นายหญิงกำมะลอ 1 (ผ่านการพิจารณาสนพ.คำต่อคำ)

ตอนที่ 3 : ดูตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 567
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 ต.ค. 58

เวลา 20.00 น. ณ ห้องอาหารชั้นบนสุดของโรงแรม

บรรยากาศบนบนโต๊ะอาหารสุดหรูไม่สู้ดีนัก  ทั้งที่มีความงามจากแจกันแก้วทรงเตี้ยประดับด้วยดอกกล้วยไม้สดให้นั่งมองเพลินๆ และยังล้อมรอบด้วยจานใส่อาหารชั้นเลิศที่ถูกปรุงแต่งจัดวางมาเป็นอย่างดี ประกอบกับเสียงดนตรีแสนจะไพเราะดังคลอเคล้าเบาๆไปรอบบริเวณขนาดนี้ แต่สามี-ภรรยาชาวไทยดูมีท่าทางกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่เริ่มรู้สึกอึดอัด และชักรู้สึกผิดต่อคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน เพราะคนที่อยากให้มาก็ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น

“ทำไมยัยพิณยังไม่มาอีกนะ?” เกสรเอ่ยอย่างร้อนรนด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างที่สุด พฤกษ์เองก็ได้แต่ยิ้มเฝื่อนเมื่อสังเกตสีหน้าของชายหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดีที่เริ่มออกอาการเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ชายชรากลับมีท่าทีเรียบเฉยไม่แสดงอาการทุกข์ร้อนอันใด

พฤกษ์มองหน้าชายชรานิ่งนานพลางนึกถึงอดีต นายใหญ่เหอหงเหลย หรือนายท่านแห่งอาณาจักรเหอหลินกรุ๊ปในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้มีอายุ 70 ปีแล้ว  แต่ก็ยังดูแข็งแรง และน่าเกรงขามไม่ต่างจากเมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งเป็นตอนที่เขาได้เจอผู้ชายคนนี้ครั้งแรก  ความรู้สึกที่เคยสัมผัสยามได้นั่งอยู่ตรงหน้าท่านหงเหลยยังเหมือนเคย คือทำให้พฤกษ์ทั้งเกร็ง ทั้งกลัว ทั้งหวาดหวั่นจนบรรยายไม่ถูก

“ขอโทษจริงๆนะครับ..ที่ลูกสาวผมไม่รักษาเวลา” พฤกษ์เอ่ยอย่างรู้สึกผิดพลางหันไปสะกิดภรรยาให้กดโทรศัพท์ตามพิณลดาอีกครั้ง หลังจากที่พยามยามติดต่อไปแล้วไม่มีใครรับสายเลย ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ส่วนตัวหรือเบอร์ห้องพัก

“ไม่เป็นไร ฉันรอได้” เหอหงเหลยว่ายิ้มๆ ในใจหวนคำนึงถึงเด็กหญิงตัวน้อยวัยแปดเดือน ที่เขาเคยเจอเมื่อ 18 ปีที่แล้ว คนที่ถูกเลือกไว้ให้กับหลานชายคนโตของเขา เกสรยิ้มไม่ออกใบหน้าที่ตกแต่งมาอย่างดีเริ่มมีเหงื่อไหลซึม ในมือยังกดโทรศัพท์ไม่หยุดหวังให้ลูกสาวรับสายโดยไว

“ให้คนไปพาตัวมาจะเร็วกว่าไหม ? จะได้ดูให้จบๆแล้วกลับกันซะที”  ชายหนุ่มที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้นเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นชาและท่าทางไม่สบอารมณ์ของ นายใหญ่เหอจินหลง ทำเอาพฤกษ์และเกสรต้องกลืนน้ำลายลงคอ  

ความรู้สึกเกรงกลัวที่มีต่อท่านเหอผู้สูงวัย ยังไม่เท่ากับความรู้สึกหวาดหวั่นต่อผู้ชายคนนี้ เพราะแม้จะดูอายุน้อยกว่าที่พฤกษ์คิดไว้มาก หากแต่ท่าทางของเขากลับน่าเกรงขามไม่แพ้นายท่านหงเหลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังออกจะดุดันและเย็นชากว่าเสียอีก พอเห็นอย่างนี้พฤกษ์ก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความกังวลเรื่องที่ลูกสาวมาช้า แต่อีกใจก็รู้สึกดีที่เห็นท่าทางไม่สบอารมณ์ของชายหนุ่ม ให้เขาไม่ชอบใจแบบนี้แหละดีแล้ว

การดูตัว คู่หมั้นครั้งแรกจะได้จบลงอย่างที่เขาวางแผนเอาไว้ !

