นายหญิงกำมะลอ 1 (ผ่านการพิจารณาสนพ.คำต่อคำ)

ตอนที่ 5 : งานพิเศษ ( Part Time )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 653
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    4 ต.ค. 58

หลังจากเขาให้ชิงหยางไปส่งฮัวปิงปิงแล้ว  จินหลงก็ยังไม่ลุกออกไปจากโต๊ะทำงาน เพราะเขามีเรื่องให้ต้องขบคิดอีกมากมาย เขากำลังทบทวนแผนการที่คิดขึ้นได้ในระหว่างที่ซักประวัติของเธอคนนั้น

ฮัวปิงปิง หญิงสาวชาวไต้หวันที่เป็นเพียงแค่คนงานก่อสร้างธรรมดาๆในบริษัทของเขา หากแต่มีใบหน้าที่เหมือนกับคนที่ตายไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ จินหลงคิดพลางเอื้อมมือเปิดลิ้นชักข้างโต๊ะทำงานเพื่อหยิบรูปคู่หมั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง แม้เขาจะไม่เคยเจอตัวจริงของเธอเลยแต่เขามั่นใจว่าหน้าของคนในภาพคล้ายกับ         ฮัวปิงปิงมาก 

ในรูปภาพนั้นหญิงสาวกำลังยืนยิ้มร่าเริงกับเพื่อนๆ ผมสีดำถูกถักเป็นเปียสั้นๆ เธอยังดูเด็กมาก ยิ่งอยู่ในชุดนักเรียนไทยเสื้อขาวกระโปรงน้ำเงินเข้มนั่นแล้ว และเพราะความที่เธอยังเด็ก จินหลงจึงรู้สึกเวทนาสงสารเด็กสาวที่ต้องมาจบชีวิตลงในวัยเพียงเท่านี้

เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าถูกหมั้นหมายไว้กับเธอก่อนเหตุการณ์นั้นไม่กี่ชั่วโมง แต่หญิงสาวก็ดันมาตายไปก่อน ตายโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีคู่หมั้น ตายโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร? จากใคร? และนั่นก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องตามหาคำตอบ

แม้ชิงหยางจะตามสืบจากศัตรูของเขาทุกทางแต่ก็ไร้ตัวเชื่อมโยงจากเขาเหล่านั้นมายังเหตุการณ์นี้ และไม่มั่นใจนักว่าการฆาตกรรมหญิงสาวมาจากศัตรูของเขาหรือศัตรูของทางครอบครัวเธอกันแน่  เขาจึงส่งคนไปดูแลนายพฤกษ์และนางเกสรด้วยการพาไปซ่อนตัวในที่ปลอดภัยและให้คนของเขาเข้าไปบริหารธุรกิจของครอบครัวนั้นแทนจนกว่าจะจับตัวคนร้ายได้  

จากหลักฐานในที่เกิดเหตุคือหนังสือเดินทางของผู้หญิงที่ชื่อ โอเซมีเมื่อลองตรวจสอบแล้วกลับพบว่ามันเป็นเอกสารปลอมจนทำให้มั่นใจว่า โอเซมีนั้นอาจจะไม่มีตัวตนจริงๆ แต่ผู้หญิงในรูปคนนั้นต้องมีตัวตนและมีส่วนในเหตุการณ์นี้แน่ เพราะหลักฐานมันบอกชัดว่ามีผู้หญิงสองคนในที่เกิดเหตุเนื่องจากหยดเลือดที่บันไดหนีไฟกับหยดเลือดบนโซฟาคือคนละคนกัน

เจ้าของหยดเลือดบนโซฟานั่นแหละคือปริศนาที่ยังไม่ได้รับคำตอบ เขาส่งคนตามมาเกือบเดือนแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย แม้เมื่อครู่จะแอบสงสัยว่าฮัวปิงปิงอาจจะเป็นพิณลดาแต่เธอก็ดันมีเอกสารประจำตัวครบถ้วน และยังมีลูกพี่ลูกน้องยืนยันตัวตนให้อีกต่างหาก ถึงตอนนี้เขาถึงเชื่อว่ายังมีอีกคนที่หน้าเหมือนกันขนาดนี้อยู่บนโลกโดยที่ไม่ใช่ฝาแฝด

จินหลงถอนหายใจก่อนจะจับรูปนั้นวางกลับเข้าไปในลิ้นชัก เขาทบทวนแผนการนี้ดีแล้วเพราะการที่มีคนหน้าเหมือนมาให้ใช้ประโยชน์ในเวลาที่มืดแปดด้านเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะถ้าคนบงการมันได้พบกับคนตายที่ฟื้นขึ้นและยังมายืนข้างเขาได้ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้วมันจะออกมาไหม ?  

