THE END l เล่ห์รักเลอดาว [ สำนักพิมพ์ อรุณ ]

ตอนที่ 23 : ตอนที่ 10...ซีนที่ 1-2 (65 %)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 355
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 ม.ค. 59

ตอนที่ 10

การนึกถึงคำด่าทอกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงชั้นต่ำ ทำให้เลอดาวคันไม้คันมือก็จริงอยู่ แต่สติที่มีก็ยังประคองให้หล่อนรู้จักระงับอารมณ์ได้ดี เพราะหล่อนคิดว่ายังมีหนทางอื่นที่จะยั่วประสาทหรือเอาคืนได้สาสมกว่าการยืนเถียงกันฉอดๆเป็นไหนๆ แล้วความที่คิดเช่นนั้นจึงทำให้นึกสนุกขึ้นมา อยากรู้ว่าสีหน้าของคู่ปรับอย่างใกล้รุ่งยามอกจะแตกตายนั้นจะเป็นเช่นไร จึงคิดจะทำสงครามประสาทขึ้นมาจริงๆ โดยหวังใช้ก้าวไกลเป็นเครื่องมือ

เมื่อคิดจะปั่นหัวชายหนุ่มผู้เข้ามาได้จังหวะจะโคน เลอดาวจึงไม่รอช้าเป็นฝ่ายติดต่อเขาไปยังเบอร์ส่วนตัว แล้วก็เป็นดังคาด น้ำเสียงของก้าวไกลยามรับสายบ่งบอกว่ายินดีปรีดาสักแค่ไหน

“ผมไม่นึกว่าคุณดาวจะเป็นฝ่ายโทร.มาหาผม”

ขณะที่หัวเราะน้อยๆ ปลายเสียงของหล่อนกลับแฝงแววเยาะนิดๆ “หรือจะให้ฉันวางสายเลยคะ”

“โธ่คุณดาวครับ...คุณก็รู้ว่าผมอยากคุยกับคุณ”

“แล้วคุณอยากคุยกับฉันทางโทรศัพท์หรือว่าเราควรจะคุยตอนพบหน้ากันดีคะ”

เมื่อหล่อนเปิดทาง เขาก็รีบตอบรับทันควัน

“ถ้าอย่างนั้นทานข้าวมื้อกลางวันกับผมนะครับ...”

“ก็ดีค่ะ เดี๋ยวฉันเป็นคนเลือกร้านเองนะคะ...เพราะว่าอาหารที่คุณซื้อไปฝากไว้วันก่อน บอกตามตรงว่าไม่ถูกปากฉันเลยค่ะ”

“ก็ได้ครับ คุณดาวเป็นคนเลือกร้านแล้วกัน ว่าแต่ตอนนี้คุณดาวอยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมจะได้ขับรถไปรับ”

ทว่าจุดประสงค์ของหล่อนที่แอบแฝงนั้นคือต้องการไปหาที่ทำงานของเขา ดังนั้นจึงตอบปฏิเสธพร้อมกับบอกให้เขารออยู่ที่ทำงาน...ส่วนหล่อนก็ขับรถวิ่งฉิวไปตามท้องถนนหมายจะไปให้ทันก่อนพักเที่ยง

ไปหาเขาก็เพื่อจะ ประกาศตัว

หล่อนรู้ว่าขี้ปากคนมันลามเร็วยิ่งว่าไฟไหม้ จึงไม่แปลกที่เห็นจากหางตาว่าพนักงานภายในบริษัทเครื่องสำอางคู่แข่งกำลังจับกลุ่มซุบซิบอย่างทันควัน ปากต่อปากจนพริบตาพนักงานจากแผนกอื่นที่ชอบสอดรู้สอดเห็นต่างก็มายืนออราวกับหล่อนเป็นตัวประหลาด

ทว่าหล่อนก็ยังเหลียวกลับไปยิ้ม...เป็นยิ้มที่ปาก แต่ดวงตาหาได้ยิ้มไม่!

