ทัณฑ์กามเทพ (Yaoi/Boy's Love) -- Rewrite

ตอนที่ 4 : เมื่อฉันได้บอกรักนายไปแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 ก.พ. 58

 


           เมื่อวิศรุตเอาเรื่องนี้มาบอกกับภาณุ ฝ่ายนั้นมีท่าทีตะลึงงันเพราะคิดไม่ถึงว่าวิศรุตจะต้องไปเมืองนอกปุบปับเช่นนี้ วิศรุตจะออกเดินทางทันทีที่การสอบวิชาสุดท้ายเสร็จสิ้นลง การไปเรียนต่อเมืองนอกของวิศรุตก็หมายความว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้เจออีกฝ่ายเป็นเวลานานทีเดียว สำหรับมิตรภาพระหว่างเขาและวิศรุตที่คบหาเป็นเพื่อนกันมานานหลายปีก็อดไม่ได้ ที่ภาณุจะรู้สึกใจหายเป็นธรรมดา


            “ทำไมต้องรีบไปขนาดนั้นด้วยล่ะ ภาณุถามวิศรุตที่กำลังเอาหน้าฟุบลงกับโต๊ะเรียนของตัวเอง


            “ไม่รู้เหมือนกัน เห็นว่าพ่อกับแม่ฉันเค้าทำเรื่องเรียนต่อเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

 
         
แล้วเรื่องคนๆนั้นล่ะ คนๆนั้นในความหมายของภาณุก็คือนภัทร วิศรุตเงยหน้าขึ้นมามองคนที่กำลังถูกพูดถึงอยู่ ก่อนจะพบภาพเดิมๆที่เห็นจนชินตา นภัทรกำลังจมอยู่กับตำราเล่มหนาของตัวเองจนเขาคิดว่าฝ่ายนั้นคงจะอ่านท่องจำได้ขึ้นใจแล้วกระมัง


            แกว่าฉันควรจะทำยังไงดีล่ะ วิศรุตหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เลย ใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากจะทิ้งและปล่อยเรื่องนภัทรเอาไว้แบบนี้ เขาไม่อยากจากไปท่ามกลางความรู้สึกที่ยังค้างคาในใจ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ไม่กล้า ถ้านภัทรรู้ว่าคนที่ตัวเองแสนเกลียดนักหนา คนที่ตัวเองชอบแสดงสีหน้าเย็นชาใส่ กลับเป็นคนที่หลงรักตัวเองมานานถึงห้าปีเต็ม ฝ่ายนั้นจะรู้สึกยังไงนะ จะยิ่งเกลียดเขามากกว่าเดิมหรือเปล่า

 
          
ฉันว่าควรจะบอกความรู้สึกของแกให้มันรู้ว่ะ อย่างน้อยแกก็จะได้โล่งใจแล้วก็เลิกอัดอั้นจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้เสีย ทีเพราะอีกไม่นานแกก็ต้องไปแล้ว ปีหน้ามันก็คงจะต้องสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นี่ อีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้กว่าจะได้มีโอกาสมาเจอกัน หรือไม่แน่มันอาจจะไม่วันนั้นอีกเลยก็ได้ คำพูดของภาณุทำให้วิศรุตที่กำลังลังเลอยู่ตัดสินใจได้เสียที มันคงจะเป็นอย่างที่เพื่อนของเขาว่า จะได้ไม่ต้องมีอะไรค้างคากันอีก ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าคำตอบของเรื่องนี้คืออะไรก็ตาม


           เหลือเวลาอีกแค่สองอาทิตย์เท่านั้น

 


            เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินในความคิดของวิศรุต การเรียนการสอนวันสุดท้ายจบลงแล้ว ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เขาดำเนินชีวิตไปตามปกติทุกอย่าง เรียนบ้างโดดบ้าง มีเซ็กส์เล่นๆกับพวกรุ่นน้องบ้างตามประสาเพลย์บอยเจ้าเสน่ห์  บางคืนก็ดื่มเหล้าเที่ยวผับไปเรื่อย ตัวเขาเองก็เบื่อชีวิตแบบนี้แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นอยู่ดี เพราะอยู่แบบนี้ก็มีความสุขไม่ได้ลำบากอะไร อีกอย่างก็ไม่รู้จะต้องเปลี่ยนทำไมและเปลี่ยนไปเพื่อใคร

 
           วันนี้วิศรุตกลับบ้านช้ากว่าปกติเพราะถูกเรียกไปอบรมที่ห้องฝ่ายปกครองฐานทำความผิดแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำชาย และบังเอิญอาจารย์พละมาพบเข้าพอดี แต่เนื่องจากคำว่าทัดเทวาที่ต่อท้ายชื่อของเขาอยู่ทำให้ถึงแม้เป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองก็ไม่กล้าทำอะไรเขามากนัก ทำได้ก็แค่กักบริเวณตอนเย็นเท่านั้นเองเพราะถึงอย่างไรพ่อของเขาก็เป็นคนบริจาคเงินสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้กับโรงเรียนแห่งนี้


            หลังออกจากห้องฝ่ายปกครอง วิศรุตเดินไปยังอาคารจอดรถที่อยู่ไม่ไกลจากประตูโรงเรียนนักเพื่อขับรถกลับบ้าน นักเรียนไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์มาที่โรงเรียน ถึงเขาไม่เคยสนใจกฎพวกนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีความเกรงใจอยู่บ้างก็เลยเลือกที่จะจอดเอาไว้ที่อาคารจอดรถสาธารณะโดยจ่ายค่าเช่าเป็นรายวันแทน แม้ว่าตัวเองจะอายุไม่ถึงวัยที่จะทำใบขับขี่ได้ตามกฎหมายก็ตามที


