♔ อริร้าย มายารัก {chanbaek} 。

ตอนที่ 7 : 梅花 ❀ กลีบที่ ๗

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    5 ต.ค. 57

 

 

梅花

เหมยฮวากลีบที่ 7

“ข้าปัดมันทิ้งไปตั้งแต่แรกเห็นแล้ว...”

 

            กลีบเหมยใบน้อยลอยบนพื้นผิวน้ำเต็มอ่างไม้ใบใหญ่ กลิ่มหอมอ่อนๆ จากใบส่งผลให้เจ้าของเรือนร่างบอบบางผิวกายขาวใสรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย ร่างเล็กในอ่างเล่นน้ำเรื่อยเปื่อยอย่างไม่เร่งรีบอะไร

 

          วันนี้ปั๋วเสวียนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางเชียวล่ะ

          .

          .

          .

          ตื่นเช้าหรือนอนไม่หลับกันแน่ใครเล่าจะไปรู้

 

            “ดอกเหมยสีขาวนี่งามดีจริง...” ปากเล็กเอ่ยพลางหยิบยกดอกไม้ที่กล่าวถึงขึ้นมาสูดกลิ่นเข้าปอดเป็นครั้งที่เท่าไรนั้นก็มิอาจนับได้ ปั๋วเสวียนดำผุดดำว่ายอยู่ในอ่างอาบน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครรู้หรอกว่างานอดิเรกของนายน้อยสกุลเปี้ยนน่ะ คือการเล่นน้ำในอ่างราวกับเด็กน้อยที่ไม่ยอมโตนี่เอง

            เมื่อเล่นจนเหนื่อยก็พิงตัวนอนกับขอบอ่างอย่างอ่อนเพลีย ยามค่ำไม่ยอมนอนก็ส่งผลเช่นนี้ยามเช้าที่ควรตื่นเป็นธรรมดา...ครั้นพอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกลิ่นหอมของบุปผา ความทรงจำที่เป็นตัวการให้นายน้อยนอนไม่หลับก็แล่นเข้ามาอีกครั้ง

 

          “ดูสิ ดอกเหมยเปื้อนหมดแล้ว...”

          “ดูสิ ดอกเหมยเปื้อนหมดแล้ว...”

          “ดูสิ ดอกเหมยเปื้อนหมดแล้ว...”

 

            “ไม่!” เบิกตาโพลงเรียกสติของตนกลับมาเมื่อจิตใจชักพร่ำเพ้อเกินไปแล้ว มีอย่างที่ไหนอยู่ดีๆ ก็นึกถึงคำพูดจากขันธีผู้นั่นขึ้นมาอีก แต่เพียงแค่คำพูดหรือจะสู้การกระทำ

            “เจ้าขันธีบ้า! ใครใช้ให้เจ้าบังอาจมาลูบแก้มข้ากัน เห็นว่าหน้าข้าเปื้อนเพราะทำงานสกปรกก็เลยต้องการจะล้อเลียนโดยการเช็ดให้ข้าใช่ไหมล่ะ...” สร้างเรื่องคิดเองไปเพียงคนเดียวตามหลักการที่ตนเชื่อมั่นที่เต็มไปด้วยอคติ

            “โถ...คิดจะมาหลอกข้ายังเร็วไปอีกร้อยปี แค่มองตาข้าก็รู้ถึงคำพูดล้อเลียนข้าในใจเจ้าหมดแล้วเจ้าขันธีนิสัยไม่ดี!” งุ้มริมฝีปากโค้งงอแสดงความไม่พอใจเฉกเช่นคนหนูผู้เอาแต่ใจ

 

          ก็นะ...ปั๋วเสวียนน่ะ เมื่อลองได้เกลียดใครแล้ว ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็กลายเป็นเรื่องเลวร้ายได้เสมอ

 

            “ตายจริง! แล้วที่บอกกับข้าว่าจะจัดการหมูในคอกต่อให้ข้านี่เป็นความจริงหรือไม่กัน? ไม่ได้การล่ะ คนเจ้าเลห์นิสัยไม่ดีพรรคนั้นจะต้องโป้ปดเป็นแน่ หากเขาไม่ทำตามที่บอกล่ะ...” จู่ๆ ก็ฉุกคิดถึงคำพูดที่ขันธีผู้เป็นอริของตนได้กล่าวไว้ ด้วยความที่ไม่คิดจะไว้ใจผู้ใดอยู่แล้วปั๋วเสวียนจึงได้รีบขึ้นจากอ่างอาบน้ำแล้วแต่งตัวให้เร็วที่สุด

            “เมื่อวานก็คิดแต่ว่าข้าหิว ข้าจะกิน ข้าจะพักผ่อน แต่ลืมคิดไปเลยว่าถ้างานไม่เสร็จข้าต้องถูกทำโทษจากซั่งอี๋จอมโหดอีกแน่! ทำไมถึงเป็นคนเช่นนี้นะปั๋วเสวียน!” ต่อว่าตนเองระหว่างที่สวมใส่เสื้อผ้าไปด้วย เมื่อเรียบร้อยแล้วขาเล็กจึงรีบก้าวไปยังเตียงเพื่อหยิบปิ่นปักผมคู่ใจของขวัญวันเกิดจากท่านแม่บนเตียง ฉับพลันเมื่อก้าวไปถึงก็ต้องหยุดการกระทำลง

 

          ดอกเหมยดอกงามสีขาวบริสุทธิ์วางคู่อยู่กับจดหมายหนึ่งฉบับบนหมอนใบนุ่ม

 

            “มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร...” พินิจด้วยความสงสัยแล้วสาวเท้าเข้าไปหยิบดอกไม้ที่ตนชอบพร้อมแกะซองจดหมายอ่าน

 

            ข้าสาบานว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านถูกทำโทษ ข้าทำความสะอาดคอกหมูเพื่อเป็นการชดใช้ให้ท่านแล้วไม่ต้องห่วง

 

          “เหอะ...มันก็แน่อยู่แล้วว่าต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องทำความสะอาดคอกหมู มาถือโอกาสเรียกชดใช้อะไรกันไม่เห็นเกี่ยว!” ...นั่นประไร คุณหนูปั๋วเสวียนแห่งสกุลเปี้ยนผู้ไม่เคยเห็นคุณความดีศัตรู

            “..แต่ดอกเหมยดอกนี้หอมจัง” ว่าแล้วก็จรดปลายจมูกรั้นของตนลงดอมดมกลิ่นหอมที่แสนเย้าใจ

            “ฝันไปเถอะว่าการกระทำเพียงแค่นี้แล้วจะชดใช้ทุกอย่างได้ รอให้เจ้าได้ทำความสะอาดทั้งวังหลวงก่อนเถอะข้าถึงจะให้อภัย!

