♔ อริร้าย มายารัก {chanbaek} 。

ตอนที่ 4 : 梅花 ❀ กลีบที่ ๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,812
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    20 ก.ย. 57




梅花

เหมยฮวากลีบที่ 4
“ก็เป็นเด็กน้อยเจ้าของดอกเหมยดอกที่เจ้าเก็บไว้แล้วหยิบขึ้นมาพร่ำเพ้ออยู่ทุกคืนมิใช่หรือ?”
 

 

            “อือ...” เสียงครางฮืมในลำคอดังขึ้นหลังจากที่คนตัวเล็กบนเตียงเริ่มรู้สึกตัว ดวงตาเรียวรีกระพริบถี่ๆ เบิกตามองรอบกายแล้วพบกับน้องชายหน้าหวานที่ยืนอยู่ข้างๆ ซื่อชุน

            “พวกเจ้า...” ร้องเรียกด้วยความงุนงง หัวทุยสะบัดไปมาเพื่อเรียกสติอยู่พักหนึ่ง

            “พี่ปั๋วเสวียนเป็นอย่างบ้าง...” ลู่หานเอ่ยเสียงหวานแล้วนั่งลงข้างเตียงเจ้าของห้องอย่างแผ่วเบา

            “ทำไม...ทำไมพวกเจ้ามาอยู่ในห้องข้าล่ะ?”

            “เพราะว่าท่าน...”

            “ตายจริง! วันนี้วันประกาศผลการสอบคัดเลือกนี่! ข้า ข้าสายแล้ว...” คนเป็นพี่กล่าวพร้อมเบิกตากว้างเท่าที่ดวงตาเล็กนั้นจะโตได้ ลู่หานและซื่อชุนมองหน้ากันอย่างอ้ำอึ้งเพราะไม่รู้ว่าพี่ชายตัวเล็กนั้นพูดจริงหรือหลอกกันแน่

            “พี่ปั๋วเสวียน...”

            “เอ้อ! ข้าฝัน!

            “ฝัน?”

            “ใช่ๆ ข้าฝันว่าได้เป็นผู้สืบเชื้อสาย! อย่างนี้ต้องเป็นนิมิตหมายที่ดีแน่!

            “ดี? อย่างไรกันพี่ปั๋วเสวียน...”

            “ท่านพ่อเคยบอกข้าว่า ฝันร้ายจะกลายเป็นดี ข้าในร้ายมากๆ เพราะฉะน้นข้าจะต้องโชคดีที่สุด” แย้มยิ้มกว้างอย่างมาดมั่นในคำพูดของตน ปั๋วเสวียนลุกจากเตียงแล้ววิ่งไปหาเสื้อคลุมมาสวมอย่างเร็วรีเตรียมออกจากห้อง

            “พวกเจ้า...เร็วๆ สิ ก่อนที่จะสาย...”

            “พี่ปั๋วเสวียน...ท่าน...ท่านเล่นอะไรอยู่หรือ?” เป็นซื่อชุนที่งุนงงกับท่าทางของพี่ชายตัวเล็ก

            “เล่น? ข้าเล่นอะไร?”

            “ท่านไม่ได้ฝัน”

            “หะ หา...?”
            “ท่านไม่ได้ฝัน” ซื่อชุนยังคงย้ำคำตอบเดิมให้พี่ชายตัวเล็กเลิกเล่นตลก

            “ขะ ข้า...ข้าฝัน! เจ้าอย่ามาโป้ปด!” ปั๋วเสวียนขึ้นเสียงใส่ซื่อชุนเพราะไม่อยากที่จะยอมรับความจริง กายบางเริ่มสั่นด้วยความโมโหก่อนจะปล่อยโฮร้องไห้ออกมาราวกับเด็กน้อยที่ถูกพ่อตี

            “พี่ปั๋วเสวียน...” ลู่หานรีบเข้าไปพยุงตัวคนตัวเล็กที่ตอนนี้คงรู้สึกตัวเล็กลีบลงไปอีก

            “ฮึก...ข้าพลาดตรงไหน ขะ ข้า...ข้า ฮึก!

            “ไม่หรอก พี่ปั๋วเสวียนของข้าเป็นคนเก่ง”

            “ฮือ...เจ้าอย่ามาปลอบใจข้า! หากข้าเก่งเหตุใดข้าจึงไม่ได้ตำแหน่งกุนซือ ฮึก...” ซุกใบหน้าหวานลงกับอกบางของน้องชายหน้าหวานของตน ลู่หานได้แต่ลูบหลังพี่ชายสุดที่รักอย่างแผ่วเบาเพื่อเป็นการปลอบใจ

            “ฮึก...ข้า...ข้าไม่อยากเป็นผู้สืบเชื้อสาย ข้า...” ยิ่งพูดยิ่งฟังไม่ได้ศัพท์ ปั๋วเสวียนเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญพร่ำเพ้อว่าไม่อยากเป็น ไม่อยากได้ และเฝ้าถามว่าเขาไม่ดีตรงไหนถึงไปไม่ถึงตำแหน่งกุนซือ

            “แต่ผลออกมาแล้ว ประทับตรายืนยันจากองค์จักรพรรดิ์ด้วย ท่านพี่จะขัดราชโองการได้อย่างไร” ลู่หานเองก็กังวลใจไม่ต่างกับพี่ชาย เพียงแค่คิดว่าพี่ชายหน้าสวยจะต้องแต่งงานเข้าบ้านคนอื่น

            “อึก...ข้า...”

