☭ Juggling Police ✖ กลรักร้ายนายตำรวจ [ EXO SNSD GOT7 ]

ตอนที่ 5 : Juggling Police ✖ EP.04 - Wage war เปิดศึกคู่อริ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 215
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ต.ค. 59





















.. Wage war เปิดศึกคู่อริ ..















#ที่สำนักงานตำรวจ

ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเซฮุนก็พาทิฟฟานี่กับผู้หญิงปริศนามาถึงที่สำนักงานตำรวจและเมื่อเซฮุนดับเครื่องยนต์แล้วทิฟฟานี่ก็ไม่รอช้าที่จะเปิดประตูแล้วก้าวเท้าลงจากรถก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้านหลังแล้วพยุงร่างของผู้หญิงปริศนาให้ออกมาจากห้องโดยสารขนาดเล็ก

 

“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมเหรอคะ?” ผู้หญิงปริศนาเอ่ยปากถามทิฟฟานี่พลางมองหน้าเธอด้วยความงุนงงระคนสงสัย

 

“ก็ที่นี่เป็นสถานที่ที่จะช่วยรื้อฟื้นความจำคุณได้ยังไงล่ะคะ” ทิฟฟานี่ตอบพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“ที่นี่มีหมอเหรอคะ?” ผู้หญิงปริศนาเอ่ยปากถามทิฟฟานี่ด้วยความอยากรู้

 

“ไม่ใช่ค่ะ แต่ที่นี่มีแฟ้มประวัติของคนในพื้นที่บางทีมันอาจจะมีประวัติของคุณอยู่ก็ได้” ทิฟฟานี่ตอบเชิงอธิบายให้เธอฟัง

 

“อย่างนั้นเหรอคะ?” ผู้หญิงปริศนาเอ่ยปากพูดพลางมองหน้าทิฟฟานี่อย่างมีความหวังซึ่งทิฟฟานี่เองก็พยักหน้ารับพลางส่งยิ้มไปให้

 

“งั้นก็เข้าไปกันเถอะ” เซฮุนที่ยืนฟังอยู่นานก็พูดขึ้นซึ่งทิฟฟานี่เองก็หันไปมองหน้าเซฮุนพร้อมกับพยักหน้ารับแล้วทั้งสามคนก็เดินเข้าไปภายในสำนักงานทันที

 

“ว่าไง! ไปออกตรวจพื้นที่มาเป็นยังไงบ้าง?” เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาถึงแผนกบุคคลของสำนักงานไคที่อยู่แถวนั้นก็เหลือบมาเห็นเซฮุนเขาจึงเปิดปากทักทายเชิงเอ่ยถามอีกฝ่ายตามประสา

 

“ก็เรียบร้อยดี” เซฮุนตอบซึ่งไคเองก็พยักหน้ารับก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ด้านหลังของเซฮุน

 

“แกพาใครมา?” ไคกระซิบถามเซฮุนพลางมองหน้าผู้หญิงที่ไม่คุ้นตาด้วยความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

 

“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร ฉันกับทิฟฟานี่ไปเจอเขานอนสลบอยู่ข้างทางพอถามว่าเป็นใครก็บอกว่าจำไม่ได้ฉันเลยคิดว่าอาจจะสมองเสื่อมก็เลยลองพามาที่นี่เผื่อจะเจอประวัติของผู้หญิงคนนี้” เซฮุนตอบพร้อมกับอธิบายลำดับเหตุการณ์ให้ไคฟังซึ่งเขาก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีแต่สายตาของเขากลับไม่คิดจะละไปจากผู้หญิงคนนั้นได้เลย

 

“แล้วนี่แกมาทำอะไรแผนกนี้เนี่ย?” เซฮุนเอ่ยปากถามพลางเลิกคิ้วสูง

 

“อ๋อ..พอดีผู้กองใช้ให้ฉันมาหาประวัติของคนร้ายในคดีอาชญากรรมน่ะ”

 

“หาทำไม? เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?” เซฮุนเอ่ยปากถามพลางเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยระคนอยากรู้

 

“ไม่มีอะไรหรอกผู้กองเขาแค่ไม่อยากจะฟุ้งซ่านกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาแค่นั้นเอง” ไคตอบคำถามของเซฮุนแบบปัดๆ

 

“อ๋อ..จะว่าไปผู้กองก็คงรู้สึกแย่น่าดู” เซฮุนบอก

 

“ก็อย่างว่าแหละโดยฉีกหน้าไปแบบนั้น” ไคบอกอย่างเข้าใจระคนเห็นใจผู้เป็นเจ้านายตัวเอง

 

“คุยอะไรกันเนี่ย?” ทิฟฟานี่ที่เห็นว่าเซฮุนกับไคคุยกันนานเกินไปจึงเดินเข้ามาผ่ากลางวงสนทนาพร้อมกับเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

 

“เรื่องงานเฉยๆ ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ” ไคตอบคำถามของทิฟฟานี่แบบปัดๆก่อนจะตบไหล่ของเซฮุนแล้วเดินออกไปพร้อมกับแฟ้มประวัติคดีอาชญากรรม

 

“คุยเรื่องงานอะไร?” เมื่อเห็นว่าไคเดินออกไปแล้วทิฟฟานี่ก็เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้นเอาคำตอบจากเซฮุนเสียให้ได้

 

“ไม่มีอะไรหรอกน่า จะช่วยผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หรือไง? รีบๆหาประวัติสิฉันยังมีงานค้างอีกนะ” แต่เซฮุนเลือกที่จะตอบออกไปแบบปัดๆก่อนจะดันหลังของทิฟฟานี่ให้เข้าไปหาแฟ้มประวัติซึ่งเธอเองก็มีท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อยไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการแต่ก็ยอมหยิบแฟ้มประวัติคนในพื้นที่ที่พวกเธอดูแลขึ้นเปิดอ่านตามที่ตั้งใจเอาไว้

 

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เมื่อไคเดินมาถึงหน้าห้องทำงานส่วนตัวของเจบีเขาก็ไม่รอช้าที่จะเคาะประตูตามมารยาทก่อนจะผลักบานประตูเข้ามาโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้สนิทเหมือนเดิม

 

“นี่ครับแฟ้มเอกสารประวัติอาชญกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้” ไคเปิดปากพูดพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าเล่มลงบนโต๊ะทำงานของเจบีพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงกันข้ามกับผู้เป็นเจ้านาย

 

“นายพอเปิดดูบ้างหรือยัง?” เจบีเอ่ยปากถามในขณะที่เขาหยิบแฟ้มเอกสารมาเปิดดูเล่มหนึ่ง

 

“ผมลองเปิดดูคร่าวๆแล้วแต่ยังไม่พบอะไรเลย ผู้กองมั่นใจเหรอครับว่าเราจะมีประวัติเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น” ไคตอบคำถามของเจบีพลางช่วยเจบีเปิดหาอีกแรงก่อนจะถามต่อด้วยความสงสัย

