นายหญิงกำมะลอ 1 (ผ่านการพิจารณาสนพ.คำต่อคำ)

ตอนที่ 2 : ผู้ช่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 600
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 ก.ย. 58

พิณลดาออกเดินชมเสื้อผ้าเครื่องประดับตามร้านรวงต่างๆ ในตลาดจ้านซีลู่ ตลาดค้าส่งขึ้นชื่อเรื่องเสื้อผ้าอันดับต้นๆของกวางโจว สายตาแลกวาดไปรอบบริเวณ  ทั้งตื่นเต้น ตื่นตา และตื่นใจ เพราะพิณลดาไม่เคยมาดูตลาดค้าส่งขนาดใหญ่แบบนี้มาก่อน พอเดินเดี่ยวเที่ยวคนเดียวมาได้สักพัก หญิงสาวก็ชักเริ่มเบื่อหน่าย เพราะเธอไม่รู้จะดูสินค้ามากมายเช่นนี้ไปทำไม ? และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกผลักไสให้มาดูงานคนเดียว ทั้งที่เธอก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่ต้องการซื้ออะไร ?แบบไหน ? อะไรบ้าง ? เนื่องจากเธอไม่เคยมาด้วยสักครั้ง

ทั้งที่พ่อบอกจะสอนงาน แต่กลับปล่อยให้เธอออกมาเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย พิณลดาจึงไม่เข้าใจการกระทำของบุพการีเลยจริงๆ ทั้งที่ท่านทั้งสองก็รักเธอมาก มากจนตามใจเธอได้ทุกอย่าง เว้นแต่เรื่องทำงานที่ไม่เคยสนับสนุนให้หยิบจับอะไรทั้งนั้น ขนาดเธอจะแอบเรียนทำอาหารแม่เธอก็ตามขัดขวางจนเพื่อนๆเธอแปลกใจ แต่ถึงแม่ไม่ตามไป พิณลดาก็มั่นใจว่าเธอทำไม่ได้หรอก เพราะเธอมันนักวางเพลิงดีๆนี่เอง ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็ล้วนแต่จะกลายเป็นเชื้อไฟไปเสียหมด พอหันมาที่เรื่องเย็บปักถักร้อย เพราะบ้านเธอทำธุรกิจเรื่องเสื้อผ้า แน่นอนว่าแม่ของเธอต้องชำนาญนัก แต่เธอกลับไม่ได้รับการถ่ายทอดความรู้หรือฝึกฝนฝีมือจากแม่เลย และทุกครั้งที่อยากลองทำดูบ้าง แม่ก็จะบอกแค่ว่าเอาไว้ก่อนเสมอ

เธอจึงไม่ค่อยแปลกใจที่ตัวเองจะเป็นคุณหนูที่รวยเสียเปล่าแต่หาได้มีมันสมอง  ยิ่งคิดก็ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าเธอมันไม่ได้เรื่อง แต่ถึงเธอเคยอยากทำนั่น นู่นมากมาย แต่ถ้าพ่อแม่สั่งไม่ให้ทำ เธอก็จะหยุดยั้งการกระทำ และเชื่อฟังโดยไม่ขัดคำสั่งพวกท่านแต่อย่างใด พิณลดาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับอยากส่งเอาความเป็นคุณหนูไม่ได้เรื่องของเธอออกไปให้พ้นๆ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา พิณลดาจึงพบว่าเป็นสายจากเพื่อนสาวชาวไต้หวัน

“ตื๊อชะมัด !” สาวตัวอวบเอ่ยปากบ่น เพราะเธอโทรไปปฏิเสธงานบ้าๆ ก่อนเดินทางมากวางโจวแล้วแท้ๆ เพราะคนอย่างเธอ ไม่มีทางกล้าไปสืบเรื่องผู้ชายของมีมี่แน่ แต่ดูท่ายัยนั่นจะไม่สนใจฟังเอาซะเลย

“ว่าไง ?” พิณลดาเอ่ยทัก ก่อนจะได้ยินเสียงกรี๊ดมาตามสายจนเธอต้องดึงมือถือให้ออกห่างจากใบหู “นี่เธอเป็นอะไรเนี่ย !

“ฉันกำลังจะบ้าตาย !!” มีมี่สบถเสียงกร้าว “ฉันทนเรียนเรื่องการทำอาหารกับมารยาททางสังคมบ้าๆนี่ไม่ไหวแล้ว !!