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            “หากข้าอยู่ในวังหลวงข้าจะไม่ยอมให้พี่ปั๋วเสวียนลำบากเช่นนั้นแน่! อย่างน้อยคนที่อาบน้ำให้หมูจะต้องเป็นข้า ไม่ใช่ท่าน!” เสียงห้าวของเด็กหนุ่มผู้มั่นคงในความรักเอ่ยขึ้นอย่างโมโห วันนี้ซื่อชุนและลู่หานต่างก็แวะมาเยี่ยมเยียนปั๋วเสวียนที่ตำหนักจึงทำให้พี่ชายตัวเล็กได้คราวระบายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเมื่อวานให้น้องๆ ได้ฟัง

            “แต่ว่า...พี่ปั๋วเสวียนก็ทำร้ายร่างกายขันธีผู้นั้นก่อนมิใช่หรือ...”

            “เอ๊ะลู่หาน! เจ้าเป็นน้องชายพี่ปั๋วเสวียนจริงหรือไม่ ขนาดข้าไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับพี่ปั๋วเสวียนข้ายังรู้เลยว่าพี่ปั๋วเสวียนไม่ผิด!” ...นั่นก็เพราะเจ้ารักพี่ปั๋วเสวียนจนคล้อยตามไปซะทุกอย่างยังไงเล่า... ลู่หานทำได้เพียงแต่คิดในใจ ใบหน้าหวานก้มลงอย่างรู้สึกผิดที่เผลอพูดความคิดตนออกไป

            “แต่พี่ถูกเขาล่วงเกินนะลู่หาน เจ้าจะให้พี่ยอมงั้นหรือ?” ถึงแม้จะไม่พอใจในคำพูดของลู่หานเช่นกัน แต่คนเป็ฯพี่ที่รักน้องชายมากก็ยอมอ่อนลงแล้วถามถึงเหตุผล

            “คือ...”

            “ตอบดีๆ ล่ะลู่หาน ใช้สมองของเจ้าคิดให้ดีก่อนจะพูด!” ซื่อชุนกระแทกเสียงใส่ลู่หานเพียงเพราะโกรธที่คนหน้าหวานกลับพูดจาเข้าข้างอีกฝ่าย เมื่อได้ยินคำพูดที่แสนแรงคำนั้นก็ทำเอาลู่หานรู้สึกอยากจะร้องไห้ทันที

 

          ข้าทำอะไรก็ผิดไปหมดงั้นสิ?

            ผิดที่ข้าไม่ใช่คนที่เจ้ารักใช่หรือไม่!

 

            “ข้า...ข้าเพียงแต่คิดว่าที่ท่านซั่งอี๋พูดนั้นก็ถูก...”

            “...”

            “เพราะท่านพี่ปั๋วเสวียนเป็นบุรุษเพศ อย่างไรเสียการแตะเนื้อต้องตัวของบุรุษเพศเช่นเดียวกันจึงเป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าท่านพี่จะเป็นผู้สืบเชื้อสาย หากแต่ท่านพี่ก็ยังคงยึดมั่นในความเป็นบุรุษเพศของตนใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นท่านก็ไม่น่าจะโกรธขันธีผู้นั้นจนถึงขั้นผลักเขาแล้วถูกจามชามหล่นใส่ตัว”

            “...”

            “เขาคงเจ็บน่าดู...” เมื่อฟังคำพูดของลูกพี่ลูกน้องที่ตนรักมากปั๋วเสวียนก็เงียบลงเพราะสิ่งที่ลู่หานพูดคือความจริงที่เขาเองก็คิดได้ หากแต่เขาก็ไม่ชอบอยู่ดีที่ถูกอีกฝ่ายทำลุ่มล่ามใส่แม้ว่าใจของอีกฝ่ายก็อาจจะไม่ได้คิดอะไร

 

          ก็ปั๋วเสวียนไม่ชอบให้ขันธีผู้นั้นมาแตะเนื้อต้องตัวนี่นา...

          ถูกแตะทีไรก็รู้สึกใจเต้นแรงและหน้าเห่อร้อนทุกที

          คนไม่เคยถูกชายอื่นสัมผัสมาก่อนก็ต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดาสิ!

 

            “เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว สิ่งที่เจ้าพูดมานั้นมันก็ถูก ไม่ใช่ว่าพี่จะไม่คิด เพียงแต่พี่ก็รู้สึกไม่คุ้นชินอยู่ดีที่มีใครมาแตะเนื้อต้องตัว”

            “อีกหน่อยท่านก็ต้องแต่งงานออกเรือน ท่านคงจะโดนมากกว่าแตะเป็นแน่ แค่คิดถึงตรงนั้นข้าก็แทบจะขาดใจตาย!” เมื่อเห็นว่าพ่ชายที่ตนรักเออออไปกับลูกพี่ลูกน้องแล้ว แผนการเข้าข้างพี่ปั๋วเสวียน ยุแยงให้เกลียดขันธีเพราะกลัวว่าพี่ชายของตนจะรักใครเข้าก็แทบเป็นหมันจนต้องคร่ำควรญสิ่งที่อยู่ในใจเบี่ยงประเด็นทันที

            “มะ มากกว่าแตะคืออะไรกัน!” เมื่อได้ยินคำพูดล่อแหลมจากปากน้องชายตัวดี ปั๋วเสวียนก็ถึงกับตาโตตกใจในความหมาย...ไม่อยากจะนึกถึงเรื่องนั้นเลยให้ตายเถอะ

            “ปัดโธ่! พี่ปั๋วเสวียนน่ะงดงามถึงเพียงนี้ รูปร่างอรชนเสียยิ่งกว่าสตรีที่ข้ารู้จัก ชายใดเห็นก็ต้องหมายปอง อยากครอบครองเหมือนที่ข้าอยากให้ท่านเป็นของข้านั่นแหละ!
            “ซื่อชุน เจ้า
!” พวงแก้มแดงเห่อร้อนขึ้นสีเลือดฝาดทันทีที่ได้ยินซื่อชุนเอ่ย ปั๋วเสวียนรู้ดีว่าเด็กคนนี้คิดอะไรกับตน แต่เรื่องพรรคนั้นปั๋วเสวียนก็แทบไม่เคยคิด จู่ๆ ก็มีคนมาพูดว่าอยากครอบครองต่อหน้าต่อตาจะไม่ให้ใจเต้นแรงอย่างไรไหว

 

            ก็ปั๋วเสวียนเขินอายนี่...