 

“ไม่มั่นใจหรอก แต่แค่คิดว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราละเลยมันก็อาจจะช่วยอะไรเราได้บ้างก็แค่นั้น” เจบีตอบเสียงเรียบในขณะที่เขากำลังตั้งใจอ่านและดูรูปในคดีต่างๆ

 

“แต่จะว่าไปผู้กองก็เก่งนะครับที่ยังอุตส่าห์จำผู้หญิงคนนั้นได้” ไคเอ่ยปากชมคนตรงหน้า

 

“จำไม่ได้ซะทีเดียวหรอก ตอนนั้นฉันก็เห็นหน้าไม่ชัดเจน”

 

“อ่อ! เมื่อครู่ที่ผมไปหยิบแฟ้มมาให้เห็นเซฮุนกับทิฟฟานี่พาผู้หญิงคนหนึ่งมาที่สำนักงานด้วย ดูท่าทางไม่ค่อยมีพิษมีภัยอะไรแต่ผมกลับรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ปลอดภัยเลย” ไคเอ่ยปากคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงซีเรียส

 

“อะไรที่ทำให้นายรู้สึกแบบนั้น?” เจบีขยับปากถามโดยที่สายตาก็ยังไม่ละไปจากเอกสารตรงหน้า

 

“เซ้นส์ของผมมันบอกว่าผู้หญิงคนนั้นดูไม่น่าไว้ใจ แต่บางทีผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้”

 

“ฉันว่านายเชื่อมั่นในเซ้นส์ตัวเองดีกว่า บางทีของแบบนี้มันก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราระวังตัวเอาไว้” เจบีบอกเสียงเรียบ

 

“ผมนึกว่าผู้กองจะหาว่าผมบ้าไปแล้วซะอีก”

 

“ฉันจะไปว่านายได้ยังไง? ที่ฉันปลอดภัยมาได้จนทุกวันนี้เพราะฉันเชื่อในเซ้นส์ของตัวเอง” เจบีบอกเชิงให้กำลังใจอีกฝ่าย

 

“เอาเป็นว่าถ้านายคิดว่าผู้หญิงคนนั้นดูไม่น่าไว้ใจ นายก็แค่คอยจับตามองห่างๆอย่าให้เป้าหมายรู้ตัว บางทีสิ่งที่นายเป็นกังวลอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ใครจะไปรู้?” เจบีบอกพลางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสนใจเอกสารตรงหน้าต่อ

 

 

“เมื่อไหร่ฮยองวอนจะออกมาซะอีกวะ!?” แจ็คสันเปิดปากโวยวายอย่างหงุดหงิดระคนเป็นห่วงเพราะเจสสิก้ากับแทยอนเข้าไปอยู่ภายในห้องผ่าตัดขององค์กรนานกว่าสองชั่วโมงเข้าไปแล้ว

 

“ใจเย็นๆก่อนได้มั้ย?” มาร์คเอ่ยปากห้ามปรามเพื่อนสนิทของตัวเองที่ดูท่าทางจะเป็นห่วงคนที่อยู่ข้างในห้องผ่าตัดเสียจนเหมือนคนขาดสติ

 

“ให้ใจเย็นยังไงไหวเล่า! ใครหน้าไหนมันกล้าทำแบบนี้วะ!?” แจ็คสันตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะคอกพลางพูดต่ออย่างอารมณ์เสียระคนเครียดแค้น

 

“ถ้าแกไม่หยุดโวยวายฉันจะฉีดยาสลบแกนะ” คริสที่ยืนเงียบอยู่นานก็พูดขึ้นเสียงเรียบแต่แววตาฉายแววจริงจัง

 

“สองคนนั้นเป็นยังไงบ้าง?” ยูคยอมที่เพิ่งได้ข่าวว่าแทยอนกับเจสสิก้าได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าตื่นตกใจระคนเป็นห่วง

 

“ยังไม่รู้เลยป่านนี้หมอยังไม่ยอมออกมาเลย” มาร์คตอบคำถามของอีกฝ่ายส่วนแจ็คสันก็พยายามระงับสติอารมณ์ของตัวเองพลางเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด

 

“อ่อ! พวกนายรู้หรือยังว่าใครทำร้ายสองคนนั้น?” ยูคยอมพูดขึ้นเชิงเอ่ยถามซึ่งทั้งสามคนก็ส่ายหัวเป็นคำตอบ

 

“ฉันเดาว่าอาจจะเป็นพวกจุนฮเว” ยูคยอมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“จุนฮเวเนี่ยนะ? จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อที่ที่แทยอนไปมันไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของพวกจุนฮเวเลยนะ” แจ็คสันพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยเชื่อเสียเท่าไหร่

 

“ก็ฉันจับสัญญาณจากเครื่องดักฟังที่ติดตัวเจสสิก้าได้ก่อนที่มันจะหายไปเมื่อสี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยพื้นที่ฉันจับได้มันเป็นเขตใกล้ๆกับรังของพวกจุนฮเว” ยูคยอมบอกเชิงเล่าลำดับเหตุการณ์ให้ทุกคนฟัง

 

“จะว่าไปที่ผ่านมาพวกมันก็เงียบไปเลยนะ ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงอะไรที่ทำให้มันโผล่ออกมา?” คริสพูดขึ้นพลางทำหน้าครุ่นคิด

 

“ฮยองวอนออกมาแล้ว!” ในขณะที่ทั้งหมดกำลังนั่งคิดกันอย่างซีเรียสยูคยอมที่เห็นการเคลื่อนไหวของบานประตูก่อนที่ฮยองวอนซึ่งมีตำแหน่งเป็นหมอประจำองค์กรจะเดินออกมาพร้อมกับพยาบาลทำให้ทั้งหมดรีบลุกกุลีกุจอไปหาคนเป็นหมอทันที

 

“สองคนนั้นเป็นยังไงบ้าง!?” แจ็คสันไม่รอช้าที่เอ่ยปากถามคนที่เพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยท่าทีลุกลนระคนเป็นห่วง

 

“ปลอดภัยแล้วแต่คงต้องรอดูอาการหน่อยเพราะเสียเลือดไปเยอะอยู่เหมือนกัน” ฮยองวอนตอบคำถามของแจ็คสันก่อนจะทำท่าเดินออกไปเพื่อหวังจะกลับไปพักผ่อนเพราะการผ่าตัดให้ทั้งเจสสิก้ากับแทยอนก็ใช้เวลานานพอสมควร เนื่องจากได้รับบาดเจ็บกันมาทั้งคู่แต่แทยอนอาจจะอาการหนักกว่าเพียงเล็กน้อย

 

“แล้วเข้าไปเยี่ยมได้เลยหรือเปล่า?” มาร์คเอ่ยปากถามฮยองวอนเสียงเรียบจนทำให้ฮยองวอนที่ตอนแรกกำลังจะเดินออกไปต้องหยุดชะงัก

 

