[EXO] Beauty And The King ❀LUMIN&TAOHUN

ตอนที่ 7 : ❀BeautyKing 06 -Did you know it would hurt so bad

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 940
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.ค. 58


Chapter 06

Did you know it would hurt so bad?

 

เสียงอุปกรณ์ครัวดังกระทบไปมาอย่างต่อเนื่อง ในเวลาช่วงเช้ามืดเช่นนี้ เหล่านางกำนัลในห้องเครื่องต่างก็รีบเร่งมือทำอาหารเพื่อให้ทันเวลาจัดตั้งสำรับ หากแต่เสียงพูดคุยก็ยังคงดังแข่งกับเสียงตะหลิวที่กระทบกับกระทะ เรื่องซุบซิบไวเสียยิ่งกว่าม้าเร็วส่งสาร

"ข้าได้ยินมาว่าองค์จักรพรรดิจักเปลี่ยนกฎให้พระมเหสีสามารถเป็นบุรุษเพศได้"

เอ่ยด้วยเสียงกระซิบ มองลอบไปมารอบตัว ระวังว่าใครที่ยศศักดิ์เหนือกว่าจะบังเอิญมาได้ยิน

"ข้าก็รู้มาว่าเพราะองค์จักรพรรดิติดใจนางสนมชั่นล่างองค์หนึ่งจนถึงขั้นอยากจะยกย่องให้เป็นมเหสี"

เมื่อเรื่องเช่นนี้ช่างน่าสนใจสำหรับนางกำนัล มือไม้ที่หยิบจับก็เริ่มช้าลงและหันมาเงี่ยหูฟังเรื่องที่เขาว่ากันมา

"ช่วงนี้นางสนมที่องค์จักรพรรดิไปมาหาสู่บ่อยก็มีอยู่องค์เดียว"

"พระสนมซิ่วน่ะหรือ"

"ก็มีอยู่องค์เดียวน่ะแหละ"

"ข้าอยากจะรู้นักว่าพระสนมทรงทำเช่นไร องค์จักรพรรดิถึงได้หลงถึงเพียงนี้"

นางกำนัลที่เริ่มประเด็นกวาดสายตามองรอบตัวอย่างระแวดระวังก่อนจะกวักมือเรียกนางกำนัลที่เริ่มล้อมวงกันเข้ามาใกล้ให้เข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น

"รู้แล้วก็เหยียบให้มิดดินเลยล่ะ... ข้าได้ยินเขาลือกันมาว่าพระสนมองค์นี้น่ะร้ายกว่าที่เห็นเสียอีก ทั้งใช้มารยาหลายร้อยเล่มเกวียนวางแผนเพื่อให้องค์จักรพรรดิคิดจะเปลี่ยนกฏบ้านเมืองเช่นนี้"

"เจ้าจะบอกว่าที่องค์จักรพรรดิต้องการจะเปลี่ยนกฎก็เพราะพระสนมชักนำอย่างนั้นหรือ"

"ใช่น่ะสิ เจ้าจำไม่ได้หรือว่าแต่ก่อนเรื่องสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาเช่นนี้ไม่มีทางที่องค์จักรพรรดิจะทำเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่เพราะมารยาร้าย องค์จักรพรรดิไม่มีทางทำหรอก"

"แต่ก็ไม่แน่เสียเมื่อไร เราทุกคนในวังต่างก็รู้ว่าพระองค์ทรงเห็นบ้านเมืองมาเป็นอันดับหนึ่ง สิ่งที่พระองค์ตัดสินใจคงคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วไม่ใช่หรือ"

"แต่เขาพูดกันเสียให้ทั่วเลยว่าพระสนมองค์นี้น่ะร้ายลึก ทุกอย่างที่องค์จักรพรรดิทำก็มาจากแผนของพระสนมทั้งนั้น"

"เขาพูดกันเสียให้ทั่วน่ะ แล้วเขาพูดกันมาแล้วกี่ปาก กว่าจะมาถึงหูเจ้าเรื่องก็บิดเบือนไปถึงไหน"

"นั่นก็จริง แต่ข้าก็พูดตามที่ข้าได้ยินมานี่นา"

พยักหน้าลงอย่างยอมรับ ว่าเรื่องที่ได้พูดได้ฟังก็มิอาจรู้ว่าจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน

"จริงสิ ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง"

"อะไรอีกล่ะ"

"ข้าได้ยินมาจากนางกำนัลในตำหนักหลวงน่ะ ว่าผลจากที่องค์จักรพรรดิจะเปลี่ยนกฎบ้านเมือง พระพันปีเลยคิดจะหาองค์หญิงต่างเมืองมาเป็นพระมเหสีล่ะ"

"เรื่องจริงอย่างนั้นหรือ เชื่อถือได้มากแค่ไหนเชียว"

"ข้าก็ไม่รู้ หากแต่เมื่อวานข้าเห็นว่ามีคนนั่งเกี้ยวเข้ามาในวัง"

เสียงพูดคุยยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ โดยหารู้ไม่ว่ามีบุคคลอีกคนยืนหันหลังอยู่หน้าห้องเครื่อง

พระมเหสี... อย่างนั้นหรือ

 

 

ขาเล็กพาตัวเองกลับมาที่ตำหนักเฟยเซียน ลืมไปว่าเมื่อครู่คิดที่จะทำสิ่งใด เรื่องที่ได้ยินยังคงดังก้องอยู่ในหู ไม่รู้แน่ชัดนักว่าแท้จริงเป็นเช่นไร หากแต่สิ่งที่บังเอิญได้ยินก็ราวกับหินถ่วงใจเสียเหลือเกิน

"พระสนมเพคะ! ทรงไปที่ไหนมา เผลอเดี๋ยวเดียว แอบไปเล่นซนอีกแล้วหรือเพคะ" เสียงหลิ่งเหลียนดังมาแต่ไกลทั้งที่ตัวยังก้าวมาไม่ถึง ซิ่วหมินลากสายตาที่เหม่อลอยของตัวเองกลับมา มองนางกำนัลคนสนิทที่ก้าวขาเสียเร็วเพื่อรีบมาให้ถึงตัวเขา

"ทรงไปไหนมาเพคะ หม่อมฉันหาตัวเสียแทบแย่" บ่นอย่างเป็นห่วงเมื่อพระสนมตัวเล็กหายไปจากการดูแล

