รูปลักษณ์.. ของหัวใจ ღ [ จบแล้ว ]

ตอนที่ 26 : ❀ My Sunflower : เขาบอกว่าโรงเรียนนี้... 'ดี'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    11 เม.ย. 63


 white car

pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, in pic, unsplash.com ,@davidcohen.official

My Sunflower

บทที่ 22

เขาบอกว่าโรงเรียนนี้... 'ดี'


ช่วงเวลาหกโมงเย็นเป็นเวลาที่นักเรียนภายในโรงเรียนเทพสวนวรกรณ์เริ่มทยอยกันออกจากโรงเรียนจนเกือบหมด หน้าประตูรั้วโรงเรียนมีรถยนต์ของผู้ปกครองผลัดกันจอดรอรับนักเรียน รถยนต์จักรยานยนต์บิ๊กไบค์แต่งทรงสปอร์ตสีดำล้วนคันหนึ่งจอดเทียบอยู่ริมรั้วข้างรั้วประตูโรงเรียนมาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว

ในที่สุดร่างอรชรของอาจารย์สาวคนหนึ่งก็รีบกุรีกุจรวิ่งออกมาจากโรงเรียน

“กลับแล้วเหรอครับ” อาจารย์ผู้ชายซึ่งยืนประจำเวรอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เขาอดไม่ได้ที่จะนึกเอ็นดูทุกทียามที่เห็นเธอวิ่งตาลีตาเหลือกออกไปหาแฟนหนุ่มซึ่งมาจอดรออยู่ที่ริมรั้วโรงเรียนเป็นประจำ

“ค่ะ.. กลับแล้วค่ะ อ.วิน!” เธอตอบคล้ายตะโกน โคลงศีรษะทักทายอาจารย์ที่แก่กว่าตนสี่ปีอย่างนอบน้อม หญิงสาวเอ่ยล่ำลาอย่างรวดเร็วแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่เบื้องหน้า

ผู้ชายรูปร่างสันทัดคนหนึ่งยืนอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์คันงาม เขาสวมเสื้อยืดคอวีสีน้ำเงินแขนยาวพับขึ้นถึงข้อศอกและกางเกงยีนส์สีเดียวกัน ผมของเขาถูกย้อมเป็นสีทองอร่ามและไว้ยาวถึงบ่าทั้งสอง ยามที่เขายกมือขึ้นเกลี่ยเรือนผมที่ปลิวไสวตามแรงลมถัดหลังใบหู ปิญาอรก็จะได้มองเห็นต่างหูสีดำที่คล้องอยู่บริเวณก้านใบหูเหมือนกับที่เธอเจาะ

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ มองดูหญิงสาวที่ยืนหอบจนตัวโยน เขาส่งหมวกกันน็อคสีดำให้เธอ

“เธอไม่ต้องมารับฉันทุกวันก็ได้...โซ่” หลังจากปรับจังหวะลมหายใจให้คงที่ หญิงสาวใช้มือรวบผมสีดำสนิทของตนที่เคยปล่อยยาวมัดทรงมวยสูงขึ้นเหนือศีรษะอวดโฉมลำคอเพรียวระหง เธอรับหมวกกันน็อคจากชายหนุ่มมาสวมอย่างคล่องแคล้ว แม้ปากจะยังคงพ่นคำพร่ำบ่นแต่ปิญาอรก็ปีนขึ้นมานั่งซ้อนท้ายเบาะทรงสูงได้เอง โดยที่ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากเขาเหมือนแต่ก่อน

“ฉันนั่งรถเมล์กลับเองได้ ไม่ต้องลำบากให้เธอมาหรอก” เธอกำชับ

กวินมองดูคนที่ขึ้นมานั่งเบาะหลังเรียบร้อยด้วยสายตาขบขำ ก็ดูเธอสิ... เธอบ่นเขามากมาย แต่ก็กระโดดขึ้นมานั่งซ้อนโดยที่เขาไม่ต้องบังคับด้วยซ้ำ ชายหนุ่มขยับตัวขึ้นมานั่งที่เบาะคนขับ ไม่ได้ตอบอะไรแต่เอื้อมไปดึงมือเธอมาคล้องรอบเอวตน

ปิญาอรพยายามชักมือกลับ แต่คนด้านหน้าก็จับเอาไว้แน่นจนเธอยอมแพ้

“ฉันไม่ได้เดือดร้อนนี่” เขาบอก พึงพอใจที่ปิญาอรคล้องเอวเขาเอาไว้หลวมๆ

ความจริงแล้วปิญาอรก็ชินอยู่กับการที่กวินมารับเธอที่โรงเรียนแบบนี้ เขาทำแบบนี้มาสามปีแล้วนับตั้งแต่ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน

แต่ถ้าถามความสมัครใจว่าเธอยินดีให้เขาทำแบบนี้ไหม.. มันก็อีกเรื่องหนึ่ง

“เธอทำงานอยู่ไกล มารับฉันแบบนี้ไม่เสียเวลาเหรอ” ปิญาอรยังคงพูดต่อ พอเห็นเขาเริ่มสตาร์ทรถ เธอก็โน้มตัวไปใกล้เพื่อพูดดักคอ “เธออย่าขับเร็วเชียวล่ะ ที่นี่เป็นสถานศึกษา”

“รถติดแบบนี้จะซิ่งได้ยังไง” กวินพึมพำ เขาแย้มรอยยิ้มบางๆ พลางส่ายศีรษะตลกขบขัน

“วันนี้แวะกินข้าวไหม?” ปิญาอรเปลี่ยนเรื่อง

“วันนี้เธอทำอะไรกิน” เขาทำฟอร์มถาม แต่ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“แกงส้มชะอมทอด” ปิญาอรตอบ “พ่อบ่นว่าอยากกินมาได้พักใหญ่แล้ว”

“งั้นไป”

ตั้งแต่เรียนจบปิญาอรและกวินไม่เคยห่างหายหรือขาดการติดต่อกันเลย จริงอยู่ว่าต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามแนวทางของตนเอง ปิญาอรนั้นเป็นครูสอนศิลปะคู่กับครูศิลาอย่างที่เธอตั้งใจไว้ตั้งแต่ฝึกงาน ส่วนกวินและมาลีก็ได้ทำงานที่เดียวกับที่ฝึกงานเช่นกัน มาลีมักบ่นให้เธอฟังว่าการงานของกวินนั้นก้าวหน้าไปไกลมากกว่ามาลีราวกับก้าวกระโดด อีกหน่อยหัวหน้าจะไว้ใจให้กวินคุมดูงาน มาลีรู้สึกขวัญผวาล่วงหน้าเพราะว่าหมอนี่บ้างานสุดๆ

แต่ว่านี่ขนาดบ้างานนะ... กวินก็ยังเจียดเวลาฟันฝ่ารถติดมารับเธอหลังเลิกงานได้เสมอต้นเสมอปลาย แม้ว่าที่ทำงานของพวกเราจะห่างไกลกันมากก็ตาม

 

และเขาก็มาเยี่ยมบ้านเธอบ่อยเสียจน... แทบจะรู้ทุกซอกทุกมุมหมดแล้ว

เขาจอดรถอยู่ที่หน้าประตูรั้วสีน้ำเงินของเธอ บ้านหลังเล็กสองชั้นโทนสีขาวสะอาดตาเปิดไฟหว่างที่ห้องรับแขกเป็นสัญญาณบอกว่ามีคนอยู่บ้าน หลังจากที่ปิญาอรไขกุญแจเปิดประตูรั้ว ชายหนุ่มก็เปิดตู้เก็บรองเท้าหน้าประตูบ้านแล้วถอดรองเท้าของตนเก็บ พร้อมกับหยิบรองเท้าสวมใส่ในบ้านออกมาจากตู้ เขาใส่รองเท้าใส่ในบ้านสีฟ้าลายเทาอย่างเคยชินราวกับเป็นเจ้าของบ้าน กวินเดินตามหลังปิญาอรเข้าประตูบ้านด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายที่สุด