“ไว้วันพรุ่งนี้ดีกว่าฉันอยากให้ทั้งสองคนได้พักก่อน” ฮยองวอนบอกแกมสั่งซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนที่จะเริ่มแยกย้ายกันกลับไปที่ห้องของตัวเอง












“ตกลงคุณหาประวัติเกี่ยวกับฉันได้มั้ยคะ?” หญิงสาวปริศนาเอ่ยถามทิฟฟานี่ที่ทำหน้าเหนื่อยอ่อนระคนเคร่งเครียดเพราะเธอเปิดหาแฟ้มข้อมูลประวัติคนในพื้นที่มาไม่ต่ำกว่าสิบเล่มแล้วแต่ก็ไม่ยักจะมีประวัติของผู้หญิงตรงหน้าเลย

 

“ฉันขอโทษด้วยนะคะ ไม่มีประวัติเกี่ยวกับคุณเลย แต่อย่าเพิ่งหมดหวังไปนะคะฉันให้ตำรวจนายอื่นเอารูปคุณไปป่าวประกาศให้แล้วฉันคิดว่าก็อาจจะพอมีคนที่รู้จักมาหาคุณที่นี่นะคะ” ทิฟฟานี่บอกผู้หญิงตรงหน้าไปตามตรงก่อนจะยกยิ้มอย่างให้กำลังใจอีกฝ่าย

 

“เซฮุนมาแล้วเหรอ? เป็นยังไงบ้าง?” ทิฟฟานี่ที่หางตาเหลือบไปเห็นเซฮุนคนที่อาสาไปจัดการป่าวประกาศตามหาคนที่พอรู้จักผู้หญิงสมองเสื่อมเธอจึงรีบเอ่ยปากเรียกเชิงถามอีกฝ่ายทันที

 

“ยังไม่คืบหน้าเลย แต่คิดว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะได้เรื่องบ้าง” เซฮุนตอบออกมาพลางมองหน้าผู้หญิงสมองเสื่อมอย่างนึกสงสาร

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยากพวกคุณอย่าเครียดเลยนะคะ” ผู้หญิงสมองเสื่อมเอ่ยปากบอกเชิงปลอบโยนทิฟฟานี่กับเซฮุนที่ดูท่าจะห่วงเรื่องของเธอเสมือนว่าเธอเป็นคนในครอบครัว

 

“ขอบคุณนะคะที่เข้าใจพวกเรา” ทิฟฟานี่บอกพลางยกยิ้มอย่างนึกขอบคุณอีกฝ่าย

 

“เดี๋ยวยังไงในระหว่างที่ความจำคุณยังไม่กลับคุณก็ไปพักที่บ้านของทิฟฟานี่ก่อนนะครับ” เซฮุนบอกซึ่งผู้หญิงความจำเสื่อมก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

 

“ทิฟฟานี่เรื่องคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมีอะไรคืบหน้าบ้างหรือยัง?” ในขณะที่สามคนกำลังคุยกันอยู่เจบีที่เดินออกมาจากห้องทำงานของตนก็เดินมาหาทิฟฟานี่พร้อมกับเอ่ยถามเกี่ยวกับเรื่องงานโดยไม่คิดสนใจผู้หญิงแปลกหน้า

 

“ยังเลยค่ะ อีกอย่างช่วงนี้คนร้ายก็ดูจะเงียบมากเลยทำให้เราไม่สามารถสืบอะไรเพิ่มเติมได้เลยค่ะ” ทิฟฟานี่ตอบคำถามของผู้เป็นเจ้านายด้วยสีหน้าซีเรียส

 

“ไม่เป็นไร ยังไงผมก็ฝากให้คุณช่วยติดตามคดีนี้ให้ผมด้วยแล้วกันนะ” เจบีบอกอย่างเข้าใจก่อนที่เขาจะกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองเหมือนเดิม แต่พวกเขาคงไม่รู้สินะว่าในระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันมีอยู่คนหนึ่งที่กำลังจ้องมองพวกเขาอย่างไม่วางตา

 

 

#วันต่อมา

ในช่วงนี้ทุกคนในองค์กรดูท่าว่าจะทำงานกันอย่างไม่มีความสุขเพราะเอาแต่ห่วงแทยอนกับเจสสิก้าที่ถือว่าเป็นเสาหลักในการทำงานต่างๆที่บอสได้สั่งลงมา

 

“สองคนเป็นยังไง?” มาร์คเอ่ยปากถามฮยองวอนหลังจากที่เขาตรวจเสร็จด้วยสีหน้าห่วงใยคนที่นอนเจ็บอยู่

 

“อาการค่อนข้างดีขึ้นแล้วล่ะรอให้ร่างกายฟื้นตัวมากกว่านี้ก็คงทำงานได้ปกติแล้วล่ะ” ฮยองวอนตอบคำถามของมาร์คพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“แล้วเมื่อไหร่สองคนนี้จะฟื้นสักที?” แจ็คสันเอ่ยปากถามฮยองวอนด้วยท่าทีร้อนรนระคนเป็นห่วง เพราะถ้าสองคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่ฮยองวอนว่าป่านนี้ก็ควรจะฟื้นขึ้นมาได้แล้วสิ

 

“ฉันเหมือนได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ” คริสพูดขึ้นมาหลังจากที่เขาได้ยินเสียงเหมือนเสียงไอของใครบางคนแต่มันก็ไม่ได้ชัดเจนมากนัก

 

“หรือว่า...” ยูคยอมพูดขึ้นก่อนที่ทั้งเขา คริส แจ๊คสัน มาร์ค และฮยองวอนต่างก็หันไปมองที่ร่างของเจสสิก้ากับแทยอนก่อนที่พวกเขาจะยกยิ้มขึ้นมาเมื่อเห็นทั้งสองคนเริ่มขยับตัวกับเปลือกตา

 

“ว่างกันนักหรือไงทำไมมารวมกันแบบนี้” เจสสิก้าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งแต่ก็ทำไม่ได้ดั่งใจมาร์คที่อยู่ใกล้ๆจึงอาสาเป็นคนช่วยพยุงให้เจสสิก้านั่งตามที่เธอต้องการ

 

“สงสัยจะหายดีแล้วแหละฟื้นมาก็ดุพวกเรา” ยูคยอมบอกแกมเหน็บคนป่วยที่กำลังมองค้อนเขาอยู่

 

“แล้วเธอเป็นยังไงบ้าง?” แจ็คสันเอ่ยปากถามแทยอนพลางช่วยพยุงแทยอนให้นั่งเหมือนเจสสิก้า

 

“ก็เจ็บอยู่แต่ไม่เป็นอะไรมากแล้ว” แทยอนตอบแจ็คสันด้วยน้ำเสียงแหบพร่าไม่ต่างไปจากเจสสิก้าเลย

 