"เราแค่แวะไปห้องเครื่องมา ว่าจะช่วยเข้าครัวเสียหน่อย แต่เราเห็นว่าใกล้เสร็จแล้วก็เลยไม่ได้ทำอะไร"

"คราวหลังอย่าไปไหนคนเดียวอีกนะเพคะ เกิดพระองค์ทรงไปเล่นหกล้มที่ไหน หลิ่งเหลียนก็แย่น่ะสิเพคะ"

"พูดอย่างกับเราเป็นเด็กๆ เราโตแล้วนะ" พระสนมเถียงหน้ามุ่ย ปากเล็กๆ นั้นเชิดชึ้นหน่อยๆ เสียจนดูน่าหมั่นเขี้ยว หลิ่งเหลียนได้แต่ส่ายหัวอย่างเอ็นดูให้กับปฎิกิริยาของคนตรงหน้า

"จวนจะได้เวลาจัดตั้งสำรับเสร็จแล้ว ไปรอที่ห้องรับประทานอาหารเลยดีกว่าเพคะ" ว่าจบก็พาพระสนมเดินไปที่ห้องรับประทานอาหาร นางกำนัลที่อยู่ในห้องต่างกำลังจัดจัดตั้งสำรับ เมื่อเห็นว่าพระสนมเดินเข้ามาก็หันมาโค้งหัวให้ก่อนจะหันกลับไปจัดตั้งสำรับต่อ ซิ่วหมินนั่งลงบนเบาะ ก่อนที่ถาดสำรับจะถูกยกมาตั้งตรงหน้า ซิ่วหมินยิ้มขอบคุณเล็กน้อยแล้วลงมือรับประทานอาหารที่จัดเตรียมเสร็จแล้ว

ภายในห้องตอนนี้มีเพียงแค่หลิ่งเหลียนที่นั่งอยู่ด้วย มือเล็กสั่นเล็กน้อยเมื่อเผลอคิดไปถึงคำพูดที่ได้ยินมา มือที่กำลังตักอาหารชะงักไป เงยหน้าขึ้นมองหลิ่งเหลียนที่มองมาก่อนอยู่แล้ว

"มีอะไรหรือเพคะพระสนม"

ซิ่วหมินก้มหน้าลง เม้มปากแน่น ชั่งใจว่าควรที่จะถามออกไปดีหรือไม่

"หลิ่งเหลียน..."

"เพคะ"

"ช่วงนี้ได้ยินเรื่องที่เขาพูดกันบ้างหรือเปล่า"

"เรื่องอะไรหรือเพคะ"

"เรื่องพระมเหสีน่ะ"

หลิ่งเหลียนเงียบไปสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นจากที่ที่ตัวเองนั่งอยู่ย้ายมาทิ้งตัวลงนั่งข้างพระสนมตัวน้อย

"ทรงไปได้ยินเรื่องใดมาเพคะ"

"วันนี้ตอนเราไปที่ครัว เราได้ยินนางในห้องเครื่องพูดกัน ว่าองค์จักรพรรดิกำลังจะมีพระมเหสี"

เสียงที่เอ่ยเริ่มแผ่วลง มันก็แค่เรื่องที่บังเอิญไปได้ยิน หากแต่เรื่องที่ลือ ถ้าลมไม่พัด ไม้ใบก็ไม่หวิวไม่ใช่หรือ

"แล้วนางในห้องเครื่องก็บอกว่าเมื่อวานเห็นเกี้ยวเดินทางเข้ามาในวัง คนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวคันนั้นจะใช่พระมเหสีที่เขาลือกันหรือเปล่า"

"พระสนมเพคะ..."

"เราอาจจะคิดมากไป เรื่องอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดกันก็ได้ จริงหรือไม่"

"เพคะ เพียงแค่เรื่องที่เขาลือกัน อย่าเก็บมาใส่ใจเลยเพคะ"

"นั่นสิ เราไม่ควรเก็บมาใส่ใจเสียหน่อย"

ถึงจะพูดเช่นนั้น หากแต่มือน้อยๆ ก็ยังคงสั่น

 

 

"ลูกไม่คิดว่าท่านแม่ควรจะทำเช่นนี้"

องค์จักรพรรดิพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด มองพระมารดาของตนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยแววตาจริงจัง

"ลู่หาน บ้านเมืองเราต้องการพระมเหสี"

"ลูกทราบดีท่านแม่ ลูกก็กำลัง..."

"พระมเหสีต้องเป็นสตรี"

พระพันปีเอ่ยขึ้นก่อนที่ลู่หานจะพูดจบ น้ำเสียงที่เอ่ยอย่างจริงจังทำให้ลู่หานเงียบไป

"สิ่งที่ลูกต้องการลูกเอ่ยราวกับว่ามันง่าย การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นลูกคิดว่าจะเป็นอย่างไรกับบ้านเมือง ประชาชนจะคิดอย่างไรหากองค์จักรพรรดิจะเปลี่ยนกฎบ้านกฎเมืองเพียงเพราะนางสนมเพียงองค์เดียว"

"..."

"หากลูกมีพระมเหสี พระสนมองค์นั้นลูกก็สามารถแต่งตั้งเป็นสนมชายาได้ เพียงแต่พระมเหสีต้องเป็นสตรี"

"..."

"เดี๋ยวแม่จะให้น้องมาที่นี้ พวกลูกจะได้ทำความรู้จักกันไว้ เมื่อวานที่เจอก็แทบไม่ได้คุยกัน"

พระพันปีพูดเสร็จก็ลุกขึ้นยืน หมายจะเดินออกจากตำหนักไป หากแต่เสียงของลู่หานก็รั้งไว้เสียก่อน

"ท่านแม่ เพียงแค่อยากยกย่องคนที่รัก จักรพรรดิยังทำไม่ได้เลยหรือ"

หยางมี่นิ่งไปชั่วครู่ หันกลับไปมองลูกชายตนเองที่ถูกสวมหัวโขนเอาไว้จนล้าไปทั้งบ่า "ความเจ็บปวดที่เจ้าต้องยอมรับให้ได้คือความต้องการของเจ้าต้องอยู่หลังสุด เมื่อประชาชนและหน้าที่ของเจ้าต้องมาก่อน การที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพื่อสุขสบาย แต่เพื่อดูแลบ้านเมืองที่ให้เจ้าอยู่อาศัย"

