รูปลักษณ์.. ของหัวใจ ღ [ จบแล้ว ]

ตอนที่ 31 : ❀ My Sunflower : เคียงคู่กัน [จบ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    9 พ.ค. 63


รูปภาพ aesthetic, perfume, and peachรูปภาพ beautiful, hands, and couple

pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, in pic, unsplash.com 


My Sunflower

บทที่ 29

เคียงคู่กัน

 

หนึ่งอาทิตย์ให้หลังจากที่เธอและจักรภัทรทะเลาะกัน ปิญาอรจำเป็นต้องบอกความจริงเรื่องที่เธอลาออกแก่บิดา หญิงสาวไม่ได้บอกเหตุผลทั้งหมดให้พ่อรับรู้ เธออ้างว่าเธอมีปัญหากับเพื่อนที่ทำงานจึงจำเป็นต้องยื่นใบลาออก ปิญาอรไม่คิดว่าควรเล่าเรื่องของเธอกับจักรภัทรให้พ่อรู้ เธอไม่อยากให้พ่อมองคนที่เธอรักในแง่ร้าย พักหลังมานี้พ่อเธอเริ่มถามถึงเขา หญิงสาวก็จะเลี่ยงตอบกลับไปเสมอว่า เขางานยุ่ง

เธอคิดว่านานวันไป เดี๋ยวพ่อก็คงเลิกถามเธอไปเอง

ปิญาอรไม่อยากพูดถึงเรื่องของจักรภัทร ยิ่งพูดถึง ยิ่งนึกถึง เธอคิดถึงเขามากเท่าไหร่ยิ่งทรมานมากเท่านั้น เธอพอใจกับชีวิตตอนนี้ดีแล้ว แม้จะราบเรียบเป็นหน้ากลอง เกิดอารมณ์เหงาใจอยู่บ้างในบางครั้ง แต่มันก็เงียบสงบสุขดี

บางทีปิญาอรก็อดคิดไม่ได้ว่า... จักรภัทรคงไม่ได้รักเธอจริง

ก็ดูเขาสิ... พอเธอไม่ทักหา เขาก็ไม่คิดติดต่อกลับมาเลย หลายครั้งที่ปิญาอรนึกทบทวนและเฝ้าหวังกับตนเองว่าเขาจะกลับมาหาเธอ ในวันนั้นหญิงสาวยอมรับว่าเธออารมณ์รุนแรงฉุนเฉียวไปสักหน่อย แต่ทั้งหมก็เป็นไปเพราะรักและหึงหวงเขา เธอเพียงแค่อยากได้การปลอบประโลมจากคนที่เธอรัก อยากได้รับความใส่ใจ อยากให้เขาอธิบายทุกสิ่งให้กระจ่าง ให้เธอได้เข้าใจเขาบ้าง เธออยากก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของเขาจริงๆ  แต่กลับเจอกำแพงขนาดใหญ่ขวางกั้นเราทั้งสองเอาไว้

กำแพงที่เรียกว่า.. ทิฐิและความไม่เข้าใจกัน

ถ้าเพียงในวันนั้นเขาอธิบาย.. ถ้าเพียงในวันนั้นเขากอดปลอบเธอให้นานกว่านั้น ถ้าเพียงในวันนั้นพวกเราคุยกันให้เข้าใจ เรื่องมันคงไม่พลิกผันไปได้มากขนาดนี้

ผู้ชายที่เธอรัก... เขาหายไปจากวงโคจรชีวิตของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว

เพราะความเจ็บปวดจนกับการจมปลักกับความคิดตนเอง ปิญาอรหาทางออกโดยการเล่าทุกอย่างให้เพื่อนฟัง... กวินและมาลีพยายามปลอบประโลมเธอ นัดชวนเธอไปเที่ยวและดื่มสังสรรค์บ้างบางครั้งเพื่อให้เธอไม่ซึมเศร้า แต่ความรู้สึกของเธอก็ดีขึ้นได้เพียงเล็กน้อย ทุกครั้งยามที่เมามายจนอารมณ์เตลิดไปไกล หญิงสาวเอาแต่เฝ้าครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างเธอและจักรภัทร เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่า อะไรเพราะอะไรความรักของเธอมันถึงจบลงอย่างรวดเร็วและง่ายดายขนาดนั้น

แล้วเขาล่ะ... เขาจะคิดถึงเธอ อย่างที่เธอคิดถึงเขาอยู่ตลอดทุกลมหายใจแบบนี้บ้างรึเปล่า?

หลายครั้งที่ปิญาอรเห็นสายตาเจ็บปวดของกวิน... หญิงสาวนั่งเท้าคางอยู่ที่เก้าอี้ในร้านอาหารกลางคืน ปิญาอรไม่ชอบเข้าผับบาร์เพราะเสียงดังอึกทึก เธอกับกวินมักมาทานมื้อค่ำด้วยกันที่ร้านอาหารริมแม่น้ำ ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเสียงเพลงจะบรรเลงคอลเบาๆ บางทีเพลงเศร้าก็ทำให้เธอน้ำตาไหล บางทีเพลงสุขก็ทำให้เธอยิ้มขมขื่น

ปิญาอรนัยน์ตาแดงก่ำ หญิงสาวมองดูใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ไม่สบอารมณ์เพราะเห็นเธอดื่มหนักและแก้มเปื้อนแต่คราบน้ำตา ในบางครั้งเขาก็หลุดพูดประโยคหนึ่งออกมา

ถ้าเป็นฉัน.. เธอจะไม่เสียใจแบบนี้

ปิญาอรหัวเราะออกมาเสียงดัง ด้วยความเมาเธอก็พูดทุกอย่างตรงไปตรงมา

จะเป็นเธอได้ยังไง เธอไม่ใช่คนที่ฉันรัก... ไม่เคยรัก

เมาหัวราน้ำเกือบทุกวันในตอนกลางคืนโดยมีกวินพามาส่งบ้าน ช่วงเช้าเธอก็เพียรพยายามดึงร่างไร้วิญญาณตัวเองให้กลับมาสู้ชีวิต เธอยังมีภาระ มีพ่อที่ต้องดูแล มีค่าใช้จ่ายภายในบ้านที่ต้องรับผิดชอบ หญิงสาวมองหางานใหม่ทำ เธอส่งใบสมัครงานผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ไปเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันข่าวคราวเสียหายของเธอบนโลกโซเชียลก็ค่อยๆ ทุเลาลงตามกาลเวลา

หรือไม่ก็เพราะตอนนี้.. มีข่าวใหม่ที่โด่งดังมากกว่ากลบข่าวของเธอลงไป...

ปิญาอรเช็คอินเทอร์เน็ตเสพข่าวสารต่างๆ ตามปรกติ เธอบังเอิญเห็นข่าวประกาศของค่าย B&L Studio เข้าโดยบังเอิญ เนื้อหาข่าวเปิดเผยการการเซ็นต์สัญญาถ่ายแบบโฆษณาตัวใหม่ร่วมกับแบรนด์น้ำหอมชื่อดังจากต่างประเทศอย่าง เมเออร์  ค่าย B&L จะออนแอร์เปิดตัวโฆษณาครั้งแรกในวันศุกร์ที่จะถึงนี้

พร้อมภาพปิดท้ายข่าวด้วยรูปถ่ายครึ่งตัว และใบหน้าด้านข้างที่คมคายหล่อเหลาของจักรภัทร วีระกาลสกุล

“เธอคิดถึงฉันบ้างไหม..” ปิญาอรพึมพำอย่างเหม่อลอย กดปิดหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว ภาพความทรงจำต่างๆ หวนขึ้นมาราวกับหนังสือเล่มเก่ากำลังถูกเปิดอ่านโดยบังเอิญ แล้วเธอก็ส่ายศีรษะสลัดความคิด ปิดหนังสือเล่มเก่าเล่มนั้นลงอย่างรวดเร็ว และล็อกกุญแจเอาไว้ให้แน่นหนากว่าเดิม ไม่อยากคิดถึงเขาอีกแล้ว

ชีวิตของเขาดูเหมือนดำเนินไปตามปรกติดี.. ไม่เห็นว่าเขาจะทุกข์ร้อนอะไรเลย

โชคเข้าข้างหญิงสาวที่มีเสียงสายเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาก่อนที่น้ำตาของเธอจะพาลไหลอาบแก้มนวลทั้งสองข้าง ปิญาอรเบิกตาออกกว้างรีบควานหามือถือทั่วทั้งห้อง ไม่มีใครโทรฯ ติดต่อหาเธอมานานแล้ว ส่วนกวินและมาลีเธอก็จะพิมพ์แชทคุยกันมากกว่า หญิงสาวจึงเผลอยิ้มกว้าง หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก เพราะแอบหวังว่าอาจจะเป็นสายเรียกเข้าของ ใครบางคน

เขาโทรฯ มาหาเธอแล้วใช่ไหม!?.. ปิญาอรดีใจมาก

แต่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก็ทำให้รอยยิ้มของเธอเลือนหายไป หัวใจของเธอหล่นวูบ รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดเหลือเกินกับความรู้สึกดีใจอย่างรุนแรงแล้วถูกแทรกกระทันหันด้วยความผิดหวังอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีค่ะ.. พี่อร” ปิญาอรรับสายด้วยน้ำเสียงที่ปรับให้เป็นปรกติที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ หัวใจของหญิงสาวราวกับโดนฉีกทึ้งออกเป็นเสี่ยงๆ

พี่อรเป็นเพื่อนร่วมงานที่โรงเรียนเทพสวนวรกรณ์ ปิญาอรไม่นึกว่าคนจากที่โรงเรียนจะโทรฯ มาหาเธอ น้ำเสียงขอพี่อรนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกดีใจและความรู้สึกผิด ดูเหมือนว่าหลังจากที่พวกเขาดูข่าวที่จักรภัทรให้สัมภาษณ์ไปแล้ว จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดที่มองเธอในแง่ลบไปในตอนแรก ยิ่งพอได้รู้ว่าเธอโดนไล่ออกยิ่งรู้สึกผิดกับเธอมหันต์

