☭ Juggling Police ✖ กลรักร้ายนายตำรวจ [ EXO SNSD GOT7 ]

ตอนที่ 8 : Juggling Police ✖ EP.07 - Botch พลาดท่าเสียที

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.พ. 60

 
 
 
 
 
 
 
 
 

.. Botch พลาดท่าเสียที ..

 
 
 
 
 








“พ่อจะไปไหน!? บอกหนูสิคะ” เสียงเชิงตื่นตระหนกของเด็กสาววัย 5 ขวบเอ่ยปากถามผู้เป็นบิดาที่กำลังเก็บของด้วยท่าทีร้อนรนเสมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง

 

“ซูยอนเราจะอยู่ที่เกาหลีต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ลูกต้องย้ายไปอยู่ที่อเมริกาเดี๋ยวนี้!” ผู้เป็นบิดาบอกหันมาบอกลูกสาวของตนด้วยน้ำเสียงร้อนรนระคนเป็นห่วง

 

“ทำไมคะ? ทำไมเราต้องไป?” เด็กสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนไม่เข้าใจ

 

“พอ่กำลังถูกพวกตำรวจตามล่า พ่อไม่อยากให้ซูยอนต้องเป็นอะไรซูยอนรีบวิ่งออกทางด้านหลังแล้วจะมีคนมารอรับซูยอนอยู่” ผู้เป็นบิดาบอกลูกสาวด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเอ่ยปากสั่ง

 

“แล้วแม่ล่ะคะ? แม่ไปไหน?” แต่เด็กสาวก็ยังห่วงใยผู้เป็นมารดาจึงเปิดปากถามออกไปเพราะหลังจากที่พ่อของเธอออกไปพร้อมกับแม่แต่ตอนกลับดันมีเพียงแค่ผู้เป็นพ่อเท่านั้น

 

“ตอนนี้แม่ของลูกกำลังล่อตำรวจไปอีกทาง ซูยอนรีบทำตามที่พ่อสั่งเดี๋ยวนี้!” ผู้เป็นบิดาตอบก่อนจะออกปากสั่งเสียงแข็ง

 

“แต่ซูยอนอยากไปช่วย” เด็กสาวบอกอย่างดื้อรั้น

 

“ไม่ได้นะ! ถ้าซูยอนเป็นอะไรไปพ่อกับแม่คงอยู่ไม่ได้ ซูยอนต้องรีบทำตามที่พ่อสั่ง” ผู้เป็นบิดารีบเปิดปากห้ามปรามลูกสาวของตนที่อายุเท่านี้กลับไม่มีความกลัวตายเลยสักนิดก่อนจะออกปากสั่งอีกครั้ง

 

“แต่ถ้าซูยอนไปพ่อกับแม่จะไปเจอซูยอนใช่มั้ยคะ?” เด็กสาวเอ่ยปากถามเพื่อขอความมั่นใจจากผู้เป็นบิดา

 

“ครับ..พ่อสัญญาว่าจะไปหาซูยอน รีบๆไปเถอะเดี๋ยวพ่อจะออกไปช่วยแม่” ผู้เป็นบิดาตบปากรับคำก่อนจะเอ่ยปากสั่งอีกครั้งซึ่งครั้งนี้เด็กสาวก็ยอมทำตามคำสั่ง โดยการรีบวิ่งออกไปทางด้านหลังตามที่พ่อของเธอบอก

 

“ซูยอนทางนี้!” ในขณะที่ซูยอนกำลังมองหาคนที่พ่อของเธอบอกเสียงของใครคนหนึ่งก็เอ่ยเรียกชื่อเธอทำให้เธอรีบหันไปมองก่อนจะวิ่งไปหาทันทีแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องของผู้เป็นบิดา

 

“พ่อ!” ซูยอนร้องออกมาอย่างตกใจก่อนจะทำท่าจะวิ่งไปด้านหน้าแต่คนที่ส่งเสียงเรียกเธอก่อนหน้านั้นกลับรีบมาอุ้มเธอขึ้นรถไป

 

“ปล่อยซูยอนนะซูยอนจะไปหาพ่อ!” เด็กสาวหวีดร้องโวยวายเหมือนคนเสียสติพลางดีดดิ้นในอ้อมกอดของคนตัวโตกว่า

 

“พ่อ!” เสียงร้องดังออกมาจากลำคอของเจสสิก้าก่อนที่เธอจะดีดตัวขึ้นมาจากที่นอนด้วยใบหน้าที่ชื้นเหงื่อ

 

“เจสสิก้าเป็นอะไร!?” เสียงเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนกระคนเป็นห่วงของมาร์คดังขึ้นก่อนจะถลาตัวมาหาเจสสิก้าที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย

 

“ฉันฝันเห็นเหตุการณ์ตอนที่เสียพ่ออีกแล้ว..” เจสสิก้าตอบมาร์คด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกเสียใจ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอฝันถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น..เหตุการณ์ที่เธอต้องสูญเสียพ่อของเธอไปด้วยน้ำมือของตำรวจเลวๆพวกนั้น

 

“ไม่เป็นอะไรนะ” มาร์คบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางดึงเจสสิก้ามาในซบที่อกแกร่งของเขาพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะของอีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม

 

“แล้วนี่อาการเป็นยังไงบ้าง?” มาร์คเอ่ยปากถามพลางผละตัวออกมาจากเจสสิก้าเล็กน้อยเพื่อที่จะได้มองหน้อีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

 

“ไม่เจ็บแผลแล้ว” เจสสิก้าบอกพลางขยับตัวให้เห็น

 

“หายสักที จะได้เลิกเป็นภาระคนอื่นสักที” มาร์คบอกแกมเหน็บเล็กน้อยซึ่งมันก็เรียกสายตาเหวี่ยงๆจากเจสสิก้าได้เป็นอย่างดี

 

“ไม่เหน็บเป็นป่ะ? แล้วนี่แทยอนไปไหน?” เจสสิก้าเถียงกลับก่อนจะหันไปมองเตียงข้างๆแต่ก็ไม่พบคนที่เคยนอนอยู่จึงหันไปถามมาร์คด้วยความสงสัย

 

“อ้าว? ตื่นแล้วเหรอ?” ยังไม่ทันที่มาร์คจะได้อ้าปากตอบอะไรคนที่กำลังถูกถามหาก็เดินเข้ามาพร้อมกับแจ็คสันก่อนที่แทยอนจะเปิดปากถาม

 

“อื้ม! แล้วนี่หายไปไหนมา?” เจสสิก้าตอบพลางพยักหน้าก่อนจะเปิดปากถามอีกฝ่าย

 