            “...”

            “ข้าจะหนี!

            .

            .

            .

            .

            ท่านลุง พี่ปั๋วเสวียนต้องการจะหนี!’ ทันทีที่หลานชายของตนวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงห้องหนังสือของตน ผู้เป็นพ่อของลูกชายจอมดื้อรั้นก็หัวเราะจนหลานชายงุงงง หากแต่คนเป็นลุงก็แย้มยิ้มให้แล้วเดินไปยังห้องนอนของลูกชายตัวน้อย

 

            เสียงเอะอะโวยวายดังไปหลายจวนจนข้ารับใช้ต่างออกมากชะเง้อคอมองหาต้นตอของเสียง พอจะรู้อยู่บ้างว่านายน้อยของตนพบเจออะไรมาหากแต่ก็ไม่ได้ผิดคาดจากบ่าวใช้เสียเท่าไรนัก หนำซ้ำบ่าวบางคนถึงกับกล้าท้าพนันถึงตำแหน่งของนายน้อยเลยทีเดียวเชียว

 

            “ปล่อยข้านะซือชุน!

            “ไม่! พี่ปั๋วเสวียนขอร้องอย่าทุบตีข้าเลยข้าเจ็บไปหมดแล้ว”

            “ปล่อยข้าสิ ข้าบอกให้ปล่อย!!!

            “พี่ปั๋วเสวียนได้โปรดหยุ...”

            “ไม่!...ซื่อชุน...ทะ ท่านพ่อ!

 

            ทันทีที่เปิดประตูห้องนอนของลูกชายตัวดีเข้าไป ลูกชายตัวน้อยที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับเด็กหนุ่มข้างบ้านก็หยุดทุบตีคนที่กอดรัดตนอย่างเหนียวแน่น ซื่อชุนเห็นดังนั้นจึงคลายกอดและปล่อยให้ปั๋วเสวียนเป็นอิสระ

           

            กายบองบางสั่นสะท้านอีกครั้งแล้วน้ำใสๆ ก็รินไหลออกจากดวงตาเรียวสวยอย่างห้ามไม่ได้ น้องชายข้างบ้านและลูกพี่ลูกน้องคนสนิทรู้หน้าที่ของตนดีจึงค่อยๆ ถอยห่างออกจากห้องไปอย่างช้าๆ

 

            “ท่านพ่อ...ฮึก...” คนตัวเล็กสะอื้นไห้อย่างไม่กังวลถึงภาพลักษณ์ชายชาตรีที่ตนตั้งไว้แต่อย่างใด มือเรียวสวยยกขึ้นปาดดวงตาไปมาราวกับเด็กน้อยถูกแย่งของเล่น ผู้เป็นพ่อมองลูกชายด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินเข้าไปมอบอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นที่ผู้ใดก็มิอาจมอบให้ปั๋วเสวียนได้

 

            ...ต่อให้เวลาผ่านไปนานเท่าใด เด็กน้อยของพ่อก็ยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่วันยันค่ำ...

 

            “ท่านพ่อรู้แล้วใช่หรือไหม...ฮึก...” กอดตอบผู้เป็นพ่อแล้วซบหน้าลงหาที่พักพิง มือหยาบกร้านที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาลูบปลอบผมนิ่มสลวยอย่างแผ่วเบา

            “เด็กโง่ พ่ออยู่ในวังหลวง ซ้ำยังเป็นคนสนิทของฮ่องเต้ และไหนเลยพ่อจะไม่รู้ถึงผลการสอบคัดเลือกตอนฮ่องเต้ประทับตรายืนยันกันเล่า” นึกย้อนกลับไปยังวันที่องค์ราชาพูดกับเขาในวันลงตราประทับ เขายังจำได้ถึงรอยยิ้มขององค์จักรพรรดิได้ดีว่าเห็นชอบกับผลการตัดสินมากแค่ไหน

 

          ความจริงข้าเองก็หวังใจอยากจะได้ลูกชายเจ้ามาเป็นชายาให้กับลูกของข้า ชื่อเสียงร่ำลือถึงความงามและสติปัญญาที่หลักแหลมจนข้าสนใจ แต่นี่ยิ่งกว่าดีเสียอีกที่ลูกเจ้าเดินเข้ามาให้สอบคัดเลือกเองถึงที่

           

            “ข้า...ฮึก...ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ข้าทำท่านพ่ออับอาย ฮึก...”