และเพราะอยากรู้คำตอบเหล่านี้เขาจึงต้องลองใช้เหยื่อหน้าเหมือน มาล่อคนร้ายที่ยังลอยนวลอยู่ในมุมมืดให้ออกมาลงมืออีกครั้ง

 

หลังจากเพื่อนรักได้จากเธอไปยังที่ไกลแสนไกลมีมี่ก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกไปพบปะใครที่ไหน ไม่สนใจ ไม่ตอบรับคำเรียกขานของคนรอบข้าง ปิดกั้นตัวเองจากการติดต่อสื่อสารทั้งมวล คนในครอบครัวยกเว้นอากั้ว ต่างก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรนักว่าเธอเสียเพื่อนคนไหนไปแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม ได้แต่เฝ้ามองเธอโศกเศร้าอาลัย จนสภาพหน้าตาทรุดโทรมผอมแห้ง

จนตอนนี้ก็ครบ 1 เดือนแล้วที่พิณลดาตายจากไป...

มีมี่เกิดอาการคิดถึงเพื่อนรักจนน้ำตาคลอนัยน์ตาคู่สวย เธอหันไปหยิบมือถือที่เหมือนตายไปพร้อมกับพิณลดาขึ้นมา พอคิดถึงเพื่อนน้ำตาก็หยดเผาะลงบนหน้าจอมืดสนิทอย่างเศร้าหมองแบตมันคงหมดไปนานแล้ว หญิงสาวจึงปาดน้ำตาทิ้งตั้งใจว่าเธอจะเลิกจ่อมจมกับความเศร้าเสียที อย่างที่เฮียกั้วเพียรมาปลอบและบอกเธอทุกวันว่าพิณลดาคงไม่ชอบใจที่จะเห็นเธออยู่อย่างไร้หัวใจเช่นนี้

หญิงสาวจัดการชาร์ตแบตมือถือ นั่งเหม่อมองรูปถ่ายคู่ของเธอและพิณลดาที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนจะจับยกมาดูใกล้ๆ 

เปิดมือถือสิ !

มีมี่กะพริบตาราวกับเห็นปากพิณลดาขยับบอก หญิงสาวขยี้ตามองอีกทีคนในรูปก็ยังฉีกยิ้มกว้างๆเหมือนเดิมไม่ได้ขยับอะไร ชักจะยังไงแล้วสิ  คิดแล้วรู้สึกขนลุกหรือเธอจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง มีมี่ส่ายหน้าเร็วๆเมื่อมั่นใจว่าเธอฟุ้งซ่านแต่หญิงสาวก็เอื้อมมือไปเปิดมือถือของตนทันทีไม่นานนักเสียงข้อความที่ดังเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ทำให้มีมี่ขมวดคิ้วมุ่น   

ตึ้ง..ตึ้ง ..ตึ้ง..ตึ้ง..ตึ้ง..!!

เมื่อหยิบมือถือขึ้นดูก็ปรากฏว่าเป็นหมายเลขที่ไม่คุ้นเคยและยังมีข้อความแจ้งเตือนว่าเบอร์นี้เบอร์เดียวโทรหาเธอเป็นร้อยๆสาย  ใครบ้าที่ไหนขยันโทรหาเธอขนาดนี้ ?

เธอสองจิตสองใจว่าจะโทรกลับหรือไม่ชั่งใจอยู่นาน นึกสงสัยว่าใครกัน ที่อยากคุยกับเธอนัก หรือมีไอ้บ้าที่ไหนที่หลงรักเธอแบบหัวปักหัวปำ จะใครก็เถอะโทรกลับก็หมดเรื่อง เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็คว้าโทรศัพท์กดโทรกลับทันที

 

พิณลดานั่งเครียดมาตลอดทางสมองเธอยังคิดถึงงานพิเศษที่หมอนั่นให้เธอทำซึ่งเธอคิดว่างานแบบนั้นมันออกจะเสี่ยงอยู่สักหน่อย เธอหันมามองเลขาคนสนิทของเขาแล้วถอนหายใจว่าไปก็เห็นกันมาสักพักแต่ไม่ยักกะรู้จักชื่อ

“คุณชื่ออะไรเหรอคะ?

