Handsome Mafia :: รักนะครับ บอดี้การ์ดของผม

ตอนที่ 35 : PART II :: Chapter 33 ll Welcome to Chaingmai

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 619
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    27 ต.ค. 59


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



33



SAM TALKS >>>


“พอแล้วไอ้ค้อน หยุดกินได้แล้ว” ผมตีมือบางที่กำลังเทเหล้าลงแก้วใสเป็นแก้วที่...ที่เท่าไหร่ไม่รู้ละผมนับไม่ทัน แต่มั่นใจได้ว่าเกินสิบแน่ๆอย่างหงุดหงิด ขวดโซดาที่ถูกใช้ผมเหล้าในช่วงแรกๆทั้งหกขวดถูกวางกลิ้งจนเกลื่อนพื้น เมื่อคนชงเอามันมากลิ้งกับพื้นไปมา หลังจากเริ่มซัดแบบเพียวๆ


เอาจริงๆไม่บ่อยนักหรอกที่ผมจะเห็นค้อนกินเหล้าหนักๆ เพราะปกติมันเป็นพวกรู้ลิมิตตัวเอง ถ้ามันเริ่มมึนมันก็จะหยุด แต่ดูเหมือนวันนี้มันจะกินหนักจนเกินไปแล้วนะเนี่ย


“เมายากนี่ไม่ดีเลยนะ” ค้อนเบะปาก ก่อนจะเอนหลังหลังพิงโซฟาทั้งๆที่นั่งอยู่กับพื้น ร่างบางไถลตัวลงมาจนอยู่ในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วพาดศีรษะไว้บนเบาะหนังพร้อมกับหลับตาลง


“ไปเครียดอะไรมาวะ” ผมขมวดคิ้วถามคนข้างตัว พลางดึงแก้วจากมือบางให้ออกห่าง หากแต่ค้อนกลับคว้าไว้มันเอาไว้ คิ้วเรียวขมวดมุ่นทั้งๆที่ยังหลับตา


“อย่าถามมาก เดี๋ยวฉันอ้วก” ค้อนโบกมือหยอยๆด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ จนผมขมวดคิ้วตามไปด้วย แต่ก็ยอมเงียบตามคำบอกของคนที่กำลังซัดเหล้าเข้าปากอีกครั้ง


“ฉันถามจริงๆนะสามล้อ แกน่ะอ่านของที่ยักษ์ส่งให้ไปถึงไหนเหรอ แกรู้เรื่องหมดแล้วใช่รึเปล่า” ค้อนยังคงนอนหลับตาแล้วถามผม การที่ผมไม่โดนจ้องตาบอกชัดว่ามันไม่ว่าอะไร ถ้าผมจะโกหก เหมือนจะถามไปงั้นๆซะมากกว่า


“เปล่า ฉันไม่ได้อ่าน แค่เห็นว่าเป็นเรื่องของแกฉันก็ปิดแล้ว” ผมตอบตามความจริงแล้วไหวไหล่อย่างไม่สนใจอะไรเท่าไหร่นัก 


“แล้วทำไมแกถึงไม่อ่านล่ะ”


“ส่วนหนึ่งฉันหงุดหงิดที่รู้เรื่องแกช้ากว่าคนอื่นเลยไม่มีอารมณ์จะอ่าน และอีกส่วนคือ ถ้าฉันอยากรู้เรื่องของแก ฉันก็ต้องรู้เองไม่ใช่ให้ใครมาบอก” ผมหันไปมองหน้าร่างบางที่กำลังหลับตาอยู่ ค้อนนิ่งไปสักพัก ก่อนดวงตากลมโตจะลืมขึ้นมาจ้องหน้าผมด้วยสายตาจริงจัง


“งั้นแกควรรู้ไว้อย่างนะสามล้อ ถึงฉันจะไม่ชอบทำร้ายใคร แต่ฉันก็ไม่ใช่คนดี ฉันงี่เง่า เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ แล้วมือของฉันก็เต็มไปด้วยเลือด...”


