☭ Juggling Police ✖ กลรักร้ายนายตำรวจ [ EXO SNSD GOT7 ]

ตอนที่ 6 : Juggling Police ✖ EP.05 - Falling in love แรกสบตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 พ.ย. 59



















.. Falling in love แรกสบตา ..

















“แน่ใจนะว่าเป็นที่นี่?” แจ๊คสันพูดขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆด้วยความสงสัย หลังจากที่มาร์คที่ดูท่าจะเป็นห่วงเจสสิก้าเกินเหตุจนทำให้เขารู้ว่าเจสสิก้าไม่ได้อยู่ภายในองค์กรซึ่งนั่นตอนนั้นทุกคนก็วุ่นวายกันหมด แต่โชคดีที่ยูคยอมสามารถจับสัญญาณของเจสสิก้าได้จึงทำให้พวกเขารีบตรงดิ่งมาที่นี่กันทันที

 

“ก็เออดิ! เห็นๆกันอยู่ว่ามันขึ้นอยู่อ่ะ” ยูคยอมบอกแจ็คสันพลางยื่นหน้าจอแสดงตำแหน่งของเจสสิก้าไปตรงหน้าของเขาอย่างประชดจนแจ๊คสันเผลอหลุดอุทานออกมา

 

“ไอบ้าเอ๊ย! ไม่ต้องใกล้มากก็ได้ป้ะ!?” แจ็คสันบอกพลางส่งสายตาดุๆไปให้แต่มีหรือที่ยูคยอมจะไปกลัว -..-

 

“เลิกคุยกันก่อน มันไม่เงียบไปหน่อยหรือไง?” มาร์คที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยปากพูดห้ามปรามทั้งยูคยอมกับแจ็คสันก่อนจะพูดต่อพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยระคนไม่ไหวใจ ใครๆต่างก็รู้ว่าจุนฮเวขึ้นชื่อเรื่องการหักหลังถึงแม้ว่าพวกจุนฮเวจะไม่ได้เก่งกาจเท่าพวกเขาแต่ถ้าเชาเกิดประมาทไปเพียงแค่วินาทีเดียวพวกเขาก็มีสิทธิ์จะเสียท่าให้พวกจุนฮเวได้เช่นกัน

 

“ก็นี่มันแหล่งกบดานป่ะไม่ใช่ผับที่จะมีเพลงเสียงดัง” แจ็คสันตอบอย่างกวนประสาทจนมาร์คอดไม่ได้ที่หันมามองหน้าแจ็คสันอย่างเอือมระอา

 

“ถ้ากูไม่เห็นมึงเป็นเพื่อนกูจะกระทืบให้ตัวมึงสั้นกว่าตัวสเมิร์ฟเลย” มาร์คบอกแกมขู่

 

“โห่! แค่นี้จริงจัง” แจ็คสันบอกพลางส่งยิ้มแห้งๆไปให้

 

“ตำแหน่งของเจสสิก้ายังติดอยู่มั้ย?” มาร์คเลือกจะไม่สนใจแจ็คสันก่อนจะหันไปถามยูคยอมด้วยน้ำเสียงซีเรียส

 

“อืม..” ยูคยอมตอบสั้นๆพลางพยักหน้าพร้อมกับส่งเครื่องแสดงตำแหน่งของเจสสิก้าให้กับมาร์คดู

 

“ถ้างั้นก็รีบเข้าไปเถอะ” มาร์คบอกก่อนจะเดินเข้าไปแต่ก็ต้องชะงักเพราะแรงฉุดรั้งของแจ็คสัน

 

“เดี๋ยวสิโว้ย! ลืมไปแล้วไงว่าไอจุนฮเวมันชอบลอบกัดถ้าเข้าไปแบบนี้สุดท้ายเราทั้งหมดเนี่ยแหละจะเสียท่ามัน” แจ็คสันบอกเชิงเตือนสติเพื่อนของตัวเองที่พอจะขาดสติก็ไม่ยอมคิดหน้าคิดหลังเลย ตอนนี้รู้สึกอยากจับเจสสิก้าขังไว้ในห้องซะก็ดีไม่อย่างนั้นเพื่อนเขาก็เป็นบ้าขนาดนี้หรอก -0-

 

“มันคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” มาร์คบอกเสียงเรียบ

 

“อะไรที่ทำให้มั่นใจแบบนั้น?” แจ็คสันถามพลางขมวดคิ้วมองหน้าเพื่อนด้วยความสงสัย

 

“ไม่มีอ่ะ คิดเอาเอง” มาร์คพูดแค่นั้นก่อนจะรีบเดินเข้าไปข้างในทันที ส่วนแจ็คสันที่จะเอ่ยปากห้ามก็ไม่ทันกาลเขาก็ทำเพียงแค่จิ๊ปากอย่างนึกหงุดหงิดก่อนจะก้าวเดินตามมาร์คไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ส่วนยูคยอมก็เดินตามไปติดๆเช่นกัน

 

ในระหว่างทางที่พวกเขาเดินมาตามตำแหน่งของเจสสิก้าที่ปรากฏอยู่บนเครื่องนั้นทั้งมาร์ค แจ็คสัน และยูคยอมเองต่างก็สอดส่องมองไปรอบๆอย่างระมัดระวังก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ห้องๆหนึ่งซึ่งเป็นจุดที่แสดงตำแหน่งของเจสสิก้าได้ชัดเจนที่สุด

 

“เจสสิก้าน่าจะอยู่ในห้องนี้” ยูคยอมบอก

 

“เดี๋ยวก่อนนะหรือว่าที่มาร์คบอกมันจะเรื่องจริงวะ?” มาร์คที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูก็ชะงักก่อนจะหันไปสนใจคำพูดของเพื่อนตัวเอง

 

“อะไรของมึง?” มาร์คเอ่ยปากถามพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างรอคำตอบ

 

“ก็ที่ว่าพวกจุนฮเวคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว สงสัยคงกลัวก็เลยหนีไปอีกแน่ๆ” แจ็คสันบอก