“ทำไมเธอต้องเรียนด้วยล่ะ ? เธอก็ทำอาหารได้นี่ เรื่องการเข้าสังคมเธอก็ทำเป็น”

“ก็ยายแม่มดฉีปิศาจบอกว่าที่ฉันมีมันไม่พอน่ะสิ !! นี่ฉันทำอะไรก็ไม่ถูกใจยายแม่สื่อนี่สักอย่าง”

เมื่อได้ฟังจบ พิณลดาก็เผลอหัวเราะออกมา เธอคิดว่ามีมี่คงทำหน้าเหมือนถูกทรมานอยู่แน่ๆ “ฟังดูดีนะ งั้นก็ไม่ต้องไปสืบอะไรแล้วใช่ไหม? ในเมื่อเธอตั้งใจฝึกฝนหน้าที่การเป็นเจ้าสาวขนาดนี้”

“นี่คิดว่าฉันโทรมาหาเธอเพื่อระบายอารมณ์หรือไง ? ฉันโทรมาเพื่อให้เธอรีบไปดำเนินการต่างหาก” แม้มีมี่อยากจะต่อว่าเพื่อนสาวที่มาขบขันเรื่องปวดหัวของเธอ แต่เพราะต้องขอความช่วยเหลือจึงต้องข่มอารมณ์ลงเพื่อขอร้องแกมบังคับให้เพื่อนทำตาม..ก็ที่พึ่งได้ตอนนี้มีอยู่คนเดียวนี่นา

“ฟังนะมาม้าบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในลูกชายตระกูลดัง จริงๆฉันคิดเอาเองว่าน่าจะดังและรวยมากๆนะ ไม่งั้นคงไม่คู่ควรกับฉัน?” หญิงสาวกล่าวอย่างมั่นใจแต่น้ำเสียงดูจะรังเกียจมากกว่าชื่นชม “ตระกูลดังๆที่มีลูกชายมากกว่าหนึ่งคนในฮ่องกงและทำธุรกิจกับครอบครัวฉันมาตลอด 20 ปีนี้ ฉันหาข้อมูลมาได้แล้ว และโชคดีจริงๆ ที่คนยุคนี้มีลูกน้อยฉันจึงหาได้ไม่ยาก แต่ทีแรกได้มาตั้งห้าตระกูลแน่ะ”

พิณลดากลอกตาไปมาอย่างไม่อยากเชื่อ นี่เพื่อนเธอจะให้เธอไปสืบเรื่องผู้ชายห้าตระกูลในเวลาแค่เดือนเดียวเนี่ยนะ งั้นก่อนที่มีมี่จะตาย มาฆ่าเธอก่อนดีกว่า

“นี่ ! ฟังฉันอยู่ใช่ไหมฉันยังพูดไม่จบไอ้ห้าตระกูลเนี่ย ฉันตรวจสอบแล้วตามข้อมูลที่มาม้าบอกว่าเขายังหนุ่มยังแน่น และอายุไม่เกิน 30  ปี ทีนี้ก็จะเหลือแค่สองตระกูลเท่านั้นคือตระกูลไป๋และตระกูลเหอ!

พิณลดาขยับกำมือถือในมือแน่น ในใจอยากเอามือไปข่วนหน้าสวยๆของมีมี่นัก

“ฉันรู้นะว่าเธออยากทำร้ายร่างกายฉัน” มีมี่เอ่ยอย่างรู้ทันเมื่อได้ยินเสียงเหมือนพิณลดากัดฟันกรอดๆ “แต่ฉันมั่นใจว่าข้อมูลที่ฉันได้มาถูกต้องที่สุดแล้ว ความเป็นไปได้มันมีเพราะ 2 ตระกูลนี้ติดต่อธุรกิจบ้านฉันมาตั้งแต่รุ่นปู่ เพียงแต่ฉันไม่เคยเจอลูกหลานเขาแบบตัวเป็นๆเลย  มีแต่เฮียกั้วที่เคยไปดูงานกับป๊ะป๋าและน่าจะเคยเห็นบ้าง แต่ฉันไปง้างปากไอ้พี่ตัวแสบแล้วมันก็ไม่พูด นี่ฉันยังขอให้มาม้าจับมันแต่งงานก่อนแต่มาม้ากลับบอกว่าเรื่องลูกชายม้ารอได้ เพราะเรื่องฉันมันสำคัญกว่า”

“ถ้าฉันเป็นแม่เธอฉันก็จะทำแบบนี้” พิณลดาว่าขึ้นบ้าง เธอจึงได้รับเสียงจิ๊กจั๊กอย่างขัดใจของมีมี่ดังกลับมา

 “แล้วยังไง ? จะให้ฉันไปฮ่องกงด้วยฐานะอะไรที่จะทำให้ฉันได้รู้จักคุณชายพวกนั้น” พิณลดาเอ่ยน้ำเสียงจริงจังเริ่มเห็นเค้าลางของความซวยมาลอยตรงหน้า อยู่ดีไม่ว่าดีไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้