“อ่ะนี่ดื่มน้ำหน่อยน้ำเสียงฟังไม่ได้เรื่องเลย” มาร์คบอกแกมสั่งพร้อมกับส่งหลอดไปจ่อที่ปากของเจสสิก้าแกมบังคับซึ่งเจสสิก้าก็ส่งสายตาขวางๆให้เล็กน้อยแต่ก็ยอมดื่มน้ำแต่โดยดีเพราะเธอก็รู้สึกว่าร่างกายต้องการน้ำเหมือนกัน ทางด้านแจ็คสันก็เช่นกันที่เอาน้ำให้แทยอนดื่ม

 

“จะว่าไปทำไมเธอสองคนถึงได้อยู่ในสภาพนี้ฮะ? มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ?” คริสเอ่ยปากถามทันทีเมื่อเห็นว่าทั้งเจสสิก้าและแทยอนต่างก็ดื่มน้ำกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ก็แค่โดนหมามันลอบกัดแค่นั้นแหละ” เจสสิก้าบอกเสียงเรียบแต่สายตาของเธอกลับฉายแววโมโมระคนกรุ่นโกรธเมื่อนึกถึงตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอกับแทยอนต้องมานอนเจ็บกันแบบนี้

 

“หมายความว่ายังไง?” มาร์คเอ่ยปากถามเสียงเรียบแต่แววตากับฉายแววสงสัย

 

“คือฉันกับยัยสิก้าพลาดท่าถูกพวกจุนฮเวทำร้ายน่ะ” เป็นแทยอนที่ตอบคำถามของมาร์คเพื่อให้คลายความสงสัย

 

“แล้วไปเจอได้ยังไง!?” แจ็คสันถามแทยอนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง

 

“ความผิดฉันเองแหละ” เจสสิก้าบอกด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

 

“ยังไง?” คริสเอ่ยปากถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

“ฉันแค่โดนพวกมันหลอกให้หลงไปอยู่แถวๆรังมันส่วนยัยแทยอนก็แค่พวกประเภทห่วงคนอื่นจนไม่กลัวตายสุดท้ายเลยเจ็บมาทั้งคู่ไง” ฉันตอบคำถามของคริสแต่ก็ยังไม่วายแอบเหน็บเพื่อนสนิทของตัวเองที่มีความดื้อรั้นไม่ต่างอะไรไปจากเธอเลย ถึงว่าล่ะเราสองคนสามารถเป็นเพื่อนกันได้

 

“ทำเป็นว่าเขาเธอก็เหมือนกันนั่นแหละ” เป็นยูคยอมที่พูดขึ้นมานั่นทำให้เจสสิก้ารีบหันขวับไปมองเขาตาขวาง

 

“ถ้าไม่ติดว่ายังเจ็บป่านนี้ฉันคงชกหน้านายจนหน้าหงายไปแล้วนะ” เจสสิก้าบอกแกมขู่พลางถลึงตาใส่อย่างดุๆ

 

“กลัวตายแหละ” ยูคยอมบอกอย่างไม่แยแสในคำพูดของเจสสิก้า

 

“พอๆไม่ต้องทะเลาะกันฉันว่าเราควรปล่อยให้เจสสิก้ากับแทยอนได้พักผ่อนต่อ สภาพร่างกายจะได้ฟื้นตัวได้เร็ว” ฮยองวอนเอ่ยปากห้ามปรามพวกเขาที่ดูเหมือนจะชอบเหน็บกันไปมาจนจะกลายเป็นสงครามน้ำลายขนาดย่อม

 

“ไม่เอาอ่ะ ไม่ชอบ ฉันไม่อยากนอนแล้ว” เจสสิก้าเปิดปากเถียงพลางยู่ปากอย่างนึกขัดใจ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาป่วยต้องเอาแต่นอนมันไม่ใช่นิสัยของเธอเลยสักนิด

 

“เธอจะบ้าหรือไงไม่นอนแล้วจะทำอะไร? โปรดสงสารสังขารตัวเองก่อนเถอะ!” แจ็คสันบอกแกมเอ็ดอีกฝ่ายที่ชอบติดนิสัยเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนใจเลยว่าตัวเองเจ็บมากแค่ไหน

 

“เป็นพ่อฉันหรือไง? ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอกโน่น! ไปห่วงยัยตัวเล็กแกโน่นท่าทางเจ็บหนักกว่าฉันอีก” เจสสิก้าบอกแกมเถียง

 

“ก็แหงล่ะ ใครมันจะถึกเท่าเธอกันเล่า?” แจ็คสันบอกแกมเหน็บเจสสิก้าที่กำลังถลึงตาใส่อย่างดุๆ

 

“พอเถอะน่า สองคนนี้มันยังไงกันทะเลาะกันได้ทุกทีเอาเป็นว่าพักผ่อนกันไปทั้งคู่นั่นแหละถ้าอาการดีขึ้นกว่านี้ค่อยออกไปข้างนอกแล้วกัน” เป็นคริสที่ทนไม่ไหวที่จะฟังสองคนนี้ทะเลาะกันทุกทีสุดท้ายเขาก็ตัดปัญหาโดยการให้เจสสิก้าทำตามที่ฮยองวอนบอกไปนั่นแหละ

 

“เออๆนอนก็ได้วะ งั้นก็ออกไปดิฉันนอนไม่หลับถ้าคนอยู่เยอะ” เจสสิก้าที่ไม่อยากจะเถียงอะไรแล้วเพราะอยู่ๆก็รู้สึกเจ็บตรงแถวบริเวณแผลผ่าตัดแต่ก็พยายามไม่แสดงอาการอะไรออกมาเพราะไม่อยากให้ใครต้องมาคอยเป็นห่วง

 

“ถ้าไม่เห็นแกเป็นเพื่อนนี่ป่านนี้คงด่าไปแล้วเนี่ย” แจ็คสันบอกแกมต่อว่าคนเจ็บ

 

“ทำอย่างกับว่าแกไม่เคยด่าฉันอ่ะ ออกไปได้แล้วไป ฉันกับยัยแทจะได้พักผ่อน” เจสสิก้าบอกแกมเหน็บแจ็คสันก่อนจะออกปากไล่อีกครั้งพลางเอนตัวลงนอนราบไปกับเตียงคนป่วยโดยมีมาร์คคอยช่วยอีกแรง ส่วนทางด้านแทยอนแจ็คสันก่อนประคบประหงมเป็นอย่างดีก่อนที่ทั้งหมดจะเริ่มทยอยกันออกไปเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของสองคน

 

“เป็นอย่างที่ยูคยอมสันนิษฐานไว้จริงๆด้วยว่าสองคนนั้นโดนพวกจุนฮเวทำร้าย” เมื่อออกมาจากห้องพักคนป่วยทั้งหมดก็ไปนั่งรวมกันอยู่ที่ห้องพักก่อนที่คริสก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงซีเรียส

 

“แบบนี้มันไม่ดีแล้วนะ พวกจุนฮเวออกมาจากรังมันได้แบบนี้ฉันว่าเราต้องระวังตัวเป็นสองเท่าแล้วแหละ” ยูคยอมบอกด้วยสีหน้าจริงจัง

