THE END l เล่ห์รักเลอดาว [ สำนักพิมพ์ อรุณ ]

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 4...ซีนที่ 3-4 (รวม 100 %)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 535
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 พ.ย. 58

ต่อ

นี่หล่อนต้องแล่นตามผู้ชายทุกวันตามคำสั่งคุณป้าจริงๆน่ะเหรอ?

เพลงพิณลงทุนตื่นเช้ากว่าปกติ เช้าที่ว่าก็ราวแปดโมง กว่าจะแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วขับรถมาหาก้าวไกลถึงที่ทำงานก็ใกล้เที่ยง เกือบจะพลาดในการพบเขาเสียแล้ว

หล่อนเดินเฉิดฉายเข้ามาอย่างมาดมั่น ผมตัดหน้าม้ายาวเคลียบ่าม้วนปลายสวอน แลดูเฉี่ยวเมื่อบวกกับการแต่งหน้าที่เข้มจนจัด ชุดที่ใส่แม้จะไม่ผ่าจนลึกแต่ก็เห็นเนินอกไหวยวบไปมายามเยื้องย่าง ตัวเสื้อเป็นแขนกุดโชว์ท่อนแขนเรียวเสลา ซึ่งหล่อนมั่นใจว่าแขนของหล่อนสวยเพราะมีคนชมมากเกินสิบปาก เช่นเดียวกับขาที่ยาวเรียวเนียนเนื้อนั้นเปล่งปลั่ง ทำให้หล่อนนิยมนุ่งสั้นจนทุกคนชินตา รองเท้าส้นสูงสามนิ้วที่สวมประจำก็ไม่เคยเป็นอุปสรรค เพราะหล่อนสวมมันไปเดินชอปปิงได้หลายชั่วโมงโดยไม่เคยบ่นเมื่อยน่องหรือข้อเท้าสักนิด ดังนั้นเวลาที่หล่อนไปไหนมาไหนแล้วมีคนเหลียวมองตาม ยิ่งทำให้หล่อนทะนงตนว่าสวยมากขึ้นกว่าเก่าเสียอีก

อย่างวันนี้...หล่อนก็เดินเชิดหน้าเข้ามาเมื่อหางตาเห็นว่าพนักงานหนุ่มในออฟฟิศต่างมองหล่อนตาเป็นมัน ยกเว้นก็แต่พวกผู้หญิง หล่อนรู้ว่าสายตาที่ชื่นชมยามอยู่ต่อหน้านั้นมันก็แค่จอมปลอม ลับหลังคงเก็บเอาหล่อนไปนินทา แต่คนอย่างหล่อนก็มั่นใจเกินกว่าจะสนปากหอยปากปู คิดแต่ว่าผู้หญิงพวกนั้นคงนึกอิจฉาที่หล่อนได้เป็นคู่ควงของเจ้านายหนุ่มสุดหล่อดีกรีเมืองนอกอย่างก้าวไกล

อ้อ...ไม่ใช่สิ หล่อนไม่ใช่คู่ควงธรรมดา อนาคตหล่อนคือว่าที่คู่หมั้นของเขา

หล่อนยิ้มแค่มุมปากอย่างถือตัวก่อนจะเอ่ยถามกับเลขาฯหน้าห้อง พอได้ความว่าก้าวไกลกำลังง่วนอยู่กับงานภายในห้องส่วนตัว หล่อนก็ไม่รีรอ ถือความสนิทชิดเชื้อผลักประตูเข้าไปข้างใน พอเขาเงยหน้ามองเห็นหล่อนเท่านั้นแหละ หน้าที่ไร้รอยยิ้มอยู่ก่อนแล้วดูเหมือนจะหุบยิ้มลงไปในทันตา แต่หล่อนก็ทำเป็นมองไม่เห็น ยิ้มหวานหยดอย่างเอาใจ

“เพลงว่าจะมาชวนพี่ก้าวไปทานข้าวกลางวันด้วยกันค่ะ นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ไปกันรึยังคะ”

ชายหนุ่มตรงหน้าวางปากกาในมือลง ละสายตาจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า มีสีหน้าอ่อนใจอยู่นิดหน่อย “แต่พี่มีงานที่ทำค้างเอาไว้ แล้วตอนบ่ายพี่ก็มีประชุม ถ้าไปทานข้างนอกเดี๋ยวจะกลับมาไม่ทัน”

หล่อนหน้างอในทันตา

“อะไรกันคะ เพลงแวะมาหาพี่ก้าวกี่ครั้งก็ติดนู่นนี่นั่นตลอดเลย”

“พี่ทำงานนี่ครับ”