 

“โว๊ะ! นึกว่าอะไรเสียเวลา” ยูคยอมพูดพลางทำหน้าเหมือนเสียเวลาส่วนมาร์คเองก็ทำเพียงแค่ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูแล้วออกแรงผลักเข้าไปก่อนจะแทรกตัวเข้าไปภายในห้องอย่างระมัดระวัง

 

“จะปล่อยให้พวกนั้นเอาตัวยัยนั่นไปง่ายๆขนาดนั้นเลยเหรอ?” ชานอูเอ่ยปากถามจุนฮเวในขณะที่เขากำลังยืนกอดอกแล้วเอนตัวพิงกำแพงในอีกมุมหนึ่งด้วยท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน

 

“ก็ไม่เห็นต้องทำให้เป็นเรื่องยาก อีกอย่างมันยังไม่ถึงเวลาของเรา..” จุนฮเวบอกพลางยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยก่อนที่เขาทั้งสองคนจะเดินออกไปกันอีกทางหนึ่งปล่อยให้ที่แห่งนี้เหลือเพียงแค่ยูคยอม มาร์ค แจ็คสัน และเจสสิก้าเพียงเท่านั้น

 

“ทำไมห้องมันมืดจังวะ? สวิตซ์ไฟอยู่ไหนวะเนี่ย!” เมื่อเข้ามาแจ็คสันก็แหกปาก(?)บ่นทันทีพลางใช้มือคลำไปตากำแพงก่อนจะไปสะดุดเข้ากับสวิทซ์ไฟซึ่งเขาเองก็ไม่รอช้าที่จะกดมัน

 

“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว...” ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับแจ็คสันเสียงของอันแหบพร่าของเจสสิก้าก็ดังขึ้นนั่นทำให้มาร์ครีบถลาตัวเองไปหาเจสสิก้าที่กำลังนั่งถูกเชือกมัดตามตัว แขน และขาด้วยท่าทางอิดโรย

 

สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะก่อนหน้าที่สามคนนี้จะมาเจสสิก้าเองก็ไม่ใช่พวกที่จะงอมืองอเท้ารอให้คนมาช่วยอย่างเดียว แน่นอนที่เธอจะพยายามทำทุกอย่างให้หลุดพ้นจากพันธนาการนี้แต่ก็ไม่สำเร็จแถมยังไปกระทบกับบาดแผลจากการผ่าตัดอีกจึงทำให้เธออ่อนแรงอย่างที่เห็น

 

“ไหวป่ะเนี่ย?” แจ็คสันเห็นก็รีบเดินเข้าไปหาก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วงซึ่งในขณะนั้นมาร์คก็กำลังแก้มัดให้อยู่

 

“อืม..” เจสสิก้าตอบพลางทำหน้าเหยเกเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บแถวช่วงหน้าท้องที่รับบาดเจ็บ

 

“เจ็บแผลเหรอ?” มาร์คเอ่ยปากถามพลางพยุงร่างของเจสสิก้าที่อยู่ๆก็เหมือนจะล้มลงไปกองกับพื้น

 

“เปล่า..” ถึงแม้ว่าจะตอบออกไปแบบนั้นแต่ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้าม

 

“เปล่าบ้าเปล่าบออะไรวะ! ก็เห็นอยู่ว่าแกจับที่ท้องอ่ะ” ยูคยอมที่ทนไม่ไหวที่เห็นว่าเพื่อนร่วมองค์กรเจ็บตัวแต่ก็ทำเหมือนตัวเองแข็งแรงจึงเปิดปากพูดออกมาเสียงดัง

 

“เลือดไหลด้วยนี่หว่า? หรือว่าแผลแกปริวะ!?” แจ็คสันที่สังเกตเห็นสีของเสื้อผ้าเจสสิก้าเปลี่ยนแปลงไปตรงจุดแถวบริเวณแผลผ่าตัดเขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจระคนเป็นห่วง

 

“เจ็บแผลก็ไม่บอกกันดีๆวะ!” มาร์ครีบต่อว่าอีกฝ่ายทันทีก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งสอดไปที่ข้อพับตรงช่วงเข่าส่วนอีกข้างก็พยุงหลังของเจสสิก้าเอาไว้ก่อนจะออกแรงยกตัวอีกฝ่ายขึ้นอย่างง่ายดาย

 

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้เจ็บ..” แม้ว่าภาพที่เห็นจะไม่ใช่อย่างที่พูดแต่คนอย่างเจสสิก้าขอแค่ได้เถียงแค่นั้นก็พอ

 

“ทำตัวอ่อนแอบ้างก็ไม่ใครด่าว่าสำออยหรอกนะเว้ย!” แจ็คสันบอกแกมด่าอีกฝ่ายที่ยังเปิดปากเถียงทั้งที่สภาพตอนนี้แทบจะดูไม่ได้เลย

 

“เลิกพูดแล้วรีบพาเจสสิก้าไปหาฮยองวอนเถอะ มัวแต่คุยเดี๋ยวยัยนี่ได้เลือดหมดตัวกันพอดี” เป็นยูคยอมเองที่พูดเหมือนเตือนสติให้หยุดพูด นั่นทำให้ทั้งมาร์คและแจ็คสันก็รีบพากันออกไปจากที่นี่ทันที








#วันต่อมา

ทางด้านของทิฟฟานี่กับเซฮุนที่ตอนนี้กำลังนั่งทำงานกันอย่างคร่ำเคร่งเนื่องจากเกิดคดีไม่เว้นแต่ละวันถึงแม้จะไม่ใช่คดีใหญ่อะไรแต่สำหรับทิฟฟานี่ที่ทำงานเกี่ยวกับเอกสารเธอจำเป็นต้องบันทึกข้อมูลต่างๆลงคอมพิวเตอร์ทุกคดี

 

“ฉันรู้สึกหิวข้าวจัง” เสียงของผู้หญิงสมองเสื่อมพูดขึ้นพลางเอามือลูบที่ท้อง

 