แล้วผู้หญิงที่ตั้งตัวเป็นหน้าด่าน ซึ่งหล่อนเดาได้ว่าน่าจะเป็นคนสนิทหรือไม่ก็เลขาฯส่วนตัวของใครสักคนรีบก้าวพรวดมายืนขวางทางก่อนที่หล่อนจะเดินไปจนถึงประตูห้องทำงานของก้าวไกล

“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณจะมาพบใคร ได้ทำนัดไว้หรือเปล่า”

หล่อนนึกขันที่วงหน้าของผู้ถามนั้นค่อนข้างตื่นกลัว มีความหวั่นแกมประหม่าฉายชัด

“นัดคุณก้าวไกลไว้ ห้องข้างหน้าใช่ไหมคะ”

“แต่คุณก้าวไม่ได้แจ้งไว้นี่คะ ถ้ายังไงคุณรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปเรียนคุณก้าวให้ทราบ”

แววตาของผู้หญิงตรงหน้ามีความหลุกหลิกชอบกล ที่สำคัญกว่านั้นเจ้าหล่อนไม่ได้เดินเข้าไปในห้องเจ้านายแต่กลับต่อสายหาใครบางคนที่หล่อนคิดว่าไม่ใช่ก้าวไกล หล่อนผู้นั้นทำท่าป้องปากกระซิบกระซาบ แต่ก็ยังได้ยินแว่วๆว่าชื่อทางปลายสายที่ถูกเรียกนั้นเป็นใคร

นึกไว้อยู่แล้วเชียวว่าคงโทร.ไปรายงานเจ้านายผู้หญิง ก็อย่างนี้แหละนะพวก คาบข่าวไปฟ้องนาย

“ฉันมาพบคุณก้าวไกลนะคะ ไม่ใช่คุณใกล้รุ่ง”

เลอดาวจ้องอีกฝ่ายเขม็ง แววตายามมองคู่สนทนายังคงนิ่งขึงทั้งที่ปากก็แย้มยิ้ม จึงเห็นอาการอึกอักของเจ้าหล่อนขณะที่ตอบกลับ

“คะ...ค่ะๆ...คะ”

เป็นจังหวะเดียวกับที่ก้าวไกลเปิดประตูห้องทำงานออกมาพอดิบพอดี เมื่อเลอดาวหันไปเห็นก็หมดความสนใจจากผู้หญิงตรงหน้า รี่เข้าไปใกล้ชายหนุ่มแล้วก็แสดงออกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พนักงานในที่นั้นถึงกับตาค้างไปตามกัน

หล่อนคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนมไม่พอ ยังถือโอกาสแนบปลายจมูกกดลงไปบนผิวแก้มข้างหนึ่งของเขา ยิ่งเห็นเขาตั้งตัวไม่ทันมีท่าทางเก้อเขิน แทนที่หล่อนจะกระดากอายกลับยิ่งใจกล้าหอมฟอดใหญ่ไปที่แก้มอีกข้างของเขา

“หอมสองข้างแบบนี้ดีไหมคะ จะได้ไม่ลำเอียง”

จะข้างเดียวหรือสองข้างก็เถอะ...เลอดาวรู้แต่ว่านี่เป็นฉากแรกที่หล่อนต้องการให้สิ่งที่ทำประจักษ์แก่สายตาทุกคนในที่นี้เพื่อเป็นการยืนยันตัวตน

“เอ่อ...คุณดาวครับ ผมว่าเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวรถจะติด”

หล่อนนึกขันกับท่าทีประหม่าเคอะๆเขินๆของเขา แต่ก็ไม่ได้สนใจในอาการแบบนั้น...ไม่สนด้วยว่าหล่อนจะถูกมองอย่างไร ยังคงแสดงออกกับชายหนุ่มด้วยการทำอี๋อ๋อ ควงแขนเขาขณะก้าวเดินออกไปจากที่ทำงานพร้อมกัน โดยไม่วายเหลียวหลังกลับมามองหญิงสาวผู้ทำหน้าที่ คาบข่าว

ขยิบตาให้อีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะเหยียดมุมปากเป็นการทิ้งท้าย!

