมเข้ามาด้วยทั้งๆที่บอกว่าจะรอข้างนอกแท้ๆ ผมเห็นเขาถอดเสื้อจนชินแล้ว แต่เพราะเห็นจนชินนั่นแหล่ะ ถึงได้สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมบนผิวเขา

“รอยตรงนี้ พี่ไปโดนอะไรมาเนี่ย”

รอยช้ำแดงๆออกม่วงตรงช่วงหัวไหล่ ถึงมันจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็เห็นร่องรอยชัดเจน

“อ๋อ คงกระแทกกันแรงไปหน่อย เดี๋ยวก็หาย”

“เจ็บไหมอ่ะพี่เอก” ถึงผมจะไม่ได้โดนเองแต่เห็นแล้วรู้สึกเจ็บแทนเลย ต้องกระแทกกันแรงมากแน่ๆถึงได้เป็นรอยแบบนี้

“เจ็บสิเนี่ย เจ็บมากเลย เจ็บจนปวดแขนเดินไม่ไหวแล้ว ช่วยจุ้บแผลพี่หน่อย เผื่อจะหายเจ็บ”  พี่เอกแอคติ้งโอเวอร์จนผมเผลอหลุดขำออกมา ดูก็รู้ว่ามันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น แต่ก็บ้าจี้ตามเขา

“โอ๋ๆ เจ็บมากไหม” จุ้บ “เพี้ยง หายไวๆน้า”

ผมเลยแกล้งจุ้บเบาๆตรงไหล่เขา แถมเป่าไล่ความเจ็บให้ด้วยเอ้า แต่กลายเป็นว่าโดนท่อนแขนหนารั้งเอวให้เข้าไปใกล้ๆ

“เจ็บตรงนี้ด้วย”

พี่เอกยิ้มๆแล้วชี้ไปที่ปากตัวเอง ผมเลยเขย่งตัวแล้วจุ้บเบาๆ ที่ริมฝีปากเขา แต่เมื่อสบโอกาสมีหรอเขาจะปล่อยผมง่ายๆ กลายเป็นโดนรั้งตัวเอาไว้ แลกจูบอันแสนดูดดื่มกันอยู่พักใหญ่

กลิ่นเหงื่ออ่อนๆ และความร้อนภายในห้อง ฉุดให้ฮอร์โมนให้พุ่งพล่าน พี่เอกดันผมจนหลังติดประตู และกดล็อค มือก็วนๆอยู่แถวสะโพกผม แต่ปากก็ไม่ยอมละออก สอดแทรกลิ้นร้อนกวาดไปทั่วโพรงปาก ไม่พอยังเลื่อนเข้ามาใต้เสื้อนิสิตผมจนเอ่ยปากห้าม ไม่งั้นคงเกินเลยกว่านี้แน่ๆ

พี่เอกทำหน้าเสียดาย แต่ก็เข้าใจ เพราะที่นี่มันไม่ใช่สถานที่ส่วนบุคคล แถมยังเป็นโรงยิมมหาลัย ถ้าเกิดใครมาเห็นเข้าคงไม่ดี ถึงได้ยอมผละออกไป

“งั้นรอพี่อาบน้ำแปปนึงนะ”

ไม่ว่าเปล่าแถมยังจูบปากผมอีกรอบก่อนจะแว่บหายเข้าไปในห้องน้ำ

...

..

.

 

“โอ๊ะ เพื่อนกูลงแข่งด้วยแหะ” พีมว่าในขณะที่มือยังคงคว้าสตรอเบอร์รี่เข้าปากไม่หยุด

ตั้งแต่เปิดเทอมมารู้สึกพีมจะดูมีเนื้อหนังมากขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ เพราะหมอนี่กินไม่หยุด ไหนจะของฝากเป็นแคปหมูกับน้ำพริกหนุ่ม ของฝากจากเหนือของป่านอีก ตอนนี้มือทั้งสองข้างก็เลยเต็มไปด้วยของกินไม่ขาดมือ

เพื่อนพีมคนที่ชื่อปอนด์ก็ลงแข่งด้วยเหมือนกัน แต่วันนี้ผมไม่ยักกะเห็นกายแหะ

เสียงรองเท้าเบียดเสียดไปกับพื้นโรงยิม พร้อมกับเหล่าชายนับสิบผลัดกันแย่งลูกบาสกันไปมา เคล้าไปกับเสียงกลองและเสียงเชียร์ที่ดังไม่ขาดสาย สีไหนโยนเข้าห่วงที ก็กรี๊ดที ส่วนใหญ่คนที่มาดูจะเป็นผู้หญิงซะมากกว่า ทั้งๆ ที่เป็นกีฬาภายในคณะของวิศวะแต่ก็ย่อมมีคณะอื่นๆ เข้ามาดูเต็มไปหมดจนแทบจะล้นออกไปข้างนอกโรงยิมเลยล่ะ