            “เหตุใดพ่อจึงต้องอับอายด้วยเล่า?”

            “ก็ข้า...ฮึก...ข้า...ข้าเป็นขุนนางเช่นท่านพ่อไม่ได้...ฮือ...” ว่าจบก็ปล่อยโฮออกมาอีกยกใหญ่จนผู้เป็นพ่อต้องประคองลูกรักเพื่อมานั่งปลอบใจที่เตียง

            “นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่พ่อต้องอับอาย”

            “แต่ท่านเป็นถึงขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้ แต่ข้ากลับ...ข้ากลับ...”

            “เจ้าทำไม?”

            “ข้ากลับเป็นเช่นท่านไม่ได้ ข้าทำให้ท่านต้องขายหน้า...ฮึก...” ผู้เป็นพ่อส่ายหน้าให้กับความคิดที่ผิดๆ ของลูกชายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลให้ลูกชายได้เข้าใจว่า...

            “พ่อไม่เคยอับอายที่มีลูกเช่นเจ้านะปั๋วเสวียน...”

            “แต่ข้า...”

            “เจ้าร้องห่มร้องไห้เพราะเจ้าเป็นเช่นพอมิได้ หรือเพราะเจ้าต้องเป็นผู้สืบเชื้อสายกันแน่”

            “ขะ ข้า...”

            “เจ้าบอกกับพ่อเสมอว่าเจ้าเป็นชายชาตรีที่มีความรับผิดชอบ สัตย์ซื่อ และกล้าหาญใช่หรือไม่”

            “ฮึก...”

            “งั้นเจ้าจำคำพูดที่เจ้าเคยบอกพ่อได้หรือไม่? เจ้าเคยบอกว่าไม่ว่าเจ้าได้ตำแหน่งใดเจ้าก็จะยอมรับ”

            “ข้า...ข้าไม่คิดว่าข้าจะได้ตำแหน่ง...”

            “มันเป็นไปแล้วปั๋วเสวียน ต่อให้เจ้าไม่ต้องการตำแหน่งแต่ฮ่องเต้ประทับตรามังกรแล้วเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อต้านหรือโต้แย้ง”

            “...”

            “ความรับผิดชอบของเจ้าคือต้องยอมรับกับตำแหน่งที่เจ้าได้และทำให้ดีที่สุด เจ้าต้องสัตย์ซื่อกับคำพูดที่เจ้าได้เปล่งวาจาออกมา เจ้าต้องมีความกล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่เจ้าไม่ต้องการเพราะนั่นคือภาระและหน้าที่ที่เจ้าได้มา”

            “...”

            “ปั๋วเสวียน...เจ้าเลือกที่จะทำสิ่งใดด้วยความตั้งมั่น เจ้าก็ต้องยอมรับผลให้จงได้”

            “ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ...” เด็กน้อยในอ้อมกอดผู้เป็นพ่อเงยหน้าให้ผู้บังเกิดเกล้าเช็ดหน้าให้ด้วยความรักหลังจากที่เริ่มเข้าใจในเหตุผล

            “ลูกของพ่อเป็นคนเก่งเสมอ ถึงเจ้าต้องยอมไปเป็นรองให้กับชายอื่นแต่เจ้าก็สามารถใข้ความสามารถของเจ้าแนะนำการเมืองให้กับสามีของเจ้าในอนาคตได้”

            “ข้าจะแนะนำการเมืองการปกครองได้อย่างไรในเมื่อข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคู่ครองของข้าคือใคร!

           

          ความจริงข้าเองก็หวังใจอยากจะได้ลูกชายเจ้ามาเป็นชายาให้กับลูกของข้าคำพูดขององค์จักรพรรดิ์ดังขึ้นมาในหัวของขุนนางเปี้ยนอีกครั้ง เขายกยิ้มให้กับลูกชายตัวน้อยอย่างมีความสุข ถึงลูกชายเพียงคนเดียวของตนจะต้องตกเป็นของชายอื่น หากแต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโคดีเสมอ อย่างน้อยลูกชายของเขาก็ได้เป็นถึงพระชายาเลยเชียว...