พฤกษ์ที่เกลียดชังมาเฟียจับใจ รู้ดีว่าลูกสาวของตัวเองมีพันธะสัญญากับทายาทตระกูลใหญ่ เขาจึงตั้งใจเลี้ยงดูพิณลดาให้พิเศษกว่าที่ควรจะเป็น บำรุงให้รูปร่างอวบอ้วนสมบูรณ์จนชวนให้หนุ่มๆมองเมิน  ไม่ฝึกสอนอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่งงานบ้านงานเรือนก็ไม่ให้ทำ..ลูกสาวของเขาจะได้ดูแย่ และไม่ได้เรื่องจนเกินกว่าที่ใครจะคิดคว้าตัวไป เขาได้แต่หวังให้ชายหนุ่มตรงหน้ารู้สึกรังเกียจ หรือไม่ชอบพิณลดา อยากให้มองแล้วไม่ถูกชะตาจนประกาศยกเลิกการหมั้นในที่สุด ครอบครัวของเขาจะได้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับตระกูลนี้อีก เขาอยากยุติมัน เพราะเขาไม่อยากสูญเสียใครอีกแล้ว...

“ชิงหยางส่งคนไปลากตัวมันมา”  จินหลงเอ่ยเรียกเลขาซึ่งยืนห่างออกไปพอสมควร เลขาหนุ่มเดินมาใกล้และพยักหน้ารับคำสั่ง  มันทำให้พฤกษ์กับเกสรถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่ามันจากปากชายหนุ่ม แต่จินหลงไม่สนใจ

เขาเบื่อที่จะรอคู่หมั้นเต็มที  !

“แค่ดูหนังหน้าผู้หญิงคนนั้นผมก็กลับได้แล้วใช่ไหม?” ชายหนุ่มว่า เพราะเขาไม่คิดจะสนใจคำสัญญาของคนรุ่นเก่าหรือตำแหน่งนายหญิงอะไรนั่นสักนิด และหากรู้ล่วงหน้าว่าการนัดมาทานอาหารเย็นระหว่างเขาและปู่ จะพ่วงด้วยการดูตัวแบบนี้ เขาจะไม่มีวันมาเด็ดขาด

 

พิณลดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เมื่อพวกเธอถูกคุมตัวให้ไปนั่งรวมกันบนโซฟากลางห้อง แล้วปิงปิงก็เริ่มจะร้องไห้ร่างอวบนั้นสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

“พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร ?” พิณลดาเอ่ยถามเสียงสั่นเพราะกลัวชายแปลกหน้าสองคนนี้มากจนอยากจะร้องไห้แต่มันก็ร้องไม่ออก ชายชุดดำร่างเล็กเป็นคนชักปืนออกมาและหันปลายกระบอกสีเงินมาที่ปิงปิง นั่นทำให้ปิงปิงร้องไห้หนักขึ้นอย่างน่าสงสาร

“ฉันไม่มีหน้าที่ต้องอธิบายเธอ” ชายร่างเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เราแค่จะมาส่งครอบครัวคุณหนูนี่เท่านั้น แต่น่าเสียดายที่มาเจอแค่คนเดียว”

“วะ..ว่าไงนะ!”  

“รีบจัดการดีกว่า ก่อนที่จะมีคนมา” 

ปัง !! ร่างกายที่ไปไวกว่าความคิดพุ่งผลักปิงปิงออกพร้อมๆกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่พุ่งเข้ามาที่ไหล่ขวาจนร้อนวูบและแรงซะจนทำให้เธอเซล้มไปด้านหลังอันมีพนักโซฟารองรับ อาการแสบร้อนตามมาในไม่กี่วินาที พร้อมทั้งเลือดอุ่นๆที่ไหลทะลักลงมาตามแขน

พิณลดาถูกยิง !เสียงกรี๊ดของปิงปิงดังเข้ามาในโสตประสาท ดึงสติของเธอให้กลับมาทีละน้อยหญิงสาวจึงต้องกัดฟันข่มเสียงร้องเอาไว้อย่างยากเย็น ทั้งที่เจ็บร้าวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเธอยกมือจับไหล่ที่ถูกยิงด้วยมืออันสั่นเทา

“แกกล้ามากนะที่มาช่วยยัยคุณหนูนี่ ! ” ชายตัวเล็กเอ่ยยิ้มๆ  คำพูดนั้นทำให้พิณลดาขมวดคิ้วก่อนจะหันมามองปิงปิง หรือพวกมันจะเข้าใจผิดคิดว่าปิงปิงคือเธอ !

“คุณพิณ !” เสียงของปิงปิงดังขึ้นด้วยความตกใจ เธอมั่นใจว่าคนร้ายเข้าใจผิดอย่างแน่นอน อาจเป็นเพราะไอ้ชุดที่ปิงปิงสวมอยู่ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่พิณลดา เสียงที่ก่นด่าตัวเองในสมองบอกว่าเธอไม่น่าพาปิงปิงมาที่นี่ ไม่น่าเลย..แล้วมือปืนอีกคนก็ชักปืนออกมาเล็งไปที่ปิงปิงอีกครั้ง

 หนี ! เสียงในหัวดังขึ้น แต่เธอไม่รู้เธอจะทำอะไรได้ในตอนนี้

กริ๊ง !! กริ๊ง !! เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ด้านนึงของห้องดังขึ้น  ดึงความสนใจของมือปืนทั้งคู่ไปที่นั่น พิณลดามองมือปืนสองคนที่เบือนสายตาไปยังโทรศัพท์และเจ้าคนที่ใช้ปืนเล็งมาที่ปิงปิงขยับปืนลดระดับลงราวกับเผลอไผล  