“ออกไปทำธุระนิดหน่อย แล้วนี่แผลเป็นยังไงแล้วอ่ะ?” แทยอนตอบแบบปัดๆเล็กน้อยก่อนจะถามถึงอาการของอีกฝ่าย

 

“น่าจะปิดสนิทแล้วแหละขยับตัวก็ไม่เจ็บแล้ว” เจสสิก้าตอบพลางกยกยิ้มเล็กน้อย

 

“เอ่อ..ฉันขอคุยอะไรกับเจสสิก้าสองคนหน่อยได้มั้ย?” แทยอนหันไปบอกแกมขอร้องมาร์คกับแจ็คสันเล็กน้อยซึ่งทั้งสองคนก็พยักหน้ารับก่อนจะเดินกันออกไปโดยง่าย

 

“มีเรื่องอะไรเหรอ?” เมื่อสองคนนั้นออกไปแล้วเจสสิก้าก็ไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามแทยอนทันที

 

“วันนี้ฉันไปที่สำนักงานตำรวจมา..” แทยอนพูดขึ้นก่อนจะเว้ยวรรคเล็กน้อยพลางหย่อนกายลงนั่งบนที่ว่างบนเตียงเดียวกับเจสสิก้าส่วนเจสสิก้าเองก็รอฟังแทยอนอย่างใจจดจ่อ

 

“อิมนายอนอยู่ที่นั่น” แทยอนพูดเสียงเรียบด้วยใบหน้านิ่งเฉยผิดกับเจสสิก้าที่กำลังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

 

“ว่าอะไรนะ!? ยัยนายอนอยู่ที่สำนักงานตำรวจ? ได้ยังไง!?” เจสสิก้าทวนคำพูดของแทยอนก่อนจะถามต่อด้วยความสงสัยระคนตกใจ

 

“ฉันก็ไม่รู้หรอก แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือยัยนายอนกำลังทำงานให้กับจุนฮเว” แทยอนบอกด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเครียดมากขึ้น

 

“หมายความว่าตอนนี้ความปลอดภัยของเรากำลังลดลงอย่างนั้นเหรอ?” เจสสิก้าบอกด้วยน้ำเสียงที่เครียดไม่ต่างกัน

 

“แล้วยิ่งยัยนายอนรู้จุดอ่อนของเราสองคนด้วยแล้วพวกเรามีสิทธิ์พลาดท่าให้พวกจุนฮเวสูงเลยล่ะ” แทยอนบอกด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความวิตกกังวล

 

“ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้จะทำอะไรคงต้องระวังตัวเป็นพิเศษแล้วล่ะ ทั้งจุนฮเวแล้วก็ตำรวจบ้านั่นอีก” เจสสิก้าบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“เพราะฉะนั้นไอความดื้อรั้นของแกก็ควรลดๆมันบ้างนะ” แทยอนบอกเชิงเตือนเพื่อนสนิท

 

“เออๆ จะพยายามแล้วกัน” เจสสิก้าตอบแบบส่งๆส่วนแทยอนก็ทำเพียงแค่ส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอา ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเจสสิก้าทำไม่ได้อย่างที่พูดหรอก - -












ที่สำนักงานตำรวจโดยในตอนนี้เจบีที่กำลังวุ่นวายอยู่กับแฟ้มเอกสารในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่จนตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานความคืบหน้าอะไรเลยทั้งนั้น อีกอย่างนี่มันก็ผ่านมาเกือบสามสัปดาห์แล้วที่ทางคนร้ายยังไม่ได้คิดลงมือกับเหยื่อคนไหนทั้งที่ก่อนหน้านี้มันจะเว้นช่วงไปเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูทำให้เจบีที่กำลังอ่านแฟ้มคดีอยู่นั้นต้องชะงักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองไปที่ประตูก็พบกับไคที่เดินแทรกตัวเข้ามาภายในห้องทำงานส่วนตัวของเขา

 

“มีอะไรเหรอ?” เจบีเปิดปากถามคนที่เพิ่งเข้ามาพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นแก้วกาแฟในมือของไคที่ปกติแล้วจะเป็นทิฟฟานี่ซะมากกว่า

 

“ผมแค่เป็นห่วงผู้กองแล้วก็..มีเรื่องสงสัยจะมาปรึษานิดหน่อย” ไคบอกพลางยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเจบีพร้อมกับยื่นแก้วกาแฟในมือไปให้กับเขาและหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเจบี ส่วนเจบีเองก็ยื่นมือไปรีบแก้วกาแฟมาอย่างไม่รีรอ

 

“เรื่องสงสัยที่ว่าคือเรื่องอะไรเหรอ?” เจบีไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามพลางจิบกาแฟเล็กน้อย

 

“เรื่องคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เราทำกันอยู่...มันดูแปลกๆนิดหน่อย” ไคพูดขึ้นพลางทำสีหน้าครุ่นคิด เพราะเขาบังเอิญไปเจออะไรบางอย่างที่ดูน่าสงสัย

 

“แปลก? อะไรที่นายว่าแปลกกัน?” เจบีขมวดคิ้วพร้อมกับทวนคำพูดของอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจก่อนจะถามออกไป

 

“แปลกตรงที่สารพิษที่อยู่ในร่างกายของศพแต่ละรายมันดูไม่น่าจะหาได้ง่ายๆในอเมริกาแถมยังไอรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ประดับตราไว้บนต้นคอของเหยื่อทุกรายที่ผ่านมาอีกมันดูเหมือนคนร้ายต้องการจะบอกอะไรกับเราหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ” ไคบอกเสียงเรียบแต่มีสีหน้าที่ดูเครียดอย่างเห็นได้ชัด

 

“เรื่องนั้นผมก็สงสัยอยู่หรอกนะ แต่สารพิษที่ทางแพทย์ชันสูตรส่งมาให้เขาบอกว่ามันเป็นสารพิษหลายชนิดที่ปะปนกันจนมันสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนไอเรื่องรอยประทับตรารูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวนั่นก็คงเป็นแค่รอบประทับคนที่ร้ายอยากจะทำมันขึ้นมาเพื่อเป็นหลักฐานว่ามันฝีมือของมันนั่นแหละ” เจบีบอกเชิงอธิบายให้ฟัง

 

