ทัณฑ์กามเทพ (Yaoi/Boy's Love) -- Rewrite

ตอนที่ 7 : การกลับมา (ต่อ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 579
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ก.พ. 58

 

ภาณุเดินเข้ามาในผับหรูหราที่ตกแต่งอย่างมีระดับย่านใจกลางเมือง ชายหนุ่มปฎิเสธบริกรที่จะนำเขาไปที่โต๊ะโดยบอกว่าตนเองนัดเพื่อนเอาไว้แล้ว ผับแห่งนี้มีนักท่องราตรีเข้ามาใช้บริการไม่มากนักเพราะค่าบริการที่แพงลิบลิ่ว โดยจงใจจำกัดกลุ่มลูกค้าเฉพาะผู้มีอันจะกินเท่านั้น  ภาณุเดินผ่านฟลอร์เต้นรำไปยังโซนบาร์เหล้า ความมืดสลัวตัดกับแสงสปอร์ตไลท์หลากสีทำให้เขาตาพร่าไปเล็กน้อยก่อนจะต้องเพ่งสายตามองหาคนคุ้นเคยอย่างวิศรุต เพื่อนสนิทที่ห่างหายไปนานถึงแปดปีเต็ม


            ไอ้โอม น้ำเสียงที่คุ้นเคยเรียกชื่อเขาจากทางด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองก่อนจะพบว่าคนที่เรียกคือวิศรุตนั่นเอง


            เฮ้ย ไอ้วินภาณุยิ้มกว้างก่อนจะรีบเดินเข้าไปกอดไหล่อีกฝ่ายด้วยความคิดถึง วิศรุตดูตัวสูงกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาอยู่แล้วยิ่งโดดเด่นขับเน้นเสน่ห์บุรุษเพศวัยยี่สิบห้าปีเพิ่มขึ้นไปจากแต่ก่อนมาก ถ้าใครไม่ได้สังเกตให้ดีอาจจะคิดว่าวิศรุตเป็นดาราหนุ่มหล่อที่มาเที่ยวกลางคืนในสถานบันเทิงแห่งนี้ก็เป็นได้


            ฝ่ายวิศรุตเองก็กอดตอบเพื่อนรักด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน เขาไม่ได้เจอภาณุมานานหลายปี เมื่อมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งก็ย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา วิศรุตดึงภาณุให้นั่งลงที่โซฟาข้างๆตัวเองก่อนเรียกบริกรมาเพื่อสั่งเครื่องดื่มอีกแก้วสำหรับผู้มาใหม่


            แกเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่าวะ วิศรุตถามหลังจากที่ภาณุสั่งเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนที่ถูกถามก็ตอบว่าสบายดีแล้วย้อนถามเจ้าตัวกลับด้วยคำถามเดิม วิศรุตยักไหล่แทนคำตอบแล้วบอกว่าเขาเองแม้จะอยู่เมืองนอกแต่ก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆนั่นแหล่ะ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยซักนิด คำตอบนี้ทำเอาภาณุส่ายหัวตะหงิดๆที่เพื่อนรักยังไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยเดิมสมัยวัยรุ่นเสียทีทั้งที่ตัวเองก็อายุครบเบญจเพสปีนี้แล้ว


            แล้วนี่แกทำงานอะไรอยู่วะไอ้โอม เป็นสถาปนิกแบบที่แกเคยฝันเอาไว้ตั้งแต่สมัยเรียน หรือว่าเปลี่ยนความฝันใหม่แล้ว


            ไอ้สถาปนิกน่ะเลิกฝันไปตั้งนานแล้วเว้ย ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเบนสายไปเรียนทางด้านบริหารแทน ตอนนี้ก็ช่วยๆงานที่บริษัทอยู่วิศรุตพยักหน้ารับรู้ ครอบครัวของภาณุมีกิจการส่วนตัวเกี่ยวกับบริษัทออกแบบและจัดทำเครื่องประดับ การที่อีกฝ่ายเปลี่ยนมาเรียนด้านบริหารก็คงจะช่วยงานธุรกิจของทางบ้านได้มากทีเดียว