 

            “เจ้าแค่ต้องอดทน ปล่อยวาง และทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นพอลูกรัก พ่อเชื่อว่าในภายภาคหน้าเจ้าจะต้องมีความสุขกับสิ่งที่เจ้าเผชิญแน่นอน”

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

            “ของของพี่ปั๋วเสวียนเยอะมากๆ ท่านจะถือไหวหรือ?” เด็กหนุ่มหน้าคมอย่างซื่อชุนเอ่ยทักอย่างนึกสงสัย ซื่อชุนนั่งรถม้าตามมาส่งปั๋วเสวียนเข้าวังเพื่อเรียนรู้การเป็นผู้สืบเชื้อสายอย่างเป็นห่วง เพราะตั้งแต่จำความได้ตนเองก็ตามติดพี่ชายตัวเล็กมาโดยตลอด

            “ชายชาตรีเช่นข้าไหวอยู่แล้ว” พี่ชายตัวเล็กตอนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ในใจจะโอดครวญถึงชะตะกรรมหลังจากที่ต้องแบกของเข้าตำหนักเพียงคนเดียว

“เอะอะก็ ชายชาตรี ชายชาตรี ยอมรับบ้างก็มิมีผู้ใดว่าท่านหรอก” ซื่อชุนแอบบ่นงุบงิบเบาๆ เพียงคนเดียว เพราะแค่มองด้วยตาเปล่าเขาเองก็รู้แล้วว่าไม่ไหว ไม่เพียงแต่พี่ปั๋วเสวียนคนแมนหรอกขนาดเขาเองก็ยังกล้าที่จะยืดอกยอมรับเลยว่าไม่ไหวจริงๆ

 

แต่อย่างที่รู้ๆ ว่าไม่มีใครขัดความตั้งใจพี่ปั๋วเสวียนได้...

ก็แล้วแต่ความตั้งใจของพี่ชายจอมดื้อแล้วกันนะ ซื่อชุนไม่ขอขัด

 

“พี่ปั๋วเสวียนท่านต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ” ลู่หานที่มาส่งญาติผู้พี่พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับสวมกอดด้วยความรัก

“ข้าคงจะคิดถึงท่านพี่มาก” เด็กน้อยกิริยาเรียบร้อยอ่อนโยนซบหน้าลงบนลาดไหล่ของคนเป็นพี่ ปั๋วเสวียนรู้ดีว่าเขาเองแทบไม่ค่อยได้ให้ความสนใจน้องชายคนนี้เท่าไรนักตั้งแต่หันเหมาทุ่มเทกับการอ่านหนังสือสอบ หากแต่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ คนเป็นพี่น้องกันไม่ว่าจะห่างหายกันไปนานเท่าใดสายใยก็ยังคงมี

“ข้าก็คงคิดถึงอาหารฝีมือเจ้าเช่นกัน”

“พี่ปั๋วเสวียนคิดถึงแต่อาหารของลู่หานงั้นหรือ? นี่ท่านกะจะกินให้ตัวอ้วนเลยหรือไม่ แค่นี้ท่านก็เนื้อนวลเต็มไม้เต็ม...”

“ซื่อชุน!” เสียงเล็กตะคอกใส่คนปากไวที่พูดไม่ทันได้คิดว่าการพูดเช่นนี้ถือเป็นการหยาบคายเป็นอย่างมาก ใบหน้าหวานเห่อแดงระเรื่อพร้อมยกมือขึ้นจับแก้มนิ่มของตนเพื่อตรวจดูว่าแก้มย้วยหรือไม่

 

ก็ไม่นะ...

ปั๋วเสวียนออกจะหุ่นดีมีกล้าเนื้อแน่น...

 

ซื่อชุนไร้สาระทั้งเพ!

 

“ข้าคงต้องเข้าวังแล้ว เดี๋ยวจะเลยเวลารายงานตัวเสียเปล่า” ปั๋วเสวียนกล่าวลาน้องชายคนสนิทแล้วจุมพิตลงที่หน้าผากนวลของน้องชายแสดงความรักความห่วงใยที่ตนมี

“พี่ปั๋วเสวียนข้าขอบ้าง!” เป็นซื่อชุนที่กระโดดโล้ดเต้นทันทีหลังจากเห็นภาพบาดตาบาดใจ เนื้อในอกเต้นรัวแรงเพราะอยากได้รับจุมพิตเช่นนั้นจากคนที่ตนรักบ้าง...

 

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

วันนี้เป็นวันรายงานตัวเข้าวังเพื่อเรียนรู้กฏและการปฏิบัติตัวตามตำแหน่ง ชายหนุ่มและหญิงสาวมากหน้าหลายตาวัยสิบแปดปีที่สอบติดเข้ามารับใช้ในวังหลวงต่างแย้มยิ้มดีใจกันอย่างคับคั่ง

 

...และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาเองจะได้พบเด็กน้อยตัวแสบเมื่อสิบปีก่อนอย่างเต็มตาเสียที...