เพียงจบประโยคที่เอ่ย พระพันปีก็หันหลังเพื่อเดินออกไป ลู่หานเพียงแค่รับฟังประโยคเมื่อกี้ มือหนายกขึ้นกุมศรีษะเมื่อความปวดเข้าโจมตี

หรือจริงๆ เขาแค่ควรจะทำตามอย่างที่ถูกต้อง

หากพลันคิดไปถึงใบหน้าดวงนั้น ใจก็สั่นไหว อาจจะจริงอย่างที่พระสนมของเขาเคยเอ่ยเปรียบเปรย ดั่งท้องฟ้ากับผืนดิน เคียงคู่หากแต่มิเคยเคียงข้าง ถึงรักแค่ไหนแต่ก็มิอาจทำสิ่งใด

ช่างเป็นความจริงที่เจ็บปวดสิ้นดี

"องค์หญิงหลิวอี้เฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" เสียงจากขันทีคนสนิทเอ่ยขึ้นดึงความคิดที่ล่องลอยของเขากลับมา ลู่หานเอ่ยบอกว่าให้เข้ามาได้ก่อนที่บานประตูจะเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่หลังบานประตู ดวงหน้าเรียวสวยปรากฎอยู่แก่สายตา มือคู่นั้นถือถาดน้ำชาไว้ หลิวอี้เฟยนำวางลงตรงหน้าองค์จักรพรรดิ ก้มลงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

"นั่งสิ"

ลู่หานเอ่ยบอกหญิงสาวตรงหน้า หลิวอี้เฟยพึมพำขอบคุณเสียงเบาก่อนจะค่อยๆ บรรจงลงนั่งบนเบาะตรงข้ามองค์จักรรพรรดิ

"พระพันปีให้เราชงน้ำชามาให้ท่านลองดื่ม" ลู่หานมองถาดน้ำชาที่ส่งกลิ่นหอม ก่อนจะเอื้อมมมือออกไปหยิบยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่ม กลิ่นหอมของชาช่วยให้รู้สึกดี ลู่หานวางถ้วยน้ำชากลับลงถาด เขามองหญิงสาวที่ค่อยๆ ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจรดริมฝีปาก กิริยาท่าทางที่ดูได้รับการอบรมมาอย่างดี ท่าทางงดงามนั้นอยู่ในสายตาของลู่หาน

ความเงียบดำเนินผ่าน ไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างลู่หานและหลิวอี้เฟย ความอึดอัดปกคลุมอยู่รอบตัวเมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำตัวต่อกันเช่นไร

"ท่านดูอึดอัด" หลิวอี้เฟยเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่แต่งแต้มบนริมฝีปาก

"อืม เราไม่รู้จะทำตัวอย่างไรน่ะ" เอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา แต่หลิวอี้เฟยก็มิได้นึกโกรธ

"เช่นนั้นเราลองถามไถ่กันเรื่องทั่วไปดีหรือไม่ เริ่มจากท่านชอบทำอะไร" หลิวอี้เฟยพยายามชวนคุยให้องค์จักรพรรดิคลายความอึดอัดลง

"อันที่จริง เราก็ไม่รู้ว่าเราชอบทำสิ่งใด หากแต่ถ้าว่างเราชอบฝึกดาบ แล้วเจ้าล่ะชอบอะไร"

"เราชอบธนู เป็นเรื่องเดียวที่เราทำได้ดีเลยล่ะ"

"สตรีที่ชอบธนูอย่างนั้นหรือ เรานึกว่าเจ้าน่าจะชอบเย็บปักถักร้อยเสียอีก"

"ในขณะที่ธนูเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี แต่เรื่องเย็บปักถักร้อยก็ช่างไม่ถนัดเสียจริงๆ"

เสียงพูดคุยยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ปนกับเสียงหัวเราะที่ดังออกมาให้ได้ยินเช่นกัน องค์จักรพรรดิกับองค์หญิงต่างเมืององค์นั้นดูท่าจะเข้ากันได้ดี

ร่างเล็กหยุดชะงักอยู่หน้าบานประตู มือที่กุมกันไว้อยู่ข้างหน้าสั่นไหว เหมือนกับนัยน์ตาที่สั่นระริก เสียงหัวเราะดังแว่วมาให้ได้ยิน ดังกึกก้องอยู่ในหูจนแทบไม่ได้ยินเสียงใด ความกลัววิ่งพล่านเข้ามา ถึงได้เตือนตัวเองไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่ควรที่จะรัก ความรักมันจะเจ็บเช่นนี้หากเจ้าไม่ระวัง

เสียงที่ยังคงได้ยิน บีบหัวใจดวงน้อยเสียจนปวด หันหลังให้บานประตูบานนั้น ขาเล็กๆ รีบก้าวออกไปให้เร็วจนแทบจะสะดุดล้ม ทั้งที่เดินออกมาไกลแล้ว แต่ยังได้ยินชัดราวกับอยู่ใกล้แค่นี้ กับประโยคสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่เสียงหัวเราะจะเงียบไป

 

'จะหาว่าเราเสียมารยาทหรือไม่ หากแต่เราอยากถามเรื่องหนึ่ง' หลิวอี้เฟยเอ่ยเมื่อบทสนทนาและบรรยากาศระหว่างเธอกับองค์จักรพรรดิผ่อนคลายและเป็นไปด้วยดี ลู่หานเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่าจะถามสิ่งใด

'เราบังเอิญได้ยินนางกำนัลพูดกันว่าท่านจะแต่งตั้งนางสนมให้เป็นมเหสี'

'ใช่ เราคิดที่จะทำ'

เอ่ยตอบตามตรง ในขณะที่สายตาก็มองสบหญิงสาวตรงหน้าไปด้วย

'แต่เราเริ่มคิด ว่าเรื่องยากเช่นนั้น จะเป็นไปได้ด้วยหรือ'

เสียงที่แสดงถึงความอ่อนล้า และความลังเล ความคิดที่ตีปนกันในหัว ทั้งผิดชอบดีวิ่งชนกันไปเสียหมด

'หรือจริงๆ เราแค่ควรทำอย่างที่ควรจะเป็น'