            แล้วแกล่ะจบอะไรมา จบจากคณะวิทยาศาสตร์มาหรือเปล่า คำพูดที่ตั้งใจจะแซวของภาณุในท้ายประโยคทำให้เขาต้องเบ้หน้า อย่างเขาเนี่ยนะจะไปเรียนต่อทางสายวิทยาศาตร์ แค่พวกเคมี ฟิสิกส์ ชีวะที่เรียนสมัยม.ปลาย เขายังเอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย วิศรุตถอนใจเฮือกก่อนจะยอมบอกว่าตนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์มา


            งั้นกลับมาคราวนี้แกคงตั้งใจจะมาช่วยดูแลธุรกิจของทัดเทวาล่ะสิ


            เปล่า ที่บริษัทมีญาติฉันช่วยดูแลให้อยู่แล้วแถมดูแลอย่างดีเสียด้วย ก็เลยไม่ต้องเป็นห่วงน่ะ


            อย่าบอกนะว่าแกจะทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยเที่ยวลอยชายไปมาแบบนี้น่ะไอ้วิน


            ก็เออน่ะสิ ครั้งนี้ฉันไม่ได้กะว่าจะมาอยู่ถาวรเสียหน่อย พอจัดการเรื่องอาการป่วยของยัยน้องสาวคนเก่งเรียบร้อยแล้ว ฉันก็คงกลับอังกฤษเลย ภาณุอดไม่ได้ที่จะบ่นเสียดาย เพิ่งจะได้เจอกันแต่อีกไม่นานอีกฝ่ายก็ต้องกลับอังกฤษแล้ว ไม่รู้ว่าวิศรุตตั้งใจจะย้ายไปตั้งรกรากที่นั่นตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า


            เอ้อ ว่าแต่เพื่อนเก่าๆเป็นยังไงกันบ้าง ฉันไปอยู่ที่โน่นไม่ได้ติดต่อใครเลย โชคดีนะเนี่ยที่กลับมาเมืองไทยแล้วยังติดต่อกับแกได้ ดีนะที่แกยังไม่เปลี่ยนเบอร์มือถือ


            ฉันรู้ว่าสักวันหนึ่งแกต้องโทรมาไง ก็เลยยังใช้เบอร์เดิมอยู่ ภาณุเย้ากลับเล่นๆก่อนจะบอกเล่าถึงข่าวคราวของเพื่อนเก่าๆสมัยเรียนให้วิศรุตฟัง


            ไอ้ทัดที่แกชอบบอกว่าหน้าเหมือนนักเลงน่ะ ตอนนี้กลายเป็นเสี่ยใหญ่เจ้าของบ่อนแถวปอยเปตแล้วนะเว้ย ส่วนไอ้เอกที่บ้านมันทำเฟอร์นิเจอร์ขาย ตอนนี้ก็แต่งงานมีลูกเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว ได้ข่าวว่าเมียมันโครตสวยเลย แล้วก็ไอ้ปิงที่แกชอบไปล้อมันว่าไอ้หน้าปลิงดูดเลือดน่ะ เห็นบอกว่าพ่อมันที่เป็นสส.จะส่งมันลงสมัครนักการเมืองท้องถิ่นแถวบ้านนี่แหล่ะ ฉันล่ะคิดหน้ามันไม่ออกเลยว่าเวลาหาเสียงจะทำหน้าแบบปลิงดูดเลือดอีกหรือเปล่า


             วิศรุตหลุดขำคำพูดของภาณุ เขาเป็นคนให้ฉายาปลิงดูดเลือดนี้เองเพราะฝ่ายนั้นชอบทำเป็นหมุนเงินไม่ทันแล้วชอบมาหยิบยืมเงินจากเพื่อนในห้องบ่อยๆ ทั้งที่ความจริงแล้วต้องการเอาเงินไปแทงโต๊ะบอลนั่นเอง


