ตอนที่ 2 : เจ้านาย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 952
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 ก.ค. 59




ปกผึ้งรวงหลงรัง

2

เจ้านาย

                     

        คำของนักร้องสาวที่ใช้ชื่อในการร้องเพลงว่าเอ็มมี่ เอ่ยฉอดๆ ขึ้นด้วยท่าทางยโส สายตาและสีหน้าดูแคลนทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น ทำให้บรรดานักร้องสาวที่ยังไม่ได้ตั้งตัวถึงกับอึ้ง แม้แต่นภาศรีและเพชรแท้ก็ยังถึงกับหันไปมองหน้ากัน และแล้วสายตาทุกคู่ก็หันขวับไปจับจ้องเธอผู้นั้นเป็นตาเดียว

        “อ๋อเหรอ...เรียนจบมาจากเมืองนอก น่าจะไปหางานดีๆ ทำนะยะ และจำไว้ว่าหล่อนอย่ามาดูถูกพวกเรา เพราะยังไงๆ หล่อนก็เป็นนักร้องที่ทำงานที่เดียวกัน มีคลาสมีอะไรฉันไม่เข้าใจหรอก เพราะต่างคนต่างก็มีแฟนของใครของมันกันทั้งนั้นแหละย่ะ หล่อนอย่ามาอวดอ้างตัวเองเหนือคนอื่นเลย เพราะพวกเราทุกคนก็เห็นไส้กันอยู่ ถ้าหล่อนเลิศเลอเพอร์เฟกต์ผ่านเมืองนอกเมืองนามาจริงละก็ คงไม่จำเจร้องอยู่ที่นี่ที่เดียวหรอก นักร้องดีๆ ดังๆ น่ะเขาจะวิ่งรอกร้องเพลงคืนละหลายที่ หรือไม่ก็มีค่ายเพลงจับไปทำอัลบั้ม และถ้าหล่อนเป็นนักร้องเกรดเอ ก็คงไม่ให้แขกออฟออกไปซั่มหรอกน่า” วิเวียนนักร้องสาวสวย ที่เรียกว่าเธอก็เป็นตัวดึงดูดแขกคนหนึ่ง ลอยหน้าเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มเย้ย

       “กรี๊ด! แกอย่ามาดูถูกฉัน คนอย่างฉันก็แค่มาร้องเพลงหาประสบการณ์เท่านั้นแหละย่ะ ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพอย่างหล่อน และฉันก็มีคนขับรถที่บ้านมารับ เพราะคุณพ่อคุณแม่ฉันเป็นห่วง หล่อนอย่ามาหาว่าฉันออฟไปกับแขกเป็นอันขาดเลยนะ เพราะฉันไม่ใช่หล่อนที่ต้องไปนั่งกอดกับแขกแลกดริงก์นะยะ” เอ็มมี่โต้กลับเสียงสั่นกายสั่นเทิ้ม

      “พูดไม่อายปากเนาะ ใครๆ ก็เห็นว่าหล่อนนั่งดริงก์กับแขกทุกคืน และก็ไม่มีใครเขาตาถั่วหรอก ทุกคนแม้แต่เด็กรับรถมันก็เห็นคนขับรถของหล่อนเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนรถมารับทุกคืน ที่บ้านไม่น่าจะมีรถเยอะคนขับรถแยะขนาดนี้หรอกนะ และฉันก็จำได้ว่าพวกที่มารับหล่อน ก็เป็นพวกแขกที่มาเที่ยวทั้งนั้น หล่อนอย่าโม้ให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่นเลยน่าทุเรศ”เพ็ญพิสุทธิ์นักร้องเพลงลูกทุ่งในชุดสีแดงเพลิง ซึ่งสวมกระโปรงสั้นเสมอหู ตัวเสื้อรัดรึงจนโนมเนื้อที่ดันไว้ทะลักขึ้นมา เอ่ยเย้ยหยันขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

       “อืมจริงด้วย แล้วก็แปลกนะวันนั้นฉันออกไปสูบบุหรี่หลังร้าน ฉันเห็นเธอถูกคนขับรถบีบแตรเธอ แล้วก็เฟ้นฟอนอยู่ในรถ คงเป็นประสบกามสินะ และถ้าไอ้คนนั้นมันเป็นคนขับรถที่บ้านเธอจริงละก็ เธอน่าจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่ให้ไล่ออกได้แล้วนะ แหมเป็นแค่คนขับรถบังอาจควักล้วงเจ้านายขนาดนี้ ระวังมันจะพาเธอไปข่มขืนด้วยล่ะ หรือว่าเธอโอเคกับคนขับรถไปแล้ว ฮะๆๆ” น้ำทิพย์นักร้องหน้าสวยร่างอวบกว่าใคร เอ่ยด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้สาวๆ นักร้องทุกนางในห้องนั้นตบมือเสียงลั่นและยังหัวเราะเยาะเย้ยคนปากดี

       “กรี๊ด! อีพวกปากมอม ฉันจะฟ้องคุณบรู๊ค และฉันจะแจ้งความเอาตำรวจมาจับพวกแก ฐานที่แกใส่ร้ายป้ายสี หาว่าฉันออกไปกับแขก จำไว้นะว่าพวกแกกับฉันน่ะมันคนละชั้นกัน ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียก่อน”

       “อีเอ็มมี่ อีตอแหลระดับชาติ พวกกูกับมึงมันคนละชั้นตรงไหนล่ะ นี่พวกกูก็อยู่ในห้องเดียวกับมึงชั้นเดียวกับมึง ไม่เห็นคุณบรู๊คเขาให้มึงไปอยู่ชั้นบนกับเขานี่ จริงไหมล่ะพวกเรา” วันใสนักร้องอีกนางหนึ่งเกิดความหมั่นไส้สุดขีด ที่เอ็มมี่ขึ้นพวก ลุกขึ้นชี้หน้าด่า ซึ่งตามมาด้วยเสียงหัวเราเยาะเย้ยลั่นห้อง

       “อีวันใส อีกนักร้องกระจอก มึงกล้าด่ากูเหรอ” เอ็มมี่กรีดเสียงด่าวิ่งปราดไปที่วันใสสาวน้อยร่างบางทันที และทำให้นภาศรีได้สติรีบแผดเสียงห้ามดังลั่น

       “หยุด หยุดนะ ถ้าพวกหล่อนไม่อยากตกงาน” ซึ่งก็ได้ผลเพราะเอ็มมี่หยุดกึก แต่ไม่ได้หยุดเพราะเสียงห้ามของนภาศรี แต่เธอหยุดเพราะเหล่านักร้องทุกนางในห้องนั้นลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าท่าทางที่พร้อมจะรุมสกรัมเธอ

