นายหญิงกำมะลอ 1 (ผ่านการพิจารณาสนพ.คำต่อคำ)

ตอนที่ 4 : ตัวแทน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    3 ต.ค. 58

ฮัวหลงอู่ ชายหนุ่มชาวไต้หวันที่มาปักหลักทำงานในฮ่องกง กำลังยืนเตร่แถวสถานีรถไฟมาเกือบครึ่งชั่วโมง เขาค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้พบกับลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานนับ 10  ปี  ก็ตั้งแต่ครอบครัวเขาย้ายมาทำงานที่ฮ่องกงก็แทบไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ซึ่งตอนนี้เขาอายุ 25 ปี ถ้าอย่างนั้นคนที่กำลังเดินทางมาก็น่าจะอายุประมาณ 20 ปีพอดี

เสียงประกาศจากทางสถานีรถไฟแจ้งการมาถึงของขบวนรถไฟจากเซิ่นเจิ้น ทำให้หลงอู่รีบมายืนตรงจุดนัดพบ นั่นก็คือด้านขวาของประตูทางออกจากหน้าสถานีในชุดคนงานก่อสร้างแสนจะสกปรก แม้จะแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมลูกพี่ลูกน้องถึงมาจากกวางโจวแทนที่จะเป็นไต้หวันแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเก็บมาคิดมากนัก

หญิงสาวร่างอวบก้าวเดินออกจากประตูผู้โดยสาร พลางพุ่งตัวแหวกฝูงชนไปหา พี่ชาย ยังจุดนัดพบที่เขาบอกไว้ก่อนหน้านี้ เธอมีท่าทางกังวลเล็กน้อยกับการจะได้เจอหน้าเขาเป็นครั้งแรก และได้แต่หวังว่าเธอคงจะทำได้ดีนะ ฮัวปิงปิงเมื่อหลงอู่หันมาทางเธอ หญิงสาวก็รับรู้ว่านั่นคือคนที่กำลังรอพบหน้า เพราะเขาอยู่ในจุดที่บอกไว้แล้วยังมองจ้องมายังเธอเขม็ง

“สวัสดีค่ะพี่ชาย” หญิงสาวเอ่ยทักเสียงใสใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

หลงอู่กวาดตามองคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจ  แม้เค้าหน้านั่นจะคล้ายกับสมัยก่อนซึ่งตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องของเขาอายุเพียง 10 ขวบ แต่ความรู้สึกแรกที่เขาเห็นในวันนี้เขากลับคิดว่านี่ไม่ใช่ ฮัวปิงปิง

หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวมอมๆทับด้วยแจ็กเก็ตยีนตัวใหญ่สภาพขาดวิ่นหลายจุด ซ้ำยังเปรอะเปื้อนเป็นแห่งๆกับกางเกงยีนสีซีดสกปรกนั่นและเธอมาพร้อมกับกระเป๋าเป้เพียงใบเดียว ท่าทางดูจะไม่ตรงกับบุคลิกของลูกพี่ลูกน้องที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด

“แกเปลี่ยนไปนะ?” คำทักทายคำแรกของหลงอู่ทำหญิงสาวนิ่งอึ้งไปเหมือนกันหากแต่ยังยิ้มให้อย่างจริงใจเหมือนเดิม หลงอู่ส่ายหน้าน้อยๆรู้สึกไม่ดีที่พูดออกไปแบบนั้น ไม่รู้สิ! อาปิงในความทรงจำของเขาคือเด็กหญิงหัวอ่อน ขี้อาย พูดช้าและมักหลบสายตาคนเสมอ แต่เธอคนนี้ดูจะต่างออกไปตรงที่ดูร่าเริงกว่า และแววตาดูไม่ค่อยจะกลัวใครสักนิดหรือเขาแค่คิดมากเกินไปเพราะไม่ได้เจอเธอมานาน จึงไม่รู้ว่าอาปิงจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้

“เอ่อ..ช่างเถอะตามฉันมาดีกว่า ฉันอยากพักเต็มที” หลงอู่ว่าเร็วๆก่อนจะออกเดินนำหน้าปล่อยให้น้องสาวก้าวตามไปติดๆ เธอได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“งานที่ฉันฝากพี่หาให้ได้หรือเปล่า ?” หญิงสาวถามอย่างใจร้อน เธอโทรคุยกับหลงอู่เมื่อสามวันก่อนเรื่องต้องการมาทำงานที่ฮ่องกงและขอทำที่โรงงานใดก็ได้ที่เป็นของกลุ่มบริษัทไป๋หวินฯ

“ฉันถามมาหมดละไอ้งานของบริษัทไป๋หวินฯน่ะ...ไม่มีที่ไหนเปิดรับคนงานเลย ถ้าแกยังไม่ได้งานที่ไหนก็ทำงานก่อสร้างกับฉันไปก่อนสิ”

หลงอู่ว่าพลางพาหญิงสาวเดินออกจากสถานีรถไฟเพื่อตรงไปยังตรอกซอยแคบๆที่อยู่ไม่ไกลกันนัก หญิงสาวหันมองรอบๆตัวอย่างสนอกสนใจ เดินตามหลงอู่ที่พาเข้าซอยนั้นทะลุซอยนี้อย่างคล่องแคล่ว