            เป็นใครก็ต้องเขินอายทั้งนั้นแหละ!

 

            “อะ เอ่อ...คือว่าข้า...” เมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจเยอะเกินไปก็ทำเอาซื่อชุนเหงื่อตก

 

            ...ปากข้านะ ปากข้า! เหตุใดจึงพูดออกไปหมดเช่นนี้เล่า!...

 

            ซื่อชุนได้แต่ต่อว่าตนเองอยู่ในใจพลางมองหน้าลู่หานขอความช่วยเหลือก็พบว่าลู่หานเบี่ยงหน้าหนีตนไปแล้ว ท่าทางเหมือนคนอารมณ์เสีย...คงจะโกรธที่ซื่อชุนทำพี่ชายตนเขินสินะ

            “พอเถอะซื่อชุน เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ยิ่งเจ้าพูดเรื่องก็ยิ่งแย่ พาลจะทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีมากขึ้นอีก...”

            “ข้าขอโทษนะพี่ปั๋วเสวียน...”

            “เอาเถอะ อย่างไรก็ต้องขอบใจเจ้าที่มั่นคงต่อข้า แต่ข้าอยากจะย้ำเจ้าอีกครั้งว่าไม่ว่าอย่างไรความรู้สึกของข้าที่มีต่อเจ้าก็คือน้องชายเท่านั้นนะ...”

            “ข้าเข้าใจ...” ก้มหน้าก้มตายอมรับกับคำพูด แต่ในใจกลับสวนทางเสมอ คนอย่างซื่อชุนเหรอเมื่อหวังสิ่งใดก็ได้ได้สิ่งนั้นนั่นแหละน่า

            “เอาล่ะ นี่ก็จวนจะได้เวลาฝึกของข้าแล้ว พวกเจ้าก็กลับไปได้แล้วนะ ไว้วันหน้าค่อยมาหาข้าอีก”

            “ได้...แต่พี่ปั๋วเสวียนรอข้าสักครู่นะ” พูดเพียงเท่านั้นซื่อชุนก็วิ่งหายไป ปั๋วเสวียนมองหน้าลู่หานอย่างมึนงง แต่เพียงไม่นานคนที่หายไปก็กลับมา...

 

          ...พร้อมกับดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์หนึ่งดอก...

 

            “ดอกเหมยเหมาะกับท่านที่สุด เพราะฉะนั้นขอให้ข้าได้ติดลงไปบนปิ่นของท่านนะ พี่ปั๋วเสวียน” ซื่อชุนเอ่ยยิ้มๆ แล้วถือวิสาสะเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อทัดดอกเหมยให้

            “เอ๋...วันนี้พี่ปั๋วเสวียนก็ทัดมาหรอกหรือ...ไม่เป็นไร ดอกเหมยของข้าสวยกว่าอยู่แล้วเปลี่ยนใหม่เถอะ” ยังไม่ทันได้ฟังคำอนุญาตจากพี่ชายตัวเล็ก ซื่อชุนผู้ใจไว มือไวก็ดึงดอกเหมยดอกเก่าปล่อยล่วงลงพื้นทันที

            “ดะ เดี๋ยว!...” แต่ไม่ทันเสียแล้วที่จะเอ่ยห้ามปราม ดอกเหมยแสนสวยที่ได้มาจากเตียงนอนของตนล่วงหล่นไปแล้ว หนำซ้ำแรงลมก็พัดปลิวจนลอยลิ่วตกบึงบัวไปอีก...ไม่ทันได้เก็บขึ้นมาเลย...

            “เสร็จแล้ว! ดอกเหมยของข้าสวยกว่าเป็นไหนๆ เอาล่ะ ข้าเสร็จธุระของข้าแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้ากับลู่หานขอตัวก่อน แล้วเจอกันวันหน้านะพี่ปั๋วเสวียน” กล่าวลาโดยไม่สนใจสีหน้าเหยเกของคนที่แสนเสียดายดอกไม้ดอกนั้น ซื่อชุนจูงมือลู่หานออกมาอย่างเริงร่าแล้วบอกลาอีกครั้ง

            “เอาล่ะ แยกย้ายกันเถอะ ขอบใจที่เจ้ามาเป็นเพื่อนข้านะลู่หาน เพียงแค่ได้ทัดดอกเหมยให้คนที่ข้ารักน่ะ ข้าคงชื่นใจไปได้หลายวันเชียว...แยกย้ายกันตรงนี้นะ”

            “แต่...แต่ขามาเจ้าพาข้าขึ้นรถม้ามานะ แล้วเจ้าจะให้ข้าเดินกลับงั้นหรือ?”

            “ใครบอกกัน เจ้าก็นั่งรถม้าข้ากลับไปสิ ข้าจะเดินกลับเพราะข้าอิ่มอกอิ่มใจอยากจะกินลมชมวิวแทนการนั่งรถม้า”

            “...”

            “ไปเถอะ” เอ่ยบอกแล้วดันหลังให้ลู่หานขึ้นรถโดยไม่ถามความสมัครใจสักคำ ซื่อชุนจะรู้หรือไม่ว่าใจลู่หานนั้นอยากจะเดินเล่นเคียงคู่กับซื่อชุนใจแทบขาด...

 

          ...แต่เพราะลู่หานไม่ใช่ปั๋วเสวียน อยู่กับซื่อชุนเขาก็คงไม่ต่างกับคนไม่มีตัวตน...

