[EXO] Beauty And The King ❀LUMIN&TAOHUN

ตอนที่ 8 : ❀BeautyKing 07 -It's not supposed to hurt this way

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,035
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ก.ค. 58

 

Chapter 07

It's not supposed to hurt this way

 

ไม่แน่ใจนักว่าทุกอย่างควรจะดำเนินไปเช่นนี้หรือเปล่า ไม่แน่ใจ ว่าที่ทำลงไปนั่นสมควรและถูกต้องที่สุดแล้ว

แสงแดดร้อนจนแผดเผาหากแต่ลมกลับพัดมาเย็นยะเยือก ถ้อยคำที่ตรัสเปล่งออกไปอย่างไม่สามารถคืนคำได้ มือสองข้างกุมกันอยู่ข้างหน้า เคียงคู่กับสตรีที่มีศักดิ์เป็นคู่ครอง มเหสีขององค์จักรพรรดิ สายตามองทอดยาวออกไปยังแถวของเหล่านางสนม ดวงหน้าของใครคนหนึ่งที่เขาไม่ได้เห็นเพราะศรีษะกลมนั้นค้อมลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าลงไปกับพื้นดิน

เหมือนผืนดินที่ยืนอยู่ทรุดลงไปถนัดตา ไหล่ที่แบกน้ำหนักมากมายถูกวางทับถมจนเท้าจมลงไปกับดิน หัวโขนที่สวมแลกกับอำนาจ หากแต่ล้วนเสียไปด้วยหลายสิ่ง

เสียงแสดงความยินดีที่ดังกึกก้อง หากแต่องค์จักรพรรดิไม่ได้รู้สึกถึงความตื้นตันใจอย่างที่ควรจะเป็น ซ้ำยังรู้สึกราวกับหินทับขา พยายามจะยกเท้าออกแต่หินก็ไม่ขยับ วางกดทับอยู่เนิ่นนานจนผิวเนื้อเริ่มช้ำเขียว อึดอัดเสียจนอยากจะหาไม้มาตีหินให้แตก

จวบจนกระทั่งดวงหน้าดวงนั้นเงยขึ้นมา แม้ระยะห่างที่ไกล องค์จักรพรรดิทันเห็นดวงตาช่างบอบช้ำและแดงไปทั่วทั้งกระบอกตา ไหล่เล็กสั่นไหว หากแต่เท้าก็ยังยึดยืนหยัดไว้กับพื้น ความเสียใจมากมายเอ่อล้นออกมาเสียจนแทบจะตั้งรับไม่ไหว หากแต่สติเพียงน้อยนิดก็ยังคงประคองไว้ไม่ให้ล้มลงไป

ไม่ว่าจะด้วยอะไร เหตุผลใด หรือสาเหตุใด จากภาพที่ได้มองเห็นวันนี้ องค์จักรพรรดิบอกตัวเองว่าเขาได้ทำสิ่งผิดพลาดลงไปแล้ว

เรื่องทั้งหมดควรจะดำเนินมาเช่นนี้หรือ

เพียงแค่น้ำตาหนึ่งหยดของคนที่มองเห็นอยู่ไกลๆ หัวใจถูกบีบอัดซะจนหายใจไม่ออก ท่ามกลางบรรยากาศยินดีเช่นนี้ เราไม่ได้ยินดีด้วยแม้เพียงนิด

เพียงแค่ดวงตาช้ำคู่นั้น เราอยากจะพังทุกอย่างตอนนี้เสียให้หมด

"เรา..."

เพียงแค่เสียงที่เปล่งออกไปพยางค์เดียว เสียงรอบข้างทั้งหมดเงียบลงในทันที บรรยากาศครึกครื้นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเงียบจนแม้แต่เสียงผ่านอากาศยังได้ยิน พยางค์เดียวขององค์จักรพรรดิทำให้ทุกอย่างนิ่งสงบ บรรดาเหล่าขุนนาง พระสนม นางกำนัน ทหารรับใช้ ประชาชนที่นั่งอย่างเรียบร้อยอยู่นอกลาน ทุกคนต่างรอฟังว่าองค์จักรพรรดิจะตรัสสิ่งใด พระพันปีมองหน้าลูกชายอย่างสงสัย รวมถึงพระมเหสีหมาดๆ ที่ยืนอยู่เคียงข้าง

"เรา..."

อยากจะยกเลิกพิธีบ้าบอนี้เสียเหลือเกิน

คำตรัสที่จำเป็นต้องกล้ำกลืนลงไป สายตาจากรอบทิศที่มองมา ความกดดันที่เกิดขึ้นจากความเงียบ บรรยากาศรอบตัวที่เงียบกริบ องค์จักรพรรดิมองไปยังบุคคลเพียงคนเดียวที่หยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย อยากจะจบทุกอย่างเสียตอนนี้แล้วเข้าไปปลอบโยนไม่ให้ร้องไห้ หากแต่ทุกคนที่ไม่รู้เรื่องใดด้วย มีความจำเป็นใดที่บ้านเมืองจะต้องวุ่นวายหากเขาทรงตรัสอย่างที่อยากจะตรัสออกไป หากเขาทำอย่างที่ทรงอยากจะทำ...

"ทุกท่านจงฟัง"

บ้านเมืองที่อยู่อาศัย มีเหตุใดให้ต้องหันหลังให้เพียงเพื่อความต้องการส่วนตัวของตน...

"ประชาชนและบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา เราจะดูแลปกป้องให้คุ้มเท่าแลกด้วยทุกสิ่งที่เรามี ด้วยหยาดน้ำตาที่เสียไป จะรดพืชพรรณให้ออกดอกผล เพื่อสิ่งใดที่เสียไป จะได้ไม่เสียไปอย่างไร้ค่า"

หยาดน้ำตาที่ยังคงไม่หยุดไหลริน มันเจ็บถึงเพียงไหนกันเจ้าถึงได้เอาแต่ร้องไห้อยู่เช่นนี้...

"เราจะปกป้องแผ่นดินผืนนี้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี"

 

 

ช่างน่าขัน

ถ้อยคำเหล่านั้นราวกับคำโป้ปด จะปกป้องแผ่นดินผืนนี้ด้วยทุกสิ่งที่มีอย่างนั้นหรือ แค่เพียงจะเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้คนอันเป็นที่รักยังมิอาจทำได้ อำนาจมากมายมีอยู่ในมือ มากล้นเสียจนไม่เหลือมือกอบกุมคนเพียงคนเดียว

น่าขันเสียจนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ

"ข้ายินดีด้วยเรื่องพระมเหสี"

พิธีฉลองถูกจัดขึ้นในคืนวันเดียวกัน ทุกอย่างช่างรวดเร็วเสียจนไม่ทันตั้งตัว ประโยคเอ่ยแสดงความยินดีดังมาจากหวงจื่อเทาที่ถือเป็นราชอาคันตุกะของเมือง ลู่หานพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ยกจอกเหล้าในมือขึ้นดื่มโดยไม่รู้ว่าจอกที่เท่าไร