“แล้วยังไง?” ผมถามแทรกขึ้นมาอย่างสงสัยว่ามันต้องการอะไรกันแน่


“รู้ขนาดนี้แล้วยังจะรับได้อีกเหรอ” พอได้ยินแบบนั้นผมก็ถอนหายใจออกมาบ้างแล้วเหล่มองคนที่กำลังมองหน้าผมตาโต


“ถ้ารับไม่ได้จะยังอยู่ตรงนี้เหรอ”


“แล้วทำไมถึงรับได้ล่ะ” พูดจบหัวหนักๆของค้อนก็ขยับมาพิงต้นแขนผมแทน แล้วช้อนขึ้นมองหน้าผมอย่างมีเลศนัย ริมฝีปากบางขยับยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนมือบางที่ไม่นุ่มนิ่มนั้นจะยื่นมาคว้ามือหนาของผมไปประสานจับไว้มั่น พร้อมถามคำถามที่ทำให้ผมย่นคิ้ว


เพราะผมไม่มีเหตุผลอะไรเลย ผมรู้แค่ว่าถ้าเป็นมันผมรับได้ ก็แค่นั้น 


...ไม่ว่าจะเคยทำอะไรมา ผมก็รับได้


“ถามมากว่ะแกเนี่ย รับได้ก็คือรับได้จะถามอะไรเยอะแยะวะ” ผมไม่ตอบแล้วพยายามแกะมือค้อนออก หากแต่มันกลับเอามืออีกข้างมาประกบไว้พร้อมขยับตัวลงนอนหนุนตักผมอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ยังคงกำมือผมไว้อยู่ แล้วรอยยิ้มสดใสก็ถูกส่งออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมา


“รับได้เพราะรักมากก็บอกดิ คิดไรเยอะแยะ”


“อยากฟังก็บอก ไม่ต้องมาอ้างให้พูด” ผมสวนกลับอย่างรู้ทัน จนค้อนย่นหน้า ดวงตากลมโตกลอกไปมา ก่อนจะหันมามองหน้าผมแล้วเบะปากใส่


“แล้วพูดให้ฟังไม่ได้เหรอ?”


“ได้...แต่ไม่พูด” ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นค้อนหน้างอหนักกว่าเก่า แล้วยื่นมืออีกข้างลูบผมนุ่นสลวยของคนที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งแฟนของตัวเอง ก่อนค้อนจะบีบมือผมข้างที่ตัวเองจับไว้พร้อมกับหลับตาลง เหมือนจะหลับไปจริงๆ


“ถ้าวันไหนแกเหนื่อย แกจะทิ้งฉันไปก็ไม่เป็นไรนะ”


“ไม่ต้องมาไล่ฉันหรอก แกไล่ให้ตายฉันก็ไม่ไป ถามแบบนี้หาเรื่องจะทิ้งฉันเหรอ” ผมดีดหน้าผากคนที่นอนหนุนตักตัวเองแบบไม่แรงนัก และพอได้ยินผมพูดแบบนั้นค้อนก็ขยับยิ้มจางๆ


“ไม่หรอก ฉันน่ะไม่มีวันทิ้งแกอยู่แล้ว” ผมขยับยิ้มกว้างทันทีแม้จะรู้ว่าค้อนไม่เห็น พร้อมขู่ใส่คนที่ยังคงหลับตาใส่ผมอย่างอารมณ์ดี


“ก็ดี ลองแกทิ้งฉันไปสิ ฉันจะรังควานแกให้อยู่ไม่เป็นสุขเลย” 

 