       “นี่สาวๆ มีอะไรกันเหรอ คิวใครขึ้นร้องเพลงจ๊ะ ปล่อยให้เวทีว่างเดี๋ยวก็โดนดีหรอก” คเชนทร์นักร้องชายโผล่หน้าเข้ามาเอ่ยถาม

       “ตายละคิวใครขึ้นร้อง ไปเร็วๆ ไม่รู้หน้าที่กันเสียเลยมัวแต่กัดกันอยู่ได้ แย่จริงๆ” นภาศรีเอ่ยด้วยสีหน้าขมวดมุ่นมองกราดไปยังบรรดานักร้องสาว ทำให้วิเวียนรีบออกเดินไปทันที แต่ยังหันมาเอ่ยอาฆาตทิ้งท้าย

       “ปากดีแบบนี้ ระวังจะต้องไปทำฟันปลอมนะยะ”

       “นี่ๆ จบกันได้แล้วนะ เอ็มมี่เธอไปนั่งที่โต๊ะข้างเวทีดีกว่านะ เดี๋ยวจะเกิดเรื่องขึ้นอีก ทำงานอยู่ด้วยกันอะไรไม่ควรพูดก็อย่าพูด เธอเล่นสร้างศัตรูอย่างนี้จะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ยังไง ฉันมีหน้าที่ดูแลทุกคนอย่าให้ฉันต้องมานั่งบอกอะไรเธอเลยนะ โตๆ กันแล้ว เธอไม่ควรถือเขาถือเรามันจะอยู่กันไม่ได้ ทุกคนเขาก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน จะดูถูกดูแคลนกันไปทำไมล่ะ” นภาศรีเอ่ยสอนและตัดบทไล่ให้เอ็มมี่ออกไปนั่งโต๊ะนักร้องที่อยู่ใกล้กับวงดนตรี

        “นี่พี่ศรี...ขอร้องอย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับใคร” เอ็มมี่เชิดหน้าขึ้นเอ่ย แล้วรีบสาวเท้ายาวๆ ออกไป

       “อีนี่ต้องตบล้างน้ำเสียให้เข็ด ทำตัวเลิศเลอเหนือคนอื่น แหมคุยว่าผ่านเมืองนอกเมืองนามา มันก็คนเหมือนกันละวะ จะมาแบ่งชนชั้น เก่งนักรวยนักก็อยู่บ้านสิ มาร้องเพลงให้เหนื่อยทำไมล่ะ” น้ำทิพย์เอ่ยด้วยท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

       “พอๆ เถอะทิพย์อย่าจุดชนวนขึ้นมาอีกเลย รู้ว่าเขาเป็นคนแบบนี้ ก็ปล่อยเขาไปเถอะถ้าเราไม่สนใจฟัง เขาคงพล่ามพูดคนเดียวไม่ได้หรอก คนแบบนี้ต้องทำเป็นไม่ได้ยินให้เขาพูดข้างเดียว พอไม่มีใครสนใจฟังหรือต่อปากต่อคำด้วย ก็หยุดไปเองน่ะแหละ”

       “แต่พี่ศรี อีนี่มันพูดแบบนี้หลายหนแล้วนะ มันกัดพวกเราก่อนทุกทีเลยอ่ะ ใครจะทนได้ล่ะ สักวันหนึ่งเถอะแม่งจะตบให้คว่ำเลย” น้ำทิพย์เอ่ยอาฆาต

       “แล้วฉันจะถามคุณบรู๊คเอง ว่าจะเอายังไงกับแม่เอ็มมี่นี่ดี ฉันว่าคิวใครก็ออกไปทำหน้าที่ก่อนเถอะ เอาเรื่องปากเรื่องท้องของเราให้รอดก็พอ เศรษฐกิจอย่างนี้นักร้องอย่างพวกเราก็ไม่ใช่หางานได้ง่ายๆ นะยะ ผับบาร์ปิดกิจการกันให้ระนาวไปหมด” นภาศรีเอ่ยตัดบท ทำให้น้ำทิพย์สะบัดหน้าพรืดเดินออกไปด้วยอารมณ์ที่ยังขึ้นอยู่

       แหมแม่คนนี้ร้ายจริงๆ เลยนะศรี ฉันเพิ่งเห็นฤทธิ์เจ้าหล่อนวันนี้เอง เห็นพวกเด็กพีอาร์ก็บอกฉันอยู่เหมือนกัน ว่าโดนเจ้าหล่อนจิกด่าบ่อยๆ ศรีหล่อนต้องจัดการแล้วละ เพราะถึงแม่คนนี้จะเป็นนักร้องเพลงสากลหญิงเพียงคนเดียว ที่คุณบรู๊คเธอชอบสไตล์การร้องเพลงของเจ้าหล่อน แต่นิสัยทรามเข้ากับใครไม่ได้แบบนี้ก็ไม่ไหวหรอก ให้เจ้านายหาคนใหม่เถอะ นักร้องเพลงสากลดีๆ ก็มีให้เกลื่อนเมือง เพียงแต่แม่คนนี้เขาแต่งตัวเริ่ดตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูไฮโซหน่อยเท่านั้นแหละ” เพชรแท้ออกความเห็น

       “ฉันก็ทนกับแม่นี่มาพอสมควรแล้วเหมือนกันนะเพชร ขนาดเจ้าหล่อนก็รู้ว่าฉันมีหน้าดูแลบรรดานักร้อง แม่คนนี้ก็ไม่เคยเห็นหัวฉันหรอก เพียงแต่ฉันไม่อยากใส่ใจเองน่ะแหละ”

       “หล่อนต้องบอกให้เจ้านายรับทราบ ก่อนที่จะเกิดการรุมตบกันจนเป็นข่าว เพราะแม่พวกนี้ก็คงไม่ยอมหรอก ฉันว่าไม่นานเกินรอต้องเกิดเรื่องใหญ่ แล้วหล่อนน่ะแหละจะโดนด่า เพราะหล่อนมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาให้ดูแล ซึ่งความจริงแม่พวกนี้ถึงจะระหองระแหงแย่งแขกกัน แต่พอโดนดูถูกกันทั่วหน้าอย่างนี้ แม่เอ็มมี่คงต้องโดนสหบาทาแน่ๆ”

       นภาศรียกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก่อนจะเอ่ย “คุณบรู๊คคงมาแล้วมั้งเนี่ย”

