[EXO] Beauty And The King ❀LUMIN&TAOHUN

ตอนที่ 6 : ❀BeautyKing 05 -If anything can go wrong, it will.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 802
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 เม.ย. 58



Chapter 05

If anything can go wrong, it will.

 

ตะวันตกดิน และไฟกลางคืนส่องสว่าง เวลาคลางคืนที่เงียบสงบ เสียงเรไร่แว่วมาแต่ไกล อุณหภูมิอากาศเย็นลง ดวงจันทร์ส่องสว่างจนแทบมองไม่เห็นดาว

"พระสนมล่ะ"

เสียงทุ้มเอ่ยถามทันทีที่เดินเข้ามายังตำหนักเฟยเซียน นางกำนัลสองนางที่ยืนอยู่ก้มลงโค้งคำนับก่อนจะเอ่ยตอบ

"กำลังจัดสำรับอยู่ที่ครัวเพคะ"

"หมายถึงที่ครัวใหญ่น่ะหรือ"

"เพคะ"

"อีกนานไหมกว่าจะกลับ"

"ไม่นานหรอกเพคะ พระสนมทรงออกไปนานแล้ว คิดว่าใกล้จะได้เวลากลับแล้วเพคะ"

ตอบอย่างนอบน้อม องค์จักรพรรดิพยักหน้ารับรู้ ใช้เวลาครุ่นคิดเพียงนิดก็หันหลังเดินออกจากตำหนัก เขาคิดว่าเขาจะไปตามพระสนมที่ครัวเลยท่าจะดีกว่า หากแต่ยังไม่ทันได้เดินออกจากตำหนักไปไกล ร่างเล็กๆ ของสนมที่เดินคู่มากับนางกำนัลคนสนิทก็ปรากฎอยู่ในสายตา มือเล็กคู่นั้นถือสำรับอาหารที่แทบจะใหญ่กว่าตัว รอยยิ้มน่ารักแต่งแต้มอยู่บนริมฝีปาก เสียงหัวเราะดังแว่วมาให้ได้ยินจนอดยิ้มตามเสียไม่ได้

องค์จักรพรรดิหยุดเดิน รอจนร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้จนสังเกตเห็นว่าเขายืนอยู่ พระสนมชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นองค์จักรพรรดิ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อยราวกับตกใจ ก่อนจะรีบก้มลงโค้งคำนับ

ลู่หานเดินเข้าไปใกล้ และแย่งถาดสำรับมาถือไว้เสียเอง ดวงตากลมโตเบิกขึ้นกว้างอีก ริมฝีปากรูปกระจับคู่นั้นก็เผยอขึ้นจนดูน่ารักไปหมด มือเล็กๆ พยายามที่จะแย่งถากสำรับกลับมาถือเอง แต่องค์จักรพรรดิก็ยกถาดสำรับเสียสูงจนเขาเอื้อมไม่ถึง

"พระองค์ ถาดสำรับมันหนัก ทรงส่งคืนกระหม่อมเถอะ"

เสียงเล็กๆ เอ่ยและพยายามจะแย่งถาดสำรับกลับมาถือเอง แต่สิ่งใดก็ดูไม่เป็นใจเลย เมื่อเอื้อมก็แล้ว เขย่งก็แล้วแต่ยังจับถาดสำหรับที่องค์จักรพรรดิถือไว้สุดแขนไม่ได้

"แขนสั้น"

เอ่ยพลางนำเอาถาดสำรับเคาะหัวกลมๆ ของพระสนมเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินกลับไปยังตำหนักเฟยเซียน ได้ยินเสียงวิ่งตามมาจากข้างหลังก็หัวเราะเบาๆ แม้แต่เสียงวิ่งยังน่ารัก

"ค่อยๆ เดินก็ได้ เดี๋ยวก็ล้มเสียหรอก"

อดไม่ได้ที่จะหันไปดุ เมื่อได้ยินเสียงเหมือนคนที่วิ่งตามมาสะดุดอะไรสักอย่าง และภาพที่ได้เห็นก็ทำเอาองค์จักรพรรดิถึงกับถอนหายใจ ร่างเล็กของพระสนมนั่งลงอยู่บนพื้น เงยหน้าขึ้นมายิ้มแห้งๆ ให้ คำเตือนเมื่อกี้สายเกินไป พระสนมล้มลงไปคลุกฝุ่นเสียแล้ว

หลิ่งเหลียนที่เดินตามมากับพระสนมรีบส่งถาดสำรับที่ตนถืออยู่ให้ขันที ก่อนจะรีบช่วยดึงพระสนมขึ้นมา ปัดเนื้อปัดตัวให้ฝุ่นที่ลงไปคลุกเมื่อกี้หลุดออกไป นึกอยากจะดุสนมตัวน้อยที่วิ่งไม่รู้จักระวังจนหกล้ม แต่ก็ต้องเงียบเสียงไว้ก่อนเมื่อองค์จักรพรรดิเดินมาอยู่ตรงหน้า

"เราฝากหน่อย"

ยื่นถาดสำรับที่แย่งมาจากซิ่วหมินเมื่อครู่ให้หลิ่งเหลียนถือ ก่อนจะรับร่างของคนตัวเล็กมาประคองเอง

"พระองค์ กระหม่อมเดินเองได้ เมื่อครู่ที่ล้มก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร"

"จับเราไว้น่ะดีแล้ว เดี๋ยวเจ้าก็วิ่งซนจนได้ล้มอีกรอบ"

"ไม่ได้วิ่งซนเสียหน่อย เพราะคนบางคนทำให้เราต้องวิ่งตามจนหกล้มต่างหาก"

บ่นอุบอิบเสียงเบาพลางทำหน้ามุ่ยอย่างน่าเอ็นดู องค์จักรพรรดิลอบยิ้มขำ หากแต่ก็ยังคงเอ่ยเสียงดุ

"เราได้ยินนะพระสนม"