ชายวัยชราในชุดสีฟ้าคนหนึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟาหนังในห้องนั่งเล่น เมื่อเขาหันมาเห็นปิญาอรและกวิน เขาก็ยิ้มกว้างโชว์ฟันหลอสองซี่ทั้งซ้ายขวา ผมของเขาเป็นสีขาวโพลนทั้งหมด ทว่าใบหน้าแก่ชรากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข คิ้วของเขาโค้งขึ้นทระนงเหมือนกับคิ้วของปิญาอรไม่มีผิด

เขารีบเดินเข้ามาหาพวกเธอ

“สวัสดีครับ คุณพ่อ” กวินยกมือไหว้เขา เรียกฝ่ายตรงข้ามว่า พ่อ อย่างสนิทปาก

“ไม่ต้องเกรงใจนะโซ่ เชิญเลยๆ” พ่อของปิญาอรพูดกับเขาอย่างเป็นกันเอง โอบไหล่พากวินเดินไปที่ห้องรับแขก พลางคะยั้นคะยอให้นั่งลงบนโซฟาสีขาวที่ตนเองเคยนั่งอยู่ก่อน “เหนื่อยมาทั้งวัน มานั่งตรงนี้ มาๆ”

“เดี๋ยวผมไปช่วยทับทิมทำกับข้าวดีกว่าครับ” กวินเอ่ย หันมองปิญาอรที่หลังจากถอดนาฬิกาไว้หลังตู้ใต้บันได แล้วกำลังจะเดินหายเข้าไปที่ห้องครัวทางขวามือ

“ไม่เป็นไร เธอพักเถอะ ขับรถไปรับฉันก็เหนื่อยมากแล้ว” ปิญาอรตะโกนออกมาจากห้องครัว หลังจากสวมผ้ากันเปื้อนลายลูกแกะเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็เปิดตู้เย็นนั่งยองๆ มองหาวัตถุดิบเพื่อตระเตรียมทำอาหาร

“พ่อทานยาก่อนอาหารแล้วใช่ไหม” เธอตะโกนออกไป

“ทานแล้วๆ!” พ่อเธอตอบเสียงดังฟังชัด จากนั้นปิญาอรก็ได้ยินเสียงแว่วๆ คุยกันระหว่างพ่อและกวินฟังไม่ได้ศัพท์ แต่อีกสักพักก็จะได้ยินเสียงพ่อของเธอหัวเราะอย่างชัดเจน

พ่อของเธอเริ่มแก่ชราลงไปทุกๆ วัน จากที่เคยห้าวหาญและดื้อรั้นใช่เงินสุรุ่ยสุร่าย และชอบพูดจาข่มเหงเธอเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาล้มป่วยลงในวันที่เธอสำเร็จการศึกษา ปิญาอรต้องยกเลิกการรับปริญญาของตนเองแล้วมาเฝ้าพ่อของเธอที่โรงพยาบาล หญิงสาวใช้เงินในอนาคตทั้งหมดที่ตนเองมีไปกับค่ารักษาพยาบาล หลังจากที่เรียนจบปิญาอรออกจากหอพักย้ายมาอยู่กับพ่อที่บ้านถาวร...

คล้ายกับว่าพ่อของเธอรับรู้ได้ถึงความรักที่เธอมีให้เขา ก้อนในใจและปมในอดีตของเขาค่อยๆ คลี่คลายลง จากนั้นไม่นานพ่อของเธอก็แปรเปลี่ยนไปราวกับคนละคน จากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ตัวเธอเองความคิดได้เติบใหญ่ขึ้นในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

พ่อของเธอชอบกวินมาก... เพราะพ่อรู้จักกวินในสถานะเพื่อนชายที่ซื่อสัตย์และเป็นเพื่อนกับเธอมาอย่างยาวนาน พ่อของเธอไม่เคยเห็นเธอคบเพื่อนคนไหนเกินสามปีแล้วพามาบ้านมาก่อน

แต่พ่อไม่เคยรู้... ว่ากวินนั้นชอบเธอ

แต่พักหลังมานี้แววตาของพ่อก็เหมือนกับว่ารับรู้เรื่องทุกอย่างอย่างกลายๆ พ่อเคยเอ่ยชื่นชมความดีงามและเสมอต้นเสมอปลายของกวินให้เธอฟังอยู่บ่อยครั้ง ไถ่ถามเรื่องการงานของเขาและความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งคู่ ราวกับพ่อกำลังคิดจับคู่เธอและกวิน

กวินเป็นคนดีจริงเธอไม่เถียง แต่ความดีของกวินมันทำให้เธอรู้สึก... อึดอัด

ปิญาอรไม่เคยมองกวินในฐานะที่มากเกินกว่าเพื่อนสนิทมาก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอมั่นใจว่าเธอขีดเส้นความสัมพันธ์ชัดเจน เธอไม่เคยไหวหวั่น และเธอก็คิดภาพความสัมพันธ์ที่พัฒนาและเติบโตขึ้นระหว่างเธอและกวินไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน และไม่คิดว่าจะลงเอยกันได้ด้วยซ้ำไป

หญิงสาวยืนมองจากห้องครัวไปที่กวินที่ยังคงนั่งบนโซฟาและยิ้มอ่อนโยนพูดคุยแก้เหงากับพ่อของเธอ...

กวินนั้นเป็นผู้ชายที่ดี... ดีมากจนเธอไม่คิดว่าจะมีผู้ชายคนไหนดีกับเธอได้ขนาดนี้อีกแล้ว เขารักเดียวใจเดียวแค่เพียงเธอเท่านั้น เธอไม่เคยเห็นเขายุ่งกับผู้หญิงคนไหน เขาทุ่มเทเพื่อเธอมาโดยเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าจะในยามมีความสุขหรือในยามตกทุกข์ได้ยาก เขาก็ไม่เคยอยู่ห่างเธอ

แต่จะให้คิดเรื่อง แต่งงาน กับเพื่อนตนเอง... ปิญาอรก็ไม่สามารถคิดแบบนั้นได้จริงๆ

“เหม่ออะไรอยู่ หิวแล้ว”

หญิงสาวตกใจสะดุ้งสุดตัวหันไปตามน้ำเสียง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กวินมายืนอยู่ด้านหลังใกล้ชิดกับเธอแบบนี้ ปิญาอรอดไม่ได้ที่จะใช้มือดันอกเขาให้ถอยห่างจากตนทันที

กวินยอมถอยออกห่างเธอเล็กน้อย เขาทำเหมือนไม่รับรู้ถึงความอึดอัดของเธอ

ปิญาอรหันกลับมาสนใจวัตถุดิบตรงหน้า หันหลังตอบเขา “คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

“เหรอ... แล้วมีเรื่องของฉันอยู่บ้างไหม”        

คำพูดของเขาทำให้ปิญาอรซึ่งกำลังตีไข่ไก่กับชะอมให้เข้ากันถึงกับชะงักมือ เธอรีบหันกลับไปมองหน้าเพื่อนสนิทในทันที

“อย่าพูดอะไรทำนองได้ไหม เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ...” เธอพยายามพูดเสียงเบาเพื่อไม่ให้พ่อได้ยิน

“โอเค” กวินยกมือทั้งสองข้างเป็นสัญลักษณ์ยอมแพ้ ชายหนุ่มเดินเลี่ยงเธอไปที่ตู้เย็น หยิบน้ำเติมใส่แก้วน้ำที่วางอยู่บนชั้นวางของข้างตู้เย็น เขายืนหันหลังพิงตู้เย็นมองเธอที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว “ก็ปล่อยให้ฉันพูดเล่นกับเธอบ้าง จะเป็นอะไรไป”

“มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจีบ”

“ก็ถูกของเธอ... จีบอยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยติดเลย” เขายิ้ม

หญิงสาวถอนหายใจ เพยิกหน้าไปที่ประตู “เธอไปรอข้างนอกเถอะ”

“ได้” กวินวางแก้วน้ำลงบนเคาน์เตอร์ข้างเธอ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินมายืนใกล้ชิดอยู่ด้านข้าง เห็นรอยยิ้มทะเล้นรอยหนึ่งบนใบหน้าเขา พอก้มลงมองที่เคาน์เตอร์ก็เห็นว่าเขารินน้ำใส่แก้วมาไว้ให้เธอ

