นายหญิงกำมะลอ 1 (ผ่านการพิจารณาสนพ.คำต่อคำ)

ตอนที่ 1 : คนที่ถูกเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,026
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    30 ก.ย. 58

หญิงสาวชาวไทยรูปร่างอวบเกินมาตรฐาน  ยกแขนขึ้นกอดอกพลางยกขาขึ้นไขว่ห้าง ท่าทางดูสบายอกสบายใจ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เธอจะมีโอกาสได้มานั่งชมวิวทิวทัศน์ในต่างประเทศเช่นนี้ หญิงสาวคิดขณะที่อยู่ในแคปซูลขนาดจุคนได้นับสิบ ซึ่งเป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ในสิงคโปร์  วิวด้านนอกผนังกระจกคือท้องทะเลสีฟ้าคราม ซึ่งในยามสายแดดแรงเช่นนี้ ทำให้ผิวน้ำแลดูระยิบระยับราวกับอัญมณีล้อแสงไฟ

เธอพยายามแสร้งโคลงศรีษะไปมาอย่างช้าๆ ทำตัวเหมือนว่ากำลังนั่งฟังเสียงแสนไพเราะของดนตรี แต่แท้จริงเธอกำลังฟังเสียงบ่นปนก่นด่าด้วยภาษาจีนเร็วปรื๋อ ทั้งหมดนั้นมันออกจากปากของเพื่อนสาวชาวไต้หวัน  เธอได้แต่แอบถอนหายใจเบาๆ และพยายามอดทนฟังคำพร่ำบ่นอย่างใจเย็น แต่คนพูดกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด

“พอได้หรือยัง?”  เมื่อเริ่มจะหมดความอดทน คนตัวอวบกว่าจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากทักท้วง

“นี่ฉันกำลังลำบากมากนะ แล้วก็เครียดมากด้วย !”  สาวสวยว่าพลางสะบัดหน้าน้อยๆอย่างขัดใจ ทำให้ผมยาวสลวยสีดำมันขลับสั่นไหวไปมาอย่างน่ามอง และเพราะวันนี้ครอบครัวของเธอต้องมาเจรจาธุรกิจที่สิงคโปร์ หญิงสาวจึงถือโอกาสโทรตามเพื่อนสนิทชาวไทยให้มาพบหน้า เพื่อที่จะระบายปัญหาหนักอกให้เพื่อนช่วยรับฟัง

“ขนาดโกรธยังจะสวยขนาดนี้ !” สาวไทยว่าประชด พลางมองใบหน้าหวานด้วยความอิจฉา แล้วจึงค่อยมาเปรียบเทียบกับตัวเอง

เธอคนนี้ คือ นางสาวพิณลดา วิรพัทธ์ เป็นสาวไทยเชื้อสายจีนรูปร่างอวบจนเกือบอ้วน อายุอานามปีนี้ก็ 18 ปีบริบูรณ์  มีส่วนสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนักชั่งล่าสุดคือ 65 กิโลกรัม ใบหน้ากลมราวกับพระจันทร์เต็มดวง ตาชั้นเดียว แต่ดวงตากลับกลมโตมนใส จมูกโด่งได้พอประมาณ ริมฝีปากอวบหนา มีผมสีดำสนิทยาวประบ่า เวลาปรกติจะชอบมัดเป็นกระจุกไว้กลางหัว โดยภาพรวมดูธรรมดาตามแบบฉบับอาหมวยหน้าจืดโดยทั่วไป ซึ่งมันก็ต่างจากเพื่อนสาวชาวไต้หวันอย่างสิ้นเชิง

เพื่อนสาวคนงามของเธอมีชื่อว่า หยางมีแต่เรียกติดปากจนชินว่า มีมี่ยัยนี่สูง 170 เซนติเมตร แต่มีหนักเพียง 48 กิโลกรัม รูปร่างจึงจัดว่าสมบูรณ์แบบ ใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตาคมขนตายาว รับกับคิ้วโก่งดั่งคันศร จมูกก็โด่งเชิดรั้นบ่งบอกถึงนิสัยหัวดื้อ ส่วนริมฝีปากที่ชอบพร่ำบ่นก็บางอิ่มเป็นสีชมพูระเรื่อ

สรุปคือมีมี่สวยมาก..มากจนไม่น่าเชื่อว่าจะมาเป็นเพื่อนสนิทกับเธอ !