“เค้าคงไม่ใช่มาเฟียใช่ไหม !” พิณลดาถามกลับเสียงดังเพราะอยู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าคนรวยมากๆและอยู่ในฮ่องกงคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่  มีมี่ได้ยินคำถามก็ถึงกับยิ้มแหยนึกถึงหน้าพิณลดาที่เป็นเพียงเด็กสาวตัวอวบอายุแค่ 18  ปีเท่านั้น

“พอดีว่าใช่ !” มีมี่ว่าเสียงเบา

“ว่าไงนะ ! นี่เธอวางแผนให้ฉันไปตายใช่ไหม?” พิณลดาโวยวาย มือสั่นเทิ้มด้วยความกลัวสารพัดโถมเข้าหา เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าผู้หญิงตัวไม่เล็กอย่างเธอจะทำได้

“อย่าโวยวายน่าฉันส่งตัวช่วยไปหาเธอแล้ว แค่นี้นะพิณคุณนายฉีกำลังมา” กล่าวจบมีมี่ก็ตัดสายหาข้ออ้างหลบหนีได้ทันควัน ทำเอาพิณลดามองมือถืออึ้งๆ ทั้งที่เตรียมคำด่าจะสวนกลับไปมีมี่ก็ชิ่งหนีไปซะก่อน  เรื่องแบบนี้มันน่าทำให้ไหมมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว

สาวร่างอวบถึงกับตัวแข็งสมองเธอเหมือนจะฝืดไปชั่วขณะ เธอเคยเห็นแต่ในหนังนะที่มีคนแอบปลอมตัวไปสืบเรื่องคนนั้นคนนี้ หรือไม่ก็จ้างนักสืบ มันดูจะยากจริงในเมื่อเธอมีอายุแค่ 18 ปี และเธอไม่มีความรู้ความสามารถอะไรเลย

“ถ้าฉันรู้นะว่าคู่หมั้นเธอเป็นใคร ฉันจะยุให้เขาเร่งงานแต่งให้เร็วขึ้นเลย คอยดูนะ คอยดูยายเพื่อนตัวแสบ !”พิณลดาบ่นออกมาด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะมีสายโทรเข้ามาอีกสายซึ่งเป็นเบอร์ที่เธอไม่คุ้นเคยเลยสักนิด...

พิณลดาเดินตรงไปยังร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากทางโรงแรมมากนัก แล้วเธอก็ได้พบกับคนที่มีมี่ส่งมาช่วย

สาวร่างอวบวัย 20 ปี รีบลุกขึ้นก้มคำนับทักทายเพื่อนสาวของนายจ้าง  คุณหนูหยางอธิบายรูปร่างหน้าตาของเพื่อนได้อย่างชัดเจน และจริงดังที่นายจ้างบอก เธอและพิณลดารูปร่างหน้าตาคล้ายกันมาก...

“สวัสดี..” พิณลดาเอ่ยทัก พลางดึงเก้าอี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามพนักงานเสิร์ฟก็รีบเข้ามารับออร์เดอร์จากแขกผู้มาใหม่“ขอโกโก้ร้อนค่ะ”

“เอ่อ สวัสดีค่ะ  ดิฉัน ฮัวปิงปิง ค่ะ” ผู้หญิงตัวอวบว่าพลางก้มหัวคำนับให้พิณลดา “นี่เป็นแฟ้มข้อมูลที่คุณหนูหยางฝากมาให้คุณค่ะ” ปิงปิงว่าพลางเปิดกระเป๋าแล้วหยิบซองเอกสารส่งให้ พิณลดารับซองนั่นมาเปิดดู แล้วคิ้วหนาของเธอก็ขมวดมุ่นเมื่อพบว่าในนั้นเป็นประวัติของเหล่าคุณชายที่เธอต้องสืบ

“สองตระกูล ห้าคุณชาย นี่เจ้านายเธอกะจะฆ่าฉันให้ตายจริงๆใช่ไหม ?”  พิณลดาบ่นแล้ววางแฟ้มลงตรงหน้าด้วยความหงุดหงิด เธอถอนหายใจแรงๆเพราะเธออ่านมันจนครบแล้วพบว่าเธอกำลังจะก้าวขาอวบๆไปยังดงเจ้าพ่อ..