 

 

เสียงฟ้าร้องดังลั่น ส่งผลให้เจ้าของขาเล็กๆ ที่กำลังก้าวเดินสะดุ้งตกใจ กลิ่นชื้นลอยมาแตะจมูก อากาศหนาวเหน็บสัมผัสโดนตัวบอกให้รู้ว่าฝนกำลังจะตก และหากไม่มีต้นลม จะเกิดพายุขึ้นได้อย่างไร

 

 

 

หลายวันแล้วที่ก็ยังไม่มีวี่แววขององค์จักรพรรดิ ขนาดออกว่าราชการยังแทบนับวันได้ ได้ยินว่าใช้เวลาส่วนมากอยู่ที่ตำหนักรับรอง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าที่ตำหนักรับรองเรือนนั้นมีอะไรน่าสนใจนักนะ

ชีวิตประจำวันของพระสนมก็ยังคงดั่งเฉกเช่นเดิม มองดูนกน้อยที่โผบินอยู่นอกรั้ววัง

หลิ่งเหลียนได้แต่มองแผ่นหลังของพระสนมแล้วก็ถอดถอนหายใจ พักหลังมานี้องค์จักรพรรดิมิได้เสร็จมาหาหรือเรียกหาอย่างเช่นที่เคย แผ่นหลังเล็กๆ ของพระสนมถึงได้ดูเหงาเช่นนี้

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มักจะได้เห็นได้ยินเมื่อตอนอยู่กับองค์จักรพรรดิหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงแต่เด็กตัวน้อยที่คิดฝันแต่ชีวิตนอกรั้ววังเช่นเดิม

"เราอยากให้เวลารีบเดินเสียเหลือเกิน เมื่อครบกำหนดอายุแล้วเราจะได้ออกไปเสียที" ความน้อยอกน้อยใจถูกกรั่นกรองออกมา เคยสร้างกำแพงไว้เสียหนา พอเกิดรอยร้าวเพียงนิดก็พังครืนลงมาเสียไม่ทันตั้งตัว

ทั้งๆ ที่พร่ำเตือนตัวเองตลอดแท้ๆ แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดีกับหัวใจที่บอบช้ำ

"กลับตำหนักกันเถอะหลิ่งเหลียน" ละสายตาออกจากสิ่งที่จับจ้องอยู่แล้วหันหลังหมายจะเดินกลับไปที่ตำหนักตนเอง หากแต่ขาเล็กคู่นั้นก็ชะงักลงเสียก่อนเมื่อนึกสิ่งใดขึ้นได้

"จริงสิ เราอยากได้กล่องอุปกรณ์เย็บผ้าน่ะ แวะไปที่ห้องตัดเย็บก่อนแล้วกัน" ขาคู่เล็กก้าวไปตามทางเดิน มุ่งหน้าไปยังห้องตัดเย็บที่อยู่อีกฝากฝั่งของรั้ววัง

ระหว่างทางที่ต้องผ่านตำหนักหยางเหวิน ไม่ได้หวังว่าจะบังเอิญพบใคร หากแต่รูปร่างคุ้นเคยที่เดินออกมาจากตำหนักทำให้เผลอสะดุดจนหยุดชะงักไม่ได้ ก้อนเนื้อในอกเต้นเสียแรงรัวเพียงแค่ได้เห็นหน้า หากแต่องค์จักรพรรดิก็คงยังมิได้สังเกต อาจเป็นเพราะระยะทางจากตรงนี้นั้นไกลเกินกว่าที่องค์จักรพรรดิจะทันสังเกตเห็น หากอยู่ใกล้กว่านี้พระองค์ทรงต้องมองเห็นเป็นแน่

ระยะทางที่ย่นเข้ามาเมื่อยามที่องค์จักรพรรดิก้าวเดินผ่าน ดวงตาคู่กลมจับจ้องไปที่ดวงหน้าของคนที่เขาเฝ้าคำนึงถึง หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเสียจนปวดตุบ เพียงแค่คิดว่าจะได้เห็นสายตาอ่อนโยนที่ทอดมองมาอีกครั้งก็อบอุ่นไปเสียทั้งหัวใจ

หากแต่ห่างกันเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น... ร่างขององค์จักรพรรดิเดินสวนไป ทิ้งไว้เพียงลมที่แตะหลัง พระองค์เพียงแค่เดินผ่านไป มิได้แลเหลียว

ร่างเล็กหันกลับไปมองร่างที่เดินผ่านไป เกือบสุดสายตานั้นที่สตรีนางหนึ่งยืนคอยอยู่ รูปร่างอรชรและใบหน้าที่งดงาม ก้อนเนื้อที่อยู่ในอกเต้นช้าลง จนกลัวว่าจะหยุดเต้นไปเดี๋ยวนั้น มือเล็กคู่นี้สั่น รวมถึงนัยน์ตาคู่สวยที่วาววับไปด้วยหยดน้ำ

อยากจะก้าวขาแล้วหันหลังเดินผ่านไป หากแต่ก็ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่เพียงแค่ก้าวเท้าไม่ออก สายตาก็มิอาจละไปได้ ยังคงมองตามอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งหายลับไปจากสายตา เดินเคียงคู่กับสตรีนางนั้นและเดินเลยไปอย่างเฉยชา

 

 

หลายวันผ่านไป ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ต่างสลับหน้าที่กันอยู่บนท้องฟ้า ไม่แน่ใจนักว่าหลังจากนั้นเวลาได้เดินผ่านไปเท่าไรแล้ว แต่นับตั้งแต่วันนั้น ตำหนักเฟยเซียนก็เงียบเหงาเหลือเกิน

ช่วงนี้งานราชอาจจะยุ่ง ฎีกาอาจจะมากมาย หรืออาจจะมีเรื่องไม่ลงรอยที่ต้องตกลงกับสภาขุนนาง องค์จักรพรรดิจึงมิอาจเสด็จมาหาได้ดั่งเช่นเมื่อก่อน ถึงจะพยายามคิดเช่นนั้นให้สบายใจ หากแต่ภาพเดินคู่กันที่บังเอิญได้เห็นวันนั้นก็ลอดเข้ามาให้จำได้