โดยทั้งคู่รู้จักพบกันครั้งแรกที่ไต้หวัน เนื่องจากพิณลดาถูกทางบ้านส่งไปเรียนภาษาจีนกลางช่วงปิดเทอม สาวตัวอวบจึงได้รู้จักกับมีมี่ และทั้งที่เพิ่งจะเจอกันได้ไม่นาน แต่ทั้งคู่กลับรู้สึกถูกชะตากันอย่างน่าประหลาด เริ่มจากเรื่องดาราเกาหลีที่ชอบจนคลั่งไคล้เหมือนกัน ก็ลามคุยกันไปเรื่อย จนไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรพวกเธอก็สามารถคุยปรึกษากันได้ตลอด

แม้จะเจอกันแค่ช่วงเวลาสั้นๆแต่มิตรภาพของพวกเธอกลับไม่ได้จบลงแค่นั้น  พิณลดายังคงติดต่อกับมีมี่เรื่อยมา พอมีเวลาก็นัดเจอกันบ้าง สถานที่ประจำก็คือที่สิงคโปร์ สามปีมานี้ส่วนมากจึงแค่โทรหากัน แต่ความสัมพันธ์ก็ยังแนบแน่นจนมาถึงทุกวันนี้

“ไม่เห็นน่าเครียดตรงไหน ? ก็แค่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยคุยด้วย ไม่เคยรู้จักแค่เนี้ยเอง !

“นี่เธอประชดฉันใช่ไหม ?” มีมี่หันมามองหน้าพิณลดาตาเขียว แล้วสาวอวบก็แสร้งทำหน้าจริงจังหวังกลบเกลื่อนความขบขันที่เกิดขึ้น เพราะเธอคิดว่าเรื่องนี้มันน่าตลก เพราะไม่เห็นความเป็นไปได้ที่ครอบครัวตระกูลหยางผู้ยิ่งใหญ่จะจับลูกสาววัย 18 ให้แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน

“เฮียกั้วก็ไม่ช่วยเลยหรือไง ?” พิณลดาเอ่ยถึงพี่ชายของมีมี่ ซึ่งเป็นชาวไต้หวันอีกคนที่เธอพอจะรู้จักสนิทสนมด้วย

“ไอ้พี่ชายเฮงซวยของฉันไม่เคยพึ่งพาได้หรอกนะ” สาวงามเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าชิงชัง เพราะพี่ชายอายุมากกว่า 8 ปี ไม่คิดจะช่วยเหลือเธอแม้สักนิด

“เฮียกั้วเฮงซวยสู้เธอไม่ได้หรอก” พอพูดจบ มีมี่ก็บรรจงฟาดฝ่ามือลงบนต้นแขนอวบอัดของพิณลดาเสียดัง เพี๊ยะ !!

“โอ๊ย ! เจ็บนะ ”  พิณลดาอุทานตาโต มองแขนที่ถูกตีจนเป็นรอยแดงชัด แล้วเงยหน้าทำตาขวางใส่ผู้หญิงชอบใช้กำลังทำร้ายเพื่อนอย่างเธออยู่บ่อยๆ “ ใครได้แต่งกับเธอต้องซวยชัดๆ เพราะมือเธอหนักเป็นบ้า !

             “นี่ตกลงเธอจะช่วยฉันไหม?”  สาวไต้หวันแผดเสียงใส่เพื่อนจนดังลั่น               

“เบาๆสิ !”  พิณลดาว่าหน้าเสียพลางรีบยกมือปิดปากเพื่อนทันควัน เมื่อโทนเสียงของสาวไต้หวันเริ่มสูงจนผู้คนในแคปซูลหันมามองเธอทั้งคู่

“อันที่จริงเธอแค่โมโห ที่ไม่รู้จักผู้ชายคนนั้นใช่ไหม ?” พิณลดาถามซึ่งเพื่อนสาวก็พยักหน้าหงึก ก่อนจะดึงมือสาวไทยออกจากปากอย่างไม่พอใจ แต่ไม่ใช่เพราะโกรธเพื่อน แต่เธอโกรธพ่อกับแม่ต่างหาก จู่ๆมาสั่งให้เตรียมตัวแต่งงานเนื่องจากได้หมั้นหมายกันไว้นานแล้ว

“งั้นก็ไปหาเขาสิ บินไปหาผู้ชายคนนั้นที่ฮ่องกงเลย ไปแนะนำตัวทำความรู้จักกับเขาซะ พอเสร็จแล้วก็กลับ”  พิณลดาพูดด้วยสีหน้าแลดูจริงจังซ้ำยังอธิบายได้เป็นฉากๆ แต่มีมี่กลับกะพริบตาปริบๆไม่คาดคิดว่าเพื่อนจะตรงไปตรงมาและแสนจะซื่อบื้อได้ขนาดนี้ คิดแล้วก็ยกมือเขกหัวโตๆปอีกทีหนึ่ง

“โอ๊ย !

“ไอ้ที่พูดมานี่ใช้สมองแล้วใช่ไหม ?