ไม่นานหลงอู่ก็พาเธอมายังสถานที่ก่อสร้างเพื่อให้เธอสมัครงานกับหัวหน้าแล้วจะได้เริ่มทำงานพรุ่งนี้เลยทำเอาหญิงสาวพูดอะไรไม่ออก  เมื่อสมัครงานเสร็จเรียบร้อยหลงอู่ก็พาเธอเดินออกมาซึ่งตอนนี้เป็นเวลาบ่ายมากแล้วหากแต่แดดยังแรงและร้อนพอสมควรหญิงสาวจึงยกมือบังแสงแดดนั่นตามความเคยชิน เมื่อหลงอู่หันมาเห็นก็แค่นยิ้ม

“แกนี่ยังรักสวยรักงามเหมือนเดิมสินะ ..แล้วจะมาทำงานหนักได้ยังไงไปเป็นแม่บ้านคนรวยๆเหมือนเดิมไม่ดีกว่าเหรอ?

เธอยิ้มแหยลดมือลงทันควัน คิดตามคำพูดของหลงอู่ก็เหมือนจะเจอจุดอ่อนของตัวเองเข้าอย่างจัง รู้ดีว่าเธอไม่เคยทำงานหนัก จะพูดอีกทีก็คือไม่เคยทำงานอะไรเลยมากกว่า 

“พ่อแม่ฉันก็ตายไปแล้ว ฉันไม่เหลือใครเลยนอกจากพี่” หญิงสาวแสร้งว่าเสียงเศร้า หลงอู่ฟังแล้วก็พยักหน้ารับรู้ทางเขาก็ไม่ต่างกันพ่อและแม่ชิงไปสวรรค์ก่อนเมื่อหลายปีมาแล้ว และเหมือนตอนนี้ทั้งตระกูลฮัวจะเหลือแค่เขาและอาปิงเท่านั้น 

หลงอู่พาเธอไปที่ห้องเช่าสุดโทรมแคบแสนแคบในนั้นมีเตียงสองชั้นและข้าวของเครื่องใช้น้อยชิ้นของหลงอู่  หญิงสาวอึ้งไปเหมือนกันเพราะเธอไม่ได้เตรียมใจที่จะมาอยู่ในสถานที่ซอมซ่อ ทั้งรก ทั้งสกปรกกับผู้ชายแปลกหน้าแบบนี้  ถึงจะในนามน้องสาวก็เถอะ

“แกนอนชั้นบนนะ ..ข้าวของอะไรของแกก็แขวนๆไว้บนนั้นนั่นแหละ” หลงอู่หันมามองหน้าเธอแล้วพบว่าดูท่าทางน้องเขาจะไม่ค่อยปลื้มที่พักของเขานัก “เห็นสภาพแล้วอยู่ได้ไหมล่ะ?”  

“อยู่ได้สิ ! ฉันอยู่ได้อยู่แล้วสบายมาก” รอยยิ้มเหยียดทั้งสายตาและน้ำเสียงดูถูกของหลงอู่ทำให้เธอต้องรีบพยักหน้า สภาพที่นี่ยังดีกว่าข้างถนนและตรอกแคบที่เธอนอนมาตลอดสัปดาห์ตั้งเยอะ  สีหน้าก็พลันเศร้าสลดลงภาพความทรงจำในคืนวันนั้นไหลทะลักเข้ามา...

 

ปัง!! ปัง !! ปัง !! เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้ พิณลดาก้มหลบโดยอัตโนมัติ และตัดสินใจยิงสวนกลับไปแบบมั่วๆ

ปัง !! ปัง !! ชายชุดดำล้มลงก่อนจะกลิ้งหลุนๆลงมาตามราวบันไดนับสิบขั้นและแน่นิ่งไปเลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากอกของมันนั่นแปลว่ามันตายแล้ว พิณลดามองอย่างดีใจก่อนจะหันหน้าไปหาผู้หญิงอีกคนแต่ทว่าปิงปิงกลับมีสีหน้างุนงงก่อนจะก้มมองหน้าท้องตัวเอง

ปิงปิงถูกยิง ! เลือดสดๆไหลทะลักออกมาเป็นทาง ตอนนั้นเธออยู่ห่างจากพิณลดาหลายขั้นร่างอวบเซถลาถอยชนและกระแทกกับราวบันไดอย่างแรง  สาวไทยมองเห็นเลือดไหลออกจากตัวของปิงปิงก็ตกใจยิ่งนัก  ก่อนจะพยายามพุ่งพรวดก้าวไปหาตัวปิงปิงที่กำลังจะเอนล้มลงไปด้านหลังอย่างน่าหวาดเสียว

 “คุณ..คุณพิณ!” 