จังหวะนี้ล่ะ ! ทันใดนั้นเธอก็พุ่งตัวใส่มือปืนตัวใหญ่ที่อยู่ใกล้มากที่สุด เสียงปืนก็ดังสวนกลับมาในทันที

ปัง !! ปัง !! เสียงปืนดังลั่นห้อง พร้อมๆกับกระสุนสองนัดพุ่งเฉียดเธอไปอย่างหวุดหวิดและโชคดีที่ไม่โดนปิงปิงด้วย  เธอล้มทับเจ้ามือปืนอย่างแรงจนปืนกระเด็นไปอีกทาง ในขณะที่ปิงปิงนั่งตะลึงตาเบิกค้างแล้วมือปืนอีกคนก็รีบหันปืนชี้มาที่เธอ..พิณลดาจึงรีบกลิ้งหลบทันที

ปัง !! ปัง !! กระสุนอีกสองนัดเจาะเข้ากลางอก เลือดจึงไหลทะลักออกมาเป็นสาย จนคนถูกยิงตาเบิกกว้างก่อนจะสิ้นใจตายตรงนั้น มือปืนร่างเล็กชะงักเมื่อพบว่าตัวเองได้พลาดยิงเพื่อนไปเสียแล้ว ในขณะที่มือซ้ายของพิณลดาเอื้อมไปถูกปืนที่กระเด็นมาได้พอดิบพอดี  แม้จะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้สัมผัสวัตถุสีเงินเย็นเฉียบนี้ แทบไม่ต้องคิดเธอยกปืนด้วยมืออันสั่นเทาเล็งไปที่มือปืนแล้วเหนี่ยวไก

ปัง !! ปัง  !! แรงสะบัดจากการยิงปืนมีผลให้ข้อมือที่ถือปืนไว้รู้สึกเจ็บจนล้มหงายและเธอก็แทบจะทำปืนหลุดมือ ซ้ำผลงานยิงปืนครั้งแรกของเธอก็ค่อนข้างแย่  เมื่อกระสุนสองนัดที่ยิงออกไปรู้ไปโดนตรงไหนบ้างแต่ร่างนั้นกลับร้องคำรามลั่นทรุดลงทันที

เธอยิงโดนเข่าของมัน ! พิณลดาไม่กล้ายิงซ้ำเธอจึงกำปืนในมือแน่น พร้อมพุ่งมาใกล้เจ้ามือปืนบาดเจ็บแล้วใช้กระบอกปืนซัดเข้าไปที่หัวของมันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

พลั่ก !! ชายชุดดำล้มลงไปกองที่พื้นด้วยความมึนงงแต่ยังไม่หมดสติ  พิณลดาตกใจมากเธอไม่เคยคิดว่าจะได้ลงมือทำร้ายใครแบบนี้และไม่อยากทำให้ใครตาย  เธอหันไปมองปิงปิงที่ยังยกมือปิดหน้าอยู่ด้วยความตื่นตกใจ

พิณลดาคิดออกแค่คำว่าหนีจึงหันมาเรียกปิงปิงให้ออกจากห้องไปก่อนที่เจ้ามือปืนอีกคนนั้นจะมีสติลุกขึ้นมาได้ เมื่อออกจากห้องแล้วหญิงสาวก็วิ่งนำปิงปิงตรงไปยังลิฟต์ก่อนจะกดเรียกรัวๆ ทว่ามันกลับลงมาช้ากว่าใจเธอมากนัก เธอจึงหันไปหาบันไดหนีไฟ

“นี่มันอะไรกันคะ ?”  ปิงปิงเอ่ยขึ้นเสียงสั่น สีหน้าตื่นตระหนกยิ่งเห็นเลือดไหลออกมาจากแขนขวาของพิณลดาเธอก็ยิ่งตกใจ สองเท้าก้าวเร็วๆตามพิณลดา

“พวกนั้นเป็นใครกันคะคุณพิณ?” พิณลดายังนิ่งเงียบไม่มีคำตอบในหัวตอนนี้นึกถึงแต่พ่อและแม่ ทั้งที่อยากไปตามหาพวกท่านตอนนี้แต่สติส่วนหนึ่งบอกเธอให้หนี

จะหนีไปไหน ? หนียังไง ? แล้วทำไมมันต้องมาฆ่าฉัน ?