“งั้นจะใหทำไงล่ะ?” สาวอวบบ่นเสียงเบาแต่ดันเผลอพูดเป็นภาษาไทย จนเพื่อนที่ฟังไม่รู้เรื่องต้องหันมามองตาเขียว “ฉันพูดว่าจะให้ทำยังไงล่ะ ?  โอ๊ย..นี่ฉันพยายามหัดพูดภาษาจีนจนคล่อง มีแต่เธอที่ไม่ยอมเรียนรู้ภาษาบ้านฉันเลย”     พิณลดาบ่นออกมาบ้าง แต่คนสวยกลับยักไหล่อย่างไม่แยแส

“ออกเสียงยากจะตาย..พูดก็ช้าไม่ทันใจฉัน” คำตอบนั่นทำพิณลดาอยากจะเขกหัวคนสวยกลับ โทษฐานที่เอารัดเอาเปรียบไม่พยายามเรียนรู้ภาษาไทยเอาเสียเลย แต่ดันชอบเคี่ยวเข็ญให้เธอเรียนภาษาจีนกลางและกวางตุ้ง จนทั้งพูดทั้งอ่านเขียนได้คล่องแคล่ว

“ทำไมไม่ยอมบอกนะว่าเขาเป็นใคร?” มีมี่ว่าเสียงเศร้า

“นั่นสิ?” พิณลดายังสงสัยว่าทำไมต้องปิดบัง

คนสวยถอนหายใจอีกรอบ สมองพลันคิดคำนึงถึงเรื่องเมื่อวานนี้....

เธออาละวาดไปจนสุดฤทธิ์สุดเดช โดยเฉพาะกับข้าวของที่อยู่ใกล้มือ เป็นอันต้องปลิวไปคนละทิศละทาง  มีมี่โมโหจัด ทั้งเอ่ยปากปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วนท่ามกลางการยืนมองอย่างอ่อนใจของพ่อแม่และพี่ชาย เพราะเธออยู่แบบอิสระมานานนัก ทั้งยังถูกตามใจจนเคยตัว ทำให้มีมี่รับไม่ได้ที่จะถูกบังคับให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน เธอทั้งปา ทั้งเหวี่ยงของใส่เจ้าพี่ชายตัวดีที่บอกเหตุผลให้เธอฟังด้วยใบหน้านิ่งเฉย

“เธอถูกหมั้นหมายไว้ตั้งแต่ยังเล็ก และสัญญานั่น เรายกเลิกไม่ได้ ”

“ฉันไม่แต่ง หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่แต่ง!

“เธอต้องแต่ง !

“อยากแต่งก็แต่งเองสิ !

 เพี๊ยะ !! เสียงฝ่ามือตกกระทบใบหน้า ทำให้มีมี่นิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก แม่ก็กรีดร้องห้ามปรามเสียงหลง ในขณะที่หยางกั้วค่อยๆลดมือลง และยืนนิ่งหลังจากได้ลงมือทำร้ายเธอไปแล้ว แววตาหลังกรอบแว่นของชายหนุ่มแลดูปวดร้าวใจยิ่งนัก

“มีมี่..พ่อขอโทษ!” นายท่านหยางเอ่ยขึ้นมาในที่สุด ดวงตานั้นหม่นเศร้า เสียใจจนมีมี่พูดอะไรไม่ออก..

สาวไต้หวันหลับตาลงเมื่อยังจำภาพใบหน้าของผู้เป็นพ่อที่ดูจะปวดร้าวเสียยิ่งกว่าใครทั้งหมดได้ติดตา

“ชีวิตคุณหนูในเมืองไทยคงเหมือนเดิมสินะ ?” มีมี่เปลี่ยนเรื่องกะทันหันเพราะไม่อยากให้ตัวเองนำพาความทุกข์ใจมาให้เพื่อนอีก เธอจึงเบือนหน้ามาหาสาวไทยที่เริ่มจะทำหน้าเมื่อยเมื่อเธอเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา

“อยากเปลี่ยนกับฉันไหมล่ะ?” พิณลดาว่าเนือยๆ แม้พ่อกับแม่ของเธอจะไม่ได้ร่ำรวยจนถึงขั้นติดโผมหาเศรษฐีของเมืองไทย แต่ก็มีมากพอจะให้เธอใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายจนไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง

ครอบครัวของพิณลดาทำธุรกิจนำเข้าเสื้อผ้าจากประเทศจีน  พ่อจึงต้องเดินทางไปจีนค่อนข้างบ่อย แต่โดยส่วนมากมักไปกับเลขาคนสนิท และนานๆครั้งที่พ่อจะพาแม่ไปด้วย แต่เธอกลับไม่เคยถูกพาไปเลยสักครั้ง แม้แต่ที่บริษัทพ่อก็ยังไม่ให้เธอไป ซึ่งพ่อก็เคยบอกว่าไม่อยากให้เธอมายุ่งเกี่ยวกับงานของทางบ้าน และไม่อยากให้เธอทำงานอะไรเลย