 “ไม่นะ !” หญิงสาวตะโกนลั่น เมื่อร่างของปิงปิงหงายหลังร่วงหล่นจากราวบันไดลงไปต่อหน้าต่อตา  และมือเธอก็คว้าได้เพียงอากาศร่างของปิงปิงจึงลอยละลิ่วลงไปตกกระแทกกับพื้นปูนเบื้องล่างอย่างแรง

เธอมองภาพนั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาแล้วน้ำขมๆก็ไหลย้อนขึ้นมาจนถึงคอจนอยากจะอาเจียน เข่าพลันอ่อนแรงจนทรุดลงนั่งกับพื้นบันได แล้วน้ำตาก็ไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก สมองหยุดสั่งการไปชั่วขณะ พิณลดาช็อกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก

ทำไมต้องเป็นแบบนี้ !? พิณลดานึกถึงความทรงจำที่แสนเลวร้าย ทำให้น้ำตาของเธอพานจะไหลออกมาดื้อๆ จนเธอต้องกัดฟันข่มอารมณ์อย่างสุดความสามารถก่อนจะบอกตัวเองให้ตั้งสติและมีสมาธิให้มากขึ้นเพื่อจะได้มีความคิดอยู่กับปัจจุบันและยังต้องอยู่ในนามของ..ฮัวปิงปิง !

เป็นเวลาเกือบจะครบ 1 เดือนที่พิณลดาทำงานก่อสร้างกับฮัวหลงอู่ เพราะงานของบริษัทไป๋หวินฯที่เธอหวังไว้กลับสมัครไม่ได้สักที่ จนสร้างความหงุดหงิดให้กับเธอยิ่งนัก

ตระกูลไป๋ช่วงนี้มีแต่คัดคนออกจริงๆ ขนาดโรงขยะประจำโรงงานยังไม่รับคนเพิ่ม พิณลดาคิดพลางถอนหายใจสองมือจับพลั่วตักทรายยกใส่เครื่องผสมปูนอย่างคล่องแคล่ว สายตามองดูมือแล้วเผลอยิ้มบางๆ จากมือของคนที่เคยพองจนเป็นตุ่มน้ำใสๆตามประสาคนไม่เคยทำงานหนักแปรเปลี่ยนเป็นมือด้านๆที่หยิบจับอะไรก็ไม่เจ็บอีกแล้ว มิหนำซ้ำใบหน้าขาวนวลก็พลันกร้านแดดสีผิวจึงเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  

ขอบคุณหลงอู่จริงๆ พับผ่าเถอะ ! พิณลดากัดฟันกรอดเมื่อนึกถึงไอ้พี่ชายสุดโฉด มันไม่เคยปรานีกับร่างกายอันไม่คุ้นชินกับงานหนักของเธอเลย ใช้ได้ใช้ดี  ใช้เธอทุกอย่างตั้งแต่งานบ้านจนมาถึงงานก่อสร้างที่พี่ชายชอบอู้งานแล้วให้เธอทำแทน นี่ไม่รวมปากคอเราะร้ายนั่นอีกนะ ว่าไปมีมี่ก็ชอบบ่นเรื่องพี่ชายชอบแกล้งให้เธอฟังเหมือนกัน แต่เมื่อก่อนเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระและมันคงเป็นช่วงเวลาน่ารักๆระหว่างพี่ชายกับน้องสาวมากกว่าจะเป็นอะไรที่ไม่น่าพิศมัย จวบจนได้มาสัมผัสกับตัวเองนั่นแหละเธอถึงรู้ว่าที่มีมี่บ่นมันยังน้อยไป..

พิณลดาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง แม้จะเจอเรื่องราวเลวร้ายที่สุดในชีวิตมาและแทนที่เธอจะหาทางกลับไปเมืองไทยเพื่อไปหาครอบครัว แต่เธอกลับบ้าบิ่นเลือกมาฮ่องกงแทนเพื่อจะทำตามแผนที่มีมี่วางไว้ตั้งแต่แรก อาจเพราะเธอกลัวที่จะกลับไปโรงแรมนั่นอีกครั้ง และตื่นตระหนกจนต้องการหลบมาตั้งหลักสักพัก ก่อนที่จะหาทางกลับไปสืบหาความจริงที่กวางโจวอีกครั้งนึง

หญิงสาวหวนคิดถึงเรื่องวันนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เธอมั่นใจว่าการที่เธอถูกตามฆ่านั้นต้องถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว จะโดยใครนั้นถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่มีคำตอบ แต่การที่เธอรอดมาได้โดยต้องแลกด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์คนนึงมันช่างน่าเศร้า...

การตายโดยตัวแทนทำให้ ตัวที่น่าจะตายมีโอกาสจะอยู่ และต้องสู้กับโชคชะตาที่พลิกผันแบบนี้ มันทำให้พิณลดาไม่มีวันลืมเรื่องนี้โดยเด็ดขาด หญิงสาวหยุดทำงานพลางเผลอยกมือจับต้นแขนข้างขวาที่ยังรู้สึกเจ็บแปลบๆในบางครั้งพลางคิดถึงคืนวันที่เธอต้องรักษาตัวเองด้วยการใช้น้ำเปล่าล้างแผลและมัดมันด้วยเสื้อที่เธอฉีกเป็นเส้นจนแน่นหนา ทั้งเจ็บปวดและอ่อนแรงแค่ไหนเธอจำมันได้ดี...