“รีบทำเร็วเข้า” เขากำชับ “หิวจนท้องร้องแล้ว”

“รอไปก่อน” เธอบอก

“ก็ได้ๆ... จะให้ฉันรอเธออีกนานแค่ไหนก็ได้ รอจนอายุหกสิบก็ยังรอได้เลย”

“นี่!” ปิญาอรไม่รู้จะพูดอย่างไรดีอีกแล้ว เธออยากจะร้องไห้แล้วนะ อยู่กันสองต่อสองทีไร กวินมักมีคำพูดหยอกเย้าให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดและจั๊กจี้ในหัวใจเสมอ หญิงสาวใช้มือดันหลังเขาให้เดินออกจากห้องครัว ได้ยินเสียงเขาหัวเราะร่าเริงราวกับมีความสุขมากมายเหลือล้น

หลังจากที่กวินเดินกลับไปนั่งดูโทรทัศน์กับพ่อของเธอที่ห้องรับแขก ปิญาอรก็ยืนเหม่อกับเคาน์เตอร์ครัว หญิงสาวพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างอัดอั้นตันใจเป็นที่สุด

อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะอายุครบยี่สิบหกปีบริบูรณ์ พ่อก็บ่นว่า อยากอุ้มหลานให้เธอฟังอยู่ทุกวี่ทุกวัน บางทีเธอก็ชักระแวงว่ากวินกำลังเข้าทางพ่อของเธออยู่หรือเปล่า พ่อดูเปิดทางให้เพื่อนชายชนะใจเธอได้อย่างสุดความสามารถเหลือเกิน

“แต่ฉันยังไม่อยากผูกมัด หรือสานความสัมพันธ์กับใครตอนนี้นี่...” เธอพึมพำ

การจะตกลงปลงใจแต่งงานกับใครสักคนในอายุที่ใกล้วัยเลขสามแบบนี้ มันควรจะเป็นไปหลังจากที่ได้คบหาดูใจกันมาแล้วสักระยะหนึ่งไม่ใช่เหรอ จะมาทำเหมือนสมัยเรียนที่มีคนมาจีบแล้วก็ตกลงปลงใจ คบหาด้วยเลยในทันทีทันใดไม่ได้อีกแล้ว...

 

มื้ออาหารเย็นนั่งร่วมโต๊ะกันสามคนเต็มไปด้วยการพูดคุยและเสียงหัวเราะ พ่อของเธอและกวินคุยกันอย่างถูกอกถูกคอจนบางทีก็เหมือนกับเธอเป็นส่วนเกินในวงสนทนานี้ หญิงสาวนั่งนิ่งตักข้าวเข้าปากคนเดียวอยู่เงียบๆ ข้างกวิน

พ่อของเธอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเราทั้งคู่ อมยิ้มน้อยๆ เมื่อกวินกำลังตักกับข้าวใส่ลงในจานให้เธออย่างดูแลเอาใจใส่

“โซ่นี่นิสัยดีนะ ดูแลเทคแคร์คนอื่น ไม่เหมือนเจ้านี่ ไม่เคยตักข้าวให้พ่อเลย” พ่อของเธอเบ้ปากใส่ปิญาอร

“พ่อ.. หนูก็ทำกับข้าวให้พ่อกินแล้วนี่ไง” ปิญาอรแย้ง เห็นพ่อเอาแต่ชื่นชมกวินเธอก็หน้างอคว่ำ

บางทีเธอก็อยากบอกพ่อเธอเหลือเกินว่า เอากวินมาเป็นลูกบ้านนี้เลยไหมล่ะ

แต่ที่เงียบปากเพราะกลัวเขาจะตอบกลับมาว่า... ยินดี

         

หลังจากทานข้าวด้วยกันเสร็จกวินตั้งใจจะช่วยเธอล้างจานแต่ถูกหญิงสาวปฏิเสธ เธอเห็นว่าเวลามันล่วงเลยมานานมากแล้ว อีกทั้งพรุ่งนี้เช้าเขาก็ต้องไปทำงานแต่เช้าตรู่ หญิงสาวก็นึกเป็นห่วงและเกรงใจขึ้นมา จึงรีบเอ่ยไล่ให้เขากลับบ้าน

ปิญาอรเดินมาส่งกวินที่หน้าประตูบ้าน เธอมองเขาที่ตวัดขาขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์คันโตด้วยท่าทีที่ปราดเปรียวคล่องแคล้ว ในยามที่เขาส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะสวมหมวกกันน็อค ผมสีทองของเขาก็ทอประกายเป็นสีทองอร่ามในยามค่ำคืน

“สวยดี” เธออดไม่ได้ที่จะพูดตามที่ตาเห็น

“อะไร” เขาเลิกคิ้วขึ้นมองเธอ

“ผมสีทองของเธอ” ปิญาอรตอบเสียงเรียบ แย้มรอยยิ้มบางๆ มองเขา แต่ไม่นึกไม่ถึงว่าคำพูดและรอยยิ้มของเธอจะทำให้ใบหน้าหล่อเหลาเบื้องหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อที่แก้มทั้งสอง

“ไว้พรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับนะ”

“ฮะ...?” ปิญาอรมึนงงกับคำพูดรวดเร็วของเขา

กวินไม่รีรอให้เธอแย้ง เขาสวมหมวกกันน็อค จากนั้นจึงสตาร์ทเครื่องยนต์

ยังไม่ทันที่ปิญาอรจะได้ปฏิเสธ รถจักรยานยนต์สีดำค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านของเธอไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวมองตาไล่หลังรถของกวิน เมื่อเขาเลี้ยวซ้ายออกจากซอยบ้านของเธอเพื่อเข้าถนนใหญ่ เขาก็เร่งเครื่องเร็วกว่าเดิมจนหายลับตาปะปนไปกับรถสัญจรบนท้องถนนในยามค่ำคืน

ปิญาอรถอนหายใจกับการตัดสินใจอะไรเองของกวิน หญิงสาวลงล็อคประตูปิดบ้านให้เรียบร้อยก่อนจะเดินกลับเข้ามาในบ้านและเริ่มล้างจานในอ่างทีละใบ

ก๊อก.. ก๊อก.. ก๊อก..

เสียงเคาะพนังปูนดังขึ้นบริเวณด้านข้าง พ่อของปิญาอรยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ส่งสัญญาณบอกให้เธอรู้ว่าเขามาอยู่ตรงนี้

“ทานยาหลังอาหารหรือยังคะ” ปิญาอรเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ทานแล้วลูก” พ่อของเธอตอบอย่างอ่อนโยน “ส่งโซแล้วเหรอ”

“ส่งแล้วค่ะ” เธอหันกลับมาล้างจานต่อ “พ่อรีบอาบน้ำนอนเถอะ พักผ่อนเยอะๆ จะได้หายไวๆ”

คนเป็นพ่ออดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะเบาๆ ลูกสาวคนนี้ชอบหันหลังพูดกับผู้อื่นเสียจริง

“พ่อว่าโซ่เขาชอบลูกนะ ทับทิม”

คำพูดของพ่อทำให้มือที่กำลังล้างจานอยู่ชะงักแข็งค้าง เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่ชัดเจนของลูกสาว ผู้เป็นพ่อก็อดไม่ได้ที่จะระบายรอยยิ้มออกมา

“ลูกก็รู้ใช่ไหม” คนเป็นพ่อยิ้มบางๆ ถามย้ำ

“...รู้ค่ะ” เธอยอมรับ “ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยฯ ค่ะ”

“ทับทิม... พ่อเองก็แก่มากแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่ดูแลทับทิมไปได้อีกนานแค่ไหน จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาพ่อทำร้ายแกมามาก ทำให้แกเจ็บช้ำมาโดยเสมอ พ่อไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากแกอีก ทุกวันนี้ที่แกดูแลพ่อที่แก่ชราถึงเพียงนี้ พ่อก็ซึ้งใจมากพอ แต่พ่อก็ยังอยากเห็นลูกสาวคนเดียวของพ่อเป็นฝั่งเป็นฝา มีคนคอยดูแล ไม่ต้องให้พ่อต้องเป็นห่วงอีก”