            ตอนนี้เป็นเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ ชั้นประจำที่เขาเลือกจอดรถเป็นชั้นที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวเพราะเกือบจะถึงชั้นดาดฟ้าของอาคาร ไม่ค่อยมีใครเอารถมาจอดในชั้นนี้เพราะมันอยู่สูงซึ่งวิศรุตก็พอใจให้มันเป็นแบบนั้นเพราะในบางอารมณ์เขาก็อยากจะทำในสิ่งที่คนทั่วไปเขาไม่ค่อยทำกันเท่าใดนัก


            ลานจอดรถเวลานี้เหลือรถที่จอดอยู่เพียงไม่กี่คันเท่านั้นเพราะใกล้จะถึงเวลาที่อาคารแห่งนี้จะปิดให้บริการแล้ว วิศรุตล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นกลุ่มคนประมาณสี่ถึงห้าคนกำลังยืนล้อมคนๆหนึ่งอยู่กลางวง คนพวกนั้นอยู่ห่างจากเขาพอสมควร เขาจึงเห็นไม่ค่อยชัดว่าพวกนั้นกำลังจะทำอะไร แต่สมองก็เดาได้ไม่ยากว่ายกพวกมาแบบนี้คงจะเตรียมตัวมาเพื่อจัดการกับไอ้คนที่โชคร้ายยืนอยู่กลางวงแน่ๆ


             ตอนแรกวิศรุตไม่คิดจะสนใจเพราะป่วยการที่จะต้องไปยุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่เหยื่อที่โชคร้ายคนนั้นรูปร่างคุ้นตาเขาอย่างไรพิกล เขาจึงเดินเข้าไปใกล้อีกนิดก่อนจะเพ่งตามองจึงได้รู้ว่าที่รู้สึกคุ้นก็เพราะว่าฝ่ายนั้นเป็นเพื่อนร่วมห้องของเขานี่เอง แถมยังเป็นเพื่อนสนิทของนภัทรอีกด้วย


            เงินที่ขอยืมไป ตกลงจะเบี้ยวไม่จ่ายใช่ไหม คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มนักเลงพูดขึ้น


            ผมขอผลัดไปก่อนได้ไหมพี่ ตอนนี้ผมไม่มีเงินจริงๆ ไม่เชื่อพี่ลองค้นตัวผมดูก็ได้ พงศธรพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น แม้ในใจจะรู้สึกกลัวแค่ไหนก็ตาม เขาไม่น่าคิดผิดไปกู้เงินนอกระบบจากพวกนี้เลย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขามีทางเลือกไม่มากนัก


            มึงผลัดมาหลายรอบแล้ว ถ้าวันนี้ไม่มีเงินมาจ่ายก็เตรียมตัวไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลได้เลย


            ผมขอเถอะพี่ ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจริงๆ แล้วผมจะรีบหาเงินมาคืนให้ พงศธรพนมมือคุกเข่าตรงหน้านักเลงพวกนั้น ก่อนจะอาศัยทีเผลอผลักนักเลงคนที่อยู่ใกล้สุดอย่างแรงแล้วใช้เท้ายันนักเลงอีกคนหนึ่งที่เข้ามาใกล้ ก่อนตัดสินใจวิ่งหนีแต่ก็ไม่รอดถูกฝ่ายนั้นล็อคแขนเอาไว้ได้ ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าประกอบกับพงศธรเป็นพวกเด็กเรียนอยู่แล้วทำให้พงศธรไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลย สองแขนของเด็กหนุ่มถูกล็อคเอาไว้ก่อนหมัดหนักๆจะสวนมาที่ท้องอย่างแรงจนเจ้าตัวจุกจนแทบลงไปกองกับพื้น


            ทำเก่งจริงนะมึง จะหนีก็ต้องหนีให้รอดสิ ถ้าไม่รอดก็ต้องเจอดีแบบนี้ หัวหน้านักเลงชักมีดพับออกมาจากเอว พงศธรมองคมมีดนั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด เด็กหนุ่มยังไม่อยากตายที่นี่ในสภาพแบบนี้


            จังหวะที่นักเลงคนนั้นกำลังจะแทงมีดเข้าใส่ร่างที่ถูกซ้อมจนยับเยินของพงศธร วิศรุตก็เข้ามาจัดการกับนักเลงคนนั้น ปลายมีดที่อยู่ในมือของนักเลงแฉลบไปจากร่างของพงศธรเล็กน้อยเพราะเจ้าของมีดถูกวิศรุตกระโดดถีบจนเสียหลัก หลังจากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พวกที่เสียเปรียบกลับเป็นฝ่ายพวกนักเลงกระจอกแทน เพราะการต่อสู้มือเปล่ากับคนสี่ถึงห้าคนไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเลยสำหรับวิศรุตที่เคยผ่านการเรียนต่อสู้มาหลายแขนงและยังมีประวัติการทะเลาะวิวาทในโรงเรียนอย่างโชกโชน โชคดีที่อีกฝ่ายไม่มีปืน ไม่อย่างนั้นเขาก็อาจจะมีสภาพเดียวกับพงศธรก็ได้


            ภายในเวลาไม่นานนัก นักเลงพวกนั้นก็ถูกวิศรุตเล่นงานจนหมอบ เขาเดินเข้าไปกลางวงเพื่อช่วยพยุงเพื่อนร่วมห้อง สภาพของพงศธรตอนนี้ไม่ถือว่าเลวร้ายเท่าใดนัก มีแค่แผลฟกช้ำไปทั่วตัวโดยเฉพาะบริเวณท้อง เด็กหนุ่มยังมีสติดีอยู่