ความรู้สึกปวดหนึบเข้าเล่นงานที่กลางอก ราวกับหินหนักๆ ถ่วงใจ พยายามแล้วที่จะปัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไปแต่ก็ยังเผลอไปนึกถึงทุกทีจนต้องรู้สึกอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มือน้อยกอบกุมอยู่ที่หน้าอก กดลงไปหนักๆ หวังว่าจะช่วยบรรเทาความรู้สึกด้านใน แต่ความรู้สึกก็มิจางลง ริมฝีปากขบเม้มแน่น พยายามกักกั้นอารมณ์ที่แผ่ไปทั่วทั้งใจ

ดวงตาคู่กลมจับจ้องไปที่ผืนผ้าในมือ เอื้อมมือออกไปหยิบเข็มจากในกล่อง รวมทั้งเส้นด้ายมารอยกับเข็ม ผืนผ้าถูกถักทอด้วยความประณีต ค่อยๆ บรรจงรอยด้ายทีละเส้นจนถักทอออกมาเป็นรูปร่าง

เข็มเล่มเล็กในมือบรรจงสลักลวดลายลงบนผืนผ้า ดวงตาคู่กลมเอาแต่จับจ้องอยู่แต่ผ้าผืนสวย อาจเพราะว่าตั้งใจมากเกินไปหรือเพราะไม่ทันได้ระวัง เข็มเล่มเล็กเล่มนั้นถึงได้ปักลงกลางนิ้วเสียจนเลือดออก

หยดเลือดตกลงกระทบบนผืนผ้า สีแดงเข้มแทรกซึมเข้าสู่เนื้อด้ายที่ถักทอ ไม่ทันได้คิด ว่าเพียงเข็มเล่มเล็กจะเจ็บเสียขนาดนี้

"พระสนมเพคะ"

เสียงเรียกของหลิ่งเหลียนดึงสายตาคู่กลมคู่นั้นละออกจากนิ้วมือที่มีหยดเลือดให้หันไปมอง ดวงตากลมคู่นั้นที่มีน้ำสีใสคลอเกือบล้นเอ่อ

"ตายจริง! เข็มทิ่มนิ้วหรือเพคะ เลือดออกใหญ่แล้ว ทำไมทรงไม่ระวังเลยเพคะ เจ็บตัวอีกแล้วดูสิ"

คำพูดยาวเป็นประโยคของหลิ่งเหลียนเหมือนแค่ลอยอยู่ในอากาศ พระสนมตัวเล็กเพียงแค่เหม่อสายตามองตามไปที่นิ้วมือของตน เข็มเล่มนิดเดียว แต่เลือดหยดมากถึงเพียงนี้

แล้วหากความรักที่เผลอรักจนให้ทั้งใจ จะเจ็บถึงเพียงไหน...

"ซับเลือดก่อนนะเพคะ เดี๋ยวกระหม่อมจะไปนำเครื่องยามาทำแผลให้"

ผ้าสีขาวถูกนำมาซับเลือดที่ไหลอยู่บนนิ้ว ทั้งๆ ที่แผลเล็กนิดเดียว หากแต่เลือดก็ยังคงไหลไม่หยุด

"เราไม่เป็นอะไร ไม่ต้องทำแผลหรอก แค่ล้างน้ำก็พอแล้ว"

"ได้อย่างไรกันเพคะ"

"ไม่เป็นไร แผลเพียงน้อย เราไม่เจ็บเสียหน่อย"

"หากทรงไม่เจ็บ แล้วทำไมถึงได้ร้องไห้อยู่เช่นนี้ล่ะเพคะ"

โดยไม่รู้ตัวที่น้ำสีใสหยดลงอาบแก้ม ซิ่วหมินยกมือขึ้นแตะแก้มที่น้ำตาไหลริน ปัดออกอย่างลวกๆ ก่อนจะส่งยิ้มออกไปไม่ให้กังวล

"เราแค่ตกใจ เมื่อครู่ไม่ทันได้ระวัง เข็มก็เลยทิ่มเสียจนเลือดออก"

"ไม่เป็นอะไรแน่นะเพคะ"

"อืม"

พยักหน้าลงเบาๆ เพื่อยืนยันคำพูดตัวเอง มองดูนิ้วตนเองที่เลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่คราบสีหม่นที่ติดอยู่

"องค์จักรพรรดิเสด็จ!"

คนที่มัวแต่เหม่อมองถึงกับสะดุ้ง ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นและหันไปมองที่บานประตูที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก หัวใจเต็นรัวสลับช้าทีเร็วทีจนปวดหนึบไปทั้งหน้าอก

ดีใจที่จะได้พบ หากแต่ก็เสียใจที่เพิ่งจะมาพบ

ประตูบานเลื่อนเปิดออก ปรากฎร่างสูงที่ยืนอยู่ รอยยิ้มอ่อนโยนดั่งเช่นทุกทีส่งมอบมา และดวงตาแบบที่เขาเคยได้มองอยู่ทุกวัน เพียงแค่ได้พบหน้าก็เหมือนจะลืมเรื่องใดก่อนหน้านั้นไปเสียหมด หากแต่ก็ยิ่งตอกย้ำ ว่าช่างคิดถึงเหลือเกิน

พระสนมรีบวางของในมือ ก้มลงโค้งคำนับเช่นเดียวกับหลิ่งเหลียนที่โค้งคำนับและเดินออกไปแล้ว เหลือเพียงองค์จักรพรรดิกับพระสนมเท่านั้นที่อยู่ในห้อง

"ถวายบังคมฝ่าบาท"

"ปกติแทบไม่เคยพูดเช่นนี้กับเรา ทำไมวันนี้ถึงได้พูดล่ะ"

ตอบคำถามที่พระองค์ทรงถามมาไม่ได้เหมือนกัน หรือเป็นเพราะจริงๆ อาจจะลืมไปแล้วว่าตอนพบกัน เราทำเช่นไรบ้าง

พระสนมไม่ได้ตอบ และองค์จักรพรรดิก็ดูไม่ได้อยากได้คำตอบจริงจัง องค์จักรพรรดิทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับพระสนม ใช้สายตาคู่นั้นเฝ้ามองใบหน้าที่คิดถึง

"ทำไมทรงจ้องเราเช่นนั้นล่ะพระองค์"

"เราแค่คิดถึง"

พูดตามที่รู้สึกออกไปอย่างไม่ปิดบัง สายตาก็ยังคงเฝ้ามองดวงหน้าดวงนั้นอยู่อย่างไม่ละสายตา พระสนมไม่รู้จะทำเช่นไร จะขยับตัวอย่างไร หรือจะวางสายตาไว้ที่ใดก็มิอาจรู้ เมื่อสายตาขององค์จักรพรรดิจ้องมาเช่นนั้นจนทำอะไรเสียไม่ถูก

"เรา...ถามได้หรือไม่"

เอ่ยออกไปอย่างไม่มั่นใจ สายตาหลุกหลิกอย่างชั่งใจว่าควรจะถามออกไปดีหรือไม่ เมื่อบอกว่าคิดถึงเช่นนั้น ไยถึงมิเสด็จมาพบล่ะ...