/ พี่เสียใจมาก อยากจะติดต่อมาเร็วกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาพวกเรายุ่งกับการจัดงานนิทรรศการศิลปะกัน ตอนนี้งานจบลงแล้ว พี่อยากอยากโทรฯ มาชวนไปกินข้าวด้วยกัน ออกมาเจอกันหน่อยไหมทับทิม อย่างน้อยพวกเราก็ทำงานด้วยกันมาตั้งนาน /

ปิญาอรยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม ต่อให้จะเป็นคำขอโทษเพราะรู้สึกผิดใดใด หรือคำพูดหวานหูมากแค่ไหน มันก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจิตใจของพวกเขาเป็นแบบไหน คนเหล่านั้นคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเธอ ทั้งๆ ที่เธอคือคนที่อยู่ใกล้เขาแต่พวกเขาไม่เคยถามความจริงจากปากเธอ พวกเขาเลือกฟังจากปากคนอื่น เสพข่าวจากที่อื่น และเลือกคล้อยตามดาราที่ตนชอบทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอกันจริงๆ มาก่อน

ต่อให้ความคิดของเขาจะเปลี่ยนไปแล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายว่าสายตาดูถูกที่พวกเขาใช้มองเธอในวันนั้น มันจะเลือนหายไปด้วย

“ครูศิลามาหรือเปล่า...” หญิงสาวเอ่ยถาม เธอปลงกับเรื่องเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อยแล้ว

/ ถามอะไรอย่างนั้น ครูศิลาต้องมาแน่นอน! /

“ได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ” เธอตอบ

 

ปิญาอรมาร่วมงานเลี้ยงฉลองอำลาเธอที่ถูกจัดขึ้นอย่างล่าช้าในร้านอาหารแห่งหนึ่งของห้างสรรพสินค้า อันที่จริงหญิงสาวไม่อยากเรียกมันว่าการเลี้ยงฉลองส่งเธอ แต่ควรเรียกว่านัดกินข้าวคุยกันเฉยๆ จะดีกว่า ครูศิลปะด้วยกันเองจำนวนห้าท่านพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงดนตรีคลอเบาๆ และอาหารเลิศรสทำให้ปิญาอรลืมเรื่องเศร้าหมองไปได้ชั่วขณะ เธอยินดีที่ได้เห็นทุกคนพูดคุยกับเธออย่างสนิทสนมดั่งเดิม ไม่มีใครยกเรื่องของดาราที่ชื่อจักรภัทรมาพูดบนโต๊ะอาหาร

“ว่าแต่หน้านั่น.. ไปโดนอะไรมา” ครูศรเอ่ยถามเธอ

หญิงสาวยกมือขึ้นลูบข้างแก้มซ้ายของตัวเอง แย้มรอยยิ้มออกมาบางๆ “เป็นแผลเป็นค่ะ เป็นมาตั้งนานแล้วค่ะ แต่ที่ผ่านมาใช้เครื่องสำอางกลบเอาไว้ค่ะ”

“แต่งหน้าได้เนียนมากๆ เลยนะเนี่ย” ครูชะเอมซึ่งอายุเท่าเธอพูดออกมาอย่างชื่นชม “แล้วทำไมเธอถึงไม่แต่งหน้าล่ะวันนี้”

“สงสัยพี่โทรฯ นัดปุ๊บปั๊บไปแน่เลย” พี่อรยิ้มขำ

ปิญาอรส่ายศีรษะ “ตั้งแต่มีข่าวออกมา... ก็เลยเลิกแต่งหน้าค่ะ”

เกิดความเงียบขึ้นมาหลังจากที่ปิญาอรพูดจบ แต่จากนั้นไม่นานทุกคนก็พยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ ปิญาอรยิ้มและสนุกสนานไปกับบทสนทนาของทุกคน เธอเองก็ไม่ได้อยากดึงให้บรรยากาศหม่นหมอง เธอชอบฟังที่พี่อรบ่นเรื่องความเหน็ดเหนื่อยกับการเตรียมจัดงานแสดง และชอบฟังเวลาที่ชะเอมบ่นเรื่องนักเรียนห้องตนเอง

จนกระทั่งปิญาอรมองเห็นครูศิลาที่นั่งสุขุมเงียบคนเดียวเพราะคนอื่นต่างเด็กกว่าเขามาก.. หญิงสาวจึงตัดสินใจเอ่ยทำลายความรู้สึกผิดในใจ

“ขอโทษนะคะ ครูศิลา” ปิญาอรเอ่ยกับครูอาวุโสที่สุดในโต๊ะอาหารซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอ

หญิงสาวรู้สึกผิดต่อครูศิลามาก.. เขาเป็นครูที่เธอเคารพนับถือในโรงเรียน เธอเข้ามาทำงานที่นี่ได้ก็เพราะเขาสั่งสอนช่วยเหลือ แต่เธอกลับสร้างชื่อเสียงเสื่อมเสียมาสู่โรงเรียน ในฐานะที่ครูศิลาเป็นคนพาเธอเข้ามาที่นี่ เขาย่อมเป็นที่ครหาของผู้คนด้วย “หนูขอโทษที่ทำอะไรไม่รอบคอบ ให้ครูศิลาต้องเดือดร้อนค่ะ”

ครูศิลายกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบาๆ เป็นปฏิกิริยาที่ปิญาอรไม่คิดว่าจะได้รับ

“เรื่องอะไรที่มันผ่านมาแล้ว ก็ช่างมันเถอะ” เขาบอกเธออย่างอ่อนโยน “มันไม่ใช่ความผิดของเธอ”

          แต่ไม่รู้ทำไมน้ำตาของหญิงสาวมันถึงพาลจะไหลออกมา คงเพราะเธอมีเรื่องในใจมากมาย ทุกคนที่รับประทานอาหารร่วมโต๊ะต่างก็หยุดชะงักหันมามองเธอ พี่อรที่นั่งข้างๆ รีบโอบไหล่เธอและกอดปลอบแม้จะไม่เข้าใจเหตุผล พี่เมฆหันไปแซวว่าครูศิลาดุเธออีกแล้วหรือไม่ ก่อนจะโดนครูศิลาเอ็ดเข้าให้ ปิญาอรทั้งร้องไห้ทั้งยิ้มขำ หญิงสาวส่ายศีรษะปฏิเสธทั้งน้ำตา

ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่เธอทั้งทุกข์และมีความสุขในคราวเดียวกัน... แม้เธอจะเจ็บที่ในวันที่เรื่องของเธอแดงขึ้นมา ทุกคนต่างมองเธอด้วยสายตาเป็นปรปักษ์กับเธอ แต่ในยามนี้พวกเขาเปลี่ยนความคิดแล้วมันทำให้เธอโล่งใจจนน้ำตาไหลออกมา แท้จริงแล้วเธอก็แค่อยากได้รับความเห็นใจจากคนนอกบ้าง อยากให้เข้าใจเธอ จับไหล่เธอและบอกว่าเธอจะไม่เป็นไร

และในขณะเดียวกันเธอก็คิดถึงเขา... เธอเคยมาทานข้าวกับเขาในร้านอาหารแห่งนี้แต่เป็นที่สาขาอื่น ความรู้สึกมากมายมันปะปนรวมกันไปหมดจนแยกแยะไม่ออกแล้ว

ปิญาอรยิ้มฝืดๆ ในขณะที่โดนพี่อรโอบกอด

การอกหักครั้งนี้... ดูเหมือนจะรุนแรงและทรมานยิ่งกว่าตอนที่อกหักจากนอร์ทเสียอีก...

 

เวลาสามทุ่มตรงปิญาอรนั้นขอแยกกลับมาก่อนเพราะเธอเป็นห่วงพ่อที่ต้องอยู่คนเดียวดึกๆ  หญิงสาวสวมเสื้อยืดคอกลมและกางเกงยีนส์สีน้ำเงินซีด เธอปล่อยผมยาวจรดแผ่นหลัง กำลังเดินลงบันไดเลื่อนของห้างสรรพสินค้าไปอย่างเหม่อลอย ในระหว่างที่มองซ้ายขวาสำรวจไปรอบด้าน เธอบังเอิญเห็นร้านต่างหูร้านหนึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบันไดเลื่อนที่เธอกำลังลงไป หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปภายในร้าน

ร้านต่างหูร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ  ตกแต่งร้านดูสบายตา มีต่างหูหลายขนาดหลายลวดลายวางขายอยู่ที่ตู้โชว์สีขาวหน้าร้าน

          “สวัสดีจ้า เลือกดูก่อนได้นะจ๊ะ” เจ้าของร้านซึ่งเป็นผู้ชายที่มีจริตจะก้านคล้ายหญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มละมุน เขาเดินออกมาต้อนรับเธอถึงหน้าร้าน ในตอนแรกปิญาอรกลัวใบหน้าที่มีปานแดงจะทำให้เขาตกใจจึงพยายามเอาผมปิดบังไว้ แต่ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นก็ไวพอ “เดี๋ยวก่อนสิ! เธออย่าเอาผมปิดใบหูที่แสนสวยนั่นเลยนะ!

เขายิ้มให้เธอบางๆ “นานๆ จะเห็นลูกค้าผู้หญิงเจาะหูถึงสามรู”

ที่แท้เขาก็มองใบหูของเธอ สายตาคู่นั้นไม่ได้สนใจบาดแผลของเธอด้วยซ้ำ... หญิงสาวทัดผมหลังใบหูตามที่เขาต้องการ ปิญาอรชื่นชอบเวลาที่มีคนพูดถึงการเจาะหูของเธอ เพราะคิดว่ามันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเฉพาะตัวของเธอ ปิญาอรแย้มรอยยิ้มบางๆ ให้เจ้าของร้าน ก่อนจะหันกลับไปมองดูต่างหูจี้พลอยสีแดงอันหนึ่งที่ดูสวยสะดุดตากว่าใครๆ ภายในกล่องตั้งโชว์สินค้า

“ต่างหูอันนี้มีทั้งแบบคล้องโดยไม่ต้องเจาะ กับแบบเจาะ มีหลายสีให้เลือกเลย” เจ้าของร้านเอ่ยเสียงใส “จะใส่คล้องที่ใบหูก็เกร๋ๆ ก็ได้นะ”

ปิญาอรพยักหน้ารับรู้ เอ่ยถามเสียงเรียบ “ที่นี่รับเจาะหูด้วยไหมคะ?”