“อันนี้ภาคไรแข่งกับภาคไรวะ” ป่านที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือถามขึ้น

“เครื่องกลกับโยธามั้งถ้าจำไม่ผิด”

วันนี้มีเรื่องน่าตกใจอยู่อย่างนึงด้วย นั่นคือที่นั่งอยู่บนอัฒจรรย์ไม่ได้มีแค่พวกผมสามคน แต่มีอีกหนึ่งสาวน่ารักนั่งข้างป่านด้วยคนนึงชื่อน้ำฝน เหมือนจะเป็นคนที่ไอ้ป่านกำลังคุยๆด้วยอยู่มั้ง ตอนที่เห็นตอนแรกพวกผมก็ทำหน้าแซวๆ แหล่ะ แต่ก็ปล่อยให้สองคนั้นนั่งสวีทกันไป

ผมมองตามเสื้อสีดำเบอร์สิบที่ตอนนี้กำลังได้ลุกบาสไว้ในมือเอี้ยวตัวหลบอีกทีมที่ใส่เสื้อสีกรมที่พุ่งเข้ามาแย่ง ก่อนจะโยนลงห่วงได้สำเร็จ ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดสิบแปดหลอดของเหล่าสตรีและสาวสองจนแยกไม่ออก พวกผมที่มาก่อนเลยเลือกนั่งที่บนๆกัน เสียงกรี๊ดของเหล่าสาวๆ ทำเอาหูอื้อกันเลยทีเดียว

“โอ้ยแก พี่เบอร์สิบสีดำเมื่อกี้โคตรเท่เลย”

“เบอร์สิบก็ดี เบอร์สองก็น่ารัก เบอร์เจ็ดเสื้อสีกรมก็น่าเอ็นดู ฮืออ เลือกไม่ถูกเลยค่ะ”

“ฉันอยากได้เขาอ่ะ ฮือออ”

ผมยิ้มขำมองกลุ่มผู้หญิงข้างหน้าพากันหวีดผู้ชายในสนามกัน หนึ่งในนั้นที่ถูกกล่าวถึงก็มีพี่เอกด้วย เขาฮ็อตอยู่แล้วล่ะ เรื่องนี้ผมรู้ดี ใครต่อใครก็รู้จักแม้แต่เด็กนอกคณะ

ครืดด ครืดดด

“เดี๋ยวกูมาแปปนึงนะ”

เสียงโทรศัพท์สั่นเบาๆ ทำให้พีมยอมละจากของกินตรงหน้าชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆแทรกตัวฝ่าฝูงชนลงไปข้างนอก เพราะถ้าคุยตอนนี้ฟังไม่รู้เรื่องแน่ๆ

ผมนั่งดูการแข่งบาสต่อ วันนี้ดูเป็นการแข่งขันที่สนุกสนาน ไม่ได้กะเอาจริงเอาจังกันสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็เพื่อนพี่น้องกันทั้งนั้น ไม่ได้เล่นกันแรงเหมือนตอนที่ผมเคยมาดูตอนแข่งบอลคราวนู้น อันนั้นเล่นจนถึงขั้นบาดเจ็บกันเลย

เสียงนกหวีดเป่าหมดเวลาควอเตอร์แรก นักกีฬาแต่ละฝั่งแยกย้ายกันไปนั่งที่ประจำของทีมตัวเอง พี่เอกหยุดและหันมามองบนอัฒจรรย์ พอสบตากับผมเขาก็ยิ้มขึ้นมาทันที...

“กรี๊ดดดดดดดด พี่เขายิ้มมาทางนี้ด้วยอะแกร๊!!!!

“เขายิ้มให้ฉัน เขายิ้มให้ฉัน!! เขายิ้มให้ฉ๊าน!!!!

สองสาวข้างหน้าพากันกรีดร้อง ถึงไม่อยากจะพูดความจริงสักเท่าไหร่ แต่ผมมันใจว่า

เขายิ้มให้ผม J

 

หลังจากการแข่งขันจบลงโดยที่คะแนนอยู่ที่ 102-99 ทีมที่ชนะคือทีมพี่เอก พอจบการแข่งก็มีทีมสันทนการสนุกๆของวิซวะเข้ามาแสดงให้ทุกคนสนุกสนานกันอีกรอบ ต่อด้วยการแข่งขันของภาคอื่นต่อในรอบเย็น

พีมส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระด่วนเลยขอตัวกลับไปก่อน ส่วนป่านจะไปส่งน้ำฝน เราเลยแยกย้ายกันไป คนเริ่มถยอยกลับกันแล้ว เหลือแค่ผมที่นั่งรอพี่เอกอยู่ ในมือถือกล่องสตรอวเบอร์รี่ของพีมเอาไว้ เพราะหมอนั่นรีบกลับไปไม่ได้เอาขนมกลับไปด้วย

“อย่าลืมนะ คืนนี้ร้านเดิมนะเว้ย”