“ฟงชิงหยาง”

“เมื่อกี้คุณจะยิงฉันจริงๆหรือเปล่า?” ความเงียบที่ได้รับคือคำตอบจนพิณลดานึกหมั่นไส้หน้าตานิ่งๆของเขาจึงอดแซวไม่ได้

“คนเป็นเลขาต้องทำหน้าเหมือนปวดอึแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”คราวนี้ชิงหยางเบรกรถกะทันหัน เขาหันมามองเธอด้วยสายตาถมึงทึง หญิงสาวจึงตกใจจนสะดุ้งถอยกรูดไปติดกับประตูรถ หากแต่มองเขากลับด้วยสายตาใสซื่อ “ฉันแค่..ล้อเล่นน่า”

“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ”คำตอบของเขาทำให้พิณลดายิ้มแหย จนนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวให้เขารู้จัก

“ฉันฮัวปิงปิงค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เธอพูดแล้วก็ก้มหัวคำนับให้เขา ซึ่งเลขาหน้านิ่งก็ไม่พูดอะไรอีกก่อนจะหันมาขับรถต่อแล้วพาเธอมาส่งหน้าบ้านเช่าสุดโทรม

“ขอบคุณมากนะคะ”เธอก้มหัวขอบคุณเขาอีกครั้ง  ในขณะที่รถคันนั้นก็ขับออกไปอย่างไม่สนใจอะไรอีก พิณลดากลับมาถึงห้องเช่าในเวลาค่ำมากแล้ว แต่เธอกลับเห็นหลงอู่ยืนรอด้วยท่าทีกระวนกระวาย   และเมื่อเขาเห็นหน้าเธอว่ารอดกลับมาได้ก็ออกอาการตกใจมากกว่าจะดีใจด้วยซ้ำ

“แกรอดมาได้ยังไงเนี่ย?” หลงอู่อุทานอย่างเหลือเชื่อ พลางสำรวจดูตัวของพิณลดาแล้วไม่พบว่ามีส่วนไหนหายไป

“ฉันก็ว่าไม่น่าจะรอดมาเลย” พิณลดาว่าอย่างหงุดหงิด ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องหลงอู่เดินตามเข้ามาติดๆ เขามองพิณลดาที่กำลังปีนขึ้นไปบนที่นอนของเธอก่อนที่หญิงสาวจะนั่งขัดสมาธิทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

“ดีเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ทำอะไรแกเลย”

“ใครบอกว่าไม่ทำ..หมอนั่นน่ะ !

                “หมอนั่นของแกนี่ใคร ? ” หลงอู่ถามอย่างอยากรู้ พิณลดาเพียงแต่หันหน้ามามองเขาแล้วทำหน้าเหมือนจะตาย สองมือยกขยำอากาศ หน้าเบี้ยวบู้บี้

“พอๆแค่หน้าปรกติแกก็ไม่น่าดูมากแล้ว ยิ่งทำทุเรศขนาดนี้ใครเขาจะเอาแกทำเมีย”

พิณลดาถอนหายใจออกมาหลายเฮือกอยากอธิบายให้หลงอู่ฟังเหลือเกิน แต่เรื่องมันยาว ยาวมากๆ

“ฉันนึกว่าแกจะไม่กลับมาซะแล้ว” หลงอู่ว่า “ ไอ้ฉันก็กลัวแทบตายแต่ฉันก็ไม่กล้าไปช่วยแกหรอกนะ” พี่ชายเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาซึ่งพิณลดาก็ได้แต่พยักหน้ารับรู้ “แล้วทำไมคนของนายใหญ่ต้องโทรมาให้ยืนยันว่าแกเป็นน้องฉันจริงๆด้วยล่ะ..แต่ช่างเหอะ ฉันไปบอกหัวหน้างานก่อนดีกว่า เพราะเขาก็ห่วงแกมากเหมือนกัน”

ว่าแล้วหลงอู่ก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้พิณลดามองตามอย่างซาบซึ้งใจ อยากขอบคุณปิงปิงล้านครั้งที่ทำให้เธอมีพี่ชาย แม้จะไม่ใช่พี่ชายที่แสนดีอะไรนักแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป  เพราะถึงแม้เฮียอู่จะพูดจาไม่ดีแต่งานก่อสร้างที่เธอไม่เคยสัมผัสก็มีเฮียหลงอู่นี่แหละที่คอยสั่งสอนและฝึกจนเธอสามารถทำงานพวกนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว

พิณลดาหยุดคิดไปนิดหนึ่งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอต้องทำอะไร หญิงสาวจึงรีบดึงมือถือมือสองราคาถูกออกจากกระเป๋า เธอซื้อมันตั้งแต่ตอนมาอยู่ที่นี่แรกๆ และใช้โทรหาเพื่อนสนิททุกวัน แต่น่าเศร้าที่เครื่องของมีมี่ปิดมาตลอดจนครบเดือนเธอก็ยังติดต่อมีมี่ไม่ได้ แต่สาวอวบไม่อยากถอดใจพิณลดาจึงตัดสินใจโทรหาอีกในใจก็ภาวนาขอให้มีมี่อย่าเพิ่งเปลี่ยนเบอร์และขอให้เปิดเครื่องเพื่อรับสายเธอเสียที