 

            “โอย...คืนนี้ข้าต้องในดีเป็นแน่! ผมของพี่ปั๋วเสวียนน่ะหอมจนข้าแทบจะแนบหน้าลงไป ทำอย่างไรถึงได้จะแต่งกับพี่ปั๋วเสวียนนะ” เมื่อส่งลู่หานขึ้นรถไปแล้วซื่อชุนก็ยิ้มร่าเดินเล่นในตลาดอย่างสำราญใจ

            “ท่านพ่อกับท่านแม่ข้านี่ไม่ไหวเลย พวกท่านน่าจะมีข้าให้เร็วกว่านี้นะ เพราะข้าอ่อนกว่าพี่ปั๋วเสวียนแน่ๆ พี่ปั๋วเสวียนก็เลยเห็นข้าเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งและเอ็นดูข้าไม่ต่างกับน้องชาย หากแต่ถ้าข้าเกิดก่อนพี่ปั๋วเวียนล่ะก็ รับรองเลยว่าบุรุษงามเช่นข้าต้องทำให้พี่ปั๋วเสวียนใจสั่นจนอยากเป็นเมียข้าแน่นอน!" พูดเองเออเองอย่างเพ้อฝัน ซื่อชุนก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดที่ไม่ยอมโตและเชื่อมั่นความคิดของตนอย่างหนักแน่นไม่ต่างอะไรกับปั๋วเสวียนเลย

 

            หากแต่ซื่อชุนจะรู้หรือไม่ว่าการกระทำและคำพูดของตนนั้นได้ถูกใครบางคนจับตามองตั้งแต่ออกนอกวังมาแล้ว

 

            “โอ๊ย!” หันหลังกลับเมื่อพบว่าตนเองเดินเลยตรอกบ้านของตนเองแต่กลับเป็นชนเข้ากับคนที่แอบเดินตามมาเสียอย่างนั้น

            “ข้าขอโทษนะขอรับ ข้าไม่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างหลังข้า” ด้วยความที่เป็นคุณชายตระกูลใหญ่เนกัน ซื่อชุนก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอโทษอย่างมีมารยาทกับคนที่ตนเผลอชน

            “ไม่เป็นไร” เสียงแหบห้าวฟังดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลเอ่ยขึ้น ซื่อชุนพยักหน้ารับแล้วเบี่ยงตัวเดินออกทันที

            “เดี๋ยวก่อน...” ร้องเรียกเด็กหนุ่มผิวขามราวน้ำนมเอาไว้อย่างเผลอไผล คนถูกเรียกหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไรกับคนเรียก

            “เจ้าอายุเท่าไร”

            “หื้ม?..สิบเจ็ด...ท่านถามทำไม” ถึงแม้ว่าจะสงสัยไมน้อยว่าคนตรงหน้าถามทำไม แต่ด้วยมารยาทแล้วซื่อชุนก็เลืกจะตอบกลับไป เพราะคิดว่าไม่มีอะไรน่าเสียหาย

            “เจ้าจะลงสอบคัดเลือกในปีหน้าหรือไม่” เลิกคิ้วงงกับคำถามใหม่ที่ได้รับจนอีกฝ่ายต้องกระแอมไอเมื่อรู้ว่าตนเองถามมากเกินไปเสียแล้ว

            “ข้าเพียงแต่เห็นเจ้าหน่วยก้านดี ก็เลยลองถามดูเฉยๆ ว่าเจ้าสนใจหรือไม่”

            “อ๋อ...แน่นอนสิ ท่านนี่ตาถึงดีจริงๆ...” หัวเราะร่าให้กับคำชมของคนไม่รู้จักอย่างเป็นมิตร

            “ข้าจะต้องสอบคัดเลือกเป็นองครักษ์ในวังหลวงให้ได้” เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนขอตัวกลับที่อยู่ของตน เจ้าของคำถามมองตามเด็กหนุ่มคนนั้นไปจนลับตาแล้วหวนนึกถึงคำตอบที่ได้รับ

 

          “ข้าจะต้องสอบคัดเลือกเป็นองครักษ์ในวังหลวงให้ได้”

          “ข้าจะต้องสอบคัดเลือกเป็นองครักษ์ในวังหลวงให้ได้”

          “ข้าจะต้องสอบคัดเลือกเป็นองครักษ์ในวังหลวงให้ได้”

 

            เหอะ...ใครว่าล่ะ ข้าอยากให้เจ้าเป็นผู้สืบเชื้อสายต่างหากเล่าเด็กน้อย!

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            หลังจากน้องชายทั้งสองเดินทางกลับไปแล้วนายน้อยแห่งสกุลเปี้ยนก็เดินจากตำหนักของตนมายังตำหนักฝึกสอนผู้สืบเชื้อสาย แม้ในใจจะกระวนกระวายกับดอกเหมยที่ปลิวร่วงลงสู่บึงบัวจนไม่สามารถลงไปเก็บได้เพราะปั๋วเสวียนกลัวน้ำจากเหตุการเมื่อสิบปีก่อนมากมายแค่ไหน ก็ได้แต่ทำใจว่าไม่มีทางได้ดอกเหมยดอกนั้นกลับมาอีกแล้ว

 

            ว่าแต่ทำไมต้องอาลัยอาวรณ์กับดอกเหมยจากขันธีมีหนอนนั่นด้วย!?

            ไม่สิ! ปั๋วเสวียนก็แค่เสียดายดอกไม้สวยๆ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเจ้าของเลยสักนิด!

 

            สะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนในใจแล้วสาวเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อใกล้ถึงตำหนัก แต่เมื่อถึงประตูตำหนักยังไม่ทันได้ผลักบานประตูเข้าไปก็พบเข้ากับเจ้าของดอกเหมยบนเตียงของตนเมื่อเช้า

            องค์ชายห้าแอบดีใจไม่น้อยที่เห็นว่ามีดอกเหมยทัดอยู่บนปิ่นงามของปั๋วเสวียนจึงได้เผลอถามคำถามที่แสนดีใจออกไป

           

            “ดอกเหมยดอกนั้นสวยมากๆ ข้าเก็บมาจากยอดของตนเหมยเชียวนะ เจ้าชอบมันถึงขั้นนำมาทัดเลยหรือ?” ปั๋วเสวียนขมวดคิ้วแน่น...จะให้บอกได้อย่างไรว่าซื่อชุนปัดทิ้งไปแล้ว...

 

            แล้วเหตุใดข้าต้องมาเห็นใจคนที่ข้าเกลียดด้วยเล่า! คิดได้ดังนั้นใบหน้าหวานก็เชิดขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ปรายตามองขันธีผู้สร้างความวุ่นวายให้กับตนแล้วเอ่ยออกไปอย่างไม่รักษาน้ำใจคนฟังเลยสักนิด

 

            “ข้าปัดมันทิ้งไปตั้งแต่แรกเห็นแล้ว...”

            “!!!” คำตอบที่ได้รับทำเอาคนฟังถึงกับหน้าเสีย...ปัดทิ้ง?...

            “จะเป็นไปได้อย่างไร ก็บนปิ่นของท่าน...”
            “ซื่อชุนเป็นคนไปหามาแล้วทัดให้ข้า ไม่ใช่ของเจ้า”

            “ข้าไม่เชื่อ...”