ข้อมูลที่ได้มาบอกว่าตระกูลไป๋ทำธุรกิจพวกอาหารสำเร็จรูปและสินค้าเกษตรแปรรูปทุกชนิด และเป็นบริษัทไป๋หวินคอร์ปอเรชัน ที่โด่งดังไปทั่วทั้งเอเซียแต่มักมีข่าวลือว่าลูกชายบ้านนี้ชอบทำเรื่องผิดกฎหมาย  ส่วนตระกูลเหอที่ทำธุรกิจหลักคืองานด้านการบริการและขนส่งสินค้าทุกประเภท  มีธุรกิจรองคือพวกอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและปล่อยเงินกู้..พอเจอคำว่าปล่อยเงินกู้เข้าไป พิณลดาก็มือไม้สั่น

บ้านหนึ่งทำเรื่องผิดกฎหมาย อีกบ้านปล่อยเงินกู้ สรุปชัดก็คือว่าไม่มีตระกูลไหนน่าคบหาเอาเสียเลย หญิงสาวคิดแล้วก็เครียดจนหน้าบึ้ง

ปิงปิงเห็นสีหน้าของเพื่อนเจ้านายแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวเท่าใดนัก เธอทำงานในตำแหน่งแม่บ้านตระกูลหยางมาเกือบสองปีและนี่เป็นครั้งแรกที่คุณหนูหยางมอบหมายงานพิเศษนี้ให้

“ว่าแต่ทำไมเธอมายอมทำงานให้ยัยมีมี่แบบนี้ล่ะ ?” พิณหันมาถามสาวตัวอวบด้วยความสงสัย

“พอดีคุณหนูหยางทราบว่าฉันมีญาติที่ทำงานในฮ่องกงอยู่คนนึงน่ะค่ะ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้เจอเขามาเป็นสิบปีแล้ว” แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด พิณลดาเข้าใจแผนของมีมี่ในทันทียิ่งเมื่อมองปิงปิงให้ชัดๆเธอยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เธอคิดตรงกับที่เพื่อนคิดเป็นแน่

“เธอรู้ไหมยัยคุณหนูจิ้งจอกนั่นส่งเธอมาทำไม?” พิณลดาว่าเสียงเครียดสรรพนามเรียกเพื่อนเริ่มเลวร้ายลงตามอารมณ์

“คุณหนูหยางขอให้คุณไปฮ่องกง และให้ปลอมเป็นฉันค่ะ” ปิงปิงว่าช้าๆ มองหน้าพิณลดาที่ดูจะตกตะลึงมาก และแม้แต่ปิงปิงที่ได้ยินคำขอร้องนี้จากคุณหนูหยางครั้งแรกก็ยังตกใจจนแทบจะเป็นลมเหมือนกัน แต่พอได้ฟังข้อเสนอที่น่าสนใจของคุณหนูหยาง ก็ทำให้เธอเปลี่ยนความรู้สึกจากตกใจเป็นพึงพอใจ..

“เอ่อ..นี่ค่ะเอกสารส่วนตัวของฉัน” ปิงปิงว่าแล้วหยิบซองเอกสารอีกชุดให้ พิณลดายื่นมือไปรับเอกสารด้วยมือที่เกือบจะสั่นก่อนจะเริ่มเปิดดูทีละอย่าง

“นี่เป็นชุดเอกสารประจำตัวของฉัน แต่คุณหนูหยางเธอเปลี่ยนแปลงพวกกรุ๊ปเลือดกับลายนิ้วมือให้เป็นของคุณพิณหมดแล้ว  ส่วนกระดาษแผ่นเล็กๆนั่นเป็นชื่อและที่อยู่ญาติของฉันค่ะ”

“ถ้าฉันกลายเป็นเธอ..แล้วเธอล่ะ?” พิณลดากล่าวอย่างงุนงงทั้งยังนึกทึ่งในความสามารถของมีมี่ที่สามารถปลอมแปลงเอกสารได้แนบเนียนขนาดนี้

“ฉันมีชื่อใหม่แล้วค่ะต่อไปนี้ฉันจะเป็น โอเซมี” ปิงปิงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ พลางดึงเอกสารประจำตัวอีกชุดออกมาให้ดู “คุณหนูหยางให้ค่าจ้างฉันเป็นงบประมาณไปศัลยกรรมที่เกาหลีไม่อั้นน่ะค่ะ”

พิณลดาอึ้งเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้  เธอมองหน้าปิงปิงที่ดูจะดีใจมากกับการได้รับตัวตนใหม่ทั้งยังดูพร้อมจะยกชื่อและประวัติของฮัวปิงปิงให้เธอไปใช้ได้ตลอดชีวิตชนิดที่ไม่ต้องการรับคืน

“ฉันอยู่ตัวคนเดียวค่ะ พ่อแม่ฉันเสียไปกว่าสองปีแล้ว คิดดูแล้วที่นี่ก็ไม่มีญาติคนไหนเหลืออยู่ และญาติที่ฮ่องกงฉันก็ไม่ได้ติดต่อมานานมาก..ดังนั้นฉันจึงไม่มีอะไรให้คิดถึงหรอกค่ะ” ปิงปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่คนฟังกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เศร้ามาก

พิณลดาถอนหายใจออกมาไม่คาดคิดว่ามีมี่จะเลือกวิธีการแบบนี้  ซึ่งเธอก็รู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย ทั้งยังรู้สึกสงสารปิงปิงขึ้นมาและรู้สึกหดหู่อย่างอธิบายไม่ถูก เธอต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ ?