วันนั้น..เธอต้องทนนอนในตรอกข้างถังขยะจนเช้า ร่างกายจึงมอมแมมราวกับคนจรจัดเพราะเงินที่ติดตัวมาพร้อมกระเป๋าเป้ของเธอมีเพียงน้อยนิด และเธอกลัวมากจนไม่กล้าจะเดินไปตามถนนสายหลักรู้สึกเหมือนคนหลงทาง ทั้งรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของปิงปิง ทั้งกลัวการตามล่าและกลัวบาปกรรม..

เธอฆ่าคน ! คำๆนี้ฝังลงในหัวราวกับน้ำกรดราดรดลงไปในหัวใจ มันแสบร้อนทุกข์ทรมานจนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบ และท่ามกลางความหวาดผวาที่ครอบงำเธอ  เสียงรายงานข่าวการตายของลูกสาวนักธุรกิจชาวไทยก็ลอยมาเข้าหู

พิณลดาเดินตามเสียงนั้นไปจนเจอว่ามันมาจากชั้นสองของตึกที่ขนาบตรอกแคบนั้นไว้ เธอฟังข่าวที่กล่าวถึงการตายของตัวเอง ซึ่งในข่าวรายงานว่าพลัดตกลงมาจากโรงแรมชั้นที่ 26 โดยไม่มีรายงานการตายของชายชุดดำอีกสองคนนั่นเลยสักนิด  ราวกับว่าไม่มีใครพบศพของสองคนนั้นและในข่าวยังบอกอีกว่าช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุกล้องวงจรปิดทุกตัวของโรงแรมขัดข้อง จึงไม่มีภาพหรือหลักฐานอะไรมานำเสนอ

เพราะอย่างนั้นเธอจึงกลัวที่จะกลับไปที่โรงแรมเพื่อไปหาพ่อแม่ เนื่องจากในข่าวดูจะบิดเบือนความเป็นจริงจนเธอมึนงงสงสัยว่าเพราะอะไรข่าวถึงออกมาแบบนี้ แล้วพ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้ออกมาให้ข่าวเลยมีแต่ใครก็ไม่รู้มาพูดให้ข่าวเล่าเป็นฉากๆว่าเธออาจจะเครียดจนฆ่าตัวตาย

แต่เมื่อผ่านไปถึงสองวันเธอก็พอมีสติที่จะโทรหาพ่อและแม่แต่น่าแปลกนักที่เธอติดต่อใครไม่ได้เลย ที่บ้านก็มีใครไม่รู้รับสายเธอจึงไม่กล้าฝากข้อความแม้แต่มีมี่เธอก็ติดต่อไม่ได้เช่นกัน เธอเครียดอยู่เป็นวันๆ เพราะเงินในเป้ก็เหลือไม่มากและเธอก็ไม่อยากเป็นคนต่างด้าวหลบตามซอกซอยแบบนี้อีกแล้ว  แต่เมื่อพบเอกสารของฮัวปิงปิงที่อยู่ในเป้นั่นเองที่ทำให้เธอตัดสินใจมาที่นี่..

 

หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือก สั่งตัวเองให้หยุดคิดเรื่องอดีตและดึงสมาธิมาที่งานตรงหน้ารู้ตัวว่ากำลังคิดมากจนจะหลงลืมว่าขณะนี้ตัวเองต้องทำอะไรบ้าง คิดได้ดังนั้นเธอก็ยกพลั่วตักทรายกองสุดท้ายโยนเข้าเครื่องจนเสร็จแล้วหันไปจับบุ้งกี๋เพื่อขนย้ายเศษปูนไปทิ้งอีกที่หนึ่ง  หญิงสาวมัวแต่จมกับความคิดและสนใจแต่งานตรงหน้าจนไม่ได้ยินคำป่าวประกาศของหัวหน้าว่านายใหญ่จะมาดูงานในบ่ายวันนี้

ในช่วงบ่ายแก่แสงแดดที่แผดจ้าไม่ต่างจากช่วงกลางวันมันทำให้เธอรู้สึกล้าและตาพร่าไปหมด เหงื่อเม็ดใสๆผุดพรายเต็มใบหน้าจนมันไหลย้อยลงมาถึงปลายคาง หญิงสาวจึงปาดเหงื่อจนฝุ่นดินติดหน้ามอมแมมแล้วก้มลงใช้มือหยิบโยนเจ้าก้อนอิฐไปทางด้านหลังเพื่อให้มันไปกองรวมกัน โดยไม่ได้เงยหน้ามองอะไรทั้งสิ้น

ป๊อก ป๊อก !! ป๊อก ป๊อก !! ...ปึ่ก !!!