            “ดอกเหมยของเจ้าเหี่ยวถึงเพียงนั้นยังจะกล้าเอามาให้ข้าอีกเหรอ? แล้วคิดว่าข้าจะกล้าทัดดอกไม้ขี้เหร่ดอกนั้นออกมาไหมล่ะ” ยังคงเชิดหน้าตอบหวังให้คำพูดของตนเสียดแทงใจอีกคนอย่างหนักหน่วงแล้วเดินหน้าเข้าตำหนักไปอย่างไม่สนใจคนที่อยู่ข้างหลัง

 

            ...ปั๋วเสวียนคนโง่! เจ้าช่างไม่รู้ใจตนเองเสียเลย...

 

            ชานเลี่ยได้กำมือแน่นมองหน้าปั๋วเสวียนอย่างไม่เข้าใจ...ทั้งที่เขาพยายามจะทำตัวดีด้วยแล้วแท้ๆ ไม่เข้าใจเลย...เหตุใดสิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังคงเป็นปฏิกิริยาร้ายกาจ

 

            อะไรๆ ก็ซื่อชุน ซื่อชุน

            จะเป็นเมียคนอื่นอยู่แล้วยังไม่ลืมคนรักเก่าอีกหรือไง!?

 

            ก็ดี...ในเมื่อผู้สอบเชื้อสายที่สมควรจะรักนวลสงวนตัวกลับทำตัวไม่เหมาะสมถึงเพียงนี้ ก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่ควรจะยกเว้น!

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            ภายในตำหนักฝึกสอนเหล่าบุรุษที่ถูกคัดเลือกให้กลายเป็นผู้สืบเชื้อสายในวันนี้มีบรรยากาศอึดอัดมากยิ่งนัก เมื่อแทนที่จะเป็นการเรียนรู้การชงชาใช้ผู้หลักผู้ใหญ่กลับกลายเป็นฟังซั่งอี๋จอมดุร่ายยาวเรื่องพฤติกรรมที่ควรทำและไม่ควรทำของผู้สืบเชื้อสาย

 

          “เหตุใดวันนี้การเรียนการสอนจึงปรับเปลี่ยน ทำไมท่านซั่งอี๋ถึงได้พูดจาด้วยน้ำเสียงดุดันเหมือนพวกเราทำผิดเช่นนั้นด้วย”

          “นั่นสิ ไม่มีใครสักคนที่ออกไปพบบุรุษนอกวังเสียหน่อย ถ้าจะมี ก็น่าจะตำหนิคนผู้นั้นโดยตรงไปเลยสิ มาให้พวกเรานั่งฟังด้วยทำไม”

            ปั๋วเสวียนนั่งฟังถ้อยคำเสียดสีจากนางกำนัลชั้นสูงอย่างหงุดหงิด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าถ้อยคำที่กล่าวออกมาน่ะคงหมายถึงตนอย่างแน่นอนเพราะจากที่ได้ยินผู้สืบเชื้อสายทีนั่งข้างกายตนคุยกันก็รับรู้แล้วว่าไม่มีใครอื่น

            ฉับพลันดวงตาเรียวรีก็มองเห็นขันธีเจ้าปัญหากำลังปั้นหน้ายักษ์แล้วจ้องมองตนด้วยสายตาตำหนิ...เพียงเท่านั้นก็รู้แล้วว่าทำไมซั่งอี๋ผู้เป็นอาจารย์ถึงได้พูดเช่นนี้

 

            ...คงจะวิ่งโร่เป็นคนขี้ฟ้องสินะ...เหอะ! น่าโมโหเสียจริง...

 

            “หากท่านมีเจตนาอันใดที่ต้องดุพวกข้าก็จงพูดออกมาเถิด ท่านต่อว่าโดยรวมเช่นนี้เสียเวลาเรียนคนอื่นเปล่าๆ” เมื่อทนไม่ไหวที่ต้องมานั่งฟังคำต่อว่าตนเองทางอ้อมปั๋วเสวียนจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวออกไปอย่างถือวิสาสะ

 

            เมื่อตนเองเป็นฝ่ายที่ต้องถูกตำหนิก็ควรจะโดนตำหนิเพียงคนเดียว ปั๋วเสวียนยอมรับในความผิดที่ใกล้ชิดกับบรุษอื่นที่ไม่ใช่สามีของตน แต่ความบริสุทธิ์ใจของตนก็มีมากเช่นกันเมื่อการใกล้ชิดนั้นไม่ได้เป็นไปในเชิงชู้สาว

 

            “รู้ตัวก็ดี...” หากแต่คนพูดประโยคนี้ไม่ใช่หญิงชราที่อยู่หน้าชั้นเรียน แต่เป็นชายหนุ่มรูปงามที่กำลังอารมณ์เสียอย่างฉุดไม่อยู่กล่าวขึ้น

            “พวกท่านจงรู้ไว้ว่าคนที่ทำให้พวกท่านต้องมานั่งฟังคำต่อว่าพวกนี้ก็คือคุณชายเปี้ยน”

            “!” ปั๋วเสียนถึงกับสะอึกไปเล็กน้อยเมื่อไม่คิดว่าขันธีผู้นั้นจะประกาศกันโต้งๆ แบบนี้

            “ผู้สืบเชื้อสายอย่างพวกท่านแม้จะไม่ได้เป็นสตรีโดยแท้ หากเมื่อได้รับตำแหน่งนี้แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับสตรีเพศผู้ที่ต้องเป็นแม่คน...”

            “...”

            “แต่การกระทำอันไม่สมควรของคุณชายเปี้ยนนอกเหนือจากจะไม่เคยยอมรับและปฏิบัติตามการเรียนการสอนแล้วก็ยังทำตัวไม่สำรวม ชิดใกล้กับชายอื่นผู้ที่ไม่ใช่สามีของตนอีก นั่นเป็นกิริยาของผู้ดีที่ควรทำงั้นหรือ...” มือเรียวกำเข้าหากันแน่นจนปลายเล็บแทบจิกเนื้อนิ้มที่ฝ่ามือของตน ปั๋วเสวียนรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดหน้าจนหน้าชาไปหมด เขาไม่ชอบที่อีกฝ่ายพูดจาดูหมิ่นเช่นนี้เลย...

            “เจ้าก็แตะเนื้อต้องตัวข้าเช่นกัน!” ตวาดกลับด้วยน้ำโห เพราะปั๋วเสวียนเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่คนพูดนั้นก็ล่วงเกินเขาเช่นกัน แต่เหตุใดจึงมาต่อว่าซื่อชุนเช่นนั้น

            “นั่นเพราะข้าช่วยเหลือเจ้า แต่น่าขันเจ้ากลับไม่เคยสำนึกบุญคุณซ้ำยังผลักข้าชนชั้นวางของจนได้รับบาดเจ็บอีก...”