 

เวลา 18.30 น.

พิณลดาถูกแม่โทรตามหลายครั้งระหว่างกำลังเดินทางกลับมาที่โรงแรม แม่ขอให้เธอรีบกลับมาโดยด่วนเนื่องจากมีนัดกับแขกคนสำคัญในเวลาทุ่มตรง  และเพราะมันเป็นการนัดอย่างกะทันหันเธอจึงบอกแม่ไปว่าอาจจะไปช้ากว่าเวลาเล็กน้อย

“ลูกรู้ไหมว่าเขาเป็นคนสำคัญมากจะปล่อยให้เขารอเราไม่ได้”

“แม่คะ..พิณสัญญาว่าพิณจะไปแน่นอน” พิณลดาว่าเสียงอ่อยๆ

“งั้นแม่กับพ่อจะรีบไปรับหน้าท่านก่อน  ส่วนลูกรีบมาเลยนะ” เสียงดุๆของมารดาทำให้พิณลดาสงสัยนักว่าแขกคนที่ว่าเป็นใครกัน ทำไมต้องมานัดหมายอย่างกะทันหันแบบนี้ด้วย“อ่อ แม่เตรียมชุดไว้ให้ลูกแล้ว และพิณต้องใส่ชุดนั้นนะ”

                “ค่ะแม่” พิณลดารับคำอย่างช่วยไม่ได้ ผู้เป็นแม่จึงวางสาย เธอหันไปมองปิงปิงที่เดินตามเธออยู่ห่างๆ เพราะมัวแต่หยุดมองนั่นมองนี่ด้วยสีหน้าตื่นๆ ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน จะด้วยความรู้สึกสงสาร รู้สึกผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ มันทำให้พิณลดายอมให้ปิงปิงจากไปเฉยๆแบบนี้ไม่ได้ เธอจึงพาปิงปิงกลับมาที่โรงแรมเพื่อจะให้ของมีค่าตอบแทนไปบ้าง

ขณะที่พิณลดาก้าวตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่เบื้องหน้า เธอกลับถูกชายชุดดำก้าวมายืนขวาง มันทำเอาหญิงสาวต้องเงยหน้ามองอย่างตกใจ และยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นว่าเขามากางแขนกั้นทุกคนไว้ไม่ให้เดินไปยังลิฟต์  ในขณะที่เด็กสาวทำหน้าเหวอสักพักชายชุดดำอีกนับสิบก็วิ่งกรูเข้ามาตั้งแถว ทุกคนยืนตัวตรงเว้นช่องตรงกลางไว้เพื่อให้ใครบางคนเดินเข้ามา

“ขออภัยในความไม่สะดวกครับ”  ชายชุดดำเอ่ยเป็นภาษาจีนอย่างสุภาพต่อแขกที่ถูกกันให้ถอยห่างในตอนนี้ ใบหน้านั้นดูเรียบเฉยราวกับหุ่นปั้น  ซึ่งหากมองไปยังคนอื่นๆก็ทำหน้าเข้มนิ่งสงบและพวกเขามาในชุดสูทสีดำที่ใส่มาเหมือนกันหมดเลย

พิณลดาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่คิดว่าเธอคงไปช้ากว่าที่บอกแม่อย่างแน่นอน เพราะดูเหมือนจะมีคนใหญ่คนโตเดินทางมาที่นี่  ว่าไปหญิงสาวก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ด้วยตัวเองสักทีแต่ก็เคยได้ยินมีมี่เล่าให้ฟังอยู่เหมือนกันว่า..ถ้ามีบุคคลสำคัญไปปรากฏตัวที่ไหนจะมีบอดี้การ์ดเป็นโหลมายืนกันคนออกไปไม่ให้ขวางทางและคอยป้องกันศัตรูที่อาจเข้ามาทำร้ายได้ทุกเมื่อ

ถ้าจะทำได้ขนาดนี้ ก็คงไม่พ้นเป็นมาเฟียสินะ !

