ทัณฑ์กามเทพ (Yaoi/Boy's Love) -- Rewrite

ตอนที่ 5 : วันของการจากลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 582
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 ก.พ. 58

 


            วันสอบวันที่สองก็ผ่านไปแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น วิศรุตสังเกตว่านภัทรเอาแต่หลบหน้าเขาตลอด ฝ่ายนั้นพยายามเลี่ยงเขาในทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากัน ตั้งแต่เขาบอกชอบฝ่ายนั้นไปเมื่อคืนวานทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ก่อนจะต้องไปพรุ่งนี้ เขาอยากมีโอกาสพูดคุยกับนภัทรอีกซักครั้ง แค่ครั้งเดียวก็ยังดี แต่ดูเหมือนว่านภัทรจะไม่ให้โอกาสเขาเลย


            และแล้ววันสอบวันสุดท้ายก็มาถึง วิศรุตทานอาหารเช้าด้วยอาการเหม่อลอยเฉยชาจนศรารัตน์ค่อนขอดว่าเขาทำหน้าอย่างกับผีตายซาก วันนี้วิศรุตไม่มีอารมณ์ทะเลาะกับผู้เป็นน้องสาวนักจึงหลีกเลี่ยงการต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย ข้าวของและเอกสารสำคัญของทั้งเขาและศรารัตน์ถูกส่งไปที่อังกฤษตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อน วันนี้ตอนออกเดินทางจึงไม่ต้องเตรียมอะไรมากนักเพราะว่าแม่ของเขาจัดการไว้หมดแล้ว ศรารัตน์มีท่าทางดีใจที่จะได้ไปเรียนต่อและใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกต่างกับเขาที่ไม่ได้อยากจะไปเลยสักนิด แม้ว่าการไปคราวนี้อาจจะช่วยทำให้เขาลืมใครบางคนได้ก็ตาม


            วิศรุตมาถึงโรงเรียนก่อนเวลาเข้าสอบนิดเดียว เขาเห็นนภัทรกำลังเดินเข้าห้องสอบไปพร้อมกับพงศธร เขาเหม่ออยู่อย่างนั้นจนภาณุมาตบหลังบอกว่าได้เวลาเข้าห้องแล้ว เขาจึงได้รู้สึกตัว


             เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงการสอบวิชาสุดท้ายของวันและเป็นการสอบวิชาสุดท้าย
ก่อนที่เขาและเพื่อนๆจะเลื่อนขั้นเป็นนักเรียนชั้นม.หกด้วย วิชาที่สอบคือภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาที่เขาถนัดที่สุด แต่วันนี้เขากลับทำอย่างเลื่อนลอยแบบขอผ่านไปที สายตาของเขามักจะมองไปยังนภัทรซึ่งนั่งสอบอยู่ไกลจากที่นั่งของเขาหลายแถว วิศรุตอยากจะนั่งมองอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆแม้ว่านภัทรจะไม่เคยหันมาก็ตาม เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เหลืออีกครึ่งชั่วโมงก่อนจะหมดเวลาสอบ แต่เขาตัดสินใจที่จะส่งข้อสอบก่อนเป็นคนแรกของห้อง หลังจากส่งเสร็จแล้วอาจารย์ก็อนุญาตให้ออกจากห้องสอบได้ วิศรุตรู้สึกว่าตัวเองก้าวขาเหมือนกับคนไม่มีแรง เขาเดินผ่านนภัทรที่กำลังนั่งทำข้อสอบอยู่ ฝ่ายนั้นไม่สบตาเขาแต่กลับก้มหน้านิ่งเหมือนจะเพ่งมองให้กระดาษข้อสอบภาษาอังกฤษมันทะลุเสียอย่างนั้น วิศรุตเม้มปากแน่นก่อนเอ่ยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน


            ลาก่อน

 


            วิศรุตเดินไปตามทางเดินของตึกที่เงียบสนิทเพราะยังไม่หมดเวลาสอบ เขาอยากให้ทางเดินนี้ทอดยาวแบบไม่มีวันสิ้นสุด จะได้ไม่ต้องหยุดเดินเมื่อมาจนสุดทาง เขาเดินลงบันไดมายังชั้นหนึ่งซึ่งเป็นบริเวณสำหรับวางกระเป๋านักเรียนเพราะอาจารย์ไม่อนุญาตให้นักเรียนนำกระเป๋าเข้าไปในห้องสอบได้เหมือนอย่างคาบเรียนปกติ เด็กหนุ่มหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาถือไว้ก่อนตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง


            วิศรุตควานหาเศษกระดาษเปล่าภายในกระเป๋า แต่ก็คิดได้ว่าวันนี้เขาไม่ได้พกอะไรมาเลยนอกจากเครื่องเขียนและหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ วิศรุตจึงตัดสินใจฉีกหนังสือเรียนออกมาหน้าหนึ่งก่อนจะใช้ปากกาเมจิกเขียนบางอย่างลงไปในกระดาษแผ่นนั้นแล้วเอาไปใส่ไว้ในเป้ของนภัทร อีกฝ่ายคงเห็นมันตอนที่เขาอยู่บนเครื่องบินแล้ว


            ไอ้วิน... ไอ้วิน เสียงภาณุที่ร้องเรียกจากด้านหลังทำให้วิศรุตหลุดออกจากภวังค์ เพื่อนสนิทของเขาวิ่งหน้าตื่นมาหา เหงื่อบนใบหน้าบ่งบอกว่าอีกฝ่ายคงต้องรีบวิ่งมาอย่างแน่นอน ใจคอแกจะไม่รอฉันเลยเหรอวะ แกจะไปเงียบๆแบบไม่ร่ำลาฉันเลยเหรอไง ภาณุอดน้อยใจไม่ได้ ตอนที่เขาเห็นวิศรุตลุกไปส่งข้อสอบกับอาจารย์ เขายังเหลืออีกหลายข้อที่ยังไม่ได้ทำจึงรีบเร่งมือให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำถูกบ้างผิดบ้างก็ช่างปะไร เพราะสอบตกก็แค่มาสอบซ่อมก็เท่านั้น แต่เขาอยากจะมาส่งวิศรุตให้ทันมากกว่า แกต้องไปเมื่อไหร่ แล้วจะไปยังไง ภาณุถามแบบไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เมื่อคืนเขาเตรียมคำพูดซึ้งๆไว้มากมายแต่พอมาตอนนี้กลับนึกไม่ออกซักอย่างเดียว


            ฉันโทรบอกให้รถที่บ้านมารับแล้ว อีกไม่นานก็คงมาถึง วิศรุตเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ภาณุเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเขา เป็นคนที่รับตัวตนแท้จริงของเขาได้ เป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆเวลาที่เขาเสียใจ เป็นคนที่ยิ้มดีใจไปกับเขาเวลาที่มีความสุข และที่สำคัญภาณุเป็นที่ปรึกษาและรับรู้เรื่องราวทุกอย่างระหว่างเขากับนภัทร

 

 

            ที่จริงนภัทรทำข้อสอบเสร็จตั้งนานแล้ว เสร็จพอดีที่วิศรุตเดินผ่านหน้าเขาไป แต่เขาเลือกที่จะนั่งอยู่อย่างนั้นไม่ยอมส่งข้อสอบเสียที เขาไม่กล้าออกไปเผชิญหน้ากับฝ่ายนั้นจึงเลือกที่จะรอให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนกระทั่งหมดเวลาสอบ นภัทรลงมาที่ชั้นหนึ่งพร้อมกับพงศธร หูของเขาไม่ได้ฟังเรื่องที่เพื่อนสนิทพูดเลย พงศธรคงกำลังถามเขาและเทียบคำตอบในข้อสอบที่ตอบไปว่าตรงกับเขาบ้างไหม นภัทรรู้สึกว่าสมองเขาในตอนนี้มึนตื้อไปหมด คำบอกลาสั้นๆของวิศรุตทำให้หัวใจเขากระตุกขึ้นมา แค่คำเพียงสองพยางค์กลับมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาอย่างมากมาย ลึกๆแล้วใจของเขาคงอาจจะกำลังอาวรณ์กับการจากไปของวิศรุตตามประสาคนเคยอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งห้าปีก็เป็นได้


            นภัทรเก็บเครื่องเขียนใส่กระเป๋าเป้ก่อนสายตาจะพลันเห็นของบางอย่างในนั้น มันเป็นกระดาษแผ่นไม่ใหญ่มากนักที่ถูกพับสองทบแล้วสอดเอาไว้ในหนังสือของเขา ถ้าปลายกระดาษไม่แฉลบออกมาเล็กน้อยจากปกหนังสือเขาก็คงจะไม่ทันสังเกตเห็น นภัทรดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาแล้วคลี่ออกดู ในกระดาษมีข้อความสั้นๆที่ถูกเขียนด้วยเมจิกสีดำว่าขอโทษเพียงคำเดียวเท่านั้น นภัทรรู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนเอามายัดใส่ในเป้ของเขา... วิศรุต