เธอส่งทั้งอีเมลและข้อความไปหามีมี่เพื่อนที่เธอไว้ใจได้มากที่สุดแต่แม่เพื่อนตัวดีกลับเงียบสนิทไม่ตอบรับกลับมาเลยจนเธอเริ่มท้อ และเธอก็ลองโทรกลับบ้านที่เมืองไทยอีกครั้งนึงแต่กลับพบว่าคนที่รับสายเป็นเจ้าของบ้านคนใหม่ เขาบอกว่าเพิ่งซื้อบ้านต่อจากพ่อแม่ของเธอและไม่ทราบว่าท่านทั้งสองย้ายไปอยู่ที่ไหนแน่ แม้แต่มือถือของท่านทั้งสองก็ยังติดต่อไม่ได้ นั่นทำให้พิณลดาไม่กล้าโทรกลับไปที่บ้านอีก มันแปลกมากที่จู่ๆพ่อกับแม่จะขายบ้านหลังนี้ทิ้งแล้วไปอยู่ที่อื่น เจอแบบนี้พิณลดาจึงคิดว่าสถานการณ์ที่เมืองไทยจึงไม่น่าไว้วางใจที่สุด

หญิงสาวยกมือถือขึ้นพนมมือประกบมือถือไว้บนหัวแล้วอธิษฐานขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้เธอติดต่อมีมี่ได้เสียที แต่ยังไม่ทันที่เธอจะกดเบอร์โทรออกไป เสียงมือถือของเธอก็ดังขึ้นพร้อมทั้งเบอร์ที่แสดงบนหน้าจอก็ทำให้เธอตกตะลึง !!

พิณลดาถูกหลงอู่ใช้ให้ย้ายกองอิฐอีกแล้ว ทั้งๆที่เธอไม่อยากเห็นและไม่อยากจะอยู่ใกล้กองอิฐไปอีกสักพักใหญ่เนื่องจากมันชวนให้คิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาตงิดๆ เธอกลัวจะโยนอิฐไปโดนใครเขาอีก แล้วบางทีเธออาจจะไม่โชคดีอีกก็ได้ หญิงสาวคิดแล้วก็ถอนหายใจเพราะไอ้พี่จอมโหดยังสั่งอย่างต่อเนื่อง

“แกทำหน้าให้มันมีแรงกว่านี้ได้ไหม ?

พิณลดามองหน้าคนพูดด้วยความโมโห พอหลงอู่หันกลับมามองบ้าง เธอก็ปรับเปลี่ยนเป็นยิ้มประจบอย่างทันควัน ว่าไปเธอก็เพิ่งมาเรียนรู้การเสแสร้งจากที่นี่ ทั้งที่เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

“เฮียอู่คิดบ้างไหมว่าฉันก็เป็นผู้หญิงคนนึง ?

หลงอู่ใช้สายตามองกวาดเธอไปทั่วทั้งตัวด้วยสีหน้าแววตาดูถูก ริมฝีปากหลงอู่ยิ้มเหยียดด้วยท่าทางน่ารังเกียจยิ่งนัก “ในห้องมีกระจกทำไมแกไม่ใช้ส่องดูซะล่ะ”

บาดใจ ! พิณลดาเม้มปากแน่น สะบัดหน้าหนีคำพูดร้ายกาจก่อนจะก้มหน้าก้มตาเก็บอิฐต่อไป จนกระทั่งมองเห็นชายใส่ชุดดำร่างสูงและเหมือนจะคุ้นหน้าเดินมาทางนี้

หลงอู่น่าจะเห็นพร้อมๆกับเธอ แต่มีท่าทางลนลานอย่างเห็นได้ชัด พอชายคนนั้นเดินมาใกล้ เขาก็เผ่นแน่บหายไปทันที ทิ้งให้พิณลดามองตามตาปริบๆ  พอหันหน้ากลับมาก็พบว่าชายชุดดำนั่นเดินมาถึงแล้ว

“สวัสดีค่ะ ” พิณลดาโค้งคำนับทักทายชิงหยางและรู้ตัวดีว่าชายคนนี้ต้องการอะไร ? เพราะเธอมีเรื่องติดค้างกับ นายใหญ่ของเขาอยู่และนี่คงแปลว่าเขาคงไม่รอให้เธอเข้าไปหาถึงได้ส่งคนสนิทลงมาทวงคำตอบถึงที่นี่

“คำตอบล่ะ ?” ชิงหยางมองเธอหน้านิ่งคำถามก็แสนสั้นแต่ได้ใจความ พิณลดายกมือเปื้อนๆกุมขมับทั้งสองข้างทำท่าราวกับคิดหนัก

“ถ้าไม่ทำล่ะ?

“เธอตาย !