“ตายจริง! นี่มันเที่ยงแล้วนี่นาฉันขอโทษนะทำงานเพลินเลย” ทิฟฟานี่ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนนั้นก็เงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์แล้วหันไปดูนาฬิกาเรือนใหญ่ของสำนักงานก่อนจะพูดออกมาอย่างตกใจกับระยะเวลาที่เธอทำงานอย่างต่อเนื่อง

 

“ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวความจำเสื่อมบอกพลางส่งยิ้มบางๆไปให้

 

“นี่ก็เข้าวันที่สามแล้วมั้งเราก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเธอเลยแล้วฉันจะเรียกเธอว่าอะไรดีล่ะเนี่ย?” ทิฟฟานี่พูดพลางทำหน้าวิตกกังวลเล็กน้อย

 

“ทิฟฟานี่ฉันมีข่าวดีมาบอก!” ในขณะที่ทิฟฟานี่กำลังทำสีหน้ากลัดกลุ้มอยู่นั้นเสียงของเซฮุนก็ดังขึ้นพร้อมกับเดินมาอยู่ตรงหน้าของหล่อนด้วยความดีอกดีใจเสมือนว่าเพิ่งถูกรางวัลที่หนึ่งก็มิปาน

 

“ข่าวดีอะไร? ทำไมต้องดีใจเวอร์วังขนาดนั้นด้วย?” ทิฟฟานี่ถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

“ฉันได้ข้อมูลของผู้หญิงคนนี้มาบ้างแล้ว!” เซฮุนบอกพลางหันไปส่งยิ้มให้กับหญิงสาวความจำเสื่อม

 

“จริงเหรอคะ?” หญิงสาวความจำเสื่อมเอ่ยปากถามพลางส่งแววตาวิบวับมาให้

 

“ใช่ แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากมายหรอกรู้แค่ว่าจริงๆแล้วเธอชื่ออิมนายอน” เซฮุนบอก

 

“อะไร? รู้แค่ชื่อเนี่ยนะ? แล้วก็ทำดีใจซะโอเวอร์แอคติ้งเหอะ - -” ทิฟฟานี่บอกอย่างผิดหวังเล็กน้อยกับท่าทางดีใจที่เล่นใหญ่เวอร์วังของเซฮุน

 

“ก็อยากสร้างความตื่นเต้นให้นิดหน่อยเอง” เซฮุนบอกน้ำเสียงอ่อยพลางทำหน้าจ๋อยไปเลย

 

“ใช่เรื่องมั้ยเนี่ย!” ทิฟฟานี่บอกแกมดุพลางถลึงตาใส่

 

“อย่าทะเลาะกันเลยค่ะอย่างน้อยฉันก็รู้แล้วว่าฉันชื่ออะไรพวกคุณจะได้เรียกฉันถูกไงคะ” หญิงสาวความจำเสื่อมพูดขึ้นเชิงห้ามปรามมวยคู่นี้

 

“ใช่ๆเห็นมั้ยล่ะ! อย่างน้อยมันก็มีข้อดีนะทิฟฟานี่จ๋า” เซฮุนบอกด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ

 

“โว๊ะ! น่าเบื่อจริง คุณนายอนเราไปทานข้าวกันเถอะค่ะ” ทิฟฟานี่บอกก่อนจะหันไปบอกแกมสั่งนายอนที่นั่งมองเธอกับเซฮุนสลับกันไปมาก่อนที่ทิฟฟานี่จะเดินสะบัดผมออกไปจากโต๊ะทำงานของตัวเอง

 

“ฉันไปกินด้วยคนดิ!” เซฮุนพูดขึ้นก่อนจะเดินตามหลังทิฟฟานี่ไปอย่างรวดเร็วส่วนนายอนก็ลุกขึ้นพลางมองสองคนนั้นยิ้มๆก่อนจะหันไปมองที่ห้องทำงานของเจบีเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ๆหนึ่ง

 

ทางด้านของเจบีที่ตอนนี้กำลังนั่งคร่ำเคร่งอยู่กับกองเอกสารคดีต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาวพลางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า เขาทำงานแบบนี้มาตลอดสามวันติดแทบจะไม่พักผ่อนหรือพูดง่ายๆเขาไม่ได้กลับบ้านเลยตลอดสามวันที่ผ่านมาเขาเอาแต่อยู่ที่สำนักงาน เนื่องจากทางผู้บังคับบัญชาเร่งมาทางเขาให้ตามความคืบหน้าของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆทั้งสิ้นแม้ว่าทางทีมงานตำรวจที่รับผิดชอบในส่วนนี้จะพยายามสืบแล้วก็ตาม แต่หลักฐานที่มีก็ไม่ได้สามารถบ่งชี้อะไรได้แถมดูเหมือนว่าฆาตกรจะรู้ตัวเลยไม่ยอมเคลื่อนไหวอะไรเลยซึ่งมันทำให้การสืบคดีทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม

 

“ไอบ้าเอ๊ย!” เจบีบ่นออกมาอย่างหัวเสียพลางยกมือทุบที่โต๊ะทำงานอย่างแรงจนเกิดเสียงดังเพื่อระบายอารมณ์ความกดดันที่มีอยู่

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

“ห้องไม่ได้ล็อค” เสียงเคาะประตูดังขึ้นกะทันหันทำให้เจบีที่กำลังหัวเสียต้องพยายามปรับอารณ์ในตอนนี้ก่อนจะปรับเสียงให้เป็นปกติแล้วพูดออกไป

 

“กาแฟค่ะ” เมื่อประตูถูกผลักเข้ามาด้วยน้ำมือของนายอนเธอก็ยกยิ้มให้กับผู้กองหนุ่มอย่างเจบีพลางเดินเอากาแฟที่เธอเพิ่งชงมาเองสดๆร้อนๆไปวงไว้บนโต๊ะตรงหน้าของเขา

 

“ขอบคุณ แต่เธอไม่ควรจะเข้ามาวุ่นวายแบบนี้” เจบีบอกเสียงเรียบก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