 

“เด็กของเจ้ามาแล้ว ชานเลี่ย” องครักษ์หนุ่มคู่ใจผิวสีเข้มเปรยขึ้นหลังจากชะเง้อมองหาเด็กน้อยที่มากับดอกเหมยแทนองค์ชายปากหนักที่ออกมาป้วนเปี้ยนรอตั้งแต่เช้า แต่กลับบอกเพียงว่าแค่อยากสูดอากาศเท่านั้น

 

คนเย่อหยิ่งปากแข็งเพียงไร กาลเวลาผ่านไปก็ยังคงเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

 

“ว๊าว เด็กของเจ้าพาหนุ่มน้อยคนเดิมที่สายตาหวานฉ่ำทุกครั้งที่จ้องมองดอกเหมยของเจ้ามาด้วยล่ะ!” คนเป็นเพื่อนยังคงเอ่ยปากแซวอย่างไม่หยุดยั้ง ประหนึ่งว่ากำลังยั่วโทสะของเพื่อนสนิทที่วางมาดจนน่าหมั่นไส้

“ดอกเหมยของข้าอะไร?”

“ก็เป็นเด็กน้อยเจ้าของดอกเหมยดอกที่เจ้าเก็บไว้แล้วหยิบขึ้นมาพร่ำเพ้ออยู่ทุกคืนมิใช่หรือ?”

“เจ้า!” เผลอตวาดเพราะหลุดมาดองค์ชายผู้เย่อหยิ่ง ชานเลี่ยไม่นึกว่าที่การกระทำอย่างลับๆ ของตนเองจะมีใครเห็น และที่สำคัญ เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเพื่อนสนิทจอมทะเล้นคนนี้จะเห็นเข้าให้

“ข้าทำไม?”

“เจ้าพูดเรื่องอะไร”

“อืม...เจ้าจะวางมาดนิ่งขรึมใส่ใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ข้า ข้าอยู่กับเจ้ามาตั้งแต่เด็กมีหรือที่ข้าจะไม่ทันความคิดของเจ้า...สหายรัก”

“เงียบปากของเจ้าไปจะเป็นการดี จงเหริน” ปรายตามองอย่างห้ามปรามแต่ชานเลี่ยก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดจงเหรินได้

“มัวแต่มองอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวแมวก็ขโมยปลาย่าง” ไม่พูดเปล่าพร้อมทำท่าพยักพเยิดให้สหายรักหันไปมอง เด็กหนุ่มหน้าซื่อผิวขาวราวน้ำนมกำลังออดอ้อนร้องขออะไรบางอย่างจากพี่ชายตัวเล็กอย่างไม่อายใคร

“น่าไม่อาย” องครักษ์หนุ่มเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าที่กล้าว่าร้ายคนอื่นอย่างที่ไม่ได้มองดูตัวเองเลยแล้วนึกขันจนต้องเอ่ยปากต่อว่าเสียหน่อย

“เจ้าต่างหากที่ใจไม่กล้าพอจึงทำได้เพียงแค่เหน็บแนมคนอื่นที่เจ้าอิจฉา” ว่าเข้าให้แล้วปลีกตัวออกจากเพื่อนรักอย่างเหนื่อยหน่ายใจกับคนปากแข็ง...เป็นถึงสายเลือดมังกร แต่เรื่องแค่นี้กลับไม่กล้าแสดงออก ใครกันแน่ที่น่าอาย...

.

.

.

.

“พี่ปั๋วเสวียนข้าขอบ้าง! คนจอมตื้อร้องขอพร้อมเอาตัวเข้าแทรกระหว่างพี่น้องจนลู่หานถึงกับผงะ ใบหน้าหวานราวกว่าหญิงสาวถึงกับต้องส่ายไปมาให้กับความเอาแต่ใจของเพื่อนตนเองที่ไม่ต่างจากพี่ชายของเขาเลยสักยิด

“ทำไมข้าต้องให้?”

“ข้าเป็นน้องท่านเหมือนกับลู่หานนะ! เหตุใดลู่หานได้จุมพิตจากท่านแต่ข้าไม่ได้กันเล่า!” คนตัวโตแต่ความคิดยังไม่โตกระเหง้ากระงอดอยู่ตรงหน้าจนคนเป็นพี่อ่อนใจ

“หากเจ้าบริสุทธิ์ใจกับข้า ข้าก็จะมอบให้เจ้า” ว่าแล้วก็เตรียมเขย่งปลายเท้าพร้อมมอบตราประทับแสนหวานให้อีกฝ่าย ซื่อชุนยิ้มกว้างพร้อมหลับตาพริ้มรอรับจูบแรกจากพี่ชายอย่างตื่นเต้น หากแต่ก็นึกขึ้นได้

 

หากเจ้าบริสุทธิ์ใจกับข้า ข้าก็จะมอบให้เจ้า

หากเจ้าบริสุทธิ์ใจกับข้า ข้าก็จะมอบให้เจ้า

หากเจ้าบริสุทธิ์ใจกับข้า ข้าก็จะมอบให้เจ้า

 

โอ่ไม่นะ ข้ามิได้บริสุทธิ์ใจ!