“รับแน่นอนจ้า เจาะตรงไหนดี”

หญิงสาวยกมือขึ้นลูบใบหูตัวเอง นัยน์ตากลมโตค่อยๆ หลุบลงต่ำ “ที่ใบหูค่ะ.. ด้านบนสุด”

“เจ็บหน่อยนะ” เจ้าของร้านว่า พลางกวักมือเชิญเธอ “เข้ามานั่งด้านในเลยจ้า”

          หญิงสาวหลับตาลง... ในช่วงเวลาที่ปลายปืนเข็มกำลังฝั่งลงที่ใบหูของเธอ ปิญาอรอดนึกสงสัยไม่ได้เลยว่า ความเจ็บปวดในครั้งนี้จะพอหักเหความสนใจจากความเจ็บปวดที่หัวใจของเธอไปได้บ้างรึเปล่า

“โอ๊ย..” ปิญาอรหลุดเสียงร้องออกมา

“เสร็จแล้ว..” เจ้าของร้านขยับออกห่างจากเธอพลางมองอย่างชื่นชม “เจาะที่ใบหูดูแนวมากเลย”

แปลกจัง... ทั้งๆ ที่เจาะหูแล้วเธอกลับไม่รู้สึกเจ็บที่ใบหูเลย

ทุกจังหวะที่หายใจความเจ็บปวดที่หัวใจยังคงชัดเจน... ราวกับมันไม่เคยจางหายไปเลย..

 

ปิญาอรเดินออกมาจากร้านเจาะหู หญิงสาวกำลังเดินลงไปที่บันไดเลื่อนเพื่อลงไปยังชั้นล่างสุด และออกไปต่อรถโดยสารประจำทางที่หน้าห้างฯ แต่ทว่าท่อนแขนเล็กกลับถูกดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน หญิงสาวหันมองคนที่รั้งเธอเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ค่อยๆ เบิกออกกว้างเล็กน้อยอย่างตื่นตกใจ

คนตรงหน้าเธอสวมเสื้อยืดคอกว้างแขนยาวสีขาวและกระโปรงยีนส์สีดำตกแต่งรอยขาดสะกิด หล่อนสะพายกระเป๋าสีแดงเลือดหมูแบรนด์เนมแท้ดูหรูหรา ผู้หญิงคนนั้นตัดผมสั้นเสมอติ่งหู คล้องต่างหูห่วงสีทองขนาดใหญ่ และสวมหมวกสีดำที่ศีรษะราวกับต้องการปกปิดใบหน้า แต่ปลายจมูกเล็กและผิวพรรณสุขภาพดีเหล่านั้นช่างงามสะพรั่งจนเด่นชัดออกมา

นัยน์ตาคู่เรียวสวยสีดำสวยของหล่อนเบิกกว้าง ปิญาอรเองก็เบิกตาออกกว้างจ้องมองผู้หญิงคนหน้าเช่นกัน

ปิญาอรจำใบหน้าของคนตรงหน้าได้ดี นอกจากจะเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้ออกรายการทีวีบ่อยครั้งแล้ว ผู้หญิงคนนี้ยังเคยทำให้เธอผิดหวังในความรักมาแล้วถึงหนึ่งครั้ง

ผู้หญิงคนนั้นคือ... ใบเฟิร์น

“ทับทิม..ทับทิมใช่ไหม?” ใบเฟิร์นเอ่ยถามเสียงดัง น้ำเสียงแฝงความตื่นตระหนกตกใจ จ้องมองเขม็งที่ปานแดงบนแก้มของเธอเพื่อพยายามยืนยันความจริงตรงหน้า หล่อนเอามือทั้งสองลูบปานแดงที่แก้มซ้ายของปิญาอร “จี่ของจริง.. ของจริงใช่ไหม?”

“ใช่..” ปิญาอรตอบอย่างมึนงง คิ้วทระนงขมวดเข้าหากันและพยายามเบี่ยงใบหน้าหลบมือของใบเฟิร์น “...ใบเฟิร์นใช่ไหม?”

ใบเฟิร์นพยักหน้าหงึกๆ ยิ้มออกมาราวกับดีใจเป็นที่สุด “เธอพอจะว่างคุยกับฉันหน่อยไหม”

ปิญาอรยืนนิ่งมึนงง... เรื่องระหว่างเธอและใบเฟิร์นที่หญิงสาวจดจำได้ไม่ใช่ว่าเธอสองคนกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เกลียดกันเข้าไส้หรอกเหรอ

แล้วทำไมในวันนี้... ถึงได้ทำหน้ายินดีที่ได้พบกันแบบนี้ล่ะ?

วูบหนึ่งนัยน์ตากลมโตของปิญาอรก็กระตุก หญิงสาวมองดูใบเฟิร์นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความคิดหนึ่งแทรกเข้ามากลางจิตใจจนรู้สึกร้อนระอุและเจ็บปวด

          หรือว่าผู้หญิงที่เธอได้ยินเสียงในวันนั้นจะเป็นใบเฟิร์น...

ปิญาอรส่ายศีรษะปฏิเสธใบเฟิร์นทันควัน การเห็นหน้าใบเฟิร์นยิ่งตอกย้ำความคิดด้านลบ เธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวหรือเห็นอะไรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจักรภัทรอีกแล้ว “ฉันต้องรีบกลับ...”

“งั้นให้ฉันไปส่งเธอแล้วกัน” ใบเฟิร์นไม่ยอมพลาดโอกาสดีเพียงโอกาสเดียวที่บังเอิญหล่นลงมาอยู่ตรงหน้า

ปิญาอรยังไม่ทันได้พูดกล่าวปฏิเสธอะไร มือน้อยก็ถูกใบเฟิร์นกุมเอาไว้แน่นราวกับสนิทชิดเชื้อกัน ใบเฟิร์นไม่ฟังเสียงท้วงติงของปิญาอร เรือนร่างอรชรก้าวเท้าไวๆ กึ่งลากกึ่งจูงให้ปิญาอรเดินไปขึ้นบันไดเลื่อนพร้อมกันกับเธอ เพื่อขึ้นไปยังลานจอดรถชั้นบน

 

ภายในรถสีดำยี่ห้อหรูของใบเฟิร์นติดฟิล์มหนาทึบเหมือนกับรถของจักรภัทรไม่มีผิด ปิญาอรขึ้นมานั่งข้างคนขับด้วยอาการประหม่าเกร็ง แม้เธออยากเดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ตระหนักได้ว่าคงหนีไม่พ้นจึงจำใจคาดเข็มขัดนิรภัย หญิงสาวหันมองอดีตเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยฯ ที่ขึ้นมานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์ ใบเฟิร์นนั้นใส่กระโปรงสั้นมาก เวลานั่งกระโปรงก็เลิกขึ้นมาสูง เผยโฉมเรียวขาขาวลอออมชมพูดูสุขภาพดี

“อุ๊ปส์” ใบเฟิร์นยิ้มตรงมุมปากก่อนจะใช้มือดึงกระโปรงลงมาเล็กน้อย

ใบเฟิร์นนั้นงดงามสมกับที่เป็นดาราดัง...  รูปร่างสมส่วนหุ่นดีไม่มีสัดส่วนเกิน ผิวพรรณผ่องใสราวกับน้ำนม ทรวงอกอวบอิ่ม เรียวขายาวขาวนวลอมชมพู และใบหน้ารูปไข่ที่ดูยั่วยวนมีเสน่ห์จัดจ้านสมวัย

ปิญาอรอดไม่ได้ที่จะมองใบเฟิร์นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง

นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ไหววูบหมองลงเมื่อนึกถึงจักรภัทร... เขาเคยเป็นแฟนกับใบเฟิร์นมาก่อน ใบเฟิร์นทั้งสวยทั้งหุ่นดีขนาดนี้ จักรภัทรเองก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาก็คงต้องหวั่นไหวกับใบเฟิร์นอยู่แล้ว พวกเขาคบกันเป็นปีๆ คงไม่ทำแค่เดินจับมือหรือจ้องตากัน

เรื่องแบบนั้น เขาก็คงเคยทำกับใบเฟิร์นมาก่อนแล้ว... ถึงได้จูบเธออย่างช่ำช่องเช่นนั้นทุกครั้ง

ถ้าเป็นในอดีตเธอไม่ว่าหรอก.. แต่หลังจากที่คบกันแล้วเธอก็อยากให้เขาสนใจแค่เธอเพียงคนเดียว เธอไม่อยากให้เขาไปสนิทใกล้ชิดกับผู้หญิงคนอื่น เธอกลัวว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันตามประสาวัวเคยค้าม้าเคยขี่

ยิ่งคิดแบบนั้นใจของปิญาอรก็ยิ่งร้อนรนราวกับถูกไฟเผาจนแด้ดิ้นทุรนทุราย ใบเฟิร์นมีเสน่ห์ยั่วยวนใจทุกอิริยาบถ เมื่อก่อนตอนสมัยเรียนมัธยมฯ ปิญาอรอาจจะแต่งตัวเก่งและดูสวยกว่าใครๆ แต่พอนานวันเข้าความรู้สึกมั่นอกมั่นใจแบบนั้นก็จางหายไปตามกาลเวลา ยิ่งเธอได้ทำงานเป็นครูเธอยิ่งแต่งตัวเรียบร้อยมากขึ้นทุกวัน ชีวิตก็ดูดาษดื่นธรรมดาสามัญ