“เฮ้อ! แต่อย่างว่าล่ะนะผมเองก็พยายามจะหาจุดสังเกตของคดีนี้แล้วแต่ก็ไม่ได้อะไรเลย พยานที่รู้เห็นก็ไม่มี คนที่น่าสงสัยก็ไม่มี บางทีคดีนี้อาจจะกลายเป็นคดีที่แก้ไม่ได้แล้วล่ะมั้ง” เจบีถอนหายใจอย่างอ่อนล้าพลางพูดต่อพร้อมกับเอนตัวพิงพนักเก้าอี้

 

“แล้วอีกเรื่องที่ผมสงสัยผมว่านายอนเธอดูแปลกๆนะครับ” ไคพูดขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้

 

“แปลกยังไงเหรอ?” เจบีเอ่ยปากถามพลางเลิกคิ้วสูง

 

“เมื่อคืนผมเห็นเธอไปทำตัวแปลกๆที่ข้างสำนักงานแถมยังร้องโวยวายเหมือนเจอคนมาทำร้าย แต่พอผมเดินเข้าไปดูเธอเองก็อยู่ในสภาพปกติ”

 

“เรื่องของนายอนผมเองก็ไม่ค่อยไว้ใจหรอกนะแต่ในเมื่อตอนนี้มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น..เราก็คงทำได้เพียงแค่จับตาดูก็เท่านั้น” เจบีบอกเสียงเรียบซึ่งไคเองก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

 

“ถ้าอย่างนั้นผมกลับไปทำงานต่อก่อนไม่กวนผู้กองละ อย่าลืมพักผ่อนบ้างนะครับ...พวกผมยังไม่อยากไปงานศพใครในตอนนี้ J” ไคบอกเชิงเหน็บอีกฝ่ายเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงพลางส่งยิ้มไปให้ก่อนจะเดินออกไปจากห้องทำงานส่วนตัวของเจบี

 

 

“นี่นายอนทำไมเมื่อคืนเธอกลับมาดึกเชียวไปทำธุระอะไรมาเหรอ?” ทิฟฟานี่เปิดปากถามนายอนที่กำลังนั่งจิ้มโทรศัพท์ไปมา

 

“คือ...ฉันได้ยินเหมือนกับมีคนรู้ว่าฉันเป็นใครฉันเลยไปหาเขา แต่ฉันคงโดนหลอกพอไปก็ไม่เจอใครเลย” นายอนกระแอมในลำคอเบาๆเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วตอบทิฟฟานี่พลางยกยิ้มอย่างกลบเกลื่อน

 

“พอพูดถึงเรื่องนี้ฉันก็รู้สึกแย่ขึ้นมาเลย ทั้งที่ฉันเป็นตำรวจมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนแท้ๆแต่ฉันไม่สามารถจะช่วยเธอได้เลย” ทิฟฟานี่บอกพลางทำหน้าเศร้าลง

 

“ไม่ต้องเศร้าไปหรอกนะ” นายอนบอกอย่างปลอบโยนพลางยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะรีบรู้ถึงการสั่นของโทรศัพท์เธอจึงยกโทรศัพท์ขึ้นมา ปรากฏว่ามีข้อความเข้าเธอจึงรีบเปิดดูก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะ

 

“เอ่อ..ทิฟฟานี่ฉันขอไปข้างนอกก่อนนะ” นายอนบอกพลางลุกขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มให้กับอีกฝ่าย

 

“จะออกไปไหนเหรอ? มันอันตรายนะบางทีถ้าเธอไปเจอคนที่ทำร้ายเธอขึ้นมาคงแย่แน่ๆ” ทิฟฟานี่เอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง

 

“ไม่เป็นไรหรอก..ฉันจะออกไปแป๊ปเดียวแล้วจะรีบกลับมา J” นายอนบอกพลางส่งยิ้มไปให้ก่อนจะรีบออกไปจากสำนักงานตำรวจทันที

 

“นายอนออกไปไหนเหรอ?” ไคที่เดินมาเห็นพอดีก็สงสัยจึงเดินเข้าไปถามทิฟฟานี่

 

“ไม่รู้สิ เธอไม่ได้บอกฉันแต่คงเป็นเรื่องสำคัญไม่อย่างนั้นคงไม่รีบขนาดนั้นหรอก” ทิฟฟานี่ตอบส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

 

“ฉันว่านายอนทำตัวแปลกๆนะ” ไคพูดขึ้นเสียงเครียด

 

“แปลกตรงไหน? นายอนก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆอ่ะ หน้าตาก็ไม่เห็นจะมีพิษมีภัยเลยด้วยซ้ำ ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะอคติกับผู้หญิงหรือไง?” ทิฟฟานี่ทวนคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะพูดต่อแล้วถามกลับพลางเลิกคิ้วสูง

 

“พูดจาเพ้อเจ้อ” เมื่อโดนแทงใจดำไคเองก็หน้าตึงกะทันหันก่อนจะเปิดปากต่อว่าอีกฝ่ายแล้วรีบเดินหนีไปทันที

 

เป็นเรื่องที่รู้กันไม่กี่คนในกลุ่มตำรวจด้วยกันว่าจริงๆแล้วนั้นไคเคยมีแฟนมาก่อนแต่เพราะโดยแฟนนอกใจนานกว่า 6 ปีโดยที่ตัวเองไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ พอมารู้ก็มารู้ตอนที่แฟนตัวเองไปท้องกับผู้ชายอื่นซะแล้วนั่นทำให้ไคกลายเป็นคนที่มีอคติต่อผู้หญิงทุกคนแต่มีสิ่งที่น่าบังเอิญกว่านั้นคือนายอนมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับแฟนเก่าของเขานั่นเอง

 

หลังจากที่เดินหนีมาจากทิฟฟานี่ได้แล้วเขาก็ไม่รอช้าที่จะแอบตามนายอนออกไปตามเครื่องบอกตำแหน่งที่เขาแอบเอาไปติดที่ด้านในเคสโทรศัพท์ของนายอน

 

“รีบไปไหนของเขา?” ไคพูดขึ้นอย่างสงสัยในขณะที่สายตาก็จับจ้องที่นายอนที่เหมือนกำลังยืนรออะไรสักอย่างด้วยท่าทีร้อนรนแปลกๆ ไม่นานรถโดยสารก็มาจอดตรงหน้าก่อนที่นายอนเองจะรีบพุ่งตัวเข้าไปภายในรถคันนั้นอย่างรวดเร็ว

 

“ทำตัวประหลาดจริงๆ”

 

 

“ทำบ้าอะไรของนาย! อยู่ๆก็เรียกกันออกมาแบบนี้ถ้าพวกตำรวจนั่นสงสัยฉันขึ้นมาจะทำยังไง!?” เมื่อมาถึงที่หมายนายอนก็ไม่รอช้าที่จะเดินกระแทกเท้าปึงปังเข้ามาภายในโกดังร้างแห่งหนึ่งพอเจอคนที่ส่งข้อความมาหาก็ไม่รอช้าที่จะเปิดปากต่อว่าอีกฝ่ายทันที