ปิงปิงมองพิณลดาด้วยความสงสารจับใจ เธอหยุดร้องไห้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ในสมองมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ทั้งคู่วิ่งอยู่บนระเบียงทางเดินที่เงียบสนิทไร้วี่แววผู้คนจนผิดสังเกต  พิณลดาตรงไปยังป้ายที่บอกว่าเป็นทางหนีไฟ

“เร็วเถอะค่ะคุณพิณ !” ปิงปิงเอ่ยอย่างเร่งเร้าเมื่อพิณลดาชะงักการผลักประตูเปิดไปยังทางหนีไฟ 

เสียงนั้นทำให้พิณลดาดึงสติมาอยู่ที่ปัจจุบันอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูและก้าวออกไปก่อน ด้านนอกตัวอาคารนั้นไม่ถึงกับมืดสนิทแต่ก็น่ากลัวมาก เธอมองบันไดแคบๆที่จะพาลงไปสู่เบื้องล่างด้วยใจหวิวๆ ทั้งคู่วิ่งเร็วๆตามกันมา แต่พิณลดาลงมาไกลกว่าปิงปิงหลายขั้น จนมาถึงหน้าประตูที่เชื่อมระหว่างบันไดหนีไฟกับระเบียงชั้นที่ 25  และปิงปิงกำลังยืนอยู่ที่พักชั้นบันไดชั้นที่ 26

แล้วประตูที่พวกเธอเพิ่งผ่านมาจากชั้น 27 ก็เปิดออกราวกับมันถูกกระแทกเปิดโดยแรงทำให้สองสาวหันกลับไปมองด้านบนแล้วร่างของมือปืนขาเจ็บก็ปรากฏตัวขึ้น

“คิดว่าจะหนีฉันพ้นงั้นเหรอ ยัยตัวแสบ !” เสียงคำรามอย่างเหี้ยมเกรียมทำเอาพิณลดาขนลุกมันเล็งปืนมาที่พวกเธอด้วยสีหน้าโกรธแค้นและมันก็เหนี่ยวไกทันที

ปัง !!  ปัง !!

 

ไม่ถึง 10 นาที ชิงหยางที่สั่งการลูกน้องทางโทรศัพท์ก็ได้รับสายรายงานเรื่องที่ให้ติดตาม คิ้วหนาขมวดเข้าหากันนิดแต่สีหน้ายังเรียบเฉยเมื่อฟังเรื่องราวจบ เขากดตัดสายแล้วก้าวเข้ามาใกล้จินหลง

“คนของเรารายงานว่าพบศพชายไม่ทราบชื่อถูกยิงตายในห้องของคุณพฤกษ์หนึ่งคน และพบที่บันไดหนีไฟอีกคนครับ” ชิงหยางหยุดเพื่อเหลือบตามองคนตรงหน้า ก็เห็นทั้งคู่มีอาการตกใจมาก แม้แต่นายท่านเหอหงเหลยก็มีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที

“เล่าต่อสิ” จินหลงเอ่ยเสียงเรียบ อารมณ์กรุ่นเมื่อครู่เริ่มสงบลง ความเยือกเย็นกลับเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วเขาปรายตาไปยังสองสามีภรรยาที่มองมายังเขาอย่างสนใจใครรู้

“เราพบศพผู้หญิงที่ลานจอดรถซึ่งน่าจะตกลงมาจากตึกครับตอนนี้คนของเรากำลังลงไปถ่ายภาพส่งมาให้ครับ” ทันทีที่ชิงหยางพูดจบ เกสรก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลมในใจภาวนาขอให้ไม่ใช่พิณลดา ซ้ำในสมองก็ยังอึงอลไปด้วยคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น

มีคนไปตายในห้องเธอได้อย่างไร ? แล้วพิณลดาหายไปไหน ?

ชิงหยางยกโทรศัพท์ขึ้นดูเพราะมันสั่นหลังจากมีข้อความเข้า เขากดเปิดภาพที่ได้รับยื่นให้จินหลง  ชายหนุ่มจึงมองดูภาพที่ปรากฏบนหน้าจอซึ่งเป็นภาพของชายชุดดำที่ตายในห้องพัก พอเลื่อนดูอีกภาพก็เป็นศพชายชุดดำอีกคนที่ตายด้วยสภาพหน้าคว่ำลงกับพื้นบันได ก่อนจะเลื่อนปลายนิ้วบนหน้าจอเพื่อดูภาพถัดมา ซึ่งมันเป็นสภาพศพของหญิงสาวเคราะห์ร้ายที่ตกลงมาจากที่สูง

คิ้วเข้มขมวดมุ่น ไม่ใช่ว่าจินหลงไม่เคยเห็นสภาพศพที่เละเทะขนาดนี้มาก่อน หากแต่เขามั่นใจว่ารูปร่างของศพในภาพนั้นหาใช่สาวน้อยรูปร่างบอบบางอรชรไม่

“คาดว่าเธอน่าจะตกมาจากชั้น 26 ครับ เพราะพบรอยเลือดและเศษผ้าที่คล้ายกับชุดของเธออยู่บริเวณนั้น”  ชิงหยางกล่าวก่อนจะรับมือถือจากจินหลง และยื่นให้นายท่านหงเหลย

ทันทีที่หงเหลยเห็นสภาพศพของหญิงสาวนิรนาม ดวงตาก็มีอาการสั่นไหวไปวูบหนึ่งจนจินหลงสังเกตได้ 

“พิณลดาใส่ชุดที่ฉันส่งไปให้ใช่ไหม?” หงเหลยเอ่ยขึ้นเสียงเครียด พฤกษ์และเกสรมองหน้ากันนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้า ทันใดนั้นหงเหลยก็วางมือถือกระแทกลงบนโต๊ะ