แล้วทันทีที่ชายชราในชุดเสื้อผ้าไหมสีเทาก้าวเข้ามาในล็อบบี้ เสียงผู้คนที่พูดคุยกันอยู่เมื่อกี้ก็พลันเงียบลงในทันใด ชายชุดดำที่ตั้งแถวเพื่อกั้นเป็นช่องทางเดิน ต่างก้มหัวโค้งคำนับให้ชายชราที่ดูสง่าผ่าเผยกันพร้อมเพรียง พิณลดาปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารู้สึกขนลุกเหมือนกันเมื่อได้เห็นภาพเช่นนี้ 

แต่เมื่อหันไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่เดินตามชายสูงวัยมาติดๆ หญิงสาวน้อยใหญ่ก็ต่างตกตะลึงพรึงเพริดจนเผลอตัวอุทานและมองจ้องเขาจนตาแทบถลน โดยหัวใจของแต่ละคนก็พลันร่วงหล่นไปกองอยู่ที่พื้นกันเป็นแถว

แม้แต่พิณลดายังมีอาการเหมือนต้องมนต์สะกด !

หนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบคนนั้น เขาดูจะเป็นหนุ่มลูกครึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากนวนิยาย ทำเอาสาวไทยหัวใจกระตุกสั่น เผลอมองจ้องจนตาค้าง และมองสำรวจเรือนร่างของชายหนุ่มด้วยความสนใจอย่างยิ่งยวด

พิณลดามองไล่ตั้งแต่ปลายผมสีน้ำตาลเข้มเส้นเล็ก ซึ่งถูกตัดซอยสั้นอย่างเป็นระเบียบ ทรงผมด้านหน้าถูกจัดแต่งให้เปิดหน้าผาก จนสามารถเห็นคิ้วหนาเหนือดวงตาคมปลาบสีน้ำตาลเข้มเช่นเดียวกับสีผม จมูกโด่งเป็นสัน  ริมฝีปากบางอิ่มราวกับหญิงสาว ปลายคางเขาเหลี่ยม แถมมีหนวดเคราขึ้นบางๆ เสริมให้ใบหน้าดูเข้มคม และเปล่งเสน่ห์แห่งบุรุษเพศออกมาจนพิณลดาตาพร่าพราย

นี่มัน..เทพบุตรชัดๆ !

“ฉันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ?” ชายหนุ่มรูปหล่อที่ถูกสาวๆรุมจ้องแทะโลมเอ่ยขึ้นมาระหว่างที่กำลังเดินตามหลังผู้เป็นปู่

“ตามกำหนดการคือ 1 ชั่วโมงครับ”  ฟงชิงหยาง เลขาหนุ่มวัย 30 บอกกับเจ้านายรูปงาม

แต่เพราะคำตอบนั่นทำให้ เหอ จินหลง ชะงักการก้าวเดินต่อเขาเป็นหนุ่มลูกครึ่งอังกฤษ-จีน วัย 26 ปี ผู้ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็น นายใหญ่แห่งกลุ่มบริษัทเหอหลินกรุ๊ป

ชิงหยางรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าเย็นชาเรียบเฉยนิ่งเย็นของเจ้านายนั้นกำลังกักเก็บอารมณ์โกรธที่แทบจะระเบิดเป็นไฟ เพราะวันนี้นายใหญ่ถูกสั่งให้มาพบกับคนที่เขาคิดว่าไม่เคยรู้จัก และนายใหญ่ก็ไม่เคยต้องการอยากจะพบเลยแม้แต่นิด

“ท่านเหอครับ นายท่านรออยู่”  ชิงหยางเอ่ยเตือน เมื่อเห็นว่าชายสูงวัยที่เดินนำหน้าไปเมื่อครู่ได้ก้าวไปจนถึงลิฟต์แล้ว นั่นเองจินหลงจึงเริ่มเดินต่อแววตาดูจะดุดันขึ้นมาทันทีเมื่อสายตาแลสบกับปู่ที่หันหน้ากลับมาหา

เหอหงเหลย คือชายชราวัย 70 ปี อดีตนายใหญ่ของเหอหลินกรุ๊ปรุ่นที่ 4 เขาขยับยิ้มที่มุมปาก เมื่อได้มีโอกาสสบตากับหลานชายคนโต แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเจ้านั่นต้องโมโหโกรธาเป็นแน่ แต่หงเหลยก็หาได้ใส่ใจ เพราะคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว เนื่องจากเจ้าหลานชายก็ขึ้นเป็นนายใหญ่รุ่นที่ 5 เมื่อสองปีก่อน กิจการก็ดำเนินไปได้ด้วยดี คงเหลือแค่เรื่องนี้ที่ผู้อาวุโสเช่นเขาต้องเข้ามาจัดการสายตาชายชราจึงมองตามร่างสูงที่ก้าวเข้ามาด้วยแววตาขบขัน

กะทันหันเกินไปหรือ ?