            เอ้อ ส่วนไอ้พงศธรป่านนี้ก็คงกลายเป็นวิศวกรหนุ่มไฟแรงอนาคตไกลไปแล้วมั๊ง พวกไอ้ยศที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับมันบอกว่าไอ้นี่เรียนเก่งขั้นเทพ เกือบจะ 4.00 ทุกเทอม เห็นว่าได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอกด้วย นี่ก็คงจะกลับมาเมืองไทยเร็วๆนี้แล้วล่ะ


              ภาณุพูดถึงพงศธรทำให้วิศรุตพานนึกไปถึงอีกคน จากกันไปนานไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เขาไม่เคยรับรู้ความเป็นไปของนภัทรอีกเลยนับตั้งแต่ไปเรียนต่อที่อังกฤษ เรียกให้ถูกก็คือไม่คิดอยากจะรับรู้มากกว่า เขากลัวว่าตัวเองจะย้อนไปคิดถึงเรื่องเก่าๆอีก ทั้งที่มันก็ผ่านมานานแล้ว


            แล้วนภัทรล่ะ เป็นยังไงบ้างปากเจ้ากรรมอดไม่ได้ที่จะถามออกมาในที่สุด ถึงจะปฎิเสธเสียงแข็งว่าไม่อยากรับรู้เพียงใด แต่ลึกๆในใจเขาก็อดยอมรับไม่ได้ว่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ชื่อ นภัทร อิสรีย์ ยังคงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาอย่างมาก ภาณุมองลึกไปในตาสีน้ำตาลโศกของเพื่อนรัก วิศรุตยังไม่ได้ตัดใจจากนภัทรอย่างที่เขาคิดเอาไว้จริงๆด้วย


            หมอนั่นไม่เคยกลับมาเยี่ยมที่โรงเรียนอีกเลยหลังจากที่จบม.หก เห็นไอ้พงศธรเคยพูดว่านภัทรสอบได้ทุนไปเรียนด้านอะไรสักอย่างเนี่ยแหล่ะที่อังกฤษ แต่เจ้าตัวขอสละสิทธิ์แล้วก็เลือกที่จะสอบเข้าแพทย์แทน เห็นว่าได้ที่ศิริราชด้วย นี่ก็ผ่านไปแปดปีแล้ว ป่านนี้ก็คงกลายเป็นหมอเต็มตัวแล้วล่ะ


            ในที่สุดนภัทรก็สอบเข้าศิริราชและได้เป็นหมอสมใจเจ้าตัวแล้ว วิศรุตถอนหายใจบางๆแล้วคิดไปถึงคืนนั้นที่เขาและ นภัทรติดอยู่ในตึกด้วยกัน และวิศรุตคงจะจมอยู่กับความทรงจำในอดีตอยู่อย่างนั้นถ้าหากไม่ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ถ่ายทอดจากมือของภาณุที่เอื้อมมาแตะไหล่เขาอย่างเข้าใจความรู้สึกเป็นอย่างดี


            “นายยังชอบนภัทรอยู่ใช่ไหม

 
          
ฉันพยายามจะลืม แต่ทำยังไงก็ไม่สำเร็จสักที คำพูดของวิศรุตทำให้ตอนนี้ภาณุรู้คำตอบในใจของอีกฝ่ายแล้ว

 



            เช้าวันนี้ภาคินมาทำงานที่บริษัททัดเทวาด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสกว่าปกติ วันนี้จะมีการประชุมบอร์ดผู้บริหารครั้งใหญ่ เขาเชื่อว่าท่านประธานบริษัทที่เป็นแต่เพียงในนามอย่างวิศรุต ทัดเทวาคงจะไม่เข้ามาร่วมประชุมแน่ คราวนี้จึงเป็นโอกาสดีที่บรรดาผู้บริหารระดับสูงจะเห็นถึงความไม่เอาถ่านของเพลย์บอยอย่างวิศรุต แล้วเปลี่ยนใจมาสนับสนุนวันชัยพ่อของเขาผู้ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆของผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ขึ้นเป็นประธานกรรมการแทน


            ภาคินเปิดประตูห้องทำงานที่ติดป้ายเอาไว้หน้าห้องว่า ผู้จัดการฝ่ายการเงิน เข้าไปด้านในโดยไม่ได้สนใจเลขาฯสาวหน้าห้องที่มีท่าทางอึกอักราวกับต้องการจะบอกอะไรบางอย่างกับเจ้านาย