ต่างจากใบเฟิร์นโดยสิ้นเชิง... เธอจะไปเทียบใบเฟิร์นได้ยังไง

          “เธอมองจนฉันขนลุกหมดแล้ว” ใบเฟิร์นเปิดบทสนทนาเพื่อไม่ให้ปิญาอรอึดอัด นิ้วมือเรียวยาวทาเล็บสีแดงเลือดหมูบิดกุญแจสตาร์ทรถยนต์ “ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่ภัทรเป็นยังไงบ้าง เขาไม่ยอมเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟังเลย ขี้งกจริงๆ”

ใบเฟิร์นพูดเสียงเรียบราวกับกำลังพูดถึงเรื่องทั่วไปเช่นดินห้าอากาศ แต่คนฟังกลับตาโตเป็นไข่ห่าน

ใบเฟิร์นหันมายิ้มบางๆ ให้ปิญาอร “ลำบากหน่อยนะที่มีข่าวแบบนั้น”

“เธอต้องการอะไรกันแน่” หญิงสาวรู้สึกระแวงกับคำพูดราวกับเข้าอกเข้าใจเธอของใบเฟิร์น ปิญาอรอยากให้ใบเฟิร์นรีบพูดเข้าประเด็นมากกว่า ความเห็นอกเห็นใจของใบเฟิร์นกำลังทำให้เธอสับสน “ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบฉันหรอกเหรอ”

“ตอนนั้นฉันไม่ชอบเธอเพราะฉันชอบพี่ภัทร แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา ทำไมจะต้องเกลียดเธอด้วยล่ะ” ใบเฟิร์นหัวเราะ “ความจริงฉันออกจะทึ่งด้วยซ้ำนะ”

“ทึ่ง?” หญิงสาวขมวดคิ้วทวนคำ “ทึ่งยังไง?”

แววตาของใบเฟิร์นแฝงประกายหมองเพียงวูบหนึ่งแล้วแปรเปลี่ยนไป

“ก็เขาชอบเธอมาเป็นสิบๆ ปีแล้วนี่”

คำตอบที่ย้อนกลับมาของใบเฟิร์นทำให้หญิงสาวสับสนและเจ็บ ปิญาอรหรุบตาลงต่ำมองมือตนเองที่ผสานกันอยู่บนหน้าตัก “เรียกว่าสิบปีได้เหรอ... สุดท้ายเขาก็ไปคบกับเธอนี่.. พิสูจน์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น..”

“เขาเคยจูบเธอไหม?” ใบเฟิร์นเอ่ยถาม

          “ฮะ..” ปิญาอรใบหน้าแดงทันที “ทะ..ทำไมจู่ๆ ถึงถาม..”

“เคยใช่ไหม?” ใบเฟิร์นถามย้ำอีกครั้ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงปฏิเสธ ใบเฟิร์นจึงยกยิ้มขึ้นตรงมุมปาก “แค่นั้นก็พิสูจน์ได้แล้ว ว่าสิบปีของผู้ชายคนนั้นเป็นเรื่องจริง”

ปิญาอรไม่เข้าใจ “ไม่เห็นว่าจะเกี่ยว..”

“เขาไม่เคยจูบฉัน” ใบเฟิร์นยิ้มฝืด นัยน์ตาสีดำสนิทหรี่ลงต่ำดูหม่นหมอง “คบมาสองปีไม่เคยจูบกันเลยแม้สักครั้งเดียว”

ใบเฟิร์นหันมองหน้าปิญาอรเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเสียงหึออกมาเมื่ออ่านสีหน้าของปิญาอรออก “ยัยบ้า.. จูบยังไม่เคยได้จูบ เรื่องแบบนั้นจะเคยได้ยังไง” ใบเฟิร์นเล่าเสียงเรียบ “พอเลิกกับฉันเขาก็ไม่คบใครอีกเลย มีผู้หญิงมายุ่งเกี่ยวเขาก็ไม่สนใจสักคน ทุกคนในค่ายคิดว่าเขารักชอบผู้ชายอยู่เป็นปีๆ ความจริงกฎภายใต้สังกัดไม่ให้มีแฟน แต่ถ้าดาราชั้นนำมีข่าวเป็นเกย์ขึ้นมาคงยุ่งไม่น้อย ทั้งฉันและเขากำลังเป็นดาวรุ่ง ทุกคนเลยพยายามจับคู่ฉันกับเขาให้เป็นข่าวเรียกกระแส จนกระทั่งมีเรื่องของเธอแดงขึ้นมานี่แหละ..”

คำพูดของใบเฟิร์นตรงกับที่จักรภัทรเคยเล่าให้ปิญาอรฟังในรถยนต์ เขาเคยอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับใบเฟิร์นที่ถูกจัดฉากขึ้นมา

แต่แล้วเสียงผู้หญิงคนนั้นล่ะ... ปิญาอรยังคงข้องใจ

“เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้เหรอ” ปิญาอรเอ่ยถามเสียงซื่อ

“ตายด้านซะมากกว่า” ใบเฟิร์นหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ  

 “แล้วทำไม... ฉันถึงได้ยินเสียงผู้หญิงเล็ดลอดออกมาผ่านทางโทรศัพท์ ตอนวันที่เขาไปถ่ายงานที่ต่างจังหวัด” ปิญาอรเอ่ยถาม มือกำแน่นบนหน้าตักตนเอง

คำถามที่เธออยากถามคนต้นเหตุ.. แต่เขากลับไม่แก้ต่างพูดอะไร เอาแต่ปิดปากเงียบ

          “ผู้หญิง?” ใบเฟิร์นทวนคำ ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดังสดใส “คงจะเป็นเสียงของพี่พิณล่ะมั้ง พี่พิณเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขา สองคนนั้นอยู่ด้วยกันตลอดเวลา”

          “ตลอดเวลา..” ปิญาอรทวนคำ

ใบเฟิร์นลอบมองปิญาอรเมื่อรถติดสัญญาไฟจราจร เห็นคิ้วทระนงขมวดเข้าหากันแน่น จึงรีบพูดดักคอ “อย่าคิดมากเลย พี่พิณมีรสนิยมชอบผู้หญิงนะ”

“เธอหมายถึงเลสเบี้ยนเหรอ?”

“ใช่ๆ ทำนองนั้นแหละ”

“แล้วทำไมเขาถึงไม่ตอบอะไรฉัน หรืออธิบาย..” ปิญาอรราวกับรำพึงรำพันกับตัวเอง

“เขาซื่อบื่อจะตาย” ใบเฟิร์นตอบราวกับไม่ชอบคนที่ถูกพูดถึงเสียเต็มประดา

          ใบเฟิร์นยังคงพูดต่อโดยไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าปิญาอรที่เริ่มนิ่งเงียบไป... “พี่ภัทรเป็นผู้ชายที่ไม่ละเอียดอ่อน ฉันเหลือเชื่อว่าข่าวฉาวเหล่านั้นไม่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเธอมีปัญหากัน ความจริงแล้วมีงานถ่ายแบบอยู่หนึ่งงานของพี่ภัทรที่ไม่ยอมเดินหน้าสักที วันนี้บังเอิญได้เจอเธอถือว่าโชคดีจริงๆ  ฉันอยากให้เธอมาช่วย... เธอร้องไห้ทำไมน่ะ?”

น้ำตาของปิญาอรไหลลงมาจากหางตา ร่วงหล่นลงมาอาบแก้มมนและปลายคาง หญิงสาวซบใบหน้าลงกับมือน้อย นึกถึงคำพูดตนเองที่พูดกับเขาอย่างเย็นชา กล่าวหาว่าเขาไม่รักไม่แคร์ความรู้สึกของเธอ

แต่ความจริลแล้วเธอต่างหากล่ะ... เธอต่างหากที่ไม่เข้าใจเขา

“ฉันช่วยเธอไม่ได้หรอก.. ฉันขอเลิกกับเขาไปแล้ว” ปิญาอรเอ่ยเสียงสั่น

“ขอเลิก?!” ใบเฟิร์นทวนคำเสียงสูง “อย่ามาโกหกหน่อยเลย ถ้าไม่ใช่เพื่อเธอแล้ว เขาจะขอฉันลาออกจากวงการทำไม?”

ปิญาอรเงยหน้าขึ้นมาจากมือทั้งสอง “เธอว่าอะไรนะ?”

“เขาบอกฉันว่าเขาจะลาออกจากงาน แลกกับการทำงานที่เขาไม่อยากทำ” ใบเฟิร์นกรอกตา พ่นลมหายใจออกจมูก “นี่ ทับทิม ฉันน่ะไม่สนใจปัญหาทะเลาะง้องอนอะไรของเธอสองคนหรอกนะ ฉันไม่ใช่แม่สื่อ วันนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอเธอ ฉันกำลังเข้าตาจน มีเรื่องอยากให้เธอช่วยฉันหน่อย ถือว่าขอร้องจริงๆ”

“ช่วยอะไร” ปิญาอรเอ่ยถาม

ใบเฟิร์นหยุดรถลงหลังสัญญาณไฟจราจร แววตาจริงจังยามมองสบตาปิญาอร “เธอคงเห็นข่าวแล้วว่างานเมเออร์จะเปิดตัวในวันศุกร์นี้ ซึ่งนี่วันพุธแล้วงานถ่ายแบบยังไม่ถึงไหน ถ้าหากว่ายังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ทั้งบริทัษฯ ของฉัน และชื่อเสียงของเขาจะเสียหายมากมาย จากการโดนเมเออร์ฟ้องร้อง”

“แล้วทำไมถึงถ่ายไม่ได้ล่ะ มันยากเหรอ..”