//////////////////////////////////////

เมื่ออยู่กันสองต่อสองในรถ ก้าวไกลเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่จึงอดไม่ได้ที่จะถาม “ผมไม่รู้นะครับว่าคุณดาวกำลังคิดอะไร แต่ผมไม่อยากให้คุณดาวทำแบบเมื่อครู่ต่อหน้าคนอื่นเลย ผมกลัวว่าทุกคนจะมองคุณดาวในทางไม่ดี”

เลอดาวเม้มปากนิดๆ “ฉันเป็นแบบที่ฉันเป็น คุณจะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของฉันยังไงล่ะคะ”

“แต่คุณอาจจะเสียหายได้”

“ที่ผ่านมาชื่อเสียงฉันเหม็นเน่าจะตาย ถ้าคุณก้าวไม่ปิดหูปิดตา ถ้าคุณรู้ว่าฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงดิบดีมาจากไหน บางทีคุณอาจจะอยากหลบหน้าฉันไปให้ไกลก็ได้นะคะ”

หล่อนไม่ได้จะคิดประชดประชันเขาแต่อย่างใด เพียงแค่อยากให้เขารู้และเห็นว่าหล่อนนั้นไม่ใช่ผ้าขาวสะอาด หล่อนคือผ้าที่มีคนใช้จนเป็นรอยกระดำกระด่าง...รอยนั้นคือราคีที่ตีตราบาปไว้กับตัวจนหมอง ถ้าเขายังกล้าดีไม่ตั้งแง่รังเกียจผ้าชนิดที่หล่อนเป็น ก็จะถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจของเขาอีกแง่หนึ่ง

เขาพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงว่าเข้าใจ โดยไม่ซักถามไปถึงเรื่องส่วนตัวของหล่อนสักนิด ซึ่งอันที่จริงหล่อนอยากจะเล่าให้เขาฟังจนหมดเปลือกเสียด้วยซ้ำ จะได้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปข้างว่าเขาคิดอย่างไรหากรู้ว่าหล่อนไม่ใช่ผู้หญิงโสด เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงสองครั้งอย่างที่มารดาของเขาคงพ่นไฟกรอกหูเขาไม่ยั้ง

แต่ก็นั่นแหละ...เมื่อถึงเวลา เขาก็คงถามหรือหล่อนอาจจะเป็นคนบอกจากปาก

แล้วความคิดของหล่อนก็สะดุดพลันเมื่อเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้น ทันทีที่เห็นว่าเป็นเบอร์ของนิธาน ทีแรกนั้นคิดว่าจะตัดสายทิ้ง ครั้นเห็นเขาเหลือบมองมาแวบหนึ่ง หล่อนก็เลยเปลี่ยนใจอยากจะยั่วเขาเพื่อดูพฤติกรรมตอบรับ

“ค่ะคุณนิธาน...มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ”

ปลายสายบอกเจตจำนงบางอย่าง...ถ้าเป็นปกติที่อยู่ตามลำพัง หล่อนก็คงจะบอกปัดหรือตอบอย่างคนไร้เยื่อใย เพราะการกระทำของนิธานเมื่อวันก่อนนั้นถือเป็นการฉกฉวยที่หล่อนปรามาสในใจว่าหยาบช้า เพราะผู้หญิงอย่างหล่อนเกลียดนักกับผู้ชายประเภทที่ชอบข่มเหงรังแกผู้หญิง ใช้กำลังบังคับขืนใจ ยิ่งผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยอย่างนิธาน มีเมียเป็นตัวเป็นตน แถมยังควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ชายประเภทที่กินไม่รู้จักอิ่ม

แต่ตอนนี้หล่อนจับสังเกตได้ว่า ก้าวไกลคงกำลังเงี่ยหูฟังอย่างใจจดใจจ่อ ดูเหมือนปลายหางตาเขาจะเหลือบมองมาทางหล่อนเป็นระยะด้วยซ้ำ นั่นทำให้หล่อนตกปากรับคำนิธานไปอย่างง่ายดาย โดยที่หล่อนกำลังคิดจะเล่นตลกกับผู้ชายที่บังคับพวงมาลัยรถอยู่ด้านข้างคนนี้