            มาทำงานเช้าดีนี่ภาคินเจ้าของห้องตกใจเล็กน้อยที่มีแขกไม่ได้รับเชิญมานั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของตนเอง แถมอีกฝ่ายยังถือวิสาสะเหยียดขามาพาดไขว้กันวางไว้บนโต๊ะทำงานอีกต่างหาก ภาคินซ่อนสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้มทักทายอีกฝ่าย


            ได้ข่าวว่านายเพิ่งกลับจากอังกฤษเมื่อวาน พอดีว่าฉันงานยุ่งมากก็เลยไม่ได้ไปเยี่ยมที่บ้าน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ


            นั่นน่ะสิ เจอกันครั้งสุดท้ายก็คงจะตอนที่นายมางานเลี้ยงวันเกิดยัยศราที่บ้านฉันเมื่อแปดปีก่อน แต่เห็นลุงมั่นบอกว่าหลังจากที่ฉันกับศราไปเมืองนอกแล้ว นายกับพ่อก็ยังคงแวะเวียนมาที่บ้านทัดเทวาบ่อยๆ ไม่รู้ว่าติดใจอะไรนักหนา วิศรุตหันเก้าอี้กลับมาสบตาภาคินอย่างแฝงด้วยความหมายในคำพูดนั้น เขาไม่ได้โง่ถึงขนาดจะดูไม่ออกว่าพ่อลูกคู่นี้กำลังมีจุดประสงค์อะไร บางทีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับศรารัตน์อาจจะไม่ใช่ความบังเอิญก็ได้


            ฉันกับพ่อก็แค่เข้าไปช่วยดูแลบ้านนั้นให้ระหว่างที่นายกับศราไม่อยู่ก็เท่านั้นเอง เราเองก็เป็นญาติกัน ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย


            ญาติที่ฉันไม่คิดอยากจะดองด้วยน่ะสิ นายคงจะใช้ชีวิตสุขสบายบนกองเงินกองทองของตระกูลทัดเทวามานานหลายปีจนคงจะลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่ได้มีสายเลือดของทัดเทวาเลยแม้แต่หยดเดียว คำพูดจี้ใจดำของวิศรุตสะกิดปมด้อยที่อยู่ภายในใจของภาคิน ความจริงที่ว่าชายหนุ่มเป็นเพียงแค่เด็กชายที่คุณวันชัยและคุณพจนีย์ ทัดเทวาขอมาเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้าเป็นสิ่งที่เขาหนีไม่พ้นแม้ว่าบัดนี้เขาจะอยู่ในฐานะลูกบุญธรรมของทั้งคู่ก็ตาม ภาคินจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนเป็นดุดันก่อนเค้นเสียงกร้าว


            นายไม่ควรพูดแบบนี้นะวิศรุต


            นายเองก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นใครแล้วฉันน่ะเป็นใคร ทำไมล่ะ รับความจริงไม่ได้เหรอว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทัดเทวาแม้แต่นิดเดียว วิศรุตลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้นวมตัวใหญ่ก่อนจะเดินวนรอบตัวภาคิน พร้อมกับพูดจาถากถางอีกฝ่ายไปด้วย สำหรับเขาแล้วภาคินไม่ได้เป็นญาติผู้พี่ แต่เป็นตัวอะไรสักอย่างที่เขาเอาไว้คอยรองมือรองเท้าต่างหาก การที่นายได้รับโอกาสมากมายอย่างทุกวันนี้ ได้ทำงานเป็นถึงผู้จัดการฝ่ายการเงิน ได้ใช้ชีวิตสุขสบายอยู่บ้านหลังใหญ่โต มันก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็กกำพร้าที่พ่อแม้ทิ้งอย่างนาย ดังนั้นอย่าได้หวังสูงไปมากกว่านี้อีกเลย อย่านึกว่าฉันไม่รู้ทันนายสองพ่อลูกนะ ประโยคสุดท้ายวิศรุตกระซิบข้างหูของภาคินก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้มเย็น ไม่สนใจอีกฝ่ายที่กำมือแน่นด้วยความโกรธกับฐานะของตนที่ถูกกดให้ต่ำต้อยในสายตาของวิศรุต