พิณลดาชะงัก เมื่อเสียงก้อนอิฐของเธอเหมือนกระเด็นไปโดนอะไรสักอย่างที่ไม่น่าจะใช่กองอิฐหรือพื้นดิน  แต่ยังไม่ทันจะหันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงก้าวเท้าเร็วๆและเงาของคนหลายคนก็มาล้อมเธอไว้ พร้อมๆกับมีปลายวัตถุแข็งๆกดเข้าที่ปลายขมับของเธอทั้งสองข้าง

ใจของพิณลดาหล่นไปกองอยู่ที่พื้น รู้สึกชาวาบไปทั้งตัวเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นปลายกระบอกสีเงินแล้วสมองรายงานว่ามันคือ ปืน !

หัวหน้าคนงานหน้าซีดมือไม้สั่นอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ไม่รู้จะเข้าไปช่วยลูกน้องยังไงเพราะเจ้าตัวดันก่อเรื่องร้ายแรงชนิดที่ใครก็ไม่เคยกล้าทำมาก่อน

ยัยนั่นโยนก้อนอิฐถูกอกนายใหญ่ !?

“ หันหน้าแกมา !” เสียงตวาดดังลั่นไปทั่วบริเวณมาจากปากของชิงหยาง เขาก้าวมาบังผู้เป็นนายราวกับจะป้องกันไม่ให้ใครทำอะไรนายของเขาได้อีก

ในขณะที่พิณลดาอยากจะกลั้นใจตายแต่ตอนนี้รู้ดีว่าไม่อาจทำได้จึงค่อยๆยืดตัวขึ้นยืน แล้วหันหน้ามาหาอย่างช้าๆ แสงจ้าๆยามบ่ายจากพระอาทิตย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอสาดใส่จนแสบตา ทำให้พิณลดาต้องหรี่ตาลงจนหลับตาปี๋พยายามสั่งให้ตัวเองอย่าตกใจกลัวจนเป็นลมไปเสียก่อน

ทันทีที่เธอหันหน้ามา ชายหนุ่มทั้งสองคนก็ถึงกับตกตะลึงไปในทันใด เลขาหนุ่มรีบก้าวหลบให้เจ้านายของเขาที่กำลังก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่มองจ้องเธอเขม็งราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

พิณลดาค่อยๆลืมตาขึ้นมอง และรู้สึกเหมือนมีใครก้าวเข้ามาใกล้ สิ่งแรกที่เธอมองเห็นคือหน้าอกเสื้อของผู้ชายที่สวมสูทเนื้อดีอยู่ห่างจากเธอราวสองฟุต  หญิงสาวกะพริบตาปริบๆเมื่อสังเกตเห็นว่าที่อกเสื้อเชิ้ตสีขาวนั้นมีรอยแดงๆคล้ายฝุ่นจากก้อนอิฐติดเป็นวงเล็กจางๆ 

ฉับพลันพิณลดาก็รับรู้ถึงความผิดของตนเองทันที เธอจึงรีบเงยหน้ามองเขา และราวกับโดนฟ้าผ่าตอนกลางวันหญิงสาวเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงว่าชีวิตของเธอมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ถึงขนาดนี้

เหอจินหลง !!

ชายหนุ่มยืนมองหน้าเธอนิ่งตาคมดุมองสบตาเธอตรงๆ  สายตานั้นดูกราดเกรี้ยวจนพิณลดารู้สึกกลัวจนตัวสั่น  เธอจึงรีบหลบสายตาเพื่อหันไปมองปลายกระบอกปืนที่กดเข้าที่ปลายขมับของเธอแรงขึ้น

“จัดการเลยไหมครับ?” ลูกน้องที่ถือปืนเอ่ยถาม แต่จินหลงกลับยกมือห้าม ชายหนุ่มยืนมองคนตรงหน้าอยู่นานท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของผู้คนรอบกายว่าเขาจะจัดการกับคนดวงซวยตรงหน้ายังไง  ชิงหยางหรี่ตามองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ทำเอาคนถูกมองรู้สึกกลัวมากยิ่งขึ้นและอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้

“พาตัวกลับไป !” ชายหนุ่มพูดออกมา และทำพิณลดาตกใจอย่างที่สุดหันกลับมามองหน้าเขาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

“ตรวจสอบงานที่เหลือเสร็จแล้วกลับไปพบฉันที่ห้อง” จินหลงหันไปเอ่ยสั่งงานชิงหยาง  และเลขาหนุ่มก็ก้มหัวรับคำก่อนที่ชายหนุ่มจะหมุนตัวก้าวเท้ากลับไปด้วยท่าทางเรียบเฉย

หากแต่คำสั่งที่ทุกคนได้ยินนั้นทำเอาหัวหน้าคนงานเข่าอ่อนแทบยืนไม่อยู่ ได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของนายใหญ่ที่เดินกลับไปขึ้นรถ และตามด้วยชายชุดดำอีกสองคนที่ช่วยกันหิ้วตัวฮัวปิงปิงตามไปขึ้นรถอีกคันหนึ่ง บรรยากาศในแคมป์คนงานเงียบกริบเพราะไม่มีใครกล้าจะส่งเสียงอะไรออกมาสักคำ..