            “!” เบิกตากว้างเมื่ออีกฝ่ายใช้คำตอบโต้ในเรื่องที่ตนก็แอบรู้สึกผิดเช่นกัน ริมฝีปากบางเริ่มขบเม้มกันแน่นจนเลือดไหลซิบๆ ความกดดันที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนใจร้ายถาโถมให้ปั๋วเสวียนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

            “แต่กับเด็กคนนั้นใช่เหตุผลเดียวกับข้าหรือไม่? เขาเพียงแต่ใกล้ชิดเจ้าด้วยใจพิศวาสอย่างปิดไม่มิด...”

            “...”

            “..หากชายใดได้เป็นสามีของคุณชายเปี้ยนจะภูมิใจได้อย่างไรว่าเจ้าสาวของตนบริสุทธิ์”

            “ซื่อชุนเป็นน้องของข้า ข้าไม่เคยคิดเลยเถิดหรือแม้แต่จะมีสัมพันธ์อันใดเกินกว่า...”

            “แต่ก็ไม่ใช่น้องชายร่วมสายเลือด...ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่คิดอันใดต่อกัน”

            “!” ปั๋วเสวียนพยายามอยากมากที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่อยากให้ใครมองว่าอ่อนแอ เขารู้ดีว่าเขานั้นผิด แต่แล้วอย่างไรล่ะ? มันสมควรแล้วหรือที่จะต้องเทสาดเทเสียเขาถึงเพียงนี้? แค่เพียงแต่ตักเตือนเป็นพอไม่ใช่หรือไรกัน เขาเองก็ยอมรับผิดแล้ว แต่การล่วงเกินด้วยคำพูดเช่นนี้มันคือสิ่งที่เขาควรจะได้รับงั้นหรือ?

            “หากเจ้าจะอ้างเช่นนี้แล้วก็หมายความว่าเจ้าจะให้ชายอื่นที่ไม่ใช่สามีแตะเนื้อต้องตัวด้วยใจไม่บริสุทธิ์แบบนี้ไปจนกว่าออกเรือนงั้นหรือ?”

            “...”

            “ถ้าเช่นนั้นสามีของเจ้าก็คงต้องอับอายผู้คนไม่น้อยที่มีภรรยาไม่รักนวลสงวนตัว...”

            “เจ้า!” พยายามแล้ว...ปั๋วเสวียนพยายามอย่างมากที่สุดแล้วที่จะอดทนอดกลั้นต่อวาจาดั่งมีดคม หากแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจของคนที่ถูกประคบประหงมมาตลอดชีวิตก็สาดซัดในใจไม่ยั้ง พอเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางยังไม่ทันได้ปรับตัวดีก็ต้องมาเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจเช่นนี้ใครจะไปทนไหว...

            “...”

            “เจ้ามันคนเลว! คนบ้า! เจ้าต่อว่าข้าเกินไปแล้ว ฮึก...” กายบอบบางสั่นสะท้านเมื่อพูดจบประโยค หันหลังวิ่งออกจากห้องเรียนอย่างอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนที่ถูกต่อว่าด้วยวาจาจาบจ้วงเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น พร้อมกับปาดน้ำใสที่ไหลรินออกจากดวงตาไม่ขาด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าต่อว่าปั๋วเสวียนสักนิด แม้กระทั่งพ่อของตนก็ดูแลอย่างดีไม่เคยดุ

           

            ปั๋วเสวียนเชื่อว่าตนบริสุทธิ์ใจจึงไม่กลัวผิด

            หากแต่ความจริงที่ว่าซื่อชุนคิดเกินเลยกับตนนั้นก็คือเรื่องจริง

 

            แต่เหตุใดจึงต้องต่อว่าตนเสียจนกลายเป็นคนน่ารังเกียจถึงเพียงนี้...

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            “น้องชายท่านก็ทำเกินไป!” เมื่อฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจบบุตรชายของหอโคมเขียวถึงกับห้ามใจไม่ให้โกรธเกรี้ยวไม่ได้ ครั้งนี้ชานเลี่ยทำเกินไปจริงๆ มีอย่างที่ไหนต่อว่าคนไม่ผิดต่อหน้าธารกำนัลเช่นนั้น

            “ข้ารู้...”

            “ท่านเป็นพี่ชายขององค์ชายห้า เหตุใดจึงไม่ห้ามปรามน้องของท่านเลย ทำแบบนี้ไม่ช้าก็นานปั๋วเสวียนคงได้เกลียดเข้าไส้”

            “จื่อเทา...จะให้ข้าเข้าไปคุยกับชานเลี่ยได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องราวที่ข้ารับรู้เป็นเพียงการถ่ายทอดจากซั่งอี๋คนสนิท หากข้าเข้าไปคุยชานเลี่ยก็ต้องสงสัยว่าข้ารู้ได้อย่างไร เมื่อรู้ว่าข้าแอบจับตาอยู่ก็คงมิวายโดนโกรธ”

 

            “แต่น้องชายของท่านทำตัวแย่ถึงเพียงนี้จะปล่อยผ่านให้รังแกคุณหนูเปี้ยนอีกอย่างนั้นเหรอ”

            “แต่ว่า...”

            “ท่านมันเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่อง!

            “โอ๊ย!” องค์ชายใหญ่แห่งวังหลวงร้องโอดโอยทันทีเมื่อถูกฝ่ามือเรียวของคนข้างกายทุบเข้าเต็มอก

            “เหตุใดจึงมาลงที่พี่เล่ายอดรัก...” เลิกคิ้วถามพลางลูบส่วนที่ถูกตีเมื่อครู่อย่างไม่เข้าใจ

            “ก็ข้าโมโห! องค์ชายห้าเป็นน้องของท่าน สายเลือดเดียวกันตีท่านก็เหมือนตีเขา นี่แหนะ!

            “โอ๊ย...พี่เจ็บไปหมดแล้วนะ หรือเจ้าจะเอาคืนที่พี่ทำเจ้าเจ็บสะโพกกัน...โอ๊ย!

            “คนลามก! นี่ข้ากำลังโมโหอยู่นะ ยังจะมาพูดจากไร้สาระอีก”

            “ก็แล้วจะให้พี่ทำอย่างไร...”