“หนูดูแลตัวเองได้ค่ะพ่อ” หญิงสาวเก็บจานขึ้นชั้นวางจานเหนือศีรษะ เธอหันกลับไปโอบกอดผู้เป็นพ่อเอาไว้แน่น “เราก็อยู่กันแบบนี้ แค่สองคนก็ได้”

“แล้วแกแก่ตัวไป แกจะทำยังไงทับทิม” คนเป็นพ่อลูบศีรษะเล็กของลูกสาว “ใครจะดูแลแกล่ะ ฮืม”

“หนู ยังไม่อยากคิดเรื่องนั้นในตอนนี้” เธอกอดพ่อแน่น

“โอเค” บิดายกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ เปรยขึ้นมาเบาๆ “อย่างน้อยลองพิจารณากวินไว้สักหน่อยไม่ดีเหรอลูก เพื่อนหนูคนนี้เป็นคนดีมากนะ”

ปิญาอรที่วัยใกล้เลขสาม... ยังไม่อยากคิดถึงเรื่องคบหาหรือแต่งงาน หญิงสาวกอดพ่อแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม นัยน์ตาหรี่ลงต่ำเหม่อลอย ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ ตอบตกลงเพื่อให้คนเป็นพ่อสบายใจ...

 

ปิญาอรในชุดนอนลายทางสีชมพูสลับขาวก้าวเท้าเดินเข้ามาในภายในห้องนอนโทนสีขาวสบายตา เธอใช้ผ้าขนหนูเช็ดเรือนผมสีดำสนิทที่ยาวจรดแผ่นหลังและยังคงชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำ ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมีโต๊ะเขียนหนังสืออยู่ข้างเตียงนอนไม้ ปิญาอรนั่งลงกับโต๊ะเขียนหนังสือพลางเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำรายงานการสอนและบทเรียนของสัปดาห์หน้า

หลังนั่งจ้องจอคอมไปได้พักใหญ่หญิงสาวก็ใช้มือข้างหนึ่งป้องปากหาว มืออีกข้างยืดขึ้นสูง ความรู้สึกเมื่อยล้าก่อตัวขึ้นจนเธออยากปิดเปลือกตานอนหลับเสียเดี๋ยวนี้

ตื๊อดึ๋ง!

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นมา ปิญาอรหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งเสียบสายชาร์จแบตอยู่ที่มุมโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ

[ Malee ] : ฉันเพิ่งเลิกงานแหละทับทิม เหนื่อยมาก

ปิญาอรขมวดคิ้วเล็กน้อย หญิงสาวหันมองนาฬิกาปลุกเรือนเล็กบนโต๊ะ

สี่ทุ่มสิบนาที... เพิ่งเลิกงาน?

[Tubtim_ ] : วันนี้โซ่มารับฉันตั้งแต่หกโมงเย็น ฉันนึกว่าเลิกงานไปตั้งนานแล้วเสียอีก

[ Malee ] : เขาไปรับเธอมาเหรอ... ก็ว่าอยู่ว่าไม่เห็นเขาอยู่ที่โต๊ะ

[ Malee ] : แต่ตอนนี้เขายังนั่งทำงานอยู่เลย คงอีกยาว บ้างานจะตาย

[ Malee ] : ส่งรูปภาพ

ปิญาอรคลิ๊กดูภาพที่มาลีแอบถ่ายภาพแผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งที่ย้อมผมสีทองอร่าม เขากำลังใส่หูฟังแบบครอบหู และนั่งขะมักเขม้นอยู่กับงานที่โต๊ะ จึงไม่ทันได้สังเกตว่ามาลีแอบถ่ายรูปตน

[Tubtim_ ] : ดึกแล้ว กลับยังไง

[ Malee ] : น่าจะเรียกรถแท็กซี่

[Tubtim_ ] : ไม่ให้โซ่ไปส่งล่ะ

[ Malee ] : นั่งรถมอเตอร์ไซค์สูงๆ แล้วเจ็บก้น.. เธอนั่งเข้าไปได้ยังไงกันเนี่ยทับทิม

[Tubtim_ ] : กลับดีๆ ล่ะ ถึงแล้วบอกฉันด้วย

[ Malee ] : จ้า

ปิญาอรผ่อนลมหายใจออกจมูก นิ้วมือเล็กกดปิดหน้าจอแชทข้อความของมาลี จากนั้นจึงเลื่อนหน้าจอไปที่เมนูชื่อเพื่อนทั้งหมด เธอไล่นิ้วหาชื่อแชทของกวิน

[Tubtim_ ] : กลับบ้านได้แล้ว

ปิญาอรพิมพ์หากวิน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นเคืองใจกับสิ่งที่เขากระทำ เธอเพิ่งเคยเห็นผู้ชายบ้ารักที่ยอมทำทุกอย่างได้เพื่อเธอแบบเขาเป็นคนแรกเนี่ยแหละ

นี่เขาคิดว่าความมานะเพียรพยายามของเขา จะเอาชนะใจเธอได้หรือยังไงนะ... บ้าจริงเชียว

เธอพิมพ์หาเขาไปได้ไม่นานนักโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นมา เมื่อกดรับสายปิญาอรก็ได้ยินปลายสายหัวเราะออกมาเสียงใส

/ มาลีฟ้องเหรอ / เขาถามเธอ

“ถึงไม่ฟ้องก็เดานิสัยเธอได้” ปิญาอรยกมือขึ้นนวดขมับ ถ้าคนในสายอยู่ตรงหน้า เธอคงได้ตีเขาไปสักป๊าบแน่ๆ “ถ้ามีงานด่วนก็ไม่ต้องมารับก็ได้ ทำไมถึงได้ชอบทำแบบนี้เนี่ย..”

ชอบทำให้เธออึดอัด.. และเป็นห่วงอยู่เรื่อย

/ เอาน่า... /

“ร่างกายเธอมันจะไม่ไหว” ปิญาอรพ่นลมหายใจออกจมูกกับความดื้อรั้น “เอาเถอะ ฉันจะวางแล้วนะ”

/ ฝันดีนะ ทับทิม /

หลังจากกดวางสายความรู้สึกของหญิงสาวก็หนักอึ้งราวกับคนจมน้ำ ทั้งอึ้งทั้งประทับใจในสิ่งที่กวินทำ ปิญาอรทิ้งตัวลงนอนกับเตียง เหม่อมองดูเพดานห้องนอนของตนเอง

พ่อของเธอพูดถูก... เธอควรเริ่มคบหาดูใจกับใครสักคน เพื่อประคับประครองชีวิตคู่ไปให้ยืดยาว มั่นคง

“ก็ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนไม่ดีหรอกนะ...” ปิญาอรพึมพำ ยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก

จะทำอย่างไรดี... ปิญาอรไม่อยากทำตัวเหมือนเมื่อก่อนที่ใครเข้ามาจีบเธอ หญิงสาวเห็นว่าดีก็คบหาด้วยอย่างง่ายดายนัก เธอมั่นใจว่ากวินน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เขารักเธอมาอย่างยาวนาน และความรักของเขาก็เสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด

สมองเธอบอกให้เลือกเขา

แต่ความรู้สึกลึกๆ ของเธอมันกลับเอาแต่ปฏิเสธ...