ณ ตึกสำนักงานใหญ่เหอหลินกรุ๊ป

พิณลดาในสภาพถูกมัดมือไขว้หลังถูกจับลากให้มานั่งเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงานไม้สีเข้ม และเธอก็ถูกทิ้งให้อยู่กับนายใหญ่เพียงลำพังหญิงสาวจึงกวาดตามองรอบๆห้องด้วยความหวาดหวั่นและพยายามมองหาประตูหรือทางออก ในสถานการณ์แบบนี้เธอไม่ไว้ใจอะไรทั้งสิ้น ถ้าพอมีทางจะหนีได้เธอจะไม่รอช้าสักนิด แต่เธอมีเรื่องที่อยากก่นด่าตัวเองอยู่เรื่องนึง

เธอทำงานกับเหอหลินกรุ๊ป !’

ทั้งๆที่เธออยู่ในไซต์ก่อสร้างตึกสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของเหอหลินกรุ๊ปมาเป็นเดือนแต่เธอกลับไม่รู้เรื่องเลย นี่จะเป็นบทเรียนสอนให้เธอต้องรอบคอบและใส่ใจรายละเอียดรอบตัวให้มากกว่านี้ พิณลดาบอกตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้จริงๆ

เหอจินหลง กวาดตามองผู้หญิงหน้าบ้านๆร่างอวบในชุดคนงานก่อสร้างที่ค่อนข้างสกปรกมอมแมมด้วยสายตาครุ่นคิด เขามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าหลายรอบแล้ว สายตาคมกริบมองเธอทุกส่วนอย่างพินิจพิเคราะห์ สีหน้าของเขายังเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่เธอกลับรู้สึกตื่นกลัวอย่างประหลาดซ้ำใจยังเต้นไม่เป็นส่ำจนเกิดอาการร้อนวูบวาบไปหมด อยากตะโกนให้เขาเลิกจ้องและหยุดกวาดตามองไปทั่วราวกับหาข้อตำหนิของสินค้าซะที

“เธอชื่ออะไร?” จู่ๆเขาก็ถามขึ้นมาทำให้พิณลดาเกิดอาการว้าวุ่นขึ้นมาจนแทบไม่กล้าตอบ

“ฉัน..ฉันชื่อฮัวปิงปิง”  เธอบอกเสียงเบา ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นราวกับไม่เชื่อ

“อายุเท่าไหร่ ?

20 ปี  ”

20 งั้นเหรอ ?” เขาทวนคำตอบราวกับไม่เชื่อถือ “แล้วเธอมาจากไหน ?

“ไต้หวัน”

“ใครพาเธอมา?

พิณลดาชักจะไม่เข้าใจเขาเข้าไปทุกที นายใหญ่เป็นบ้าอะไรเนี่ยตกลงจะจับมาลงโทษเรื่องก้อนอิฐหรือเรียกมาซักประวัติกันแน่ หญิงสาวเผลอเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย “ฉันมีลูกพี่ลูกน้องทำงานอยู่ที่นี่  ชื่อฮัวหลงอู่ ”

จินหลงยังมีสีหน้าไม่เชื่อถือ จนพิณลดาไม่เข้าใจว่าเขาจะสนใจประวัติเธอทำไมนัก ชายหนุ่มจ้องหน้าเธออีกครั้งราวกับจะตรวจหาอะไรสักอย่าง แต่มันเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะเคยเห็นหน้าเธอมาก่อน อาจจะเป็นที่โรงแรมก็ได้ พิณลดาครุ่นคิดหนักแต่มั่นใจว่าเขาไม่เห็นเธอแน่ๆ เพราะเขาไม่ได้มองมาทางเธอเลยและไม่แม้แต่จะชายตามองใครด้วยซ้ำ   

“เธอมาอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่แล้ว?” คำถามนี้ทำพิณลดารู้สึกแปลกๆ ในใจเริ่มบอกตัวเองให้ระมัดระวังขึ้น

“ก็..เดือนนึง”

“ทำงานอะไรบ้าง ?

“ก็ทุกอย่างที่เขาให้ทำ” เธอตอบงงๆก่อนจะตัดสินใจถามบางอย่างออกไปเพื่อเป็นการเสี่ยงดวง “คุณเคยเห็นฉันมาก่อนเหรอ ?

ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดหนึ่งแววตาดูดุดันขึ้นมา จนพิณลดาเม้มปากแน่นรู้สึกอยากหายตัวไปจากตรงนั้น

“ฉันคิดว่าเคย..”  คำตอบเรียบๆของเขาทำเอาหัวใจพิณลดากระตุกวูบ แต่ก็พยายามเก็บอาการตกใจไว้อย่างสุดความสามารถเธอจ้องเขาชนิดที่ตาแทบไม่กะพริบ“แต่คนคนนั้นน่าจะตายไปแล้ว”

พิณลดาหน้าซีดลงทันควันเสียงในหัวยังย้ำว่าเขาไม่น่าจะเคยเห็นหรือรู้จักเธอมาก่อน  “หน้าฉันมันเหมือนผีงั้นเหรอ ?