พระสนมตัวน้อยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ รีบก้าวเท้าเดินเข้าตำนักแต่ก็ติดตรงร่างสูงข้างกายที่ดึงแขนเขาไว้ให้ค่อยๆ เดินไปด้วยกัน

เดินก้าวเข้าตำนักพร้อมกับที่เหล่านางกำนัลรีบรับถาดสำรับไปจัดวางไว้ในห้องรับประทานอาหาร สองร่างพากันก้าวตามไป มือหนาก็ยังคงจับอยู่ที่แขนไม่ปล่อย

"ทรงปล่อยได้แล้วพระองค์"

เสียงเล็กเอ่ยบอกเบาๆ และดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุม องค์จักรพรรดิยอมปล่อยมือ ทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะที่จัดเตรียมไว้ ปล่อยให้พระสนมได้นั่งลงบนเบาะข้างๆ กัน

"วันนี้เจ้าเข้าครัวเองหรือ"

ทรงถามในขณะที่มือเล็กๆ ของซิ่วหมินเปิดสำรับอาหารให้

"กระหม่อมแค่เข้าไปช่วยในครัวน่ะ ไม่ได้ถึงกับลงมือทำอาหารเองหรอก"

ซิ่วหมินตอบในขณะที่นางกำนัลชิมอาหารทั้งสองสำรับเพื่อตรวจยาพิษ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกตินางกำนัลกุมสองมือไว้ที่หน้าตักและก้มหัวให้องค์จักรพรรดิและพระสนมก่อนจะลุกเดินออกไป

"คราวหลังเจ้าทำอาหารให้เราบ้างสิ"

"กระหม่อมไม่ได้ทำอาหารเก่งหรอกพระองค์ แค่พอช่วยหยิบจับในครัวได้"

"ไม่เป็นไร เราอยากกินน่ะ"

"เช่นนั้นก็ตามแต่พระองค์"

"เจ้าพูดแล้วนะ คราวหลังต้องทำให้เรากินด้วย"

พระสนมได้แต่ขานรับกลับไป จะแอบบ่นก็ไม่ได้เมื่อองค์จักรพรรดิช่างหูดีเหลือเกิน เมื่อครู่ที่แอบบ่นก็ดันตอบกลับมาได้ยินเสียนี่

มื้ออาหารดำเนินไปโดยมีเสียงคุยโต้ตอบเกิดขึ้นเป็นระยะ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังแว่วให้ได้ยินตลอดจนเหล่าขันทีและนางกำนัลที่อยู่นอกห้องอดที่จะเผยรอยยิ้มตามออกมาไม่ได้ ความสุขอบอวลไปเสียทั่ว บรรยากาศยามค่ำคืนวันนี้ดูเหมือนจะไม่เงียบเหงา

 

คล้ายว่าเวลาจะเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็ถึงเวลาพักผ่อน พอรับประทานอาหารเสร็จ องค์จักรพรรดิก็ออกจากตำนักไป พระสนมไม่แน่ใจว่าองค์จักรพรรดิไปที่ใด อาจจะมีงานด่วนหรือจริงๆ อาจจะกลับไปนอนที่ตำนักหยางเหวิน พระสนมเดินเข้าห้องบรรทม ที่นอนเย็นเฉียบเหมือนกับอากาศในตอนกลางคืนเช่นนี้ ซิ่วหมินล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายและหลับตาลง ปล่อยให้เวลากลางคืนโอบล้อมจนผล็อยหลับไป

เพียงครึ่งชั่วยามที่สนมตัวเล็กเข้าสู่ห้วงนิทราไป ร่างสูงขององค์จักรพรรดิก็เดินมาหยุดข้างเตียง ลอบมองใบหน้าน่ารักที่โผล่พ้นออกมาจากผืนผ้าที่ห่มกายไว้อยู่ แสงจากดวงจันทร์ส่องสะท้อนกับดวงหน้านวล

องค์จักรพรรดิแทรกกายลงนอนเคียงข้าง สอดตัวเข้าไปอยู่ในผืนผ้าเดียวกัน ขยับตัวโอบกอดร่างเล็กให้มาอยู่ในอ้อมแขน คนตัวเล็กก็เหมือนจะขยับเข้าหาความอบอุ่นที่แผ่โอบอุ้มตัวอยู่ ซุกหน้าลงกับแผงอกหนา สอดมือประคองกอดตอบ

เหมือนซิ่วหมินจะรู้สึกตัวแล้ว ดวงตากลมโตคู่นั้นกระพริบปริบๆ ภายใต้ความมืด ช้อนสายตาขึ้นมองเจ้าของร่างอบอุ่นที่ตะกองกอดไว้

"เราทำเจ้าตื่นอีกแล้วหรือ"

ร่างเล็กไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงแค่ขยับตัวเข้าหา คืนที่อุณหภูมิลดลงทำให้อากาศหนาวจัด ร่างเล็กเบียดกายเข้าหาความอบอุ่น ในขณะที่เจ้าของร่างนั้นก็กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น

"พระองค์ทรงไปไหนมาหรือ"

เอ่ยถามเสียงอู้อี้เมื่อใบหน้าจมอยู่กับแผ่นอก มือหนาขององค์จักรพรรดิลูบผมพระสนมอย่างเพลินมือ กลิ่นกายหอมๆ ที่ลอยมากับอากาศทำให้เขารู้สึกสดชื่น

"เรื่องการเมืองน่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก"

ทุ้มเสียงปรากฎแววอ่อนล้า พระสนมขยับตัวออกจากอ้อมกอด ดวงตากลมมองสำรวจใบหน้าขององค์จักรพรรดิที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้า มือเล็กๆ เอื้อมออกไปลูบไล้ตามกรอบหน้าหวังจะแบ่งเบาเรื่องที่องค์จักรพรรดิต้องแบกรับอยู่มาบ้าง

"ช่วงนี้ทรงงานหนักมากเลยหรือพระองค์"

สบสายตากับคนตัวเล็กที่มองมาอย่างกังวล มือหนาเอื้อมไปกอบกุมมือเล็กที่ลูบใบหน้าเขาอยู่

"ปัญหาเพียงเล็กน้อยน่ะ ไม่นานก็คงจะจัดการได้" ตอบออกไปเช่นนั้นทั้งที่รู้ว่ามันช่างยากเย็น แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะเอ่ยบอกไปให้คนตรงหน้าเป็นกังวล

"ถึงเช่นนั้นก็พักผ่อนบ้างนะพระองค์ พระองค์ดู..."