>>>  35 %  <<<


KHONPOND TALKS >>>


“ฉันบอกว่าให้วางปืนลงไงวะ!” เสียงตะโกนจากคนที่อยู่ด้านหลังตัวเอง ทำให้ฉันที่กำลังโดนแขนแกร่งล็อกคออยู่ ต้องหันไปมองรอบตัวอย่างมึนงง กลิ่นคาวเลือดที่ฉันคุ้นเคยกับความอึดอัดจากการถูกรัดคอทำให้ฉันนึกหงุดหงิดจนอยากจะจับอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้น แต่ร่างกายฉันกลับไม่เชื่อฟัง เมื่อมันอ่อนแรงอย่างประหลาด


พอฉันทำอะไรไม่ได้มากจึงกวาดสายตามองรอบตัวต่อแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อด้านหน้าของตัวเองคือสามล้อที่กำลังยืนหันหน้ามาทางฉันในสภาพเลือดอาบ ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งมีแต่คราบเลือด ไม่ต่างกับที่แขนซ้ายที่ทิ้งลงอยู่ข้างลำตัวและมีเลือดไหลเอื่อยๆออกมาจากรอยมีดที่เฉือนเข้าไปที่ต้นแขน มือขวาถือปืนไว้มั่นแล้วเล็งตรงมายังฉันและคนด้านหลัง


“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเรียบสนิทที่ได้ยิน กับดวงตาที่ไร้ความร่าเริงนั่น ยิ่งทำให้หัวใจฉันหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม แล้วรีบส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ในใจภาวนาไม่ให้เขาทำแบบนั้นด้วยความตื่นกลัว


ปัง!!


เสียงปืนที่ดังลั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองหูตัวเองดับไปชั่วขณะ กลิ่นสนิมที่ตีขึ้นมาเต็มจมูกหลังเสียงปืนดังเพียงไม่กี่วินาทีทำให้ฉันยืนอึ้งด้วยความตื่นตะลึง เมื่อคนที่อยู่ด้านหลังค่อยๆถอนมือออกไป พร้อมๆกับที่ตัวฉันทิ้งตัวลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง และในจังหวะนั้นเอง ฉันก็ได้รับรู้ว่าท่อนขาข้างขวาของตัวเองถูกมีดปักลงไปจนมิดด้าม ท่อนแขนมีรอยกรีดลึกยาวตั้งแต่ต้นแขนจรดข้อมือ และฉันจึงได้เห็นว่าฝ่ามือทั้งสองข้างก็ปราศจากนิ้วมือทั้งสิบ ถึงตอนนี้ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนไม่มีแรง แค่ยังยืนอยู่ได้ก็บุญแล้ว


สามล้อสาวเท้ายาวๆตรงมาหาฉัน มือหนาตวัดรวบฉันที่กำลังกำลังจะล้มลงไปนอนให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ท่อนแขนที่มีรอยบาดแผลยิ่งส่งกลิ่นคาวตลบอบอวลจนฉันอยากจะอาเจียน แล้วต้องพยายามร้องห้าม ทว่าลิ้นของฉันหายไปจนไม่สามารถพูดอะไรได้มีเพียงเลือดที่ออกมากลบปากไปหมด ฉันทำได้เพียงปล่อยเสียงอืออาอยู่ในลำคอ สามล้อจึงไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูด มือขวาของเขาจึงถูกยกขึ้นอีกครั้งเพื่อจ่อปลายกระบอกปืนไปยังร่างไร้ชีวิตของคนที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น สายตาดำมือที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทำให้ฉันรีบส่ายหน้าอีกครั้ง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นกลัวจนมือไม้เย็นเฉียบ


“มันสมควรตาย” สามล้อพูดราวกระซิบ ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนซ้ำไปที่ร่างไร้วิญญาณนั้นอย่างไร้จิตใจ เสียงปืนที่ดังข้างหูซ้ำกันไม่ต่ำกว่าสี่นัด กลบเสียงอืออาของตัวเองออกไปจนเกือบหมด


สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้คือฉันร้องห้ามดังที่สุดในชีวิต แต่กลับไม่มีเสียงใดๆรอดออกมาเลย...


.

.

.

 

เฮือก!