            วิศรุต นาย... มาได้ยังไง พงศธรมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้างุนงงเพราะไม่คิดว่าจะเจอกับวิศรุตที่นี่


            อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย นายลุกไหวหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าพงศธรยืนเองไม่ไหว วิศรุตก็เลยเข้าไปช่วยประคองคิดว่าจะพาอีกฝ่ายไปที่รถของเขา แต่ทันใดนั้นนักเลงคนหนึ่งที่รอจังหวะวิศรุตเผลอก็จะลอบเอามีดที่ตกอยู่มาแทงข้างหลังโทษฐานที่อวดดียุ่งไม่เข้าเรื่อง แต่พงศธรที่เห็นและร้องเตือนเสียก่อนจึงทำให้วิศรุตรอดไปได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่วิศรุตจะจัดการฝ่ายนั้นอีกครั้งจนคราวนี้ถึงขั้นลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว วิศรุตเก็บมีดพับเล่มบางมาไว้กับตัวก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่เกือบเป็นการตะคอกใส่กลุ่มนักเลงคู่กรณี


            เพื่อนฉันติดเงินพวกแกอยู่เท่าไหร่ นักเลงต่างมองหน้ากันเพราะไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะเอายังไงกันแน่ ฉันถามว่าเพื่อนของฉันติดเงินอยู่เท่าไหร่


            แสนห้าแม้จะตกใจเล็กน้อยกับจำนวนเงินที่อีกฝ่ายบอก แต่วิศรุตก็ควักกระเป๋าสตางค์ราคาแพงของตนออกมาก่อนจะนับหยิบแบงค์พันประมาณสิบใบส่งให้พวกนักเลง หรือเรียกให้ถูกคือปากับพื้นไปกองอยู่ตรงหน้านักเลงพวกนั้น


              วิศรุตไม่ได้พกเงินสดมากมายนัก เขามักใช้บัตรเครดิตมากกว่า เงินสดทั้งหมดตอนนี้ของเขาก็มีอยู่ประมาณหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ยังไงก็ไม่พอใช้หนี้ให้กับพงศธรได้อยู่ดี แต่หากเขาไม่ยื่นมือเข้าช่วย น้ำหน้าอย่างพงศธรก็คงจะไม่มีวันไปหาเงินมาใช้หนี้พวกนี้ได้หรอก วิศรุตถอนหายใจเฮือกก่อนจะยอมถอดนาฬิกาข้อมือเรือนแสนที่ซื้อมาจากเมืองนอกให้พวกนักเลงเป็นเครื่องไถ่หนี้แทนเงินสด


            นาฬิกานี้เป็นแบรนด์ของแท้ ถ้าเอาไปขายคงได้ประมาณแสนกว่าๆ ก็ถือว่าเพื่อนของฉันหมดหนี้กับพวกแกแล้ว วิศรุตเข้ามาช่วยประคองพงศธรไปที่รถของตัวเองก่อนจะสตาร์ตเครื่องขับออกจากตรงนั้นไปอย่างรวดเร็ว


            ลูกพี่ ให้ตามไปไหม ลูกน้องคนหนึ่งรีบถามเพราะไม่มั่นใจว่านาฬิกาในมือลูกพี่ของตนจะเป็นของแท้หรือไม่ ถ้าโดนหลอกมีหวังเจ้านายของตนเอาตายแน่


            ไม่ต้องตามหรอก ลองไอ้หมอนี่กล้าจ่ายเงินหมื่นอย่างไม่คิดเสียดาย แสดงว่าบ้านมันคงมีเงินถุงเงินถังให้ถลุงมากพอดู นาฬิกานี้คงไม่ใช่ของปลอมหรอก หัวหน้านักเลงพูดพลางมองนาฬิกาโรเล็กซ์ราคาเหยียบแสนในมือของตนเองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

 


            ขอบคุณมากนะที่นายมาช่วยฉัน แต่ว่าอันที่จริงนายไม่ต้องลำบากมาจ่ายหนี้แทนฉันก็ได้ พงศธรเอ่ยทำลายความเงียบหลังจากที่รถของวิศรุตแล่นออกมาจากอาคารจอดรถแล้ว วิศรุตแค่นเสียงหึในลำคอก่อนจะเอ่ยออกมาเรียบๆ


            ถ้านายมีปัญญาหาเงินมาจ่ายเองได้ก็คงไม่ต้องมาเป็นกระสอบทรายให้พวกนั้นซ้อมหรอก พงศธรหลุบตาลง มันเป็นอย่างที่วิศรุตพูดจริงๆนั่นแหล่ะ ถ้าเขาหาเงินมาใช้หนี้ได้ป่านนี้ก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้แล้ว ว่าแต่ทำไมไปติดหนี้พวกนั้นเยอะขนาดนั้นล่ะ นักเรียนดีเด่นที่อยู่แต่ในกรอบอย่างนายมีเรื่องลำบากอะไรถึงต้องใช้เงินมากขนาดนั้นด้วย วิศรุตอดถามไม่ได้เพราะเขาก็พอรู้มาบ้างว่าพงศธรก็เป็นนักเรียนเรียนดีเหมือนกับนภัทร แถมพงศธรยังได้ทุนเรียนดีเด่นจากทางโรงเรียนเกือบทุกปีเพราะเป็นนักเรียนที่ค่อนข้างขาดแคลนทุนทรัพย์ ถ้าหากหักค่าเทอมแล้วก็ยังมีเงินเหลือพอตัวที่จะให้ใช้จ่ายได้อย่างไม่ลำบาก ไม่น่าต้องถึงขนาดไปกู้เงินนอกระบบมาแบบนี้