“นี่มันงานพิเศษอะไรเนี่ยทำก็เหมือนถูกส่งไปตาย ไม่ทำก็ตาย”  หญิงสาวอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว เขายังยืนจ้องหน้าเธอนิ่ง จนเธอต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“สรุปว่า?” ชิงหยางทำท่าล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อสูทสีดำสนิทแค่นั้น    พิณลดาก็ตัดสินใจได้ทันที

“ฉันจะทำ..ฉันทำก็ได้!” หญิงสาวว่าเสียงดัง  ชิงหยางจึงพยักหน้าแล้วสั่งให้เธอเดินตามไป เธออยากจะร้องไห้ตรงนั้นเลยพิณลดาคิดขณะเดินทื่อๆตาม   ชิงหยางไปขึ้นรถโดยมีหลงอู่ที่วิ่งไปหลบเสียไกลแอบมองตามด้วยความเป็นห่วง..

พิณลดาทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายเมื่อได้มานั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของนายใหญ่อีกครั้ง เพราะมันเหมือนเป็นหลักประหารของเธอชัดๆ หญิงสาวค่อนข้างเครียดเมื่อต้องมานั่งอยู่ที่เดิมและบรรยากาศในห้องทำงานของเขาก็ไม่แตกต่างจากครั้งแรกเลยสักนิด อาจจะต่างกันก็ตรงที่แขนและมือของเธอตอนนี้เป็นอิสระไม่ได้ถูกมัดไขว้หลังเหมือนรอบที่แล้ว

“ตกลงใช่ไหม?” คำถามที่ดูเรียบง่ายออกจากปากของคนที่นั่งก้มอ่านเอกสารฝั่งตรงข้ามกับเธอ ความหมายของมันดูน่ากลัวพิลึกราวกับว่าเธอกำลังตอบตกลงที่จะเปิดประตูสู่ความตายให้กับตนเองแต่พิณลดาก็พยักหน้ารับคำอย่างช่วยไม่ได้

“ยังกับมีทางให้ฉันเลือก”

“เป็นอันว่าตกลง” จินหลงเอ่ยกับหญิงสาวโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเธอแม้แต่นิด พิณลดานั่งมองหน้าเขานิ่งๆบ้างสายตาเธอมีคำถามมากมาย

ทำไมเธอต้องทำงานนี้ด้วยนะ ?

ไอ้การเป็น คู่หมั้นกำมะลอของเขานี่แหละคืองานพิเศษที่เขาเปิดรับสมัครและบังคับให้เธอทำเพียงคนเดียว งานที่เขาบอกว่าต้องใช้หน้าตาของเธอเท่านั้นถึงจะทำได้ ฟังแล้วดูดีชะมัดทั้งที่ความจริงเขาแค่ต้องการตัวแทนคู่หมั้นที่ตายไปแล้วมาใช้เป็น เหยื่อล่อเพื่อสืบหาตัวคนร้ายเท่านั้นเอง

“แล้วฉันจะได้อะไรตอบแทน ?

“..เงิน”

“จริงเหรอ !” น้ำเสียงเหมือนจะตายเมื่อกี้พลันเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นทันที ปรกติพิณลดาไม่ใช่คนเห็นแก่เงินแต่ในยามนี้เวลานี้เงินมันมีค่ากับเธอมากเพราะเธอต้องมีทุนในการใช้ชีวิตประจำวันอีกทั้งยังต้องใช้ในการสืบหาความจริงในอนาคตด้วย

เพราะหญิงสาวมีน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้าจึงทำให้จินหลงรู้สึกรังเกียจ และนึกปรามาสเธอในใจด้วยคิดว่าเธอก็เหมือนพวกคนที่เข้ามาขอติดต่อธุรกิจ หรือพวกบรรดาลูกหนี้ที่ยอมทำอะไรได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา ไม่ว่างานที่ให้ไปทำจะสกปรก ผิดกฎหมายหรือเสี่ยงตายแค่ไหนก็ตาม

อำนาจเงินมันซื้อได้ทุกอย่างสินะ !

“ชิงหยางจัดการต่อด้วย” จบคำของเขา ชิงหยางก็ยื่นเอกสารสัญญาจ้างให้เธอ หญิงสาวรับมาอ่านคร่าวๆสายตาพินิจมองแต่ละอักษรที่เป็นภาษาจีนทั้งหน้ากระดาษอย่างช้าๆ

นี่มันงานบ้าอะไรเนี่ย ?

“อ่านจบแล้วเซ็นซะ” ชิงหยางบอก พิณลดาก้มอ่านรายละเอียดในสัญญาจ้างให้แน่ใจอีกรอบ..มันระบุว่าเธอต้องเป็นคู่หมั้นของเขาจนกว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายได้ และเธอต้องทำตามคำสั่งของนายจ้างทุกประการ โดยหน้าที่ของเธอคือต้องออกงานไปโชว์ตัวทุกครั้งที่จินหลงไป และเธอไม่มีสิทธิใดๆในการยกเลิกสัญญาฉบับนี้จนกว่าจินหลงจะอนุญาต  หรืออีกทางก็คือเธอต้องตายไปแล้ว !

