[Fic SNSD] ...The Miracle... [TaeNy, YulSic]

ตอนที่ 64 : ▶The Miracle || Chapter 60 : ชั่วนิจนิรันดร์ (Epilogue)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    11 ก.ย. 61

The Miracle || Chapter 60 : ชั่วนิจนิรันดร์ (ตอนจบ)
    Author : Forget Me Not

 

 

 

 

ชั่วนิจนิรันดร์

 


แนะนำให้เปิดsoundtrackนี้คลอๆเพื่ออรรถรสระหว่างอ่านค่ะ^^


ตำนานดาบแห่งแสงและสงครามระหว่างมนุษย์กับปีศาจถูกขับ ขานขึ้นอีกครั้ง สงครามที่มนุษย์เป็นฝ่ายกำชัย ส่วนพวกปีศาจนั้นมลายสิ้น ไพร่ฟ้าประชาชนทั่วทุกหย่อมหญ้าต่างสรรเสริญวีรกรรมเรื่องราวการผจญภัยของเหล่าคณะเดินทางผู้กล้า จนกลายเป็นตำนานเล่าปากต่อปากไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

 

... ยุคแห่งสงครามได้ผ่านพ้นไปแล้ว ...

 

 

แสงสีทองอร่ามฉาบท้องนภาทั่วทั้งอาณาจักรนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน และราวกับมีปาฏิหาริย์ผู้คนบาดเจ็บเจียนตายมากมายต่างหายจากอาการทั้งปวงเป็นปลิดทิ้ง เรือกสวนไร่นากลับมาอุดมสมบูรณ์ ซากปรักหักพังของตึกรามบ้านช่องถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งถูกประกอบให้อยู่ในสภาพงดงามกว่าเดิมดั่งร่ายมนต์

 

 

ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติสุข อาณาจักรมาเดนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง บรรดาพันธมิตรผู้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในมหาสงครามทุกคนและทุกเผ่าพันธุ์ ได้รับการจารึกรายนามลงบนกำแพงหินขนาดใหญ่แห่งพระราชวังภูผาวิหคด้วยอักขระโบราณสีทอง มนุษย์ ภูต และจอมเวทกลับมามีพันธไมตรีอันดีงามอีกครั้งหนึ่ง และจะคงอยู่เช่นนั้นตลอดกาล

 

 

ท้องพระโรงแห่งพระราชวังมาเดนคลาคล่ำไปด้วยบรรดามนุษย์ ภูต และจอมเวท ผู้มาเป็นสักขีพยานในพระราชพิธีราชินีภิเษกในสมเด็จพระราชินีเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดนกันอย่างพร้อมหน้า และเมื่อเสียงแตรถูกเป่าขึ้น เหล่าทหารองครักษ์ร่างสูงที่สวมชุดเครื่องแบบสีขาวแดงเต็มยศก็ตบเท้ายืนตัวตรงถวายความเคารพแด่องค์ราชินีที่พวกเขาเคารพรักอย่างแข็งขัน บรรดาผู้คนที่มาเฝ้ารอดูภาพประวัติศาสตร์ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน

 

 

“องค์ราชินีเสด็จ”

 

 

เสียงประกาศก้องหยุดลงพร้อมกับการเคลื่อนไหวของทุกคนในงานพระราชพิธี ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังทวารบานใหญ่ และอีกไม่กี่วินาทีต่อมาขบวนนำเสด็จของเหล่านักบวชก็เข้ามาก่อน ตามด้วยหญิงสาวร่างระหงผู้เป็นเจ้าของเรือนผมสีทองในชุดกระโปรงสีขาวปักดิ้นลายทองและผ้าคลุมกำมะหยี่สีแดงปักตราราชวงศ์มาเดนงดงาม ใบหน้านิ่งสุขุมหากแต่ฉายชัดถึงความสุขหยุดมองทุกคนในงานพระราชพิธีอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วย่างก้าวผ่านทวารบานใหญ่เข้ามาในท้องพระโรงอย่างสง่างามราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

 

 

เธอไม่ใช่เจ้าฟ้าหญิงเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดนอีกต่อไปแล้ว

 

 

เจสสิก้ารู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีเมื่อตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในท้องพระโรง แต่ถึงแม้จะรู้สึกแบบนั้นใบหน้างดงามก็ยังคงเรียบนิ่ง สง่างาม และเปี่ยมล้นไปด้วยพระราชอำนาจในสายตาของประชาชนทุกคน ทางเดินที่ลาดด้วยพรมแดงนั้นลาดยาวไปอีกไกลกว่าเธอจะเดินถึงบัลลังก์สีทอง แต่มันก็ไม่ไกลเท่าการเดินทางตลอดระยะเวลาหลายเดือนหลายปีที่ผ่านมา ทว่าความรู้สึกกลับต่างกันลิบลับ การเดินทางโดยไม่มีเพื่อนๆ เคียงข้างเช่นนี้ ช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน เจสสิก้าพยายามไม่คิดถึงเรื่องนี้แต่มันก็อดไม่ได้