            “ไม่รู้ล่ะ ข้าสงสารคุณหนูเปี้ยนเหลือเกิน เป็นถึงลูกชายที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์จักรพรรดิ์แน่นอนว่าที่บ้านต้องประคบประหงมมาอย่างดี แล้วดูน้องชายท่านทำสิ ไม่ต่างกับการหยามเกียรติของคุณหนูเปี้ยนเลยนะ”

            “...”

            “โถ...คุณหนูผู้น่าสงสาร ถึงกับร้องไห้วิ่งหนีไปก็คงจะจิตใจบอบช้ำไม่น้อย” กลายเป็นว่าจากคนที่กำลังโมโหจนเผลอทุบตีองค์ชายรัชทายาทไปหมาดๆ ก็กลับร้องไห้เสียอย่างนั้น นิสัยร้องไห้ง่ายแม้เรื่องเล็กน้อยของจื่อเทานี่ทำเอาอี้ฝานถึงกับกุมขมับ

            “คนดีอย่าร้องไห้เลยนะ น้ำตาของเจ้าทำใจพี่เจ็บไปหมด” โอบกอดคนขี้แยพลางจูบซับน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างเหนื่อยใจ

            “ฮึก...”

            “ร้องไห้ทำไมกัน เจ้าสงสารคุณหนูเปี้ยนขนาดนี้เขียวหรือ”

            “ข้า...ข้าก็เพียงแค่นึกถึงตัวเอง...”

            “อย่างไร?”

            “คุณหนูเปี้ยนถูกต่อว่าทั้งๆ ที่ตนไม่ได้ทำผิดและบริสุทธิ์ใจผิดจากข้า...”

            “...”

            “ข้าที่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นผิดและน่าอับอาย แต่ข้าก็ยังจะ...”

            “ชู่ว...ใครบอกให้เจ้าคิดเช่นนั้น...”

            “ฮึก...”

            “เรื่องของเราไม่น่าอับอายสักนิด พี่รู้ว่านี่อาจจะผิดธรรมเนียมเสียหน่อยหากแต่ใจพี่ก็มีแต่เจ้าและใจเจ้าก็มีแต่พี่ใช่หรือไม่?”

            “...”

            “เรามีกันและกันนะจื่อเทา เป็นสามีภรรยากันจะกกกอดกันก็ไม่เห็นแปลก พี่ไม่เห็นว่าจะเหมือนปั๋วเสวียนตรงไหน”

            “แต่เราไม่ได้แต่งงานกัน...”

            “เชื่อใจพี่นะยอดรัก...พี่สัญญาว่าจะทำให้มันถูกต้อง”

            “แต่...” ...มันไม่มีทางเป็นไปได้...จื่อเทารู้ดีมาตลอด...

            “ไม่มีแต่...หยุดร้องไห้ได้แล้วคนดี เจ้าเอาแต่สงสารคุณหนูผู้นั้นแต่ไม่สงสารพี่หรือไงกัน”

            “เหตุใดข้าจึงต้องสงสารท่าน” นั่งนิ่งยอมให้องค์ชายรูปงมเป็นผู้เช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบาแล้วถามคำถามออกมาอย่างสงสัย...

            “กว่าพี่จะออกมาพบเจ้าได้ก็ลำบากมากอยู่แล้ว ใยเจ้าไม่สนใจพี่แต่กลับสนใจแต่คุณหนูผู้นั้น...หรือเจ้าจะชอบคุณหนูเปี้ยนเข้าแล้ว?”

            “ท่านเล่นตลกอยู่เหรอ? ข้าเป็นของท่านแล้วจะไปชอบผู้อื่นได้อย่างไรกัน...” แม้จะพูดออกไปอย่างไม่ติดขัด แต่แก้มเนียมก็แดงเปล่งปลั่งจนคนมองอดใจไม่ให้ก้มลงไปหอมไม่ได้

            “อืม...แต่แปลกนะ...”

            “หื้ม?”

            “ชานเลี่ยน่ะ...ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อสิบปีก่อนก็กลายเป็นคนสุขุม เพราะต้องเก็บความเสียใจเอาไว้ ไม่รับรู้เลยว่าปั๋วเสวียนน่ะรอดไปแบบไหน”

            “...”

            “เพราะเรื่องราวในอดีตนั้นฝังใจทำให้ตนเองกลายเป็นคนเฉยชาติดเป็นนิสัย น่าแปลกที่เมื่อวานชานเลี่ยกลับควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้วเผลอว่าร้ายปั๋วเสวียนไป...”

            “...”

            “หากไม่ใช่คนสำคัญอะไรก็คงไม่มีอิทธิพลที่ทำให้ท่าทีของชานเลี่ยไขว้เขวได้หรอกนะ”

            “จงเหรินก็เคยบอกท่านมิใช่หรือว่าชานเลี่ยน่ะเปลี่ยนไป”

            “อืม...พี่รู้...แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนี้...”

            “...”

          “ท่าทางคงจะยังไม่รู้ตัวสินะว่าตนน่ะหึงหวงปั๋วเสวียนจนออกนอกหน้าเกินไปแล้ว...”

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

พูดคุยกับหมาน้อย 

ได้ข่าวว่าอิพี่ชานก็คิดไม่ซื่อกับน้องป๋ายไม่ใช่หรือไง? แหม่ทำเป็นเก๊กว่าซื่อชุนไม่บริสุทธิ์ใจมันน่านัก! 5555555 ขออภัยท่มาอัพให้ช้านะคะ ถ้าใครตามทวิตหมาน้อยอยู่จะเห็นว่าอีเวนท์เยอะมากจริงๆ lol เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็เริ่มสอบแล้วค่ะ ยิงยาวเลย 7 – 16 แล้วก็ยังทำงานด้วยในช่วง 11 -25 ตุลา (วันไหนไม่สอบก็ไปทำงานน่ะ ;^;) ก็อาจจะไม่ว่างมาอัพ แต่ยังไงก็จะพยายามปั่นมาให้นะคะ คงมาทีเป็นต่อนๆ (?) แบบ ยีสิบ สี่สิบเปอร์เซ็นให้รู้ว่ายังอยู่แทนเนาะ

บอกตามตรงรู้สึกว่าองค์ชายห้าไม่มีเหตุผลเอาซะเลย หรือคนแต่งมันไม่สมเหตุสมผลฟระ =*= ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ติติงกันเข้ามาได้นะคะ อย่างที่บอกว่าเขียนฟิคไม่ค่อยเก่งเพราะฉะนั้นยังต้องการคำติอยู่มาก ตรงไหนดูไม่สมเหตุสมผลก็บอกกล่าวกันได้ หากแก้ไขได้ก็จะแก้ไขให้ดีท่สุดค่ะ