“นั่นสิ ฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าเธอเป็นคนหรือผี ?” เขาว่าพลางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้แววตากลับมาเยือกเย็นเช่นเดิม

ผู้ชายคนนี้ น่ากลัวเป็นบ้า !’ พิณลดาคิดและรู้สึกหวาดระแวงจนประสาทจะกิน ทั้งกลัว ทั้งหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน พยายามทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ตรงหน้า..เธอถูกจับมาเพราะบังเอิญปาก้อนหินไปโดนเจ้าของบริษัท แล้วถูกจับมัดมานั่งตรงนี้และยังถูกเขานั่งจ้องราวกับสำรวจหารอยตำหนิ ทั้งยังซักประวัติไล่ต้อนเธอด้วยคำถามแปลกๆ

เขาต้องการอะไรกันแน่ ? พิณลดาคิดพยายามทบทวนเรื่องทุกอย่างเพื่อหาทางออกและในสถานการณ์แบบนี้เธอควรจะทำยังไงดีนะ..

“เรื่องที่ฉันโยนอิฐไปโดนคุณ..ฉันขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ คือฉันไม่เห็นคุณ” พิณลดาว่าพลางยิ้มแหยเม็ดเหงื่อผุดพราวขึ้นมาราวกับร้อน ทั้งๆที่ห้องนี้เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วจ้องเขาด้วยสายตาจริงจัง“คุณจะไล่ฉันออกแทนการยิงทิ้งได้ไหม ?

“ฉันยิงทิ้งแน่ถ้ามีใครสักคนทำให้ฉันเจ็บ”

“แต่เมื่อครู่คุณไม่เจ็บใช่ไหม?” หญิงสาวถามอีกด้วยท่าทางมีความหวัง “มันเป็นแค่เศษอิฐ อิฐก้อนเล็กๆแค่นั้นเอง”

“ไม่ว่าจะก้อนเล็กหรือใหญ่ มันก็มาโดนตัวฉัน”

พิณลดาหน้าจ๋อยลงทันควัน เธอเม้มปากแน่นเกือบจนปัญญาจะหาคำพูดมาแก้ต่างความผิดของเธอ

“หรือคุณจะเอาอิฐมาปาใส่ฉันคืนก็ได้..แค่นี้ก็หายกันแล้ว” เป็นอีกครั้งที่จินหลงรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของเธอ ตอนนี้เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ชักจะไม่กลัวเขา แถมยังทำพูดจาราวกับเขาเป็นเพื่อนเล่น

“ไม่ ! ” คำพูดสั้นๆของเขาทำให้เธอรู้สึกเสียเวลา เพราะเธอขอร้องเขามากมายแต่ชายคนนี้กลับไม่ยอมให้สักข้อ นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้

“แล้วจะให้ฉันทำยังไงเล่า !” พิณลดาชักสีหน้าไม่พอใจถามกลับไปเสียงสูงเพราะหมดความอดทน ส่งผลให้ชายหนุ่มหรี่ตามองเธอนิ่งแล้วมีสีหน้าดุดันขึ้นมาทันที นั่นเองเธอจึงรู้ตัวว่าทำอะไรไม่ถูกไม่ควรลงไป

“อยากตาย?”  เขาถามห้วนๆ  พิณลดารีบส่ายหน้าตอบเร็วๆ หากแต่จินหลงกลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับก้าวเดินช้าๆมาอยู่หน้าโต๊ะทำงานซึ่งห่างจากตัวเธอไม่ถึงคืบ ก่อนจะยืนพิงโต๊ะด้วยท่าทางไม่รีบร้อน ใบหน้าหล่อเอียงคอมองเธอนิดหนึ่งสายตานั่นทำเอาพิณลดารู้สึกเย็นยะเยือก แล้วตากลมก็เบิกกว้างด้วยความตกใจเพราะเขาดันชักปืนออกจากอกเสื้ออย่างช้าๆและหันปลายลำกล้องสีเงินนั่นมาจ่อที่หน้าผากของเธอแล้วกดนิ่งลงไป

“ตรงนี้เลยไหม?” น้ำเสียงเย็นชานั้นดังทะลุเข้าไปถึงหัวใจของพิณลดา หญิงสาวจึงหลับตาแน่นด้วยความกลัวที่พุ่งขึ้นมาจนตัวเริ่มสั่นสะท้าน และร่างก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น จินหลงจึงหยุดเหลือบตาไปทางประตูนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยอนุญาต

“เข้ามา !

ชิงหยางขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เขารีบเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเจ้านายทันที

“ท่านเหอไม่ควรทำแบบนี้นะครับ” คำพูดของชิงหยางทำให้พิณลดาลืมตาโดยพลัน  นึกดีใจที่มีคนเข้ามาช่วยชีวิต แต่แล้วก็ต้องทำหน้าเหวอ เมื่อชิงหยางเป็นฝ่ายชักปืนออกมาจ่อหัวเธอซ้ำ “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมดีกว่า เดี๋ยวมือท่านเหอจะเลอะเทอะ”

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ไม่คาดคิดว่าจะซวยขนาดนี้ แล้วโดยที่ไม่รู้ตัวความโกรธมากมายก็พุ่งขึ้นมาทดแทนความกลัวในบัดดล เมื่อเหตุผลของชิงหยางเป็นแบบนั้น

เขาจะมายิงฉันเพราะไม่อยากให้มือเจ้านายเปื้อนเลือดเนี่ยนะ !