เสียงเพลงจากงานเฉลิมฉลองดังต่อเนื่องอย่างครื้นเครง การแสดงที่จัดเตรียมนำมาแสดงก็ถ่ายทอดแสดงความยินดีออกมาอย่างสุดซึ้ง ลู่หานยกจอกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์จักรพรรดิก้ยังคงนั่งอยู่บนบันลังก์เช่นเดิม หากแต่คราวนี้กลับมีอีกหนึ่งบันลังก์อยู่เคียงข้าง

"เราได้ฟังมาทั้งวันแล้ว"

"บ้านเมืองมีพระมเหสีเป็นเรื่องน่ายินดี ท่านก็ต้องได้ยินคำแสดงความยินดีอยู่แล้ว"

ลู่หานเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอ จอกเหล้าอีกจอกถูกยกดื่ม ความร้อนของเหล้าลำเลี้ยงผ่านลำคอจนรู้สึกร้อนผ่าว หวงจื่อเทาได้แต่มองแล้วก็เผยรอยยิ้มขันขึ้นที่ริมฝีปาก ท่าทีขององค์จักรพรรดิที่ราวกับแบกโลกเอาไว้ทั้งใบจนหลังงอนี่มันน่าขันเสียจริง

“รู้สึกอย่างไรบ้างล่ะ ที่อยากทำสิ่งใดสักอย่าง หากแต่มิแม้แต่จะทำได้เพียงอย่าง”

ลู่หานเบนสายตาจากที่จับจ้องอยู่แต่ที่ของเหลวในภาชนะ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของประโยคที่เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก

“อันที่จริงข้าพอจะได้ยินเรื่องพระสนมองค์หนึ่งมาบ้าง แล้วทำไมทุกอย่างถึงดำเนินมาเช่นนี้ล่ะ”

“ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน”

“ท่านกลัวต่างหาก”

“เหมือนที่ท่านเองก็กลัว ถึงไม่กล้าลงมือทำสิ่งใด”

จื่อเทาหัวเราะออกมา ยกสุรารสชาติขมขึ้นดื่ม จริงดังที่องค์จักรพรรดิตรัส อันที่จริงเราต่างก็กลัวกันทั้งคู่ ผลที่จะตามมาหลังจากที่ลงมือทำไปแล้ว ไม่ว่าใครก็กลัวทั้งนั้น

“ความกลัวนี่น่ารำคาญเสียจริง”

ริมฝีปากรูปปีกนกพึมพำออกมาเสียงเบา สายตาของเขามองทอดออกไปยังเหล่าผู้คนเบื้องหน้า แสงไฟที่ถูกจุดขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองสว่างไปทั่วทั้งงาน จื่อเทามองไปยังร่างบางที่นั่งอยู่ไกลออกไป หญิงงามเมืองถูกจัดให้นั่งอยู่อีกฝั่งของลาน เหมือนดอกไม้ถูกตั้งอยู่ในแจกัน เพียงแค่เปล่งดอกบานสะพรั่งอยู่ในขอบภาชนะ

ทั้งที่อยากจะลุกเดินไปหา แต่ความกลัวกลับรั้งเอาไว้ ถึงได้บอก ว่าความกลัวนี่มันน่ารำคาญเสียจริง ได้เพียงแค่นั่งจับจ้องสายตาไปที่ร่างบางที่นั่งอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนว่าวันนี้ซือชุนไม่ได้มีรับสั่งให้ปรนนิบัติใคร ซึ่งดีแล้ว อย่างน้อยก็ได้อยู่ในสายตาของเขาเช่นนี้

“ไปพบสิ”

จื่อเทาละสายตาออกมามองลู่หานที่เอ่ยขึ้นมา อันที่จริงเขาอยากจะลุกเดินออกไปหาเสียตอนนี้ แต่ภาพแผ่นหลังที่เดินหนีไปทั้งๆ ที่รั้งไว้วันนั้นยังคงเด่นชัด จื่อเทาแค่ไหวไหล่แล้วเปลี่ยนเรื่อง มันคงจะดีกว่าถ้าเพ่งความสนใจไปที่อื่น

“พระมเหสีไปไหนเสียล่ะ”

“อยู่กับท่านแม่”

ตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย เขาเบื่อที่จะนั่งอยู่ตรงนี้เต็มทน กวาดสายตามองไปทั่วทั้งงานแล้วก็ยังไม่พบคนที่อยากเจอ เวลาแบบนี้คงพักอยู่ที่ตำหนัก หรือไม่ก็นั่งมองฟ้าอยู่ที่สวนหลังวังอย่างเช่นทุกที

“ท่านไม่คิดจะสนุกไปกับงานเฉลิมฉลองของท่านหน่อยหรือ”

จื่อเทาอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่เมื่อเห็นท่าทางขององค์จักรพรรดิ ทั้งที่เป็นงานเฉลิมฉลองของตนเองแท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าเจ้างานจะไม่ได้สนุกไปด้วย

“สนใจแต่เรื่องของท่านเถอะ”

“ฤทธิ์สุรานี่น่ากลัวเสียจริง”

ทั้งที่ปกติออกจะใจเย็น หากแต่พอดื่มน้ำขมไปเสียหลายจอกก็ดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่

“ถ้าท่านเป็นเราตอนนี้ก็คงอารมณ์ดีไม่ลงแน่ๆ”

ยกสุราจอกสุดท้ายขึ้นดื่มก่อนจะลุกขึ้นจากบันลังก์ เดินหายลงไป แล้วทิ้งงานเลี้ยงน่ารำคาญไว้ข้างหลัง เฉลิมฉลองยินดีอะไรกัน ข้ออ้างมากินดื่มเสียมากกว่า ทุกอย่างวันนี้ดูจะน่าหงุดหงิดไปเสียหมด หลังจากเมื่อเช้าจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังมิได้พบคนที่เฝ้าหา

ร่างสูงก้าวเท้าเร็วๆ ไปยังทางหลังวัง เดินผ่านไปไปอย่างไม่ได้สนใจมองรอบข้าง นางกำนันที่เดินสวนได้แต่รีบหยุดก้มหัวเพราะไม่คิดว่าจะพบองค์จักรพรรดิเสด็จออกมาอยู่เช่นนี้ มองตามหลังองค์จักรพรรดิแล้วก็ได้แต่ลอบมองหน้ากันอย่างสงสัย เพลานี้ควรจะประทับอยู่บนบันลังก์มิใช่หรือ ไยถึงได้ดูทีท่าว่ามุ่งหน้าไปทางตำหนักสนมกันเล่า...

เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวองค์จักรพรรดิก็พาตัวเองมาอยู่ที่หน้าตำหนักเฟยเซียน ขันทีที่ยืนอยู่หน้าตำหนักสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นองค์จักรพรรดิยืนอยู่ต่อหน้า ได้แต่รีบโค้งตัวลงคำนับทั้งที่ในหัวมึนงงไปเสียหมด หากแต่องค์จักรพรรดิมิได้สนใจ ก้าวเข้าไปในตำหนักทันที

ดวงไฟปิดสนิท เงียบงัน และไร้ซึ่งเสียงใด ดูท่าว่าจะเข้านอนกันแล้วเสียหมด องค์จักรพรรดิมุ่งหน้าไปยังห้องบรรทมของพระสนม หลิ่งเหลียนที่เพิ่งเปิดประตูออกมาเบิกตาขึ้นโพล่ง ละล่ำละลักรีบโค้งคำนับให้ เช่นเดียวกับขันทีหน้าตำหนัก ในหัวของหลิ่งเหลียนสับสนไปหมด บุรุษที่เพิ่งเดินสวนเข้าไปในห้องพระสนมคือจักรพรรดิแน่หรือ แต่เพลานี้องค์จักรพรรดิจักต้องอยู่ที่งานเฉลิมฉลองมิใช่หรือ ได้แต่มองบานประตูที่ถูกปิดลงเมื่อครู่พร้อมกับคำถามที่ไม่ทราบคำตอบ

ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่พอลอดเข้ามาส่องผ่านให้ได้เห็นว่าคนที่เขาเฝ้าหาตั้งแต่เช้ากำลังนอนหลับสนิทอยู่บนแท่นบรรทม เสียงลมหายใจดังต่อเนื่องเป็นจังหวะ องค์จักรพรรดิมองดวงหน้าสวยอย่างคะนึงหา ห่างกันยังไม่ถึงวัน ไยความรู้สึกถึงได้แทบจะล้นทะลักออกมาเช่นนี้

ลู่หานเดินเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้น ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นข้างเตียง ยกมือขึ้นลูบใบหน้าอย่างแผ่วเบา คนตัวเล็กที่อยู่ในห้วงนิทราเริ่มรู้สึกถึงการรบกวน สัมผัสอ่อนโยนที่แตะอยู่ข้างแก้มทำให้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทันทีที่ดวงตาปรับภาพที่เบลอจนชัดเจน ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วก็ยิ่งกลมโตขึ้นไปใหญ่

“พระองค์!

ร้องออกมาอย่างตกพระทัย เหตุใดองค์จักรพรรดิถึงมาประทับอยู่ที่นี้ได้ ทั้งๆ ที่ควรจะอยู่ในงานมิใช่หรือ

“เราทำเจ้าตื่นอีกแล้ว”

“เหตุใดพระองค์ถึงได้อยู่ที่นี้”

 พระสนมไม่ได้สนใจประโยคข้างต้น รีบเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยออกไป หากแต่ไม่มีคำตอบจากองค์จักรพรรดิ

“ท่านไม่ควรอยู่ที่นี้ รีบกลับเข้าไปในงานเถอะ ก่อนที่คนจะถามหา”

“อย่าไล่เราไปไหนได้หรือไม่”

เอ่ยด้วยเสียงแผ่ว มองสบตากับพระสนมที่นั่งอยู่บนแท่นบรรทม ร่างเล็กได้แต่นั่งอยู่เช่นนั้น คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม

“พระองค์ไม่ควรมาอยู่ที่นี้”

พระสนมยังคงยืนยันคำเดิม องค์จักรพรรดิประทับอยู่ที่นี้ในวันเช่นนี้ไม่ได้ พระองค์จะประทับอยู่ที่นี้ในวันที่องค์จักรพรรดิทรงต้องอยู่กับพระมเหสีไม่ได้

“เราไม่ไปที่ใดทั้งนั้น”

“รีบกลับไปก่อนเถิด คนในงานจะถามหากันเสียให้วุ่น”

ซิ่วหมินพยายามใส่น้ำเย็นเข้าลูบ กลิ่นแรงๆ ของสุราที่ลอยมากับลมหายใจบ่งบอกให้รู้ว่าองค์จักรพรรดิคงดื่มเข้าไปมากทีเดียว แถมมือที่จับเขาไว้อยู่ตอนนี้ก็ร้อนไปด้วยฤทธิ์สุรา

“ช่างประไรล่ะ”

“พระองค์... ทรงอย่าทำสิ่งใดตามพระทัยตนเอง...”

“ซิ่วหมิน”

ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดี เสียงองค์จักรพรรดิก็เอ่ยแทรกขึ้นก่อน พระสนมชะงัก เมื่อสายตาของพระองค์ที่มองมาช่างคมกริบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก สายตาราวกับใบมีดเช่นนี้ ทำไมถึงได้ถูกใช้มองมาที่เขา

“หากเราทำตามใจตนเองจริงๆ วันนี้เจ้าคงไม่ต้องไปก้มหัวเสียจนติดพื้นอยู่ที่ลาน”

“...”

“เรื่องบ้าบอพวกนั้นบังคับเรามามากพอแล้ว ตอนนี้เราแค่อยากขออยู่กับเจ้า ให้เราอยู่ด้วยไม่ได้หรือ”

ไม่เข้าใจนักว่าองค์จักรพรรดิกำลังพูดถึงเรื่องใด แต่สายตาที่มองมาก็ทำเอาหัวใจรู้สึกปวด แววตาตัดพ้อมองมา ทำไมล่ะ ในเมื่อพระองค์ทรงเลือกทำของพระองค์เอง ไยถึงเอาความเจ็บปวดมาลงที่เรา

พระสนมเก็บความรู้สึกไม่เข้าใจทั้งหมดเอาไว้ กายหนาสอดตัวเข้ามาในผืนผ้าเดียวกัน ความอบอุ่นของร่างกายประคองกอดโอบล้อมเขาเอาไว้จนความเหน็บหนาวของค่ำคืนนี้มลายหายไป

ในใจพร่ำตอบคำถามของประโยคเมื่อครู่ที่องค์จักรพรรดิทรงเอ่ย ได้สิ อยู่กับเราจนกว่าพระองค์จะพอพระทัยกอดเราเช่นนี้จนกว่าความรู้สึกไม่ดีของพระองค์จะหายไป ให้เราเป็นของพระองค์จนกว่าสุริยันจะขึ้นบนขอบฟ้า

แม้เพียงชั่วคืนที่ท่านมา และรุ่งสางท่านจะจากไป เรายินดี เพราะนี่เป็นหน้าที่ของนางสนมเช่นเรา

 

 

องค์จักรพรรดิเดินหายไปนานแล้วหลังจากที่หุนหันออกไป หวงจื่อเทาถอนหายใจออกมายาวๆ เขาเองก็เบื่อที่จะนั่งอยู่อย่างนี้เช่นกัน ตั้งแต่แรกแล้วที่สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องอยู่ที่คนเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ห่างออกไป ความหงุดหงิดเกิดขึ้นในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อมองบุรุษกี่คนต่อกี่คนคอยแวะเวียนหยิบยื่นจอกเหล้าให้ซือชุนดื่ม

จื่อเทาพยายามข่มความรู้สึกที่อยากจะลุกขึ้นไปแล้วลงดาบบนร่างของผู้ชายพวกนั้น น่ารำคาญเสียจริง มองซือชุนที่ดื่มสุราเข้าไปอึกแล้วอึกเล่าจนหน้าขึ้นสีไปหมดแล้วยิ่งรำคาญใจ จื่อเทาวางกระแทกจอกเหล้าลงแรงๆ อย่างหาที่ระบายอารมณ์ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและก้าวเท้ายาวๆ ไปตามทางที่ซือชุนนั่งอยู่