 

“ทำไมพวกผู้หญิงถึงได้ขี้โวยวายกันแบบนี้นะ” จุนฮเวที่ยืนหัวหลังอยู่ก็พูดขึ้นพลางหันหน้ามาหาอีกฝ่ายด้วยใบหน้าและท่าทางสบายๆ

 

“ให้ตายเถอะ! พวกผู้ชายก็ชอบทำตัวน่ารำคาญไม่ต่างกันหรอก” นายอนต่อว่าอีกฝ่ายพลางกอดอกแล้วพ่นลมหายใจออกมา จุนฮเวเป็นผู้ชายที่ชอบทำตัวน่ารำคาญ เอาแต่ใจตัวเองจนไม่คำนึงถึงคนอื่นเลยสักนิด

 

“เอาเถอะ อย่างเธอคงไม่พลาดท่าง่ายๆหรอกจริงมั้ยล่ะ?” จุนฮเวพูดพลางยกยิ้มพร้อมกับเขยิบเข้าไปใกล้นายอนพร้อมกับใช้หลังมือไล้ไปตามโครงหน้าของอีกฝ่าย

 

“แล้วตกลงเรียกมาทำไม?” นายอนเปิดปากถามพลางมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง

 

“ฉันแค่อยากถามเธอถึงเรื่องของ...เจสสิก้า” จุนฮเวพูดพลางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแต่คำพูดของเขากลับทำให้นายอนชักสีหน้าทันที

 

“อยู่ๆทำไมถึงอยากรู้? ถูกใจยัยนั่นเหรอ?” นายอนถามเสียงห้วนอย่างไม่พอใจพลางมองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาแข็งกร้าว เมื่อพูดชื่อของเจสสิก้าทีไรเหตุการณ์ในอดีตก็ย้อนกับมาทุกที

 

“ก็ไม่เชิงหรอก แค่คิดว่าคนอย่างเจสสิก้าถ้าได้มาร่วมงานด้วย บางทีฉันอาจจะทำงานได้ราบรื่นกว่านี้” จุนฮเวบอกอีกฝ่ายพลางล้วงกระเป๋ากางเกงตัวเอง

 

“ฉันว่าล้มเลิกความคิดเถอะ คนอย่างยัยนั่นไม่ใช่ใครจะไปขอร้องได้ง่ายๆ” นายอนบอกเสียงแข็งพลางกอดอก

 

“แต่เธอก็เคยเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? กะอิแค่หาทางให้เจสสิก้ายอมใจอ่อนก็ไม่น่ายากหรอกจริงมั้ยล่ะ?” จุนฮเวตอบกลับแกมบังคับอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น

 

“ฉันว่าบางทีนายอาจจะความจำเสื่อมว่าที่ฉันกับเจสสิก้าแตกคอกันมันเกิดมาจากอะไร? แล้วก็อย่างที่บอกยัยนั่นหัวแข็งจะตายใครพูดอะไรมันเคยฟังกันที่ไหน!

 

“ที่พูดแบบนี้เธอหึงฉันเหรอ?” จุนฮเวถามกลับพลางกระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไป เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออกว่าคนตรงหน้าคิดยังไงกับเขาไม่อย่างนั้นหล่อนก็คงไม่มาทำงานกับเขาหรอกทั้งที่นายอนก็รู้ดีว่าเขาน่ะ..ร้ายและเลวมากแค่ไหนกัน

 

“ประสาท! ถ้าจะเรียกมาให้พูดเรื่องไร้สาระฉันก็ขอตัวกลับก่อนแล้วกัน” นายอนบอกก่อนจะทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไปแต่ก็ทำไม่ได้อย่างใจหวังเมื่อจุนฮเวที่เร็วกว่ารีบเอื้อมือไปจับแขนของอีกฝ่ายแล้วออกแรงให้อีกฝ่ายหันมาเผชิญหน้ากับเขาเหมือนเดิม

 

“ตกลงเธอจะไม่ช่วยฉันงั้นเหรอ?” จุนฮเวเอ่ยปากถามพลางเลิกคิ้วสูง

 

“ไม่!” นายอนตอบกลับเสียงแข็งพลางสะบัดตัวออกจากการเกาะกุม

 

“โอเค..ถ้าอย่างนั้นฉันจะหาทางเอง เธอก็กลับไปทำงานของเธอต่อได้แล้วล่ะ” จุนฮเวบอกก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินออกไปทิ้งให้นายอนเหลือเพียงคนเดียว

 

“ทำไมทุกคนถึงได้เห็นแกดีไปหมดเลยนะ..เจสสิก้า”





 
 






“หาอะไรอยู่เหรอ?” แทยอนเปิดปากถามเมื่อเห็นท่าทางของเจสสิก้าที่เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง

 

“ก็หาเครื่องดักฟังน่ะสิ ฉันว่าฉันวางมันไว้แถวนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนน่ะ” เจสสิก้าตอบในขณะที่กำลังวุ่นวายกับการหาของสำคัญของตัวเอง

 

“อ๋อ! ฉันลืมไปเลย..อ่ะนี่” เมื่ออีกฝ่ายพูดแบบนั้นแทยอนก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นคนเอาไปใช้ตอนก่อนจะออกไปเจอนายอนจึงหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วส่งคืนมันให้กับเจ้าของ

 

“นึกว่าหายไปแล้วซะอีก” เจสสิก้ารับมันมาพร้อมกับเปิดปากบ่นเล็กน้อย

 

“แล้วนี่แต่งตัวจะออกไปไหนเหรอ?” แทยอนเปิดปากถามด้วยความสงสัย

 

“จะออกไปเยี่ยมหลุมศพของพ่อน่ะ” เจสสิก้าตอบพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“ให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ย?” แทยอนเอ่ยปากถามอย่างเป็นห่วง

 

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเอาตัวรอดได้” เจสสิก้าตอบปฏิเสธพลางส่งยิ้มไปให้

 

“ยังไงก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน แถวนั้นจุนฮเวมันก็เคยกบดานนี่นา” แทยอนบอกอย่างเป็นห่วง

 

“เข้าใจแล้วค่ะคุณแม่แทยอน เจสสิก้าคนนี้จะไม่ดื้อแล้วนะคะ J” เจสสิก้าตอบกลับอีกฝ่ายอย่างประชดประชันก่อนจะส่งยิ้มทะเล้นไปให้อีกฝ่าย ช่างมันเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆเลยนะ

 

“ทำให้ได้อย่างที่สัญญาด้วยล่ะ” แทยอนตอบกลับพลางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

 

“ว่าแต่มาร์คกับแจ็คสันออกไปไหนเหรอ? ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นเลย” เจสสิก้เปิดปากถามเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นสองคนนั้นเลยสักนิด

 

“คงออกไปทำงานล่ะมั้ง เห็นเข้าไปที่ห้องของบอสด้วย” แทยอนตอบซึ่งเจสสิก้าก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

 

“งั้นฉันไปก่อนนะแล้วจะรีบกลับมา” เจสสิก้าบอกแทยอนก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปทันที

 

“ยัยนั่นออกไปไหนอีกแล้วล่ะนั่น?” ยูคยอมที่เดินมาเห็นเจสสิก้าที่ออกไปข้างนอกพอดีก็เดินเข้าไปถามแทยอนด้วยความสงสัย

 

“มันบอกว่าไปที่หลุมศพพ่อมันอ่ะ” แทยอนตอบกลับ

 

“เฮ้อ! เจสสิก้าก็คือเจสสิก้าสินะ เพิ่งหายจะอาการเจ็บได้ไม่กี่วันก็ตะลอนออกไปข้างนอกอีกละ ใครได้ยัยนี่เป็นแฟนคงได้เป็นห่วงจนตายอ่ะ” ยูคยอมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจก่อนจะพูดต่อ

 

“นั่นสินะ..มาร์คน่าสงสารจริงๆ” แทยอนพูดขึ้นอย่างเห็นด้วยก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อย

 

“อะไร? ที่เธอพูดหมายความว่าไง? มาร์คกับยัยนั่นกำลังคบหากันเหรอ?” ยูคยอมที่ได้ยินคำพูดของแทยอนก็เกิดอาการแปลกใจระคนสงสัยจึงคะยั้นคะยอถามทันที

 

“เปล่า..แต่คิดว่าอีกไม่นานหรอก ฉันไปทำงานก่อนนะนายก็ไปทำงานได้ละก่อนที่บอสจะเรียกนายเข้าไปเฉด J” แทยอนบอกแค่นั้นก่อนจะออกปากแกมไล่อีกฝ่ายพร้อมกับส่งยิ้มไปให้แล้วเดินออกไปทิ้งให้ยูคยอมยืนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย

 

“คนอย่างยัยนั่นอ่ะนะ? มีความรักกับคนอื่นก็เป็นด้วยเหรอ?”

 

 

ไม่นานเจสสิก้าก็มาหยุดอยู่หน้าหลุมศพของพ่อตัวเองพลางย่อตัวลงตรงหน้าหลุมศพพ่อของเธอเองพร้อมกับจ้องมองไปที่รูปพ่อก่อนที่เหตุการณ์ต่างๆในอดีตจะหวนกลับเข้ามาในสมอง เหตุการณ์วันที่เธอต้องสูญเสียพ่อไปเธอยังจำมันได้ดี เมื่อเธอเดินทางมาถึงอเมริกาเธอก็ได้ทราบข่าวว่าพ่อของเธอเสียชีวิตจากน้ำมือของตำรวจในวันนั้นทางคนที่พาเธอมาที่อเมริกาก็ได้ทำการติดต่อรับศพของพ่อเธอมาฝังไว้ที่นี่แล้วหลังจากนั้นเธอก็ถูกส่งไปเรียนศิลปะป้องกันตัวแขนงต่างๆก่อนจะได้เข้ามาอยู่ในองค์กรแห่งนี้

 

“ฉันกะไว้แล้วเชียวว่าเธอต้องมาอยู่ที่นี่” เสียงของใครบางคนดังขึ้นด้านหลังทำให้เจสสิก้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหันไปมองตามต้นเสียงทันที

 

“มาได้ยังไง?” เปิดปากถามเสียงเรียบระคนสงสัย

 

“ก็ตามเธอมาไง” อีกฝ่ายตอบกลับพลางเดินเข้ามาย่อตัวลงข้างๆอีกฝ่าย

 

“ตามฉันมา? ออกไปทำงานให้บอสไม่ใช่เหรอ?” เจสสิก้าทวนคำพูดอีกฝ่ายก่อนจะถามต่อ

 

“ก็กำลังทำอยู่นี่ไง” มาร์คตอบเสียงเรียบก่อนจะกระตุกยิ้มเล็กน้อย

 

“พูดจาอะไรให้มันเข้าใจง่ายๆหน่อยได้ป่ะ?” เจสสิก้าแหวใส่อีกฝ่ายพลางมองอีกฝ่ายอย่างดุๆ

 

“บอสเขาก็แค่กลัวว่าเธอจะออกมาก่อเรื่องก็เลยบอกให้ฉันตามมา” มาร์คบอกพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“เชอะ! ทำงานพลาดนิดเดียวถึงกลับไม่ไว้ใจกันแล้วเหรอ?” เจสสิก้าเปิดปากบ่นอย่างแง่งอน

 

“ไม่หรอก บอสก็คงกลัวว่าจะเสียเธอไปมั้ง..ฉันเองก็เหมือนกัน” มาร์คบอกอีกฝ่ายเสียงเรียบแต่มันกลับแฝงไปด้วยความห่วงใย

 

“ฉันนี่มันดีจริงๆเลยเนอะ มีคนห่วงเยอะแยะไปหมดเลยอ่ะ” เจสสิก้าตอบกลับเชิงประชดประชันพลางยกยิ้มเล็กน้อยก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นกระดาษที่มันวางอยู่ข้างใต้ดอกไม้เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบมันมา

 

“อะไรเหรอ?” มาร์คเปิดปากถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

“ไม่รู้เหมือนกัน” เจสสิก้าตอบและก็ไม่รอช้าที่จะเปิดกระดาษออกก็เห็นว่ามีตัวอักษรอยู่บนนั้นเธอจึงกวาดสายตาอ่านมันทันทีก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะ

 

“ในกระดาษมันมีอะไรเหรอ?” มาร์คที่เห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งไปก็เอ่ยปากถามอย่างสงสัยระคนเป็นห่วง

 

“ปะ...เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” เจสสิก้าตอบอีกฝ่ายอย่างอ้ำอึ้ง

 

“แน่ใจเหรอ?” มาร์คถามกลับอย่างจับพิรุธอีกฝ่าย

 