“เออๆ กูรู้แล้ว ย้ำอยู่ได้”

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นผมเลยลุกขึ้นยืน พี่เอกโบกมือราเพื่อนๆ และเดินมาที่ผม

“เพื่อนพี่ชวนไปไหนหรอ”

“คืนนี้พวกมันจะเลี้ยงฉลองกระชับมิตรกันอ่ะ จริงๆก็คงหาเลี้ยงกินเหล้ากันเฉยๆแหล่ะ”

“อ่า ละพี่จะไปใช่ไหม ถ้างั้นวันนี้ผมจะได้กลับหอ”

“ก็..คงต้องไปล่ะ รับปากไปแล้ว นิวไปรอพี่ที่คอนโดก็ได้นะ พี่ไม่กลับดึกหรอก ไปอยู่เป็นเพื่อนไอ้หู้บ้าง”

“ผมอยู่เป็นเพื่อนมันจนเบื่อแล้ว ให้ผมได้กลับหอตัวเองบ้างเถอะ” ทุกวันนี้ทำอย่างกับว่าอยู่กินด้วยกันแล้วอ่ะ

ครั้งนี้เขาชวนผมค้างไม่สำเร็จเลยได้แต่หูตาตกเป็นลูกหมาน่าสงสาร พากันเดินไปที่รถพี่เอก ทั้งๆ ที่วันอาทิตย์นี้ก็ต้องไปค้างกับเขาตามที่สัญญาอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องทำตัวน่าสงสารเบอร์นี้เลย

“วันนี้ไปกินข้าวที่ไหนดี” ผมเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “หรือพี่จะซื้อมาให้ผมทำอีก”

“งั้นวันนี้...”

จู่ๆ พี่เอกก็เงียบไป ยืนค้างมองภาพข้างหน้าตาไม่กระพริบ ผมเลยมองไปตามสายตาพี่เขา ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาจู่ๆ ถึงเงียบไป

พี่ถิง



To Be Continued…..


 

            




Talk

มาช้าแต่มานะ ไม่ทิ้งนะจ๊ะ เพิ่งฝึกงานเสร็จจ้า สงสารนุหน่อย ;______;

ถ้าอัพส่วนที่เหลือหรือส่วนที่ตัดแล้วมันไม่แจ้งเตือนก็สามารถตามได้ในแอคทวิต @mikanchanwriter นะคะ จะแจ้งอัพแต่ละตอน + ลิ้งก์ส่วนที่หายไปไว้ในไบโอค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #431 0884208903 (@0884208903) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 11:24
    อีถิงทำไมมมม มาเถอะอัพเถอะ
    #431
    0
  2. #430 oreochobkua (@oreochobkua) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 21:10
    คิดถึงน้าาาาา
    #430
    0
  3. #429 Jintrapat (@jintrapat) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 06:26
    ในที่สุดก็มา
    #429
    2
    • #429-1 Mikanchan (@noosom503) (จากตอนที่ 31)
      10 สิงหาคม 2561 / 15:12
      มาแล้วจ้า ฮื้อออ (/T T)/
      #429-1
  4. วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 04:49
    รออยู่เน้ออออออ
    #428
    1
    • #428-1 Mikanchan (@noosom503) (จากตอนที่ 31)
      10 สิงหาคม 2561 / 15:11
      มาแล้วฮับบบบ ฮือออ ขอบคุณที่ยังรอนะคะ TT
      #428-1
  5. #427 Tarn Ittipolpornchai (@taartn) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 01:10
    กลับมาแล้ววว
    #427
    2
    • #427-1 Mikanchan (@noosom503) (จากตอนที่ 31)
      10 สิงหาคม 2561 / 01:29
      กลับมาแล้วจ้า ยังไม่ตายจ้า ฮือออ ขอบคุณที่ยังรอนะคะ ;___;
      #427-1
  6. #425 BusanBoy (@kimminsoek) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 20:45

    ไรท์จ๋าาาา นานแล้ววววววว

    #425
    0
  7. #424 mwnbelle (@mwnbelle) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:24
    ปาะโยคสุดท้ายนี่ ลางไม่ดีชัวร์ ต้องมีดราม่าตามมาแน่ แงงง น้องนิวเราเพิ่งมีความสุขเองนะTT
    #424
    0
  8. #423 PiyapadNantakul (@PiyapadNantakul) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:08
    ให้กำลังใจไรท์จะได้อัพเพิ่ม//หุๆ//
    #423
    0
  9. #422 Tarn Ittipolpornchai (@taartn) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 02:11
    ถิงต้องมาเห็นตอนจูบแน่ๆเลย
    #422
    0
  10. #421 MATTANA10123 (@MATTANA10123) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 15:29
    ไม่น้าาาา
    #421
    0
  11. #420 oreochobkua (@oreochobkua) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 07:09
    นิวเสน่ห์แรง
    #420
    0