 

“อย่างที่ยูคยอมพูดมันก็ถูกจุนฮเวมันเป็นหมาลอบกัดชั้นดีขนาดเจสสิก้ากับแทยอนยังพลาดท่าเสียทีให้มันแบบนี้สงสัยว่ามันกลับมาคราวนี้พวกเราคงเหนื่อยกันแน่” แจ็คสันพูดขึ้น

 

“เอาเถอะ ตอนนี้เราก็แค่คอยฟังข่าวแล้วระวังตัวเอาไว้อย่าประมาทเด็ดขาดไม่อย่างนั้นเราเองเนี่ยแหละจะเสียทีพวกมัน” มาร์คพูดขึ้นมาเสียงเรียบแต่แววตาฉายแววจริงจังระคนปนเครียดส่วนคนอื่นก็ดูจะตกอยู่ในอาการไม่ต่างกัน

 

“โอ๊ยยยยย!~ ใครมันจะมานอนพักได้ตลอดวะ..อ๊ะ!” เจสสิก้าที่ดูเหมือนว่าจะข่มตาหลับลงไม่ได้เสียทีก็เกิดอาการหงุดหงิดพลางเปิดปากบ่นพร้อมกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจนลืมไปว่าเธอเพิ่งผ่านการผ่าตัดมาส่งผลให้เกิดอาการเจ็บตรงแถวแผลผ่าตัดจนเธอหลุดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างกุมเข้าที่แผลผ่าตัดตามสัญชาตญาณ

 

“ไอบ้าจุนฮเวเอ๊ย!” เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เธอและแทยอนต้องมานอนเจ็บกันแบบนี้เจสสิก้าก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างนึกอารมณ์เสีย ถ้าตอนนั้นเธอระวังตัวมากกว่าบางทีอาจจะไม่ต้องมานอนแบบนี้แล้วก็ได้

 

“ฉันขอโทษด้วยนะที่ทำแกเจ็บตัวถ้าฉันไม่ดื้อ ไม่ทำตัวให้แกเป็นห่วงแกอาจจะไม่ต้องมานอนแบบนี้แล้วก็ได้” พอหันไปเห็นเพื่อนสนิทของตัวเองที่กำลังนอนหลับอยู่เจสสิก้าก็อดที่จะรู้สึกผิดต่อแทยอนไม่ได้พลางเปิดปากพูดขอโทษขอโพยออกไปโดยไม่รู้หรอกว่าแทยอนจะรับรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม

 

“พักผ่อนเยอะๆนะ แต่ฉันคงจะนอนแบบแกไม่ได้หรอกเฉาตายแย่” เจสสิก้าบอกกับแทยอนก่อนที่เธอจะพยายามพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นอย่างยากลำบากพลางใช้มือกุมแถวบริเวณหน้าท้องด้านขวาซึ่งเป็นจุดที่มีแผลผ่ตัดก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องพักคนป่วยทันที

 

“เมื่อไหร่เธอจะเลิกดื้อวะ?” ในขณะที่เจสสิก้ากำลังเดินไปตามทางขององค์กรเสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้นข้างหลังทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อยพลางทำหน้าเซ็งๆก่อนจะหมนุตัวหันไปตามเจ้าของเสียง

 

“ดื้อตรงไหน?” เจสสิก้าเถียงกลับพลางเลิกคิ้วสูงอย่างกวนประสาท

 

“ก็ดื้อตรงนี้ไง ฮยองวอนก็บอกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าให้นอนพักผ่อนเจ็บไม่เจียมตัวเลยจริงๆเถอะ” มาร์คบอกแกมบ่นพลางส่งสายตาดุๆไปให้อีกฝ่าย

 

“ก็ฉันเบื่ออ่ะ วันๆให้เอาแต่นอนฉันเฉาตายพอดี” เจสสิก้าบอกแกมบ่นพลางทำหน้าบูดอย่างไม่พอใจ

 

“เฮ้อ! งั้นไปเปลี่ยนชุดไป” มาร์คถอนหายใจออกมาก่อนจะออกปากสั่ง

 

“เปลี่ยนทำไม?” เจสสิก้าเอ่ยปากถามพลางมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความงุนงง

 

“ก็เธอบอกไม่อยากนอนไม่ใช่หรือไง? ฉันจะพาออกไปข้างนอกถ้าขืนปล่อยให้เธอไปคนเดียวแล้วเกิดอะไรขึ้นมามีหวังคนในองค์กรได้วุ่นวายตายจนไม่มีอันจะทำงานแล้วแหละ” มาร์คตอบแกมบ่นยืดยาว

 

“นายเป็นเพื่อนหรือพ่อฉันกันแน่ฮะ?” เจสสิก้าถามพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเซ็งๆ

 

“เพื่อนนี่แหละถ้าฉันเป็นพ่อแล้วมีลูกสาวแบบเธอคงได้ปวดหัวตายแน่ รีบๆไปเปลี่ยนชุดได้แล้วไปหรือจะออกไปทั้งชุดนี้?” มาร์คเปิดปากบ่นก่อนจะออกคำสั่งอีกครั้งซึ่งเจสสิก้าเองก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจแต่ก็ยอมทำตามเขาแต่โดยดี

 

 

“ขอบคุณนะที่อุตส่าห์พาออกมาข้างนอก” เจสสิก้าเอ่ยปากขอบคุณมาร์คหลังจากที่เขาพาเธอมาอยู่ที่สวนสาธารณะ อย่างน้อยมันก็ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองนอนอยู่แบบนั้น

 

“ไม่เป็นไรอะไรหรอก ว่าแต่แผลเป็นยังไงบ้าง?” มาร์คตอบก่อนจะถามต่อด้วยความเป็นห่วง

 

“ก็ยังเจ็บอยู่นิดหน่อย” เจสสิก้าตอบ

 

“จะทำอะไรก็ระวังตัวด้วยแล้วกันถ้าเกิดแผลฉีกขึ้นมาจะยุ่ง” มาร์คบอกแกมสั่งเหมือนพวกคนแก่ๆ

 

“รู้แล้วน่า! สั่งจังเลย” เจสสิก้าบอกแกมบ่นอุบอิบ

 

“แล้วไปทำอิท่าไหนถึงได้เสียทีให้ไอจุนฮเวมัน?” มาร์คเอ่ยปากถามด้วยความอยากรู้

 

“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่ประมาทเกินไปอีกอย่างพวกมันก็มีเยอะกว่าฉันกับยัยแทรอดมาได้ก็เก่งแล้วเนี่ย” เจสสิก้าบอกพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“ยังไงฉันก็อยากให้เธอระวังตัว เป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ออกไปถ้าบอสไม่ได้สั่ง พวกจุนฮเวมันน่ากลัวเกินกว่าเธอจะรับมือคนเดียวได้นะ” มาร์คบอกแกมสั่งเจสสิก้ากลายๆพลางส่งสายตาที่แสดงออกถึงความห่วงใย