ปิญาอรลูบคลำติ่งหูของตนเอง ตั้งแต่ที่เธอทำงานเธอก็ใส่ต่างหูได้เพียงแค่คู่เดียวที่ติ่งหูเท่านั้น เพื่อความถูกระเบียบและเป็นตัวอย่างที่ดีของนักเรียนในโรงเรียน หญิงสาวนอนลูบคลำมันด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกอีกข้างใช้นิ้วโป้งเลื่อนอ่านข้อความแชทต่างๆ ในแอปพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ

แชทกลุ่มนักเรียนให้ห้องพิมพ์คุยกันเยอะแยะไปหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะชวนอาจารย์อย่างเธอเข้าไปอยู่รวมกลุ่มด้วยทำไม เห็นเด็กพวกนี้แล้วเธอก็นึกถึงตัวเองสมัยเรียน เธอและแก๊งค์ลายเสือสามารถคุยกันได้ตลอดเวลาไม่เว้นยามนอน

ด้วยความรำคาญที่มือถือสั่นไม่หยุด หญิงสาวจำเป็นต้องกดปิดแจ้งเตือนแชทกลุ่มนักเรียนในที่สุด

ไหนๆ ปิญาอรก็เปิดแชทมือถือขึ้นมาแล้ว เธอจึงตัดสินใจเคลียร์ข้อความแชทที่ไม่สำคัญลบทิ้งไปเพื่อหน้ารวมแชทจะได้ไม่รก เธอเคลียร์ลบแชทโฆษณาต่างๆ เคลียร์การแจ้งเตือนเก่าๆ และแชทของคนที่ไม่ได้คุยกันนานแล้วและไม่สำคัญ

          จนกระทั่งเลือนไปถึงแชทที่อยู่ล่างสุด...

ในตอนนี้รูปดิสเพลย์ของเจ้าของแชทนั้นว่างเปล่า เธอไม่สามารถพิมพ์ข้อความหาบุคคลดังกล่าวได้เพราะระบบอัตโนมัติขึ้นแจ้งเตือนที่หน้าจอว่า ไม่มีสมาชิกอยู่ในห้องแชทแต่เธอยังคงสามารถอ่านข้อความสนทนาเก่าๆ ที่เธอเคยพิมพ์คุยกับเจ้าของแชทเมื่อสมัยเธอเรียนอยู่ปีหนึ่งได้

“พอเป็นดาราแล้ว... ก็เลยต้องลบแชทส่วนตัวออกสินะ” หญิงสาวพึมพำ เหม่อมองดูข้อความเก่าๆ ชั่วครู่หนึ่ง ความรู้สึกคิดคะนึงถึงหวนเคยมาราวกับถูกสลักฝั่งแน่นไว้ในความทรงจำ หญิงสาวส่ายศีรษะเพื่อไล่ความคิดถึง ก่อนจะตัดสินใจกดลบแชทดังกล่าวไปจากโทรศัพท์ในที่สุด...

 

         

รถหรูสี่ประตูสีขาวทรงสปอร์ตจอดอยู่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวตึกแถวแห่งหนึ่งในซอยข้างมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนกว่าแล้วทั่วพื้นที่รอบด้านจึงเงียบสงัด ร้านค้าระแวกข้างเคียงต่างก็ยกป้ายปิดบริการติดหน้าร้านพร้อมล็อคประตูกันไปเกือบหมด

เจ้าของรถหรูคันงามเปิดประตูรถออกมาช้าๆ  เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมสองกระดุมแรกเพื่อคลายร้อน ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์ขาเดฟสีเดียวกัน และรองเท้าหนังข้อสั้นสีน้ำตาล เรือนร่างของเขาสูงเพรียวสะโอดสะองราวกับนายแบบ แม้ในยามนี้จะเป็นเวลากลางดึกเขาก็ยังคงสวมแว่นตากันแดดสีชาปกปิดนัยน์ตาคู่เรียวทั้งสอง

ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งนี้ดึงประตูเหล็กม้วนด้านหน้าปิดลงมาเกือบครึ่งประตูแล้ว บ่งบอกให้ลูกค้าขาจรรับรู้ว่าถึงเวลาปิดกิจการ

ชายหนุ่มร่างสูงผู้มาเยือนไม่ได้สนใจ เขาถือวิสาสะดันประตูเหล็กม้วนขึ้นไปให้สูงขึ้นให้จนตนเองพอก้มตัวลอดผ่านเข้าไปด้านในได้ เขาเปิดประตูกระจกเดินเข้ามาในร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี

กรุ้งกริ่ง

เมื่อเจ้าของร้านที่ได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าประตูที่แขวนเอาไว้สำหรับแจ้งเตือนการเข้าออกของลูกค้า เขาก็ตะโกนออกมาจากในห้องครัวทันที “ร้านเราปิดแล้วครับ!

ร่างอ้วนท้วมของเจ้าของร้านรีบกุรีกุจรเดินออกมาจากห้องครัว สีหน้าหงุดหงิดที่มีลูกค้าไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจคนอื่นดันทุรังเข้ามาในร้าน

แต่พอเจ้าของร้านเดินออกมาจนถึงห้องโถงทานอาหาร ดวงตาของเขาก็เบิกโพล่งเมื่อเห็นผู้มาเยือน เรือนร่างสูงโปร่งราวกับนายแบบ และการแต่งกายตามแฟชั่นแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร

“ไอ้ภัทร!?

จักรภัทรยิ้มบางที่มุมปาก เขาถอดแว่นกันแดดออกมาพลางเสียบขาแว่นลงกับกระเป๋าเสื้อ แล้วแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาหนึ่งรอย

“กินเหล้าด้วยกันหน่อยได้มั้ย ทัพพ์ชาติ”

 

เหล้าถูกรินลงในแก้วของนักแสดงชื่อดังซึ่งนั่งเหม่อลอยออกไปนอกกระจกร้าน ที่แห่งนี้ยังคงตกแต่งด้วยสไตล์ร้านที่เรียบง่ายแบบเดิม มุมประจำที่จักรภัทรและผองเพื่อนชอบนั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันก็ยังคงอยู่ที่เดิม จักรภัทรระบายรอยยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงอดีต มือหนายกขึ้นเสยผมหน้าม้าสีดำสนิทที่ลงมาปลกหน้าด้วยความรำคาญ ระบายรอยยิ้มบางๆ เมื่อมองไปโดยรอบ

นับตั้งแต่เขาเรียนจบไป ร้านของทัพพ์ชาติก็ยังคงอยู่

ทัพพ์ชาติลอบมองเพื่อนชาย ทัพพ์ชาติไม่เคยชินเลยสักครั้งกับเรื่องเหลือเชื่อตรงหน้า... ทัพพ์ชาตินั้นเป็นชายชาตรีที่แต่งงานมีลูกแล้ว ใบหน้าของเขาก็เสื่อมโทรมไปตามวัย หนวดเคราเล็กน้อยขึ้นมายังไม่ได้โกน

ในขณะที่เพื่อนสนิทวัยเดียวกันของเขานับวันมันยิ่งแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน... ตั้งแต่สมัยเรียนที่มันยังเป็นเพียงเด็กเนิร์ดแก่เรียนสวมแว่นหนาเตอะ ตัดผมทรงกะลาครอบและเอาแต่แบกกระดานวาดรูปมาโรงเรียน พอเข้ามหาวิทยาลัยมันก็ดูดีขึ้นราวกับถูกเวทมนตร์เนรมิต แล้วเผินๆ เพียงไม่กี่ปีให้หลัง เจ้าภัทรเพื่อนของเขามันก็ได้กลายเป็นหมู่ดาวประดับฟ้า เจิดจรัสงดงามเกินกว่าจะหาสิ่งใดเปรียบอยู่บนจอแก้ว

เขาติดตามละครของมันบ้าง ไม่ได้ติดตามบ้าง แต่ก็อดเหลือเชื่อไม่ได้เลยในยามที่เห็นใบหน้าเพื่อนสนิทอยู่บนนิตยสาร หรือบนจอทีวี

แต่ทั้งๆ ที่ชีวิตของมันเจิดจรัสได้ถึงขนาดนั้นแล้ว... แววตาทั้งสองกลับดูเปล่าเปลี่ยวเหม่อลอยเงียบเหงา ขาดสีสันความมีชีวิตชีวาไป

ทุกครั้งที่จักรภัทรมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่แล้วร้องเรียกขอให้ทัพพ์ชาตินั่งดื่มเหล้าเป็นเพื่อนกันแบบนี้ คือช่วงเวลาที่ชายหนุ่มกำลังรู้สึกอ่อนแอ ทัพพ์ชาติมองใบหน้าด้านข้างของจักรภัทร ปล่อยให้เพื่อนชายดื่มหนักเงียบๆ ไปสักพักหนึ่ง