“อื้ม! เอ่อ..พอดีฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีที่ที่ต้องไปต่อ” เจสสิก้าตอบก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

 

“จะไปที่ไหน?” มาร์คถามอย่างเซ้าซี้

 

“ก็แถวๆนี่แหละ นายก็กลับไปก่อนเถอะ” เจสสิก้าบอกแกมไล่อีกฝ่าย

 

“มีอะไรปิดบังหรือเปล่า?” มาร์คถามกลับอย่างไม่ไว้ใจอีกฝ่าย

 

“ไม่มี ไว้เจอกันที่องค์กรนะ” เจสสิก้าตอบเชิงบอกลาก่อนจะรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจแล้วขี่ออกไปทันที

 

ไม่นานเจสสิก้าก็มาหยุดรถอยู่หน้าโกดังร้างแห่งหนึ่งที่ไกลจากหลุมฝังศพพ่อของเธอพอสมควร ซึ่งเจสสิก้าเองก็ไม่รอช้าที่จะลงจากรถแล้วเดินเข้าไปภายในโกดังนั่นอย่างไม่มีท่าทีหวาดกลัว

 

พวกแกนัดพวกฉันมาที่นี่เพื่อจะคุยอะไรไม่ทราบ” พอเดินเข้ามาภายในก็พบกับผู้ชายประมาณ 5 คนซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนที่เธอรู้จักเป็นอย่างดีจะเป็นใครได้ล่ะถ้าไม่ใช่...จุนฮเว เธอจึงเปิดปากถามเสียงเรียบพลางมองหน้าลูกน้องของจุนฮเวอย่างนึกรังเกียจ

 

“ไม่เอาสิคนสวย อย่าพูดจาห้วนแบบนั้นผมใจคอไม่ดีเลย” จุนฮเวที่ยืนหัวหลังให้ก็หมุนตัวกลับมาเมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นพร้อมกับเปิดปากพูดและยกยิ้มมุมปากให้อีกฝ่าย

 

“อย่าไม่เล่นลิ้น ฉันไม่ได้มีเวลามาคุยกับสวะอย่างพวกแกนานนักหรอก!” เจสสิก้าตอบกลับอย่างไม่พอใจที่กำลังโดนอีกฝ่ายปั่นประสาทอยู่

 

“อะไรกัน? เอะอะก็ชอบว่า เอาล่ะเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า..เธอจำได้มั้ยว่าคนนี้คือใคร?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะอารมณ์ไม่ค่อยดีจุนฮเวจึงเลิกแกล้งอีกฝ่ายก่อนจะเขยิบตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย

 

“อิมนายอน!” เจสสิก้าเรียกชื่อของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างตกใจระคนไม่พอใจพร้อมกับส่งสายตาเครียดแค้นไปให้อีกฝ่าย

 

“ยังจำเพื่อนรักคนนี้ได้ด้วยเหรอ?” นายอนถามกลับพลางส่งยิ้มปั่นประสาทไปให้

 

“เฮอะ! อยากจะจำตายล่ะ” เจสสิก้าตอบกลับอีกฝ่ายพลางเบะปากใส่อย่างนึกรังเกียจ

 

“แกยังเหมือนเดิมเลยนะ นิสัยปากเสียแบบนี้น่ะ” นายอนพูดขึ้นพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“เลิกพูดจายื้อเวลาเถอะ มีอะไรก็รีบๆพูดมา!” เจสสิก้าที่ไม่อยากจะเสวนากับอดีตเพื่อนรักตรงหน้าจึงเปิดปากสั่งอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด

 

“ผู้หญิงนี่ใจร้อนกันทุกคนเลยหรือเปล่านะ? เอาล่ะที่ฉันนัดเธอมาก็แค่อยากจะเจรจาให้เธอมาทำงานกับฉันไงล่ะ J” จุนฮเวบอกอีกฝ่ายพลางส่งยิ้มไปให้

 

“นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่านะ? ทำไมถึงต้องเจาะจงจะให้ฉันทำงานให้นายด้วยล่ะ? หรือว่า..คนที่มีอยู่ทำงานห่วยแตกกันแน่” เจสสิก้าแกล้งพูดจาปั่นประสาทใส่นายอนซึ่งมันก็ได้ผล

 

“ทะนงตัวเองว่าเก่งนี่สมกับเป็นแกจริงๆเลยนะ” นายอนตอบกลับอีกฝ่ายพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่วางตา

 

“ฉันไม่ได้พูดเอง แต่ฉันทำให้เห็นไม่อย่างนั้นพวกแกจะยอมลงทุนไปเรียกฉันมาเหรอ? แต่ขอโทษนะฉันไม่ใช่คนโง่ที่จะไปทำงานกับสวะอย่างพวกแก อ่อ! ลืมบอกไปว่าระวังตัวหน่อยก็ดีนะฉันว่าพวกตำรวจคงอาจจะเริ่มสงสัยตัวเธอแล้วก็ได้..หวังว่าจะไม่โดนจับเข้าตารางก่อนล่ะ ^_^” เจสสิก้าตอบกลับนายอนพลางยกยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะทำท่าเดินออกไปแต่ก็ชะงักเท้าเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาพูดกับนายอนอีกครั้งแล้วจึงเดินออกไปทันที

 

“ให้ตามไปมั้ยครับ?” หนึ่งในลูกน้องของจุนฮเวเอ่ยปากถาม

 

“ไม่ต้องหรอก คนแบบนี้สิน่าสนใจเป็นบ้าเลย J

 

“เดี๋ยวก่อนสิ!” ในขณะที่เจสสิก้ากำลังจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปแต่ก็ต้องชะงักด้วยน้ำเสียงของนายอน

 

“มีอะไรอีก?” เจสสิก้าถอนหายใจอย่างนึกรำคาญก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างขอไปที

 

“ช่วงนี้ฉันเข้าไปอยู่ในสำนักงานตำรวจแล้วเผอิญไปเจอเข้ากับแฟ้มคดีบางอย่างที่เหมือนจะเกี่ยวเนื่องกับพ่อของเธอด้วยนะ..ซึ่งดูท่าแล้วจะเป็นคดีที่ตำรวจยัดเยียดด้วยสิ” นายอนพูดพลางทำลอยหน้าลอยตาก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางที่ดูจะสนอกสนใจของอีกฝ่าย

 

“แกพูดอะไร! พ่อฉันตายที่เกาหลีแล้วจะมามีคดีของพ่อฉันที่อเมริกาได้ยังไง!?” เจสสิก้าเถียงกลับอย่างเดือดพล่าน

 