เขาไม่คิดว่าเขาจำเป็นต้องทนแล้ว ถ้าต้องนั่งทนมองอยู่เช่นนั้นโดยไม่ทำอะไรสักอย่างเขาต้องกระอักเลือดตายแน่ๆ จื่อเทาก้าวขาเข้าประชิดตัวซือชุนทันทีที่เดินไปถึง ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมามองเขาอย่างตกใจ ซือชุนไม่คิด ว่าคนๆ นี้จะเดินมาปรากฏตัวตรงหน้าเขาเช่นนี้

“ไปกับข้า”

ฉุดข้อมือเล็กให้ลุกขึ้นมาตาม หลายคนที่ไม่ทราบว่าจื่อเทาทรงเป็นกษัตริย์ต่างแคว้นพยายามที่จะเข้ามาดึงซือชุนออก หากแต่สายตาคมที่ตวัดกลับไปมองก็ราวกับเป็นอาวุธบอกไม่ให้เข้าไปยุ่งมากกว่านี้

ขายาวๆ ตามความสูงของจื่อเทาเดินเร็วๆ ไปยังตำหนักรับรองที่เขาพำนักอยู่ มือเล็กของซือชุนพยายามจะดึงข้อมือตนเองที่ถูกกอบกุมอยู่ในหลุดออก หากแต่มือหนาคู่นั้นก็ราวกับคีมเหล็ก ต่อให้พยายามดึงมือออกอย่างไรก็ไม่หลุดจากการกอบกุม

“ปล่อยข้า”

“แค่เดินตามข้ามาดีๆ ไม่ได้หรือไร”

“เจ้าไม่ใช่แขกของข้า มีเหตุผลใดที่ข้าจำเป็นต้องตามเจ้าไป”

จื่อเทาหยุดชะงัก หันกลับไปมองใบหน้ารั้นที่เชิดขึ้นเป็นคอหงส์ ราวกับเกราะป้องกันตัวเอง ซือชุนพยายามทำตัวแข็งแกร่งอีกครั้งทั้งที่รู้ตัวว่าเกราะที่สวมอยู่มันช่างเปราะบาง

“งั้นก็ให้ข้าเป็นแขกของเจ้าสิ”

มองสบเข้าไปนัยน์ดวงตาเรียวที่มองมา ตาที่ใส่ราวลูกแก้วสั่นไหว เหมือนน้ำที่ถูกหินปาลงไปกระทบ

“ข้าปรนนิบัติแค่แขกที่องค์จักรพรรดิทรงรับสั่ง”

เสียงเล็กเองก็สั่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ทั้งๆ ที่สร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมาแล้วแต่ก็ราวกับจื่อเทาคอยถือค้อนทุบกำแพงที่เขาสร้างอยู่ตลอดเวลา

“ซือชุน”

น้ำเสียงแบบเดิมที่เคยเอ่ยเรียกชื่อของเขา เอ่ยซ้ำออกมาจนพาลให้หัวใจหวั่น น้ำเสียงแบบเดียวกับที่เขาเคยรัก จนกระทั่งตอนนี้ที่ไม่อยากจะได้ยิน

“เราหนีไปอยู่ด้วยกันดีหรือไม่ ไปในที่ไกลๆ ที่ไม่มีใครตามหาเราพบ”

คำพูดที่ได้ยินทำให้ซือชุนแค่นหัวเราะออกมา เอาอีกแล้ว คนตรงหน้านี้พูดถึงเรื่องใดอีกแล้วก็ไม่รู้

“เรื่องใดที่ออกมาจากปากเจ้า เจ้าพูดราวกับว่ามันง่ายเหลือเกิน”

“ข้าทำได้”

“หยุดพูดเสียที”

ซือชุนมองไปยังคนตรงหน้าที่ยังคงเอาแต่พูดสิ่งใดที่ราวกับเพ้อฝัน

“หนีเหรอ... เราหนีกันไปแล้วก็ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ข้าทิ้งทุกคนที่ช่วยเหลือข้า ส่วนเจ้าก็ทิ้งบันลังก์ที่อุตส่าห์หายไปหลายปีเพื่อต่อสู้เอามาอย่างนั้นน่ะหรือ”

“...”

“ถ้าจนกระทั่งตอนนี้เจ้ายังคิดได้แค่นี้ ทำไมเราไม่หนีกันไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นล่ะ”

“แล้วเจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้งั้นหรือ เมื่อห้าปีก่อนข้าคิดว่าถ้าแค่ข้ามีอำนาจอยู่ในมือ แค่การที่พาเจ้ามาอยู่เคียงข้างก็ง่ายดายราวกับเสก แต่มันเหมือนที่เจ้าพูด ว่าต่อให้ข้าทำสิ่งใดให้มันถูกต้องข้าก็พาเจ้ามาอยู่เคียงข้างไม่ได้”

ในเมื่อเขาหากุญแจไขโซ่ตรวนที่ผูกรั้งซือชุนไว้อยู่ไม่เจอ เขาก็แค่คิดว่าเขาควรจะหาขวานมาตัดมันให้ขาดเสีย

“เมื่อข้าเล่นตามกฎแล้วมันไม่ชนะ ข้าก็พร้อมจะเล่นนอกกติกาถ้ามันทำให้ข้าชนะ ข้ายินดี ต่อให้ข้าต้องลงจากบันลังก์ หรือถูกขับไล่จากบ้านเมือง”

“โลกที่ทุกคนหันหลังให้ แล้วเหลือแค่คนเพียงคนเดียวมันไม่น่าอยู่หรอกนะหวงจื่อเทา”

“...”

“...”

มีเพียงความเงียบที่ดำเนินผ่าน หวงจื่อเทาเหมือนลอยคว้างในอากาศเมื่อเขาเห็น ว่าซือชุนกำลังหันหลังออกไปไกลทุกที

“ไม่ว่าข้าจะทำอย่างไร เจ้าก็ไม่เห็นด้วย หรือจริงๆ แล้วเจ้าเกลียดข้าไปแล้วกันแน่”

กลับกันเสียอีก ในเมื่อซือชุนรักจนไม่สามารถจะทนได้หากเห็นหวงจื่อเทาต้องเจ็บปวด...