       “มาตั้งแต่สักพักแล้วละย่ะ ฉันนี่แหละเสนอหน้าไปเปิดประตูรถให้ หล่อนรีบขี่ม้าสามศอกไปฟ้องได้แล้ว จัดหนักเลยนะยะ เจ้านายเขาเชื่อหล่อนอยู่แล้วละแม่ศรีสมรอมรรัตน์”

       “ฉันก็พูดตามความเป็นจริงน่ะแหละ และก็สุดแต่คุณบรู๊คจะตัดสินก็แล้วกัน คุณบรู๊คน่ะไม่เคยเห็นว่าเห็นด่าใครเลยสักที เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ซ้อมาที่นี่แกบอกฉันว่า เจ๊ดาวอยากมาคุมที่นี่อยู่เหมือนกันนะ แต่ดูท่าทางซ้ออยากให้คุณบรู๊คดูแลมากกว่าว่ะ”

       “แหมแกก็รู้ว่าคุณบรู๊คน่ะ เขาก็ไม่ได้อยากจะมาทำงานตรงนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีใครแกก็เลยต้องทำ เพราะตอนนั้นเจ๊ดาวก็ไม่อยากทำนี่ แล้วเกิดอะไรถึงอยากจะทำอีกล่ะ”

       “เรื่องของคนรวยๆ ก็คงมีเหตุผลของเขาละมั้ง” นภาศรีเอ่ย

       “ซ้อเขาก็มีแกกับฉันที่เขาไว้ใจให้ช่วยคุณบรู๊คดูแลจัดการภายในผับนี่ เพราะถ้าไม่มีคนที่แกไว้ใจ บางทีแกก็อยากจะเลิก แต่รายได้มันก็ยังเป็นกอบเป็นกำเพราะทำเลที่นี่มันดี ไม่งั้นซ้อแกคงเปิดเป็นร้านอาหารไปแล้วละ” เพชรแท้เอ่ยอย่างคนใกล้ชิดที่รู้เรื่องราวของตระกูลนี้ดี

       “ทำไมคุณบรู๊คถึงไม่ชอบงานที่ผับนี่นะ ฉันไม่เข้าใจเลยว่ะ” นภาศรีเอ่ยถามเพชรแท้ ด้วยสีหน้าสงสัย

       “ก็เห็นซ้อบอกว่าคุณบรู๊คน่ะ เขาเป็นศิลปินพวกติ๊สต์ๆ อะไรนี่แหละ เขาชอบเดินทางไปวาดรูปตามสถานที่สวยๆ ชอบอยู่กับความฝัน ซึ่งซ้อแทบจะอกแตกตายเลยนะ ที่รู้ว่าลูกชอบอะไรแบบนี้น่ะ เพราะตอนที่ลูกชายไปเรียนอยู่ที่อังกฤษ ซ้อก็ไม่รู้หรอกว่าลูกชายน่ะไปเรียนทางด้านนี้  มีเงินก็ส่งๆ ไปนึกว่าลูกไปเรียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจ แกบอกว่าลูกพูดเป็นภาษาอังกฤษถึงวิชาที่ลงเรียน ซึ่งแกก็ไม่รู้ว่าวิชาอะไร พอกลับมาลูกชายไว้ผมยาวแต่งตัวเซอร์ เปิดห้องในบ้านเป็นสตูดิโอส่วนตัว แกเข้าไปดูนึกว่าลูกคงทำออฟฟิศสำหรับทำงานของบริษัท แต่เจอกับขาตั้งและแผ่นเฟรม ซึ่งลูกชายก็ขะมักเขม้นวาดรูป แถมยังมีนางแบบนู้ดมาเป็นนางแบบ แกถึงกับลมจับ เพราะกว่าจะรู้ว่าลูกไปเรียนทางด้านศิลป์ลูกก็เรียนจบแล้ว แกเล่าไปด่าตัวเองไป ฉันละหัวเราะจนท้องแข็งเลยละ” เพชรแท้เอ่ยเล่าพร้อมทั้งออกท่าออกทางดีดดิ้นตามสไตล์ไปด้วย

      “อืม...ถึงว่าสิในห้องทำงานของคุณบรู๊คถึงมีแต่รูปวาด เอ๊ะ...แต่แกก็รู้ทุกเรื่องในผับนี้ดีนะ และแกก็จัดการจัดระเบียบระบบจนเข้าที่เข้าทางดีนี่”

      “แหมเขารู้ทุกอย่างน่ะแหละ คนผ่านเมืองนอกเมืองนามา พูดง่ายๆ นะศรีคนมีความรู้น่ะ เขาก็ทำได้ทั้งนั้นอีกอย่างซ้อเขาก็วางรากฐานไว้แล้ว และทั้งเจ๊ดาวและคุณบรู๊คเขาก็เกิดมากับกิจการแบบนี้มาตั้งแต่เกิด เขาก็แค่เข้ามาดูบัญชีรายรับรายจ่ายดูความเรียบร้อย ติดต่องานกับคนนั้นคนนี้ เพื่อนคุณบรู๊คเขาก็คนมีระดับทั้งนั้น และซ้อเองเขาก็ไม่ได้ทิ้งนี่ เค็มออกอย่างนั้นไม่มีใครไปโกงได้หรอกย่ะ”

      “อืม...ก็จริงของแกว่ะ คนมีความรู้สูงๆ น่ะเขาก็คงรอบรู้ไปหมดน่ะแหละ” นภาศรีคล้อยตามความคิดของเพชรแท้

      “ต๊าย! แม่โฉมศรีฉันมัวแต่เมาท์กับหล่อนเสียนานสองนาน เชิญหล่อนขึ้นไปหาเจ้านายได้แล้วละ เดี๋ยวเกิดเจ้านายไม่เห็นฉันในกล้องวงจรปิด ฉันอาจจะโดนเช็กบิลได้ย่ะ” เพชรแท้สาธยายเพลินและกรีดร้องอย่างนึกขึ้นได้ ว่าตนทิ้งงานมานานแล้ว รีบผันกายกลับออกไปอย่างรวดเร็ว

        

       สายน้ำผึ้งเปิดทีวีดู พร้อมทั้งกวาดถูห้อง จัดข้าวของบนหน้ากระจกให้เข้าที่เข้าทาง ผ้าผ่อนที่นภาศรีผลัดทิ้งไว้ เธอก็เก็บไปพาดไว้ที่ราวตากผ้าเล็กๆ หยิบหมอนหนุนบนที่นอนมาตบจนฟู ดึงผ้าปูที่นอนให้เรียบตึง และหยิบหมอนใบหนึ่งมานอนดูทีวี และเมื่อละครที่เธอดูถึงตอนดราม่า เธอก็อินไปกับละครและจากการที่ต้องมานอนบ้านคนอื่น ความอ้างว้างก็เกาะกุมหัวใจและร้องไห้กระซิกๆ รีบปิดทีวี และนอนนึกถึงวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ที่ตนเองเอ่ยถามป้าอุ่นเรือนถึงชาติกำเนิดของตนเอง เสียงเล่าพร้อมเสียงก่นด่าจึงตามมายาวเป็นขบวนรถไฟ 