 

“ไม่!” ซื่อชุนเบิกตาโพลงพร้อมกับก้าวถอยหลังยกมือกุมหน้าผากอย่างรวดเร็วก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะแนบสนิทกับผิวหน้าของตน

“อะไรของเจ้า?” ปั๋วเสวียนเองคอถามอย่างงุนงงกับความแปรปรวนที่ยากจะคาดเดาของเด็กน้อยคนนี้

“ข้าไม่บริสุทธิ์ใจกับท่านพี่ ข้าจะไม่รับจุมพิตนี้เด็ดขาด!

“คิก” ลู่หานถึงกับหลุดขำในความซื่อตรงของซื่อชุนจนถูกเจ้าตัวตำหนิด้วยสายตาที่ไม่พอใจเท่าไนฃรนัก

“ถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้า” ปั๋วเสวียนตอบพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระอะไร เพราะเขาเองก็ไม่เคยแสดงออกถึงความสนใจหรือให้ความหวังใดๆ ต่อน้องชายคนนี้อยู่แล้ว

“พี่ปั๋วเสวียน...” แต่พอก้มหน้าลงเตรียมยกสัมภาระน้ำเสียงอ่อยๆ จากน้องชายตัวดีอย่างซื่อชุนก็ดังขึ้น

“ข้าไม่ขอจุมพิตจากท่าน แต่ก่อนจากไปขอข้ากุมมือท่าน ให้ความอบอุ่นข้าในใจข้าเสียหน่อยจะได้หรือไม่?” แววตาฉายประกายความหวังออกมาอย่างไม่ปิดบังทำเอาใจแกร่งของคนเป็นพี่ถึงกับอ่อนยวบ คนตัวเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนส่งมือให้ซื่อชุนกอบกุม

“ข้าให้ความอบอุ่นเจ้าได้เพียงแค่พี่น้องเท่านั้นนะซื่อชุน” ปากอิ่มยังคงพูดย้ำถึงความตั้งใจของตนเองอยู่เสมอเพียงเพราะอยากให้น้องชายตัดใจเสียที

 

ซื่อชุนยิ้มรับอย่างไม่ใส่ใจในถ้อยคำบาดลึกถึงข้างใน กอบกุมมือเล็กที่เรียวสวยยิ่งกว่าสตรีบางคนอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมขึ้นมาแนบอก ซื่อชุนก้มลงหอมมือเรียวอย่างเชื่องช้าราวกับต้องการซึมซับให้นานเท่านาน

 

“อะแฮ่ม!” บุคคลที่สามที่ยืนอยู่ร่วมด้วยส่งเสียงกระแอมไออย่างต้องการเรียกสติ

“พี่ปั๋วเสวียนกำลังจะเป็นผู้สืบเชื้อสาย เป็นภรรยาของชายอื่น เจ้ามิควร...”

“ข้ารู้!” กลายเป็นคนถูกเตือนต้องหันมาอารมณ์เสียใส่คนพูดจาไม่เข้าหู ลู่หานทำได้เพียงแค่ก้มหน้ารับน้ำเสียงที่แสนไม่พอใจของซื่อชุน แล้วท้ายสุดคนถูกเตือนก็หมดอารมณ์สิ้นทุกอย่างแล้วหันหลังเดินขึ้นรถม้าอย่าไม่รอใคร

“เจ้าคงต้องทำใจนะลู่หาน เจ้าก็รู้ว่าซื่อชุนเป็นคนแบบนี้” ตบบ่าให้กำลังใจญาติตัวน้อยของตนก่อนที่ลู่หานจะส่งยิ้มหวานให้และเดินจากไป

“การจับมือถือแขนกับชายอื่นที่ไม่ใช่คู่ครองถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร” เสียงทุ้มนุ่มแลดูมีอำนาจเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง คนได้ยินถึงกับสะดุ้งโหยงพลิกตัวหาต้นเสียง

 

ร่างสูงสง่าผ่าเผยจนน่าอิจฉา

ผิวกายขาวผ่องราวกับถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี

คิ้วหนาดกดำขึ้นรูปรับกับใบหน้าคม...

ดวงตากลมโตที่คมเฉี่ยวสะกดลมหายใจของผู้มองใกล้ในทันที...

 

“รูปงามจัง...” เผลอพูดออกมาจากจิตใต้สำนึกอย่างไม่รู้ตัว ปั๋วเสวียนมิได้สเน่หาในรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย เพียงแต่ภายในร่ำร้องด้วยความอิจฉาถึงความสมบูรณ์พร้อมของอีกฝ่ายที่ตนไม่อาจมี

 

แต่เดี๋ยวก่อน!

นี่มิใช่เวลามาชื่นชมบุคคลที่บังอาจมาตำหนิคุณชายรูปงามเช่นเขา!