“อย่าทำสิ่งใดอีกเลย เจ้าจะเจ็บตัวเสียเปล่าๆ”



 

เสียงซุบซิบนินทาดังราวกับนกร้องไม่รู้เวล่ำเวลา ยามเช้าที่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้ขึ้นขอบฟ้าดี เหล่านางกำนันต่างพูดกันเสียสนุกปากด้วยหัวเรื่องที่ว่า องค์จักรพรรดิไม่ได้พำนักที่ตำหนักในวันเข้าหอ

"ข้าได้ยินเขาบอกว่าเมื่อคืนองค์จักรพรรดิทรงพำนักอยู่ที่ตำหนักเฟยเซียน"

"ทั้งที่เมื่อคืนเป็นวันเข้าหอน่ะหรือ"

"ตอนนี้เลยมีชื่อเรียกพระมเหสีว่าเจ้าสาวร้างหอ ช่างน่าสงสารเสียจริง"

"องค์จักรพรรดิก็ช่างใจร้าย ทิ้งพระมเหสีไปอยู่กับสนมได้อย่างไร"

"คงจะจริงอย่างที่เขาว่ากันแล้วกระมัง พระสนมน่ะทรงร้ายลึกกว่าที่คิด"

คำนินทาดังราวกับต้นลมก่อพายุ คำว่าร้ายกล่าวออกมาไม่ขาดสาย ราวกับปากมีพูดก็พูดไปเสียโดยไม่นึกคิดไตร่ตรอง เรื่องปากต่อปากช่างไปไวนัก เพียงชั่วคืนที่ฟ้ายังไม่ทันสางเรื่องปากต่อปากก็ลือกันหนาหู

"เช่นนั้นเรื่องคราวก่อนก็คงจะจริง ที่เขาว่าเป็นแผนการของพระสนมที่ทำให้องค์จักรพรรดิจักเปลี่ยนกฎบ้านเมือง"

"บุญหัวของพวกเรานักที่องค์จักรพรรดิยังมิได้ทรงเปลี่ยนแปลงกฎบ้านกฎเมือง มิเช่นนั้นบ้านเมืองได้วุ่นวายเป็นแน่ ใครจะทรงรู้ว่าพระสนมนางนั้นคิดจะทำสิ่งใดบ้างหากมีอำนาจอยู่ในมือเช่นนั้น"

กลุ่มวงนินทายังคงพ่นคำพูดไม่ขาดสาย ในขณะที่มือก็ระวิงกับการจัดเตรียมสำรับตรงหน้าหากแต่ปากก็ยังมิวายพูดต่อไม่รู้จบ

"พวกเจ้าพูดกันเสียอย่างกับไม่รู้จักพระสนมซิ่วเช่นนั้นแหละ"

นางกำนัลนางหนึ่งเอ่ยขึ้น ในมือยังคงสาละวนกับการผัดหุงอาหาร แต่สายตาก็ปรายมองไปยังกลุ่มวงนินทากลุ่มนั้นที่พูดกันเสียสนุกปาก

"ใครจะหยั่งรู้เล่า เห็นหน้าซื่อเช่นนั้นใจอาจจะคดก็เป็นได้"

หนึ่งในนางกำนัลกลุ่มนั้นเอ่ยขึ้นมา คำนินทาที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ราวกับทุกคนจะเชื่อไปแล้วเสียสนิทใจ

"พระมเหสีก็น่าสงสารนัก องค์จักรพรรดิก็ทรงใจร้าย"

"ดูท่าว่าจะโดนมารยาของพระสนมหมดทุกเล่มเกวียนเสียแล้วกระมัง"

"พวกเจ้าก็พูดกันเกินไป"

"พวกข้าก็แค่พูดตามเนื้อผ้า เนื้อผ้ามันหยาบพวกข้าก็ว่าไปตามท้องเรื่อง"

"พวกเจ้าแค่คะนองปากต่างหาก เนื้อผ้าที่เจ้าว่าหยาบเจ้าเคยสัมผัสจริงๆ แล้วรึถึงรู้ว่าหยาบ"

"เห็นชัดออกปานนั้น มองด้วยตาเปล่าก็รู้แล้ว"

"ข้าล่ะอยากจะรู้นัก พระสนมทรงมีดีเช่นไร องค์จักรพรรดิถึงได้หลงหัวปักหัวปำเช่นนั้น..."

 

 

 

เสียงฝีเท้าหลายคู่เดินย้ำอยู่บนพื้น พระพันปีเสด็จอยู่หน้าขบวน ด้วยแรงอารมณ์ที่สั่งสมมาจากเสียงกาไก่ที่ร่ำร้องหนวกหูทำให้ตอนนี้ใจพระพันปีแทบร้อนรุ่มดั่งไฟ

"พระพันปีเสด็จ!"

เสียงของขันทีเอ่ยขึ้นทันทีที่พระพันปีหยุดอยู่ตรงหน้าตำนักเฟยเซียน โดยที่ไม่รีรอ พระพันปีผลักบานประตูเข้าไปและมุ่งหน้าไปยังห้องหลับนอน นางกำนัลในตำหนักต่างรีบค้อมหัวลงเมื่อเห็นพระพันปี ใจเต้นจนแทบจะเด้งออกมาจากอกเมื่อคิดว่าการที่พระพันปีเสด็จมาเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องดีแน่

ผลักบานประตูบานสุดท้ายเข้าไป สายตามองเห็นสองร่างที่ตะกองกอดกันอยู่จนความเกรี้ยวกราดแทบปะทุ

"ลู่หาน!"

เอ่ยเสียงเรียกบุตรชายของตนที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อสายตาปรับจนเห็นทุกอย่างชัดเจน ดวงตาราวกับกวางคู่นั้นก็ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นสิงห์

"ออกไปกันให้หมด"

หันไปสั่งเหล่าขบวนตามเสด็จของพระพันปีด้วยเสียงนิ่งเรียบ แต่สายตาที่ราวกับกำลังจะฉีกทุกอย่างเป็นชิ้นๆ ทำให้ทุกคนยอมถอยออกไปแต่โดยดี

ลู่หานดึงผ้าขึ้นมาคลุมตัวคนข้างกายที่รู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว ดวงตาสวยคู่นั้นเบิกกว้าง ไม่เข้าใจ และหวาดกลัว มือหนาของลู่หานประคองซิ่วหมินไว้ไม่ให้ตระหนกไปมากกว่านี้

"ท่านแม่เสด็จมาเพื่อสิ่งใด"

"เมื่อคืนลูกสมควรที่จะอยู่กับพระมเหสี"

"อีกตลอดทั้งชีวิตที่ลูกจะต้องอยู่กับพระมเหสี ลูกไม่เห็นว่าเพียงแค่คืนเดียวที่ลูกไม่ได้อยู่จะทำให้เป็นสิ่งใด"

"เหล่านางกำนัลพูดถึงเรื่องนี้กันให้สนุกปาก นินทาว่าร้ายเสียให้เต็มไปหมด"

"ลูกไม่สนใจว่าใครจะพูดเช่นไร"

"ลู่หาน"

เอ่ยเสียงบุตรชายตัวเองเสียงเรียบ มองดูลู่หานตรงหน้าที่กำลังประคับประคองคนข้างกายราวกับหวงแหนแทบขาดใจ ราวกับกลัวว่านางจะไปทำอะไรตุ๊กตากระเบื้องที่บุตรชายเฝ้าถนอม

"คำนินทาพวกนั้นไม่ได้ว่าร้ายลูกหรือว่าร้ายพระมเหสีเลย"

"..."