 



            หลังจากแวะไปทักทายญาติผู้พี่ในเวลาเข้างานแบบนี้แล้ว วิศรุตก็ขึ้นลิฟต์ไปยังห้องทำงานของประธานบริษัทที่อยู่ชั้นสูงสุดของอาคารทัดเทวาทันที แต่เดิมห้องทำงานนี้เป็นของคุณพ่อเขา แต่เมื่อท่านสิ้นบุญไป ห้องนี้ก็กลายเป็นห้องทำงานของเขาที่เข้ามารับตำแหน่งใหญ่นี้ต่อจากผู้เป็นพ่อ


             วิศรุตสั่งอิงอร เลขาฯหน้าห้องให้ช่วยค้นข้อมูลเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับงานด้านต่างๆของบริษัทในรอบสิบปีนี้มาให้เขาอย่างละเอียดที่สุด เขาจำเป็นต้องศึกษามันก่อนเข้าประชุมบอร์ดผู้บริหารในบ่ายนี้ แต่คำตอบที่ได้จากอิงอรทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว


            เอกสารสำคัญๆทั้งหมด คุณวันชัยได้ให้คนมาเอาไปตั้งแต่หลังจากท่านประธานใหญ่เสียแล้วค่ะ


             นี่มันเรื่องอะไรกัน เอกสารสำคัญสมควรจะอยู่ที่ห้องทำงานของประธานกรรมการถึงจะถูก ทำไมคุณอาวันชัยต้องให้คนมาเอาไปเก็บไว้เองด้วย หรือฝ่ายนั้นจงใจจะปิดบังอะไรเขากันแน่ ยิ่งคิดวิศรุตก็ยิ่งสงสัย ชายหนุ่มจึงบอกอิงอรว่าตอนนี้ให้เธอไปหามาเท่าที่ทำได้ก่อน ส่วนเอกสารที่เหลือเขาจะไปถามเอาจากวันชัยเอง

 



            วันชัยเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารกองโตเมื่อเลขาฯหน้าห้องอินเตอร์โฟนเข้ามาบอกว่าวิศรุตต้องการจะขอพบเขาในตอนนี้ วันชัยนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะบอกให้เชิญเข้ามาได้ ถ้าเดาไม่ผิด ฝ่ายนั้นคงจะรู้เรื่องที่เขาเอาเอกสารบริษัทมาเก็บเอาไว้กับตัวจากเลขาฯหน้าห้องแล้ว หลานชายตัวดีถึงได้มาหาเขาถึงห้องทำงานแบบนี้


            สวัสดีครับคุณอา วิศรุตยกมือไหว้ผู้ที่สูงวัยกว่าซึ่งมีศักดิ์เป็นอาแท้ๆของตนตามมารยาท เจ้าของห้องเองก็รับไหว้แล้วเชื้อเชิญให้ผู้มาใหม่นั่งลงที่โซฟารับแขกตรงมุมห้องด้านหนึ่ง


            หลานโตขึ้นเยอะจนอาเกือบจะจำไม่ได้เลยนะเนี่ย วันนี้ดูท่าทางฝนจะตกเพราะเป็นครั้งแรกที่อาเห็นหลานเข้าบริษัท วิศรุตยิ้มให้ถ้อยคำกระแนะกระแหนนั้นก่อนจะออกปากว่าวันนี้เป็นวันประชุมใหญ่ของบอร์ดผู้บริหารทั้งที เขาซึ่งเป็นประธานบริษัทจะไม่มาได้อย่างไร เห็นหลานเอาการเอางานแบบนี้อาก็ดีใจ จะได้มีคนมาช่วยแบ่งเบางานที่บริษัทเสียที วันชัยแสร้งถอนหายใจยาวก่อนจะยกถ้วยกาแฟร้อนที่เลขาฯเพิ่งเอามาเสริ์ฟเมื่อครู่ขึ้นจิบเล็กน้อย