“พ่อเธอไม่เคยสอนเรื่องธุรกิจของครอบครัวเลยหรือไง ? ทำไมช่างต่างจากบ้านฉันจัง อาเฮียกั้วกับฉันต้องเข้าบริษัทตั้งแต่อายุ 12 ปี นี่แค่คิดถึงตัวเลขกับหน้าเอกสารฉันก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาละ”

“ฉันอยากทำจะตายแต่พ่อไม่ยอมเลย” พิณลดาว่าเสียงเศร้า เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเธอไม่สนับสนุนเธอเรื่องสืบทอดธุรกิจของครอบครัว และจงใจที่จะไม่สอนเรื่องพวกนี้ให้เธอรับรู้ราวกับว่าเรื่องพวกนี้เธอไม่จำเป็นต้องใช้และไม่ควรจะรู้ด้วย

“หรือเพราะฉันไม่ใช่ผู้ชาย ?”เธอตัดพ้ออย่างน้อยใจทั้งที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวแท้ๆแต่พ่อและแม่กลับกีดกันไม่ให้เรียนรู้เรื่องธุรกิจ

“ไม่ใช่หรอกมั้งอาจเพราะเธอยังเด็กเกินไปก็ได้นะ” มีมี่ปลอบ

“ก็คงเห็นฉันยังเด็กจริงๆ พ่อและแม่ถึงปล่อยให้ฉันเอาแต่กิน เล่นและไปเที่ยวอยู่อย่างนี้ !

“พูดแบบนี้ตั้งใจจะให้ฉันอิจฉาหรือไง ?” มีมี่แกล้งว่าก่อนจะเมินหน้าไปมองวิวด้านนอกแคปซูล ในสมองก็กลับมาขบคิดเรื่องราวที่ตนต้องเผชิญอีกครั้ง สีหน้ามีมี่จึงเคร่งเครียดขึ้นมาอีก

พิณลดาไม่รู้จะพูดอะไรดีเพราะเธอก็คิดไม่ออกเหมือนกัน เธอจึงหันไปดูวิวบ้าง สายตาแลมองท้องทะเลเบื้องหน้าแล้วเผลอคิดฝันไปว่าถ้าเธอมีคู่หมั้นและต้องแต่งงานภายใน 3 เดือนเช่นนี้ เธอจะทำอย่างไร? หญิงสาวจินตนาการไปถึงหน้าตาคู่หมั้นเป็นภาพกลางอากาศ ผู้ชายคนนั้นหน้าตาจะเป็นแบบไหนกันนะ..

“เธอช่วยฉันได้ไหม ?” เสียงเบาๆที่เอ่ยขึ้นราวกับละเมอทำให้พิณลดาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด จนต้องหันมามองเพื่อนอย่างไม่แน่ใจ “เธอจะช่วยไปฮ่องกง เพื่อสืบเรื่องคู่หมั้นของฉันได้ไหม ?

“วะ...วะ..ว่าไงนะ !”  พิณลดาอยากจะคิดว่าหูฝาด แต่พอมองหน้าสาวไต้หวันที่มีสีหน้าจริงจังบ่งบอกชัดว่ามีมี่ไม่ได้พูดเล่น

“ฉันกลัวที่จะต้องแต่งงานกับคนที่ฉันไม่เคยเห็นหน้า แต่มันจะดีไหมถ้าฉันได้รู้จักกับเขาก่อนหรือได้ศึกษานิสัยใจคอกันสักนิด บางทีมันอาจจะช่วยให้ฉันลดความกลัวลงบ้าง”

“ฝันไปเถอะ! ฉันไม่มีทางไปทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ” พิณลดาปฏิเสธทันควัน ขยับตัวหนีห่างเพื่อนราวกับรังเกียจ

“ถ้าเป็นเธอจะยอมแต่งง่ายๆเหรอ?” มีมี่ปรับสีหน้าเป็นอ้อนวอน แต่เพื่อนร่างอวบรู้ทันกับการแสดงตรงหน้าเธอจึงพยักหน้าอย่างเร็วไว

“ถ้าฉันมีคู่หมั้นละก็ ฉันจะรีบแต่งเลยล่ะ”

คราวนี้มีมี่หน้าเศร้าสลดลงทันใดหัวใจที่รักอิสระเต้นเร่าๆให้หาทางยุติเรื่องนี้ให้ได้ หญิงสาวเม้มปากแน่นพยายามสกัดกั้นความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นสุมอยู่ในอก แต่แล้วน้ำตาใสๆก็เอ่อล้นไหลรินหยดกลิ้งลงมาตามพวงแก้มใส ทำให้พิณลดาต้องมองด้วยความตกใจเพราะเธอเชื่อมาเสมอว่ามีมี่ไม่ใช่คนที่จะอ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ หากแต่ทำไมตอนนี้ถึงขั้นต้องเสียน้ำตาออกมา ?