 

“ฉันแค่เห็นว่าผู้กองทำงานอย่างเดียวคงต้องการกาแฟสักแก้วก็แค่นั้นเองค่ะ” นายอนหุบยิ้มลงก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าสลดด้วยความรู้สึกผิด

 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงผม แต่คุณไม่ใช่ตำรวจไม่ควรจจะเข้ามาวุ่นวายในที่ทำงานของตำรวจแบบนี้ทิฟฟานี่ไม่ได้บอกคุณเลยเหรอ?” เจบีบอกก่อนจะพูดต่อพลางเลิกคิ้วสูง

 

“เธอบอกฉันค่ะ แต่ฉันแค่อยากแสดงน้ำใจที่ให้ฉันมาอยู่ที่นี่ในขณะที่ฉันยังจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใคร มาจากที่ไหนก็แค่นั้นเองค่ะ” นายอนบอกพลางยกยิ้มบางๆเหมือนคนกำลังเก็บกลั้นความรู้สึกเศร้าโศกไว้ข้างใน

 

“เอาเถอะครั้งนี้ฉันจะปล่อยผ่านไปแต่ครั้งหน้าอย่าเข้ามาในนี้อีกเข้าใจมั้ย?” เจบีถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

 

“ค่ะ ^^” นายอนตอบรับพลางส่งยิ้มไปให้ก่อนจะเดินออกไปจากห้องทำงานของเจบีทันที

 

 

“โอ๊ย!” เสียงร้องเสียงดังด้วยความเจ็บแปล๊บตรงที่ผ่าตัดหลังจากที่พยายามขยับตัวเพื่อลุกขึ้นนั่ง

 

“ก็บอกแล้วไงว่าจะลุกก็ให้เรียกทำไมดื้อจังวะ!?” มาร์ครีบกุลีกุจอถลาตัวเองมาช่วยพยุงเจสสิก้าให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับพนักเตียงพลางเปิดปากบ่นไปด้วย

 

“ฉันไม่ใช่คนพิการที่ต้องร้องขอความช่วยจะใครนี่นา” เจสสิก้าบอกแกมเถียงพลางยู่หน้าอย่างนึกหงุดหงิด

 

“รู้ว่าเก่งแต่ช่วยเลิกเก่งสักพักได้มั้ย? แผลที่เพิ่งเย็บเดี๋ยวได้ปริแตกอีก คราวนี้ติดเชื้อตายแน่” มาร์คบอกแกมขู่อีกฝ่าย

 

“บ่นเป็นพ่อฉันเลย” เจสสิก้าบ่นอุบอิบพลางเบ้หน้าหันไปทางอื่น

 

“เหอะ! มีลูกแบบเธอปวดหัวตาย” มาร์คบอกแกมเหน็บอีกฝ่าย

 

“โอ๊ย! น่าเบื่อพาออกไปข้างนอกหน่อยดิ” เจสสิก้าร้องออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะหันไปบอกแกมสั่งมาร์ค

 

“ไม่อ่ะ นอนไปนั่นแหละขี้เกียจพาออกไปให้เป็นภาระ” มาร์คบอกเสียงเรียบ

 

“โห! ดูพูดจาเข้า! ไม่พาไปงั้นฉันไปเองก็ได้!” เจสสิก้าบอกอย่างประชดประชันก่อนจะลืมตัวเผลอขยับตัวแรงจนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บจนมาร์คเองที่ดูอยู่ก็อดตกใจไม่ได้

 

“ยัยบ้าเอ๊ย! เลิกทำตัวให้เป็นห่วงสักทีเถอะ! โอเคๆพาออกไปก็ได้แต่ต้องสัญญาว่าจะไม่ทำตัวให้เป็นห่วงแบบนี้อีกเข้าใจมั้ย!?” มาร์คเปิดปากบ่นก่อนจะยอมใจอ่อนตกลงที่จะพาเจสสิก้าออกไปข้างนอกแต่ก็ยังไม่วายที่จะเอ่ยปากกำชับแกมสั่ง

 

“น่ารักที่สุดเลย ^o^” เจสสิก้าบอกก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างที่ใครๆก็ไม่เคยเห็นก็คงมีแต่มาร์คเนี่ยแหละคนแรกเลย

 

“ยิ้มเป็นกับเขาด้วยเหรอ?” มาร์คถามเจสสิก้าเสียงเรียบ

 

“เออดิ! ก็คนเหมือนกันป่ะ?” เจสสิก้าบอกพลางหุบยิ้มทันทีก่อนจะกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ

 

 

“ผู้กองจะออกไปไหนเหรอคะ?” ทิฟฟานี่เอ่ยปากถามเจบีหลังจากที่เขาออกมาจากห้องทำงานของตัวเองด้วยท่าทางที่ดูแปลกไปจากทุกที

 

“อ๋อ..ผมจะกลับไปเอาของสำคัญที่บ้านสักหน่อย” เจบีหยุดชะงักเท้าก่อนจะหันไปตอบคำถามของทิฟฟานี่

 

“ฉันว่าผู้กองกลับไปนอนพักเถอะค่ะทำงานแทบไม่ได้พักมาสามวันแล้วสีหน้าของผู้กองตอนนี้ดูแทบไม่ได้เลยนะคะ” ทิฟฟานี่บอกอย่างเป็นห่วงคนเป็นเจ้านายของตัวเอง

 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงแต่งานมันก็สำคัญผมคงกลับไปนอนไม่ได้หรอก ผมไปก่อนนะ” เจบีบอกขอบคุณจากใจจริงก่อนจะเดินตรงไปยังรถของตัวเอง

 

ในระหว่างทางที่เจบีจะกลับบ้านขอตัวเองนั้นเขาก็แวะร้านสะดวกซื้อข้างทางชั่วคราวเพราะในขณะขับรถเขารู้สึกเหมือนจะวูบเลยจำเป็นต้องแวะเพื่อที่เขาจะได้หาซื้ออะไรที่พอช่วยให้สติเขากลับมาไม่อย่างนั้นขับรถคงอันตรายเป็นแน่

 

ปัง! ปัง!