            ช่วงนั้นฉันจำเป็นต้องใช้เงินด่วนน่ะ แม่ของฉันป่วยต้องรับการผ่าตัดด่วน จะรอไม่ได้อีกแล้ว พ่อของฉันก็มีโรคประจำตัวที่จะต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง พอไปทำเรื่องกู้กับแบงก์เขาก็ไม่อนุมัติเพราะไม่มีหลักประกันอะไรเลย ตอนนั้นฉันคิดอะไรไม่ออกก็เลยต้องไปยืมเงินพวกนั้น แล้วก็เป็นอย่างที่นายเห็นนั่นแหล่ะ


            วิศรุตไม่พูดอะไรอีกตลอดทางที่ขับรถมาส่งพงศธรที่บ้าน เบื้องหน้าเขาคือทาวเฮาส์ที่ทั้งเล็ก ทั้งเก่าและโทรมสุดๆจนแทบเรียกได้ไม่เต็มปากว่าบ้าน เปรียบเทียบกับคฤหาสน์ทัดเทวาแล้ว ที่นี่ยังเล็กกว่าโรงจอดรถบ้านเขาเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้วิศรุตเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพงศธรถึงต้องไปกู้เงินพวกนั้นมา ทำไมพงศธรถึงต้องพยายามเรียนให้ดีเด่นเพื่อจะได้ถูกเสนอชื่อเข้ารับทุนเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  ชีวิตของเขากับคนข้างๆช่างแตกต่างราวฟ้ากับดิน


            ตอนนี้ถือว่านายเป็นเจ้าหนี้ของฉันแล้ว ฉันจะพยายามทำงานพิเศษหาเงินมาใช้นายให้ได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย แต่ฉันมั่นใจว่าจะคืนให้แบบครบทุกบาททุกสตางค์อย่างแน่นอน พงศธรพูดหนักแน่นจนเขาหลุดขำ เงินแค่นี้สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ไปเที่ยวเมืองนอกแต่ละครั้งเขายังใช้เงินมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็เลือกที่จะตัดปัญหาให้จบๆไปด้วยการพยักหน้าเป็นทำนองว่ารับรู้


            สักวันหนึ่งนายคงได้ใช้หนี้ฉันแน่พงศธร

 


            เขาเจอพงศธรในเช้าวันต่อมาซึ่งเป็นวันสอบวันแรก ฝ่ายนั้นมาในสภาพที่ดีกว่าเมื่อวานมากเพราะทำแผลมาเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าตามใบหน้าจะมีรอยช้ำหลงเหลืออยู่หลายแห่งก็ตาม พงศธรเดินมาขอบคุณเขาเพราะนึกได้ว่าเมื่อวานตัวเองลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท วิศรุตเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะถึงอย่างไรพงศธรก็ถือเป็นเพื่อนร่วมห้องของเขาและเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของใครบางคน เขาก้มหน้าก้มตาอ่านทวนวิชาเคมีตรงหน้าแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาจำได้ขึ้นมาบ้างเลยเพราะใจมัวแต่นึกถึงแต่ว่าเหลือเวลาแค่เพียงอีกสามวันเท่านั้นก่อนที่การสอบจะเสร็จสิ้น... สามวันสุดท้ายก่อนที่เขาจะต้องไปเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษและก็คงจะไม่ได้เจอคนที่อยากเจออีก


            การสอบในวันนี้ผ่านไปเหมือนเช่นปกติในทุกๆครั้งที่มีการสอบ ความสามารถในการเรียนและศักยภาพในการทำข้อสอบของเขาก็ยังคงเท่าเดิม เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยายังคงเป็นวิชาที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่ถ้าไม่นับวิชาอื่นที่เขาพอถูไถไปได้ ปกติถ้าทำไม่ได้เขาก็จะลอกภาณุที่นั่งสอบอยู่เลขที่ใกล้ๆกัน แต่คราวนี้เขาไม่มีอารมณ์จะทำแบบนั้น แค่คิดว่าเวลามันกำลังเดินถอยหลังเรื่อยๆเหมือนนาฬิกาทราย เขาก็ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรอีกแล้ว คงได้แต่ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าเขาจะทำใจได้เอง

 


            วิศรุตนึกโมโหตัวเองที่ดันลืมแผ่นดิสก์ข้อมูลรายงานไว้ที่โรงเรียน ทั้งที่เขากลับไปถึงบ้านตั้งนานแล้ว แต่พอนึกได้ว่าลืมของเอาไว้ก็ต้องตีรถวกกลับมาอีกรอบ ถ้าไม่ใช่เพราะต้องแก้รายงานวิชาชีววิทยาของอาจารย์ป้ามหาโหดและต้องส่งภายในพรุ่งนี้แล้วล่ะก็ เขาไม่มีทางตีรถย้อนกลับเพื่อมาเอาแผ่นดิสก์แค่แผ่นเดียวเด็ดขาด เป็นความสะเพร่าของเขาเองที่ลืมเซฟข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านกันสำรองเอาไว้ด้วย ถ้ารายงานแก้เสร็จไม่ทันพรุ่งนี้ อาจารย์ป้าขู่ว่าจะไม่ให้เขาจบม.ห้าเด็ดขาด