พิณลดาอยากขยำกระดาษแผ่นนี้ทิ้งซะจริงถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่ต่อหน้าคนที่พร้อมจะยิงเธอทิ้งได้ทุกเมื่อ เธอมองจินหลงที่ยังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารงานของเขาอย่างไม่คิดจะเงยหน้ามองดูเธอสักนิด เธอเข้าใจว่าหน้าเธอมันขี้เหร่เกินจะอยากมอง แต่ถึงกระนั้นก็อดจะถามเสียไม่ได้

“งานนี้อันตรายมากๆเลยใช่ไหม?” พิณลดาถามตรงๆพลางขยับมาใกล้และยกสองมือขึ้นจับขอบโต๊ะทำงานของเขาไว้แน่น จินหลงปรายตามองมือสกปรกที่แตะอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ชอบใจ จึงส่งสายตาดุให้เธอขยับถอยห่างไปจากโต๊ะทำงานตัวสวยของเขาเสีย

“ก็เธอเป็นเหยื่อ ที่ฉันต้องใช้ล่อให้ปลามากิน ”

 “แล้วถ้าฉันถูกสอยตั้งแต่วันแรกที่ออกงานล่ะ”

“ก็เก็บศพไง”คำตอบเรียบๆนั่นทำพิณลดาอ้าปากค้าง พลางลุกนั่งตัวตรงจ้องเขาตาเขม็ง

“ฉันมีค่าแค่นั้นเหรอ?

“แล้วคิดว่าเธอมีค่าแค่ไหน ?” คำถามนั่นทำพิณลดาชะงักไปชั่วขณะ เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะตอบทื่อๆแบบนี้

“คุณไม่สงสารฉันบ้างเหรอ? ฉันเพิ่งจะสิบ..เอ๊ย ! 20 ปี แฟนยังไม่เคยมีเลยคุณจะให้ฉันรีบตายไม่ได้นะ !” คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากหญิงสาวดูจะเวิ่นเว้อไร้สาระ จนจินหลงต้องมองเธอด้วยสายตารำคาญ

“ฉันจำเป็นต้องสนใจไหม?

หญิงสาวรู้สึกขนลุกกับน้ำเสียงเย็นชาและสายตาที่มองเธอราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่ายิ่งนัก เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ไส้เดือนตัวน้อยๆที่เขาจะนำมาใช้เกี่ยวกับตะขอล่อให้ปลามาฮุบแค่นั้นเอง

“แล้วถ้าผ่านไปเป็นปีๆแล้วยังจับคนร้ายไม่ได้ล่ะ?

“เธอก็ต้องทำต่อไป” ชายหนุ่มยังตอบอย่างแล้งน้ำใจ

“งั้นก็ฆ่าฉันเถอะ..ตอนนี้เลย!” หญิงสาวว่าเสียงสูงด้วยความโมโห แล้วเลขาหนุ่มก็ชักปืนออกมากดที่ขมับเธอทันที พิณลดาถึงกับสะดุ้งเฮือกเหงื่อตกรู้สึกอยากตบปากพล่อยๆของตัวเองยิ่งนัก

“ฉันล้อเล่น..ฉันขอโทษ!” หญิงสาวร้องบอกเสียงดังยกมือขึ้นยอมแพ้ ชิงหยางจึงหันไปมองเจ้านาย ซึ่งจินหลงก็พยักหน้าทำให้ชิงหยางเก็บปืนเข้าที่เดิมพิณลดาหันไปมองเลขาหนุ่มด้วยท่าทางไม่ไว้วางใจ เอะอะเป็นชักปืนมาจ่อหัวเธอเรื่อยเลย

“อย่าเพิ่งตายเร็วนักเพราะงานของเธอยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ”น้ำเสียงเยียบเย็นชนิดที่ไร้ความปรานีของเขาดังเข้าไปในโสตประสาทของพิณลดา และมันทำให้เธอต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอ

 

สาวไต้หวันมาถึงเกาะฮ่องกงเมื่อเวลาเกือบจะหกโมงเย็น  กว่าเธอจะขอครอบครัวมาฮ่องกงได้ก็แทบตายแต่โชคดีมากที่เฮียกั้วช่วยพูดกับพ่อแม่ว่าให้เธอมาพักผ่อนสมองเสียบ้างเผื่ออะไรจะดีขึ้น