 

“หยุด! นี่คือการปล้น! อย่าส่งเสียงดังมีของมีค่าอะไส่งมาให้หมด!” ในขณะที่เจบีกำลังเลือกซื้อของในร้านสะดวกซื้ออยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ปล้นร้านสะดวกซื้อทำให้คนภายในร้านแตกตื่นกันด้วยความหวาดกลัว

 

“ไอบ้าเอ๊ย!” เจบีรีบหันขวับไปตามต้นเสียงก่อนจะพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าดูท่าทางแล้วเธอดูไม่มีท่าทางหวาดกลัวหรือตื่นตกใจเหมือนคนอื่นๆเลยนั่นทำให้เจบีขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ

 

“ส่งของมีค่ามาเดี๋ยวนี้!” ยังไม่ทันไรโจรที่ปล้นร้านก็เดินเข้ามาจนหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้หญิงคนนั้นโดยทันทีพร้อมกับส่งเสียงขู่กรรโชกและยกปืนจ่อเข้าไปที่หน้าของเจ้าหล่อนแต่เธอกลับนิ่งเหมือนกำลังท้าทายโจรคนนั้นอยู่ทำให้เจบีที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่หัวใจกระตุกไม่อยู่สุข

 

“ไม่มี” เจ้าหล่อนตอบออกไปเสียงเรียบ

 

“จะไม่มีได้ยังไงวะ!” แต่ดูท่าโจรคนนี้จะดื้อด้านเอาการจึงจัดการคลำร่างกายของอีกฝ่ายเพื่อตรวจสอบว่าเธอไม่มีของมีค่าแน่หรือ?

 

“ก็บอกว่าไม่มีก็ไม่มีดิ!” แต่ดูเหมือนว่าการกระทำของโจรคนนี้จะสร้างความรำคาญให้กับเจ้าหล่อนพอควรจนทำให้เธอทนไม่ไหวจึงหวีดร้องโวยวายออกมาก่อนจะจัดการเอาเอามือต่อยหน้าไปที่หน้าของโจรนั่นอย่างเต็มแรงทำให้โจรอีกคนรีบหันปืนมาจ่อทางเธอทันที

 

“กล้าสู้เหรอวะ!?” โจรคนที่โดนทำร้ายพูดอย่างโมโหระคนโกรธแค้น

 

“เออ!” เจ้าหล่อนตอบพลางมองหน้าโจรคนนั้นอย่างท้าทายทำเอาเจบีแทบอยู่ไม่สุขหนักกว่าเก่าแต่จะให้เขาบุ่มบ่ามเข้าไปก็คงไม่ดีแน่มีหวังตัวผู้หญิงคนนั้นแหละอาจจะโดนลูกหลงไปก็ได้

 

“สงสัยอินี่อยากตาย!” โจรคนนั้นพูดจบก็ไม่รอช้าที่จะต่อยหวังให้เข้าที่ใบหน้าของเจ้าหล่อนแต่เธอกลับหลบได้ทันแถมยังสามารถเอาคืนอีกฝ่ายโดยการใช้เท้าถีบเข้าไปที่ช่วงสะโพกของอีกฝ่ายจนร่างของโจรคนนั้นไปกระแทกกับแท่นเคาเตอร์คิดเงินของร้าน

 

ปัง!

 

“ว๊าย!” เสียงปืนดังขึ้นก่อนที่เสียงร้องของเจ้าหล่อนจะดังตามมาติดๆเนื่องจากมีใครบางคนมาฉุดดึงมือของเธอให้หลบไปจากระยะของกระสุนที่มีสิทธิ์จะโดนเธอเต็มๆด้วยน้ำมือของโจรอีกคนได้ทัน

 

“ตำรวจมา!” เสียงของคนหนึ่งในร้านดังขึ้นทำให้คนที่มีชนักติดหลังอย่างโจรสองคนนั้นเกิดอาการหวาดกลัวจึงรีบแบกร่างตัวเองออกไปจากร้านโดยเร็วที่สุด

 

“คุณ! เป็นอะไรมั้ยครับ?” เจบีรีบเอ่ยปากถามคนที่เขาฉุดดึงให้หลบจากกระสุนด้วยน้ำเสียงร้อนรนระคนเป็นห่วงตามประสาตำรวจ

 

“ไม่ค่ะ..ฉันไม่เป็นไร อ๊ะ!” เจ้าหล่อนตอบพลางทำหน้าเหยเกก่อนจะร้องออกมาเมื่อรู้สึกเจ็บจี๊ดที่บริเวณหน้าท้อง

 

“คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้โดนลูกหลง?” เมื่อเห็นท่าทางไม่ค่อยดีเจบีจึงเอ่ยถามออกไปอย่างเป็นห่วง

 

“ค่ะ...ฉันแค่เจ็บจากการถูกกระแทกนิดหน่อย” เจ้าหล่อนตอบพลางส่งยิ้มบางๆไปให้

 

“แล้วเลือดนี่มาจากไหน!?” เจบีถามเมื่อสายตาเหลือบลงไปเห็นแถวบริเวณหน้าท้องของผู้หญิงคนนี้ที่มีรอยเลือดซึมออกมาผ่านเนื้อผ้า

 

“เลือด? สงสัยแผลจะฉีกอีกแล้วล่ะค่ะ” เจ้าหล่อนที่ดูจะงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่ายก็พูดทวนคำพูดของเขาก่อนจะก้มมองดูที่หน้าท้องของตัวเองก็ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างที่เขาพูด

 

“งั้นเดี๋ยวผมพาคุณไปทำแผลที่คลินิกแถวนี้แล้วกัน” เจบีบอกแล้วก็ไม่รอช้าที่จะช่วยพยุงร่างของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ

 

“หายตัวอีกละ! ทำไมชอบทำตัวให้เป็นห่วงจังวะ!?” อีกด้านหนึ่งมาร์คที่เพิ่งกลับมาจากการออกไปซื้อของแต่พอกลับมาก็ไม่พบร่างของเจสสิก้าที่เขาอุตส่าห์กำชับนักหนาว่าให้รอนั่นทำให้เขาไม่รอช้าที่จะออกตามหาแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงายิ่งทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงระคนหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก ไม่เข้าใจว่าทำไมเจสสิก้าถึงได้เป็นคนหัวดื้อมากขนาดนี้ บางทีก็ดื้อเกินไป ดื้อจนเขาเองก็เบื่อเต็มทน แต่ความเบื่อก็มีไม่เท่าความห่วงหรอก!