เมื่อไปถึงร้านอาหารที่หล่อนเป็นคนเลือก...ก้าวไกลซึ่งลงจากรถมาทีหลังถึงกับถามหล่อนด้วยความไม่มั่นใจ เพราะว่าร้านที่หล่อนขอให้เขาพามานั้นเป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ หลังคามุงกระเบื้องลอนคู่นั้นก็เก่าคร่ำมีรอยแตกอยู่แถบชานด้านหน้า สภาพโดยรอบดูทรุดโทรมจนไม่น่าเข้า ยังดีที่ด้านข้างปลูกต้นไม้ค่อนข้างทึบเรียงกันแน่น ใบเขียวที่สอดประสานกันระหว่างต้นจึงช่วยบดบังแสงแดดยามตะวันตรงหัวให้พอได้ร่มเงา แต่อย่างไรก็ยังคงร้อนอ้าวอยู่ไม่น้อย

“คุณดาวจะทานร้านนี้จริงๆเหรอครับ”

เลอดาวหยุดกึกหันไปเอียงคอมองเขา “คุณก้าวให้ฉันเป็นคนเลือกร้านนี่คะ ฉันก็เลยเลือกร้านที่ฉันชอบ”

“แต่ที่นี่อากาศร้อนนะครับ”

“ถ้าคุณได้ทานอาหารของร้านนี้ รับประกันค่ะว่าจะยิ่งร้อนกว่าเดิมหลายเท่า เพราะว่าฉันชอบทานของเผ็ด...เวลาฉันทานส้มตำ ต้องพริกสิบเม็ดขึ้นไปเท่านั้นค่ะ”

“สิบเม็ดเชียวหรือครับ!

หล่อนไม่ได้ขู่แต่อย่างใด เพราะตอนที่สั่งอาหารหลากชนิดทั้งส้มตำ ลาบหมู น้ำตกและต้มแซ่บ หล่อนกำชับคนขายไปว่าขอรสจัดเหมือนเดิม ยิ่งเผ็ดเท่าไหร่ยิ่งชอบ...ครั้นหันมามองหน้าชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นเขามีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก หล่อนก็เลยหัวเราะออกมาพร้อมหยอก

“ถ้าคุณก้าวไม่ทานเผ็ด เดี๋ยวฉันจะสั่งแยกต่างหากก็ได้นะคะ”

หล่อนทำท่าจะจะกวักมือเรียกเด็กเสิร์ฟในร้าน ทว่าชายหนุ่มรีบยกมือห้าม “ไม่เป็นไรครับคุณดาว ผมทานเหมือนกันนี่แหละ จะเผ็ดแค่ไหนผมก็ทานได้”

หล่อนเป็นคนทานอาหารรสจัดมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องอาหารที่ปรุงด้วยพริกสีแดงสดจำนวนสิบเม็ดนั้นเป็นเรื่องเท่าขี้ผง คนอื่นอาจเหงื่อแตกพลั่ก ห่อปากซู้ด...แต่สำหรับหล่อนนั้นถือว่าธรรมดา ส่วนที่หล่อนจงใจสั่งอาหารให้เผ็ดซี้ดปากเข้าไว้นั้นจึงถือเป็นส่วนหนึ่งในการกลั่นแกล้งเขาแบบเบาะๆ

เมื่ออาหารแต่ละชนิดมาตั้งอยู่บนโต๊ะ หล่อนไม่รีรอมีพิธีรีตองใด...การสวมเสื้อผ้าสวยหรูซึ่งสายตาจากลูกค้าโต๊ะอื่นอาจมองว่าประหลาดไม่มีผลต่อการมานั่งกระมิดกระเมี้ยนเหนียมอาย หล่อนจับช้อนส้อมได้ถนัดมือก็พันเส้นมะละกอที่คลุกสีแดงจัดของพริกพันเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ทานชนิดคำต่อคำต่างจากผู้ชายตรงหน้าที่ค่อยๆทานทีละคำ...หล่อนรู้หรอกว่าการทานแบบนั้นของเขาไม่ใช่การรักษามารยาทบนโต๊ะอาหารแต่อย่างใด มันเกิดจากความเผ็ดของพริกแน่นอน เพราะเขาตักใส่ปากสองคำก็หยิบแก้วน้ำดื่มหนึ่งครั้ง แถมขยันเติมน้ำเปล่าใส่แก้วจนขวดที่สองเริ่มพร่องไปกว่าครึ่ง มิหนำซ้ำบนใบหน้าคมสันของเขายังมีเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นโดยทั่วกัน