 

“ฉันรู้แล้ว ก็ไม่ได้อยากจะทำตัวให้เป็นห่วงหรอกแต่ทำไงได้อ่ะ? มันติดเป็นสันดานไปแล้วให้แก้ยังไงก็แก้ไม่หายหรอก” เจสสิก้าบอกเสียงอ่อนพลางส่งยิ้มบางๆไปให้

 

“เอาเถอะ ฉันว่าเธอออกมาข้างนอกนานพอแล้วรีบกลับกันเถอะ” มาร์คบอกแกมสั่งซึ่งเจสสิก้าเองก็ยอมอย่างว่าง่าย อย่างน้อยเธอก็ได้ออกมาข้างนอกไม่ต้องนอนเฉาตายอยู่บนเตียงนอนอย่างที่ควรเป็นหรอก

 

 

“ออกไปไหนกันมาวะ!?” เมื่อมาร์คกับเจสสิก้ามาถึงแจ็คสันที่เห็นเป็นคนแรกก็รีบกุลีกุจอวิ่งมาหาหน้าตาตื่น

 

“ก็แค่ออกไปสูดอากาศเฉยๆมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” เจสสิก้าตอบคำถามของแจ็คสันก่อนจะถามต่อ

 

“เกิดเรื่องขึ้นแล้วอ่ะดิ รีบตามมาเลย!” แจ็คสันบอกด้วยน้ำเสียงซีเรียสก่อนที่จะเดินนำมาร์คกับเจสสิก้าไปยังห้องพักที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่

 

“ตกลงว่ามีเรื่องอะไร?” เมื่อมาถึงเจสสิก้าก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถามทันที

 

“ก็สายเรารายงานมาว่าพวกจุนฮเวมันไปป้วนเปี้ยนแถวสถานีตำรวจแถมตอนนี้ที่สำนักงานตำรวจก็มีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้มาอยู่ด้วย” ยูคยอมพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังระคนปนเครียด

 

“แล้วผู้หญิงอะไรนั่นเกี่ยวอะไรด้วยอ่ะ?” เจสสิก้าเอ่ยปากถามด้วยความสงสัยระคนงุนงง

 

“ก็ไม่รู้หรอกว่าจะเกี่ยวมั้ยแต่มันแปลกๆอ่ะเพราะผู้หญิงคนนั้นมาในจังหวะที่พวกจุนฮเวมันโผล่ออกมาพอดี” ยูคยอมบอก

 

“แล้วอีกอย่างหนึ่งตอนนี้ที่สำนักงานตำรวจกำลังวุ่นวายไปหมดพวกเราเลยสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นฝีมือของพวกจุนฮเวมัน” คริสบอกเสียงเครียด

 

“พวกนายกำลังหมายความว่าอะไร?” เจสสิก้าถามพลางมองหน้าของทุกคนไม่วางตา

 

“ก็คิดง่ายๆ พวกจุนฮเวเปิดศึกกับเราอย่างเป็นทางการแล้วไง” แจ็คสันเป็นคนตอบคำถามพลางเอนตัวพิงพนักโซฟาพร้อมกับกอดอก

 

“พวกมันกล้าขนาดนี้ได้ยังไง? ถ้าอย่างนั้นความปลอดภัยของพวกเราก็เหลือศูนย์กันเลยสิ!” เจสสิก้าบอกอย่างติดวิตกกังวล เธอไม่เคยหวาดกลัวใครทั้งนั้นแต่สำหรับจุนฮเวแล้วมันทำให้เธออดกังวลไม่ได้เพราะจุนฮเวชอบลอบกัด เล่ห์เลี่ยมของแพรวพราวเกินกว่าจะคาดเดาได้

 

“ไม่หรอก..พวกจุนฮเวเก่งเรื่องกำลังแต่อ่อนเรื่องสมอง” มาร์คพูดขึ้นเสียงเรียบ

 

“ที่มาร์คพูดมันก็ถูก เราแค่ตั้งสติแล้วระวังตัวให้มากๆโดยเฉพาะเธอกับแทยอน” คริสบอกเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย

 

“ทำไมต้องฉันกับแทยอน?” เจสสิก้าถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

“นี่เธอไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าจุนฮเวมันอยากได้ตัวเธอกับแทยอนจะตายไป?” แจ็คสันบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

“อย่าลืมนะเธอกับแทยอนก็เหมือนเสาหลักของพวกเราพวกจุนฮเวมันก็ต้องเพ่งเล็งเป็นธรรมดา ยังไงก็ตามต่อไปนี้ไม่ว่าเธอกับแทยอนจะไปที่ไหนต้องมีพวกฉันไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน” คริสอธิบายให้ฟังก่อนจะออกปากสั่ง

 

“ไม่เอาอ่ะ ฉันไม่ใช่พวกเด็กเล็กที่ไปไหนต้องมีผู้ปกครองนะ!” เจสสิก้าตอบปฏิเสธทันควันเมื่อรู้ว่าต้องมีคนคอยควบคุมเธออยู่ตลอดเวลาแบบนั้นเธอทนไม่ได้หรอก

 

“อย่าดื้อได้ป่ะ?” ยูคยอมพูดขึ้นพลางมองหน้าเจสสิก้าอย่างดุๆ

 

“ไม่รู้อ่ะ ยังไงฉันก็ไม่เอาด้วยหรอกฉันดูแลตัวเองได้!” เจสสิก้าบอกเหมือนเด็กเอาแต่ใจก่อนจะลุกขึ้นพรวดพราดแล้วเดินออกไปทันทีโดยไม่รอให้ใครได้พูดอะไรต่อ

 

“ยัยนี่เป็นอย่างนี้ทุกที ปากบอกดูแลตัวเองได้แล้วไอที่เจ็บตัวแบบนั้นคืออะไรกันเล่า?” แจ็คสันเปิดปากบ่นพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับความดื้อของเจสสิก้า






 

“แกออกไปไหนมา?” ในขณะที่เจสสิก้ากำลังจะเดินกลับไปพักที่ห้องของตัวเองแทยอนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องพักคนป่วยก็เอ่ยปากถามเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

 

“อ้าว? ลุกขึ้นมาเดินทำไมเล่า? ทำไมไม่นอนพัก!” เมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้นข้างหลังเจสสิก้าก็มีอาการสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามต้นเสียงแล้วพบว่าเป็นแทยอนที่หน้าตาซีดเซียวเธอจึงเปิดปากถามแกมดุอีกฝ่าย

 

“ก็ฉันเป็นห่วงแกนี่นา” แทยอนบอกเจสสิก้าเสียงแหบก่อนจะทำท่าเหมือนจะล้มลงไปโชคดีที่เจสสิก้ารับไว้ได้ทัน

 

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วงฉัน ตอนนี้ห่วงตัวเองก่อนเถอะแกเจ็บหนักกว่าฉันเยอะ” เจสสิก้าบอกก่อนจะพยุงร่างของแทยอนให้กลับไปที่ห้องพักผู้ป่วยขององค์กร