        “อยากรู้หรืออีผึ้ง อีคนปากหมาแถวนี้มันบอกอะไรมึงบ้างล่ะ กูจะบอกให้มึงรู้ก็ได้นะว่ามึงน่ะมันตัวถ่วงความเจริญของกู อีคนที่เอามึงมาจ้างกูเลี้ยงน่ะ มันเอามึงมาทิ้งไว้ให้กูตั้งแต่มึงเกิดใหม่ๆ ไม่ถึงเดือน มันให้เงินกูสามหมื่น บอกว่าจะให้ค่าเลี้ยงอีกเดือนละหกพัน กูก็หลงดีใจว่าจะได้ไม่ต้องรับเลี้ยงหลายคน แต่แล้วอีแก่นั่นมันก็หายหัวไป ไม่เคยโผล่หน้ามาอีกเลย”

       “คนแก่เอาฉันมาหรือป้า แล้วพ่อแม่ฉันล่ะ” เธอจำได้ว่าเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

       “อีแก่นั่นมันบอกกูว่า แม่มึงน่ะท้องทั้งที่กำลังเรียนพ่อแม่ไม่รู้ พอคลอดก็เลยแอบให้อีแก่นั่นเลี้ยงไว้ แล้วก็เอาเงินมาให้ แต่อีแก่นั่นมันบอกกูว่ามันป่วย เลี้ยงเด็กเล็กๆ ไม่ไหว ก็เลยเอามาจ้างกูเลี้ยงอีกต่อหนึ่ง และยังบอกว่าแม่มึงจะแอบมาดูลูกบ้างเป็นระยะๆ”

       “ยายคนนั้นเขาอาจจะโกหกป้าก็ได้นะ เพราะเขาอาจจะขโมยฉันมาจากพ่อแม่เหมือนในละครก็ได้นี่”

       “มึงมันดูละครจนเพ้อเจ้อไปแล้วนะอีผึ้ง”

       “แหมก็ชีวิตฉันมันเหมือนละครนี่จ๊ะ อะไรมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละป้า”

       “แต่อีแก่นั่นบอกว่ามันเป็นคนรับใช้ที่บ้านของแม่มึง และก็ช่วยแม่มึงปกปิดผู้ใหญ่มาตลอด จนคลอดก็ไม่มีใครรู้ เพราะท้องสาวมันมองไม่เห็น แต่แม่มึงก็กลัวความจะแตก ให้อีแก่นั่นหาคนเลี้ยงไปก่อน แล้วค่อยหาทางออกทีหลัง อีแก่นั่นมันยังบอกว่า มีคนบอกมันว่ากูรับจ้างเลี้ยงเด็ก มันก็เลยมาหากูที่นี่”

      “อย่างนั้นก็แสดงว่าเขาอาจจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ก็ได้นะป้า เขาถึงได้รู้ว่าป้าเคยรับเลี้ยงเด็กน่ะ”

       “กูถามเหมือนกันแต่อีแก่นั่นมันก็พูดไปเรื่องอื่น คนถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ นี่มันก็ไม่ไกลกันหรอก”

      “แล้วป้าทำไมไม่ถามชื่อแม่ของฉันไว้ล่ะ”

      “ทำไมกูจะไม่ถามล่ะ แต่อีแก่นั่นบอกว่าเขาปิดเป็นความลับ เพราะแม่มึงน่ะเป็นลูกคนรวยคนดัง ที่บอกชื่อก็ต้องมีคนรู้จัก เขากลัวความลับจะแตก แต่ก็บอกกูว่าจะจ้างให้เลี้ยงสักห้าหกเดือนเท่านั้น แล้วจะมารับไป เพราะนังแม่มึงจะไปเรียนต่อที่เมืองนอก และจะแอบพ่อแม่เอาลูกไปเลี้ยงที่เมืองนอกโน่น และยังบอกว่าจะให้เงินกูอีกก้อนหนึ่งด้วยนะ”

       “โห อย่างนี้แม่ของฉันก็ต้องเป็นคนรวยมากสินะป้าอุ่น”

       “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเรื่องที่อีแก่เล่าเป็นความจริงก็คงจะรวยมาก แต่อีนั่นมันอาจจะโกหกก็ได้นี่ เพราะอีแก่นั่นมันมาดูมึงแค่หนเดียว แล้วก็หายจ้อยไปเลย จนในที่สุดเวรกรรมมาตกอยู่ที่กูนี่ไงล่ะ”

      “น่าป้า...ฉันจะเลี้ยงป้าตอบแทนที่ป้าเลี้ยงฉันก็แล้วกันนะ” เธอจำได้ว่าเอ่ยแล้วเอาแก้มไปแนบกับแขนของป้าอุ่นเรือนไว้อย่างประจบ

      “ปีนี้มึงจบม.3 แล้วก็ออกมาทำงานเลี้ยงกูได้แล้วนี่”

      “ป้าอุ่นจ๋าให้ผึ้งเรียนต่อเถอะนะจ๊ะ ฉันจะได้ทำงานดีๆ มีเงินมาเลี้ยงป้าไงล่ะ”

      “กูจะเอาเงินที่ไหนมาให้มึงเรียนต่อหืออีผึ้ง แค่นี้กูก็ต้องหยิบยืมชาวบ้านเขาจนเป็นหนี้รอบตัว” คำของป้าอุ่นเรือนทำให้เธอเถียงในใจ เพราะเธอรับจ้างทำงานทุกอย่าง หาเงินเรียนมาตั้งแต่เรียน ป.5 .6

      “ฉันก็จะไปทำงานรับจ้างแล้วเก็บตังค์เป็นค่าเทอมเหมือนตอนนี้ก็ได้นี่จ๊ะป้า ฉันอยากเรียนต่อจ้ะ”

      “พอๆ ต่อไปนี้มึงก็ออกมารับจ้างซักรีด แล้วก็เอาเงินมาเลี้ยงกูได้แล้ว อยากเรียนต่อก็เรียน กศน. แบบอีมิ้นลูกอีม่วยก็แล้วกัน”