“เสร็จแล้วค่ะ แต่คนไข้ต้องระวังตัวหน่อยนะคะเพราะแผลมีสิทธิ์จะฉีกขาดได้” เสียงของคุณหมอประจำคลีนิกพูดขึ้นหลังจากที่ทำแผลให้คนไข้เสร็จเป็นที่เรียบร้อย

 

“ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยปากขอบคุณคุณหมอก่อนจะพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เจบีเข้ามาเห็นพอดีเขาจึงรีบถลาตัวเข้ามาให้การช่วยเหลือทันที

 

“คุณโอเคนะ?” เจบีเอ่ยปากถามหลังจากที่ช่วยจัดท่านั่งให้กับเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” เธอตอบพลางเอ่ยปากขอบคุณพร้อมกับส่งรอยยิ้มบางๆไปให้

 

“อ่อ! ผมชื่ออิมแจบอมคุณล่ะ?” เจบีที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาควรจะแนะนำตัวเองเสียหน่อยพอเป็นมารยาท

 

“ฉันจองซูยอนค่ะ :)” เธอตอบพลางส่งยิ้มอย่างผูกไมตรีไปให้

 

“จะว่าไปคุณกับผมเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?” เจบีเอ่ยปากถามพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างพินิจพิจารณา เขารู้สึกเหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้เขาเคยเจอมาก่อนแต่ก็ไม่รู้ว่าเคยเจอที่ไหนกันแน่

 

“ก็ไม่นี่คะ..ฉันเพิ่งเจอคุณวันนี้วันแรกเนี่ยแหละค่ะ” ซูยอนมีท่าทางอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพยายามกระแอมในลำคออย่างกลบเกลื่อนก่อนจะตอบออกไปให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด

 

“จริงเหรอครับ? แต่ผมคุ้นกับคุณมากเลยนะ” เจบีบอกอย่างไม่เคยเชื่อเท่าไหร่ เขาน่ะเซ้นหรือความรู้สึกไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้งแล้วเขาก็มั่นใจว่าครั้งนี้ก็ไม่น่าจะพลาด

 

“หน้าฉันอาจจะโหลก็ได้มั้งคะ” ซูยอนบอกอย่างติดตลกเล็กน้อยทั้งที่ในใจกำลังจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว เธอยอมรับว่าไม่เคยมีใครทำให้เธอรู้สึกแบบนี้มาก่อนก็มีเขาคนแรกเนี่ยแหละ!

 

“ก็คงอาจจะเป็นอย่างนั้น ถ้าคุณยืนยันแบบนั้นผมก็ไม่ถามต่อแล้วผมคงอาจจะจำผิดไปก็ได้” เจบีบอกอย่างยอมลดละที่จะคาดคั้นเอาคำตอบจากอีกฝ่าย

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ” ซูยอนบอกก่อนจะลุกพรวดพราดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคงมีคนกำลังตามหาตัวเธออยู่จนทำให้ตัวเองเกิดอาการเซเนื่องจากเจ็บตรงแผลที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่จนเจบีเองเกือบรับแทบไม่ทัน

 

“ระวังหน่อยสิครับ..” เจบีบอกเสียงเรียบกับซูยอนก่อนที่เหมือนโลกจะหยุดนิ่งไปเมื่อตาของเขากับซูยอนสบกันอย่างไม่ได้ตั้งใจนอกจากนี้ใจที่เหมือนจะด้านชาของเจบีกลับเต้นแรงไม่เป็นจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน

 

“ขอโทษทีค่ะ ฉันแค่กลัวว่าเพื่อนจะรอ” แต่เจบีก็ต้องเรียกสติตัวเองกลับมาเมื่อเสียงของซูยอนดังขึ้นก่อนที่เธอเองจะผละตัวออกจากอ้อมกอดของเจบี

 

“แล้วคุณนัดเพื่อนไว้ที่ไหนเหรอ? ผมจะได้ไปส่ง” เจบีถามขึ้นพลางอาสาด้วยความหวังดี

 

“เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะเพื่อนฉันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก ขอตัวก่อนนะคะ” ซูยอนบอกเชิงปฏิเสธก่อนจะเดินออกไปจากคลีนิกด้วยความร้อนรน

 

“คุณเดี๋ยวก่อน!” เจบีที่สายตาเหลือบไปเห็นผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนบนเตียงทำแผลก็รีบหยิบมาก่อนจะหันไปตะโกนเรียกอีกฝ่ายแต่ดูเหมือนว่าจะช้าเกินไป เจบีจึงยกผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนนั่นขึ้นมาดูก่อนจะเผลอยกยิ้มอย่างไม่ทราบสาเหตุพลางเดินออกไปจากคลีนิกอย่างอารมณ์ดี

 

 

“อยู่ตรงไหนของเขานะ?” หลังจากที่เจสสิก้าเดินมาอยู่ตรงจุดที่แยกจากมาร์คไปแต่ปรากฏว่าพอกลับมาก็ไม่พบเขาแล้วเธอจึงเปิดปากบ่นพลางหันซ้ายหันขวามองหาอย่างร้อนใจ

 

“กลับเดี๋ยวนี้!” ยังไม่ทันจะตั้งตัวเสียงของคนที่มองหาก็ดังขึ้นก่อนที่เขาจะออกแรงลากเชิงกระชากเจสสิก้าให้ไปที่รถของเขาโดยที่ยังไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัวเลยสักนิด

 

“ดะ..เดี๋ยวสิ! ฉันเจ็บนะ” เจสสิก้าร้องโวยวายขึ้นมาพลางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่ดูเหมือนมาร์คจะหูหนวกกะทันหันเขาไม่สนใจคำพูดของเจสสิก้าเลยสักนิดทำเพียงแค่ลากเจสสิก้าให้ไปขึ้นรถให้เร็วที่สุดก่อนจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

 

ไม่นานมาร์คก็ขับรถมาจนถึงองค์กรของพวกเขา เมื่อมาถึงเขาก็จอดรถก่อนจะลงจากรถแล้วเดินกระแทกเท้าปึงปังโดยไม่คิดจะรอเจสสิก้าเลยสักนิดจนเจสสิก้าเองก็ตามไม่ทันอารมณ์ของเขาเหมือนกัน

 

“มาร์ค! หยุดก่อน! อ๊ะ!” เจสสิก้าตะโกนเรียกอีกฝ่ายพลางพยายามก้าวเท้าเดินตามให้เร็วที่สุดแต่ด้วยระยะของช่วงขาที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้เจสสิก้าเดินตามไม่ทันแถมเพราะแรงกระแทกทำให้เธอรู้สึกเจ็บที่หน้าท้องจนต้องร้องออกมา

 

“เจ็บแผลเหรอ!?” มาร์คที่ได้ยินเสียงของเจสสิก้าที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บก็อดตกใจไม่ได้ก่อนจะรีบถลาตัวเองเข้ามาช่วยประคองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

 

“ไม่เป็นไรหรอก ตกลงโกรธอะไรฉันอีก?” เจสสิก้าไม่ตอบคำถามของเขาแต่กลับถามคำถามที่มันค้างคาในใจพลางมองหน้าของเขาอย่างรอคำตอบ

 

“โกรธที่เธอหายไปนั่นแหละ” มาร์คตอบเสียงเรียบพลางประคองเจสสิก้าให้เข้าไปนั่งข้างใน

 

“ขอโทษ..” เจสสิก้าเอ่ยปากขอโทษด้วยเสียงแผ่วเบาพลางก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดในขณะที่เธอกำลังทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความช่วยเหลือของมาร์ค

 

“ไม่หายโกรธง่ายๆหรอก” มาร์คบอกเสียงแข็งพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเจสสิก้าก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้

 

“นี่กำลังงอนถูกป่ะ?” เจสสิก้าถามพลางมองหน้าอีกฝ่าย

 

“เปล่า..” ตอบเสียงแข็งแต่การกระทำกลับตรงกันข้ามเสียจริงๆ

 

“เปล่าอะไรก็เห็นอยู่เนี่ย!” เจสสิก้าพูดอย่างไม่เชื่อ

 

“ไม่งอนก็คือไม่งอนดิ” มาร์คบอกเบนหน้าไปทางอื่น

 

“ถ้างั้นพาไปส่งที่ห้องพักหน่อยดิ เจ็บแผลอ่ะ” เจสสิก้าบอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อนทำเอามาร์คขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

 

“ประสาทกลับเหรอ?” มาร์คถามคนที่กำลังส่งสายตาวิงวอนมาให้

 

“เปล่า..ลุกไม่ไหว” เจสสิก้าบอกอย่างออดอ้อน

 

“คือกำลังอ่อยถูกป่ะ?” มาร์คถามพลางเลิกคิ้วสูงส่วนเจสสิก้าก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้

 

“เปล่า! เจ็บแผลลุกไม่ไหวจริงๆ” เจสสิก้าบอกเชิงแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

 

“ยัยบ้าเอ๊ย!” มาร์คบอกพลางยกมือขึ้นขยี้หัวอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“โอ๊ยยยย~ ผมฉันยุ่งไปหมดแล้วนะ” เจสสิก้าบอกแกมบ่นพลางเบ้ปากใส่อีกฝ่าย

 

“มาๆเดี๋ยวจัดทรงผมให้” มาร์คบอกยิ้มๆก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้เจสสิก้าพลางยกมือขึ้นจัดผมของเจสสิก้าให้เป็นเหมือนเดิม

 

“นายชอบฉันเหรอ?” เจสสิก้าถามพลางมองมาร์คที่กำลังจัดผมให้กับเธอซึ่งคำถามของเธอก็ทำให้มาร์คชะงักเล็กน้อยก่อนจะทำให้เป็นปกติ

 

“เออ” มาร์คตอบสั้นๆแต่มันกลับมั่นคงและเด็ดขาดซึ่งก็ทำให้เจสสิก้านิ่งไปชั่วขณะ

 

“นี่คือโรแมนติกแล้วใช่ป่ะ?” เจสสิก้าถามพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย

 

“โรแมนติกไม่เป็นเว้ย! O_O” มาร์คตอบกลับเจสสิก้าแต่ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่อยู่ๆเจสสิก้าก็ยื่นหน้าเข้ามาพร้อมกับจุ๊บที่ปากของเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้เขาได้ตั้งตัวเลย

 

“หน้าตาตอนนี้ของนายตลกเป็นบ้า” เจสสิก้าบอกพลางยกยิ้มเล็กน้อยที่เห็นหน้าเหวอๆของคนตรงหน้า

 

“ไปนอนและ :)” เจสสิก้าบอกก่อนจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมาร์คยกมือของตัวเองมาจับที่มือของเจสสิก้าเธอจึงหันมามองหน้าพลางเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม

 

“เดี๋ยวพาไป” มาร์คพูดแค่นั้นก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วพาเจสสิก้าไปที่ห้องพักของเธอ

 

 

ทางด้านของเจบีหลังจากที่เขากลับไปเอาของส่วนตัวจากที่คอนโดเขาก็กลับมายังสำนักงานเช่นเคยแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเหมือนกับว่าเขาจะอารมณ์ดีกว่าปกติจนคนในสำนักงานก็สัมผัสได้

 