 

“ยุ่ง!” เชิดหน้าขึ้นอย่างจองหองพร้อมยกแขนขึ้นกอดอกตามแบบฉบับคุณหนูผู้เอาแต่ใจ

“หากข้ามิยุ่งจะมีผู้ใดส่งท่านไปยังตำหนักของผู้สืบเชื้อสาย?” พิจารณาจากคำตอบของอีกฝ่ายแล้วปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งกายบ่งบอกฐานะของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

 

...ก็แค่ขันธี ปั๊ดโธ่! ทำมาเป็นวางมาดตำหนิข้างั้นหรือ...

 

“ก็ได้ เชิญเจ้านำทางข้าด้วย” คนตัวเล็กว่าจบก็ก้มลงแบกข้าวของเครื่องใช้ของตนเตรียมเดิน หากแต่กระเป๋าหลายใบนั้นหนักเกินกว่าที่ร่างบอบบางจะสามารถถือไปได้อย่างปกติ ท่าทางการเดินอย่างทุลักทุเลทำให้คนเดินนำกลั้นขำแทบตาย

 

...ไม่ไหวก็เพียงแค่เอ่ยปากบอกจะไปยากอะไร?...

 

“ให้ข้าช่วย...”

“ไม่!

“...”

“ชายชาตรีเช่นข้า ข้าวของแค่นี้ไม่ระคายหรอก!” คำตอบที่แสนเย่อหยิ่งปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนมีน้ำใจอย่างน่าขัน เห็นได้ชัดว่าแทบจะหกล้มอยู่รอมร่อเพราะข้าวของพะรุงพะรัง แต่หากคนดื้อรั้นยืนยันคำตอบเช่นนั้น เขาเองก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไป

“โอ๊ะ...” อุทานด้วยความตกใจหลังจากที่น้ำหนักของกระเป๋าทำให้มือเรียวอ่อนแรงจนต้องปล่อยของหล่นพื้น ปั๋วเสวียนเม้มปากแน่นกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ยังคงรักษาความทะนงตนไว้อย่างดีเช่นเคย

“อ๊ะ...” ร้องเสียงหลงอีกครั้งเมื่อพบว่าข้าวของข้างกายที่เคยอยู่ในมือของตนถูกแย่งชิงไปอยู่ในมือของขันธีรูปงามเข้าให้เสียแล้ว

“ไม่ต้อง ข้าถือเองได้”

“ก็เห็นอยู่ว่าท่านไม่ไหว”

“ใครไม่ไหว! ข้าไหว และไหวมากด้วย!” ยิ่งเถียงยิ่งตะเบงเสียงขึ้นแสดงความเป็นใหญ่ องค์ชายหนุ่มในคราบขันธีวังหลวงจึงต้องส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นที่มีมากล้นจนเกินจะต้านทานแล้วจึงตัดสินใจที่จะขัดความต้องการของปั๋วเสวียนเสีย

“หากท่านไม่เดินตามมา...ข้าจะอุ้มท่านไปยังตำหนัก” เพียงเท่านี้คนฉลาดอย่างคุณหนูตระกูลเปี้ยนก็น่าจะประเมินได้แล้วว่าอีกฝ่ายพูดจริงเท็จแค่ไหน และด้วยสภาพร่างกายแล้วปั๋วเสวียนก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่แท้ คุณหนูผู้ฉลาดหลักแหลมจึงต้องยอมรับแล้วเดินตามไปในที่สุด แม้ว่าตลอดทางเจ้าตัวจะกระฟัดกระเฟียดก็ตาม

  

❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀❀

 

  

พูดคุยกับหมาน้อย 

แวะเอามาให้อ่านหลังจากนั่งปั่นที่มศว องครักษ์สดๆ ร้อนๆ รู้ว่าคนอ่านส่วนใหญ่ไม่ว่าอ่านเรื่องไหนก็ไม่อยากรอถูกไหม? ฟีลก็กำลังมาเลยถือโอกาสนั่งปั่นฟิคที่ออฟฟิศของคณะเลยดีกว่า 55555555555555 ความจริงเนื้อหาในกลีบนี้ยังไม่หมดเลยนะ ชานแบคจะเล่นกันมากกว่านี้อีก แต่ว่ามัน 14 หน้าเวิร์ดแล้วอะ ขอเอาไปยกยอดที่ตอนหน้าแล้วกันเนาะ 5555555555555
            เหมยฮวากลีบที่ 3 รีไรท์ในส่วนของชานแบคใหม่นะคะ ใครยังไม่ได้อ่านก็รบกวนอ่านใหม่ด้วยน้า ♥

 

พูดคุยได้ บ่นได้ ทวงฟิคได้นะคะ #อริร้ายชานแบค  

 

S Y D N E Y ` Tiny Hand Pink Bow Tie
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,947 ความคิดเห็น