“ฉันคงต้องยอมใช่ไหมพิณ อีกสามเดือนนับจากนี้ ฉันคงต้องเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวสินะ” เสียงสั่นสะท้านของมีมี่ทำให้หัวใจของพิณลดาอ่อนยวบ เธอเป็นคนใจอ่อนขี้สงสารและเธอก็ทนเห็นเพื่อนรักทุกข์ทรมานใจแบบนี้ไม่ได้หรอก

“มีมี่อย่าร้องนะ” สาวไทยว่าพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ตกลง ! ฉันจะช่วยเธอก็ได้”

จบคำที่ราวกับเป็นคำมั่นสัญญา พลันน้ำตาของมีมี่ที่ไหลลงอาบแก้มเมื่อกี้ก็หยุดนิ่งราวกับสั่งได้ คนหน้าสวยใช้ปลายนิ้วกรีดเช็ดน้ำตาด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ ทำเอาสาวไทยหน้าเหวอเพราะถูกเพื่อนเล่นละครหลอกไปเต็มๆ

“งั้นเตรียมตัวเลย มาอยู่ฮ่องกงสักเดือนเป็นไง ?” มีมี่ว่าพลางเหยียดยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ แลดูคล้ายนังแม่มดไม่มีผิด พิณลดาจึงได้แต่อ้าปากค้างตากลมเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง นี่ถ้ามีมี่ไม่จับยึดดึงมือเธอไว้จนแน่น เธอคงจะได้ยกเขกกบาลเพื่อนสาวสักที เพราะมั่นใจว่ายัยจิ้งจอกนี่วางแผนไว้แล้วแน่ๆ !

 

กรุงเทพ  ประเทศไทย,บ้านวิรพัทธ์

พิณลดามาถึงบ้านเอาตอนสองทุ่มตรง เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในก็พบว่าบิดากำลังนั่งอยู่บนโซฟารับแขก ในมือข้างหนึ่งก็ถือแฟ้มเอกสารโดยมีเลขาชาวจีนนั่งหน้านิ่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม

“สวัสดีค่ะ” พิณลดาเอ่ยพร้อมยกมือไหว้ทั้งบิดาและนายหลี่ซื่อ เลขาคนสนิทของพ่อ ผู้ชายรูปร่างสันทัด ที่เธอรู้ประวัติแค่คร่าวๆ ว่าเขาเป็นคนจีนที่พ่อพามาจากกวางโจว  หลังจากไหว้เขาแล้ว พิณลดาจึงเดินไปนั่งข้างบิดา

นายพฤกษ์  วิรพัทธ์ ส่งแฟ้มเอกสารที่เซ็นครบถ้วนส่งให้เลขา ก่อนจะหันมายิ้มให้กับบุตรสาว “ไปเที่ยวมาสนุกไหม ?

“สนุกมากค่ะพ่อ คุณแม่ล่ะคะ?

“อยู่ในครัวน่ะ” พฤกษ์ตอบก่อนจะหันมาทาง เลขาอีกครั้ง“วันนี้พอแค่นี้นายกลับไปได้แล้วล่ะ”

“ครับ ในส่วนที่เราตกลงกันไว้แล้วผมจะรีบดำเนินการ” อาซื่อว่าด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะจัดเก็บเอกสารลงกระเป๋า  แววตาใต้กรอบแว่นสีชานั่นยากที่จะคาดเดาว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ยิ่งเมื่อเขาเงยหน้ามองพิณลดานิดหนึ่ง และหญิงสาวก็ไม่ค่อยชอบวิธีการมองแบบนี้เท่าใดนัก

ไม่ใช่ว่ามองเหมือนลวนลาม หรือลามกอะไร แต่มันเป็นสายตาที่เหมือนจะคอยประเมินพฤติกรรมของเธอทุกกระเบียดนิ้ว  จับผิด วิเคราะห์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนบรรยายไม่ถูก

“ผมลาล่ะครับ”เขาลุกขึ้นก่อนจะก้มหัวคำนับให้พ่อเธออย่างนอบน้อมเช่นทุกครั้ง แต่พอชายชาวจีนนั่นพ้นประตูออกไป พิณลดาจึงกล้าพูดออกมา

“พิณกลัวเลขาของพ่อจัง  ขนาดเจอมาเกือบ 5 ปีแล้วก็ยังไม่ชิน” หญิงสาวบ่น ทำเอาพฤกษ์ต้องหัวเราะออกมาน้อยๆพลางยกมือขยี้ผมดำขลับของลูกสาวเบาๆ

“อาซื่อก็ทำเป็นอยู่หน้าเดียว แต่เขาก็เป็นคนที่ไว้ใจได้นะ”

“เพราะอย่างนี้พ่อถึงไม่สอนงานพิณสักที”

“ก็ลูกยังเด็กเพิ่งจะ 18 เท่านั้นเอง  ยังมีเวลาอีกเยอะไม่ต้องรีบไปหรอก” พฤกษ์ว่าน้ำเสียงแลดูจริงจังแววตาดูครุ่นคิดขึ้นมา“18 ปีนี่ยังเด็กมากเลยนะลูก”

“แต่พิณก็จบมัธยมปลายแล้วนะพ่อ ถ้าไม่รีบสอนตั้งแต่ตอนนี้แล้วจะเอาความรู้ที่ไหนไปทำงานล่ะคะ?