มีมี่ยิ้มอย่างพึงพอใจนึกขอบคุณพิณลดาที่ทำให้เธอทุกข์ทรมานจนปานจะขาดใจตาย ข้าวปลาแทบไม่กิน วันๆก็เอาแต่เหม่อ ร้องไห้จนแลดูคล้ายคนเสียสติเข้าไปทุกวันจนทำให้เธอเหมือนจะมีข่าวดีเร็วๆนี้

การแต่งงานของเธอถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

เพราะคุณนายฉีผู้แสนดีโทรรายงานพฤติกรรมเธอกับทางครอบครัวฝ่ายชายชนิดที่เธอมั่นใจว่าทางนั้นต้องคิดว่าเธอใกล้บ้าเต็มที จนฝั่งนั้นต้องโทรมาคุยกับแม่เธอเป็นนานสองนานและขอเลื่อนงานแต่งงานไปก่อนจนกว่าเธอจะหายดี

“แม่เกือบจะผิดคำพูด ผิดคำสัญญาที่รักษามากว่า 13 ปีแล้ว”แม่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยหากแต่มีมี่แสร้งทำเฉยไม่รับรู้ ไม่สนใจ“ไปฮ่องกงครั้งนี้ใส่ของหมั้นไปด้วยนะลูก”

“ของหมั้น ?” มีมี่เอ่ยทวนคำอย่างแปลกใจ

“กำไลหยกที่ลูกชอบยังไงล่ะ ?

มีมี่นึกถึงกำไลหยกสีสวยที่เธอเก็บรักษามันไว้อย่างดีเพราะเธอได้รับเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุ 5 ขวบ เพิ่งจะรู้เอาวันนี้ว่ามันคือของหมั้นหมาย

“แม่จะให้ใส่ไปทำไมคะ ?

“ก็ลูกอยากรู้นี่ว่าเขาเป็นใคร  แม่ก็เลยโทรไปบอกทางนั้นให้รอต้อนรับลูกด้วยเลยเผื่อจะได้ทำความรู้จักกันก่อน”

หญิงสาวถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ ไม่คาดคิดจริงๆว่าการไปฮ่องกงครั้งนี้จะมีโอกาสได้พบ คู่หมั้นทั้งๆที่ทีแรกไม่มีใครยอมเปิดเผยตัวแต่พอขอเลื่อนงานแต่งออกไปกลับจะมาแสดงตัวซะอย่างนั้น

ขณะที่นั่งเครื่องบินส่วนตัวมายังฮ่องกงเธอก็คิดเรื่องนี้โดยตลอด ยังมั่นใจว่าเป็นตระกูลไป๋ 99% และให้เปอร์เซ็นต์ฝั่งตระกูลเหอเพียง 1% เท่านั้น เพราะเท่าที่เธอรู้ตระกูลเหอนั้นยิ่งใหญ่กว่าตระกูลเธอมากทั้งชื่อเสียงและทรัพย์สินอันมากมายมหาศาล ซึ่งทางครอบครัวของเธอเทียบไม่ติดเลยสักนิด

แต่ทางตระกูลไป๋นั่นดูพอจะสูสีกับครอบครัวเธออยู่พอสมควร อีกทั้งผู้นำตระกูลไป๋ นายไป๋ซิงจง มักสั่งสินค้าพวกอัญมณีให้กับบรรดาเมียเล็กๆของเขาอยู่เสมอทำให้เธอเชื่อว่าครอบครัวของเธออาจจะสนิทสนมกับตระกูลไป๋มากกว่า หากแต่เธอก็ไม่เคยเจอหน้าบรรดาลูกชายของเขาแบบตัวเป็นๆสักที แต่พออ่านข่าวสังคมในฮ่องกงก็ทราบว่าชื่อเสียของลูกชายตระกูลไป๋ดังอยู่พอสมควร

หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั่นออกไปเพราะเธอมีเรื่องที่ต้องคิดและต้องสนใจมากกว่าเรื่องตัวเองเสียอีกเธอหันมาสนใจตรวจนับบรรดากระเป๋าที่ติดตัวมาในครั้งนี้  เมื่อแน่ใจว่าครบจึงสั่งให้คนที่ติดตามมาให้นำกระเป๋าไปขึ้นรถ

หยางมีอยู่ในชุดเดรสสีชมพูแนบเนื้อ อวดสัดส่วนโค้งเว้าเต็มที่ผมยาวตรงจนถึงกลางหลังหากแต่มีกิ๊บประดับเพชรแท้อันเรียวเล็กเหน็บเก็บผมไม่ให้ปรกหน้าแต่พองาม  เจ้าชุดเดรสนี้มีความยาวเลยสะโพกไปแค่คืบกว่าๆอวดเรียวขาขาวยาวสวยและสวมรองเท้าส้นสูงสีชมพูสดคู่งาม