หล่อนออกอาการกระเง้ากระงอดอย่างที่จริตผู้หญิงคนหนึ่งจะทำ “ยังไงก็ต้องมีเวลาพักบ้างแหละค่ะ”

“พี่ก็พักผ่อนตามสไตล์ของพี่อยู่เกือบทุกเย็น”

“เที่ยวดื่มเหล้ากลางคืนน่ะเหรอคะที่เรียกว่าพักผ่อน คุณป้าบอกเพลงว่าพี่ก้าวออกกลางคืนทุกวัน แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราสองคนจะมีเวลาได้ไปไหนมาไหนเป็นการส่วนตัวอย่างที่คนรักเขาทำกันบ้างละคะ”

สีหน้าของก้าวไกลอ่านยากขึ้นมาทันที ก่อนที่เขาจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ

“พี่เคยบอกตั้งหลายหนแล้วนี่นา ว่าพี่ไม่ได้คิดเกินเลยกับเพลง...แล้วอีกอย่าง ถึงพี่จะออกเที่ยวกลางคืน แต่พี่ก็ไม่เคยทำให้งานเสียซะหน่อย”

เมื่อเพลงพิณถูกตำหนิซึ่งหน้า หล่อนก็ชักสีหน้า อารมณ์ที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ก็มลายไปในพริบตา ทว่าเสียงของผู้จะเป็นแม่สามีในอนาคตก็ลอยมาให้คิด

หนูเพลงต้องใจเย็นๆหน่อยนะ บทตาก้าวจะเย็นก็เย็นเป็นน้ำอยู่หรอก แต่บทจะร้อนเป็นไฟก็พูดไม่รู้เรื่อง ยังไงก็ยอมอ่อนข้อให้พี่เขาหน่อย อย่าลืมนะว่าผู้ชายทุกคนชอบผู้หญิงที่รู้จักเอาอกเอาใจด้วยกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครชอบผู้หญิงที่หน้าบึ้งหน้างอ พูดจามะนาวไม่มีน้ำหรอก ถ้าเกิดพี่เขาพูดหรือทำอะไรให้ขัดใจก็อย่าไปถือสานะ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่น่ะดีที่สุด

ที่สำคัญ...หล่อนรับเครื่องประดับเข้าชุดทั้งสร้อย ต่างหู กำไลและแหวนมาจากใกล้รุ่งแล้ว ถือเป็นของกำนัลล่อหูล่อตาที่ราคาไม่น้อย เป็นเครื่องผูกมัดจากผู้สูงวัยการันตีว่าหล่อนคือผู้ที่เหมาะสมกับผู้ชายตรงหน้าเพียงคนเดียว ฉะนั้นเรื่องที่เขาพูดจาไม่ไยดีต่อกัน หล่อนจึงตั้งสติให้มั่นแล้วคิดเพียงว่าการมาของหล่อนวันนี้ และต่อจากนี้ไปคือการประกบก้าวไกลเอาไว้ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ผู้หญิงอย่างเลอดาวได้เข้ามาพัวพันกับผู้ชายของหล่อน

เมื่อคิดดังนั้น หล่อนก็มีหน้าที่ทำให้ผู้ชายตรงหน้ายิ้มออกมาให้ได้ จึงกลับมาพูดจาไพเราะเสนาะหูอย่างทีแรก

“เพลงก็หมายได้หมายความว่าพี่ก้าวเที่ยวจนเสียงานซะหน่อย” หล่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไปเถอะค่ะ เพลงหิวจะแย่แล้ว เราออกไปทานใกล้ๆแถวนี้ก็ได้ ไม่เสียเวลาหรอกค่ะ”

หล่อนเข้าไปเกาะที่แขนเขาบีบเบาๆ ก่อนจะไล้นิ้วจากบ่ากว้างไล่ไปยังต้นคอมาหยุดที่ติ่งหู ชม้อยตาอย่างอ้อยอิ่ง เป็นจริตจะก้านส่วนตัวที่หล่อนไม่ได้ฝึกปรือมาจากไหน แต่เรียนรู้จากประสบการณ์รักครั้งก่อนเก่า ผู้ชายมักใจอ่อนอย่างที่ใกล้รุ่งบอกเอาไว้เสมอ ถ้าผู้หญิงรู้จักออเซาะออดอ้อน เมื่อเขามีอาการหงุดหงิดเป็นไฟ หล่อนก็ต้องยอมเป็นน้ำเย็นเข้าลูบ

ทว่าวันนี้เขามาแปลก...