ยังไม่ทันที่กลีบปากเล็กจะเอ่ยจบ ลู่หานโน้มใบหน้าลงไปจุมพิตริมฝีปากรูปกระจับ ละเลียดชิมความหวานที่ราวกับน้ำผึ้งเปื้อนเกสรดอกไม้

ความอ่อนนุ่มของริมฝีปากพานทำให้หัวใจเต้นรัว กลิ่นกายที่โชยมาและเสียงหอบหายใจ ดวงตาฉ่ำน้ำที่สบมอง ใบหน้าระเรื่อสีที่มองเห็นอยู่ลางๆ แสงจากดวงจันทร์ส่องพาดผ่านผิวเนื้อเนียนของคนตัวเล็กที่อยู่ใต้ร่าง

ความอบอุ่นแทรกอยู่ทุกผิวสัมผัส ทั้งที่อากาศเย็น หากแต่เนื้อตัวที่สัมผัสกลับอุ่นร้อน เริ่มต้นด้วยจุมพิตเพียงเบา ตอนนี้จังหวะรักโหมกระหน่ำตามแรงอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่

หัวใจเต้นรัวแรง แทบจะเป็นจังหวะเดียวกับอากาศหอบหายใจ ทุกสัมผัสที่ตะกองกอด ราวกับถูกโอบอุ้ม เหมือนตกลงไปในห้วงอารมณ์ ภาพที่เห็นมีเพียงแค่คนอีกคนที่ต่างพร่ำขานชื่อ

เมื่อทุกอย่างราวกับสีกลีบดอกรสสุคนธ์ ดอกไม้ปลิวระร่อน เช่นเดียวกับหัวใจที่มอบให้อีกคนทั้งดวง

 

ยามเช้ามืด พระอาทิตย์ยังมิทันได้ตื่นจากการหลับไหล ลู่หานขยับตัวเบาๆ เพราะกลัวคนข้างตัวจะตื่น มือหนาลูบผมคนตัวเล็ก ลอบมองใบหน้าน่ารักยามหลับเพียงครู่ก็ต้องลุกขึ้นยืน

ยังมีเรื่องที่เขาต้องจัดการ

 

 

ท้องพระโรง

การประชุมสภาขุนนางเริ่มต้นอีกครั้งด้วยความเคร่งเครียด แม้จะมีบางส่วนที่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงกฎให้พระมเหสีเป็นบุรุษเพศ และแต่งตั้งสนมชายาเพื่อโอรสจะดูมีความเป็นไปได้ หากแต่นั้นก็เป็นส่วนน้อย

เมื่อขุนนางส่วนมากดูท่าจะรับไม่ได้กลับกฎบ้านเมืองที่จะเปลี่ยนไปเช่นนี้ สนมสามารถเป็นบุรุษเพศได้ก็จริง แต่เรื่องพระมเหสี เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

"กี่วันแล้วที่เราให้เวลาท่านขุนนางคิดไตร่ตรองตามที่ขอ ทำไมถึงยังไม่มีความคืบหน้าอีก"

"ทูลกระหม่อม เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ไม่สามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่วันตัดสินใจได้พ่ะย่ะค่ะ"

"อีกเพียงเจ็ดวัน เราจะให้เวลาพวกท่านไตร่ตรองอีกครั้ง อย่าให้เราต้องเผด็จการเลยท่านขุนนาง"

เอ่ยเสียงเรียบนิ่ง เช่นเดียวกับดวงตาที่สุดจะหยั่งถึง นัยน์ตามืดสนิทกวาดมองทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าไม่แม้แต่จะสบพระพักตร์

"พระอาญามิพ้นเกล้า หากแต่ทรงตรัสเช่นนั้นก็ราวกับเผด็จการไปครึ่งหนึ่งแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ" องค์จักรพรรดิหัวเราะออกมา หากแต่สีหน้ากลับไม่ได้คิดว่ามีสิ่งใดน่าขัน

"เช่นนั้น ก็อย่าให้เราเผด็จการสิ"

ยังคงยืนยันคำที่ตรัสเช่นเดิม หากแต่การประชุมยังไม่ได้ดำเนินไปถึงไหนบานประตูถูกเปิดออกพร้อมกับหยางมี่ที่ก้าวเข้ามา

"พระพันปีเสด็จ!"

เสียงเอ่ยดังไปทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างพากันก้มลงคำนับจนหน้าผากติดพื้น ทำความเคารพแก่พระพันปีที่เสด็จมาอย่างไม่บอกกล่าว

"ท่านแม่ มีเรื่องใดถึงได้เสด็จมาเพลานี้" ลู่หานลุกลงจากบัลลังก์ เดินไปหาผู้เป็นมารดา

"ข้าขอโทษทุกท่านด้วยที่ขัดการประชุม หากแต่ข้ามีเรื่องสำคัญ"

"เรื่องอันใดหรือ" ลู่หานขมวดคิ้ว เอ่ยถามผู้เป็นแม่อย่างสงสัย

"แม่อยากให้ลูกพบกับคนหนึ่ง"

 

 

ตำนักเฟยเซียน

"ช่วงนี้องค์จักรพรรดิเสด็จมาหาพระองค์บ่อยนะเพคะ" เสียงเอ่ยของหลิ่งเหลียนดังขึ้นในขณะที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้พระสนมที่ยืนอยู่กลางห้อง แขนเล็กสองข้างยกขึ้นยามที่นางกำนัลนำผ้าผืนสวยพันรอบเอว ซิ่วหมินเบือนหน้าหลบสายตาที่มองมาอย่างหยอกล้อก่อนจะอุบอิบโต้ตอบกลับไป