“ไว้ตอนลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วพ่อจะสอนงานให้นะพิณ แต่ตอนนี้พ่ออยากให้ลูกไม่รู้อะไรทั้งนั้น !

“คะ?” คำพูดของผู้เป็นบิดาทำพิณลดามึนงงสงสัย นี่พ่ออยากให้เธอโง่ใช่ไหม ? แต่เมื่อพ่อทำท่าจะเงียบไม่ตอบกลับ พิณลดาก็พยายามไม่สนใจ จนหวนไปคิดถึงเรื่องที่เพื่อนสาวชาวไต้หวันต้องเผชิญ ก็เลยนึกสนุกอยากถามบิดา

“พ่อคะ พิณมีคู่หมั้นหรือเปล่า?” คำพูดทีเล่นทีจริงของพิณลดาทำให้พฤกษ์ตัวแข็งไปชั่วขณะ ชะงักมือที่กำลังลูบผมบนหัวโตๆของลูกสาวไปทันใด จนพิณลดารู้สึกได้ว่าผิดสังเกต

“อย่าบอกนะว่ามี !” พิณลดาว่าตาโตรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างน่าประหลาด

“ทำไมลูกถามแบบนี้ล่ะ?

“ก็พอดีเพื่อนพิณเขาเพิ่งรู้ว่ามีคู่หมั้น เห็นว่าหมั้นกันตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาโน่นมั้งคะ เขาก็เลยเครียดมาหที่จะต้องแต่งงานตอนนี้” ใบหน้าของนายพฤกษ์ซีดลงทันที พลันชายสูงวัยก็จับจ้องมองดูสาวน้อยร่างอวบตรงหน้า ด้วยแววตาที่พิณลดาอ่านไม่ออก

                “ถ้าเป็นพิณจะเครียดไหมลูก ?” พฤกษ์ถามเสียงเบา

“พิณไม่เครียดหรอกค่ะ ดีใจซะอีก จะได้ไม่เสียเวลาตามหา”พิณลดากล่าวออกมาด้วยเห็นเป็นเรื่องขบขัน

 พฤกษ์ได้ฟังก็ต้องยิ้มเฝื่อน สายตาแลมองใบหน้ากลมที่ดูยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างคนที่ไม่ได้คิดอะไรมาก และคงเห็นเรื่องแบบนั้นเป็นเรื่องสนุก  เพราะรู้ว่าลูกคิดอย่างนี้ พิณลดาถึงยังดูเป็นเด็กเล็กๆสำหรับเขา เธอเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสา ทั้งยังอ่อนต่อโลกจนเกินไป ไม่มีทักษะการเอาตัวรอด ไม่มีหัวเรื่องการค้าขาย ตลอดจนไม่เคยต้องเสี่ยงอันตรายอะไรเลยสักนิด

แล้วทำไมเขาต้องส่งเธอไปหาเขาคนนั้นด้วยล่ะ ?

 

พิณลดามาถึงห้องนอนส่วนตัวก็โยนกระเป๋าไปทางหนึ่ง สมองก็เริ่มคิดเรื่องที่มีมี่ขอร้องให้เธอทำ หญิงสาวคิดอย่างไม่อยากเชื่อว่าต้องไปทำอะไรแบบนั้น แต่เธอก็จำทุกคำพูดที่เพื่อนรักเล่าออกมาราวกับขบคิดวางแผนมานานแรมปี เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เธอก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ในใจก็คิดภาวนาให้แผนการของมีมี่ไม่มีวันเกิดขึ้น

มีมี่ขอเวลาไปสืบเรื่องคู่หมั้นกับคนในครอบครัว เธอต้องรู้ให้ได้ว่าผู้ชายคนนั้นมีชื่อแซ่ว่าอะไร ? และอยู่ที่ไหนในเกาะฮ่องกง หลังจากนั้นก็คือแผนการส่งเพื่อนไปตามเฝ้าดูพฤติกรรมเพื่อจะได้รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร ? แต่พิณลดาคิดว่ามีมี่ไม่น่าจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม เพราะถ้าตระกูลหยางทนปิดเป็นความลับมาได้ตั้งนานขนาดนี้ มีหรือที่จะยอมเปิดปากบอกง่ายๆ