ใบเฟิร์นสูดลมหายใจเข้าลึก “ในการถ่ายแบบจะต้องจูบจริง ฉันเปลี่ยนนางแบบมาแล้วถึงห้าคน พี่เขาก็ยังไม่ยอมจูบจริง ฉันขอเบอร์ติดต่อเธอจากเขากะจะให้เธอมาแสดงแทนปัญหาจะได้จบๆ แต่เขาก็ไม่ยอมให้ บอกว่าจะไม่ดึงเธอเข้ามาให้ต้องแปดเปื้อนอีก”

ใบเฟิร์นยกมือทั้งสองขึ้นพนมจรดริมฝีปาก สาวตาอ้อนวอนและจริงจัง

“ได้เจอเธอวันนี้เหมือนฟ้าช่วยฉัน ทับทิมได้โปรดเถอะ ฉันขอร้อง เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม...”

         

ในวันถ่ายงานวันสุดท้ายของเมเออร์เป็นไปด้วยความเคร่งเครียด เมื่อคืนจักรภัทรแทบนอนไม่หลับเลยจนถึงรุ่งสาง... ตัวเขาเองก็เครียดกับงานแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจฝืนทนทำได้ แม้ว่าหน้าตานางแบบหญิงจะสวยแค่ไหน เซ็กซี่ยั่วยวนแค่ไหน ก็ไม่ทำให้เขาเกิดอารมณ์ใดใด  ทั้งๆ ที่เป็นโฆษณาเพียงสามนาที แต่เขาก็ไม่สามารถบรรลุล่วงได้สำเร็จ ทุกครั้งยามที่ก้มลงหมายจะจรดริมฝีปากลงไป ภาพของปิญาอรต้องบังเกิดขึ้นมาให้เขาหวนระลึกคิดถึงเสมอ

เขาคิดถึงเธอ... คิดถึงเธอมากกว่าสิ่งอื่นใด

ภายในห้องแต่งตัวนักแสดงชายจักรภัทรยืนสูดลมหายใจเข้าจมูกและผ่อนออกมาเสียงดังอยู่หน้ากระจกเงา ชายหนุ่มสวมชุดเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวปลดกระดุมลงมาสามเม็ดเผยเรือนอกกำยำ ที่ลำคอคล้องสร้อยคอสีเงินจี้ไม้กางเขน สวมทับด้วยเสื้อหนังตัวนอกประดับขนนกสีดำที่ลำคอ  เขาใส่คอนแทคเลนส์สีแดงราวกับสัตว์ร้ายดูดุดันพราวเสน่ห์ และต่างหูแบบคล้องรูปปีกสีเงินที่ใบหูข้างซ้าย

เขาคือซาตานหนุ่มที่พร้อมฉุดกระฉากวิญญาณหญิงสาวให้ตกนรกลงไปกับเขา

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่นในยามที่มองตนเองผ่านกระจกเงา ในวันนี้เป็นโอกาสครั้งสุดท้าย เขาไม่สามารถทำมันพังได้อีกแล้ว เพื่อจะหลุดออกจากบ่วงการเป็นนักแสดงภายใต้สังกัดนี้ เขาจะต้องแสดง ฉากจูบ ให้สำเร็จให้ได้ภายในวันนี้ ไม่ว่าจะต้องถ่ายอีกกี่เทคก็ตาม

          “ถ้าจบเรื่องบ้าๆ พวกนี้.. จะมีความสุขด้วยกันได้ใช่ไหม..” เขาพึมพำกับเงาตนเองที่สะท้อนผ่านกระจก

ปิญาอรพูดราวกับว่าความรักของเขามันพังไปแล้ว... แต่เขารู้ว่าลึกๆ ความรู้สึกระหว่างเขาและปิญาอรนั้นยังมีอยู่ เขายังคงหวังว่าทางเลือกลาออกจากวงการนักแสดงนี้จะสามารถกอบกู้ความรักของเธอกลับคืนมาได้ เขาจะอ่อนวอนขอคืนดี ประกอบเศษหัวใจและความรู้สึกที่บิดเบี้ยวของเธอให้กลับคืนมาดั่งเดิม

อุปสรรค์นี้เพียงอึปสรรค์เดียว.. เขาจะฟั่นฟ่ามันไปให้ได้เพื่อรับหัวใจของเธอคืนมา

จักรภัทรบอกตนเองเช่นนั้นก่อนจะเปิดประตูเดินออกมาจากห้องแต่งตัวฝ่ายชาย ชายหนุ่มเดินผ่านห้องแต่งตัวฝ่ายหญิงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยไม่ได้สนใจเหลือบมองเข้าไปภายในห้องแต่งตัว...

 

เมื่อแสงไฟและกล้องเพียบพร้อม การแสดงครั้งสุดท้ายจึงเริ่มต้นขึ้น ซาตานหนุ่มผู้หล่อเหล่าย่างกรายเข้ามาภายในฉากห้องนั่งเล่นโทนสีขาวนุ่มนวลสบายตาที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างดี เรือนร่างอรชรร่างหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนโซฟาสีขาวตัวยาวริมหน้าต่าง ตามบทบาทการแสดงเขาจะต้องย่างกรายแผ่วเบาเดินเข้าไปด้านหลังผู้หญิงคนนั้น ยื่นมือทั้งสองออกไปเพื่อบีบลำคอเพรียวระหงส์ของเธอเพื่อปลิดชีพ แต่กลับต้องหยุดการกระทำนั้นลงเมื่อได้กลิ่นหอมหวานที่ราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ของเธอ

จักรภัทรหยุดยืนอยู่เบื้องหลังหญิงสาวอรชรในชุดเสื้อสายเดี่ยวกระโปรงสีชมพูผ้าพลิ้ว เรือนผมสีดำสนิทของเธอถูกปล่อยยาวจรดแผ่นหลัง หญิงสาวใช้มือสางผมช้าๆ ก่อนจะรวบผมทั้งหมดมาไว้ด้านหน้าระอกข้างซ้าย เผยลำคอเพรียวระหงส์และช่วงไหล่มนด้านขวา ท่าทางของเธอดูอ่อนช้อยสบกับบทบาทนางฟ้านางสวรรค์ แสงสปอร์ตไลท์จางๆ ส่องลงมากระทบลงบนผิวพรรณอ่อนนุ่มจนดูเปล่งประกายระยิบระยับ

เธอใช้มือลูบไล้ผิวพรรณขาวผ่องตั้งแต่ช่วงไหล่มนลงไปที่ปลายแขนช้าๆ กลิ่นหอมจากน้ำหอมของเธอของเธอโลมเลียไปทุกอณูที่ปลายนิ้วสัมผัสผ่าน

จักรภัทรมองใบแผ่นหลังขาวที่พ้นเสื้อสายเดียวด้วยความเฉยชา มองมือที่ลูบผิวพันธ์ไปอย่างแช่มช้าด้วยสายตาเรียบเฉย จนกระทั่งเจ้าของเรือนร่างอ่อนช้อยค่อยๆ หันใบหน้าด้านข้างมาทางเขาเล็กน้อยตามบทบาทที่ได้รับ หัวใจของชายหนุ่มก็ถึงกับเต้นผิดจังหวะ

จักรภัทรชะงักแข็งค้าง นัยน์ตาคู่เรียวเบิกออกกว้างเมื่อเห็นปลายจมูกโด่งรั้นที่คุ้นเคย ริมฝีปากสีแดงอิ่มของเธอที่แย้มยิ้มตรงมุมปากน้อยๆ คล้ายคลึงกับริมฝีปากที่เขาเฝ้าถวิลหาอยู่เสมอทุกคืนวัน สีหน้าของชายหนุ่มถูกกล้องบันทึกเอาไว้ ผู้กำกับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจกับความหลงใหลผ่านสายตาที่จักรภัทรแสดงออกมาได้อย่างสบบทบาทมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

แต่ความยินดีของผู้กำกับก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะอยู่ดีๆ นักแสดงหนุ่มก็นอกบทบาทกะทันหัน!

จักรภัทรค่อยๆ สาวเท้าเดินอ้อมไปเบื้องหน้าหญิงสาวคนนั้น ตามบทแล้วเขาจะต้องยืนอยู่ที่ด้านหลังเธอ ใช้มือลูบไล้ตั้งแต่ลำคอไปจนถึงนิ้วมือของเธออย่างหลงใหล และเผลอไผจรดริมฝีปากลงบนริมฝีปากของหญิงสาวอย่างลุ่มหลงในกลิ่นหวานหอมรัญจวนใจ

เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ รอบกองถ่ายเมื่อนักแสดงชื่อดังกำลังนอกบทบาท ผู้จัดการสาวของนักแสดงหนุ่มถึงกับตะลึงนิ่งค้าง ผู้กำกับกำลังจะสั่งคัทแต่ใบเฟิร์นกลับรั้งเอาไว้ เพยิกหน้าเป็นเชิงขอให้รอดูก่อน

ความสงสัย.. ความแปลกใจ.. ความยินดีและสับสน... ความโหยหาลุ่มหลงราวกับจะบ้าคลั่ง... ทุกสิ่งที่จักรภัทรรู้สึกกำลังแสดงออกมาผ่านแววตาและใบหน้าคมคาย

ใบเฟิร์นเชื่อในความเป็นนักแสดงของจักรภัทร... เขาได้เห็นผู้หญิงที่เขารักมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าย่อมต้องตกใจเป็นธรรมดา เธออยากให้กล้องบันทึกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เพียงแค่ว่าต่อจากนี้ผู้ชายคนนั้นจะยังคุมสถานการณ์ได้อยู่อีกไหม เธอไม่อยากสูญเสียฉากที่น่าจะเรียกเรทติ้งได้อย่างงามแบบนี้

“ปล่อยไปก่อนค่ะ อะไรที่พลาดค่อยถ่ายแก้” ใบเฟิร์นกระซิบข้างหูผู้กำกับ

เพราะใบหน้าแบบนั้น... มันคงไม่สามารถ แสดง ให้เกิดขึ้นใหม่แล้วสมจริงได้เทียบเท่าครั้งนี้อีกแล้ว