“เมาเกินไปแล้วมึง” ทัพพ์ชาติเอ่ยออกมาในที่สุด ดึงแก้วเหล้าออกจากมือเพื่อนสนิท “นิสัยชอบกินเหล้าเวลาเครียดของแก เมื่อไหร่จะหายสักที”

“ไม่รู้” จักรภัทรเหม่อมองไปที่นอกหน้าต่างดังเดิม

“แกมาถึงที่นี่คงไม่ได้แค่จะมากินเหล้าหรอกมั้ง” ทัพพ์ชาติดักคอ “พ่อซุปตาร์มีปัญหาชีวิตอะไรอีกล่ะ”

“เรื่องไร้สาระ” จักรภัทรกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมด มือหนานั่งเท้าคางลงกับโต๊ะ ส่วนอีกมือหนึ่งใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ

“แกเคยมีสักครั้งไหมวะ.. ที่เหมือนกับว่าชีวิต มัน ไม่มีอะไรเลย” จักรภัทรเอ่ยออกมา เหม่อมองออกไปไกลนอกหน้าต่าง “ฉันเคยรู้สึกแบบนี้ตอนปีสี่ที่ต้องหางาน ฉันเบื่อการวาดรูปและไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ในตอนนั้นฉันเลยเลือกเป็นนักแสดงตามที่ใบเฟิร์นชวน”

รอยยิ้มเหยียดปรากฏบนริมฝีปากเรียวได้รูปของจักรภัทร “แล้วในตอนนี้... ฉันก็กลับมารู้สึกแบบนั้นอีกแล้วว่ะ”

ทัพพ์ชาตินั่งสดับรับฟังอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นว่าเพื่อนชายไม่ได้พูดอะไรต่อ ทัพพ์ชาติจึงเริ่มพูด

“เมื่อก่อนฉันก็คิดแบบแก ฉันขี้เกียจเปิดร้าน ขี้เกียจทำก๋วยเตี๋ยว ขี้เกียจตื่นแต่เช้าไปตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบ” ทัพพ์ชาติประสานมือลงบนโต๊ะ หันหน้ามองจักรภัทร “แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้รู้ถึงชีวิตที่มีจุดหมาย เหตุผลที่ฉันจะต้องทำงานของฉันต่อสุดความสามารถ เหตุผลที่ทำให้ฉันหยุดบ่นเรื่องไร้สาระ และก้มหน้าก้มตาทำงาน”

“เพราะอะไร”

“เพราะลูก และเมีย”

จักรภัทรเอื้อมมือไปหยิบขวดเหล้า ยังไม่ทันได้เทเหล้าลงแก้วเพื่อนชายก็จับต้นแขนของเขาเอาไว้ แววตาของทัพพ์ชาติจริงจังหนักแน่น

“ทุกวันนี้มึงยังสามารถใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถ้าวันหนึ่งที่มึงมีใครสักคนที่จะต้องดูแล ความรู้สึก ว่างเปล่า ที่มึงเป็นอยู่ก็จะหมดไป”

“นายก็รู้ว่าฉันยังไม่อยากมีใครในตอนนี้” จักรภัทรหัวเราะเสียงหึในลำคอแบบที่เขาชอบกระทำในยามที่รู้สึกสมเพชกับเหตุการณ์หรือความรู้สึกบางอย่าง

          “มึงก็ควรจะสร้างครอบครัวได้แล้วไหมภัทร เริ่มคบหาดูใจกับใครสักคนแบบจริงจังเสียที” ทัพพ์ชาติเอ่ยจริงจังดังเดิม หันมาตบไหล่เพื่อนชายสองสามที “มึงก็อายุจะปาเข้าไปจะสามสิบแล้ว หน้าที่การงานก็มั่นคง ทุกอย่างก็ดีพร้อม มึงจะรออะไร”

รออะไร... คำพูดนี้ทำให้จักรภัทรที่เริ่มกึ่งเมาถอนหายใจอีกครั้ง

“นั่นสินะ” ชายหนุ่มพึมพำ กระดกเหล้าเข้าปากไปอีกอึก

 

 

         

ภายในห้องรับแขกขนาดกะทัดรัดโทนสีครีมสบายตา แสงแดดสีอำพันค่อยๆ สาดส่องเข้ามาผ่านทางช่องเล็กๆ ของบานหน้าต่างไม้ แสงแดดอบอุ่นตกกระทบลงใบหน้าคมคายของคนที่นอนอยู่บนฟูกโซฟาตัวยาวสีฟ้าในห้องรับแขก เจ้าของร่างนั้นตัวยาวมากเสียจนปลายเท้าทั้งสองเกยยื่นเลยออกมานอกโซฟา

เปลือกตาหนาค่อยๆ ขยับหยุกหยิกเมื่อรับรู้ถึงความร้อนระอุบางเบาบนใบหน้า เขาพลิกกายซบเข้าหาท่อนแขนของตนเองเพื่อหนีไอร้อนระอุ ยังไม่ทันได้เข้าสู่ห้วงหลับลึกอีกครั้ง ในหูก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันดังทะลุกำลังขึ้นมาจากชั้นล่าง

“แล้วคุณดื่มทำไม ตื่นสายแบบนี้จะไปส่งอังอังยังไง?” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังเล็ดลอดขึ้นมา

จักรภัทรขมวดคิ้วเข้าหากัน... ชายหนุ่มค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟา เขาขยับเอียงศีรษะไปซ้ายทีขวาที่เพื่อปรับสมดุลแก่ร่างกาย หลังจากที่ลุกนั่งได้พักหนึ่งความรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็โจมตีเข้ามาจนต้องยกมือขึ้นนวดบรรเทาอาการปวด

ที่นี่คือห้องรับที่อยู่ด้านบนของร้านก๋วยเตี๋ยวของทัพพ์ชาติ จักรภัทรเคยมาค้างแรมที่นี่บ่อยครั้งเวลาที่เขามีเรื่องรบกวนจิตใจ

“แบบนี้ได้โดนผู้จัดการบ่นหูชาแน่...” ชายหนุ่มพึมพำพลางยันตัวลุกขึ้นยืน

ชายหนุ่มเดินลงบันไดไปยังโซนด้านล่างที่ไว้สำหรับขายก๋วยเตี๋ยว เมื่อเดินลงมาด้านล่างจึงเห็นแฟนของทัพพ์ชาติยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าบันได ส่วนทัพพ์ชาติซึ่งรักตัวกลัวเมียได้แต่ยืนคออยู่ด้านข้างหล่อน

“น้าภัทร! เสียงใสเจื้อยแจ้วของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น เด็กผู้ชายตัวเล็กน่ารักในชุดนักเรียนประถมของโรงเรียนแห่งหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านหลังผู้เป็นแม่ กระโจนเข้ากอดรอบเอวของจักรภัทรแนว “น้าภัทรๆ!

“ว่าไง.. อังอัง” จักรภัทรเอ่ยทักเมื่อเด็กน้อยเงยหน้ายิ้มยิงฟันใส่เขา ใบหน้าของเด็กน้อยอวบกลมเหมือนกับใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่มีผิด

“น้าภัทรๆ น้าภัทรไปส่งอังอังหน่อยได้ไหม” เด็กน้อยออดอ้อน “อังอังอยากนั่งรถของน้าภัทรอีก”

“เกิดอะไรกันขึ้นเหรอ” จักรภัทรเอ่ยถามทัพพ์ชาติที่ยืนทำหน้าเศร้าสร้อย ในขณะที่ภรรยายืนกอดอกจ้องตาเป็นเขม็งมองที่เขาและทัพพ์ชาติพลางส่ายศีรษะ

“ฉันตื่นสาย.. ก็เพราะแกนั่นแหละไอ้ภัทร” ทัพพ์ชาติบ่น ก่อนจะหันไปจับแขนภรรยาตรงหน้า “อังอังเข้าเรียนสายอีกวันจะเป็นไรไป”

“เป็นสิพี่ สายมาสี่รอบแล้วนะเทอมนี้!” แม่เด็กโวยวาย ปวดหัวกับสามีหนุ่ม “ยังไม่รีบพาลูกไปรอรถเมล์อีก!