แต่ถ้าได้มาล่ะ ! พอคิดเช่นนี้ ก็น่าแปลกที่หัวใจของพิณลดากลับกระตุกวาบแทบจะทันที

“พิณ พิณอยู่ในห้องไหมลูก ?” เสียงเรียกพร้อมเสียงประตูเปิดเข้ามาทำให้พิณลดาหยุดคิดเพ้อเจ้อ เธอผุดลุกขึ้นเดินไปหามารดาที่รูปร่างใกล้เคียงกับเฮมาก พลางยื่นมือไปโอบกอด

“มาถึงตั้งนานแล้วทำไมไม่รีบอาบน้ำ ?” เกสรเอ่ยถามขณะพาลูกสาวมานั่งที่ขอบเตียง

“พิณมัวแต่คิดอะไรเพลินๆน่ะค่ะ คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ?

“มะรืนนี้พ่อกับแม่จะบินไปดูสินค้าที่กวางโจว..แล้วลูกต้องไปด้วย” เรื่องที่พิณลดาไม่เคยคาดฝันว่าจะได้ยิน ทำให้เธอต้องมองมารดาด้วยความรู้สึกประหลาดใจสุดขีด

 “เมื่อครู่พ่อไม่เห็นจะบอกอะไรพิณเลย ?

“แม่ก็เพิ่งรู้เมื่อกี้ นี่แหละจ้ะ” เกสรบอกพลางขยับยิ้มบางๆ

“ปรกติคุณพ่อไม่เคยให้พิณไปด้วยนี่คะ ทำไมรอบนี้ถึงอยากจะพาไป?

“พ่อเขาคงเพิ่งคิดได้ว่าลูกสาวโตแล้ว และควรจะเริ่มสอนงานเสียที” เกสรตอบพลางเมินหน้าไปทางอื่น คำตอบของมารดาทำให้พิณลดารู้สึกยินดีปรีดาจนเกินกว่าจะคิดเรื่องอื่นใด สองแขนจึงกอดรัดร่างอวบกลมจนแน่นขึ้น

“พิณดีใจที่สุดในโลกเลยค่ะแม่ !” ในขณะที่พิณลดายิ้มกว้างเพราะดีใจ เกสรกลับรู้สึกตรงกันข้าม เพราะการเดินทางไปครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการไปเจรจาธุรกิจ และมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของพิณลดาได้เลย

สายตาเป็นกังวลมองลูกสาวของเธอนิ่ง รู้สึกเป็นห่วงผู้หญิงที่มีใบหน้าแสนจะธรรมดาคนนี้เสียเหลือเกิน ทั้งที่พวกเธอพยายามขุนร่างนี้ให้อ้อวนพี แต่แค่เพียงเท่านี้อาจจะยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมายที่เธอและสามีต้องการ พวกเธอจึงเพิ่มข้อด้อยให้มันสมองน้อยๆขาดความรู้ทางธุรกิจ ทำให้ชีวิตพิณลดาเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย หยิบจับอะไรไม่เป็น เพื่อตั้งใจให้ใครบางคนเห็นแล้วร้องยี้จนไม่อยากจะชายตาแล !

 

 เมืองไทเป ไต้หวัน,บ้านตระกูลหยาง

“แม่คะ ! ถ้าแม่ไม่บอกให้หนูรู้บ้างสักนิด หนูจะกล้าแต่งงานได้ยังไง แม่ไม่สงสารหนูเลยเหรอคะ ?” มีมี่อ้อนวอนถาม นัยน์ตาคู่สวยคลอไปด้วยหยดน้ำใสสองมือโอบกอดเอวของผู้เป็นมารดาไว้เสียแน่น และทำหน้าราวกับจะตายตอนนี้

เสแสร้ง ! ชายหนุ่มที่อายุมากกว่ามีมี่ถึง 8 ปี แอบก่นด่า พลางขยับยิ้มเหยียดใส่เด็กสาวจอมมารยาสาไถย ทั้งแววตาหลังแว่นกรอบเหลี่ยมแสนเชยก็มองไปอย่างเย้นหยัน  หยางกั้ว ปรายตามองร่างบางที่ทำท่าน้ำหูน้ำตาไหลอย่างรู้ทัน   และมั่นใจว่าน้องกำลังลงทุนเล่นละครครั้งใหญ่ คงตั้งใจล้วงข้อมูลที่พ่อแม่ไม่เคยคิดจะปริปากบอกมาตลอด 13 ปี แม้แต่เขาเองก็เพิ่งจะรู้เรื่องการหมั้นหมายนี้ ก่อนยัยมีมี่แค่ไม่กี่วัน ยิ่งเมื่อทราบเหตุผลที่ต้องปิดบัง ก็ทำให้เขามิอาจช่วยน้องสาวคัดค้านได้

“จะกลัวอะไรล่ะลูก ทางนั้นไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด” ผู้เป็นแม่มีสีหน้าแลดูหนักใจกับท่าทีของลูกสาวยิ่งนัก เธอเองก็เหมือนคนน้ำท่วมปาก ถึงอยากพูดอยากบอก แต่ก็หาทำได้ดั่งใจ นี่ถ้าหากมีมี่คิดบิดพลิ้ว หรือยกเลิกการหมั้นหมาย อาณาจักรธุรกิจของตระกูลหยางต้องมีอันพังพินาศเลยทีเดียว !