            รู้ตัวอีกทีนภัทรก็พบว่าสองขาของตัวเองกำลังวิ่งออกจากตึกเรียน เขาวิ่งไปทั่วโรงเรียนอย่างคนบ้า นภัทรเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงเป็นแบบนี้ได้ทั้งที่ปกติเขาจะเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้เก่ง แต่ตอนนี้เขาอยากเจอวิศรุตเหลือเกิน คำขอโทษสั้นๆที่อีกฝ่ายเขียนใส่กระดาษให้เขามันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกของคนเขียนจนเขารู้สึกได้ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าวิศรุตต้องการจะสื่ออะไร ถ้าเดาไม่ผิดฝ่ายนั้นคงต้องการขอโทษในทุกเรื่องที่เคยทำไว้กับเขา ทั้งยั่วโมโหที่ห้องสมุด เรื่องน่าอับอายที่ห้องกรรมการนักเรียน รวมถึงเรื่องที่สนามหญ้าคืนนั้นด้วย ยิ่งคิดนภัทรก็ยิ่งเร่งฝีเท้า เขานอนคิดทั้งคืนในเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองและวิศรุต ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถตอบสนองความรู้สึกแบบเดียวกันคืนกลับให้วิศรุตได้ แต่เขาก็ไม่อยากปล่อยให้ทุกอย่างมันค้างคาแบบหาทางออกไม่ได้เช่นนี้ เรื่องของเขากับฝ่ายนั้นควรจะกลายเป็นเศษเสี้ยวความทรงจำที่มีค่าในช่วงชีวิตม.ปลายของทั้งเขาและวิศรุต เขาไม่อยากต้องมาเสียใจทีหลังเหมือนกับเรื่องของน้ำหวานอีกแล้ว


            ไอ้กานต์ แกจะรีบไปไหนวะ พงศธรวิ่งตามมาดึงแขนเพื่อนสนิทเอาไว้ สีหน้าอีกฝ่ายเหนื่อยหอบเพราะเร่งฝีเท้าวิ่งตามเขามาติดๆ เป็นบ้าอะไรวะเนี่ย


            ไอ้พงษ์ แกเห็นวิศรุตหรือเปล่า นภัทรถามออกไปแม้ว่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว พงศธรจะเห็นวิศรุตได้อย่างไรในเมื่อคนตรงหน้าอยู่กับเขาตลอดเวลา และแล้วคำตอบก็เป็นอย่างที่คิดไว้ นภัทรเริ่มหมดหวังเพราะไม่รู้ว่าจะไปหาวิศรุตได้ที่ไหนดี ใจหนึ่งก็กลัวว่าฝ่ายนั้นจะเดินทางไปสนามบินแล้ว


             “เอ้อ วิศรุตอาจจะอยู่ที่อาคารจอดรถใกล้ๆนี้ก็ได้ หมอนั่นชอบจอดรถไว้ที่นั่นประจำ พงศธรคาดเดาเพราะนึกขึ้นได้ว่าวิศรุตเคยบังเอิญช่วยตนเอาไว้ตอนที่ถูกพวกนักเลงมาตามทวงหนี้ที่ลานจอดรถ แต่ตอนนี้นภัทรวิ่งไปแล้ว พงศธรเองก็ได้แต่งงว่าทำไมเพื่อนของตนต้องรีบร้อนขนาดนั้นด้วย เด็กหนุ่มส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจอาการของเพื่อนสนิทก่อนจะหันหลังเดินกลับไปเอาของที่ทิ้งเอาไว้ตอนวิ่งไล่ตามนภัทรมา


              ตอนเดินผ่านประตูโรงเรียนพงศธรก็บังเอิญเห็นภาณุกำลังพูดอะไรบางอย่างกับอีกคนอยู่ พอดีภาณุยืนบังอีกฝ่ายเอาไว้พงศธรก็เลยไม่เห็นว่าภาณุกำลังพูดอยู่กับใคร แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะเป็นวิศรุตเพราะจำเจ้ารถยุโรปราคาแพงของเพื่อนร่วมห้องคนนี้ได้แม่นเลยทีเดียว


              “นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย พงศธรบ่นในลำคอเพราะตัวเองเพิ่งบอกนภัทรไปว่าวิศรุตน่าจะอยู่ที่อาคารจอดรถ แต่ทำไมฝ่ายนั้นกลับมาอยู่ตรงหน้าเขาได้ล่ะเนี่ย


            เมื่อนึกได้ว่านภัทรมีท่าทางรีบร้อนต้องการหาวิศรุตอาจจะมีเรื่องสำคัญบางอย่างก็ได้ พงศธรจึงรีบโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิททันทีเพราะดูท่าทางวิศรุตใกล้จะขึ้นรถที่มารอรับหน้าประตูโรงเรียนเต็มทีแล้ว

 



            ฉันไปก่อนนะเว้ย วิศรุตบอกลาภาณุเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่อยากยื้อเวลาอีกแล้วเพราะถึงอย่างไรก็ต้องไปอยู่ดีเพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น


            เดินทางดีๆนะ นายกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ก็มาเยี่ยมกันบ้าง ภาณุกอดลาเพื่อนสนิทพร้อมตบหลังอีกฝ่ายเบาๆอย่างให้กำลังใจในทุกเรื่องเหมือนอย่างที่เขาชอบทำประจำ ฝ่ายวิศรุตเองก็กอดตอบอีกฝ่ายแนบแน่น ในใจรู้สึกขอบคุณและสัมผัสได้ถึงมิตรภาพที่เพื่อนคนนี้มีให้เขาเสมอมา