            เมื่อนึกได้ว่าวางซีดีเอาไว้ตรงที่วางของใต้โต๊ะเรียนของตัวเอง วิศรุตก็รีบวิ่งขึ้นไปยังห้องเรียนที่อยู่ชั้นสี่ของตึกทันที ตอนนี้เป็นเวลาประมาณเกือบสองทุ่ม นักเรียนต่างก็กลับบ้านกันจนหมดแล้ว ถ้ายามจับได้ว่าเขาแอบปีนประตูรั้วโรงเรียนเข้ามาล่ะก็ งานนี้คงเป็นเรื่องใหญ่แน่ วิศรุตมองไปรอบตัวที่เริ่มมืดสนิทมีเพียงแสงไฟสลัวที่ลอดผ่านบานหน้าต่างบางบานที่ปิดไม่สนิทเท่านั้น เขารีบเข้าไปหยิบของที่ลืมเอาไว้ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อหันกลับหลังมาพบกับนภัทรที่ยืนอยู่


            นายมาทำอะไรน่ะ นภัทรถามขึ้นมาก่อน เด็กหนุ่มมองวิศรุตที่กำลังถอนใจเฮือกใหญ่เพราะนึกว่าใครที่มาลับๆล่อๆอยู่ด้านหลังตน ที่แท้ก็นภัทรนี่เอง วิศรุตชูแผ่นดิสก์ให้อีกฝ่ายดูแล้วบอกว่าลืมทิ้งไว้ก็เลยกลับมาเอา ก่อนจะย้อนถามบ้างว่า นภัทรเองก็ลืมของเหมือนกันเหรอ


            เปล่าหรอก พอดีว่าฉันอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะหินริมสนามแล้วบังเอิญเห็นบางคนกำลังแอบปีนประตูหลังโรงเรียนเข้ามาน่ะสิ ฉันก็เลยตามมาดูก็เท่านั้น


            ทำตัวได้สมกับเป็นกรรมการนักเรียนจริงๆ นภัทรวางหน้าเฉยกับคำค่อนขอดของวิศรุตก่อนจะเก็บหนังสือเรียนแล้วเดินนำออกไปจากห้อง วิศรุตเองก็รีบยัดแผ่นดิสก์เข้ากระเป๋าทันทีก่อนจะรีบตามออกไปเพราะไม่อยากถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวในที่แบบนี้


            วิศรุตวิ่งตามนภัทรลงมายังชั้นหนึ่งก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนคิ้วขมวดอยู่ตรงบานประตูหน้าตึก ดูจากท่าทางของนภัทรเขาก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขากับนภัทรโดนขังอยู่ภายในตึกเรียนเสียแล้ว ยามคงคิดว่าไม่มีใครอยู่บนตึกแล้วก็เลยมาล็อคอาคารเรียนเพื่อกันขโมย แต่เขาและนภัทรกลับโชคร้ายที่ถูกขังแบบไม่รู้ตัวเช่นนี้ 


              ตอนนี้วิศรุตอยากจะบ้าตายขึ้นมาจริงๆ  ถ้าไม่ติดเรื่องรายงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้เขาคงจะนึกดีใจไม่น้อยที่ตัวเองได้ใกล้ชิดแบบสองต่อสองอย่างนี้กับนภัทร เขาลองใช้สองมือดันประตูกระจกอย่างแรงแต่ว่ามันถูกล็อคเอาไว้ สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็เลยลงเอยด้วยการทุบกระจกระบายอารมณ์แทน

 
          
ต่อให้นายทุบจนกระจกแตก เราก็ออกไปไม่ได้อยู่ดีนั่นแหล่ะ ไม่เห็นเหรอว่าเขาล็อคประตูเหล็กด้านนอกทับอีกชั้นหนึ่ง วิศรุตหยุดทุบกระจกแล้วหันมาพูดกับนภัทรที่ไม่มีท่าทีเดือดร้อนให้เห็น


            นายก็ทำอะไรบ้างสิ ฉันไม่อยากโดนขังที่ตึกนี่จนถึงเช้าหรอกนะ ฉันยังต้องรีบกลับไปแก้รายงานให้เสร็จทันพรุ่งนี้


            พรุ่งนี้ก็ยังต้องสอบอีก ฉันก็อยากกลับบ้านไปอ่านหนังสือเหมือนกัน ไม่ได้นึกพิศวาสอยากจะโดนขังรวมกับนายหรอกนะ คำพูดของนภัทรทำให้วิศรุตเบ้ปากอย่างหมันไส้ก่อนที่อีกฝ่ายจะนึกขึ้นได้ว่าควรจะโทรหาให้ยามเอากุญแจมาเปิดตึกให้ นายเอามือถือมาหรือเปล่า จะได้โทรตามยามให้มาเปิดประตูให้เรา นภัทรถามคนข้างๆเพราะมือถือของตนเองลืมทิ้งเอาไว้ในกระเป๋าเป้ ตอนตามวิศรุตขึ้นมาที่ตึกเรียนเขาไม่ได้เอาเป้ติดมาด้วย


            เมื่อเห็นทางรอดรำไร วิศรุตก็รีบล้วงเจ้าเครื่องมือสื่อสารออกมาจากกระเป๋ากางเกง พอกดเบอร์ยามจะโทรออก มือถือเจ้ากรรมกลับดับเพราะแบตฯหมดไปเสียอย่างนั้น


            “บ้าชิบ!วิศรุตสบถออกมาอย่างขัดใจก่อนจะหย่อนมือถือที่ใช้การอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม นภัทรเองก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง เด็กหนุ่มมองนาฬิกาที่ติดอยู่ริมผนัง เวลาเลยมาถึงเกือบสามทุ่มแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใดก็ย่อมหมายถึงเวลาในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบในวันพรุ่งนี้ของเขาสั้นลงเท่านั้น นภัทรหันมองวิศรุต ฝ่ายนั้นคงเริ่มเหนี่อยจากการทุบกระจกเป็นเวลานานก็เลยทรุดตัวลงนั่งที่ริมขอบประตูนั่นเอง ส่วนเขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรได้ดีกว่าวิศรุตนัก สุดท้ายแล้วก็ต้องมานั่งพิงประตูด้วยความเซ็งเหมือนกับอีกฝ่าย