 

“แล้วตกลงแกออกไปไหนมา?” เมื่อเจสสิก้าพาแทยอนมาถึงห้องพักผู้ป่วยแล้วเธอก็ไม่รอช้าที่จะพาร่างของเพื่อนสนิทไปที่เตียงแล้วจัดท่าให้สะดวกมากที่สุดซึ่งในขณะนั้นแทยอนก็เอ่ยปากถามอีกครั้งอย่างไม่ยอมลดละ

 

“ออกไปข้างนอกมา แกก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ชอบนอนอยู่เฉยๆ” เจสสิก้าตอบก่อนจะเลื่อนเก้าอี้มาใกล้เตียงของแทยอนพลางทิ้งตัวลงนั่ง

 

“แล้วแผลแกเป็นยังไงบ้าง?” แทยอนเอ่ยปากถามพลางมองหน้าของอีกฝ่ายด้วยความห่วงใย

 

“ก็ดีขึ้นแล้วล่ะแต่ก็ยังเจ็บอยู่” เจสสิก้าตอบพลางยกยิ้มบางๆ

 

“ระวังด้วยล่ะถ้าแผลฉีกขึ้นมาฮยองวอนได้วุ่นวายแน่ๆเลย” แทยอนบอกแกมสั่งอีกฝ่าย

 

“โธ่! แกนี่มองว่าฉันเป็นตัวสร้างปัญหาหรือไงกัน?” เจสสิก้าบอกพลางแสร้งทำเป็นงอน

 

“เปล่าหรอก แกมันบ้าระห่ำจนคนในองค์กรหวั่นใจว่าแกจะตายก่อนชาวบ้านน่ะสิ” แทยอนบอกอย่างติดตลก

 

“ก็เคยบอกแล้วไงว่าคนอย่างเจสสิก้ากระดูกแข็งตายยากอยู่แล้ว” เจสสิก้าบอกพลางยกยิ้มอย่างน่ารัก

 

“เกลียดความปากดีของแกจริงๆ” แทยอนบอกพลางเบ้ปากเล็กน้อย

 

“พอๆแกนอนพักเถอะร่างกายแกจะได้ฟื้นตัวได้ดีกว่านี้” เจสสิก้าบอกแกมสั่งอีกฝ่าย

 

“โอเค..แกก็พักด้วยกันสิ” แทยอนตอบรับอย่างว่าง่าย

 

“ได้...แต่ฉันขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” เจสสิก้าบอกซึ่งแทยอนก็พยักหน้ารับก่อนที่เจสสิก้าจะลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง

 

ไม่นานเจสสิก้าก็มาอยู่ภายในห้องพักของตัวเองซึ่งในขณะที่เธอกำลังจะเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสายตาเธอก็เหลือบไปเห็นปฏิทินที่มีวงกลมสีแดงเอาไว้ซึ่งมันตรงกับวันนี้พอดี...วันครบรอบเสียชีวิตของพ่อ

 

เมื่อเจสสิก้าเห็นดังนั้นความคิดที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าก็หลุดหายไปก่อนที่เธอจะเดินไปหยิบเสื้อคลุมพร้อมกับกุญแจรถแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

 

เวลาผ่านไปเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเจสสิก้าก็มาหยุดอยู่หน้าหลุมศพของผู้เป็นบิดา ซึ่งในทุกๆปีเธอจะต้องนำดอกไม้มาเคารพศพพ่อของเธออย่างนี้ปีนี้ก็เข้าปีที่ยี่สิบการจากไปของพ่อ

 

“พ่อเป็นยังไงบ้าง?” เมื่อเจสสิก้านำดอกไม้มาวางไว้เรียบร้อยแล้วเธอก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากพูดคุยกับรูปของพ่อเธออย่างเช่นทุกครั้ง

 

“พ่อคงสบายดี แต่ตอนนี้หนูรู้สึกแย่ไปหมดเลย เหมือนตอนนี้หนูจะกลายเป็นพวกไม่เอาไหนเข้าไปทุกทีแล้วสิ” เจสสิก้าเปิดปากบ่นแกมต่อว่าตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ตัวว่ากำลังทำตัวเป็นคนสร้างปัญหาให้คนในองค์กรแต่จะให้เธอมาคอยนิ่งเฉยมันก็ไม่ใช่นิสัยของเธอน่ะสิ

 

“เฮ้อ! วันนี้หนูคงอยู่กับพ่อนานไม่ได้ไม่งั้นคนในองค์กรคงได้วุ่นวายอีกแน่หนูกลับก่อนนะ..อ๊ะ!” เจสสิก้าถอนหายใจออกมาเมื่อนึกขึ้นว่าเธอควรจะรีบกลับก่อนที่คนในองค์กรจะรู้ตัวว่าเธอแอบหนีออกมาแต่ยังไม่ทันที่เจสสิก้าจะได้ลุกขึ้นอยู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีของแข็งมากระทบเข้าที่ท้ายทอยอย่างจังทำให้เธอหลุดอุทานออกมาก่อนที่สติจะค่อยเลือนลางหายไป

 

 

“แกแน่ใจได้ยังไงว่ายัยนี่จะมีประโยชน์กับเรา?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นหลังจากที่เพื่อนสนิทพาเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังสลบอยู่

 

“แน่ใจสิ..ยัยนี่แหละจะเป็นหมากตัวสำคัญที่จะทำให้เรากลายเป็นหนึ่ง” จุนฮเวพูดขึ้นพลางกระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกไปถึงแผนการที่เขาได้วางเอาไว้

 

“แต่จะว่าไปยัยนี่ก็สวยใช่เล่นเลยนะ?” จองชานอูเอ่ยปากชมคนที่กำลังสลบอยู่หลังจากลอบสำรวจใบหน้าของอีกฝ่ายมาสักระยะแล้ว

 

“ใช่! ยัยนี่สวยแต่ความสวยมันน่ากลัวกว่าที่แกคิดเยอะ” จุนฮเวบอกเสียงเรียบซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เจสสิก้าเริ่มไดสติสังเกตได้จากที่เธอเริ่มขยับตัวก่อนจะพยายามปรับโฟกัสแล้วลืมตา

 

"ไอพวกบ้า! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใครเจสสิก้าก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะร้องโวยวายออกมาเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังถูกมัดจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย

 

“โธ่...คนสวยตื่นมาก็พูดจาไม่น่ารักเลยนะครับ :)” จุนฮเวพูดขึ้นพลางยกยิ้มอย่างยียวนกวนประสาทอีกฝ่าย

 

“ใครจะไปอยากพูดกับคนอย่างแกไม่ทราบ! ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้นะ!” เจสสิก้าเปิดปากเถียงกลับทันควันก่อนจะออกปากสั่งเสียงดุ

 