"หลายวันที่ผ่านมาพระองค์ทรงทำอะไรหรือ"

ถามออกไปเสียงแผ่วในขณะที่สายตาก็มององค์จักรพรรดิไปด้วย ไม่รู้ว่าสมควรถามออกไปหรือไม่หากแต่ก็เอ่ยปากออกไปแล้ว ทั้งที่จริงๆ อยากจะถามว่าเหตุใดถึงมิเสด็จมาหากัน แต่ความกลัวที่เกาะกุมจึงทำได้เพียงแค่เอ่ยถามไปอย่างอ้อมโลก หากแต่องค์จักรพรรดิก็ยังคงยิ้มและทอดมองมาด้วยสายตาอบอุ่นคู่นั้น

"เราออกว่าราชการ ประชุมสภาขุนนาง แล้วก็อ่านฎีกาดังเช่นทุกที"

แล้วสตรีนางนั้นเล่า... ได้แต่เอ่ยถามอยู่ในใจ ซิ่วหมินเม้มปากแน่น พยายามไม่ให้หลุดถามสิ่งที่อยากรู้ออกไป

"แล้ววันนี้ทรงว่างหรือ ถึงได้เสด็จมาหากระหม่อม"

องค์จักรพรรดิยิ้ม และดวงตามีแววขบขัน

"เจ้าโกรธเราหรือที่พักนี้เราไม่ค่อยได้มาหาเจ้า"

คนตัวเล็กรีบร้อนโบกไม้โบกมือปฎิเสธเป็นพัลวัน

"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า กระหม่อมมิบังอาจ" เสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังออกมาอย่างขบขัน พระสนมได้แต่หน้ามุ่ย ไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าขันนัก

"พักนี้เรายุ่งไปหน่อย อย่าโกรธเราเลยนะ" น้ำเสียงออดอ้อนถูกส่งมา พาลชวนให้หัวใจกระตุก มือน้อยๆ เผลอเลื่อนมากุมที่หน้าอก อยากจะให้เต้นเบาลงกว่านี้อีกเพียงนิด หัวใจเอ๋ย อย่าเต้นแรงนักเลย ประเดี๋ยวคนตรงหน้าจะได้ยินเข้าเสีย

"เพื่อเป็นการไถ่โทษ คืนนี้เราจะอยู่ด้วยจนกว่าฟ้าจะสางเลยดีหรือไม่"

น้ำเสียงออดอ้อนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ ลูกตาแพรวพราวที่มองสบมาก็ชวนทำให้หน้าร้อนผ่าว อุณหภูมิข้างแก้มเหมือนจะร้อนขึ้นเสียจนควบคุมไม่ได้

แย่แล้ว ต่อให้แรงคนสักสิบคนยี่สิบคนหรือแม้แต่ร้อยคน ก็ดึงเอาหัวใจเขากลับมาไม่ได้จริงๆ เสียแล้ว

รักทั้งที่ทำได้แค่รัก ทำไมถึงยังได้รักนักรักหนากันนะ

ระยะห่างระหว่างกันที่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ลมร้อนๆ ที่รดจรดอยู่บนริมฝีปาก สายตาที่ชวนให้อ่อนแรงคู่นั้นทอดมองมาจนอยากจะหลบสายตา หากแต่แรงดึงดูดก็ทำให้มิอาจละสายตาไปได้ สัมผัสแผ่วเบาแตะลงบนริมฝีปาก จุมพิตละมุนละไมค่อยๆ ละเลียดชิมความหวานที่เคลือบอยู่บนริมฝีปาก ความร้อนโอบล้อมทั่วทั้งผิวกาย ความรู้สึกราวกับกระแสไฟแล่นลงไปยันปลายเท้า หากแต่ริมฝีปากก็ยังมิผละออกจากกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนเกือบจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว เสียงหอบหายใจดังผะแผ่ว ดวงตาคู่กลมราวกับเคลือบไปด้วยน้ำหวาน เมื่อตอนนี้ช่างหยาดเยิ้มดั่งน้ำผึ้งละลาย

ประคองร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่หลุดร่วงลงทีละชิ้น มือหยาบหนาไล่สำรวจไปทั่วผิวเนื้อเนียนราวกับไม่เคยจับต้อง เนื้อผิวเนียนละเอียดขึ้นระเรื่อสีแดงแทบทั้งตัว เมื่อเจ้าของมือหนาบีบจับไปเสียทุกส่วน

ไล่ริมฝีปากชิมความหวานจากทุกซอกทุกมุม ราวกับผีเสื้อชมเกสรดอกไม้ ทั้งหอมทั้งหวานจนมิอาจละจากไปได้ รอยสีกุหลาบเจือจางอยู่บนเนื้อผิว อยากจะตีตราจองว่าร่างกายนี้เป็นของเขา

สองร่างตะกองกอดกัน ร่างกายรวมเป็นหนึ่งเดียวราวกับเราจะไม่มีทางแยกจากกัน ชั่วครู่หนึ่งที่เหมือนไม่เห็นสิ่งใด ทุกอย่างรอบตัวเป็นดั่งภาพสีขาว หากแต่เพียงชั่วครู่เดียวที่ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นสายตาคู่นึงที่มองทอดมาอยู่ก่อนแล้ว

"เราอยากจะสลักภาพของเจ้าไว้ในดวงตาของเราเหลือเกิน เพื่อเราจะได้เห็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา"

เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยออกมาพลางจ้องเข้าไปนัยน์ดวงตากลมโตหวานช่ำ นัยน์ตาหวานหยดและพวงแก้มที่เรื่อสีอ่อนๆ ช่างน่ารักเสียเหลือเกิน

"เราขอสลักเอาไว้ในดวงตาคู่นี้ เพราะไม่ว่าเมื่อใดที่เราหลับตา จะได้เห็นเจ้าอยู่เช่นนี้"

 

 

แสงแดดลอดผ่านเข้ามากระทบกับผืนเตียง มีเพียงรอยยับที่หลงเหลือไว้ว่าคนที่เคยนอนตรงนั้นลุกออกไปแล้ว...