ฉันสะดุ้งแล้วลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงตัวเองในสภาพเหงื่อแตกเต็มตัวทั้งๆที่อากาศในห้องเย็นจัด ก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ ความรู้สึกจากในฝันยังคงตามหลอกหลอนจนอึดอัดไปหมด สายตากวาดมองรอบตัวจนเห็นว่าทั้งห้องเหลือเพียงฉันคนเดียว ข้างนาฬิกาตั้งโต๊ะที่กำลังบอกว่าตอนนี้เกือบจะบ่ายสองมีโน้ตใบเล็กจากสามล้อวางทิ้งเอาไว้ ว่าเขาจัดของอยู่ที่ห้องตัวเอง ถ้าฉันตื่นเมื่อไหร่ให้เดินไปหา


ฉันยกมือขึ้นเสยผมตัวเองไปด้านหลังลวกๆ อาการว้าวุ่นในใจทำให้ฉันเลือกที่จะยังไม่เดินไปหาคนที่สามล้อที่รออยู่ห้องข้างๆ แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกายตัวเองที่มีแต่กลิ่นเหล้าเผื่อมันจะทำให้ฉันสงบได้มากขึ้น 


ฉันไม่เคยกลัวหรอกว่าตัวเองจะตายวันไหนหรือสภาพไหน แต่มันต้องไม่ใช่กับคนรอบตัวที่ฉันพยายามปกป้องโดยเฉพาะสามล้อ ฉันต้องการให้มันอยู่ข้างๆก็จริง แต่ฉันไม่ได้ต้องการให้มันเข้ามาในทางของฉัน มือสามล้อสะอาดยังไงก็ควรจะสะอาดแบบนั้น เพราะมันจะปลอดภัยสำหรับเขามากที่สุด


แต่เหตุการณ์ในฝันมันไม่ใช่เลย


>>>  60 %  <<<


ปึก!


“โอ๊ะ!” ฉันอุทานออกมาอย่างหงุดหงิด เมื่อเผลอหันไปชนตู้เสื้อผ้าที่เปิดทิ้งไว้ขณะกำลังนั่งจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางอยู่และเพราะนั่งอยู่หัวจึงหันไปชนกับมุมเก๊ะเต็มๆ ฉันแตะศีรษะตัวเองตรงที่ถูกชนก่อนจะคลึงเบาๆเพื่อลดความเจ็บแล้วโยนของใช้จำเป็นลงในกระเป๋าลวกๆด้วยอารมณ์หงุดหงิด มือบางคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์พัฒน์ แล้วกดโทรออกอย่างรวดเร็ว เมื่อความกังวลจากความฝันยังคงตกค้างอยู่ในใจจนไม่เป็นอันทำอะไร


“สามล้อเป็นยังไงบ้าง”


“อะไรนะครับ?” เสียงทวนคำอย่างงงๆจากบอดี้การ์ดของตัวเอง ทำให้ฉันต้องรีบสะบัดหน้าไปมาเพราะเพิ่งจะนึกได้ว่าสามล้อทิ้งโน๊ตเอาไว้ว่าจะจัดของอยู่ห้องข้างๆ จนต้องรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ ตั้งใจไว้ว่าจัดของเสร็จจะเดินไปหาสามล้อสักหน่อย เพราะมัวแต่คิดเรื่องอื่นจนลืมเรื่องนี้ไปเลย


“ฉันหมายถึงว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”


“ทางผมเรียบร้อยดีครับ ส่วนเรื่องที่คุณสามกับคุณค้อนจะไปเชียงใหม่คืนนี้ พงษ์ก็เดินทางไปสแตนด์บายที่นั่นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะงั้นตอนนี้ทุกอย่างโอเคครับ คุณค้อนสบายใจได้เลย” คำยืนยันจากพัฒน์ทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย แล้วถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก


“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี”


.

.

.