“ถ้าฉันปล่อยก็โง่สิครับ กว่าจะได้ตัวเธอมาฉันต้องเสียกำลังไปเยอะเลยนะ” จุนฮเวบอกพลางกระตุกยิ้มเล็กน้อย

 

“อย่าให้ฉันรอดไปได้นะ แกไม่รอดแน่!” เจสสิก้ากัดฟันพูดแกขู่พลางมองหน้าจุนฮเวอย่างอาฆาตแค้น

 

“คนสวยไม่ขู่สิครับผมออกจะน่ารักแบบนี้ ^_^” จุนฮเวบอกพลางกยิ้มให้อีกฝ่าย

 

“ไปตายเถอะไป!” เจสสิก้าพูดพลางเบะปากใส่อีกฝ่ายอย่างนึกขยะแขยง

 

“แหม่...ปากร้ายจังผมควรทำยังไงดีคนสวยถึงจะหุบปากได้นะ?” จุนฮเวพูดพลางทำหน้าตายียวนกวนประสาท

 

“ออกไปให้พ้นเลยไป!” เจสสิก้าออกปากไล่อีกฝ่ายอย่างไม่นึกกลัว

 

“เธอนี่มันเป็นผู้หญิงที่น่ายกย่องจริงๆเลยนะ” ชานอูพูดขึ้นพลางยกยิ้มเล็กน้อย

 

“ถามจริงจับฉันมาทำไม?” เจสสิก้าเอ่ยปากถามพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา

 

“ก็ฉันชอบเธอไง :)” จุนฮเวพูดขึ้นพลางยกยิ้มก่อนจะย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกันกับเจสสิก้า

 

“ปัญญาอ่อน!” เจสสิก้าพ่นคำด่าออกมาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่นึกกลัวเลยสักนิด

 

“ฉันแค่คิดว่าเธอน่าจะมีประโยชน์กับพวกเราก็แค่นั้นเอง” ชานอูพูดขึ้นพลางมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

 

“เหอะ! ขึ้นชื่อว่าหมาลอบกัดยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยนสินะ” เจสสิก้าพูดพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างนึกรังเกียจระคนขยะแขยง

 

“ก็นั่นมันคือเสน่ห์ของพวกฉันไง ^_^” จุนฮเวบอกพลางขยิบตาใส่เจสสิก้าอย่างยียวน

 

“ปัญญาอ่อน! ตกลงจะตอบฉันได้หรือยังว่าจับตัวฉันมาทำไม!?” เจสสิก้าพ่นคำด่าออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ดูท่ามันจะไม่ทำให้จุนฮเวสะทกสะท้านแม้แต่นิดก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยใบหน้าจริงจัง

 

“ก็เธอสามารถสร้างประโยชน์ให้กับพวกฉันได้ไง :)” จุนฮเวตอบสีหน้ายิ้มๆแต่ก็แฝงไปด้วยเลศนัย

 

“เฮอะ! แกคิดจะเปิดศึกกับพวกฉันงั้นเหรอ? แกคงกำลังคิดว่าคนในองค์กรจะห่วงฉันจนทำงานกันผิดพลาดสินะ..ปัญญาอ่อนพวกฉันไม่ได้จิตใจอ่อนไหวกันขนาดนั้น ถึงฉันตายพวกแกก็ไม่มีวันเหนือกว่าพวกฉันได้หรอก!” เจสสิก้าบอกอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยัน

 

“สงครามมันยังไม่ทันได้เริ่มเลยอย่าเพิ่งตัดสินสิครับ..รอดูกันต่อไปเถอะว่าพวกฉันจะล้มองค์กรของเธอได้หรือเปล่า? แต่เธอไม่ต้องห่วงนะฉันชอบเธอฉันไม่ฆ่าเธอหรอก ^_^” จุนฮเวพูดจบแค่นั้นเขาก็เดินออกไปจากห้องพร้อมกับชานอูทิ้งให้เจสสิก้าอยู่เพียงคนเดียว

 

“คิดว่าฉันโง่มากขนาดจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมแกหรือยังไง?” เมื่อสองคนนั้นออกไปแล้วเจสสิก้าก็แปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นยกยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า เพราะก่อนที่เธอจะออกมาเธอได้ทำการติดตั้งเครื่องจับสัญญาณเอาไว้ติดตัวเพื่อที่ทางองค์กรจะได้ตามหาเธอได้ถูกต้อง



















#ฮัลโหลลลลลลล เราอัพครบแล้วนะตัวเอง

ต้องขอโทษด้วยนะคะไม่มีเวลามาอัพเลยจริงๆ

ติดเรียน ติดสอบเยอะแยะ เยอะจนคิดว่าอาจารย์แกคงไม่อยากให้ว่าง 5555

เอาล่ะเนื้อเรื่องชักจะเข้มข้นเข้าไปเรื่อยๆละ #เหรอ

ติดตามกันต่อไปนะคะว่าจะเป็นยังไงต่อ ยังไม่ทิ้งกันไปใช่มั้ยคะ?












 
Winner Theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

190 ความคิดเห็น

  1. #126 nanaty22 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 13:09
    ช่วยเจสด้วยน่ะ

    #126
    0
  2. #123 Mark_tuan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 23:55
    เจสดื้อมากง่ะ เก่งด้วย รอต่อน่ะ

    #123
    0
  3. #120 JUNG_SOOYEON (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 23:19
    สนุกค่ะ

    #120
    0
  4. #117 Tangoo_Jessi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กันยายน 2559 / 08:50
    สนุกมากค่ะ รอต่อน่ะค่ะ มาอัพเรวๆน่ะค่ะ

    เจสสิก้าดื้อมากๆเลย

    #117
    0
  5. #116 JUNG_SOOYEON (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กันยายน 2559 / 23:14
    เจ็บขนาดนี้ยังดื้อได้อีก สิก้า รออีก35%น่ะค่ะ มาต่อไวๆน่ะค่ะ รออ่านยุ่ว ✌✌✌



    #116
    0
  6. #115 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กันยายน 2559 / 23:11
    ไรต์มาต่อเรวๆน่ะค่ะชอบมากๆง่ะ มาร์คสิก้า ต่อๆ

    #115
    0
  7. #114 ;Pocky (@american0_0420) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 23:25
    ผู้หญิงคนนั่นน่าสงสัยจริงๆ ต้องมาทำให้ตำรวจหัวปั่นแน่ๆ
    #114
    0
  8. #113 JUNG_SOOYEON (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 13:18
    มาอัพเรวน่ะค่ะ รอคร่า✌✌✌✌✌

    #113
    0
  9. #112 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 13:14
    ต่อๆสนุกมากค้ะ ชอบบ

    #112
    0
  10. #111 pitchayee (@pitchayeee36) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2559 / 19:25
    รอต่อน้า สู้ๆจ้า
    #111
    0
  11. #109 เด็กติ่งที่ชอบมโน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 18:20
    รอคร่าาา

    #109
    0
  12. #108 ;Pocky (@american0_0420) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 22:19
    รอค่าา
    #108
    0