จักรภัทรหัวเราะในลำคอ ลูบศีรษะเด็กชายเบาๆ “ได้ ฉันไปส่งให้ได้”

“อังอังจะได้นั่งรถบีเอ็มของพี่ภัทรแล้ว!” เจ้าเด็กร้องอย่างดีใจ “อวดเพื่อนได้ เย้! อวดเพื่อน!

“วันนี้แกไม่มีงานทำเหรอไง” ทัพพ์ชาติเอ่ยถาม ในใจก็นึกสมควรที่เพื่อนชายจะรับผิดชอบในสิ่งที่มันกระทำ โดยปรกติแล้วทัพพ์ชาติจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งอังอังตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า แล้วกลับมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวช่วยกันกับภรรยาตอนเจ็ดโมงเช้า

แต่ในวันนี้เขาตื่นสายไปจากเดิมครึ่งชั่วโมง... เขาสามารถออกไปส่งอังอังได้ แต่จะกลับมาไม่ทันเปิดร้านในตอนเช้า ภรรยาของเขานั้นทำก๋วยเตี๋ยวได้ แต่ไม่ได้ทำอร่อยเหมือนที่เขาทำ อีกทั้งหากทิ้งภรรยาให้เปิดร้านอยู่คนเดียวก็เกรงว่าจะได้รับอันตราย

ถ้าจักรภัทรไปส่งอังอังเขาก็พอโล่งใจได้บ้าง

“ฉันมีงานถ่ายแบบช่วงบ่าย แวะส่งอังอังก่อนได้” จักรภัทรตอบ ถลกแขนเสื้อเชิ้ตสีดำเพื่อดูนาฬิกาข้อมือ เวลาเจ็ดโมงตรงถ้าขับรถเข้าเมืองโดยใช้ทางด่วนก็อาจไปถึงได้ทัน “แทนที่นายจะให้อังอังเรียนใกล้ๆ จะได้สะดวก ทำไมต้องให้อังอังเรียนไกลขนาดนั้น”

“โรงเรียนนี้ดี” ทัพพ์ชาติบอก หันไปยิ้มให้ลูกชายอย่างอ่อนโยน “และอังอังก็สอบติดเองด้วย น้องอังอังเก่งที่สุด”

จักรภัทรไม่เคยเป็นพ่อคน... เขาไม่เข้าใจการตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้ลูกของทัพพ์ชาติ แต่ก็ไม่คิดจะโต้แย้งอุดมการณ์ของเพื่อนชาย

“อังอังช่วยพ่อระหว่างรอพี่อาบน้ำนะครับ” จักรภัทรเอ่ยบอกเด็กชาย

“ได้ฮะ” น้องอังอังพยักหน้าหงึกหงัก หันไปมองรถสปอร์ตสีขาวคันงามเงาวับที่จอดอยู่หน้าร้านของพ่อด้วยนัยน์ตาเป็นประกายแพรวพราวระยับ

จักรภัทรเดินออกมาที่รถ แม้จะเดินออกมาแค่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเขาก็ไม่ลืมที่จะใส่แว่นกันแดดปกปิดใบหน้า เขาหยิบเสื้อผ้าสำรองและแปรงสีฟันในรถยนต์ออกมา จักรภัทรเป็นคนรอบคอบเสมอ บ่อยครั้งเขามีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปค้างอ้างแรมต่างถิ่นบ่อย เขาจึงพกชุดสำรองและของใช้จำเป็นไว้ในรถเสมอ

หลังจากที่ตระเตรียมตัวเองจนเสร็จจักรภัทรก็เรียกให้อังอังขึ้นรถ เจ้าอังอังมีความสุขมากและเอาแต่ชวนคุยเจื้อยแจ้ว ชายหนุ่มจัดการคาดเข็มขัดให้อังอัง ก่อนจะขับรถออกไปในที่สุด

 

ในวันนี้ปิญาอรนั่งรถโดยสารสาธารณะมาทำงานเอง...

เมื่อคืนกวินบอกเธอว่าจะมารับแต่เช้าตรู่ หญิงสาวก็ได้แต่นั่งรอแล้วนั่งรอเล่า เข็มเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือก็เคลื่อนตัวไปช้าๆ  นานเกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อนชายก็ยังไม่ปรากฏตัว ปิญาอรโทรฯ หาเป็นรอบที่เจ็ดเขาก็ไม่รับสายของเธอ

เธอจึงสรุปเอาเองว่ากวินคง... หลับ

สุดท้ายปิญาอรจึงนั่งอยู่บนรถโดยสารสาธารณะด้วยความเร่งรีบกระวนกระวายสุดโต่งหญิงสาวก้มลงมองนาฬิกาสายดำเส้นบางที่ข้อมือข้างซ้าย อีกยี่สิบนาทีจะเป็นเวลาแปดโมงตรง แต่ ณ ขณะนี้ เธอยังคงนั่งอยู่บนรถโดยสารประจำทางไปไม่ถึงครึ่งทางเลยด้วยซ้ำ ปิญาอรผ่อนลมหายใจน้อมรับชะตากรรม เหม่อมองไปที่การจราจรบนท้องถนนที่หนาแน่นไปด้วยรถยนต์

นี่คงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มทำงานมาที่เธอ... มาทำงานสาย

 

จักรภัทรจับพวงมาลัยรถด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างชายหนุ่มวางพาดกับขอบหนังกระจกด้านในรถ  จักรภัทรจอดรถแน่นิ่งรอเปลี่ยนสัญญาณไฟ ชายหนุ่มเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่างรถในขณะที่อังอังเอาแต่ชวนเล่นเกมนับสีรถ เด็กน้อยเลือกรถสีขาวเหมือนกับรถของจักรภัทร ชายหนุ่มจึงเลือกสีรถสีแดงเพราะบังเอิญมีรถเมล์สายหนึ่งคลื่นตัวมาขนาบข้างทางด้านขวามือรถของเขาพอดิบพอดี...

“สีขาวสิบเอ็ดคันแล้วฮะ!” อังอังยังคงนั่งนับสีรถต่อไปด้วยท่าทีจริงจัง ไม่รับรู้เลยว่าตนเองกำลังจะไปโรงเรียนสายเพราะการจราจรที่หนาแน่นผิดกับทุกวัน

รถของจักรภัทรจอดแน่นิ่งสนิทรอไฟแดงอยู่ข้างรถเมล์ติดแอร์สายหนึ่งมาเป็นระยะเวลาพอสมควร เขาไม่ค่อยได้นั่งรถเมล์จึงไม่ทราบว่ามีรถเมล์บางสายที่วิ่งเส้นทางด่วนด้วย

ในจังหวะนั้นเองเขาหันไปมองที่รถเมล์อย่างสนใจ ชายหนุ่มคิดว่าจะได้เห็นสายรถเมล์ที่เขียนไว้ข้างผนังรถ แต่ชายหนุ่มกลับได้เห็นใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งชิดริมกระจกรถเมล์ฝั่งข้างๆ รถยนต์ของเขาแทน

ปลายจมูกของเธอนั้นโค้งมนโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีแดงอิ่มราวกับสีของกุหลาบ เรือนผมสีดำสลวยเงางาม และปลายคิ้วที่ตวัดขึ้นเล็กน้อยอย่างช่างแสนดูทรนงตน... ทุกอย่างดึงดูดสายตาของเขาให้เหม่อมองอยู่นาน

และในจังหวะที่เธอหันใบหน้ามองมาทางเขา... หัวใจของชายหนุ่มก็เต้นผิดจังหวะ

เพราะเธอช่างคล้ายคลึง.. คล้ายคลึงมากเหลือเกิน

แน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นมองไม่เห็นเขา... รถส่วนตัวของดาราชั้นนำอย่างจักรภัทรติดฟิล์มกระจกดำหนาทึบ แต่คนที่นั่งอยู่ภายในรถสามารถมองเห็นบรรยากาศด้านนอกได้อย่างชัดเจน

นัยน์ตาสีดำสนิทหลังกรอบแว่นสีชาเบิกออกกว้าง ยังไม่ทันได้ประมวลผลความคิดใด รถเมล์ด้านข้างก็เคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ

“อ๊ะ! น้าภัทรฮะ นั่นไงรถสีแดง!” เด็กน้อยร้อง ชี้ไปที่รถเมล์คันสีแดงที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านทางด้านขวามือของน้าชาย เด็กชายหันมองรอบตัว กะพริบตาปริบๆ แล้วสะกิดแขนน้าชายยิกๆ “ระ... รถ รถออกแล้วฮะ!