 

"เปล่าเสียหน่อย พระองค์แค่ทรงผ่านมาก็เลยแวะมาหาเรา"

"ตำหนักหยางเหวินกับตำหนักเฟยเซียนก็มิได้ทรงอยู่ใกล้กันมากนะเพคะ"

"ถึงอย่างนั้นก็จะเดินผ่านไม่ได้หรืออย่างไร ภายในรั้ววังแห้งนี้ทุกพื้นที่เป็นขององค์จักรพรรดิ จะบังเอิญเดินผ่านมาไกลแค่ไหนก็ย่อมได้"

"โอ้ แน่นอนเพคะพระสนม ภายในรั้ววั้งแห่งนี้เป็นขององค์จักรพรรดิจะบังเอิญเดินผ่านมาไกลแค่ไหนก็ได้ หากแต่ผ่านตำหนักเฟยเซียนไปก็เจอแต่สวนหลังวัง ช่วงนี้องค์จักรพรรดิคงชื่นชอบธรรมชาติน่าดู"

คนร่างเล็กแก้มร้อนผ่าว ก้มหน้างุดหลบซ่อนใบหน้าเปื้อนสีของตนเองไว้ เขาหมดคำจะต่อเถียงเมื่อเป็นดังตามที่หลิ่งเหลียนกล่าว ตำหนักของเขาอยู่เสียท้ายวัง เดินผ่านไปก็เจอเพียงสวนกับลำธาร

"องค์จักรพรรดิเสด็จ!"

ยังมิทันจะทิ้งช่วงห่าง เสียงจากขันทีก็ดังมาจากหน้าตำหนัก เป็นอีกครั้งที่เหล่านางกำนัลต่างต้องเร่งมือแต่งกายให้พระสนมจนเสร็จเรียบร้อยก่อนที่องค์จักรพรรดิจะเข้ามา ซิ่วหมินรับรู้ได้ถึงสายตาของหลิ่งเหลียนที่มองมาอย่างหยอกล้อ เสียงหัวเราะเบาๆ ของหลิ่งเหลียนทำให้เขานึกอยากหันหลังวิ่งออกจากตำหนัก หากแต่วิ่งออกไป ก็คงเจอองค์จักรพรรดิก่อนอยู่ดี

เมื่อบานประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลก้มโค้งคำนับให้แก่องค์จักรพรรดิ พระสนมตัวเล็กก็โค้งคำนับเช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องเอ่ยปาก เหล่านางกำนัลพากันเดินออกไป ปล่อยเวลาให้องค์จักรพรรดิทรงอยู่กับพระสนมองค์โปรด

"เมื่อเช้าเรารีบออกว่าราชการ ก็เลยรีบตื่นออกไปก่อน ไม่ทันได้รอตื่นพร้อมเจ้า"

ดวงหน้าเล็กเห่อร้อน เขายังมิทันได้เอ่ยถึงเรื่องนั้น อันที่จริง เขายังไม่ทันได้เอ่ยถึงสิ่งใด ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเรื่องนั้นขึ้นมาก็คงมิมีใครว่า

"กระหม่อมยังมิทันได้เอ่ยถามเสียหน่อย"

"เผื่อเจ้าจะอยากรู้"

ขยับตัวเดินเข้าไปใกล้ลดช่องว่างที่กั้นกลางอยู่ รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนดวงหน้าไม่ได้ทำให้ร่องรอยเหน็ดเหนื่อยขององค์จักรพรรดิดูจางลงเลยแม้แต่น้อย พระสนมสังเกตได้ถึงดวงตาที่อ่อนล้า และใบหน้าที่เหนื่อยอ่อน เรื่องกังวลใจที่พระองค์ทรงแบกรับ วันนี้ดูราวกับว่าจะหนักหนากว่าเดิม

"ปัญหาเล็กน้อยที่พระองค์ว่า ยังแก้ไม่ได้อีกหรือ"

เสียงหวานเอ่ยออกมา ดวงหน้าน่ารักขมวดคิ้วมุ่น ดูท่าจะเป็นกังวลไปกับเขาด้วย ลู่หานขยับตัวเข้าใกล้จนไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน ก้มหัวลงซบไหล่บางที่ตอนนี้ราวกับเป็นที่พักพิง

"มันยากเย็นเหลือเกิน"

เอ่ยอย่างอ่อนล้า เพียงแค่ความรักที่เอ่อล้นจนต้องการจะยกย่อง ทำไมถึงได้ยากเย็นเช่นนี้

 

 

ขาเรียวก้าวลงจากเกี้ยว ผืนผ้าทอสวยสวมใส่อยู่บนเรือนร่าง ผิวที่ขาวราวกับหิมะ รูปหน้าสวยรับกับดวงตา ริมฝีปากอิ่มและจมูกรั้น

สองแขนวางทับกันข้างหน้าก่อนจะย่อตัวลง ลู่หานอยู่ตรงนั้นและมองหญิงสาวตรงหน้าที่เพิ่งพบ

'หลิวอี้เฟย'

 


 

 

ร่างบางหยุดยืนอยู่ตรงนั้น มองแผ่นหลังกว้างคู่นั้นไปจนลับสายตา เสียงควบม้าดังไกลออกไปจนไม่ได้ยิน หัวใจเหมือนเต้นช้าลง เนิบนาบเสียจนกลัวว่าจะหยุดเต้นไปแล้ว ราวกับหูดับไปชั่วขณะเมื่อประสาทสัมผัสปิดการรับรู้ มีเพียงแค่เสียงทุ้มจากประโยคนั้นที่เอ่ยบอกและเสียงของการจากไป

เสียงลมพัดหวิว หัวใจหลุดปลิวไปกับสายลม

ไม่รู้ว่าขาสองข้างของตัวเองพากลับมาที่หอนางโลมได้อย่างไร รู้ตัวอีกทีร่างราวกับไร้วิญญาณของซือชุนก็อยู่ในหอนางโลมเสียแล้ว