 

จักรภัทรยืนสูงใหญ่อยู่เบื้องหน้าหญิงสาวร่างอรชรที่นั่งอยู่กับโซฟา ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วเชยปลายคางมนให้เธอเงยหน้ามาสบตาเขาที่ยืนอยู่ ใบหน้าอ่อนช้อยงดงามยิ่งกว่าภาพวาดวิจิตรของจิตกรคนไหนๆ มีสีหน้าตื่นตกใจอย่างชัดเจน นัยน์ตากลมโตที่แฝงความหยิ่งทระนงและมีแต่ภาพของเขาสะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้นดูงดงามเกินจะหาสิ่งใดมาเปรียบเปรยได้ หัวคิ้วทระนงที่เขาหลงรักกำลังขมวดเข้าหากันน้อยๆ

อีกทั้ง... ปานแดงบนแก้มนวลข้างซ้ายที่ไร้เครื่องสำอางปกปิด ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันในความสงสัยของเขา

เป็นไปได้อย่างไร... จักรภัทรใช้ปลายนิ้วไล้ใบหน้าของเธอราวกับต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน

ผู้หญิงที่เขารักที่สุดกำลังนั่งอยู่ตรงนี้... ตรงหน้าเขา

          ปิญาอรตกใจที่เขานอกบทบาท... ใบเฟิร์นบอกเธอว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยใบหน้า จักรภัทรจะต้องลูบไล้ปลายนิ้วลงกับลำคอและท่อนแขนของเธอจากด้านหลัง จากนั้นพอเขาได้ก้มลงมาดอมดมกลิ่นหอมจากน้ำหอมเมเออร์ เขาก็จะจรดริมฝีปากลงมา โดยการจูบนั้นกล้องจะถ่ายแค่ครึ่งใบหน้าตั้งแต่ปลายจมูกลงลงไปเท่านั้น

และตัดจบด้วยฉากสุดท้ายที่เธอจะถูกเขากอดเอาไว้ปิดบังใบหน้า ส่วนเขาจะหันไปยิ้มให้กล้องพร้อมกับในมือถือน้ำหอมและเอ่ยสโลแกนโปรโมทสินค้า

แต่แล้วทำไม... ตอนนี้เขาถึงได้มายืนจ้องมองเธอแบบนี้ พร้อมกับใช้มือจับประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนไปได้ ปิญาอรจะเอ่ยจะพูดอะไรก็ไม่ได้เพราะกล้องยังคงถ่ายอยู่ หญิงสาวจึงได้แต่มองหน้าเขาด้วยนัยน์ตาที่เบิ่งออกกว้าง

เขาช่างหล่อเหลาเหลือเกิน.. เธออดไม่ได้ที่จะมองดูใบหน้าคมคายตรงหน้า เธอไม่ชินที่เขาใส่คอนแทคเลนส์สีแดงแบบนี้เลย มันทำให้ดวงตาของเขาดูดุและคมเข้มขึ้นมากกว่าเดิม

แต่สายตาของเขาที่มองเธอ กลับดูเจ็บปวดและโหยหาอย่างไรชอบกล..

จักรภัทรก้มลงจรดริมฝีปากหยักลงบนริมฝีปากสีแดงอิ่มของเธออย่างรวดเร็ว ปิญาอรเบิกตาออกกว้างเมื่อนี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกตระเตรียมเอาไว้ ริมฝีปากที่ทาบทับลงมาไม่ได้จรดจูบอย่างแผ่วเบาตามบทบาทที่วางไว้ เขาใช้มือบีบปลายคางของเธอให้เผยอริมฝีปากออกมา ลิ้นร้อนสอดเข้าควานหาความหวานจากโพรงปากของเธออย่างเร่าร้อน เป็นรสจูบที่รุนแรงและทรมาน ราวกับเขาต้องการระบายความเจ็บปวดและความห่วงหาทั้งหมดที่มีต่อเธอ

เธอถูกร่างหนาของจักรภัทรกดลงให้พิงกับพนักของโซฟา มือหนาสอดใต้ท้ายทอยประคองให้เธอเงยศีรษะตอบรับการจูบของเขา ปิญาอรที่ไม่ประสีประสาได้แต่หลับตาแน่น เธอไม่กล้าแม้กระทั่งจะดันเขาออกห่างจากตัวเองเพราะกลัวจะทำให้การถ่ายงานของเขาพัง

แต่ถ้าเขาจูบเธอนานกว่านี้ หญิงสาวจะต้องขาดใจแน่...

        ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกจากริมฝีปากรูปกระจับที่แดงระเรื่อของเธออย่างอ้อยอิ่ง เขารู้สึกตัวทันทีว่าตนเองเผลอนอกบทบาทและกำลังตกเป็นเป้าสายตา จักรภัทรค่อยๆ เงยใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมองกล้อง มือทั้งสองยันโซฟาคร่อมร่างของคนตัวเล็กเอาไว้ ราวกับเขาเป็นซาตานหนุ่มที่กำลังคุกคามเธอ เพราะไม่สามารถต้านทานกลิ่นหอมของเธอได้อีกแล้ว

ชายหนุ่มยกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ก่อนจะพูดสโลแกนโฆษณาตามบทบาท

วิดีโอการถ่ายแบบที่ได้ออกมานั้นไม่ตรงตามที่ต้องการแม้แต่น้อย... แต่ทว่าทุกคนที่เห็นต่างใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อและเกิดความรู้สึกวาบหวามจนขนลุก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดูเป็นจริงราวกับเรื่องจริง นักแสดงหญิงที่ใบเฟิร์นหามานั้นช่างดูเคมีเข้ากันกับจักรภัทรมาเหลือเกิน การแสดงเมื่อครู่นั้นทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงความยั่วยวนและหอมหวาน

หลังจากที่ได้ยินคำสั่ง “คัท” จากผู้กำกับ ปิญาอรรีบผลักเรือนร่างสูงโปร่งออกห่างจากตัวทันที หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขาด้วยซ้ำ เธออยากจะเดินหนีไปแต่ข้อมือเล็กกลับถูกดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน

“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ จักรภัทรเอ่ยถามเธอโดยไม่สนใจสายตาผู้คนเกือบสิบชีวิตที่มองมาที่เขาและเธอ

“ใบเฟิร์นขอให้ช่วย...” ปิญาอรตอบ เมินหน้าหนีไปอีกทาง “ปล่อยได้ไหม ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

          คำพูดของเธอทำให้ชายหนุ่มมองดูเธอใหม่อีกครั้ง ชุดสายเดี่ยวกระโปรงสีชมพูสั้นเหนือเข่าที่เธอสวมใส่ทำให้คิ้วหนากระตุก ชายหนุ่มโอบไหล่เธอแนบชิดตัวเขาทันที

“ว้าย!” ปิญาอรร้องอย่างตกใจ “จะ.. จะทำอะไร”

“พาเธอไปห้องแต่งตัว” เขาตอบเสียงเรียบ กระชับอ้อมกอดแน่น

ปิญาอรเบิกตาออกกว้าง เธอดิ้นยุกยิกอยู่ภายในอ้อมกอดของเขา “ไม่ต้อง ไปเองได้.. ปล่อยก่อน..”

เขาเดินผ่านผู้กำกับและกองถ่ายโดยไม่สนใจเสียงอื้ออึ้งของใคร ใช้ร่างใหญ่หนาของตัวเองบดบังร่างอรชรที่แต่งตัววาบหวิวเอาไว้จนมิด

หลังจากที่ประตูปิดลง ผู้กำกับอดไม่ได้ที่จะพูดแซวออกมา “โอ้โห แค่แสดงคู่กันก็สปาร์คกันเลยเหรอ ไวจริงๆ”

ผู้ช่วยคนอื่นๆ เดินเข้ามาร่วมวง “พี่ นั่นผู้หญิงที่ตกเป็นข่าวไง พี่ภัทรให้สัมภาษณ์ว่าเป็นแค่เพื่อนน่ะ”

“สรุปไม่ได้เป็นแค่เพื่อนเหรอ หรือจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประกาศลาออกจากวงการ” ผู้กำกับทวนคำ

“ก็อย่างที่ทุกคนคิดนั่นแหละ” น้ำเสียงเข้มดังมาจากหญิงสาวในชุดสูทกางเกงคนหนึ่งที่กำลังส่ายศีรษะทำหน้าอย่างเอือมระอา ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร จึงได้แต่หันไปกำชับกับทุกคน “อย่าให้ข่าวแพร่ไปเลยนะพี่ ถือว่าเห็นแก่ฉันล่ะ”

          ทุกคนได้แต่ยิ้มแห้งให้กับพิณ ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์น่ะคงห้ามได้ ไม่มีใครอยากเอาไปพูดกับสื่อเพราะเดี๋ยวเรื่องแดงแล้วจะโดนสาวมาถึงตน.. แต่ข่าวปากต่อปากน่ะนะ ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่ได้หรอก

 

ปิญาอรกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามร่างสูงโปร่งที่เดินนำหน้าอย่างรวดเร็ว คงเพราะว่าขาของเขายาวมากเขาถึงได้เดินไวขนาดนั้น

จักรภัทรพาเธอมาที่ห้องแต่งตัวของเธอ

“ฉันรออยู่ข้างนอก แต่งตัวเสร็จแล้วค่อยคุยกัน” เขาบอกเธอ

หญิงสาวพยักหน้า เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวโดยไม่พูดอะไรอีก ภายในห้องแต่งตัวมีเสื้อผ้าอยู่มากมาย มีทั้งที่นั่งและก็โต๊ะเครื่องป้งและห้องน้ำส่วนตัว เธอหยิบเสื้อผ้าของตนเองที่ถูกใส่ไม้แขวนเสื้อเอาไว้ดิบดี กำลังจะถอดเสื้อสายเดียวออกแต่ก็ต้องชะงัก น้ำตาแทบเล็ดราวกับถูกคนกระชากหนังศีรษะก็ไม่ปาน

ผมของเธอ.. เข้าไปติดในซิบหลังของชุดกระโปรง!