09 : 30 PM @ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่


“สามล้อ ฉันขอเข้าห้องน้ำแปบนะ” ฉันหันไปตบไหล่คนที่กำลังจะเดินออกจากสนามบิน หลังจากยกมือถือขึ้นมาดูว่าพงษ์บอกฉันว่าให้ฉันไปเอา ของใช้จำเป็น’ ในห้องน้ำชาย


“ได้ เดี๋ยวฉันรอตรงนี้ละกัน แกเอาไรไหม?” สามล้อชี้ไปยังร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกล ก่อนเขาจะชะงัก


“ไม่ล่ะ...แล้วแกมองอะไรอยู่เหรอ?” ฉันปฏิเสธ พลางมองตามสามล้อที่กำลังขมวดคิ้วเพ่งมองเข้าไปในร้าน สายตามองเห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างด้วยใบหน้านิ่งสนิท เขาดูคุ้นๆจนฉันต้องเพ่งมองตาม และทันทีที่เขาหันมามองทางพวกฉัน สามล้อก็ขยับยิ้มมุมปากแล้วโบกมือไปมาอย่างรวดเร็ว


“ฉันเจอเพื่อนพอดี งั้นเดี๋ยวแกเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วเดินมาหาฉันก็แล้วกัน” สามล้อหันมาบอกรัวเร็ว ก่อนเขาจะรีบสาวเท้ายาวๆตรงไปหาเพื่อนตัวเอง ผู้ชายคนนั้นตัวเล็กว่าสามล้อนิดหน่อย ฉันหยุดมองพวกเขาทักทายกันจนแน่ใจว่ามันไม่มีอะไรแล้วจึงหันหลังเดินตรงไปยังห้องน้ำตามที่ได้บอกสามล้อไว้


เพียงแต่ฉันเลือกเดินเข้าห้องน้ำหญิงไม่ใช่ห้องน้ำชายตามที่ตั้งใจ


>>>  80 %  <<<

 

“อ้าวค้อน” สามล้อหันมาโบกมือทักทายฉันที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านกาแฟ พลางลุกขึ้นยืนพร้อมๆกับเพื่อนของเขา ที่หันมามองหน้าฉันด้วยรอยยิ้มพร้อมกับอ้าแขนเดินตรงมาหาฉันอย่างรวดเร็ว


โครม!


เสียงชนโต๊ะที่ดังลั่นร้านทำให้ฉันหันไปมองก่อนจะพบว่าสามล้อที่นั่งด้านในรีบลุกพรวดขึ้นยืนจนขาไปกระแทกกับโต๊ะเข้า ฉันขยับยิ้มบางๆขึ้นอย่างนึกตลกกับท่าทางหวงก้างของสามล้อก่อนมันจะเลือนหายไปเมื่อ เพื่อนของมันคว้าตัวฉันไปกอดไว้แบบเฉียดปลายนิ้วสามล้อไปเพียงนิดเดียว


“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณค้อนปอนด์”


ฉันยิ้มค้างแม้ขนอ่อนทั่วร่างจะลุกชัน ตัวแข็งเกร็งขึ้นมาทันที ก่อนจะรู้สึกได้ว่าร่างของตัวเองถูกดึงกลับเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดสามล้ออีกครั้ง


“ไอ้ยุทธ์ นี่มันแฟนฉันนะ มาก่งมากอดอะไรวะ!” เสียงทุ้มเอ่ยลั่นอย่างไม่พอใจจนฉันหลุดขำกับท่าทีหวงก้างของสามล้อนิดหน่อย เพียงเท่านั้นมะเหงกจากมือหนาก็เขกเข้าที่หัวของฉันทันที


“ยินดีที่ไม่รู้จักค่ะ คุณ...?” ฉันไม่ได้หันไปตีกลับเพราะมัวแต่ส่งยิ้มให้เพื่อนสามล้อ จนคนชื่อยุทธ์ชะงักไปนิดหน่อยเขาเหลือบตามองฉันด้วยแววตาที่ฉายแววสงสัยเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป พร้อมกับที่ขยับยิ้มขึ้นมาบ้าง