“ทำไมอารมณ์ดีจังเลยคะ?” ทิฟฟานี่อดไม่ได้จึงเอ่ยปากถามเจบีที่กำลังจะเดินไปที่ห้องทำงานของตน

 

“ก็ไม่มีอะไรนี่” เจบีตอบทิฟฟานี่ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินหนีเข้าห้องทำงานตัวเองไปทำให้ทั้งทิฟฟานี่และเซฮุนต่างก็หันมองหน้ากันอย่างงุนงง

 

“ผู้กองเขาไปกินอะไรผิดมาหรือเปล่า?” เซฮุนพูดขึ้นอย่างสงสัย

 

“นั่นสิ ทำไมอารมณ์ดีแปลกๆไม่เคยเห็นผู้กองโมเม้นเลยอ่ะ” ทิฟฟานี่บอกพลางทำหน้าอย่างงุนงง

 

หลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ภายในห้องทำงานของตนถ้าป็นในทุกๆวันเขาคงจะหยิบแฟ้มเอกสารมาเปิดอ่านอย่างเคร่งเครียดแต่วันนี้เขาไม่ได้คิดจะสนใจแฟ้มเอกสารตรงหน้าแต่เขากลับหยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนขึ้นมาดูเหมือนคนกำลังมีความรัก

 

“ประสาทไปแล้วเปล่าวะ?” เจบีพูดกับตัวเองพลางส่ายหัวไล่ความคิดบ้าๆกับใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้หรอกว่าซูยอนเป็นใครแต่เธอเป็นคนทำให้หัวใจของเขาที่เคยด้านชาก็เกิดเต้นแรงแปลกๆ

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ผู้มาใหม่อย่างทิฟฟานี่จะผลักบานประตูเข้ามาพร้อมกับเอกสารบางอย่าง

 

“ผู้กองกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ? แล้วนั่นผ้าเช็ดหน้าใครหรือคะนั่น?” ทิฟฟานี่เอ่ยปากถามเจบีก่อนจะที่สายจะไปสังเกตเห็นเจบีถือผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนที่ดูไม่เหมาะกับลุคเขาเลยสักนิด

 

“ช่างมันเถอะ แล้วเข้ามามีอะไรหรือเปล่า?” เจบีเลือกที่จะเลี่ยงตอบคำถามก่อนจะถามต่อพร้อมกับเก็บผ้าเช็ดหน้าใส่กระเป๋า

 

“อ๋อ! นี่คือเอกสารความคืบหน้าที่ทางโรงพยาบาลส่งมาให้ค่ะ” ทิฟฟานี่บอกพลางยื่นเอกสารในมือให้กับเจบีซึ่งเขากก็รีบรับมันมาอย่างรวดเร็ว

 

“มีแค่นี้เหรอ?” เจบีเอ่ยปากถามเสียงเรียบ

 

“ค่ะ ทางโรงพยาบาลบอกว่าศพรายนี้ตรวจสอบยากมากเหมือนกับว่าฆาตกรจะเป็นมืออาชีพ” ทิฟฟานี่บอกเสียงเรียบเช่นกัน

 

“โอเค เธอไปทำงานต่อเถอะ” เจบีบอกก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารตรงหน้าส่วนทิฟฟานี่ก็พยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไป





















#อัพแล้วค่ะอัพแล้วววววววว

ช่วงนี้ฟิลไม่ได้เลย แต่งแล้วไม่ลื่นไหลเอาซะเลย T^T

เอาเป็นว่าจะแก้ตัวตอนหน้านะคะ #อย่างนี้ก็ได้เหรอ 555











 
Winner Theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

190 ความคิดเห็น

  1. #139 การันนีน947 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 12:14
    ฟินมาร์คเจสเล็กน้อย รอคร่าไรต์สู้ๆ

    #139
    0
  2. #138 lim_jaebom (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 21:48
    รักสามเศร้าป้ะเนี่ย มาร์คชอบเจส ตัลล้ากก

    เจบีก้อผีเข้าสิง555รอคร่า

    #138
    0
  3. #137 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 21:44
    เจสคู่ครัยเนี่ย สับสน

    #137
    0
  4. #136 kk_ty (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 13:18
    อ่า เจสเป็นรัยอีก?? หาเจสให้เจอน่ะมาร์ค55

    #136
    0
  5. #135 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2559 / 19:38
    ขอฉากฟินๆให้เจสเจบีด้วยน่ะค้ะไรต์ สู้ๆ

    #135
    0
  6. #134 Mark_tuan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2559 / 19:33
    เจสได้เจอเจบีแล้ว

    #134
    0
  7. #133 กูเจสสิก้า (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 10:08
    ต่อๆค้ะ รอคร่า #เจบีเจส

    #133
    0
  8. #131 กูเจสสิก้า (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 18:00
    รอคร่าา เมื่อไหร่เจบีกะเจสจะได้เจอจริงๆจัง

    #มาร์คเจส #เจบีเจส เลือกม่ถูกแปลว่ารอต่อคร่า

    สู้ๆค้ะไรต์

    #131
    0
  9. #128 jessicaonlyone (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 15:23
    รอคร่าาา

    #128
    0
  10. #127 nanaty22 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 13:11
    เจสอย่าเป็นรัยเลยน่ะ ต่อๆรอยุ้วน่ะไรต์



    #127
    0
  11. #125 JESSI_24 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 15:17
    ต่อๆน้ะค่ะหนุกมาก

    #125
    0
  12. #124 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 23:57
    รออออออ
    #124
    0
  13. #122 Mark_tuan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 23:34
    รอเจสมาร์ค มาต่อเรวๆน่ะไรต์

    #122
    0
  14. #121 Mark_tuan (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 23:31
    ต่อๆ ใครง่ะว่าครัยเปนคนพูด

    #121
    0
  15. #119 JUNG_SOOYEON (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 23:17
    รอน่ะค่าไรต์ สู้ๆน่ะค่ะ ติดตามค่ะมาอัพเรวๆน่ะค่ะ

    #119
    0