“ครับ” จินหลงตอบโดยไม่มองหน้าปู่แม้แต่นิด

ผู้สูงวัยไม่ถือสาต่อน้ำเสียงเย็นชาและท่าทางเฉยเมยนั่นเลยใบหน้ายับย่นกลับดูจะใจเย็นต่อเหตุการณ์นี้มาก เพราะเขาเคยทำหน้าที่นี้ให้กับลูกชายผู้ล่วงลับมาก่อน และในอนาคตอันใกล้ก็ต้องทำเช่นนี้อีกหลายครั้งเพราะหงเหลยยังเหลือหลานชายอีกตั้ง 3 คน

แล้วประตูลิฟต์ก็ปิดสนิทก่อนที่มันจะนำพาทุกคนขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของโรงแรม เหล่าชายชุดดำหน้านิ่งที่ขวางกั้นทางเดินก็สลายตัวออกไป ทิ้งให้แขกเหรื่อในโรงแรมส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามหลังกันอย่างเซ็งแซ่โดยเฉพาะบรรดาสาวๆที่ต่างกำลังกล่าวขวัญถึงชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งจากไป

นั่นมันหนึ่งในเป้าหมายของเธอนี่นา !

พิณลดาเพิ่งจะนึกขึ้นได้หัวใจก็พลันเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เจอผู้ชายในลิสต์รายชื่อคู่หมั้นของมีมี่เร็วขนาดนี้ หญิงสาวนิ่งไปนานกว่าจะตั้งสติได้แล้วก็หันมามองปิงปิง

ซึ่งดูเหมือนปิงปิงจะต้องมนต์ความหล่อกระชากใจของผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน

“โอ๊ย..เกิดมาเพิ่งเคยเจอคนหล่อขนาดนี้หัวใจจะวายจริงๆค่ะ” เธอว่าเสียงสั่นใบหน้านั้นยังแดงก่ำ และพิณลดาก็เผลอพยักหน้าเข้าใจเพราะเธอเองก็ตะลึงในพลังความหล่อของเขาเหมือนกัน  ไอ้รูปในแฟ้มกับตัวจริงเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องส่ายหน้าแรงๆเพื่อสลัดภาพนั้นออกไปจากหัว เพราะว่าตัวเองในตอนนี้มีเรื่องต้องรีบไปทำและเธอก็สายมากแล้วด้วย

 

พิณลดากวาดตามองชุดสวยตรงหน้าแล้วอยากเอามันไปเผาทิ้ง เธอเคยบอกแม่ว่าเธอเกลียดนักไอ้ชุดแบบนี้ ซึ่งมันเป็นชุดเดรสเกาะอกสีหวาน ท่อนบนเป็นผ้าลินินสีขาวเนื้อดี ตรงกลางลำตัวมีผ้าคาดทับอีกชั้นคงหวังอำพรางพุงซ้ำยังมีโบว์ขนาดใหญ่ผูกไว้ด้านหลังอีกด้วย ท่อนล่างเป็นกระโปรงสองชั้น ชั้นแรกเป็นผ้าลินินเช่นเดียวกับท่อนบนหากแต่เป็นสีเขียวราวกับหยกซับด้านในด้วยผ้าลูกไม้สีขาว ภาพรวมแล้วชุดนี้หวานแหววราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย

แต่มันไม่ใช่แบบที่เธอชอบ..เธอเกลียดมัน !

ฮัวปิงปิงซึ่งก้าวเข้ามาอยู่ในห้องของพิณลดารู้สึกตื่นตาตื่นใจกับข้าวของเครื่องใช้ตรงหน้ายิ่งนัก เพราะตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเข้ามาในโรงแรมหรูๆแบบนี้เลยสักครั้ง

“มาตรงนี้เถอะฉันมีของจะให้เธอ” พิณลดาเอ่ย  ก่อนจะเดินไปหยิบเงินสดเท่าที่เธอจะมีติดตัวนำไปยัดใส่มือของปิงปิง สาวใช้ชาวไต้หวันมองเงินในมือด้วยความตกตะลึง

“อย่างน้อยให้ฉันตอบแทนเธอบ้าง” พิณลดาพูดจากใจเงินก้อนนี้น่าจะมีประโยชน์กับปิงปิงในอนาคต เธอไม่อยากให้ปิงปิงต้องลำบากหากต้องเปลี่ยนทั้งชื่อ ทั้งหน้าและประวัติไปแล้ว

ฮัวปิงปิงก้มหัวขอบคุณพิณลดาหลายครั้ง ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับชุดเดรสที่แขวนอยู่ในห้อง เธอเดินเข้าไปใกล้ชุดนั้นราวกับละเมอดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ

“ถ้าฉันศัลยกรรมแล้ว ฉันจะใส่ชุดแบบนี้ทุกวันได้ใช่ไหม?