 

 

เท้าเล็กที่พาตัวเองมาหยุดยืนอยู่ ณ ลานพระราชวัง ทอดสายตามองไกลออกไป เห็นเพียงบุรุษที่ตะกองกอดเขาเอาไว้เมื่อคืน บัดนี้ยืนเคียงคู่กับคนอื่นอย่างเหมาะสม

"ข้าขอแต่งตั้งนางหลิวอี้เฟยให้เป็นพระมเหสีเคียงคู่กับองค์จักรพรรดิ เป็นแม่ของแผ่นดิน ดูแลทั้งบ้านเมือง และอยู่ครองคู่กับองค์จักรพรรดิตลอดช่วงของชีวิต"

เสียงของพระพันปีดังก้องไปทั้งลาน เสียงไม้กลองตีดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงแสดงความยินดีที่ดังกึกก้องจนได้ยินไปทั่วทั้งลาน

ร่างของคนสองคนยืนเคียงคู่กันอยู่ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ เหล่าขุนนาง พระสนม นางกำนัล ขันที หรือแม้แต่ทหารรับใช้

"ยินดีด้วยพระมเหสี ยินด้วยพระมเหสี ยินดีด้วยพระมเหสี"

คำที่ทุกคนต่างเปล่งออกมาและก้มลงโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำแล้ว พระสนมค่อยๆ คุกเข่าลง จรดหน้าผากลงกับพื้นปูนที่ร้อนจัด เปล่งเสียงออกมาเพื่อแสดงความยินดี

"ยินดีด้วยพระมเหสี ยินดีด้วยพระมเหสี ยินดีด้วยพระมเหสี"

อาจเพราะอากาศที่ร้อนจนเกินไป กระบอกตาถึงได้ร้อนผ่าวเช่นนี้ ถ้อยคำแสดงความยินดีเปล่งออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมๆ กับที่คำนับให้แก่องค์จักรพรรดิและพระมเหสี

หยาดน้ำตาไหลรินกระทบลงบนพื้นปูน หากแต่หัวน้อยๆ ก็ยังไม่หยุดก้มลง



 

#ฟิคหญิงงาม

 

Talk

หายไปนาน ขอโทษนะคะ ช่วงนี้เค้าไม่ว่าง ต้องทำงานที่ร้านT^T ตอนนี้เป็นลู่หมินทั้งตอนก่อนเนอะ เทาฮุนเดี๋ยวจะมาบ้าง5555555 ฝากฟิคอีกเรื่องไว้ด้วยนะคะ คนล่ะแนวกับอันนี้เลย555555555

ปะป๊าเดอะซีรีส์



 

O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

215 ความคิดเห็น

  1. #169 forLUMIN (@forlumin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2558 / 23:18
    ความเป็นจริงมันโหดร้าย
    แต่ที่โหดร้ายกว่าก็คือไม่บอกความจริงให้รู้
    การที่จักพรรดิพยายาม แต่ไม่เป็นผล
    หรืิอกำลังพยายามทำอะไรอยู่ คนที่ไม่รู้บางทีเจ็บมากๆก็เลิกหวัง และซักวันอาจจะเลิกรักก็ได้นะพระองค์....

    เราคิดว่าจักพรรดิตกลงอะไรกับมเหสีใช่ไหม?