"คนที่ถูกสาดเสียเทเสียใส่ทุกคำพูดคือคนที่ลูกถนอมนักถนอมหนาอยู่ในอ้อมแขนนั่น"

"..."

"แม่ไม่ได้กลัวว่าใครจะว่าอย่างไร แต่ที่แม่ห่วง คือลูกสามารถทนฟังคำด่าต่อคนที่ลูกรักได้งั้นหรือ"

"..."

"รักให้ถูกวิธีลู่หาน มีทางอีกเป็นร้อยเป็นพันที่ลูกจะรักคนรักของลูกได้"

"..."

"เพียงแต่ไม่มีหนทางใดที่จะได้อยู่ด้วยกัน"

"ท่านแม่"

ดวงตาคมตวัดขึ้นมอง และจ้องอย่างแน่วแน่ นัยน์ตานิ่งสงบและไม่ไหวติง พระสนมตัวน้อยที่อยู่ข้างกายได้แต่หลุบตาลงไม่กล้ามองสิ่งใด

"ลูกยกย่องคนรักลูกไม่ได้แล้วอย่าง ลูกจะให้มันเป็นแค่เพียงหนึ่งอย่าง"

"..."

"ลูกจะอยู่เคียงข้างให้รู้ ว่ายศศักดิ์ก็ได้แค่เพียงศักดิ์"

"ลู่หาน!"

"ว่าอย่างไรท่านแม่"

น้ำเสียงของพระพันปีโกรธเกรี้ยว จ้องมองใบหน้าลูกชายของตนที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและถือดี เบนสายตาไปมองพระสนมที่อยู่ข้างกายบุตรชาย มือของลู่หานโอบและประคองราวกับกลัวจะบุบสลาย พระพันปีหายใจเข้าออก พยายามสงบอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมาก่อนจะเอ่ยให้ฟังเสียงเรียบ

"ทำตามพระทัยตัวเองเถิดองค์จักรพรรดิ ผลใดที่ตามมาจงรับผลนั้นด้วยโดยดี"

กล่าวเสร็จก็หันหลังเดินออกไป เสียงประตูบานเลื่อนปิดลงแล้ว องค์จักรพรรดิหันไปมองพระสนมที่ยังคงซุกอยู่ที่อกและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเสียที

"ซิ่วหมิน..."

เอ่ยเสียงเรียกอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลมด้วยมือสองข้าง โอบกอดคนตัวน้อยที่สั่นราวกับลูกนกตกจากรัง

"ผลที่พระพันปีว่าคือสิ่งใดหรือ"

"เราก็ไม่รู้"

"พระองค์..."

ซิ่วหมินขยับตัวออกห่าง ดันตัวเองออกมาจากองค์จักรพรรดิ และเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาคู่ที่ทอดมองมาอยู่ก่อนแล้ว

"ทรงอย่าทำตามพระทัยเลยนะกระหม่อม เราไม่อยากให้พระองค์ทรงพบเจอกับผลร้าย"

"ไม่"

"พระองค์..."

"ซิ่วหมิน ฟังเรา"

เอ่ยบอกด้วยเสียงหนักแน่น ขยับกายถอยขึ้นพิงกับหัวเตียง ใช้สองมือยกร่างของพระสนมขึ้นมานั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนตัก

"เราเองก็ไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นสิ่งใด หากแต่เราอยากอยู่กับเจ้า อยากกอดเจ้า อยากนั่งมองหน้าเจ้าเช่นนี้ บันลังก์เคียงข้างเราที่เจ้าไม่ได้นั่ง เราก็จักให้เจ้านั่งบนบันลังก์ของเรา ยศศักดิ์ที่เราไม่ได้ยกย่อง เราจะมอบทุกอย่างให้เจ้าทดแทน"

"..."

"จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าแค่เพียงการรักเจ้ามันจะมีผลร้ายอะไร แต่ไม่เป็นไร เราพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ต่อให้มือข้างหนึ่งจับมือเจ้าและมืออีกข้างต้องจับอาวุธ หากต้องปล่อยมือข้างใดข้างนึง มือข้างนั้นจะไม่ใช่มือข้างที่เรากุมมือเจ้า"

"..."

"เชื่อใจเราได้หรือไม่ซิ่วหมิน"

"..."

"ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น เราก็จะปกป้องเจ้า"

 

 

องค์จักรพรรดิเสด็จออกไปแล้ว ขอบฟ้าสว่างเป็นเวลากลางวัน เกือบชั่วยามแล้วที่พระสนมยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนี้ จมหายลงไปกับห้วงความคิดของตนเอง กับคำพูดเหล่านั้นขององค์จักรพรรดิที่ยังคงดังก้องให้ได้ยิน

คำมั่นที่บอกให้เชื่อใจ เขาได้ยิน สายตาที่มองทอดมาอย่างอ่อนโยน เขาได้เห็น ความรู้สึกที่ส่งต่อมาอย่างสุดซึ้ง เขารับรู้

แต่เขา...

"ซิ่วหมิน"

เสียงเรียกดังมาจากหน้าบานประตูเลื่อน เงาสีมืดสนิทเคลื่อนไหวอยู่หลังประตูบานนั้น บานประตูที่โปร่งแสงพอทำให้เห็นผ้าทอผืนสวยสีแดงอย่างที่เจ้าของร่างสวมใส่อยู่เป็นประจำพริ้วไหวไปตามลม

"ท่านให้ข้ามาเตือนเจ้า"

"..."

"จวนจะได้เวลาแล้ว"

 

 

หากไม่มีต้นลม พายุจะก่อตัวขึ้นได้อย่างไร...

 

 

"พระสนมเพคะ พระพันปีทรงเรียกพบเพคะ"

เสียงเรียกของหลิ่งเหลียนดึงพระสนมให้หลุดออกจากห้วงความคิดที่กำลังจมดิ่งลงไปเสียลึก

"เราจะไปเดี๋ยวนี้"

พระสนมลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวออกไปจากบานประตู หลิ่งเหลียนรีบก้าวเข้ามาช่วยประคองพระสนมที่ดูราวกับจะยืนไม่ไหว

"พระสนมทรงเป็นไข้หรือเปล่าเพคะ ตัวร้อนจี๋เชียว"

"เราไม่เป็นไร"

"จะไม่เป็นไรได้อย่างไร ดูสิ หน้าแทบไร้สีเช่นนี้"

"เราไม่เป็นไรจริงๆ ไปเถอะ เดี๋ยวพระพันปีจะทรงคอยนาน"

"ก็ได้เพคะ"

หลิ่งเหลียนคอยประคองพระสนมที่ตอนนี้ราวกับร่างกายแทบจะร้องประท้วงว่าไม่ให้ พิษไข้รุมตัวเสียจนอุณหภูมิขึ้นสูงเสียเช่นนั้นยังจะพร่ำบอกอีกว่าไม่เป็นไร

พระสนมเสด็จไปยังตำหนักหลวงที่พระพันปีทรงประทับอยู่ ระหว่างทางที่เดิน เสียงซุบซิบและสายตาที่มองมาอย่างสอดรู้มีให้เห็นให้ได้ยินตลอดทาง