       และนับจากที่ตนเองเรียนจบ ม.3 ก็ต้องออกมารับจ้างซักผ้ารีดผ้า และไปทำงานแล้วแต่ใครจะจ้างมาตลอด และป้าอุ่นเรือนก็เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ไปจนหมด และให้เพียงเศษเงินสำหรับไปเรียนในวันอาทิตย์บ้างเท่านั้น

       คงจะจริงอย่างที่พี่ศรีบอกว่าคนรวยๆ เขาก็มีเรื่องไม่ดีๆ เหมือนคนจนๆ ได้เหมือนกัน ในเมื่อถ้าแม่ของเราเป็นรวยก็ยังมีเรื่องท้องในวัยเรียน และเงินก็สามารถเอาลูกไปให้พ้นอกได้ไม่ยาก อย่างที่พี่ศรีบอกว่าคุณภาพชีวิตคนรวยที่ดีกว่าคนจน พี่ศรีรอบรู้เรื่องชีวิตดีที่สุด เจ้าประคู้ณขอให้พี่ศรีหางานให้เราได้ทีเถอะ เราจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้บ้าง และเราต้องทำได้ เราจะไม่ยอมอยู่ในสภาพแบบนี้ไปจนชั่วชีวิตหรอก...สายน้ำผึ้งนอนคิดถึงคำพูดของนภาศรี และมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้ตนเองมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าทุกวันนี้

 

      นภาศรีเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ซึ่งเป็นห้องทำงานของฉัตรบดีหรือบรู๊ค ลูกชายคนรองของคุณอรพินท์หรือที่ลูกน้องเรียกว่าซ้อพินทร์ เธอเดินผ่านห้องเก็บไวน์ยี่ห้อแพงๆ ที่มีไว้รับรองสำหรับลูกค้าวีไอพี ก่อนจะถึงห้องทำงานของฉัตรบดีซึ่งอยู่ในสุด และเมื่อเธอเคาะประตูและยืนรอฟังเสียงอนุญาต นายสมชายคนขับรถก็เปิดออกมา และตามมาด้วยเสียงเจ้านาย

      “สมชาย...ใครมา บอกให้รอก่อนนะ” เสียงที่ไล่หลังออกมา ทำให้นายสมชายทำสีหน้าบุ้ยใบ้ถามเธอเบาๆ

      “เจ้ศรีมีอะไรหรือเปล่า เจ้านายกำลังคุยโทรศัพท์ทางไกลน่ะ”

      “ก็มีธุระน่ะสิ ไม่มีจะขึ้นมาหรือไงล่ะ” เธอเอ่ยตอบด้วยอารมณ์ที่ไม่ปรกตินัก ซึ่งสีหน้าและท่าทางของเธอ ทำให้คนขับรถวัยกลางคนร่างท้วมผลุบกลับเข้าไป และเพียงครู่เดียวก็โผล่หน้าออกมาพยักพเยิดให้เธอเข้าไป

      นภาศรีเดินเข้าไปภายในออฟฟิศกว้างขวางของเจ้านาย ซึ่งมีโต๊ะทำงานตัวใหญ่อยู่ถึงสองตัว ซึ่งเป็นโต๊ะของคุณอรพินท์ตัวหนึ่ง

      ชายหนุ่มเจ้าของห้องเจ้านายของเธอ ผายมือไปที่โต๊ะรับแขกมุมห้อง ทั้งที่ยังพูดโทรศัพท์อยู่ แต่เธอก็ฟังไม่ออกเพราะเขาพูดภาษาอังกฤษกับปลายสาย เสียงฟุดฟิดฟอไฟรัวเร็ว น้ำเสียงและสีหน้าเหมือนคนที่กำลังถกเถียงกัน เพราะเจ้านายหนุ่มของเธอพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากนั้นประมาณสิบห้านาทีเขาก็วางสายลง และยืนนิ่งๆ เหมือนจะสงบใจ ก่อนที่จะพยักหน้าให้เธอเดินมานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา 

      “คุณนภาศรีมีอะไรหรือครับ ขอโทษนะที่ให้รอ” คำพูดที่แสนสุภาพไม่เหมือนเจ้านายพูดกับลูกน้อง ทำให้นภาศรีคลี่ยิ้มออกมาให้เขานิดหนึ่งก่อนจะพนมมือไหว้

      “สวัสดีค่ะ ขอโทษนะคะคุณบรู๊คที่มารบกวน”

     “โอ๊ะ! อย่าไหว้ผมสิครับ มีอะไรก็บอกมาเลยครับไม่ต้องเกรงใจ” เจ้านายหนุ่มรีบร้องปราม

     “เอ่อคือมีเรื่องจะมาเรียนให้คุณบรู๊คทราบเกี่ยวกับเอ็มมี่น่ะค่ะ”

     “มีอะไรเหรอครับ ผมเพิ่งเห็นเอ็มมี่ขึ้นร้องเพลงเมื่อครู่นี้เอง” ฉัตรบดีเอ่ยถามในขณะที่สายตายังจ้องมองไปที่จอมอนิเตอร์ ซึ่งลิงก์กับกล้องวงจรปิดภายในผับ

      “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ” นภาศรีเอ่ยเล่าเรื่องความโอหังของเอ็มมี่ ตั้งแต่เธอเหยียบย่างเข้ามาทำงานได้สามเดือน และเหตุการณ์เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมาให้เขาฟัง ซึ่งชายหนุ่มท่าทางอาร์ติ๊สต์ก็พยักหน้าน้อยๆ รับทราบตลอดเวลา และยังใช้ดินสอในมือเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ จนกระทั่งนภาศรีเล่าจบและเอ่ยถามขึ้น

      “คุณบรู๊คคิดยังไงกับเรื่องนี้คะ” คำถามของเธอทำให้เจ้านายหน้าหล่อของเธอ ซึ่งยังเคาะดินสอ มีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ย

      “การทำงานที่เกิดเรื่องแบบนี้ ผมรู้สึกว่าสถานการณ์ของพวกคุณมันไม่ดีเลยนะ เอาอย่างนี้ผมจะเรียกเอ็มมี่มาปรับทัศนคติเสียใหม่ ถ้าเขาทำตามที่ผมบอกไม่ได้ผมจะเลิกจ้างเขา คุณคิดว่าไง” คำพูดของเจ้านายมาดเซอร์ทำให้นภาศรีอดหัวเราะไม่ได้

      “แหม คุณบรู๊คใช้ศัพท์เสียน่ากลัวเลยนะคะ”