            นายอยากสอบเข้าเรียนต่อที่ไหน จู่ๆวิศรุตก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ไหนๆก็ต้องติดอยู่ที่นี่ไปไหนไม่ได้อีกแล้ว คงจะดีหน่อยถ้าไม่ต้องทนนั่งเงียบวังเวงกันอยู่แบบนี้ คนถูกถามลังเลเล็กน้อยก่อนจะยอมบอก


            ศิริราช


            หมอเหรอ ทำไมถึงอยากเป็นล่ะ อันที่จริงวิศรุตไม่ค่อยแปลกใจที่นภัทรคิดจะเลือกคณะนี้ เขารู้ว่าอีกฝ่ายมีผลการเรียนดีเยี่ยมมาตลอดและยิ่งเก่งมากในวิชาทางสายวิทย์โดยเฉพาะชีววิทยา ซึ่งต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ถ้าหากนภัทรคิดจะเรียนต่อทางสายนี้จริงๆก็คงจะไม่ยากเกินความสามารถของคนตรงหน้านัก อนาคตคงได้เห็นคุณหมอคนเก่งที่ชื่อนภัทร อิสรีย์ แต่สิ่งที่เขาอยากรู้มากกว่านั้นก็คือสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายอยากเรียนหมอต่างหาก


            คำถามของวิศรุตทำให้ดวงตาสีถ่านไหววูบเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามนั้นเสียดื้อๆด้วยการย้อนถามวิศรุตด้วยคำถามเดียวกันกับที่อีกฝ่ายถามเขา วิศรุตมองหน้าคู่สนทนาก่อนตัดสินใจบอกเรื่องที่ตนต้องไปเรียนต่อที่เมืองนอกให้นภัทรรู้


            ฉันจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ


            อ้อ ลืมไปว่าบ้านนายรวย ลูกเศรษฐีอย่างนายก็คงหนีไม่พ้นการไปเรียนต่อเมืองนอกสินะ วิศรุตสะอึกกับคำพูดของนภัทร ถ้าเลือกได้เขาเองก็ไม่อยากไปนักหรอก ทำไมนายไม่เรียนป.ตรีที่ไทยก่อนล่ะ แล้วไปต่อป.โทก็ได้นี่นา นภัทรก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของวิศรุตด้วยทั้งที่เขาออกจะไม่ชอบหน้าอีกฝ่ายแท้ๆ การที่ฝ่ายนั้นไปให้ไกลจากเขาเสียได้ก็สมควรเป็นเรื่องที่น่ายินดีถึงจะถูก แต่คำพูดถัดมาของวิศรุตก็ทำให้นภัทรถึงกับอึ้งไป


            ฉันไม่ได้ไปตอนจบม.หกหรอก ฉันจะต้องไปในวันมะรืนนี้แล้ว ทันทีที่สอบวิชาสุดท้ายเสร็จ ฉันก็จะบินไปอังกฤษเลย วิศรุตมองไม่เห็นสีหน้าของนภัทรตอนนี้เพราะว่ามันสลัวไปหมด เขาจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแสดงออกทางสีหน้าเช่นไร คงจะนึกยินดีที่เขาไปเสียได้กระมัง


            ทำไมถึงเร็วแบบนี้ นภัทรเสียงเบาราวกับกระซิบ ทว่าคนฟังก็ยังได้ยินชัดเจน แต่กลับไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อเลย นภัทรพูดเหมือนว่าไม่อยากให้เขาไป


            นายคงคิดถึงฉันแย่เลย ไม่มีคนมาคอยกวนประสาทนายแล้ว ต่อจากนี้ไปนายก็คงเหงาน่าดูเลยล่ะ ในใจของวิศรุตแอบภาวนาให้นภัทรตอบว่าใช่หรือว่าพูดอะไรก็ตามที่แสดงว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้เขาไป แต่จนแล้วจนรอดนภัทรก็ยังคงเงียบเช่นเดิม คาดเดาไม่ได้เลยว่าฝ่ายนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าเขาบอกชอบนภัทรในตอนนี้ อีกฝ่ายจะว่าอย่างไรบ้างนะ ตอนนี้มีเพียงแค่เขากับนภัทรเท่านั้น ถ้าเกิดฝ่ายนั้นให้คำตอบที่เขากลัวมาตลอดแล้วเขาจะยังสู้หน้าอีกฝ่ายได้อีกเหรอ วิศรุตได้แต่ถามตัวเองในใจอยู่อย่างนั้น


            “ฉันมีเรื่องอยากจะบอกนาย ปากของวิศรุตไวกว่าความคิดเสียอีก เมื่อสติรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกมา มือของเขาก็เย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้น ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยบอกรักใคร นอกจากคนในครอบครัวแล้ว นภัทรก็ถือเป็นคนแรก ทั้งที่ปกติเขาจะเป็นฝ่ายถูกบอกรักจากคนอื่นเสมอ


            สีหน้านภัทรตอนนี้คงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม อีกฝ่ายหยุดฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูด วิศรุตบอกกับตัวเองว่าไม่มีอะไรที่เขาจะต้องลังเลอีกต่อไปแล้ว


            ฉัน... เอ้อ ฉันชอ...