'ซือชุน! ไปอยู่ที่ไหนมา ข้าตามหาเสียนาน มาม่าบอกให้เจ้าไปรับแขก'

เหมือนตุ๊กตาไขลานที่พอไขลานก็เต้นระบำไปจนกว่าลานจะหมุนวนครบรอบ ซือชุนพยักหน้ารับ สีหน้าท่าทางที่ราวกับลืมชีวิตไว้ที่ไหนสักแห่งทำให้ฉงไช่อดเป็นกังวลไม่ได้

'เจ้าเป็นอะไร ไม่สบายหรือ จับไข้หรือเปล่า ตัวก็ไม่ร้อนแต่ทำไมถึงได้ดูไร้ชีวิตเช่นนี้เล่า'

ว่าพลางจับดูอุณหภูมิที่ตัว ตัวก็ไม่ร้อน เย็นเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงได้ดูราวกับป่วยไข้เช่นนี้

'ข้าไม่เป็นอะไร ข้าสบายดี ข้าจะไปต้อนรับแขกตามที่มาม่าสั่ง'

'เจ้าไหวแน่นะ'

ถามอย่างเป็นกังวล สายตากวาดไล่มองดูเด็กน้อยตรงหน้าอย่างเป็นห่วง

'ข้าไหว'

เมื่อซือชุนตอบมาเช่นนั้น ฉงไช่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ ปล่อยร่างบางให้เดินไปยังห้องที่ต้อนรับแขก

ขาเรียวก้าวไปตามทางเดินจนกระทั่งเปิดประตูบานเลื่อนออก บุรุษร่างสูงนั่งคอยอยู่บนเตียง รอยยิ้มที่ส่งมาไม่ได้ทำให้รู้สึกชื่นใจแม้เพียงนิด ร่างบางก้าวไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้า มือเรียวที่ค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ออก ผ้าทอผืนสวยหล่นลงจากลาดไหล่ ผิวขาวเนียนช่างตัดกับผ้าทอสีกลีบกุหลาบแดง

มือหยาบหนาค่อยๆ สัมผัสไปทั่วผิวเนื้อ เกิดรอยแดงเป็นจ้ำเมื่อเจ้าของมือหนาออกแรงบีบจนผิวเนื้อขึ้นสี

ซือชุนมองคนตรงหน้า สายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลทอดมองมาที่เขา แววตาและรอยยิ้มอย่างพึงพอใจราวกับได้ตุ๊กตากระเบื้องชิ้นโปรด

หยดน้ำพราวระยับอยู่นัยน์ตา กลิ้งไปมาจนแทบเอ่อล้น สัมผัสที่แนบชิดเข้ามา ตัวตนที่ซือชุนไม่อยากรู้จัก กี่ครั้งที่โถมเข้าใส่ ร่างกายบอบช้ำเสียจนยับเยิน

เป็นครั้งแรก ที่คนบนร่างของซือชุนไม่ใช่หวงจื่อเทา

 

ฟ้ามืดแสงไปแล้ว และความบอบช้ำเมื่อครู่ได้ผ่านไป เหลือเพียงแค่ร่องรอยที่ตอกย้ำ ซือชุนนั่งอยู่มุมห้องมืด มีเพียงแค่แสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามา ร่างบางกอดเข่าตัวเองแน่น กลั้นเสียงสะอื้นจนลมหายใจสะดุด

ตลอดเกือบปีที่ซือชุนเป็นหญิงงามเมือง สัมผัสบนร่างกายไม่เคยเป็นของบุรุษอื่นนอกเสียจากหวงจื่อเทา ตั้งแต่แรกที่เขาเข้ามาร้องไห้เสียจนแทบขาดใจเมื่อรับรู้ว่าต้องทำเรื่องแบบใด แต่โชคอันน้อยนิดยังเมตตา เมื่อคนคนนั้นเป็นผู้ชายคนนั้น

หากแต่ตอนนี้รอยเปื้อนบนตัวมิอาจลบล้าง หัวใจดวงน้อยราวกับถูกบีบเค้นจนกลัวว่าจะเละคามือ มือบางคู่นั้นกอดตัวเองเอาไว้เหมือนป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดที่รุมเร้า แต่ความเจ็บปวดที่โจมตีก็มิได้ทุเลาลง

ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ตัวบางๆ ของซือชุนสั่นไหว ดวงตาคู่สวยพรั่งพลูไปด้วยน้ำตา เสียใจเหลือเกิน ซ้ำยังรู้สึกรังเกียจตัวเองที่ปล่อยให้ใครเข้ามาแตะต้อง

เสียงครืนของบานประตูถูกเลื่อนออก ฉงไช่เปิดประตูเดินเข้ามา สายตาของหญิงมากอายุมองร่างบางที่กอดเข่าตัวเองอยู่ที่มุมห้องด้วยความสงสาร หัวใจปวดตุบเมื่อเด็กน้อยคนนี้ร้องไห้จนราวกับจะขาดใจ

'ซือชุน...'

เพียงเสียงเอ่ยเรียก ร่างบางของซือชุนก็โถมเข้ากอดฉงไช่ที่อ้าแขนรอรับอยู่ เด็กน้อยร้องไห้อยู่บนอก มือเหี่ยวย่นลูบหลังเด็กน้อยของเธอหวังปลอบประโลม แต่เสียงสะอื้นที่ดังอยู่ก็ไม่ได้ลดลง ซือชุนตอนนี้ต้องการอ้อมกอดที่พยุงเขาไว้ก่อนที่เขาจะดิ่งลงเหว

ไม่มีคำพูดใดนอกจากเสียงสะอื้นที่ดังให้ได้ยิน ร่างที่สั่นไหวทิ้งตัวแนบอก กอดร่างของฉงไช่แน่นเหมือนต้องการที่พักพิง ไม่รู้ว่าความรู้สึกของซือชุนบอบช้ำมากเท่าไร หากแค่เสียงสะอื้นที่ได้ยินก็ทำให้พาลเจ็บหัวใจตามไปด้วย

'เจ็บมากเลยหรือซือชุน...'

เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เสียงสะอื้นที่มีก็ยังไม่ขาดหาย หอบสะอื้นเสียจนตัวโยน คนฟังก็เหมือนจะร้องไห้ตามไปด้วย

'ทำไมหรือ... ทำไมเจ้าต้องพาข้ามาอยู่ที่นี่ด้วย...' น้ำเสียงสั่นเครือตามแรงสะอื้นที่หอบจนลมหายใจสะดุด ซือชุนเอ่ยถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ แทนที่จะพาเขาหนีไปให้ไกล เหตุใดถึงต้องมาอยู่อย่างไร้ราคาเช่นนี้

'นกน้อยยังมีกรงทอง การที่เจ้าเป็นหญิงนครโสเภณีของเมืองนี้ สตรีหรือบุรุษใดก็มิอาจทำลาย หญิงงามเมืองก็ดั่งสมบัติของเมือง บารมีขององค์จักรพรรดิจะคุ้มครองเจ้าและจะไม่มีใครมาพรากเจ้าไปไหนได้'

'ใครมิอาจทำลาย คำโป้ปดทั้งเพ'

ดูสภาพเขาตอนนี้เสีย เหมือนดอกไม้ที่โดนเหยียบเสียจนยับเยิน

'อย่างน้อยที่สุดชีวิตเจ้าก็มิถูกพรากไป'

'ข้ายอมตายเสียยังดีกว่า'

เสียงหวานเอ่ยอยากเจ็บช้ำ ข้างในราวกับแตกสลาย เหตุผลที่เขาไม่เข้าใจ ชีวิตที่พยายามรักษาเอาไว้กลับกลายเป็นส่วนบุบสลาย

'เจ้าไม่รู้หรือว่ามันทรมานเพียงใด'

เสียงที่อ่อนแรงลง เหมือนตัวบางที่เริ่มหยุดสั่นไหว เหมือนหัวใจเหนื่อยล้าจนแทบจะหยุดเต้น

'เจ็บเสียแทบใจจะขาด'

เพียงน้ำตาเม็ดโตที่ตกลงกระทบ และความนิ่งงันที่มาแทนที่ร่างกายสั่นไหว ซือชุนหยุดนิ่งราวกับคนหมดแรง เพียงเท่านั้นความเจ็บปวดมากมายของซือชุนก็โถมเข้าใส่ฉงไช่ให้ได้รู้ว่าซือชุนเจ็บ จนอยากจะหยุดหายใจ

'อีกไม่ถึงชั่วยามเรือสำเภาสินค้าจะออกไปนอกเมือง ถ้าเจ้าอยากไป เราจะไปกันเดี๋ยวนี้'

ฉงไล่ลืมไปหมดแล้วว่าเหตุผลทั้งหมดที่เขาพาซือชุนมาที่นี้คืออะไร เขารู้เพียงว่าตอนนี้เด็กน้อยในอ้อมกอดเขากำลังบอบช้ำจนทนไม่ไหว

ดวงตาพราวน้ำมองสบกับฉงไช่ เพียงแค่ครู่เดียว ฉงไช่ก็จับซือชุนลุกขึ้น ก้าวเร็วๆ ไปเปิดตู้เสื้อผ้าและนำเสื้อผ้าบางส่วนออกมาห่อใส่ผ้าแล้วมัดเป็นที่หิ้ว ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องเก็บใส่อย่างรวดเร็ว การตัดสินใจที่กระทันหันทำให้ซือชุนไม่ทันตั้งตัว แต่น้ำตาก็ยังคงไหลรินลงมาไม่หยุด

แค่ครู่เดียวฉงไช่กับซือชุนก็พากันออกมาจากหอนางโลม โชคดีเหลือเกินที่วันนี้มีงานรื่นเริงที่ในวังหลวง ภายในเมืองจึงเงียบสงบและไม่มีใคร

ฉงไช่เลือกพาซือชุนเดินลัดเลาะทางป่าเพื่อหลีกเลี่ยงให้ใครมองเห็น มือเหี่ยวย่นคู่นั้นจับมือซือชุนแน่น เสียงสะอื้นยังคงดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ สองขาของฉงไช่เดินนำซือชุนไปยังทางทะเลเพื่อไปขึ้นเรือสำเภาที่จอดอยู่ที่ท่า เขาอยากพาซือชุนออกไปให้เร็วที่สุดก่อนที่เหตุผลทั้งหมดจะย้อนกลับมาจนเขาเลือกที่จะให้ซือชุนทนอยู่ที่นี่ต่อไป

'เดินอีกหน่อย เดี๋ยวก็ถึงท่าเรือแล้ว'

เอ่ยบอกกับคนที่เดินตามอยู่ติดๆ ซือชุนพยักหน้ารับและเดินตามฉงไช่ไปอย่างว่าง่าย หนทางที่จะได้หลุดพ้นจากที่แห่งนี้ แน่นอนว่าซือชุนเลือกที่จะไป

หากแต่ว่า...