            เห็นเลขาฯหน้าห้องของผมบอกว่าคุณอาเป็นคนให้เด็กมาเอาพวกเอกสารสำคัญมาเก็บเอาไว้เอง ผมก็เลยอยากจะมาขอคืนจากคุณอาน่ะครับ วิศรุตเริ่มเข้าเรื่องทันที เขาไม่ค่อยชอบพูดจาอ้อมค้อมนัก อีกอย่างคือเขาอยากดูปฎิกิริยาตอบกลับของวันชัยว่าถ้าหากเขาขอคืนตรงๆ ฝ่ายนั้นจะว่าอย่างไร


            เรื่องเอกสารที่อาต้องเอามาเก็บไว้เองก็เพื่อความปลอดภัย ไม่รู้ว่าเลขาฯหน้าห้องวินจะเป็นพวกที่บริษัทคู่แข่งเราส่งมาหรือเปล่า ยิ่งพี่วรุตมาด่วนจากไปแบบนี้ยิ่งไม่มีใครมาคอยจับตามองแม่เลขาฯนั่นเข้าไปใหญ่ อาเป็นห่วงเรื่องความลับของบริษัทก็เลยต้องทำแบบนี้


            ได้รับคำตอบมาแบบนี้ วิศรุตเองก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี แต่ในเมื่อเขาเข้ามารับตำแหน่งนี้แล้ว เอกสารทั้งหมดเขาก็ควรจะเป็นผู้ดูแลเอง ไม่ใช่ท่านรองประธาน


            แล้วถ้าผมจะขอคืนล่ะครับคุณอา วันชัยหน้าตึงขึ้นมาทันที


            วินไม่ไว้ใจอาเหรอ


            เปล่าครับ พอดีว่าผมอยากจะศึกษาเอกสารพวกนี้ดูคร่าวๆก่อนที่จะเข้าประชุมในตอนบ่าย คุณอาก็ทราบนี่ครับว่าผมไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัททัดเทวาในตอนนี้เลย ถ้าขืนเข้าไปประชุมแบบสมองกลวงแบบนี้ พวกผู้บริหารคนอื่นได้หัวเราะเยาะหลานคุณอากลางที่ประชุมแน่ๆ ชายหนุ่มเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนจะเห็นว่าผู้สูงวัยกว่าคลายสีหน้าลงแล้ว เมื่อเห็นว่าวันชัยเริ่มคล้อยตามคำพูดของตน วิศรุตก็รีบหยอดคำพูดต่อทันที ผมน่ะเหรอครับจะไม่ไว้ใจคุณอา คุณอาเป็นน้องแท้ๆของคุณพ่อ บริษัทนี้คุณอาก็เปรียบเสมือนเจ้าของคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีคุณอาสักคน บริษัททัดเทวาก็คงไม่เติบโตอย่างมั่นคง เช่นทุกวันนี้อย่างแน่นอน


            เอาเถอะหลานไม่ต้องมาพูดยออามากหรอก เอาเป็นว่าเดี๋ยวอาจะให้เลขาฯเอาเอกสารไปให้ที่ห้องทำงานของหลานก็แล้วกัน วิศรุตขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มกว้างก่อนจะขอตัวไปศึกษางานต่อที่ห้องทำงานที่อยู่ชั้นบน


             วันชัยมองตามหลานชายจนกระทั่งฝ่ายนั้นปิดประตูห้องลงแล้ว ท่านรองประธานจึงมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเดิมลิบลับ รอยยิ้มจากการได้ฟังคำยกยอเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้า แต่แทนที่ไว้ด้วยความเย็นชา ผ่านไปครู่ใหญ่วันชัยจึงเรียกให้เลขาฯของตนเข้ามาขนกองเอกสารที่วิศรุตอยากได้ขึ้นไปให้เจ้าตัว