นอกจากยังยืนกรานปฏิเสธ สีหน้าบ่งว่ารำคาญหล่อนเสียเต็มประดา

“พี่จะสั่งข้าวกับเลขาฯ เพลงจะทานอะไร พี่จะได้สั่งเผื่อ”

ถึงเขาไม่เอ่ยปากไล่ให้หล่อนกลับ ถามแบบแกนๆอย่างเสียไม่ได้ แค่นี้ก็ทำให้หล่อนจุกจนพูดไม่ออก จึงตัดบทเอาดื้อๆเช่นกัน

“ไม่เป็นไรค่ะ...ถ้าอย่างนั้นเพลงออกไปทานข้างนอกคนเดียว แล้วเพลงจะแวะเข้ามาหาใหม่ รอพี่ก้าวประชุมเสร็จ ตอนเย็นเราค่อยออกไปพร้อมกันนะคะ”

หล่อนคิดว่าทางออกแบบนี้น่าจะดีที่สุด

เขานิ่งเฉยโดยไม่ตอบตกลงหรือว่าปฏิเสธ หล่อนก็เลยทึกทักเอาเองตามนั้นแล้วหมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้อง เจอเลขาฯกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันฟุ้งก็ยิ่งหัวเสีย เพราะหล่อนมั่นใจว่าทั้งกลุ่มนั้นคงกำลังนินทาหล่อนลับหลังอยู่แน่ จากที่ตั้งใจจะถามถึงการประชุมช่วงบ่ายของก้าวไกล หล่อนจึงเปลี่ยนใจแล้วก้าวฉับๆออกไปจากที่ทำงานของชายหนุ่ม ขึ้นรถได้ก็ขับรถฉิวออกไปหาร้านอาหารใกล้ๆนั่งดับร้อนด้วยเครื่องดื่มเย็นๆสักแก้ว พออิ่มท้องและอารมณ์ที่ขุ่นมัวนั้นเบาบางลง หล่อนก็แวะชอปปิงร้านเสื้อผ้าจนเพลินใจ ครั้นดูนาฬิกาเห็นเป็นเวลาเกือบบ่ายสองโมง หล่อนก็รีบออกจากห้างฯแล้วขับรถกลับมายังที่ทำงานของก้าวไกลอีกครั้ง

หล่อนเดินเฉิดฉายโดยไม่แลตามองหรือซักถามเลขาฯของก้าวไกลให้มากความ ตรงเข้าห้องทำงานส่วนตัวของชายหนุ่ม เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับต้องผิดหวังเมื่อกวาดตามองรอบห้องนั้น ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา

คราวนี้ไม่ถามก็คงไม่ได้...

“นี่เธอ...คุณก้าวออกจากห้องประชุมรึยัง”

เลขาฯสาวหน้าห้องเจ้านายย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ตอบตามตรงว่า “วันนี้ไม่มีประชุมนะคะ”

“ไม่มีได้ยังไง ก็พี่ก้าวบอกกับฉันเองว่ามีประชุมตอนบ่าย”

“ไม่มีจริงๆค่ะ พรุ่งนี้หรอกค่ะถึงจะมีประชุม”

“นี่หล่อนกล้าโกหกฉันเหรอ”

เมื่อเผลอตัวขึ้นเสียง พนักงานในละแวกนั้นก็พลอยหันมามองที่หล่อนเป็นตาเดียว...อารมณ์ที่ยังตกค้างอยู่ก่อนหน้าผสมกับความไม่ชอบใจต่อสายตาพวกนั้นยิ่งทำให้หล่อนฉุนจนเฉียว

“ดิฉันไม่ได้พูดปดนะคะคุณเพลง”

“ถ้าวันนี้ไม่มีประชุม แล้วพี่ก้าวไปไหน ทำไมไม่อยู่ในห้องทำงาน”

เลขาฯสาวหน้าจ๋อย ตอบขมุบขมิบกลับมาว่า “ไม่ทราบจริงๆค่ะ รู้แต่ว่าคุณก้าวออกไปข้างนอกหลังคุณเพลงไม่ถึงสิบนาทีค่ะ”

จริงเท็จอย่างไรไม่รู้...เพลงพิณรู้แต่ว่า หล่อนกำลังกลายเป็นตัวตลก!

เพลงพิณทำได้เพียงแค่สะบัดหน้าแล้วเดินเชิดกลับออกไป เชิดยิ่งกว่าตอนมาถึงเสียอีก พอขึ้นไปนั่งบนรถได้ก็กระแทกมือกับพวงมาลัยรถแรงๆด้วยความไม่สบอารมณ์

พี่ก้าวนะพี่ก้าว...โกหกเพลง

ว่าแต่เขาไปไหนกันนะ...