“ยุทธครับ ผมยงยุทธ์ ได้ยินชื่อคุณมานานเพิ่งจะพบกันครั้งแรกวันนี้นะครับ”


“ได้ยินชื่อฉันมานานเลยเหรอ นี่แกไปเผาอะไรฉันให้เขาฟังรึเปล่าวะสามล้อ” ฉันยิ้มค้าง ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงของสามล้อที่กระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม


“ไม่บอกหรอก ฉันไปก่อนละกันไอ้ยุทธ แล้วเจอกันวันหลังนะ”


“เออ แล้วเจอกันไอ้สาม... แล้วเจอกันใหม่นะครับคุณค้อน” ยงยุทธตอบสามล้อกลับไปก่อนหันมายิ้มให้ฉันอีกครั้ง นัยน์ตาสีดำของเขามองสบตาฉันอย่างมีความนัย ก่อนสามล้อจะดึงฉันที่กำลังยืนตาค้างด้วยความขนลุกขั้นสุดให้เดินออกมาจากร้านกาแฟ


“เขาเป็นเพื่อนแกเหรอสาม?”


“เออ ถามทำไม สนใจมันเหรอไง?”


“เปล่าหรอก หึงเหรอ?” ฉันเลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองหน้าสามล้อที่กำลังหงุดหงิดตาปริบๆอย่างล้อเลียน ก่อนสามล้อจะโน้มหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจปะทะเข้ากับแก้มฉันเต็มๆ


“ถ้าใช่ แล้วจะทำไม”


“ไม่ต้องหึงหรอก ฉันไม่นอกใจแกแน่” ฉันรีบเบี่ยงหัวหลบแล้วใช้มือดันหน้าหล่อๆให้ออกห่างจากหน้าตัวเอง ซึ่งพอได้ยินแบบนั้นสามล้อก็ยืดตัวกลับขึ้นมายืนเต็มความสูงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเริ่มมีรอยยิ้มระบายขึ้นมาบนหน้าอย่างสบายใจ


“หึ! ถ้าแกอยากนอกใจฉันไปหาตำรวจฉันจะว่าอะไรแกได้ล่ะ” สามล้อหันมามองหน้าฉันที่ชะงักไปนิดหน่อย ก่อนมือหนาจะประสานมือฉันแน่นแล้วดึงฉันให้เดินต่อ โดยมีเสียงหัวเราะดังรอดออกมาให้ได้ยินเบาๆ


“งั้นวันหลังแกก็บอกฉันเร็วๆนะ ฉันจะได้ไม่เข้าใกล้!”


“แบบนี้น่ะดีแล้ว จะได้ไม่มีพิรุธไง” สามล้อหันมายักคิ้วให้ฉันที่ได้แต่ทำหน้าเหยเก


ก็อย่างที่สามล้อพูดนั่นแหละ ฉันเกลียดตำรวจอย่างกับอะไรดี ได้ยินทีไรก็วิ่งป่าราบทุกรอบ ทั้งๆที่บางทีฉันก็ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย มันก็เลยไม่แปลก ถ้าเขาจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเพราะกลัวฉันจะแสดงพิรุธอะไรให้เพื่อนเขาเอะใจ


สองขาเรียวยาวของตัวเองก้าวเดินตามหลังสามล้อไปเงียบๆ เมื่อเห็นว่าสามล้อไม่ได้สนใจมองฉันแล้วก็อดยกมือขึ้นปาดเหงื่อตัวเองไม่ได้


แค่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าเชียงใหม่ก็ดูเหมือนฉันจะเจอเรื่องใหญ่เข้าซะแล้ว


“คุณสามครับ” เสียงสุภาพที่เอ่ยแทรกจากด้านข้าง ทำให้ฉันและสามล้อหันไปมองอย่างพร้อมเพรียง


“ครับ?” สามล้อหันไปยิ้มให้กับชายที่เพิ่งมาใหม่ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับการจับมือฉันที่แน่นขึ้นทันที เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายคนนั้นพูดขึ้นมา