ปัง !! อาการนั้นทำพฤกษ์ร้อนรนและยอมเสียมารยาทหยิบมือถือมาเปิดดูรูปทันที สองสามีภรรยาต่างตาเบิกกว้างเมื่อเห็นรูปภาพชัดเจน ใบหน้าที่คว่ำลงกับพื้นที่เต็มไปด้วยเลือดนั้นเละเทะจนดูไม่ออกว่าสภาพเดิมเป็นแบบไหนเพราะตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง 

ทั้งร่างแหลกเหลวและชุดราตรีที่สวมใส่นั้นก็เต็มไปด้วยเลือดแต่พฤกษ์และเกสรจำได้แม่นยำว่ามันคือชุดที่เตรียมให้พิณลดาใส่มาที่นี่ มือพฤกษ์สั่นสะท้านก่อนจะอ่อนแรงจนมือถือหลุดร่วงตกลงพื้น  เกสรมีอาการเหมือนช็อกไปชั่วขณะ

“พิณ...พิณลูกแม่!” เกสรหวีดร้องสุดเสียงก่อนจะเป็นลมล้มไป พฤกษ์ที่มีอาการตกใจไม่แพ้กันแทบรับร่างภรรยาไม่ทัน

“ส่งคนไปสืบเดี๋ยวนี้..ว่ามันเป็นใคร !” หงเหลยสั่งเสียงเครียดมือยังสั่นเล็กน้อยด้วยพลังโทสะที่พลุ่งพล่านขึ้นมา ต่างจากหลานชายหน้านิ่งที่อารมณ์เย็นลงอย่างน่าประหลาด เขาเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมาดื่มราวกับไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น

 

หญิงสาวชาวไต้หวันนั่งเหม่อราวกับไร้ชีวิต เธอเป็นแบบนี้หลังจากดูข่าวรายงานสดในคืนวันก่อน..

มันเป็นข่าวเด็กสาวชาวไทย อายุ 18 ปี พลัดตกจากตึกชั้นที่ 26 ของโรงแรมห้าดาวกลางเมืองกวางโจว สภาพศพนั้นแหลกเละจนจำสภาพเดิมไม่ได้ ตามรายงานข่าวบอกว่าเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจชาวไทยที่เดินทางไปติดต่อธุรกิจที่กวางโจว และไม่มีใครรู้ว่าเธอไปเดินที่บันไดหนีไฟนั่นได้ยังไง นักข่าวรายงานว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่หญิงสาวคนนั้นพลัดตกลงมาเอง โดยรูปภาพสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่ปรากฏบนมุมจอทีวีก็ยืนยันชัดว่านั่นคือพิณลดา

พิณลดาตายแล้ว !?

หยางมีจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยอาการมือสั่นใจสั่น ตาค้างแข็งอย่างคนที่ช็อกสุดขีดก่อนจะเป็นลมล้มฟุบไปทันทีจนคนในบ้านแทบรับตัวไว้ไม่ทันและไม่เข้าใจว่าเธอเป็นอะไรไป

เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้พยายามกดโทรหาพิณลดา แต่สิ่งที่ได้รับก็เป็นเพียงเสียงฝากข้อความ แต่เธอก็ยังพยายามกดโทรซ้ำๆเหมือนคนบ้า

“อย่าทำแบบนี้เลยมีมี่ ..ทุกคนเป็นห่วงเธอนะ” กั้วเอ่ยอย่างอ่อนโยนเขาเป็นคนเดียวในบ้านที่รู้ว่าน้องสาวเป็นอะไรไปและรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของพิณลดาไม่ต่างจากน้องสาว“เธอควรจะไปส่งเพื่อนเธอเป็นครั้งสุดท้ายนะ”

เป็นนานกว่าเธอจะมีสติ ดวงตาที่ยังพราวระยับไปด้วยน้ำตามองพี่ชายแล้วโผกอดอย่างคนขวัญเสีย เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยทำไมพิณลดาถึงพลัดตกลงมาแล้วเธอไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น

“ทำไมจู่ๆพิณพลัดตกลงมา?  พิณตายแล้วจริงๆเหรอ ?..ฉันทำใจไม่ได้จริงๆ...พิณจากน้องไปแล้ว ฮือ..”

 กั้วตบบ่าน้องสาวเบาๆเพื่อปลอบประโลม นัยน์ตาคมใต้กรอบแว่นเข้มขึ้นด้วยอารมณ์บางอย่าง เพราะการตายของพิณลดานั้นดูเหมือนจะสรุปง่ายเกินไป  ง่ายจนน่าสงสัยว่าจะต้องมีเงื่อนงำอะไรมากกว่าที่ข่าวนำเสนอ ?

ชายหนุ่มคิดพลางลอบถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา นึกถึงสาวน้อยร่างอวบที่เขาเคยพบเจอหลายครั้งหากแต่ทุกครั้งที่เจอเธอมักทำให้เขามีความทรงจำที่ฝังลงไปในหัวจนยากที่จะลืม  เพราะความรู้สึกชอบในความสดใสร่าเริงของเพื่อนน้องสาวนั่นเองจึงทำให้กั้วเองก็อยากจะหลับตาลงและปิดสมองไม่ให้รับรู้อะไรสักพักหนึ่งเช่นกัน..