“ถ้าไม่มีอะไรน่ากลัว แล้วทำไมไม่บอกหนูว่าเขาเป็นใคร?

“มันเป็นสัญญาลับระหว่างเราสองตระกูล แม่จะเปิดเผยข้อมูลไม่ได้หรอกลูก” พอได้ยินดังนั้น มีมี่ก็ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาราวกับสั่งได้ ทำให้ผู้เป็นแม่ตกใจจนมือไม้สั่น อารมณ์สงสารถาโถมจู่โจมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว  เสียงถอนหายใจอย่างอัดอั้นจึงดังขึ้น  “แม่บอกได้แค่ว่า..ตระกูลนี้ไม่ได้มีลูกชายเพียงคนเดียว และแม่ก็ไม่รู้จริงๆว่าคนไหนคือคู่หมั้นของลูก ?

“ไม่ได้มีคนเดียว !?” มีมี่เงยหน้ามองมารดา น้ำตาพลันหยุดไหลในทันที

“อย่าถามแม่อีกเลย แม่จะไม่บอกอะไรอีกแล้ว” มีมี่เริ่มเห็นแวว ว่าแม่เริ่มจะใจแข็ง เธอจึงรีบแสดงสีหน้าเศร้านัยน์ตาโศกขึ้นอีกครั้ง พร้อมบีบน้ำตาจนหยดเผาะ ทำเอาพี่ชายที่นั่งอยู่ไม่ไกลนึกทึ่งจนแทบจะอาเจียน

“แม่คะ.. ” มีมี่เอ่ยเสียงเครือ “เขาคนนั้นจะดีกับหนูจริงๆหรือคะ  เขาอายุเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ?

“ลูกชายบ้านนั้นยังไม่มีใครอายุถึงสามสิบเลยด้วยซ้ำ โอย ! แย่ละแม่พูดมากเกินไปแล้ว ” มีมี่ยังทำหน้าโศกแต่คุณนายหยางกลับเมินเฉย มีมี่จึงซบหน้าลงบนตักมารดา พลางเอียงหน้าไปทางพี่ชายตัวดี ที่ตอนนี้ทำตัวราวกับเป็นอากาศ

แค่นี้ก็พอแล้วพี่ชาย ! สาวสวยขยับยิ้มมุมปาก ช่างดูร้ายกาจเกินวัยสายตาที่มองสบประสานกับกั้วก็เต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง

หยางกั้วมองกลับด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 185 เซนติเมตร ทำท่าบิดตัวไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบ แล้วค่อยๆเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆน้องสาวตัวแสบ จนมีมี่รู้สึกหวาดระแวง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าต้องมีแผนชั่วร้ายอยู่เบื้องหลัง

“เธอรู้ไปก็เท่านั้น เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะไปไหนไม่ได้อีกแล้ว?” พี่ชายเอ่ยขึ้น พลางหรี่ตามองน้องสาวอย่างสะใจ “คุณนายฉีเตรียมการไว้พร้อมแล้ว..เชิญ !

มีมี่ตกใจกับชื่อที่พี่ชายเอ่ยออกมา เธอรีบหันหน้ามองตามมือของพี่ชายที่ชี้ไปยังด้านประตูทางเข้า และที่ตรงนั้นก็มีร่างหญิงร่างท้วมในชุดกี่เพ้าสีดำปักลวดลายผีเสื้อยืนอยู่ ผมสีขาวถูกรวบเป็นมวยม้วนและปักปิ่นสวยงาม คุณนายฉีก้มหัวเล็กน้อย ดูนอบน้อมยิ่ง แต่ทว่าสายตาเล็กหยีที่มองมายังมีมี่กลับดูน่ากลัวอย่างที่สุด ยัย..ยัยแม่สื่อปิศาจ !!

“หวังว่ามีมี่ของเราจะตั้งใจฝึกฝนตัวเองนะ” คุณนายหยางกล่าวสำทับ หญิงสาวจึงหันไปมองหน้าพี่ชายด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ.. 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #12 Love Have (@rakmee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2558 / 18:33
    อ่านตอนแรกก็ชอบเลยค่ะ
    #12
    0
  2. #1 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2558 / 09:44
    ขอบคุณค่ะ
    #1
    0