"ไม่ต้องไปสนใจฟังนะเพคะ เสียงนกเสียงกา"

หลิ่งเหลียนพูดพลางปรายตามองเหล่านางกำนัลที่พูดกันเสียสนุกปากราวกับผีเจาะปาก

เสด็จมาถึงตำหนักหลวง นางกำนัลคนสนิทของพระพันปีที่คอยอยู่ก็พาพระสนมไปยังที่ประทับของพระพันปีต่อ ผายมือให้เข้าไปในห้องที่เปิดประตูทิ้งไว้ พระสนมก้าวเข้าไปก่อนที่บานประตูจะถูกเลื่อนปิดลง

สำรับน้ำชาวางตั้งอยู่กลางห้อง พระพันปีนั่งจิบชาที่อยู่ในมือพร้อมทั้งขนมพื้นเมืองที่จัดตั้งสำรับไว้คู่กัน พระสนมก้มลงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างเรียบร้อยอยู่ตรงข้ามพระพันปี

"มาแล้วหรือ"

มือเรียวของพระพันปียกกาน้ำชาขึ้นและเทใส่ถ้วยน้ำชาของตน ก่อนจะเลื่อนมาเทใส่อีกถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าพระสนม ซิ่วหมินรีบประคองถ้วยน้ำชาด้วยสองมือ ก้มหัวขอบคุณพระพันปีเมื่อพระพันปียกกาน้ำชากลับไปวางที่เดิม

"เจ้าเข้าวังมาเมื่อตอนอายุเท่าไร"

เอ่ยถามในขณะที่มือก็ตัดขนมที่จัดอยู่ในสำรับราวกับไม่ได้สนใจนัก

"เมื่อตอนอายุ 13 กระหม่อม"

"แล้วเข้าถวายตัวเมื่อใด"

"เมื่อตอนอายุ 17 กระหม่อม"

"อืม ตอนนี้อายุเท่าไรแล้ว"

"19 กระหม่อม"

"สองปีแล้วสินะ"

พระพันปีพึมพำเสียงเบา ยกกาน้ำชาขึ้นรินอีกครั้ง

"มาจากตระกูลจางหรือ"

"ใช่กระหม่อม"

"ไม่ใช่ตระกูลอู๋หรอกหรือ"

พระพันปีตวัดสายตาขึ้นสบกับดวงตากลมที่นิ่งสนิท รอยยิ้มปรากฎขึ้นอยู่บนริมฝีปากของพระพันปี

"ทำไมถึงบอกว่ามาจากตระกูลจางล่ะ"

ไม่มีคำตอบ เสียงเงียบหายไปราวกับใครมาขโมยกล่องเสียง พระพันปียังคงยิ้มหากแต่สายตาไม่ได้ยิ้มไปด้วย

"พระสนม"

"..."

"ข้าขอร้องอะไรเจ้าอย่างหนึ่งได้หรือไม่"

รอยยิ้มของพระพันปีที่ยังคงยิ้ม หากแต่ซิ่วหมินกลับไม่ได้รู้สึกอยากจะยิ้มตามแม้เพียงน้อย

"ช่วยหาทางให้องค์จักรพรรดิหลับนอนกับพระมเหสีได้หรือไม่"

จนกระทั่งประโยคสุดท้ายที่พระพันปีก็ยังคงยิ้ม ยิ้มที่ราวกับเป็นมีดกรีดลงไปกลางใจ


 

#ฟิคหญิงงาม

 

Talk

เหมือนที่องค์จักรพรรดิบอก ว่าทุกอย่างมีเหตุผลของมันค่ะ

เห็นมีคอมเม้นนึงถามว่าพระสนมมีกำหนดอายุออกจากวังด้วยเหรอ คำตอบคือไม่มีค่ะ แต่ว่าเรื่องกำหนดอายุเป็นหนึ่งในพล็อตเราเฉยๆ ค่ะ แฮะๆ555555555 ตรงไหนแปลกๆ ภาษาแปลกๆ ขอโทษนะคะ ตอนนี้สมองรวนมากฮือ

 

 

Talk2

มีใครลืมป๋ายเซียนไปแล้วบ้างคะ5555555 นานมากกว่าจะมาอัพ อย่าเพิ่งลืมกันไปนะทุกคนนนน5555555 ติดแท้กเม้นพูดคุยกันได้นะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ

 






O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

215 ความคิดเห็น

  1. #197 ทีมพระสนมซิ่ว (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2558 / 18:19
    นึกไม่ออกเลยว่าจะไปต่อแบบไม่เจ็บปวดยังไง

    คนนึงก็แบกรับอะไรที่ใหญ่เกินกว่าจะละทิ้งไปเฉยๆได้

    นอกเหนือจากสายตาที่มองเห็น ไม่รู้เลยว่าสนมจะต้อง

    เจอกับอะไรอีกบ้าง.. ยังไงก็ปกป้องไว้ไม่ได้หมดหรอก



    เวลาอยู่ด้วยกัน เรามองเห็นถึงความรักที่เขามีต่อกัน

    มากมายเหลือเกิน ..ไม่อยากให้มันพัง

    ถึงพระราชาดูจะพยายามทำทุกทางก็เถอะ

    ดูเป็นความรักที่สุขสมแต่ก็เจ็บปวดเหลือเกิน



    ขอบคุณค่ะ
    #197
    0
  2. #195 forLUMIN (@forlumin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2558 / 06:58
    สิ่งที่คิดเสมอในทุกตอนคือ "สงสารจักรพรรดิ" มันคือรู้สึกรักมากมาย แต่มีข้อจำกัด ข้อห้ามถ่วงรั้งขาเอาไว้เป็นลูกตุ้มใหญ่ จะก้าวไปก็เชื่องช้า หนัก มีแต่ปัญหา
     
    รัก

    มันควรจะได้จบลงด้วยดี

    มีทางที่ดีกว่าหนี และตายไปด้วยกันไหม?

    ทางออกของคู่นี้ เท่าที่เราเห็นคือพบเจอกันในภพหน้า...