ปิญาอรอยากจะร้องไห้... เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชุดกระโปรงจะต้องออกแบบให้เป็นซิปรูดเสมอ หญิงสาวเดินไปที่กระจกพยายามมองและแกะออกเองแต่ก็ไม่ได้ผล เธอเจ็บจนน้ำตาไหล ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว แต่จะให้ออกไปบอกคนหน้าห้องให้เข้ามาช่วย เธอก็ขอตายดีกว่า

ผ่านไปเกือบสิบห้านาทีจนแขนทั้งสองแทบเป็นตะคริว..

สุดท้าย.. ปิญาอรก็เลือกขอความช่วยเหลือจากคนนอกห้อง..

หญิงสาวค่อยๆ เปิดประตูแง้มออก เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอกกำลังทำหน้ามุ่ยเพราะรออยู่นาน จึงเอ่ยถามออกไปอย่างโง่งม “เอ่อ... แถวนี้มีผู้หญิงไหม?”

“เคลียร์กองถ่ายกันอยู่น่ะ” เขาตอบเสียงเรียบ มองหน้าเธอเป็นเชิงถาม

ปิญาอรอยากจะบ้าตายให้ได้... “งั้นเธอ... ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”

หญิงสาวหันหลังให้จักรภัทร เธอเมินหน้าหนีไปอีกทางเพื่อหลบซ่อนความเขินอาย รวบเรือนผมทั้งหมดมาไว้ที่ด้านหน้าและเหลือไว้แค่ปอยผมที่ติดค้างอยู่ที่ซิป เผยให้เขาเห็นหัวไหล่กลมกลึงและแผ่นหลังเรียบเนียนที่โผล่พ้นออกมาจากซิปที่ถูกรูดลงไปแล้วครึ่งหนึ่ง “ช่วยฉันดึงผมออกจากซิปหน่อยได้ไหม..”

จักรภัทรไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว... จะเรียกว่านี่เป็นการ 'อ่อย' ก็ดูไม่น่าใช่เพราะชั้นเชิงผู้หญิงตรงหน้าเทียบไม่ได้กับนักแสดงหญิงคนอื่นๆ ที่พยายามเชื้อเชิญเขา ชายหนุ่มหันมองซ้ายมองขวาเพื่อดูว่ามีใครผ่านทางมาหรือไม่ เมื่อเห็นว่าโถงทางเดินไร้ผู้คน จักรภัทรจึงดันเธอเข้าไปภายในห้องแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ปิญาอรมึนงงไม่เข้าใจ หันมองเขาอีกทีก็เห็นเขาล็อกประตูห้องแต่งตัวลงเรียบร้อยแล้ว

“หันหลังมา” เขาบอกเธอ

แม้จะรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่กับเขาสองต่อสองภายในห้อง แต่หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย นิ้วมือหยาบกร้านของเขาวางลงบนหัวไหล่ทั้งสองข้างของปิญาอรทำเอาเธอสะดุ้งสั่นไปทั้งตัว เธอรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเขารูดซิปลงต่ำมากกว่าเดิม หัวใจก็พลันเตลิดไปไกล ร่างเล็กสั่นสะท้านกอดเสื้อตัวเองจากด้านหน้าแน่น กลัวชุดกระโปรงจะลื่นหลงหลุดลงไปที่พื้นแล้วเธอจะไม่หลงเหลืออะไรบดบังร่างกาย ปิญาอรหลับตากัดริมฝีปากแน่น ถามเขาอย่างเร่งเร้า “เสร็จหรือยัง...ทำไมต้องรูดลงไปขนาดนั้น..”

“ยัง” เขาตอบง่ายๆ ปิญาอรใบหน้าร้อนจนถึงใบหูเมื่อสัมผัสได้ว่านิ้วมือของเขาเคลื่อนโดนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอ หัวใจของปิญาอรเต้นไม่เป็นส่ำ รู้สึกตัวว่าเขาขยับเข้ามาใกล้เธอมายิ่งขึ้น จนแผ่นอกแกร่งแนบชิดแผ่นหลังของเธอ เขารูปซิปขึ้นดั่งเดิม

“เสร็จแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับอ้อมกอดแข็งแกร่งที่โอบกอดเธอจากด้านหลัง ปลายจมูกโด่งของเขาฝังลงกับซอกคอหอมกรุ่น เขากอดเธอแน่นราวกับจะบดขยี้ร่างของเธอแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

“เธอเจาะหูเพิ่ม... ทำไมล่ะ” ลมหายใจของเขาจรดใกล้ใบหู

“ไม่เกี่ยวกับเธอ...” ปิญาอรบอกแต่เสียงของเธอช่างเบาหวิวเหลือเกิน “ปล่อยฉัน...”

“รักนะ” คำพูดหนึ่งหลุดออกจากริมฝีปากหยักทำให้หัวใจเธอสั่นสะท้าน อ้อมกอดของเขากระชับแน่นขึ้น จมูกโด่งจรดใกล้ชิดปลายคางและลำคอของเธอ “ทับทิม... รักนะ... รักที่สุด...”

คำบอกรักของเขาราวกับทำลายน้ำแข็งภายในใจของเธอ ปิญาอรสะบัดกายหลุดออกจากอ้อมกอดของเขา ใบหน้าหวานละมุนช้อนขึ้นมองสบตาคนตัวสูงกว่า สายตาของเขาที่มองเธอสื่อความหมายชัดเจนในทุกอย่าง

หญิงสาวสวมกอดเขาอย่างแนบแน่น ฝังใบหน้าลงกับอกแกร่ง น้ำตาไหลออกจากหางตา เธอปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอย่างยากที่จะห้ามปรามได้อีก “เธอใจร้าย.. ใจร้าย...ถ้ารักกันก็อย่าทิ้งขว้างกันแบบนี้ ไม่เอาแบบนี้อีกแล้ว ไม่เอาแล้ว...”

“ฉันขอโทษ” เขาก้มลงกอดเธอแน่น

“เธอคิดบ้างไหม... ถ้าฉันไม่ถามเรื่องเธอจากคนอื่นเราจะเข้าใจกันไหม เธอคิดบ้างไหมว่าเธอควรจะเล่าเรื่องทุกๆ อย่างให้ฉันฟัง เธอเคยคิดบ้างไหมว่าฉันไม่ควรต้องเป็นฝ่ายมาง้อเธอแบบนี้ เธอคิดบ้างไหมว่าเมื่อก่อนจะเป็นเธอที่วิ่งตามฉัน ไม่ใช่ฉันวิ่งตามเธอแบบนี้...”

ชายหนุ่มฝั่งบนหน้าลงกับกลุ่มผมละเอียดนุ่ม เขาหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวความรักระหว่างเขาและเธอตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงทุกวันนี้

จักรภัทรยิ้มออกมา “ฉันสัญญา ฉันจะกลับไปวิ่งตามเธอเหมือนเดิม”

“เธอพูดอะไรไม่ได้เรื่องอีกแล้ว ใบเฟิร์นบอกว่าเธอซื่อบื้อคงเป็นเรื่องจริง” ปิญาอรสะอื้นกอดเขาแน่น “ทำไมจะต้องวิ่งตามกัน... ทำไมเราไม่เดินอยู่ด้วยกันก็พอ”

“ได้... ต่อไปนี้เราจะเดินอยู่ด้วยกัน” เขาจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากมลเป็นคำมั่นสัญญา

 

หลังจากที่เมเออร์เปิดตัวโฆษณาน้ำหอมตัวใหม่ ไม่ว่าใครได้ดูโฆษณาต่างก็รู้สึกวาบวามไปกับความลุ่มหลงที่ซาตานหนุ่มมอบให้ จนหัวใจไหวสั่นระริก ภาพนิ่งโปสเตอร์โฆษณาเป็นรูปหญิงสาวในชุดกระโปรงสีชมพูยืนหันหลัง ใบหน้าด้านข้างมีบาดแผลขนาดเท่าใบมะกรูด ทั้งๆ ที่ใบหน้าของเธอมีตำหนิ แต่ทว่ากลับสามารถตกไปอยู่ในอ้อมกอดของซาตานหนุ่มผู้หล่อเหล่าที่หันหน้าเข้าหากล้อง

ซาตานหนุ่มนั้นแย้มรอยยิ้มพราย ดวงตาเป็นประกายราวสัตว์ป่า ในมือของชายหนุ่มถือขวดน้ำหอมสีดำทรงเหลี่ยมแบรนด์เมเออร์เอาไว้ 

“ กลิ่นหอมไร้รูปลักษณ์... ความงามจาก 'ภายใน' ที่ถูกค้นพบ

Meir Ange Dechu (เมเออร์ อันช์เจอ เดชูว)

เสน่ห์รัญจวนใจราวกับนางฟ้าตกสวรรค์ ”


หลังจากการเปิดตัวน้ำหอมชื่อดังได้ไม่นาน ทาง B&L Studio ได้ออกประกาศการลาออกจากวงการของจักรภัทร วีระกาลสกุล ในตอนแรกทุกคนเชื่อว่าเป็นเพียงข่าวสร้างกระแสการผูกขาดเป็นพรีเซนเตอร์ให้แก่แบรนด์เมเออร์เพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น จนกระทั่งจักรภัทรแถลงข่าวเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขาและปิญาอรให้ทุกคนได้รับรู้  จึงได้กลายเป็นข่าวสารช็อควงการบันเทิงไปในทันที แฟนคลับทุกคนต่างโศกเศร้าไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นี้ต่อไป... ชายหนุ่มจะใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไปกับผู้หญิงที่เขารักที่สุด

 