“ถ้าไม่เชื่อคืนนี้ก็ลองไปดูเองสิ ที่ฉันมาบอกเพราะว่าสมเพชหรอกนะ หึ!” นายอนบอกแค่นั้นก่อนจะหัวเราะเยาะใส่อีกฝ่ายก่อนจะเดินสะบัดผมออกไป

 

 

“หายไปไหนมา?” เมื่อนายอนกลับเข้ามาภายในสำนักงานตำรวจไคที่ยืนพิงกำแพงอยู่ตรงทางเข้าด้านหลังก็เปิดปากถามอีกฝ่ายเสียงเรียบ

 

“ไปทำธุระค่ะ” นายอนสะดุ้งเล็กน้อยที่เห็นหน้าอีกฝ่ายก่อนจะแอบกระแอมในลำคอแล้วตอบออกไป

 

“ธุระอะไร? ท่าทางจะสำคัญมากถึงได้รีบออกไปแบบนั้น?” ไคถามกลับพลางเลิกคิ้วสูงพลางกลับมายืนตัวตรงพร้อมกับมองอีกฝ่ายอย่างคาดคั้น

 

“ก็..ธุระส่วนตัวค่ะ” นายอนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นเล็กน้อยพลางนึกย้อนไปถึงคำพูดของเจสสิก้า หรือว่าตำรวจคนนี้จะสงสัยอะไรในตัวเธอแล้วงั้นเหรอ?

 

“เหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป” ไคถามพลางเลิกคิ้วสูงเหมือนไม่เชื่อในคำพูดของอีกฝ่าย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกจะไม่ถามอะไรต่อก่อนจะเดินกลับไปทำงานเหมือนเดิม ส่วนนายอนเองก็ทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บางทีเธออาจจะเอาคำพูดของเจสสิก้ามาใส่ในหัวมากเกินไปก็ได้

 

พอเวลาผ่านไปเกือบสามทุ่มตำรวจหลายนายก็เริ่มทยอยกันกลับไปพักผ่อนหลังจากที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานในแต่ละวันจนตอนนี้ภายในสำนักงานเหลือเพียงแค่ทิฟฟานี่ นายอน เซฮุน ไค และเจบี

 

“นี่ผู้กองจะไม่กลับไปพักผ่อนจริงเหรอครับ?” เซฮุนเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงเพราะเขาเห็นว่าเจบีเอาแต่ทำงานจนร่างกายดูอ่อนล้าเต็มทน

 

“นั่นสิครับ เดี๋ยววันนี้ผมอยู่เวรกับเซฮุนสองคนก็ได้นะครับ” ไคบอกอย่างเป็นห่วงสภาพร่างกายของอีกฝ่ายที่ดูอิดโรยพอสมควร

 

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ผมชินกับการพักผ่อนแค่ไม่กี่ชัวโมงไปแล้วล่ะ” เจบีบอกอย่างดื้อรั้นตามประสาคนบ้างาน

 

“ไม่ได้นะคะ ถึงผู้กองบอกว่าชินแต่สภาพที่เราเห็นตอนนี้มันไม่ดีเลยค่ะ ผู้กองกลับไปพักผ่อนเถอะนะคะแล้วก็พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องรีบมานะคะ” ทิฟฟานี่บอกแกมสั่งเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง

 

“ไม่ล่ะ พวกคุณกลับไปพักผ่อนเถอะผมจะอยู่เวรเอง” เจบีตอบกลับเสียงแข็ง

 

“ถ้าอย่างนั้นผมจะอยู่ด้วยนะครับ” ไคบอกเสียงเรียบ

 

“เอาตามนั้นแล้วกัน” เจบีบอกเชิงสรุปผลซึ่งทิฟฟานี่กับเซฮุนก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะทยอยกันกลับไป ส่วนไคเองก็ขอตัวออกไปหาซื้อของมาทานในเวลาเฝ้าเวร

 

“แล้วทำไมเธอยังไม่กลับอีก?” เจบีเงยหน้าขึ้นก็ยังเห็นนายอนยืนอยู่จึงเอ่ยปากถามเสียงเรียบ

 

“คือ..เมื่อคืนนี้ฉันเห็นผู้หญิงท่าทางแปลกๆมาด้อมๆมองๆแถวนี้ค่ะ ดูแล้วเธอดูไม่น่าไว้ใจเลยค่ะ” นายอนบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ ส่วนเจบีก็ฟังก่อนที่ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งจะลอยขึ้นมาในหัว..ยัยจิ้งจอกแน่ๆ

 

“เอาเป็นว่าฉันจะระวังตัว..เธอก็รีบกลับไปเถอะทิฟฟานี่อาจจะกำลังรอ” เจบีบอกพลางยกยิ้มเล็กน้อยส่วนนายอนเองก็พยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินออกไปก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา เจสสิก้าเสร็จแน่!

 

 

หลังจากที่กลับมาถึงที่องค์กรเจสสิก้าก็เอาแต่คิดถึงคำพูดของนายอน ความเป็นไปได้มันไม่มีหน้าจะมาด้วยซ้ำ! แต่ความว้าวุ่นใจมันก็ยังคงอยู่ ก็ในเมื่อพ่อของเธอต้องเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือจองพวกตำรวจนี่นา..หรือว่าบางทีคดีของพ่อเธออาจจะถูกส่งมาที่นี่เหมือนกัน

 

พอคิดไปคิดความว้าวุ่นใจก็ไม่คลายลงเสียที เธอจึงแอบออกมาจากองค์กรโดยพลการอีกครั้งแล้วก็ตรงดิ่งมาที่สำนักงานตำรวจที่ตอนนี้ไฟปิดเกือบสนิททั่วบริเวณจะมีเพียงแค่บางจุดเท่านั้น

 

พอเห็นดังนั้นความว้าวุ่นใจที่มีมากกว่าทำให้เจสสิก้าตัดสินใจเข้าไปภายในสำนักงานอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันถี่ถ้วนให้ดีเสียก่อน เมื่อเข้ามาภายในสำนักงานแล้วเธอก็ไม่รอข้าที่จะรีบตรงดิ่งไปยังชั้นที่เก็บแฟ้มคดีต่างๆแล้วเริ่มลงมือหาทันที

 

ฉันกะไว้แล้วเชียวว่าเธอต้องโผล่มาที่นี่อย่างแน่นอน..ยัยจิ้งจอก” แต่ยังไม่ทันไรแสงไฟที่เคยมืดสลัวก็กลับกลายเป็นสว่างจ้าก่อนที่เสียงอันคุ้นเคยสำหรับเจสสิก้าจะดังขึ้นด้านหลังทำให้เธอหยุดนิ่งชั่วขณะก่อนจะทำท่าจะหนีออกไปแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายคุกคามเข้ามาซ้อนอยู่ด้านหลังเธออย่างรวดเร็ว