ราวกับแผ่นเทปหมุนกรอซ้ำ เสียงจากประโยคสุดท้ายไหลวนอยู่ในหัว คำเอ่ยเหล่านั้นที่พร่ำบอก ภาพจำครั้งสุดท้ายที่มองเห็น ทุกอย่างเล่นซ้ำวนจนตาพร่า เหมือนมองอะไรไม่เห็นไปชั่วขณะเมื่อแทนที่ด้วยภาพเหล่านั้น คล้ายจมดิ่งสู้ห้วงของความฝันทั้งที่ยังลืมตาตื่น

ขาเรียวหยุดก้าวเดิน ราวกับอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นดึงเขาเอาไว้ เอ่ยซ้ำๆ ว่าอย่าไป เหมือนคนหูแว่วไปเมื่อคิดว่าเสียงนั้นช่างคล้ายกับผู้ชายคนนั้นเหลือเกิน

'เป็นอะไรไป เจ้าหยุดเดินทำไม'

ฉงไช่หันมาถามเมื่อร่างบางที่เดินตามมาหยุดชะงักไป ซือชุนนิ่งงันไปชั่วครู่ แววตาคู่นั้นราวกับเหม่อมองออกไปที่ไกลๆ ก่อนจะดึงสายตากลับมาเพื่อได้ยินเสียงที่ฉงไช่เอ่ยถาม

'เปล่า ข้าแค่... ไม่มีอะไรหรอก เดินต่อเถอะ'

เอ่ยบอกให้ฉงไช่พาเดินนำไปต่อ ฉงไช่พาเดินนำมาจนเกือบจะถึงจุดหมายแล้ว อีกเพียงแค่นิดเดียว สถานะหญิงงามเมืองที่เขาเป็นก็จะกลายเป็นแค่อดีต

หากแต่อีกครั้งที่ร่างบางหยุดชะงัก ขาเรียวหยุดเดินแน่นิ่งและไม่ขยับไปต่อข้างหน้า ดวงหน้าสวยหันกลับไปมองหนทางยาวที่เดินผ่านมาแล้ว

'ขอแค่เจ้าเชื่อข้า แล้วข้าจะกลับมารับเจ้า'

ราวกับได้ยินเสียงแว่วที่ดังมาจากที่ไกลๆ จนแทบไม่ได้ยิน คำพูดเหล่านั้นที่เอ่ยบอก ข้าไม่ได้เชื่อ และไม่มีวันจะเชื่อ

'ฉงไช่... ข้า... ไม่ไปแล้ว'

เพียงแต่ข้าหวังว่าจะได้พบอีกครั้ง ในฐานะเดิม

 

 

ยามดึกดื่นที่ตะวันตกดินไปแล้ว หากแต่หอนางโลมกลับยังคงคึกครื้นและแสงไฟยังคงส่องสว่าง เจ้าของรองเท้าหนังก้าวมาหยุดเดินอยู่ที่หน้าหอนางโลม กวาดสายตามองหอนางโลมที่เพิ่งเดินทางมาถึง

"ที่นี่หรือ"

เอ่ยถามคนสนิทในขณะที่ก็มองสำรวจไปทั่ว 'คิมจงแด' พยักหน้ารับให้แก่ผู้เป็นนาย เมื่อได้รับการยืนยันคำตอบ เจ้าของรองเท้าหนังก็ก้าวเข้าไปในหอนางโลม หญิงคณิกาต่างพากันก้มหัวต้อนรับ แต่บุรุษร่างสูงหาได้สนใจไม่ ดวงตากวาดมองไปรอบอย่างหาใครบางคน พลันสายตาไปสะดุดที่หญิงสาววัยกลางคน ท่าทางที่ดูเชิดระหงษ์และเด็กรับใช้ที่รายล้อมอยู่รอบตัว ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าคงเป็นมาม่าของที่นี่

ร่างสูงใหญ่เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่นั่งเชิดคออยู่บนเก้าอี้ลายสลัก ดวงตากลมสวยเหมองคนที่เดินมาหยุดอยู่อย่างสนใจ

"ข้ามาขอพบซือชุน"

เอ่ยความต้องการของตนอย่างเถรตรง หากแต่หญิงสาวกลับหัวเราะ

"เจ้าเป็นใครกัน ไม่รู้หรือว่าซือชุนต้อนรับแค่เจ้าชายต่างเมืองกับคู่ค้าขององค์จักรพรรดิน่ะ"

หญิงสาวเอ่ยตอบ ไล่สายตามองชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า รูปร่างสูงใหญ่และหน้าตาดี อาจจะเป็นเศรษฐีจากที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่มีใครสักคนกล้าเดินดุ่มๆ เข้ามาถามถึงซือชุนเช่นนี้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่านั่นเป็นถึงดอกไม้ของเมือง

"อู๋อี้ฟาน ข้าคืออู๋อี้ฟาน"

 

 

ซือชุนเพียงหันหลังเพื่อที่จะเดินจากไป ขาเรียวคู่นั้นก้าวออกไปแล้ว หากแต่เสียงที่ดังตามมาทำให้เขาชะงัก

"อย่าไป"

ซือชุนหยุดยืนนิ่ง หันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาด้วยแววตาเรียบเฉย

"ตอนนั้นข้าก็ร้องขอเจ้าเช่นนี้ หากแต่เจ้าก็ไป"

แผ่นหลังบางเดินไกลออกไป สุดสายตาจนมองไม่เห็น

เพียงแต่แค่ร่างบางลับสายตาไป และเพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นที่หวงจื่อเทาก้าวขาตามไป จากการก้าวเท้าเร็วๆ จนกลายเป็นวิ่ง ร่างบางอยู่ตรงหน้าเขาและกำลังจะเลื่อนเปิดประตูบานนั้นออก หากแต่หวงจื่อเทาก็รวบร่างบางนั้นไว้ในอ้อมกอดเสียก่อน ร่างบางของซือชุนแทบจมหายลงไปกับอกหนา

"ข้าไม่ให้เจ้าไปก็คือไม่ให้เจ้าไป"

เอ่ยเสียงหนักแน่นอยู่ที่ข้างหู โอบกอดคนที่อยู่ในอ้อมแขนแน่นราวกับกลัวว่าจะหายไป

"ถ้าเจ้าไม่ฟังประโยคที่ข้าเคยขอไม่ให้ไป ข้าก็จะพูดย้ำอีกครั้งจนกว่าเจ้าจะฟัง"

เสียงที่ดังอยู่ข้างหู ซือชุนไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรเมื่อถูกโอบกอดด้วยอ้อมแขนและคำพูดหว่านล้อมเช่นนี้ เหมือนถูกต้อนจนหมดหนทาง ได้แค่อยู่ในวงล้อมที่หวงจื่อเทาตีกรอบขึ้นมา