“ทางรีสอร์ทส่งผมมารับคุณสามครับ” 


>>>  115 %  <<<

SAM TALKS >>>


“แต่ผมไม่ได้บอกทางนี้ไว้ไม่ใช่เหรอว่าผมจะมา” ผมเลิกคิ้วมองชายในชุดทำงานจากโรงแรมผมอย่างสงสัย อดไม่ได้ที่จะเหล่มองค้อนปอนด์ที่หันขวับมามองหน้าผม ก่อนเธอจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อได้ยินเสียงรายงานที่รายงานต่ออย่างไม่มีสะดุด


“ทางโรงแรมที่กรุงเทพฯ โทรมาบอกน่ะครับ ผมเลยถูกส่งให้มารับ”


“ผมไม่ได้บอกใครไว้ว่าผมจะมานี่” ผมยังคงย้ำต่อเพื่อให้ค้อนรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ ค้อนจ้องมองไปยังบุคคลตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ฝ่ามือบางที่ผมกำลังจับไว้ชื้นไปด้วยเหงื่อจากความวิตกกังวล ผมจึงค่อยๆดึงค้อนมาหลบไว้ด้านหลังตัวเองอย่างใจเย็น


อย่างน้อยถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนแรกที่ต้องโดนก็คือผม


“แต่ทางโรงแรมที่กรุงเทพฯติดต่อมาจริงๆนะครับ ถ้าไม่เชื่อคุณสามโทรกลับไปตรวจสอบได้เลยครับ” อีกฝ่ายยังคงยืนยันอย่างจริงจังก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก แล้วยื่นให้กับผมอย่างรวดเร็ว ท่าทางจริงจังนั่นทำให้ผมเริ่มเขว


“ครับ?” ผมยื่นมือออกไปรับโทรศัพท์เครื่องนั้นมาแนบหูตัวเอง พลางจ้องตาอีกฝ่ายไม่กระพริบ ก่อนน้ำเสียงสวยๆของปลายสายที่ดังลอดออกมา


[ค่ะคุณสาม ดิฉันเป็นคนโทรไปบอกให้ทางนคราส่งคนมารับคุณที่สนามบินเองค่ะ]


“อ่อครับ...ขอบคุณครับ” ผมกดตัดสายพลางคืนโทรศัพท์ให้ชายตรงหน้า สมองวิ่งหาทางออกอย่างรวดเร็ว เพื่อให้พวกผมปลอดภัยที่สุด เมื่อมั่นใจแล้วว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนของผมแน่นอน


ก็ทั้งๆที่ผมยังไม่ทันได้พูดอะไร และคนที่ยื่นโทรศัพท์ผมก็ไม่ได้บอกอะไรปลายสายเลย แต่ทำไมเธอถึงรู้ว่าผมอยากรู้อะไร? ถ้ามันไม่ใช่การเตรียมการมาก่อน?


“ไปกันเถอะสาม” ค้อนกระตุกแขนผมให้เดินออกไป ก่อนผมจะรั้งเอวบางไว้แล้วดึงมาแนบตัวอย่างรวดเร็ว


“ไม่ต้องไปหรอก...ฉันให้คนอื่นมารับเราแล้ว พวกคุณกลับไปก่อนเถอะครับ” ผมแทรกขึ้นมาจนค้อนปอนด์หันมาขมวดคิ้วใส่ แต่ผมไม่คิดจะอธิบายอะไรตอนนี้ ทำเพียงแค่กอดคนตัวเล็กกว่าเอาไว้แน่น เพื่อไม่ให้มันหลงกลไปกับคนตรงหน้าที่ผมไม่รู้จัก


“แต่ว่าทางนครา...” ชายคนนั้นพยายามจะแย้งขึ้นมาจนผมต้องย้ำด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมขยับตัวไปไหน


“เรามีคนมารับละ...” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคดี มือของผมก็โดนค้อนที่กำลังยืนตัวเกร็งบีบจนแน่นแล้วร่างบางดันผมออกห่างแล้วรีบหันมายิ้มให้ผมหลังจากกวาดตามองไปรอบๆ


“ไปกันเถอะสามล้อ”


“แต่คนพวกนี้ไม่ใช่คนของฉัน” ผมกระซิบบอกกลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนค้อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วพยักหน้าลงเล็กน้อย


“เรื่องนั้น ฉันรู้แล้ว...”