  1. #2900 tenpeachyy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 00:59
    ชานปลอมเป็นขันทีใช่แม้ะ
    #2,900
    0
  2. #2883 jwsnpy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 22:38
    คงามมาดแมน ชายชาตรี คืออะไร 55555 เมื่อไหร่เจ้าจะยอมรับตัวเองเสียที หึ?
    #2,883
    0
  3. #2841 แพรินทช์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 19:25
    ชายชาตรี?????
    #2,841
    0
  4. #2815 EUNHWA_OK (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 15:38
    คนแมนๆต้องโดนปราบสะแล้วววว 555 แต่อะไรคือปลอมเป็นขันทีเพราะอยากช่วย โกหกมากๆระวังถูกงอน
    #2,815
    0
  5. #2752 pim pimmi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 12:19
    น่ารักกกกก
    #2,752
    0
  6. #2733 phone-pop (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 12:43
    ชอบบบบน่ารัก
    #2,733
    0
  7. #2720 Meannie Sirichon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 / 21:06
    ชานเลี่ยนี่เป็นอะไรชอบเล่นปลอมตัวจัง แหม่..
    #2,720
    0
  8. #2651 Beebee ja (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 00:19
    ขยันปลอมตัวจังคนปากแข็ง อีกคนก็ดื้อจริ๊ง555555
    #2,651
    0
  9. #2616 YeolYoda (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2558 / 23:09
    แบคช่างเป็นชายชาตรีจริงๆ5555555
    #2,616
    0
  10. #2562 joylnr (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 00:24
    อีกคนปากแข็ง อีกคนดื้อรั้น ดีๆๆ

    ชานเลี่ยปราบพยศแบคให้อยู่นะ
    #2,562
    0
  11. #2522 Jammie-Lee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 / 23:09
    อุ้มไปเลยดิชาน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
    #2,522
    0
  12. #2427 -{กวางลู่}- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 23:36
    ชานเลี่ยนี่ท่านก็ขยันปลอมตัวเสียจริงงงง 555555555555
    #2,427
    0
  13. #2138 ชั้นรักexo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:53
    ใครก็ได้บอกปั๋วเสวียนที ว่าคำว่าชายชาตรีไม่เหมาะกับคุณชายเท่าไหร่หรอก -"-
    #2,138
    0
  14. #2137 ชั้นรักexo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:53
    ใครก็ได้บอกปั๋วเสวียนที ว่าคำว่าชายชาตรีไม่เหมาะกับคุณชายเท่าไหร่หรอก -"-
    #2,137
    0
  15. #2136 ชั้นรักexo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:53
    ใครก็ได้บอกปั๋วเสวียนที ว่าคำว่าชายชาตรีไม่เหมาะกับคุณชายเท่าไหร่หรอก -"-
    #2,136
    0
  16. #1813 Amperio K. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 10:51
    เอะอะๆอะไรก็ชายชาตรี5555555555555 ชานแบคน่าร้ากกกกกกกก
    #1,813
    0
  17. #1562 Hztp (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 15:42
    แบคยังหยิ่งเหมือนเดิมนะเนี่ยยย > <'
    #1,562
    0
  18. #1347 shadow2love (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 09:35
    ยิ่งอ่านก้ยิ่งยิ่งชอบ 55555 ดีแล้วที่รอให้ไรท์เขียนมาหลายๆตอนแล้วค่อยอ่าน ฟีลกำลังมา อิอิ
    #1,347
    0
  19. #1286 ENIMEENI :) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 15:41
    ว้าวววววววววววววว
    เค้าเจอกันแล้วอ้ะ
    ปั๋วเสวียนยังเย่อหยิ่งถือตัวเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ
    5555555555555555
    #1,286
    0
  20. #1097 White Valentine (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2557 / 23:05
    ท่านพ่อน่ารักอ่ะ ชอบ
    ซื่อชุนแบบ โอยฮา เด็กน้อยมากมาย
    #1,097
    0
  21. #1025 Pii Ploywoii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 05:00
    อุ้ยหล่อจัง ... ไม่ค่อนเลยนะผู้สืบเชื้อสาย คนอะไรแมนแม๊นนนน 5555
    #1,025
    0
  22. #774 Pins_99 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 18:35
    แบคน่ารักเกินไปแล้ว
    #774
    0
  23. #724 ✦ RIGOLO ✦ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2557 / 17:31
    สงสารทั้งซือซุน ทั้งลู่หาน
    #724
    0
  24. #569 Pawhale (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2557 / 01:50
    ความหยิ่งระดับล้านเลยอ่ะ ปั๋วเสวียน ชานเลี่ยนี่ก็กวนโอ้ยเค้าจังงงงงง 55555555
    #569
    0
  25. #403 BACON_BAEK (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 / 20:40
    ซื่อซุนน่ารักดีอ่ะเด็กน้อยมากเลย

    #403
    0