 

พิธีศพตามประเพณีที่พ่อและแม่ของพิณลดาจัดให้ ช่างเป็นบรรยากาศที่โศกเศร้ายิ่งนัก....

นายพฤกษ์และเกสรยืนต้อนรับแขกด้วยอาการเหมือนคนไร้ชีวิต และทุกคนรู้ดีว่าการสูญเสียลูกสาวคนเดียวไปเป็นความเสียใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

กั้วพามีมี่เดินทางมายังเมืองไทยเพื่อมาร่วมพิธีเผาศพและต้องขอร้องให้น้องสาวปลอมตัวเข้าไปเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจมากนักเนื่องจากเขาทั้งคู่นับเป็นคนแปลกหน้าของครอบครัวนี้ 

มีมี่ในชุดเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่สีดำคลุมกางเกงผ้าสีเข้าชุดเดินไปมองโลงศพที่ถูกวางตั้งหน้าเตาเผา มีมี่แทบจะเป็นลมท่ามกลางผู้คนนับร้อยที่เดินมาวางดอกไม้จันทน์หน้าโลงศพ สาวไต้หวันตัวสั่นเทาดวงตาภายหลังแว่นสีดำอันใหญ่มีน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย จนกั้วต้องรีบพาเธอลงมาจากเมรุและพาออกมาจากงาน  เมื่อน้องสาวของเขาเข้ามานั่งในรถก็เอาแต่ร้องไห้หนักราวกับคนเสียสติจนพี่ชายต้องพากลับโรงแรมทั้งอย่างนั้น

เมื่อถึงเวลาที่โลงนั้นถูกเลื่อนเข้าไปในเตาเผาแขกผู้ร่วมงานหลายคนเริ่มน้ำตาซึม..โดยเฉพาะเกสรที่ร้องไห้และสะอื้นหนักจนพฤกษ์เป็นห่วงว่าจะเป็นลมล้มพับไปเสียก่อนจึงต้องพาไปนั่งในศาลา  พฤกษ์น้ำตาคลอกอดร่างที่สั่นสะท้านของภรรยาไว้แน่น ความรู้สึกสูญเสียที่เขาไม่อยากเจอมันกลับมาอีกจนได้ แม้จะพยายามหลีกแล้วหลบแล้วเขาก็หนีไม่พ้น

ทำไมครอบครัวเขาต้องพบเจอเรื่องแบบนี้อีก? คำถามนั้นดังก้องเข้าไปในจิตใจของพฤกษ์ เพราะในระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมาเขาต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปถึง  2 คน ซึ่งทั้งหมดก็มาจากการที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับคนตระกูลเหอ..

เลขาชาวจีนซึ่งยืนห่างจากนายจ้างไม่ไกลมากนักกำลังเงยหน้ามองควันสีขาวจางๆที่กำลังลอยออกจากปล่องบนยอดเมรุ  ท่ามกลางเสียงจุดพลุ ประทัดและตะไลที่ดังขึ้นอยู่พักนึง มันเป็นการจุดเพื่อส่งดวงวิญญาณของคนตายให้ไปสู่สรวงสวรรค์แต่จะจริงหรือไม่นั้นชายหนุ่มหาได้สนใจไม่

เพราะในขณะนี้เขากำลังหวนคิดถึงเรื่องเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่เกิดเรื่องเลวร้ายนั้น เขาถูกพฤกษ์ส่งให้ไปเจรจากับคู่ค้าอีกรายหนึ่ง  ทำให้เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แสนเศร้าสลดในครั้งนี้ และเขาก็ถูกเรียกตัวให้กลับไปที่โรงแรมหลังจากเกิดเรื่อง เขาพบว่ามีคนแปลกหน้ามากมายรายล้อมนายของเขา เพราะการตายของลูกสาวนักธุรกิจชาวไทยธรรมดาๆคนนึงเหมือนจะไปเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญที่เขาไม่รู้ว่าใคร จนต้องมีการปกปิดข้อมูลและให้ข่าวไปคนละอย่างกับเรื่องจริง

เขาปรายตามอง คนแปลกหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มชายชุดดำที่ยืนประจำตามจุดต่างๆ ซึ่งปะปนอยู่ในงานอย่างไม่ชอบใจนัก เพราะจนถึงตอนนี้เจ้านายของเขาก็ไม่ปริปากบอกสักคำว่าเย็นวันนั้นพวกเขาไปทำอะไร และกับใคร ?