มีมี่พอใจกับรูปลักษณ์ของตัวเองนักเพราะมันสลัดคราบเด็กสาวถักเปียตอนเรียนจบมัธยมปลายได้อย่างหมดจด เธออยากแต่งตัวสวย อวดความสาวสะพรั่งมานานหากแต่เจ้าพี่ชายนั่นไม่เคยยอมให้เธอแต่งกายเช่นนี้ออกจากบ้านสักที จนวันนี้โอกาสเธอมาถึงหญิงสาวจึงจัดเต็มอย่างที่ตัวเองต้องการ

เธอหยิบแว่นกันแดดสีดำมาสวมเนื่องจากจะต้องออกไปจากสนามบินในเวลาบ่ายโมงและแสงแดดด้านนอกคงจะแรงพอสมควร  หญิงสาวขยับก้าวจะออกจากสนามบินหากแต่ถูกขวางด้วยร่างใหญ่โตของผู้ชายคนหนึ่ง

สายตากะลิ้มกะเหลี่ยของคนตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกไม่ดีทั้งยังรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก สายตาหลังแว่นจึงกวาดมองคนตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจ หน้าตามันก็พอดูได้แต่สายตาและรอยยิ้มลามกๆแบบนี้มันเกินจะทน

“มีธุระอะไร?” สาวสวยเอ่ยถามเสียงเย็นพลางยกมือกอดอกด้านหลังมีบอดี้การ์ดของเธอประกบอยู่และพร้อมจะเข้าจัดการกับคนตรงหน้าทันทีที่เธอสั่ง หากแต่มีมี่ว่าเขาท่าจะเคี้ยวยากสักหน่อยเพราะทางข้างหลังผู้ชายสายตาลามกนี่ก็มีผู้ชายท่าทางหยาบๆในชุดดำยืนอยู่ด้วย แต่ดูไปดูมาเธอเหมือนจะคุ้นหน้าไอ้ลามกนี่อยู่เหมือนกัน

“ฉันแค่อยากรู้จักคนสวย..” น้ำเสียงไม่ชวนฟังดังเข้าไปในหู หญิงสาวส่ายหน้าน้อยๆรู้สึกรังเกียจมากยิ่งขึ้น

“ฉันรู้ว่าตัวเองสวยแต่ไม่ยักกะอยากจะรู้จักคุณ” คำตอบอย่างมั่นใจนั้นทำชายตรงหน้าเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ แต่เขาก็กลับเหยียดยิ้มกว้างเพราะถูกใจท่าทางเย่อหยิ่งดื้อรั้นนี่มากกว่า

“ฉัน ไป๋เฉาเห่วย ไม่ทราบว่าดังพอจะรู้จักเธอได้ไหม ?

“ไป๋เฉาเหว่ย?” มีมี่ทวนคำตามองกวาดผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วสรุปได้ชัดว่าเธอไม่ชอบคนคนนี้เลยสักนิดและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหมอนี่คงจะไม่ใช่คู่หมั้นของเธอ

แต่ทำไมหมอนี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ?

“แล้วเธอชื่ออะไรเหรอจ๊ะคนสวย” มันยังหน้าด้านถามอยู่

“ฉันชื่อ หยางมี แต่ไม่รู้นะว่าจะชื่อดังขนาดไหน ?” เธอตอบกลับกวนๆ และตัดสินใจจะสั่งให้บอดี้การ์ดจัดการเคลียร์ทางให้ แต่ก็พอดีมีคนเข้ามากระซิบราวกับส่งข่าวให้กับนาย ไป๋ เฉาเหว่ยเสียก่อน

“น่าเสียดายจริงๆ..พอดีวันนี้ฉันมีธุระด่วน แต่ไว้เจอกันนะจ๊ะคนสวย”  เฉาเหว่ยว่าพลางยิ้มมุมปากสายตายังลามเลียไปทั่วทั้งตัวมีมี่ เขาทำทีราวกับตัวเองหล่อเสียเต็มประดา ก่อนจะล้วงมือดึงนามบัตรมาโยนใส่หน้ามีมี่อย่างหยาบคาย “คิดถึงก็โทรมานะ”

ว่าแล้วมันก็เดินห่างจากเธอเข้าไปในสนามบินพร้อมๆกับผู้ติดตามอีกนับสิบ  กิริยาเหมือนดูถูกนั่นทำให้มีมี่รู้สึกโกรธจนแทบจะกรี๊ดออกมา เธอปรายตามองนามบัตรที่หล่นอยู่บนพื้นอย่างชิงชังรังเกียจก่อนจะใช้ปลายเท้าเหยียบย่ำอย่างไม่ไยดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #3 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 22:16
    สงสารพิณลดาจัง นายใหญ่ใจร้ายจริงๆ 555 ขอบคุณค่ะ
    #3
    0