      “น่ากลัวตรงไหนล่ะครับ คนเราถ้ามีความคิดแปลกแยกเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องมีการคุยกันปรับความเข้าใจกัน เพราะเอ็มมี่เขาอาจจะไม่เข้าใจการที่ต้องทำงานร่วมกันกับคนอื่น ซึ่งเขาควรจะเคารพในตัวตนของเพื่อนร่วมงานด้วย ไม่ใช่ยกตัวเองให้ดูเหลื่อมล้ำ เหมือนพวกที่เหยียดสีผิวในต่างประเทศ เพราะส่วนตัวผมแล้วผมมองทุกคนมีศักยภาพเท่าเทียมกันหมด ผมจะเรียกเธอมาคุยก็แล้วกันนะครับ เพราะถ้าเกิดมีเรื่องตบตีกันขึ้นมาอย่างที่คุณนภาศรีกลัว เรื่องมันอาจจะไปถึงตำรวจและถึงนักข่าว ผับของเราก็จะเสียชื่อ ถึงที่นี่จะไม่ได้เป็นผับระดับห้าดาว แต่เราก็มีแขกวีไอพีมาเที่ยวอยู่พอสมควร เราจึงไม่ควรมีข่าวในทางลบแบบนี้” เขาเอ่ยอธิบายยาวเหยียด

      “แล้วถ้าเขาทำไม่ได้ล่ะคะ”

      “ผมจะลองพูดดูก่อนก็แล้วกัน เพราะผมก็ไม่ทราบว่าอีโก้เธอระดับไหน ถ้าสูงไปก็คงต้องให้เธอไปหางานที่อื่นทำ ก็เท่านั้นเอง”

      “เอ่อ...ขอบคุณนะคะที่คุณบรู๊คเข้าใจ เพราะอย่างที่บอกน่ะค่ะ เอ็มมี่บอกทุกคนว่าคุณบรู๊คปลื้มเขามาก”

      ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ไม่กล่าวอะไรถึงเรื่องเอ็มมี่อีก แต่กลับเอ่ยถามเธอขึ้น “เอ่อ คุณนภาศรีพอจะหาเด็กผู้ชายให้ผมสักคนได้ไหมครับ ผมอยากได้มาทำงานแบบติดตามผมไปไหนมาไหนด้วย เพราะผมจะคืนนายสมชายให้พี่สาว และผมจะขับรถเอง เรียกว่าอยากได้เด็กที่ติดสอยห้อยตามผมไปได้ทุกที่นะครับ”

      หัวใจของนภาศรีกระตุกวูบทันทีที่เขากล่าวจบ เพราะทำให้เธอนึกถึงสายน้ำผึ้ง แต่เจ้านายต้องการเด็กผู้ชาย ทำให้เธอลอบถอนใจออกมาอย่างนึกเสียดายโอกาส แต่ความคิดเจ้าเล่ห์ก็สั่งการให้เธอร่ายยาวออกไปทันที

      “เอ่อ...ถ้าเด็กคนนั้นเป็นทอมจะได้ไหมคะ มีเด็กอยู่คนหนึ่งนิสัยดีมาก ไว้ใจได้ และดิฉันก็เห็นแกมานานแล้วด้วยค่ะ คือแกอยากหาเงินเรียนต่อ เพราะแกเป็นกำพร้าและจบแค่ม.6 เท่านั้น แกขยันขันแข็งเอาการเอางาน จะมีข้อตำหนิอยู่นิดหนึ่งก็คือแกมีนิสัยและหัวใจเป็นผู้ชาย ออกจะห้าวสักหน่อยน่ะค่ะ”

      “ทอมก็ผู้หญิงนะคุณ” เขาเอ่ยท้วงขึ้น

      “เดี๋ยวนี้เขาเรียกทอมว่าเพศที่สามแล้วนะคะ”

      “จะเรียกยังไงผมก็คิดว่าเขาก็ยังเป็นผู้หญิง และที่ผมอยากได้ผู้ชายก็เพราะต้องเดินทางไปไหนมาไหน ต้องนอนค้างอ้างแรมด้วยกัน เพราะผมชอบไปต่างจังหวัด บางทีก็ไปต่างประเทศเพื่อวาดรูป ผมเพียงแต่อยากได้เด็กไปช่วยถือของ แล้วก็ดูแลผมบ้าง ถ้าเป็นเด็กผู้ชายแล้วคุณนภาศรีรับรองละก็ ผมโอเคเลยนะแต่ทอมนี่คงไม่ไหว”

      “เอ่อ ให้มาดูตัวก่อนไหมคะ หรือว่าให้ลองทำงานก่อนก็ได้ ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เป็นไรนี่คะ คือเด็กคนนี้น่าสงสารมากค่ะ แกอยู่กับป้าที่รับจ้างเลี้ยงแกมาตั้งแต่แบเบาะ แล้วก็หายตัวไปไม่มาอีกเลย ยายป้าคนนี้แกก็เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด และก็ทารุณสารพัดละค่ะ แกต้องรับจ้างทำงานทุกอย่าง แต่พอได้เงินป้าก็เอาหมดเพราะติดการพนัน ตอนนี้แกอยากจะหนีแต่พี่ก็ดึงแกไว้ เพราะความสงสารกลัวจะไปเสียผู้เสียคนน่ะค่ะ” 

      คำของนภาศรีที่เอ่ยเล่าทำให้ชายหนุ่มเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “ถ้าเขาอยากได้งานทำ ทำไมไม่เอามาเป็นพนักงานเสิร์ฟที่นี่ล่ะครับ ผมยินดีรับนะ แต่ถ้าให้ทำงานกับผมคงไม่ได้หรอก เพราะยังไงทอมก็เป็นผู้หญิง ถึงจะเป็นเพศที่สามที่สังคมยอมรับ แต่ผมก็คงอดตะขิดตะขวงไม่ได้น่ะ ให้เขามาทำงานเสิร์ฟก็แล้วกันนะครับ แล้วถ้าผมหาใครไม่ได้ และถ้าหน่วยก้านเขาพอจะไปกับผมได้ ผมอาจจะพิจารณาอีกทีดีไหมครับ”

      “เอิ่ม ก็ได้ค่ะ”

      “งั้นพรุ่งนี้ให้เขามาเขียนใบสมัครกับผม แล้วก็เริ่มทำงานเลย จะได้มีเงินใช้”

      นภาศรีกลับลงมานั่งในห้องพักแล้วเริ่มครุ่นคิดถึงสายน้ำผึ้ง...เราดันบอกว่าผึ้งเป็นทอมเพราะคิดว่าคุณบรู๊คจะโอเค ซึ่งถ้าเขายอมรับ เราก็จะหาทางทำให้ผึ้งมีรูปลักษณ์เป็นทอม ซึ่งมันก็ไม่ยากนักหรอก เพราะผึ้งก็ไม่ใช่เด็กสาวที่ติ๋มๆ การแต่งตัวก็เหมือนเด็กผู้ชายอยู่แล้ว และก็ยังออกจะห้าวเสียด้วยซ้ำไป เอามาเป็นพนักงานเสิร์ฟไปก่อนงั้นหรือ...ก็น่าลองเหมือนกันนะ ในเมื่อผึ้งมันก็ขยันขันแข็งดี ให้มันทำตัวห้าวๆ แบบทอมบอยให้เจ้านายเห็นสักหน่อยก็ได้นี่ เผื่อเข้าตากรรมการ แต่เราจะหาที่อยู่ที่ไหนให้ผึ้งมันล่ะ...ในเมื่อมันก็ยืนยันว่าจะไม่อยู่กับน้าอุ่นเรือนแล้ว ว้า...คิดไม่ออกทำยังไงดีวะนี่...