    คิดแบบนี้แล้วเจ็บจริงๆ สงสารทุกคนที่พัวพัน กระทั่งมเหสีแต่งใหม่ และแม่ผัวอย่างพระพันปีก็มีเหตุผลของตน

    สงสารไปหมดเลย
    #195
    0
  3. #193 Sopia (@sopia) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 / 00:24
    ทำไมมมมมมมมมมมมมมม!!! ตระกูลจางแล้วทำไม พระพันปีจะทำไม ห้ะ!! อย่ามาทำร้ายลูกเราโดยวิธีบังคับแบบนี้นะ
    เอาความรักของพระสนมที่มีต่อองค์จักพรรดิมาเป็นเครื่องมือในการทำร้าย ไม่ใช่มีแค่ซิ่วหมินที่จะเจ็บหานก็จะเจ็บมาเหมือนกัน
    พอไรท์พูดถึงแบคแล้ว นี่แปลว่ากำลังจะกลับมาในตอนหน้าอะไรประมาณนี้หรือเปล่าคะ โอยย ทูลหัวของบ่าว ทนไปก่อนนะ
    เป็นนางเอกต้องโดนแกล้งแบบนี้แหละ เดี๋ยวตอนสุดท้ายก็แฮปปี้.. ใช่มั้ยคะคนเขียน ( ' ') #กำพริกกำเกลิอไว้แน่น 5555555555
    หง่าาา ได้ออกจากวังเร็วๆคงจะดี คงจะได้เป็นอิสระ ถึงจะทรมานที่ไม่ต้องอยู่ใกล้คนที่รัก แต่ก็ไม่ต้องโดนแกล้ง อยู่แบบนั้นแล้วเห็นคนที่รักอยู่กับคนอื่นแบบนั้นน่าจะเจ็บกว่าเยอะ นี่ก็อินยังกะตัวเองเป็นพระสนมซะเอง ถถถถถถ  รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่าา 
    #193
    0
  4. #192 LUMINLIN♡ (@alwayslumin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 / 20:01
    โอ้ยยยย องค์จักรพรรดิ เราเกลียดแม่ท่านเหลือเกิน รู้ว่ารักลูก แต่แบบมาทำแบบนี้เพื่ออะไร พรากคงามสุขของลูกทำไม เฮ้อ
    #192
    0
  5. #191 ramp (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 / 19:21
    ถามต้นตระกูลเพื่ออะไร ใกล้จะได้ออกจากวังหรือยังพระสนม อยากให้ออกจากวังเร็วๆ กลัวโดนกลั่นแกล้ง หรือมีคนมาทำร้าย สรสารน่ะ
    #191
    0
  6. #190 Nunqwerty (@nunjyj) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 22:10
    โอ้ยแบบร้องไห้กับคำที่พี่ลูลอกหมินว่ามือที่ปล่อยจะไม่ใช่ข้างที่จับหมินมันแบบ..แบบ น้ำตาร่วงเลยพระพันปีออกลายละแบบเป็นห่วงหมินโอ้ยเครียด เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ต้งรีบไปสกรีมแท็กให้เลยแบบโอ้ยหน่วงงง รอน้าาาา
    #190
    0
  7. #189 POP2540 (@pop032540) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 / 05:07
    สงสารพระสนมจัง ทำใจยากนะค่ะมี่จะบอกให้คนที่เรารักไปหลับนอนกับคนอื่นทั้งที่เรารู้เต็มอก ฮรืออออ พี่ลู่ช่วยสนมด้วยแม่ของพี่เอาใหญ่แล้วนะทำไมไม่เข้าใจค่าา 555 มาต่อนะไรต์ สู้ๆ
    #189
    0
  8. #188 pbmint (@pbmint1993) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2558 / 22:08
    พระมเหสีใจร้ายมากกกก สงสารพระสนมม T^T
    #188
    0
  9. #187 mamangman (@985236) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2558 / 18:12
    ทำไมมีแต่คนใจร้ายกับพระสนมนักล่ะ!! สงสาร //ภาษาลื่นไหลดีค่ะ อ่านเพลินเลย
    #187
    0
  10. #182 Aomiez Aom (@my_lil_baozi) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2558 / 02:33
    ภาษาสวย ดีงามไหลลื่นขึ้นมากเลยค่ะ ยิ่งอ่านก็ยิ่งสงสาร องค์จักรพรรดิกับซิ่วหมิน ไม่อยากจะคิดเลยว่าต่อจากนี้จะอึดอัดกันขนาดไหน ยังมองหาทางที่จะได้ครองคู่กันไม่ได้จิงๆ
    #182
    0
  11. #181 POP2540 (@pop032540) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 22:48
    หน่วงมากทั้ง 2 คู่เลย สงสารมินซอกต้องเห็นคนที่เรารักไปแต่งงานกับคนอื่นร้องให้แทนเลย จื่อเทาด้วยพยามยามจะให้เซฮุนอยู่ด้วยทุกทางแต่ก็ยากเหลือเกิน สนุกมากชอบมาก มาต่อนะไรต์
    #181
    0
  12. #180 kms_chks (@kms_chks) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 07:20
    มันช่างบีบคั้นพระทัยเราเหลือเกิน.....
    #180
    0
  13. #179 S.N.L.L (@sunlikelay) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 07:02
    สงสารทุกคนเลยอ่ะ บีบรัดหัวใจเพราะหน้าที่แท้ๆเลย
    #179
    0
  14. #178 S.N.L.L (@sunlikelay) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 07:00
    สงสารทุกคนเลยอ่ะ บีบรัดหัวใจเพราะหน้าที่แท้ๆเลย
    #178
    0
  15. #177 Blackberrynattiya Nattiya (@saranghaebaozi) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2558 / 01:42
    #ร้องไห้หนักมาก หน่วงเหลือเกิน
    #177
    0
  16. #176 Lminmhan (@lumin2620) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 23:36
    ทำไมเรื่องมันน่าเศร้าจัง สงสารจัง สู้ๆนะคะ แล้วมาต่ออีกนะคะ สู้ๆ :)
    #176
    0
  17. #175 Nunqwerty (@nunjyj) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 23:04
    โอ้ยร้องไห้ทุกทีอ่านฟิคเรื่องนี้ สงสารทุกตัวละครกลัวสนมหมินจะเจ็บอีกกกก มาต่อไวๆนะคะรอทุกวันเลยฮรึกดด
    #175
    0
  18. #174 Chanya Manhan (@0860768397) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 21:48
    สมองรวนแล้วแต่งได้ขนาดนี้อยากสมองรวนบ้างเลยค่ะ;-;
    #174
    0
  19. #173 ramp (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 21:46
    เข้มแข็งไว้น่ะพระสนม รออีกหน่อยก็จะได้ออกจากวังแล้ว (สนับสนุนมาก)กลัวพระสนมโดนแกล้ง เอาชุนออกไปอยู่ด้วยก็ดีน่ะ รีดนี่ยุให้ห่างกันจัง555 สงสารอ่ะ ห่างกันไว้น่าจะดี
    #173
    0
  20. #172 saowwaluk (@saowwaluk) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 21:15
    สงสารพระสนม
    #172
    0
  21. #171 LUMINLIN♡ (@alwayslumin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 20:23
    ฮู้ยยยย เมื่อตอนที่แล้ว นี่ใส่องค์จักรพรรดิเต็มที่ แต่แบบมาตอนนี้แล้ว สงสารองค์จักพรรดิอะ สงสารซิ่วหมิน โอ้ยยยยย คือแบบ ยกให้เลยอะ เข้าใจเลยว่าแบบ หน้าที่มันค้ำคออะ ประชาชนทุกคนกับซิ่วหมินคือมันแบบ ไม่สามารถเห็นแก่ตัวได้เลย ไรท์แต่งดีมากกกกกก ฮืออออ รักน้าาาาาาา
    #171
    0
  22. #170 Nurma Ar (@nurmaar) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 / 23:01
    สู้ๆน่ะค่ะ รออ่านเสมอ
    #170
    0