            “ฉันนึกออกแล้ว จู่ๆนภัทรก็พูดขัดขึ้นมา สีหน้าฝ่ายนั้นกำลังยินดีเหมือนกับว่าคิดอะไรออก วิศรุตมารู้สึกตัวอีกทีก็ถูกลากให้ออกวิ่งตามฝ่ายนั้นไปชั้นสองเสียแล้ว


            เดี๋ยวก่อน นายจะทำอะไรน่ะ เขาหอบเล็กน้อยเมื่อวิ่งตามนภัทรขึ้นมาถึงชั้นสองของตึก คนที่ถูกถามไม่ยอมตอบแต่กลับรีบวิ่งเข้าไปในห้องเรียนที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วผลักหน้าต่างที่ปิดสนิทไว้ให้เปิดออก วิศรุตก็เลยพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร อย่าบอกนะว่าจะให้โดดลงไปน่ะ


            ใช่ กระโดดจากชั้นสองไม่ตายหรอก อีกอย่างห้องนี้ก็อยู่ติดกับสนามหญ้าพอดี รับรองว่านายได้ไปอังกฤษอย่างอาการครบสามสิบสองแน่ วิศรุตก้มมองจากหน้าต่างลงไปเบื้องล่าง แม้ว่าห้องนี้จะอยู่ชั้นสองแต่ก็สูงไม่ใช่เล่น เขาไม่มั่นใจอย่างที่อีกฝ่ายพูดเลยว่ากระโดดลงไปแล้วจะปลอดภัยหายห่วงแม้ว่าจะมีพื้นหญ้านุ่มๆช่วยรองรับกันกระแทกก็ตาม เมื่อเห็นวิศรุตเกิดอาการลังเล นภัทรก็รีบพูดดักคอเสียก่อน


           “กับการแค่โดดจากชั้นสองก็ไม่กล้า แล้วทำไมถึงกล้าไปจัดการกับพวกนักเลงตั้งเยอะล่ะ วิศรุตหันมามองอีกฝ่ายทันทีแล้วก็คิดว่าคงเป็นพงศธรที่เล่าเรื่องนี้ให้นภัทรฟัง เขากลืนน้ำลายเล็กน้อยก่อนปากแข็งไปว่าไม่ได้กลัวเสียหน่อย


            ถ้าอย่างนั้นฉันโดดลงไปก่อนแล้วกัน นภัทรปีนกรอบหน้าต่างแล้วกระโดดลงไปทันที ฝ่ายนั้นเป็นนักกีฬาอยู่แล้วก็ย่อมรู้จักวิธีกระโดดแบบผ่อนแรงให้สมดุล ดังนั้นการกระโดดจากชั้นสองจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากนักสำหรับคนอย่างนภัทร และเมื่อยืนบนพื้นได้อย่างมั่นคงแล้ว นภัทรก็ให้สัญญาณกับวิศรุตให้กระโดดลงมาได้เลย ฝ่ายวิศรุตก็ลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อนึกถึงรายงานที่ยังไม่เสร็จก็ตัดสินใจยอมใช้วิธีของนภัทร


            จังหวะที่กระโดดลงมา วิศรุตลงมาผิดท่า จากปกติที่ต้องเอาขาลง เด็กหนุ่มกลับเอาหน้าท้องลงปะทะพื้น นภัทรที่มองอยู่ก็ตกใจ ด้วยสัญชาตญาณจึงรีบถลาเข้าไปหาวิศรุตทันทีก่อนที่ร่างของอีกฝ่ายจะถึงพื้นเพียงนิดเดียว แรงจากการเข้าไปช่วยรับร่างของอีกฝ่ายทำให้นภัทรตัวเซก่อนจะล้มลงไปนอนกับพื้นหญ้าพร้อมคนในอ้อมแขนในท่าที่เขาถูกวิศรุตนอนทาบทับอยู่ด้านบน


            วิศรุตเองก็ตกใจไม่น้อยที่นภัทรเอาตัวเองมาช่วยรับเขาไว้ เขามองสบตานภัทร พอดีกับอีกฝ่ายก็มองมาด้วยแววตาสับสนยากจะอ่านได้ นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้ใกล้ชิดกับนภัทรชนิดถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ โครงหน้าของนภัทรมีเค้าของความหล่อแบบคมคายแฝงอยู่ คิ้วเข้มสีดำสนิทรับกับดวงตาสีถ่านช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับคนตรงหน้ายิ่งขึ้นไปอีก แค่คิดถึงตอนนี้วิศรุตก็รู้สึกว่าเขาเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้อีกแล้ว


            นภัทร ฉันชอบนาย คนถูกบอกชอบอึ้งไปนานหลายวินาทีก่อนจะผลักร่างของวิศรุตที่คร่อมตัวเองออกอย่างแรงแล้วก็ลุกขึ้นยืนทันที เขามองหน้าวิศรุตเหมือนกับว่าไม่เคยรู้จักฝ่ายนั้นมาก่อนในชีวิต คนตรงหน้าเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่พูดอะไรออกมาแบบนี้ นภัทรได้แต่ยืนลูบหน้าแบบทำอะไรไม่ถูก เขาไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะถูกบอกรักในสถานการณ์แบบนี้และยิ่งคำบอกรักนั้นออกมาจากปากคนที่เขาไม่เคยให้ความรู้สึกที่ดีด้วยเลยอย่างวิศรุต ทัดเทวา ที่สำคัญฝ่ายนั้นยังเป็นผู้ชายเหมือนกับเขาอีกด้วย


            นภัทรเดินตัวชาไปหยิบกระเป๋าเป้ที่ทิ้งไว้ที่โต๊ะหินริมสนาม สมองของเขากำลังตื้อไปหมดและคิดอะไรไม่ออกแล้วในตอนนี้ เด็กหนุ่มรู้แต่เพียงว่าเขาอยากหนีไปให้พ้นจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สองเท้าของเขาก้าวยาวๆเพื่อต้องการจะไปให้พ้นจากสายตาคนตรงหน้า แต่วิศรุตก็ยังรั้งเขาไว้ด้วยคำพูดที่พรั่งพรูออกมาราวสายน้ำ