       “นี่แม่ศรีสมรอมรรัตน์ตกลงเจ้านายว่ายังไงบ้างยะ ฉันอยากรู้จนตัวสั่นแล้วย่ะ” เพชรแท้เดินเข้ามาเอ่ยถาม  พร้อมทั้งฟาดมือเผียะหนึ่งลงบนต้นแขนเธอ

       “แกบอกว่าจะเรียกไปปรับทัศนคติน่ะ”

      “กรี๊ด! บอสของเพชรแท้นี่ใช้คำทันสมัยตรงใจเสียจริงจริ๊ง แต่ว่าแม่นั่นจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเข้ากับมนุษย์มนาเขาได้หรือเปล่า เจ้าหล่อนอีโก้ออกจะขนาดนั้น ไอ้ที่บอกว่าผ่านเมืองนอกเมืองนามา ก็ไม่รู้ผ่านแบบไหนเนาะ ผ่านแบบไปหาประสบกามชีวิต แล้วกลับมาเชิดหน้าหยิ่งใส่ชาวบ้าน ชิ! ไปจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” เพชรแท้ลอยหน้าลอยตาพร้อมทั้งค้อนควัก

      “อาจจริงก็ได้นะ เพราะเจ้าหล่อนร้องเพลงฝรั่งและก็เต้นได้เก่ง ท่าทางเหมือนพวกนักร้องฝรั่งเลยน่ะ”

      “นี่แม่ศรีสวรรค์ฉันจะเล่าให้ฟังนะ เมื่อก่อนตอนที่ฉันทำงานที่พัทยา ฉันมีเพื่อนชื่ออีจอยมันเป็นนักร้องในผับ มันร้องเพลงสากล ร้องได้ทั้งเพลงจีนเพลงฝรั่ง และลีลาการออกท่าออกทางของมัน ขนาดฝรั่งยังชมว่ามันเป๊ะออกเสียงได้เหมือนมาดอนน่ามาก แต่ความจริงแล้วอีจอยอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกสักตัวเดียว เห็นมันก็ทั้งร้องทั้งเต้นทำมาหากินได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ตอนนี้ได้ผัวญี่ปุ่นไปแล้วด้วยย่ะ”

      “อ้าวจริงเหรอ อ่านไม่ออกแล้วทำไมร้องได้เป๊ะล่ะ แสดงว่ามีพรสวรรค์สินะ”

      “มันใช้ฟังจากแผ่นเอา แล้วก็จดเป็นภาษาไทย ดูการร้องของนักร้องต้นฉบับในยูทูป สำหรับเวลาที่ต้องออกท่าทางประกอบ นังนี่มันมีพรแสวง ไม่ใช่พรสวรรค์พรนรกอะไรหรอกย่ะ คนมันไม่ย่อท้อใช้ความพยายามจนสำเร็จย่ะ”

      “อืม..เขาว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันก็คงจะจริงเนาะ เออ...นี่เพชรฉันมีเรื่องจะปรึกษาหน่อยน่ะ ฉันกำลังกลุ้มใจว่ะแกฟังฉันนะ”

       นภาศรีเล่าชีวิตรันทดของสายน้ำผึ้งให้เพชรแท้ฟังและยังเล่าเรื่องที่ตนเอง นำเสนอสายน้ำผึ้งให้เจ้านายเมื่อเจ้านายให้หาคนติดสอยห้อยตาม และตนเองดันปากไวโกหกว่าสายน้ำผึ้งเป็นทอม เพราะอยากให้สายน้ำผึ้งได้งาน แต่เจ้านายเกิดให้มาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟไปก่อน และสรุปว่าตนเองกำลังเครียด เพราะไม่รู้จะเอาสายน้ำผึ้งไปไว้ที่ไหน

      “แหมหล่อนนี่ก็สาระแนเรื่องชาวบ้านซะจริงๆ เลยนะ แต่ฟังดูแล้วไอ้เด็กคนนี้ก็น่าสงสาร เข้ากับคำที่เขาพูดว่าชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายเลยเนาะ”

      “แกก็รู้ว่าฉันน่ะขี้สงสาร เห็นมันถูกโขกสับมานานแล้ว นี่มันก็โตเป็นสาวแล้วด้วย คนเรามันก็มีความคิดมากขึ้น ใครมันจะทนอยู่ล่ะ เสื้อผ้ายังแทบไม่มีจะใส่เลยนะ ทำงานงกๆ ทั้งวัน ฉันผ่านไปทีไรก็เห็นมันยืนรีดผ้าแล้วก็แหกปากร้องเพลงทุกวันแหละ เรียกว่าเหงื่อโซมตัวทั้งวัน ทั้งซักทั้งรีดไม่รู้กี่เจ้า ผ้าเงี้ยกองท่วมห้องไปหมด”

      “ก็ให้มันมาเป็นพนักงานเสิร์ฟอย่างที่เจ้านายบอก แล้วก็เอามันไปอยู่กับนังวันใสไหมล่ะ เพราะตอนนี้นังนี่มันเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่คนเดียว ได้ยินว่ามันก็หาคนแชร์ค่าห้องอยู่เหมือนกันนะ ลองถามมันดูสิ”

      “แหมแกรู้เรื่องมันดีกว่าฉันเสียอีกนะ แต่เฮ้ยมันพาแขกมานอนที่อพาร์ตเมนต์ด้วยหรือเปล่าล่ะ ผึ้งน่ะมันยังเป็นสาวนะแก”

      “ไม่หรอก...นังวันใสมันยังไม่มีเสี่ยเลี้ยงนี่ มีแต่ขาจร ถ้าหาเสี่ยเลี้ยงจริงจังได้เมื่อไหร่ ก็คงไม่ต้องหาคนมาแชร์ค่าห้องหรอก”