ดวงตากลมมนที่เริ่มวาววับด้วยอารมณ์โกรธและเงยมองสบตาเขาอย่างไม่หลบทำเอาจินหลงรู้สึกทึ่งปนประหลาดใจกับอารมณ์ของผู้หญิงคนนี้จริงๆ 

เดี๋ยวกลัว เดี๋ยวโกรธ..จะเอายังไง ?

แล้วจินหลงก็ลดปืนลงและเก็บเข้าที่เดิมก่อนจะค่อยๆก้มตัวลงไปจนใกล้ทำให้ใบหน้าหล่ออยู่ห่างจากพิณลดาไม่ถึงคืบ หญิงสาวจึงได้จ้องตาเขาเขม็งหัวใจพลันเต้นโครมครามจนแทบหลุดออกจากอก นึกตกใจที่ใบหน้าคมลงมาประชิดขนาดนี้          

ในขณะที่ชายหนุ่มกลับกำลังคิดถึงผลตรวจ DNA ของคู่หมั้นอายุสั้น  และมันทำให้เขาสงสัยว่าคนที่ตายอาจจะเป็นคนอื่น หรือแท้จริงผู้หญิงคนนั้นจะไม่ใช่ลูกของนายพฤกษ์กับนางเกสร ? 

หลักฐานอีกอย่างก็คือเอกสารประจำตัวของหญิงสาวปริศนาที่หน้าคล้ายกับสาวไทย แต่เอกสารนั้นเป็นของสาวเกาหลีชื่อว่า โอเซมี และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังให้คนไปตามสืบประวัติเธอมาทุกทาง ตามหาร่องรอยจากทุกที่ แต่ก็ยังไม่พบแม้เงาหรือที่มาที่ไปของสาวเกาหลีคนนั้นเลย

จนกระทั่งวันนี้....

“เธอ..หน้าเหมือนคู่หมั้นฉัน”

คำพูดของชายหนุ่มตรงหน้าทำเอาพิณลดากะพริบตาปริบๆ ความโกรธเมื่อครู่หายไปในพริบตา เธอมองหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ หากแต่ผู้ชายคนนี้ยังมีสีหน้าเรียบเฉยและเธอก็คิดว่าเขาคงไม่ได้พูดเล่น สายตาคมกริบก็มองเหมือนจับผิดเธอทุกเสี้ยววินาที

“คะ..คู่หมั้น ?” พิณลดาทวนคำราวกับละเมอ ขบคิดหนักว่าหน้าตาอย่างเหอจินหลงจะมีคู่หมั้นที่หน้าตาอัปลักษ์เหมือนเธอได้อย่างไร? ดูๆไปหมอนี่ไม่น่าจะชอบของแปลก หรือแท้จริงหมอนี่จะสายตาไม่ดี แต่เดี๋ยวก่อน ! หมอนี่บอกว่าเธอหน้าเหมือนคนตายไปแล้วและหน้าเธอยังไปเหมือนกับคู่หมั้นของเขาอีก...หรือว่า?

“คุณพาฉันมาเพราะเรื่องนี้ใช่ไหม?

จินหลงไม่ตอบ เขาเพียงมองสบตาเธอด้วยสายตาเย็นชาไม่เปลี่ยนก่อนจะเลื่อนใบหน้าออกห่างจากหญิงสาวแล้วขยับยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงใบหน้าเฉยชานั่นยากจะคาดเดาว่าเขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ แต่พิณลดากลับมั่นใจว่าเธอไม่ใช่คู่หมั้นของเขา ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องบังเอิญ..บังเอิญว่าหน้าเธอมันโหล บังเอิญว่าคนคนนั้นตายไปเหมือนกัน เพราะไม่มีวันที่เธอจะเป็นคู่หมั้นกับผู้ชายหล่อลากไส้ขนาดนี้

“เอายังไงดีล่ะชิงหยาง?

“ถ้าไม่มีประโยชน์ก็สมควรตายครับท่าน” ชิงหยางตอบอย่างเย็นชาพอๆกับเจ้านาย พลางปรายตามองเธอราวกับเป็นสิ่งไร้ค่า ปืนในมือของเขายังจ่ออยู่ที่หัวของเธอ พิณลดาใจเต้นระทึกขึ้นมาเลยทีเดียว ไม่รู้เวรกรรมอะไรของเธอถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

“คิดว่าเธอจะพอมีประโยชน์อะไรบ้าง?”   ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร ทั้งสายตาก็เย็นชายิ่งนัก น้ำเสียงก็ดูเหี้ยมเกรียมอย่างไรชอบกลจนพิณลดารู้สึกขนลุกชันขึ้นมาทั้งตัว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

25 ความคิดเห็น