“เธอใส่ได้ทุกชุดที่เธออยากใส่..แม้กระทั่งตอนนี้”  พิณลดาว่าแล้วก็เดินไปดึงชุดสวยนั่นยื่นให้อย่างไม่เสียดายจนปิงปิงมองตาโต “อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ชุดนี้ฉันโคตรจะเกลียดมันเลย ถ้าเธอไม่รังเกียจมันก็ช่วยรับไปเถอะ”

“จริงเหรอคะ ให้ฉันจริงๆนะ” ปิงปิงว่าอย่างดีใจ มือก็ยื่นรับชุดนั้นมาทาบบนตัวสีหน้าแลดูปลาบปลื้มใจยิ่งนัก “ฉันขอลองได้ไหม ?

พิณลดาพยักหน้าปิงปิงก็เอาเงินใส่กระเป๋าแล้วหยิบชุดนั่นวิ่งเข้าห้องน้ำไป พิณลดาจึงหันมาสนใจตัวเองว่าแล้วเธอควรจะใส่อะไรออกไป เธอครุ่นคิดเป็นครู่ก่อนจะเดินไปรื้อกระเป๋าเสื้อผ้าที่นำมาจากเมืองไทยหาของเท่าที่นึกได้ เพียงไม่นานเธอก็อยู่ในชุดขัดใจแม่ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นกุดแต่ชายเสื้อยาวจรดเข่า สวมทับด้วยแจ็กเก็ตยีนฟอกสีซีด  เข้ากับกางเกงยีนสีเดียวกัน ตามตบท้ายด้วยการสวมรองเท้าบูตหนังสีน้ำตาลหุ้มข้อ..เท่แบบอวบๆนี่ล่ะ

“ฉันว่าชุดนี้ไม่เหมาะกับการไปพบแขกคนสำคัญเลยนะคะ”  ปิงปิงที่ลองสวมชุดนั้นแล้วก้าวออกมาเจอเพื่อนเจ้านายในชุดทะมัดทะแมง ไม่เห็นจะสวยเลย

“ใส่แล้วดูผอมดีออก เธอล่ะพอแต่งแบบนี้แล้วเป็นไงบ้าง” หญิงสาวว่าพลางมองปิงปิงยิ้มๆ

“ฉันชอบมันมากค่ะ” คำตอบนั้นทำให้พิณลดาพยักหน้าก่อนจะเหลือบตามองนาฬิกาแล้วพบว่ามันเลยเวลานัดไปเกือบชั่วโมงแล้ว  มือถือที่ปิดเสียงไว้ก็สั่นเตือนเป็นระยะๆ เมื่อเห็นว่าเป็นชื่อแม่โทรเข้าเธอก็หน้าเหยและตอนนี้เธอก็ไม่กล้ากดรับสาย

“เห็นทีเราต้องลากันจริงๆแล้วล่ะอาปิง  เธอใส่ชุดนี้ไปก่อนแล้วไปเปลี่ยนทีหลังได้ไหม?

ปิงปิงพยักหน้าเพราะเข้าใจว่าพิณลดารีบมาก สายตาของสาวใช้มองพิณลดาอย่างซาบซึ้งใจ เพราะไม่เคยมีใครที่ให้กับเธอได้มากขนาดนี้มาก่อน แม้จะรู้ดีว่าพิณลดาทำไปเพราะรู้สึกสงสารเธอ และรู้สึกผิดที่ต้องใช้ชื่อเธอในการไปฮ่องกง แต่ปิงปิงก็บอกเพื่อนเจ้านายไปแล้วว่าไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย หลังจากนั้นพิณลดาก็พาปิงปิงเดินออกมาจากห้องโดยไม่ลืมจะคว้าเป้คู่ใจสะพายหลังมาด้วย

“ขอบคุณจริงๆค่ะคุณพิณ  ฉันจะไม่มีวันลืมเรื่องในวันนี้เลย” ปิงปิงว่าน้ำตาคลอ ทำให้พิณลดารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางฟ้าที่ลงมาร่ายมนต์ให้ซินเดอเรลล่าออกไปพบเจ้าชายยังไงยังงั้น  หญิงสาวเพียงแต่ยิ้มรับและทั้งคู่ก็กำลังจะก้าวขาตรงไปยังประตู

ผั๊วะ !!

เสียงประตูเปิดออกอย่างกะทันหันทำให้พิณลดาชะงักงันในทันที โดยไม่ทันคาดคิดชายชุดดำรูปร่างสันทัดสองคนก็ก้าวพรวดเข้ามาในห้อง ใบหน้าทั้งคู่ดูถมึงทึงมันใช้มือผลักพิณลดาและปิงปิงให้เข้าไปในห้อง

พลั่ก ! !

แรงผลักนั้นมีผลให้พิณลดาล้มลงไปกองบนพื้น โดยมีปิงปิงเซล้มอยู่ข้างๆ ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความงุนงงก่อนจะเงยหน้ามองชายทั้งคู่ด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

25 ความคิดเห็น