"อย่าไป"

เหมือนได้ยินเพียงแค่ประโยคนี้และเพียงเสียงหัวใจที่เต้นตึกตักจนปวดตุบ ราวกับการรับรู้ถูกปิดกั้นเมื่อเขาได้ยินแค่ประโยคของหวงจื่อเทาอยู่ซ้ำๆ

ไยความรัก จึงได้ทรมานหัวใจเช่นนี้

 

เบื้องหลังประตูบานเลื่อนที่ซือชุนไม่ได้สนใจ สายตาคู่หนึ่งมองลอดออกมา
 

 
#ฟิคหญิงงาม

 


 


Talk

มาอัพแล้ว ช้าใช่มั้ยแง้ มีคนมาอีกคนแล้ว อุปสรรคเยอะดีจัง จะรักกันยังรักไม่ได้เลยฮือ เจอคำผิดบอกเมได้น้า เมไม่ได้ตรวจทาน แล้วเจอกันครึ่งหลังนะคะ จะติดแท้ก #ฟิคหญิงงาม หรือเม้นก็ได้น้า555555 ทำทั้งสองอย่างเลยก็ได้น้า555555
 

Talk2

ย้อนอดีตเล็กน้อย5555555 ฮือสงสารซือชุนนนนน อิหนูเอ้ยยยT^T เทารักซือชุนมากจริงๆ นะ รักจนอยากทำทุกอย่างแต่ลืมคิดไปว่าทำไม่ได้ทุกอย่าง



 







 
O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

215 ความคิดเห็น

  1. #207 kisxing (@jellajane) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 16:21
    สู้ๆนะองค์จักรพรรดิ กลื่นดราม่าลอยมาแต่ไกล เง้อออออออ
    #207
    0
  2. #129 LUMINLIN♡ (@alwayslumin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 16:55
    เฮ้อออ หน่วงง้าาาา สงสารจักรพรรดิมากกกก มินซ้อกกกกกก เราเชียร์อยู่น้าาาาา พี่ลู่ต้องทำให้พี่หมินเป็นมเหสีให้ได้นะ
    #129
    0
  3. #127 kms_chks (@kms_chks) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 00:55
    มันขีบเค้นหัวใจเนามากอ่ะไรท์
    #127
    0
  4. #126 DarkCornell (@fai-cornell) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 20:18
    อุปสรรคเยอะทั้งสองคู่เลย TT
    #126
    0
  5. #122 saowwaluk (@saowwaluk) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 18:28
    สนุกมากค่ะ พึ่งมาอ่านวันนี้ :))) รอไรท์รวมเล่มเลยล่ะกัน.
    #122
    0
  6. #121 ramp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 เมษายน 2558 / 00:42
    ตัวละครใหม่มาแล้ว สวยไปอีกแพ้เรียบ กลัวใจลู่หานหวั่นไหว พระสนมซิ่วต้องเสียใจแน่ๆ แต่คงจะไม่พูดอะไรและสนับสนุนลู่หาน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พระสนมผู้แสนดี
    #121
    0
  7. #119 Natthatida Khunthong (@pearxm0326) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2558 / 02:12
    พระสนมจะทำยังไงต่อ ซิ่วหมินต้องไม่เกิดอะไรขึ้นนะ ทำใจรอแป๊ปฮืออออ
    #119
    0
  8. #118 kreemmie (@lmexo) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 เมษายน 2558 / 22:20
    เชื่อใจลู่หานน่ะ ^^
    #118
    0
  9. #116 maydh (@may-1996) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 15:37
    แงงง องค์จักรพรรดิห้ามหลงหลิวอี้เฟนเชียวนะ ลู่หมอนกำลังหวานอยู่ดีๆ มีน้องนีโผล่มาล่ะ โฮรรร เทากับซื่อชุนอ่านไปน้ำตาจะไหลไป รอไรท์มาต่ออยู่น้า 5555
    #116
    0
  10. #115 จิ้นหลิน (@likeniyay) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 11:59
    ถึงเราจะชอบหลิวอี้เฟยมากแค่ไหน แต่ฟิคนี้เชียร์มินซอก ให้มินซอกได้เป็นพระมเหสีเถอะ~~~~~~~~~
    #115
    0
  11. #114 Jakkaran55 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 23:42
    มองผู้หญิงตรงหน้าแล้วรู้สึกยังไง หวังว่าคงไม่หลงคนใหม่จนลืมมินซอกหรอกนะ
    #114
    0
  12. #113 Lminmhan (@lumin2620) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 21:55
    ทำไมอุปสรรคมันเยอะจัง น่าสงสารทั้งคู่จัง จะได้รักกันไหมเนี่ย ฮืออ เศร้าจัง ขอบคุณค่ะ แล้วมาต่ออีกนะคะ สู้ๆค่ะ :)
    #113
    0
  13. #112 Sopia (@sopia) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 20:50
    คู่หมั้นคู่หมายที่พระพันปีหามาให้สินะ เหอะๆๆๆ เอาจริวถึงองค์จักรพรรดิจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นแล้วให้เป็นพระมเหสีก็ไม่เห็นเป็นไีรหากแต่ว่ายังอยู่กับมินซอกและรักมินซอกอยู่ แต่ถ้ารักเขาขึ้นมาเมื่อไหร่นั่นแหละ เราจะเอาพระสนมคืนนนน!! งอนแรงไว้ก่อนบอกเลย 555555 ชอบค่ะมาต่อเร็วๆน้า
    #112
    0
  14. #111 Lminmhan (@lumin2620) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มีนาคม 2558 / 21:12
    ค่ะ จะรอนะคะ สู้ๆค่ะ ขอบคุณค่ะ :)
    #111
    0
  15. #110 Lminmhan (@lumin2620) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 00:46
    แล้วมาต่ออีกนะคะ สู้ๆค่ะ รออยู่นะ :) ขอบคุณค่ะ
    #110
    0