            ฉันรู้ว่านายรังเกียจฉันมาก รู้ว่านายไม่ใช่คนที่ชอบเพศเดียวกันแบบฉัน รู้ว่านายคงเบื่อและอึดอัดที่ต้องมารับมือกับนิสัยร้ายกาจที่ฉันชอบแสดงใส่นายอยู่เสมอ แต่ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฉันชอบนายมาตลอดตั้งแต่ม.หนึ่ง แม้จะผ่านมาห้าปีแล้วแต่ฉันก็ยังคงชอบนาย ได้ยินไหมนภัทร... ฉันชอบนาย ท้ายประโยควิศรุตตะโกนจนเสียงสั่นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน จากดวงตาโศกสีน้ำตาล อีกครั้งแล้วที่เขาต้องมาร้องไห้เพราะคนอย่างนภัทร แต่ฝ่ายนั้นก็ยังคงไม่หันมาอยู่ดี วิศรุตจึงได้แต่มองตามแผ่นหลังเหยียดตรงของนภัทรค่อยๆเดินห่างไปเรื่อยๆจนลับสายตาด้วยแววตาที่ฉ่ำน้ำ


              คืนนี้นภัทรไม่มีสมาธิอ่านหนังสือเลย ใจของเขาวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องที่วิศรุตพูด จะเป็นไปได้เหรอที่ฝ่ายนั้นจะพูดเรื่องจริง คนอย่างวิศรุต ทัดเทวาจะหาสักกี่คนมาเป็นคู่ควงก็ย่อมได้ แต่ทำไมฝ่ายนั้นถึงมาชอบเขาล่ะ แถมชอบมานานถึงห้าปี เขาเองไม่ได้มีอะไรที่น่าจะเป็นที่ถูกใจของวิศรุตเลย และที่สำคัญคือเขาไม่ได้ชอบผู้ชายด้วย


             เรื่องวันนี้รบกวนใจของนภัทรจนทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถทนอ่านหนังสือต่อได้อีกแล้วแม้ว่าพรุ่งนี้จะต้องสอบก็ตาม นภัทรมองรูปถ่ายที่ใส่กรอบอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือของเขา มันเป็นรูปที่เขาเคยถ่ายคู่กับน้ำหวาน แฟนคนแรกตอนสมัยยังเรียนอยู่ม.ต้น แม้ว่าเรื่องของเขากับน้ำหวานจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เขาก็ยังลืมเธอไม่ได้อยู่ดี นภัทรไล้ปลายนิ้วไปตามรูปถ่ายของน้ำหวานด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นในใจจนพูดไม่ออก


            ฉันควรจะทำอย่างไรดี นภัทรพึมพำกับตัวเองเบาๆสักพัก ก่อนจะตัดสินใจปิดโคมไฟบนโต๊ะอ่านหนังสือแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง เรื่องของเขากับวิศรุตมันไม่มีทางเป็นจริงได้เพราะเขาไม่ได้รู้สึกพิเศษกับฝ่ายนั้นเลย แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ถึงขั้นเกลียดฝ่ายนั้นแบบเมื่อก่อนแล้วก็ตามเพราะได้รับรู้ว่าวิศรุตก็มีด้านดีๆบ้างจากคำบอกเล่าของพงศธรที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเพื่อนของเขาเอาไว้ไม่ให้ถูกพวกนักเลงทวงหนี้ทำร้าย แต่ก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เวลาเจอหน้าวิศรุต เขาควรจะทำหน้าอย่างไรดี ควรจะมองฝ่ายนั้นด้วยสายตาแบบไหน เขาไม่ใช่คนที่ชอบทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นนักถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แต่เรื่องของวิศรุตเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องทำแบบนี้ อีกสองวันวิศรุตก็ต้องไปเมืองนอกแล้ว ปล่อยให้เรื่องนี้จบไปแบบเงียบๆดีกว่า อันที่จริงเขาคิดว่ามันไม่สมควรจะเริ่มตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ

 

Aislin: สวัสดีค่ะ วันนี้มาอัพให้แล้วเน้อ ไม่ปล่อยให้ต้องรอนาน หวังว่าคงจะยาวแบบจุใจนะคะ ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย อ่านจบแล้วมาคอมเม้นท์ให้ฟังกันบ้างเน้อ ในที่สุดวินก็สารภาพรักกับกานต์แล้ว แต่ขอบอกว่านี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น รับรองว่าเดี๋ยวหลังจากนี้เป็นต้นไป เนื้อหาและความเข้มข้นมาแบบจัดเต็มแน่นอน

            นักอ่านบางท่านถามว่าเรื่องนี้เป็นเมะชนเมะหรือเปล่า อันนี้ Aislin ก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียกแบบนี้ถูกไหม แต่เอาเป็นว่าพระ-นายไม่ตุ้งติ้ง บอบบางค่ะ เรื่องนี้เน้นความเรียลพอสมควรเลย ยังไงฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ^-^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

69 ความคิดเห็น

  1. #61 ฮาดุ๊ก (@loveitachi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 10:33
    ชอบหนูรุตขี้เย้อ่ะ แข็งนอกอ่อนในเหรอเรา
    #61
    0
  2. #33 pink-pink (@pink-pink) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 / 22:06
    ร้องไหร้ด้วย...น่าสงสารอ่ะ งือๆ
    #33
    0