      “อืม ฉันจะลองถามมันดู และที่แน่ๆ ฉันจะต้องจัดการให้ผึ้งมันแต่งตัวเป็นทอม และก็จะไม่บอกใครว่ามันเป็นผู้หญิง เพราะความจริงฉันก็ไม่อยากให้มันทำงานกลางคืนหรอกเดี๋ยวใจแตก เผื่อยังไงคุณบรู๊คเห็นแล้วอาจจะเมตตามันก็ได้นี่”

     “หล่อนคิดไกลไปกว่านั้นหรือเปล่ายะนังศรีสมร นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์” เพชรแท้แดกดันเสียงแหลม

     “คิดไกลยังไงยะ เดาไปเรื่อยเปื่อยนะแกน่ะ”

     “ก็ถ้านังผึ้งของแกมันสวยอย่างที่แกว่า ทอมก็อาจจะเสร็จเจ้านายก็ได้นี่”

      “โฮ้ย ของแบบนี้มันแล้วแต่วาสนาย่ะ ฉันอยากให้มันได้ทำงานสบายๆ มันลำบากมามากแล้วเผื่ออานิสงส์ที่ฉันได้ช่วยมันจะทำให้ฉันสบายกับเขาบ้างไงล่ะ”

      “แหมแกน่ะก็สบายแล้วนี่ กะล่อนกะคนโน้นทีคนนี้ทีจนซื้อคอนโดได้แล้ว เมื่อไหร่จะย้ายจากสลัมนั่นเสียทีล่ะ”

      “อีกสักพักหนึ่ง ฉันบอกกับเฮียเส็งกับเสี่ยเล้งไว้ว่ายังเช่าบ้านอยู่ เขาก็ให้ค่าเช่าบ้านทุกเดือน สองคนก็เข้าไปหมื่นหนึ่ง ตอนนี้ก็ตอดเล็กตอดน้อยไปเรื่อยๆ และก็กำลังขอเงินก้อนเฮียเส็งบอกว่าจะมาดาวน์คอนโด เขาบอกสิ้นเดือนนี้จะให้ฉันสองแสน ฉันก็จะเอาไปตบแต่งห้องให้หรูเริ่ด เรือนร่างฉันยังขายได้ก็ขายไปก่อน เก็บเงินไว้สักก้อน พอแก่ร้องเพลงไม่ไหว ไม่มีใครเอา ก็ยังมีเงินไว้ลงทุนทำอะไรได้บ้าง เพราะฉันกำลังคิดจะไปเรียนเสริมสวย หรือไม่ก็ไปเรียนนวดแผนโบราณอยู่ย่ะ”

     “แหม แกมันสุดยอดกะล่อนที่สุดแล้วละนังศรี มีสร้อยอยู่เส้นหนึ่งจำนำแม่งได้เกือบทุกวัน”

     “เสือกรู้เรื่องของฉันเสียจริงเลยนะแกน่ะ” นภาศรีก่นด่าพร้อมทั้งค้อนให้

      “เสี่ยขาศรีต้องส่งเงินให้แม่ พ่อของศรีป่วยน่ะค่ะ แต่ศรีไม่มีเงินก็เลยต้องเอาสร้อยไปจำนำ นี่ไงคะตั๋วจำนำไถ่ให้ศรีหน่อยสิคะ นะคะ” เพชรแท้ยื่นหน้ามาและทำเสียงอ้อนออด อย่างที่เคยแอบได้ยินนภาศรีอ้อนแขกขาประจำของเธอ

      “แกแอบฟังฉันสินะ วันหลังอย่ามายืนป้วนเปี้ยนเวลาฉันอยู่กับแขกนะอีบ้า”

      “แหม..ฉันได้ยินเสียจนเบื่อ ไม่เห็นต้องแอบฟังเลย มันเป็นวิชาหากินเดิมๆ ของหล่อนไปแล้วละย่ะ พอเจอหน้าใหม่มาติดทีไร หล่อนก็ควักตั๋วจำนำที่พับไว้ออกมาจากเต้าให้ดูทุกคนแหละ เรียกว่าสร้อยเส้นหนึ่งหากินได้เดือนละหลายหมื่น ฉันว่าหล่อนน่าจะถ่ายทอดวิชามารที่มีรอบตัวให้นังเด็กนั่นมันเยอะๆ มันจะได้มีวิชาเอาตัวรอด จับผัวดีๆ รวยๆ ได้สักคน อืม…ฉันชักอยากจะเห็นหน้าแม่นั่นซะแล้วสิ”

      “เขาเรียกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักย่ะ ฉันก็ต้องปลิ้นปล้อนเอาไว้ก่อนละ อาชีพนักร้องอย่างฉันจะรอแก่จนเหนียงยาน หมาที่ไหนมันจะมองล่ะ เอาอย่างนี้นะพรุ่งนี้สายๆ ฉันจะพามันไปหาแกที่คอนโด แกมีเพื่อนทำร้านเสริมสวยไม่ใช่เหรอ ฉันจะเอามันไปหั่นผมให้เหมือนทอมบอย และก็พามันไปซื้อเสื้อผ้า อย่างน้อยก็ต้องตบตาคุณบรู๊คเป็นอันดับแรก ไอ้เรื่องวิชามารน่ะเด็กในสลัมมันพอจะรอบรู้ถึงวิธีการเอาตัวรอดอยู่แล้วละ และฉันจะบอกให้นะว่าถ้ามันได้ลอกคราบเสียหน่อย มันสวยไม่ใช่เล่นเลยนะแก” นภาศรีเอ่ยอวด

      “ย่ะ ฉันรู้ว่าหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่ แหม หวังเสียสูงเลยนะยะ” 

      “น่า..ปั้นดินให้เป็นดาวสักดวงจะเป็นไรไป เผื่อเป็นบุญพาวาสนาส่งของเด็กมันก็ได้นี่ แต่แกต้องช่วยฉันด้วยนะยะนังเพชรแยะ เผื่ออานิสงส์แกจะได้หาผัวฝรั่งอย่างที่อยากได้สักคนไงล่ะ” นภาศรีเอ่ยเรียกชื่อเพชรแท้เป็นคำผวน ด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อเพชรแท้มาจุดประกายความคิดให้เธอเห็นหนทางที่จะช่วยสายน้ำผึ้ง

 


                  วางแผงที่ซีเอ็ด&นายอินทร์ทุกสาขา และร้านค้าออนไลน์สวนจตุจักรค่ะ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

241 ความคิดเห็น

  1. #178 sansoan (@sansoan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 06:13
    สนุกจริงๆค่าติดตามรอลุ้นนะค่า 
    #178
    0