รถหรูคันงามสีขาวเร่งเครื่องขับกลับมาเทียบขนาบข้างรถเมล์ จักรภัทรคงจังหวะรถให้สามารถอยู่ข้างรถเมล์ไปได้ เขาไม่เร่งเครื่องขึ้น ไม่ถอยหาย ทำเพียงแค่ขับโดยใช้ความเร็วเท่ากับรถเมล์ ชายหนุ่มมองออกไปที่นอกหน้าต่าง 

และแล้วในที่สุดเขาหามุมที่สามารถทำให้ได้เห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจน...

จักรภัทรเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจของเขากระตุก ชายหนุ่มละสายตาจากสิ่งที่ตนให้ความสนใจ เขาเหยียบคันเร่งขับรถเคลื่อนผ่านรถเมล์ด้านข้างไปในที่สุด

 

ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน เทพสวนวรกรณ์ มีเพียงหญิงสาวคนเดียวที่กดกริ่งลงมา เธอสวมเสื้อเบล้าส์หวานสีชมพูคอผูกโบว์ สอดชายเสื้อไว้ในกระโปรงทรงดินสอสีขาวสั้นพอดีหัวเข่ามนกลึง เธอสวมรองเท้าส้นสูงสีครีม เธอรัดผมเป็นจุกสูง สะพายกระเป๋าทรงเหลี่ยมสีน้ำตาล หลังจากที่ลงจากรถโดยสารประจำทางหญิงสาวรีบวิ่งอย่างรวดเร็วไปที่หน้าโรงเรียน มองนาฬิกาข้อมือแล้วปิญาอรก็อยากจะร้องไห้

นี่เธอสายไปถึงสิบห้านาทีเชียวหรือ

ด้วยความเร่งรีบหญิงสาวสะดุดขาตนเองล้มลงไปนั่งคุกเข่าพื้น เอกสารและหนังสือที่โอบกอดอยู่กระจัดกระจาย เธอรู้สึกขัดใจนักจนอยากจะทุบตัวเองแรงๆ สักทีสองที

“อะไรนักหนาเนี่ย” เธอบ่น ยันตัวลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจหัวเข่ากลมกลึงที่กระทบพื้นปูนจนถลอก ปิญาอรรีบวิ่งเข้าโรงเรียนไปในที่สุด

หญิงสาวไม่รู้สึกตัวเลย... ทุกการกระทำของเธอตกอยู่ในสายตาของใครบางคน จักรภัทรนั่งพาดท่อนแขนกับพวงมาลัยรถยนต์ เขาขับรถมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อยี่สิบนาทีก่อน สามารถส่งอังอังเข้าเรียนได้ทันก่อนแปดโมงเช้า ชายหนุ่มจอดอยู่ที่ริมฟุตบาตฝั่งตรงข้ามโรงเรียน นั่งเฝ้ารออยู่ภายในรถ จนกว่าจะได้เห็นรถโดยสารประจำทางที่เขาขับผ่านมา นัยน์ตาคู่เรียวสีดำขลับทอแสงอ่อนโยนเฝ้ามองดูปิญาอรตั้งแต่ก้าวเท้าลงมาจากรถโดยสารประจำทาง จนกระทั่งเธอเดินเข้ารั้วโรงเรียนหายลับตาไป

“ซุ่มซ่าม..” เขาเปรยขึ้นมาเมื่อนึกถึงตอนที่เธอหกล้ม

จักรภัทรหยิบโทรศัพท์มือถือสีดำของตนขึ้นมา เขาเลื่อนกดเบอร์ติดต่ออย่างรวดเร็ว

/ ... ว่าไงภัทร / ไม่นานนักปลายสายก็กดรับสาย

“พี่พิณครับ ผมขอเลื่อนนัดถ่ายแบบของนิตยสาร ศิริ ไปก่อนได้ไหมครับ”

พูดจบปลายสายก็ตะคอกกลับมาจนจักรภัทรต้องยกโทรศัพท์ออกห่างหูตนเอง

/ เลื่อนอะไร จะบ้าเหรอ นี่นายจะไปก่อเรื่องที่ไหนอีกเนี่ยฮะ! แล้วตอนนี้นายอยู่ที่ไหน?! /

“แค่นี้นะครับ... จัดการให้ผมหน่อยนะครับ”

/ เดี๋ยวสิ นี่!... /

ตรู๊ด

ชายหนุ่มกดตัดสายไปในที่สุด จักรภัทรโยนโทรศัพท์มือถือลงกับเบาะหนังที่นั่งข้างคนขับ เขาอ่านป้ายชื่อโรงเรียน เทพสวนวรกรณ์ที่กำแพงโรงเรียนพลางเหยียดรอยยิ้ม

จักรภัทรอยากรู้ว่าหญิงสาวที่เขาเห็นนั้นจะใช่ เธอ ไหม

เพราะถ้าใช่ เธอ จริงล่ะก็... เขาคงต้องกลับไปพิจารณาโรงเรียนแห่งนี้ใหม่เสียแล้ว

เมื่อคิดได้เช่นนั้น รอยยิ้มสายหนึ่งจึงปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มปลดเกียร์ จากนั้นจึงเคลื่อนรถออกตัวไปในที่สุด




 People in these pictures are not related to the novel,  only to illustrate the characteristic of the character.

pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, meillimel

10/4/2020

ไม่รู้ทำไมการแต่งตอนนี้ถึงเป็นอะไรที่เหนื่อยสำหรับเรามากค่ะ

คงเพราะความสนิทสนมของกวินและปิญาอรที่เพิ่มมากขึ้น

มากขึ้นเสียจน... จนเราอยากจะจับให้เขาคู่กันให้รู้แล้วรู้รอดค่ะ!  ฮ่าๆ

 

เราเคยทำแบบจักรภัทรนะคะ เราขับรถ

แล้วรถเมล์ก็มาขนาบข้าง เราแหงนมองเห็นคนที่คุ้นตา

เลยพยายามขับขนาบข้างไปเรื่อยๆ รอจังหวะรถติดก็ค่อยหันไปดู

แต่สุดท้าย.. รถเมล์ขับเร็วและเปลี่ยนเลนค่ะ T^T

ก็เลยไม่ได้คำตอบว่าใช่คนรู้จักหรือเปล่า

 

ขอบคุณนักอ่านที่ติดตามมาเสมอ เราดีใจมากค่ะ

ขอบคุณจริงๆนะคะ รัก 

เจอกันตอนหน้าค่ะ


อยากมีนักอ่านมาฟินจิกหมอนไปด้วยกัน

อย่าเป็นนักอ่านเงาเลยน้าาา

1 คอมเม้นท์ เท่ากับ 1 กำลังใจ

ด้วยรัก 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #75 บุ้งกี้ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 21:55

    จีบทับทิม จีบทับทิมเดี๋ยวนี้ๆ เวลาน่าจะใกล้ตรงกันแล้ว ><

    #75
    0
  2. #74 lapang (@lapang) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 04:01
    ถ้าจะว่างเปล่าขนาดนั้นก็จีบทับทิมเหอะภัทร เดี๋ยวทับทิมก็ขึ้นคานหรอก - -
    #74
    0
  3. #73 Kamonrat Phoemwong (@kamonrat_aom) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 22:16
    คู่กับกวินเลยได้ไหมภัทรเล่นตัวอ่ะ เราจะเชียร์กวินละนะ 555+
    #73
    1
    • #73-1 parnchan♔. (@hiloto) (จากตอนที่ 26)
      11 เมษายน 2563 / 17:44
      ต้องเล่นตัวนิดนึงค่ะ เขาเจ็บมาเยอะ
      ขอบคุณที่แวะเข้ามานะคะ (:
      #73-1