    รอนะคะ ชอบ>…<
    #169
    0
  2. #168 ramp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 19:25
    ปลอบกันแบบนี้น่ะเหรอ สู้บอกความจริงแต่แรกดีกว่าไหม อีกกี่วันพระสนมจะได้ออกจากวัง เสด็จไปให้ไกลเลยเพคะ ไปให้ไกลจากคนใจร้าย ร้ายได้เลือดเย็นมากอ่ะ ใครก็ได้มาพาพระสนมไปที
    #168
    0
  3. #167 Jakkaran55 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 18:15
    เศร้า ทนไม่ได้ องค์จักรพรรดิ์โกหก บายไม่อยากเห็นพระสนามเสียใจ ที่มาหาคงเหมือนมาสั่งลาเราก้อขอลา
    #167
    0
  4. #166 nookall (@nookally) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 15:57
    สงสารพระสนม ไม่มีอะไรมากกว่านี้จริงๆบางทีถ้าความรักมันทำให้เจ็บซ้ำขนาดนี้ก็เลิกรักไปเถอะ แต่พระราชาก็น่าสงสารยิ่งนัก ว่าแต่ถ้าพระสนมอายุเท่าไหร่นะถึงจะออกไปจากวังหลวงได้ มีกฎแบบนั้นด้วยเหรอ เราเข้าใจว่าถ้าเป็นสนมแล้วจะไม่สามารถไปเป็นคนธรรมดาได้นอกจากถูกเนรเทศ ไรท์คะ มาต่อเร็วๆนะหน่วงมากเลย
    #166
    0
  5. #165 Nurma Ar (@nurmaar) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 11:04
    สงสารมินซอกอ่ะ
    #165
    0
  6. #164 saowwaluk (@saowwaluk) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 17:14
    สนุกมากค่ะ รอนะคะ ~~ สงสารมินซอกมากกกกกก
    #164
    0
  7. #163 eswwes (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 10:24
    เจ็บเลยยยยย โหยย บีบหัวใจ
    #163
    0
  8. #162 LUMINLIN♡ (@alwayslumin) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 09:45
    สงสารพระสนมมาก ก่อนวันจะแต่งตั้งมเหสีทำไม ทำไมต้องทำอย่างงั้นกับพระสนมด้วย นี่อ่านแล้วเจ็บปวดหัวใจมาก เจ็บ สงสาร ยิ่งอ่านไปยิ่งอ่อนแรง องค์จักรพรรดิ ทำไม มีแต่คำถาม ปล่อยพระสนมไปเถอะ ไม่ก็มีใครมาฉุดพระสนมไปที ฉุดไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้ ฉุดไปทำให้องค์จักรพรรดิรู้ว่าสิ่งที่มีค่าอยู่ที่ไหน // อินแรง 55555555 ไรท์แต่งดีมาก นี่น้ำตาไหลเลย ปวดใจมาก
    #162
    0
  9. #161 Aomiez Aom (@my_lil_baozi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 02:04
    สงสารพระสนมจับใจ เจ็บปวดแทนเหลือเกิน
    #161
    0
  10. #160 Fc Minnoi Kim min seok (@poppylovekms) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 01:35
    ไรท์ทำเราร้องไห้อ่ะ ฮรืออออ
    #160
    0
  11. #159 ChestNut (@ChestNat) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 23:44
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ไหงมาลงเอยงี้ค่าาาา โอ้ยยยยพระสนมไม่ร้องงงงงง องค์จักรพรรดิเพคะะ ทำอะไรก็เตี้ยมพระสนมไว้หน่อยเพคะะะะะ รีบมาต่อนะคะะ จะลงแดงงงง 55555555
    #159
    0
  12. #158 Lminmhan (@lumin2620) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 23:30
    ทำไมยิ่งอ่านยิ่งเศร้าจัง สงสารซิ่วหมินจัง ฮือออ เรื่องมันเศร้า
    #158
    0
  13. #157 Blackberrynattiya Nattiya (@saranghaebaozi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 20:37
    ร้องไห้หนักมาก
    #157
    0
  14. #156 S.N.L.L (@sunlikelay) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 19:57
    สงสารหมินอ่ะ ไหงพี่ลู่เลือกแต่งงานละ แง้ๆๆๆๆ ไรต์จ้าเราชอบเรื่องปะป๊าเดอะซี่รี่ส์มากกกกก รออ่านอยุเลยคร่า เรื่องนี้ก็รักกกกกกกก 
    #156
    0
  15. #155 Nunqwerty (@nunjyj) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 18:39
    โหยแบบร้องไห้ตามองค์จักรพรรดิแบบเหมือนมาหลอกให้ดีใจแล้วเงื้อมมีดแทงทีหลังแบบเจ็บมากอ่ะสงสารพระสนมฮืออออออออ มาต่อไวๆนะไรท์ขารอติดตามอยู่น้าา
    #155
    0
  16. #154 pbmint (@pbmint1993) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 16:47
    ทำไมทำแบบนี้TT ใจร้ายยยใจร้ายมากกๆๆทำแบบนี้กับพระสนมได้ยังไงงง!!
    #154
    0
  17. #153 Sopia (@sopia) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 16:32
    เกลียดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เกลียดหานแรง เกลียดมากเกลียดที่สุดแม้แต่ฉากเลิฟซีนก็ไม่สามรถกลบความหน่วงตอนกลางเรื่องได้ โอ้ยปวดใจเหลือเกิน น้ำตาเราอาจไหลเยอะกว่าพระสนมด้วยซ้ำ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบหัวใจอยู่ ไหนล่ะว่ารักกันไหนล่ะความพยายาม แม้แต่ในสายตาพระองค์ก็ไม่มีพระสนมอยู่แล้ว มีเพียงสาวงามที่แม่หามาให้ คำพูดของพระองค์มันเชื่อไม่ได้เลย คำว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำแลดูจะเชื่อไม่ได้แล้วนะ ถึงเราจะเข้าใจก็เถอะว่าราชินีต้องเป็นผู้หญิง แต่เหตุใดทำไมการกระทำของพระองค์ถึงไม่เป็นเช่นเดิม เป็นเหมือนก่อนที่จะได้พบกับนาง หน่วงจริงๆค่ะ ขอคาระวะคนแต่งสามจอก เราอินมากค่ะเหมือนตัวเองเป็นพระสนมเอง นึกถึงตอนก่อนหน้าทึ่แบคฮยอนเป็นนางสนมเอก(รึเปล่า?)ทำไมถึงถูกแต่งตั้งให้เป็นพระสนมเอกเพราะมาคนแรกหรือว่าเป็นเคยรักมาก่อนเหมือนกัน รีบมาต่อตอนไปนะค้าา ขอโทษด้วยนะคะถ้าจะอ่านเม้นยากไปหน่อยพอดีพิมพ์ในโทรศัพท์
    #153
    0
  18. #152 Goldfish YS (@goldfishtang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 16:07
    สงสารมินซอกอ่า แง๊งงงง
    #152
    0
  19. #151 nookall (@nookally) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2558 / 20:55
    พระสนมซิวหมินน่าสงสารอะหวังว่าองค์หญิงหลิวอี้เฟ้ยจะไม่ใจร้ายกับพระสนมนะT_T
    #151
    0
  20. #150 kms_chks (@kms_chks) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2558 / 09:00
    เข้มแข็งไว้นะมินซอก
    #150
    0
  21. #149 Fairygodmother (@kkkkkokoro) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 / 21:08
    สงสารทุกคนอ่าาาา
    #149
    0
  22. #148 eswwes (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 20:28
    สงสารพระสนม โฮกกกกกก TT เเต่พี่ลู่ก็น่าสงสารนะ ปวดใจเเทนนางจิงๆ ท่านเเม่นี่ก้เหลือเกินน เห้ออ สู้สู้นะ ทั้งฮุน เทา ลู่ หมินน
    #148
    0
  23. #147 S.N.L.L (@sunlikelay) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 19:06
    สงสารหมิน โฮๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #147
    0
  24. #141 ramp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 12:54
    สงสารพระสนม หนีไปนอกวังเลยไหมเพคะ ไปอยู่อย่างสามัญชนท่าจะดี ไม่ต้องค่อยปวดใจ องค์จักรพรรดิ์ดูจะลังเลไปล่ะ มาต่อไวๆๆๆๆๆน่ะ ปาดน้ำตา
    #141
    0
  25. #140 mikiro555 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 01:43
    มินซอกลูกกก

    อ่านไปร้องไห้ไป

    สงสารมินซอกอ่าาาน~~

    ไรด์อ่ะ &#128546;&#128546;&#128546;&#128546;&#128546;

    ลู่หานคนหลายใจ!!
    #140
    0