 

“อย่าคิดจะหนีเลยยังไงครั้งนี้ฉันก็ไม่ปล่อยให้เธอรอดไปได้หรอก” เจบีบอกเสียงเรียบแต่มันกลับแฝงไปด้วยความกวนประสาทให้อีกฝ่ายได้สติแตกเล่น

 

“อย่าทำปากดีหน่อยเลย ไว้ทำได้ค่อยมาพูด!” เจสสิก้ากระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดพร้อมกับยกศอกกะจะให้โดนอีกฝ่ายแต่เหมือนกับว่าเขาจะรู้ทันเธอไปเสียหมดทำให้เขาหลบได้ทันแถมยังสามารถรวบมือทั้งสองข้างของเธอได้อีก

 

“หึ! พอดีฉันไม่ใช่คนที่พูดอย่างเดียวด้วยสิ..แต่ว่าพูดไปด้วยแล้วก็ทำไปด้วย J” เจบีบอกอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าซึ่งเจสสิก้าเองก็พยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจะพันธการแต่ก็ทำไม่ได้ดั่งใจนึกเพราะแรงที่มีน้อยกว่า

 

“เล่ห์เหลี่ยมเยอะจริงเลยนะ!” เจสสิก้าต่อว่าอีกฝ่ายด้วยเสียงลอดไรฟัน

 

“แล้วผมผิดอะไร? ในเมื่อคุณเองก็เล่ห์เหลี่ยมไม่น้อยไปกว่าผมหรอก” เจบีบอกพลางกระตุกยิ้มเล็กน้อย

 

“ปล่อย!” เจสสิก้าบอกแกมสั่งเสียงแข็ง

 

“ถ้าผมปล่อยผมคงโง่เกินคนแล้วมั้ง..บอกผมมาว่าคุณมาทำอะไรที่นี่เป็นครั้งที่สอง?” เจบีบอกก่อนจะถามเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ

 

“บอกให้โง่หรือไง!” เจสสิก้าบอกพร้อมกับใช้ศีรษะด้านหลังของตัวเองไปกระแทกเข้ากับหน้าของอีกฝ่ายแต่เจบีกลับรู้ทันทำให้เขาสามารถหลบได้อย่างหวุดหวิด

 

“ผู้หญิงนี่น่ากลัวทุกคนเลยหรือเปล่า? แต่ผมชอบนะ..สงสัยคืนนี้ผมกับคุณคงต้องคุยกันอีกยาว” เจบีเปิดปากบ่นเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อแต่จู่ๆเขาก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหันเนื่องจากร่างกายที่ไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ

 

“แต่ฉันไม่คุย!” เจสสิก้าพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดในการพาตัวเองให้หลุดออกจากพันธการของอีกฝ่ายซึ่งครั้งนี้เธอก็ทำสำเร็จในขณะที่เจสสิก้าเองกำลังจะรีบออกไปแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเหมือนอะไรหล่นลงสู่พื้นเธอจึงรีบหันไปมองก็พบกับร่างของเจบีที่หล่นวูบลงไปกองกับพื้นตามแรงโน้มถ่วง

 

“นี่! อย่ามาตายต่อหน้าฉันแบบนี้นะ!





 
 
 

 
 

 
 
 



 
 
 

#ฮัลโหลลลลลลลล~~ อัพครบแล้วนะคะ~~~

คือทำไมพอแต่งแล้วเหมือนออกทะเล โอ๊ยยยยยยย!!

เดี๋ยวขอไปปรับจูนสมองแป๊ปนะคะ 5555555

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะทุกคนนนนนนนน

 
 
 
 
 
 
Winner Theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

190 ความคิดเห็น

  1. #184 loya (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 02:00
    เบื่อเจสสิก้า เอาจริง
    #184
    0
  2. #171 jung-jes (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:23
    สงสัยมากว่าใครคือบอสขององค์กร ดูเหมือนจะห่วงใยเจสเป็นพิเศษ สู้สู้คะ
    #171
    0
  3. #170 กัซบึน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:21
    เจบีเป็นไร เจสหลงกลนายอนจนได้
    #170
    0
  4. #169 คนที่หลงเจส (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:19
    รอตอนหน้าน่ะคะไรต์ สรุปเจสคู่ใครกันแน่เนี่ย นายอนร้ายไม่เบาเลย รอค่าไรต์

    #169
    0
  5. #168 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:18
    รอน่ะค่ะ เจเจส

    #168
    0
  6. #167 Mark_Tuan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:28
    รอนะคะสนุกมาก
    #167
    0
  7. #166 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:00
    เรื่องราวทุกอย่างเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว ชอบมากเลยคะไรต์อย่าเทเรื่องนี้นะคะ. เป็นกำลังใจให้คะ สู้ๆ



    #166
    0
  8. #165 Tangoo_Jessi (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:57
    เหลือเชื่อ ไคอคติกับผู้หญิง ต่อไวๆนะคะสนุกมากคะ

    #165
    0
  9. #164 Tangoo_Jessi (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:54
    ทำไมนายอนกับเจสถึงเลิกเป็นเพื่อนกัน?? รอน่ะคะ

    #164
    0
  10. #163 ใครสักคนที่รักเธอ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 00:02
    นายอนไม่ธรรมดา เจสดื้อได้อีก
    #163
    0
  11. #162 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 19:01
    เรื่องราวเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆไรต์มาอัพบ่อยๆน่ะค่ะถ้าหายนานจะมาป่วนในเม้นนี้แหละ555สู้ๆคะ



    #162
    0
  12. #161 เมนสิก (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 18:59
    รอน่ะคะไรต์ เจสดื้อตลอดเลย

    #161
    0
  13. #160 ใครสักคนที่รักเธอ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 00:03
    นายอนเป็นคนของใครกัน???รอค้ะ
    #160
    0
  14. #159 아가 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 00:00
    แค่สปอยก็หนุกล่ะ อัพเร็วๆน่ะค่ะรออ่าน
    #159
    0
  15. #157 jung_ss (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 19:10
    นายอน???รอ....
    #157
    0
  16. #156 Mark_Tuan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 19:09
    แค่สปอยก็ชวนอ่านแล้ว รอน่ะค่ะ
    #156
    0
  17. #155 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 18:54
    รอคร่าไรต์สู้ๆ
    #155
    0