//////////////////////////////////////

ใจของก้าวไกลไม่อยู่กับตัว

ชายหนุ่มผู้เคยอยู่กับความอิสระในชีวิตเมื่อครั้งยังเรียนและทำงานอยู่ต่างแดน ยามกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนตามคำขอร้องแกมบังคับของมารดาจึงไม่ส่งผลให้เขายอมอยู่ในกรอบที่มารดาพยายามขีดกำหนด เขามีวิธีคิดและแนวทางเป็นของตัวเอง ไม่ชอบให้ใครจับหันซ้ายหรือขวา เพราะเขาไม่ยอมเป็นหุ่นเชิดแน่ๆ
                ฉะนั้นเรื่องที่มารดาเห็นดีเห็นงามกับครอบครัวของเพื่อนสนิท หวังให้เขาแต่งงานกับเพลงพิณ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในทำนองใดก็แล้วแต่ เขาไม่มีทางยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประเภทจับคลุมถุงชนนั้นก็เป็นเรื่องล้าสมัย จะให้คนไม่รักหรือชอบพอกันมาร่วมหอลงโรงแล้วจู่ๆก็จะรักกันไปเองนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวเขาสักนิด ผู้ชายอย่างเขาถ้าคิดจะรักใครหรือเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิต เขาจะเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่นั่งรอโชคชะตาฟ้าลิขิต ไม่รอให้ใครเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ไม่รอให้ใครต้องมาเป็นกามเทพอุ้มสม  ลองถ้าเขาพึงใจผู้หญิงสักคนนั้น เขาจะเดินหน้าเพื่อจะพิชิตหัวใจของหล่อนเอง

แล้วตอนนี้ภาพของเลอดาวก็ลอยเด่นอยู่ในห้วงคำนึง...

ตลอดทางที่ขับรถออกจากที่ทำงาน เขาคิดมาตลอดเวลาว่าเพลงพิณก็คงไม่ต่างจากตุ๊กตาที่มารดาของเขา พยายามสรรหาเสื้อผ้าอาภรณ์มาประดับ ให้สวยงามน่ารักและจับวางแหมะไว้ตรงไหนก็ได้ตามที่อยากจะออกคำสั่ง หล่อนดูเป็นตัวของตัวเองสูงก็จริง แต่ก็ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้อย่างที่มารดาเขาอยากจะให้เป็น

ความเป็นจริงนั้น หากมองจากรูปกายภายนอก เพลงพิณก็เป็นผู้หญิงที่สวยสะดุดตาทีเดียว แต่ว่าหากมองไปนานๆเขากลับรู้สึกว่ามันมีความเบื่อหน่ายแฝงเร้นอยู่ในรูปโฉมงามนั้นอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้มารู้จักและศึกษานิสัยใจคอของหล่อนเข้าจริงๆ จึงรู้ว่าเพลงพิณเป็นผู้หญิงประเภทรักสวยรักงาม ชอบออกงานสังคม ไม่นิยมทำงานเป็นหลักแหล่งนัก คงเพราะเงินถุงเงินถังที่ครอบครัวมีไว้ให้ถลุงเล่นนั้นมากมายเหลือเฟือจนใช้ในชาตินี้ก็คงไม่หมด หล่อนจึงกลายเป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตล่องลอยไปวันๆ

นี่เป็นข้อเสียแรกที่เขาไม่พึงใจ...

หากจะนับความไม่ชอบพอต่อหล่อนนั้นก็มีอีกมากนัก แต่เขาไม่ใช่ผู้ชายประเภทจุกจิกหยุมหยิม จึงมองพฤติกรรมแบบผู้หญิงของหล่อนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่มันจะปั้นจากเรื่องเล็กจนกลายเป็นก้อนใหญ่แน่ ถ้านิสัยโดยรวมของหล่อนนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาขลุกอยู่กับชีวิตของเขาทั้งวันทั้งคืนในฐานะภรรยา

เขารู้ด้วยสัญชาติญาณบางอย่างว่าเพลงพิณจะตามติดเขาแจจนไม่มีความเป็นส่วนตัวแน่ หากหล่อนคือคู่ครองในชีวิตของเขาอย่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งอยากให้เป็น ดังนั้นเขาจึงคิดเอาว่า ตัวเองควรจะแสดงความชัดเจนเสียตั้งแต่ตอนนี้ หากไม่ได้รักหล่อนแบบคนรัก ก็ควรแสดงออกซึ่งหน้าให้รู้ว่าอย่างเก่งเขาก็คงคิดกับหล่อนได้เพียงแค่น้องสาวเท่านั้น

ฉะนั้นการที่เขาเลือกจะโกหกหล่อนว่ามีประชุมในตอนบ่าย จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว อีกอย่างหนึ่ง...เขารู้จากเลขาฯหน้าห้องแล้วว่าที่ทำงานของบริษัทเครื่องสำอาง ‘Flowers’ ซึ่งเป็นบริษัทของเลอดาวนั้นตั้งอยู่แถวไหน ในหัวเขาจึงออกคำสั่งอย่างไม่รอช้า

แล้วเขาก็เลือกแวะร้านค้าแห่งหนึ่งเพื่อซื้อบางอย่าง...