 

ฮ่องกง,ตึกสำนักงานใหญ่เหอหลินกรุ๊ป

จินหลงก้มอ่านเอกสารงานบนโต๊ะตามปรกติ แม้จะถูกแจ้งกำหนดการไว้ตั้งแต่เมื่อวานจากชิงหยางแล้วว่าวันนี้มีพิธีเผาศพคู่หมั้นของเขา แต่เขาก็ไม่คิดที่จะไป

ชิงหยางยืนอธิบายเอกสารที่อยู่ในมือของจินหลงอย่างคล่องแคล่ว เอกสารทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบจากเขาก่อนเสมอ เริ่มจากรายงานสถานการณ์ของสาขาต่างๆ ไปจนถึงนโยบายการลงทุน ผลวิเคราะห์กำไร-ขาดทุน เขารายงานจนกระทั่งถึงแฟ้มปกแดงหนาขนาดหนึ่งนิ้วเป็นแฟ้มสุดท้าย

“มันหนาขึ้นทุกวันนะ” จินหลงเอ่ยก่อนจะเปิดไล่ดูทีละหน้าจนครบทุกแผ่น นั่นเท่ากับว่าเขามีลูกหนี้รายย่อยมากถึงสองพันกว่าคน  คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดก่อนจะเงยหน้ามองเลขาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

“ฉันไม่มีนโยบายลดต้นลดดอก แต่ทำไมลูกหนี้ฉันมันถึงเพิ่มปริมาณจากเดือนก่อนถึงร้อยราย” ชายหนุ่มกล่าวพลางโยนแฟ้มวางลงบนโต๊ะ

“หัวหน้าแผนกสินเชื่อรายงานว่าช่วงเดือนที่ผ่านมาประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดการก่อจลาจล จนทำให้ถูกระงับการสั่งซื้อสินค้าจากพ่อค้าในมาเก๊าเป็นจำนวนมาก ประกอบกับทางสาขามาเก๊าเพิ่งไปเปิดตลาดจึงทำให้มีลูกค้าสนใจเข้ามากู้เพิ่มขึ้นครับ โดยประวัติของผู้กู้ทุกรายเราตรวจสอบแล้วและวงเงินให้กู้ภาพรวมยังไม่เกินที่เราตั้งไว้ครับ” ชิงหยางว่าพลางหยิบแฟ้มปกใสที่ใส่เอกสารชี้แจงให้เจ้านายเปิดอ่าน คำอธิบายนั้นทำให้จินหลงพยักหน้าและเริ่มรู้สึกพอใจขึ้นมานิดหน่อย เขาไม่ได้ทำธุรกิจเงินกู้เป็นหลักดังนั้นเขาจึงไม่คาดหวังให้มันเติบโตสักเท่าไหร่เพราะการปล่อยเงินให้พวกพ่อค้านักธุรกิจรายย่อยพวกนี้มีความเสี่ยงมากที่จะไม่ได้คืน

และถึงแม้ในประวัติการให้กู้ของเขายังไม่พบว่ามีลูกค้ารายใดคืนไม่ครบเลยแม้แต่รายเดียว ถ้ามันจะมีแนวโน้มว่ารายใดจะมีให้ไม่ครบเขาเองก็มีวิธีทวงและยึดทุกอย่างมาชดใช้หนี้แทนไม่ว่าจะสิ่งของหรือแม้กระทั่งชีวิตคน ตาคมกวาดมองตัวเลขในหน้ากระดาษซ้ำอยู่หลายรอบ ก่อนจะตัดสินใจยกปากกาจรดลายเซ็นอนุมัติ  เมื่อยื่นแฟ้มเอกสารสุดท้ายของวันนี้ออกจากมือไป  ชายหนุ่มก็เหลือบตามองนาฬิกาบนข้อมือซึ่งบอกเวลาว่าสองทุ่มตรง

“ที่เมืองไทยเป็นไงบ้าง ?” จินหลงเอ่ยถามเลขา แม้จะไม่สนใจแต่ก็ใช่ว่าจะลืมไปเลย

“เริ่มพิธีตามศาสนาเวลาบ่ายสามโมงครับจนจบพิธีเผาตอนสี่โมงเย็น และพรุ่งนี้ช่วงเช้ามืดจะทำพิธีเก็บกระดูกครับ”  ชิงหยางรายงานพลางวางแท็บเล็ตลงตรงหน้าเจ้านายเพื่อให้เขาได้ดูภาพที่ถูกส่งมาจากเมืองไทยแต่จินหลงกลับไม่สนใจที่จะเปิดดู

“ผมส่งคนของเราไปดูแลสองคนนั้นตามคำสั่งแล้วนะครับ”

“อืม ..งั้นงานวันนี้พอแค่นี้ล่ะนายกลับได้” จินหลงพยักหน้าก่อนจะบอกเลิกงานของวันนี้กับเลขา  เมื่อชิงหยางก้าวเท้าออกไปจากห้องทำงาน จินหลงก็เปิดลิ้นชักหยิบซองสีน้ำตาลที่บรรจุข้อมูลของคนที่ถูกเผาไปวันนี้ขึ้นมาอ่านอีกรอบ

กระดาษแผ่นแรกเป็นประวัติส่วนตัวของหญิงสาว ซึ่งตอนนี้ถึงเขาจะรู้ไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรให้จดจำเขาจึงข้ามมันไปอย่างไม่แยแส แต่พอเห็นรูปถ่ายที่แนบมาชายหนุ่มก็หวนคิดไปถึงวันนั้น.....