“แล้วแกจะตามมันไปทำไมวะ” ผมถลึงตามองแฟนตัวเองอย่างไม่เข้าใจ


“เพราะถ้าเราไม่ไป...” ค้อนบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงคำสั่งแทรกจากทางด้านหลัง


“เลิกลีลา แล้วเดินไป” ผมเหลือบไปมองหน้าค้อนที่พยักหน้าให้น้อยๆ เป็นเชิงบอกว่านี่แหละเหตุผล ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจับมือค้อนเอาไว้แล้วออกเดินตามไป พร้อมคำนวณหาวิธีที่จะทำให้เราทั้งคู่ปลอดภัย 


มันมีปืน ผมก็มี แล้วผมมั่นใจด้วยว่าผมแม่น


ผมล้วงมืออีกข้างเข้าไปในเสื้อโดยสังเกตการกระทำของงคนที่ควบคุมตัวเองไว้เพื่อรอจังหวะ นิ้วเรียวของตัวเองสัมผัสได้ถึงโลหะเย็นชืดที่เพิ่งได้รับมาจากเพื่อนสมัยเด็กที่ตัวเองแวะคุยด้วยที่ร้านกาแฟ ขณะเดินตามคนพวกนั้นออกมายังลานจอดรถหน้าสนามบิน  ผมรอจนคนที่เดินนำหน้าก้าวเข้าไปในรถฝั่งคนขับ ฝ่ามือหนาจึงสบโอกาสดึงปืนสีดำสนิทออกมาแล้วเล็งไปยังคนร้ายที่กำลังเดินตามหลังอยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าผมปล่อยไปเฉยๆไม่ได้ ไม่งั้นเราทั้งคู่จะอันตราย


ดูจากท่าทางแล้วที่พวกมันต้องการคือจับเป็นผมและค้อน มันจำเป็นต้องไว้ชีวิตพวกผม ในขณะที่ผมไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบมัน


ยังไงคนพวกนี้ก็เป็นมาเฟีย จะตายไปอีกสักคนสองคนก็คงไม่เป็นไร! 


>>>  150 %  <<<


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

พอเหยียบเข้าเชียงใหม่ ปัญหาตามมาไม่หยุดเลยค้อนเอ้ยยยยยยยยยย
เดี๋ยวเจอตำรวจ เดี๋ยวเจอโจร แล้วยังมาเจอความกลัวในใจตัวเองอีก

พี่สามนี่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ คว้าปืนมาเล็งซะอย่างนั้นเลยทีเดียวววว



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

488 ความคิดเห็น

  1. #400 Primo tm. (@vrzomolkk) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 กันยายน 2559 / 21:44
    ตู้ววววหู้ววววว
    #400
    0
  2. #399 fchaty (@fchaty) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 กันยายน 2559 / 19:13
    หู้วงววรอออลุ้น
    #399
    0
  3. #398 fchaty (@fchaty) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 กันยายน 2559 / 10:02
    รอออค้า
    #398
    0
  4. #396 fchaty (@fchaty) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 05:55
    รึเปนวายเค
    #396
    0
  5. #395 pimsuritmahl (@pimsuritmahl) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 10:37
    รอนะไรท์
    #395
    0
  6. #394 fchaty (@fchaty) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 21:33
    รอออ หายไวๆนะไรท์
    #394
    0
  7. #390 fchaty (@fchaty) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 22:50
    ฟินนนนนน
    #390
    0