งานแต่งงานของปิญาอรและจักรภัทรถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในไม่กี่เดือนให้หลัง... ทุกอย่างดูรวดเร็วมากจนเธอไหวตัวตามแทบไม่ทัน  ปิญาอรราวกับแก้วน้ำที่ถูกตะกองใส่ 'ความสุขง ไม่รู้จบจนแทบล้นเอ่อ พ่อของปิญาอรดีใจจนร้องไห้ออกมายกใหญ่ หญิงสาวเองก็มีความสุขที่สุดในชีวิต เธอยิ้มออกมากว้างกว่าทุกครั้งที่เคยยิ้ม ทั้งมาลีและกวินต่างมายินดีให้กับความสัมพันธ์ของเธอ ใบเฟิร์นเองก็มาร่วมงานด้วยเหมือนกัน อีกทั้งยังมีรุ่นพี่มิคกี้ รุ่นพี่ติณติณ รุ่นพี่โชติมาด้วย ทุกคนดูเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากจนเธอแทบจำไม่ได้

เพื่อนผู้ชายร่างท้วมของจักรภัทรนั้นร้องไห้ไม่หยุด ข้างกายเขามีภรรยาและลูกชายตัวน้อย ทัพพ์ชาติดีใจที่ในที่สุดเพื่อนสนิทที่เขารักมาก ก็สมหวังในความรักเสียที 

และดูเหมือนเขาจะยิ่งน้ำตาไหลหนักขึ้น เมื่อปิญาอรสามารถจดจำได้แล้ว ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเธอ

ในงานแต่งของเธอจักรภัทรให้เธอดูสมุดเล่มสีน้ำตาลเล่มหนึ่ง ทั้งเล่มมีแต่รูปวาดของเธอในสมัยเรียน หญิงสาวน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม เธอไม่รู้จะพูดอย่างไรกับของขวัญสุดพิเศษชิ้นนี้ สไลด์โชว์งานประกอบพิธีงานแต่งงานของทั้งสอง มีภาพเธอและเขาตั้งแต่สมัยมัธยมจนถึงทุกวันนี้

      เธอมีความสุขมาก... และไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรที่มีเขาเข้ามาในชีวิตของเธอ ปิญาอรไม่สามารถนึกภาพชีวิตของเธอในอนาคต ที่ปราศจากเขาอยู่ 'คู่เคียง' เธอได้อีกแล้ว

ปิญาอรใช้ชีวิตโดยไม่ปิดบังใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นอีก หลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน เธอและจักรภัทรตัดสินใจเปิดร้านกวดวิชาสำหรับติวศิปะโดยเฉพาะ โดยบูรณะและแต่งเติมบ้านของเธอเอง จักรภัทรได้กลับมาวาดรูปอีกครั้ง เธอเองก็ได้สอนเด็กอย่างที่เธอต้องการ  นอกจากจะได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักแล้ว ยังมีคนที่เธอรักมาอยู่ข้างๆ แบบนี้อีก ชีวิตของเธอช่างมีความสุขเหลือเกิน ไม่ว่าจะเอาอะไรมาแลกเธอก็ไม่ต้องการอีกแล้ว

ตลอดการเดินทางของความรักที่ยาวนานปิญาอรได้เรียนรู้หลายสิ่ง.. เธอรักรอยแผลเป็นของเธอที่สอนอะไรเธอตั้งมากมาย

เธอขอบคุณคุณพ่อของเธอ ที่สร้างบาดแผลที่ราวกับเป็น 'ครู' ให้แก่ชีวิตของเธอ

เธอขอบคุณมาลี และ กวิน ที่ไม่เคยรังเกียจแผลเป็นของเธอ และเป็นเพื่อนแท้ที่ดีเสมอ

เธอขอบคุณ... ความรักที่งดงามของจักรภัทร ผู้ชายที่ไม่เคยตัดสินเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของเธอ และรักแค่เพียงเธอคนเดียว

“เธอรักฉันเพราะอะไรเหรอ?” ปิญาอรเอ่ยถาม บนเตียงกว้างภายในห้องนอนที่เป็นเรือนหอของพวกเขาทุกคืน หญิงสาวซุกตัวอยู่ภายในอ้อมกอดของคนที่ตนรัก เงยหน้าขึ้นมาสบตาคนที่นอนหนุนแขนข้างหนึ่งอยู่กับหมอนอิง

“ทำไมจู่ๆ ถึงถาม” จักรภัทรหันมองคนตัวเล็ก ใช้นิ้วเกลี่ยเรือนผมละเอียดนุ่มของเธอ

“ก็อยากรู้... ไม่ได้เหรอ” เธอยิ้มละมุน แววตาแพรวพราวราวราวกับหมู่ดาว

“เพราะเธอสวย” เขาตอบง่ายๆ  เกลี่ยเรือนผมถัดหลังใบหูให้กับเธอ 

ปิญาอรเอียงศีรษะหลบนิ้วมือเขาอย่างแง่งอน ใบหน้างอคว่ำ “แต่ตอนนี้ฉันไม่สวยแล้วนี่”

จักรภัทรส่ายศีรษะ ใช้นิ้วชี้ไปที่กลางอกของเธอ “หมายถึง... ข้างในนี้”

“หาเรื่องแตะอั๋งเหรอ..” ปิญาอรบิดตัวหนี ส่งสายตากรุ้มกริ่มใส่เขาอย่างน่ารัก

“ได้... งั้นมาแตะอั๋งกันจริงๆ... มานี่มา” เธอท้าเขาก็ไม่ปฏิเสธ

เธอร้องเล็กน้อยพอถูกเขากดลงกับเตียงนุ่ม เมื่อเขาก้มลงมาไซร้ปลายจมูกลงกับซอกคอของเธอ มือน้อยก็ยกขึ้นคล้องรอบลำคอหนาพลางหัวเราะคิกคัก 

ทั้งสองเสียงหัวเราะผสานกัน ในค่ำคืนที่มีแค่เพียง 'เราสองคน' ปิญาอรตระหนักได้ถึงบางสิ่ง... นอกจากความรักสิบปีของเขาจะไม่มีวันหมดอายุ ตรงกันข้ามกลับมีแต่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนั้น  ความสุขที่เขามอบให้เธอก็จะไม่มีวันหมดอายุด้วยเช่นกัน เพราะเขาสามารถมอบให้เธอได้บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็ยาวนานราวกับ 'ชั่วนิรันดร์'


(รูปลักษณ์.. ของหัวใจ จบ )


 

People in these pictures are not related to the novel, only to illustrate the characteristic of the character.

pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, meillimel, etc

 

9/5/2020

ขอบคุณนักอ่านทุกคนนะคะ... เรารู้สึกมีความสุขมากค่ะที่ในที่สุดพวกเขาก็รักกันได้ ความรักที่ยาวนานแบบนี้เป็นสิ่งที่งดงามมาก  

นิยายเรื่องนี้ปิดให้อ่านถึงวันที่ 23/05/2020 นะคะ  จากนั้นจะทำการลบเนื้อหาค่ะ

เหลือตอนพิเศษอีก 2 ตอนนะคะ อย่าลืมติดตามกันนะคะ (:

จะเป็นเรื่องราวที่ทำให้จักรภัทรตกหลุมรักปิญาอร , ปิญาอรหลงรักจักรภัทร

ส่วนเรื่องของมาลีกับพี่มิคกี้นั้น.. เราขอวางพล๊อตก่อนน้าา อ่านจบแล้วอย่าเพิ่งถอนเฟบ. เรื่องนี้น้า

ไว้พล๊อตมาลีกับพี่มิคกี้มาเมื่อไหร่ จะแจ้งให้ทราบค่า ♥

 หากยังสนใจงานเขียนของนามปากกานี้อยู่  มีนิยายเรื่องใหม่มาแนะนำค่ะ

พร้อมลงเนื้อหาในวันนี้ค่ะ (:

นิยายความรักของ ทาสหมา VS คุณชายหมา ค่ะ

จะทำอย่างไร... หากวันหนึ่งสุนัขที่คุณเก็บมาเลี้ยง มันกลายร่างเป็น “คน”...

จิ้มรูปนี้ได้เลยน้าา : 

♥

หลังจากอ่านนิยายพระเอกนิสัยผู้ใหญ่ สุขุม อบอุ่นมาแล้ว มาดูพระเอกวัยกรุบกริบ เอาแต่ใจกันบ้างค่ะ

ฝากผลงานไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ

♥ ด้วยรัก ♥

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #97 Seriez (@yuri1314) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 01:06

    หา จบแล้วหรอ?

    #97
    0
  2. #89 lapang (@lapang) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 23:52
    แงงง จบแล้ววว TT

    ไรท์แต่งดีมากเลย สำนวนดึงดูด จนคนผ่านทางมาอย่างเราตามเรื่องนี้จบจน

    ขอบคุณที่เขียนออกมานะคะ <3
    #89
    1
    • #89-1 parnchan♔. (@hiloto) (จากตอนที่ 31)
      10 พฤษภาคม 2563 / 09:52
      ขอบคุณนะคะที่อ่านนิยายของเราจนจบ เราดีใจมากๆ ที่คุณชอบนิยายของเรา คุณเป็นกำลังใจx100 ของเราเสมอคะ (。♥‿♥。)
      #89-1
  3. #88 บุ้งกี้ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 17:22

    เราต้องคิดถึงทั้งคู่มากแน่ๆ เลย TOT

    #88
    1
    • #88-1 parnchan♔. (@hiloto) (จากตอนที่ 31)
      10 พฤษภาคม 2563 / 09:53
      นักเขียนก็จะคิดถึงเหมือนกันค่ะ (;Д;)
      #88-1
  4. #87 ไอ เอ เอ (@nddn) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 11:50
    ชอบมากกกกเลยค่าอ่านวนไปขอบคุณนะคะ❤️❤️❤️❤️
    #87
    1
    • #87-1 parnchan♔. (@hiloto) (จากตอนที่ 31)
      9 พฤษภาคม 2563 / 17:14
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ดีใจมากๆ เลยค่ะ ^^
      #87-1