             วิศรุตผละจากอ้อมแขนของเพื่อนรักก่อนมองไปยังเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่ได้รู้สึกผูกพันกับโรงเรียนนี้มากนักแต่ที่เขารู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็คือคนที่อยู่ในโรงเรียนนี้ต่างหาก ไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาจะไปเรียนเมืองนอกมากนักยกเว้นอาจารย์ประจำชั้น ภาณุ แล้วก็นภัทร เขาไปเงียบๆแบบนี้แหล่ะดีแล้ว


            วิศรุตลาภาณุอีกสองสามคำก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งยังเบาะหลังของรถ เขาไม่อยากหันไปมองภาณุอีกเพราะกลัวว่าตัวเองจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เขาเกลียดบรรยากาศการจากลาเป็นที่สุด ยิ่งเป็นการจากคนที่รัก เขายิ่งรู้สึกเกลียด วิศรุตอดไม่ได้ ที่จะเหลียวหน้าไปมองกระจกหลังรถ หวังจะเห็นคนบางคนเป็นครั้งสุดท้ายแต่ก็คงได้แค่หวังเท่านั้นเพราะความหวังของเขามักสวนทางกับความเป็นจริงเสมอ เขาถอนใจบางๆก่อนจะสั่งให้คนขับออกรถได้เลย


            รถคันหรูค่อยๆแล่นออกไปช้าๆและเริ่มเร็วขึ้นเป็นลำดับ ภาณุคงกำลังโบกมือให้แต่วิศรุตไม่กล้าหันกลับไปอีกแล้ว


             “ฉันรู้ว่านายรังเกียจฉันมาก รู้ว่านายไม่ใช่คนที่ชอบเพศเดียวกันแบบฉัน รู้ว่านายคงเบื่อและอึดอัดที่ต้องมารับมือกับนิสัยร้ายกาจที่ฉันชอบแสดงใส่นายอยู่เสมอ แต่ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฉันชอบนายมาตลอดตั้งแต่ม.หนึ่ง แม้จะผ่านมาห้าปีแล้วแต่ฉันก็ยังคงชอบนาย ได้ยินไหมนภัทร... ฉันชอบนาย


            ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะชอบนายไปได้อีกนานแค่ไหน ฉันไม่รู้เลยจริงๆ

 



            นภัทรวิ่งกลับมาที่หน้าประตูโรงเรียนทันทีที่พงศธรโทรไปบอกเขา ในใจได้แต่ภาวนาขอให้มาทันเวลา แต่ในที่สุดเขาก็มาไม่ทัน ตอนที่เขาวิ่งมาถึงหน้าประตูโรงเรียน รถของวิศรุตก็แล่นออกไปออกไปจากซอยโรงเรียนพอดี เขามองด้านหลังของรถคันนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก กระดาษที่วิศรุตเอาไปยัดใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ ตอนนี้มันถูกมือของเขากำเอาไว้จนยับยู่ยี่ ถ้าเขาคิดได้เร็วกว่านี้ก็คงจะดี คงจะได้มีโอกาสบอกก่อนที่ฝ่ายนั้นจะไป ฉันยกโทษให้แล้วนะ คำพูดนี้ดังซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเขาแต่วิศรุตกลับไม่มีโอกาสได้ยินมัน

 

Aislin: สวัสดีค่ะ มาอัพให้อย่างว่องไวเช่นเดิม ขอบคุณนักอ่านทุกท่านนะคะที่ติดตามกันมาถึงบทที่ 4 แล้ว ถ้ายังไงก็ขอให้สนุกกับการอ่านเน้อ ถ้าคอมเม้นท์ให้สักหน่อยจะดีมากๆเลยค่ะ ฮาๆๆ ที่สำคัญอย่าลืมแวะไปพูดคุยกันได้ที่แฟนเพจ www.facebook.com/aislin.napoon นะคะ ในแฟนเพจจะมีอัพเดทข่าวคราวนิยายของ Aislin ทุกเรื่องเลยค่ะ แล้วเจอกันเน้อ (^-^)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

69 ความคิดเห็น

  1. #62 ฮาดุ๊ก (@loveitachi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 11:06
    ดีแล้วค่ะที่ไม่ได้บอก จะได้จำจนวันตาย55555. เฮ่อ...
    #62
    0
  2. #3 พัณณพัฒน์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:11
    Nฮือๆๆๆๆ วิศรุจไปแล้วไปทั้งๆที่ไ รุ้ว่านภัทรให้อภัยแล้วอ่ะ เมื่อไรจะกลับ มานะ
    #3
    0