            ท่านคะ จะให้ดิฉันขนกองเอกสารพวกนี้ไปให้ท่านประธานจริงๆเหรอคะ มาลิกาถามด้วยความไม่แน่ใจเพราะเธอทำงานกับวันชัยมานานจนพอจะรู้ว่าเอกสารพวกนี้เป็นข้อมูลสำคัญมาก ถ้าหากวิศรุตรู้ระแคะระคายเรื่องความผิดปกติของข้อมูลพวกนี้แล้วล่ะก็ ทั้งเจ้านายรวมถึงตัวเธอเองด้วยก็จะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน


            วิศรุตก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน มันไม่เคยเข้ามาสนใจการงานที่บริษัทเลย มันจะไปรู้อะไร อีกอย่างเอกสารพวกนี้ ถึงมันจะจับผิดให้ตายก็ไม่เจอพิรุธอะไรหรอกเพราะว่าเอกสารตัวจริงยังอยู่ที่ฉัน วันชัยพูดด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ เขาไม่โง่ถึงขนาดเอาเอกสารตัวจริงคืนให้วิศรุตหรอก ที่ฝ่ายนั้นได้ไปก็เป็นเพียงแค่ของตบตาที่เขาให้คนมาตกแต่งบัญชีให้แนบเนียนชนิดมืออาชีพยังแยกแยะไม่ได้เลยว่าเอกสารชุดไหนจริงชุดไหนปลอม


            แกมันกระดูกคนละเบอร์กับฉัน ไอ้หลานรัก

 

Aislin: สวัสดีค่ะ เปิดมาเห็นนักอ่านหลายๆท่าน (โดยเฉพาะในเล้าเป็ด) คอมเม้นท์ให้แล้วดีใจมากๆเลย ^-^ หลายท่านบอกว่าเคยอ่านเรื่องนี้มาแล้วตอนที่โพสแรก ชอบเลยกลับมาตามอ่านอีกครั้ง ในฐานะนักเขียนก็เลยปลาบปลื้มสุดๆ อยากจะกรี๊ดให้ดังไปสามบ้านเจ็ดบ้าน ฮาๆๆ

            ตอนนี้สองพ่อลูก วันชัยกับภาคินเริ่มออกลายชั่วแล้ว แต่เชื่อเถอะค่ะว่าเดี๋ยวต่อจากนี้ไปเรื่องราวจะต้องเข้มข้นเพิ่มขึ้นแน่นอน ใครชอบแนวนี้ฝากติดตามด้วยนะคะ

            และเนื่องจากเรื่องนี้กำลังจะฉลองครบรอบ 5 ปี ดังนั้นจะมีการตีพิมพ์รวมเล่มให้กับนักอ่านที่สนใจซื้อหาสะสมด้วยนะคะ โดยในเล่มจะมีตอนพิเศษแถมให้แบบจุใจ 3 ตอน (เป็นตอนพิเศษที่จะไม่โพสลงเว็บใดๆ) ถือเป็นการขอบคุณที่สนับสนุนผลงานของ Aislin ค่ะ ตอนนี้ต้นฉบับใกล้จะเสร็จแล้ว หนามาก ราว 410 หน้าโดยประมาณ ปกก็กำลังออกแบบเช่นกัน เดี๋ยวจะค่อยๆแจ้งรายละเอียดอีกทีนะคะ เพราะต้องส่งขอประเมินราคาจากโรงพิมพ์ก่อน แล้วจึงค่อยเอาราคามาแจ้ง ถ้าหากท่านใดสนใจ เตรียมเงินได้เลยยยยย... แล้วก็อย่าลืมเข้าไปกด LIKE และติดตามข่าวนิยายได้ที่แฟนเพจนะคะ www.facebook.com/Aislin.Napoon

 

ปล. หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนิยายรวมเล่ม สอบถามได้เลยค่ะ หรือจะสอบถามมาทางแฟนเพจก็ได้เน้อ (ตอบเร็วกว่า) เดี๋ยวมาตอบให้แน่นอนจ้ะ

ปล.2 อ่านจบอย่าลืมทิ้งคอมเม้นท์ไว้หน่อยน้า ^0^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

69 ความคิดเห็น

  1. #63 ฮาดุ๊ก (@loveitachi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 13:58
    เริ่มแล้วศึกสายเลือด
    #63
    0