 

สกรีมได้เนาะ ที่เดิมเลย #อริร้ายชานแบค  ขอบคุณทุกยอดวิว ยอดเฟบ ยอดเม้น ยอดโหวตและยอดแท็กค่ะ มีกำลังใจเสมอเลย ขอบคุณนะคะ



S Y D N E Y ` Tiny Hand Pink Bow Tie
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,947 ความคิดเห็น

  1. #2903 tenpeachyy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 01:12
    ปั๋วเสวียนก็แรงเกินงะ เบาๆหน่อยน้าา
    #2,903
    0
  2. #2886 jwsnpy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 12:16
    เหมยฮวาก็เพลาๆกับพี่เขาบ้างงง พี่เขาเต็มใจช่วยเหลือ พี่เขาทำด้วยใจ ใยเจ้าถึงทำเช่นนั้นเล่า
    #2,886
    0
  3. #2866 KAMIN_PH (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 06:01

    เดือด!สงสารอ่าาา

    #2,866
    0
  4. #2843 SasIZaA (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:18
    เห็นด้วยกับชานเลี่ยเลย ปั๋วเสียนสมควรโดนด่าล่ะ โง่เอง
    #2,843
    0
  5. #2818 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 17:23
    สงสารอ่ะ ทำไมต้องพูดจาร้ายขนาดนี้ด้วย ต่อหน้าคนอื่นด้วย สงสารอ่ะ
    #2,818
    0
  6. #2787 yayun96 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:58
    มันโคตรแปลกอ่ะ ตัวเองยังอยู่ในฐานะขันทีแท้ๆ แต่มาทำตัวรุ่มร่ามกะเมียเจ้านายอะนะ? ต่อให้แค่ปลอมตัวก็ตาม ทำเป็นมาบอกว่าช่วยๆๆ ช่วยยังไงทำแบบนี้ว้ะ ถ้าฝึกเพื่อไปเป็นเมียเขา การฝึกน่าจะมีแต่คนรับใช้หญิงด้วยซ้ำ แบคโคตรโดนรังแกอ่ะ จริงจัง
    #2,787
    0
  7. #2755 pim pimmi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 14:49
    เออหึงแล้วไปว่าขนาดนั้นได้ยังไง
    #2,755
    0
  8. #2734 phone-pop (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 13:28
    หึงแรงมากชาน
    #2,734
    0
  9. #2694 เคแอล9091 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2558 / 05:39
    ชานเลี่ยก็พูดเกินไปอะ
    #2,694
    0
  10. #2654 Beebee ja (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 01:23
    หึงจนขาดสติแล้วองค์ชาย แบคเสียใจแย่เลย ดูถูกนางซะขนาดนั้นน่ะ เฮ้อ!!
    #2,654
    0
  11. #2636 PChanseul (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 16:28
    ชานพูดแรงจริงๆอันนี้ไม่เถียง แต่แบคก้พอๆกันแหละ แค่พี่ชานเยอะกว่า แต่แบคก้อคติจนเป้นเรื่องใหญ่เลยนะ พี่ชานก้หึงโหด สรุปสองคนนี้ก้พอๆกันเลยแหละ เฮ้ออออ
    #2,636
    0
  12. #2619 YeolYoda (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2558 / 23:36
    ชานแม่ง:(
    #2,619
    0
  13. #2564 joylnr (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 17:29
    สงสารแบคอ่าาาาา

    ชานใจร้ายมาก แบคอย่าไปยกโทษให้ง่ายๆนะ
    #2,564
    0
  14. #2526 Jammie-Lee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 00:10
    ชานใจเย็นเว้ย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
    #2,526
    0
  15. #2326 Yezo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2558 / 22:41
    พี่ปาร์คใจร้ายมากกก

    ซือซุนเตรียมตัวเป็นของจงเหรินได้เลยจร้าาา



    #2,326
    0
  16. #2147 ชั้นรักexo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:05
    มัวแต่ทะเลาะกันไปมา อย่างนี้ปั๋วเสวียนจะมีใจให้ขันธีมีหนอนยังไงเนี่ย
    #2,147
    0
  17. #1568 Hztp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 16:20
    ชานยอลว่าแบคฮยอนเกินไปน้า แบคฮยอนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย T T
    ทั้งๆที่ตัวเองก็ใจเต้นแรง แต่ทำไมปากแข็งจัง ?
    ชานยอลหึงโหดเหมือนกันนะเนี่ย
    #1,568
    0
  18. #1289 ENIMEENI :) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 16:46
    ชายเลี่ยใจร้ายยยย
    ว่าปั๋วเสวียนทำไม T^T
    #1,289
    0
  19. #781 Pins_99 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 18:38
    ไม่ค่อยจะหึงเลยนะพี่ชาน
    #781
    0
  20. #728 ✦ RIGOLO ✦ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 17:34
    องค์ชายนะองค์ชาย!
    #728
    0
  21. #572 Pawhale (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2557 / 02:40
    รีบๆไปง้อป๋ายเลยนะองค์ชาย
    #572
    0
  22. #406 BACON_BAEK (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 / 21:10
    พี่ชานพูดแรงไปแล้ว
    #406
    0
  23. #346 Mark Givenchy\'xs (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 / 15:46
    หื้มมม....อยากให้หุ๋นเข้าสอบคัดเลือกเป็นผู้สืบเชื้อสาย.....
    ไม่นะ!! ไม่ได้นะ ต้องฮุนฮานสิค่ะไรท์ ;____; 
    #จิกหมอนน้ำตาไหลเป็นสายเลือด 
    #346
    0
  24. #296 love38 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 / 00:36
    องค์ชายห้าหึงจนทำร้ายปั๋วเสวียนยังงี้มันไม่ใช่นะ จัดการเอาคืนแบบด่วนๆเลยยยยยย
    #296
    0
  25. #285 Suesue Sue (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 / 08:10
    ดราม่าเลยยยย... องค์ชายห้าหึงไร้เหตุผลสิ้นดีเลยจย๊าาาา.. คุนหนูวิ่งหนีร้องไห้ไปแล้ววววว.. เด่วก้อเกลียดมากกว่าเดิมมม!! ตกลงคัยพูกับซื่อชุน จงเหรินรึ ... ม่ายน้าาา.. สับสนน
    #285
    0