หลังจากจินหลงไปส่งผู้เป็นปู่ให้กลับไปยังที่พักและส่งคนไปดูแลสามีภรรยาชาวไทยคู่นั้นแล้ว เขากับชิงหยางและลูกน้องอีกชุดนึงก็เดินทางไปที่เกิดเหตุซึ่งยังกันไม่ให้ตำรวจเข้ามา ในห้องชุดมีร่างชายชุดดำนอนลืมตาโพลงบนพื้น ดูจากรอยกระสุนบนหน้าอกที่เปรอะไปด้วยเลือดนั้นปรากฏชัดว่าถูกยิงไปถึงสองนัด เมื่อเงยหน้ามองโซฟาตัวใหญ่กลางห้องก็ปรากฏรอยเลือดหยดติดอยู่พอสมควร

เลือดใคร ? ชายหนุ่มคิดอย่างสงสัย

“มันเป็นมือปืนไร้สังกัดครับ” ชิงหยางเอ่ยสายตาแลไปยังร่างที่นอนนิ่งบนพื้นห้อง จินหลงก็พยักหน้าก่อนจะมองสำรวจไปรอบๆห้องอีกครั้ง “เราพบกระเป๋าถืออยู่บนโซฟามีเงินและหนังสือเดินทางของผู้หญิงชาวเกาหลีชื่อโอเซมีครับ”

“โอเซมี ?

“เรากำลังตรวจสอบอยู่ครับ”

“ตรงไหนอีก ?

ชิงหยางผายมือไปยังนอกห้องก่อนจะให้ลูกน้องอีกคนเดินนำหน้าไปยังบันไดหนีไฟ  เขาก้าวไปถึงพลางมองไปยังที่พักบันไดด้านล่างซึ่งมีร่างของชายชุดดำอีกคนนอนคว่ำหน้าอยู่ เขาก้าวลงไปดูอย่างเงียบๆแล้วก้ามข้ามศพนั่นลงไปยังจุดที่คนของเขารายงานว่าน่าจะเป็นจุดที่หญิงสาวคนนั้นพลัดตกลงไป

หยดเลือดมากมายกองอยู่บริเวณนั้นแสงไฟจากไฟฉายชนิดพิเศษที่ลูกน้องเขาใช้ส่องทำให้เขามองเห็นมันเป็นสีฟ้าเรืองแสง มันคงไหลทะลักออกมาหลังจากที่เธอคนนั้นถูกยิงและแรงกระสุนคงทำให้เธอพลัดตกลงไป

ชิงหยางมองตามก่อนจะพยักหน้าให้คนลงไปตรวจสอบและเก็บตัวอย่างทันที จินหลงมองตรงจุดนั้นเพียงครู่ก่อนจะหันมาหาเลขาคนสนิท

“ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดหรือยัง ?

“กล้องขัดข้องตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นจนถึงตอนนี้ครับ”

คำตอบของชิงหยางทำให้จินหลงมีสีหน้าที่เครียดขึงขึ้นมาทันที เพราะที่นี่มันเป็นโรงแรมของเขา การที่มีคนร้ายอุกอาจมาไล่ยิงคนในโรงแรมเป็นอะไรที่ร้ายแรงและกล้ามาก มิหนำซ้ำกล้องวงจรปิดยังมาเสียในช่วงเวลาสำคัญราวกับมีการวางแผนไว้แล้วนั่น ยิ่งทำให้เขาโกรธ

“เอาศพไอ้สองคนนั้นไปตรวจสอบแล้วเก็บหลักฐานจากตรงนี้ให้หมดทำให้การตายครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุก็พอ อย่าให้นักข่าวหรือคนนอกรู้เป็นอันขาดว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น” ใบหน้าหล่อดูดุดันจนน่ากลัว ก่อนจะปรายตามองหยดเลือดนั่นอีกครั้งแล้วตัดสินใจกลับโดยไม่สนใจไปดูสภาพศพที่นอนแน่นิ่งบนพื้นอีกคน....

จินหลงหยุดคิดเรื่องอดีตเมื่อเปิดดูกระดาษแผ่นที่สองซึ่งเป็นผลการชันสูตรศพของหญิงสาวชาวไทย เขาอ่านรายละเอียดในเอกสารนั่นไปหลายรอบและพบว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ทำให้การตายครั้งนี้มีเงื่อนงำเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง 

 DNA ของศพและหยดเลือดบนโซฟาไม่ตรงกัน มิหนำซ้ำยังไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดกับนายพฤกษ์หรือนางเกสรแม้แต่นิด  คิ้วเข้มเลิกสูงอย่างแปลกใจอ่านเอกสารซ้ำจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้พลาดรายละเอียดตรงส่วนไหนอย่างแน่นอน มือเรียวจึงขยับเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์กดโทรหาเลขาคนสนิทที่เพิ่งออกไปทันที

“ชิงหยางกลับมาที่ห้องฉันก่อน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

25 ความคิดเห็น