เขาถือถุงใส่ ของบางสิ่งอยู่ในมือ ลงจากรถด้วยมาดสุขุมนุ่มลึก สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เมื่อคิดจะเดินหน้าแล้วก็จะไม่ยอมถอยหลังง่ายๆ เดินเข้าไปพบประชาสัมพันธ์ชั้นล่างว่าต้องการมาหาใคร แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดี เมื่อคนที่ยืนคุยอยู่กับประชาสัมพันธ์นั้นก็คือ...

“สวัสดีฮ่าคุณรูปหล่อ”

ปานสียืนบิดม้วนตัวไปมาเมื่อพบหน้าและทักทาย เขาจึงกล่าวสวัสดีพอเป็นพิธีพร้อมกับถามหาเลอดาวโดยไม่อ้อมค้อม

“พอดีผมมีธุระกับคุณดาวนิดหน่อยครับ”

ปานสีทำไม้ทำมือเหมือนมึนงงพร้อมย่นหัวคิ้วสองข้าง “รู้จักกับพี่ดาวด้วยเหรอฮ้า...ปานจำได้ว่า เราเพิ่งจะคุยกันเมื่อวันก่อนนี้เองนี่ คุณรูปหล่อไปรู้จักกับพี่ดาวตั้งแต่เมื่อไหร่ฮ้า”

“อย่าเรียกผมว่ารูปหล่ออะไรนั่นเลยครับ กระดากยังไงก็ไม่รู้ ผมชื่อก้าวไกลครับ เรียกผมสั้นๆว่าก้าวเถอะครับ...ส่วนผมไปรู้จักกับพี่ดาวของคุณตั้งแต่เมื่อไหร่ เอาไว้ค่อยเล่านะครับ เพราะเรื่องมันยาว”

“ฮ่ะๆ” ปานสีรับคำแบบงงๆ แล้วก็แนะนำตัวเองบ้าง “ฉันชื่อปานนะฮ้า”

“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะครับ”

“ว่าแต่คุณก้าวมีธุระด่วนกับพี่ดาวหรือเปล่าฮ้า พอดีพี่ดาวกำลังมีแขกน่ะฮ่ะ”

เขายกไหล่น้อยๆ พร้อมสั่นหน้าเบาๆ “ไม่รีบครับ ผมรอได้”

ปานสีจึงเชื้อเชิญเขาไปนั่งที่ชุดรับแขกกลางโถงกว้าง สั่งให้พนักงานต้อนรับนำเครื่องดื่มมาให้และลงนั่งชวนคุยเป็นเพื่อน ทว่าคุยกันไม่กี่คำ...ชายผู้หนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่มีใบหน้าขึงขังก็ปิดประตูดังปัง สีหน้าบอกความไม่สบอารมณ์ ขยับสูทที่สวมอย่างหงุดหงิด ก้าวเดินอาดๆคล้ายไม่พอใจใครผ่านจุดที่เขากับปานสีนั่งอยู่

เขาได้แต่เก็บความสงสัยว่าชายผู้นั้นเป็นใคร

เพราะหลังจากนั้น ผู้ที่เดินตามมาจากหลังประตูบานนั้นก็คือผู้หญิงที่เขาต้องการอยากพบตัว หล่อนมีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเดินมาหาเขา

“คุณก้าวมาที่นี่ได้ยังไงกันคะ”

เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นถุงกระดาษในมือส่งให้หล่อน “ผมซื้อของมาใช้คุณครับ”

เขารู้ว่ามันเป็น ข้ออ้างแต่เขาก็คิดว่ามันดูดีและไมน่าเกลียดจนเกินไป แม้นว่าหล่อนจะทำสีหน้าลำบากใจตอนที่หยิบของในถุงออกมา

“คุณซื้อโทรศัพท์มาให้ฉันทำไมกันคะ”

//////////////////////////////////////จบตอนที่ 4

วางแผงแล้ววันนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

41 ความคิดเห็น