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกทีหนึ่ง หล่อนก็เลยอดหัวเราะไม่ได้

“ไหนคุณว่าแค่สิบเม็ดไม่เผ็ดยังไงละคะ แล้วนี่อะไรกัน ส้มตำหนึ่งคำน้ำหนึ่งอึก...ฉันว่าฉันสั่งจานใหม่ให้ดีกว่าค่ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะอิ่มน้ำเสียก่อน”

ทว่าเขายังไม่เข็ด รีบโบกไม้โบกมือห้าม

“ไม่เป็นไรจริงๆครับ ผมทานได้ กำลังอร่อยทีเดียว”

ทว่าความอร่อยของอาหารมื้อนี้ก็สั้นนัก เมื่อเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของเลอดาวดังขึ้น...หล่อนรับสายนิธานอีกครั้ง พร้อมกับลุกขึ้นยืนเหลียวไปทางด้านนอกร้าน จึงเห็นร่างสูงของนิธานกำลังยืนเก้ๆกังๆชะเง้อคอมองเข้ามา

เมื่อนิธานเห็นว่าหล่อนอยู่ตรงไหน เขาก็เดินเข้ามาทันที ครั้นเห็นว่าหล่อนไม่ได้มาคนเดียวกลับมีชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งนั่งร่วมโต๊ะกำลังมองด้วยสายตาคมกริบ เป็นสายตาของผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของ ด้วยสัญชาตญาณของผู้ชายเหมือนกันที่พอมองออก จึงทำให้นิธานคอแข็งและปฏิเสธการนั่งร่วมโต๊ะเมื่อเลอดาวแกล้งชวน

อึดใจต่อมานิธานจึงออกปากกับเลอดาวว่า...

“ผมว่าร้านนี้ไม่เหมาะกับคุณดาวสักนิดเลยนะครับ เราออกไปหาร้านอาหารที่อากาศดีๆ...” ผู้พูดปรายตามองชายหนุ่มอีกคนที่มีแววเป็นศัตรูหัวใจ “ที่เหมาะกับคุณดาวดีกว่าครับ”

เลอดาวสบตาก้าวไกลแวบหนึ่ง...ดูเหมือนในสายตาเขาจะมีคำถามมากมาย

แต่แล้วหล่อนก็เลือกที่จะทำร้ายจิตใจของก้าวไกล “คุณก้าวคะ...พอดีฉันมีธุระสำคัญต้องไปคุยกับคุณนิธาน ถ้ายังไงก็ขอบคุณนะคะที่ตอบรับคำชวนมาทานมื้อกลางวันกับฉัน”

“ครับ”

นั่นเป็นคำตอบรับสั้นๆที่หล่อนเองก็อ่านใจเขาไม่ออก เพราะใบหน้าของเขานั้นนิ่งขรึมขึ้นอย่างชัดเจน...แต่หล่อนก็ต้องการให้เป็นแบบนี้อยู่แล้วจึงไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร

หล่อนต้องการทำลายน้ำใจไมตรีของเขาทีละนิด เพราะคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า...และมันก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น เมื่อคล้อยหลังที่หล่อนควงแขนนิธานออกจากร้านไปแล้ว ก้าวไกลนั้นถอนหายใจทิ้งอย่างซังกะตาย

ทว่าอึดใจต่อมา...แววตาเขากลับมีความมุ่งมาดลุกโชนขึ้นอีกครั้งเช่นกัน

เป็นแววตาของคนที่จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ...

//////////////////////////////////////

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

41 ความคิดเห็น