 

 

ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเหล่าบุคคลแห่งโชคชะตาที่ยืนอยู่หน้าบัลลังก์ด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งดีใจ เสียใจ แล้วก็เสียดาย การกลับมาอาณาจักรมาเดนครั้งนี้ทำให้เธอหวนคิดถึงการเดินทางมามาเดนเมื่อหลายเดือนก่อน เธอคิดถึงเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทุกคน แม้ในตอนนั้นพวกเราจะตกที่นั่งลำบาก แต่เพราะพวกเรายังมีกันและกัน เราถึงสามารถก้าวผ่านเรื่องราวโหดร้ายกันมาได้

 

 

เสียดายที่มีพวกเราบางคนไม่มีโอกาสได้เห็นวันนี้ วันที่พวกเราร่วมกันฝ่าฟันต่อสู้เพื่อที่จะได้มา แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเค้าก็จะคงอยู่ในห้วงความทรงจำของเธอและทุกคนตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

 

เธอเห็นทิฟฟานี่มองมาที่เธอพร้อมกับรอยยิ้มยินดีแต่แฝงไปด้วยความเศร้าโศกไม่จางหาย เช่นเดียวกับยุนอาที่นับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดก็เอาแต่แต่งตัวไว้ทุกข์ด้วยชุดสีดำตลอด เด็กแสบของคณะเดินทางที่เธอรู้จักกลายเป็นคนเคร่งขรึมและไม่สดใสร่าเริงอีกต่อไป โชคดีที่ซันนี่ ซูยอง และฮโยยอนยังคงเหมือนเดิม ไม่อย่างนั้นเธอคงแย่ เพราะการที่ได้แต่เฝ้ามองเพื่อนหรือคนที่เธอรักเจ็บปวดใจโดยไม่อาจทำอะไรได้ มันก็พลอยทำให้เธอทุกข์ตรมไปด้วยเช่นกัน ก็ได้แต่หวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยารักษาแผลใจของทั้งสองคนให้กลับมาเป็นทิฟฟานี่และยุนอาที่เธอรู้จักดังเดิม

 

 

ทหารองครักษ์แห่งองค์ราชินีทั้งห้า รวมทั้งมาร์คัสและยูริที่มีเจ้าค้างคาวตัวจิ๋วเกาะอยู่บนไหล่อีกที ก้มหน้าถวายความเคารพแด่องค์ราชินีที่เสด็จมาถึงหน้าบัลลังก์อย่างพร้อมเพรียง เจสสิก้าค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้านักบวชที่บรรจงวางมงกุฎสีทองประดับเพชรพลอยเจียระไนล้ำค่าลงบนศีรษะของเธออย่างแช่มช้า เมื่อมงกุฎนั้นตั้งตรงอยู่เหนือเศียร ร่างระหงก็เหยียดกายลุกขึ้นแล้วลดกายนั่งลงบนบัลลังก์สีทองแห่งองค์สมเด็จพระราชินีแห่งอาณาจักรมาเดนอย่างสง่างาม

 

 

“เหล่าทวยเทพจงเป็นพยาน นับแต่นี้ข้าขอประกาศให้สมเด็จพระราชินีเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดน ผู้เป็นสายโลหิตแห่งอเลรอนปฐมกษัตริย์แห่งมาเดน  ราชินีผู้ทรงธรรม เปี่ยมล้นไปด้วยพระราชอำนาจ และเป็นที่รักของปวงชน เป็นองค์ราชินีผู้ปกครองอาณาจักรมาเดนผู้มีสายเลือดสีทองอย่างแท้จริง สมเด็จพระราชินีเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ!”

 

 

“ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ!”

 

 

เสียงระฆังเหง่งหง่างดังสลับเสียงแซ่ซ้องของผู้คนในพระราชพิธี ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ภูต หรือจอมเวท ทั้งหมดล้วนประกาศก้องออกมาพร้อมกันด้วยความปลื้มปิติและจงรักภักดี

                                                           

 

นับตั้งแต่ราชินีเจสสิก้าเสด็จขึ้นครองราชย์ประชาชนชาวมาเดนก็อยู่กันอย่างผาสุขตลอดมา เธอขอให้เหล่าคณะเดินทางทั้งหมดอาศัยอยู่ด้วยกันที่นี่ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเพียงเจ้าฟ้าหญิงรัชทายาท มาวันนี้เธอกลายเป็นราชินีเจสสิก้าแห่งมาเดนแล้วทุกคนก็ยังคงปฏิเสธความหวังดีของเธออีกครั้งหนึ่ง

 

 

ยอมรับเลยว่าแรกๆ เธอค่อนข้างทำใจได้ยาก เพราะเธอผูกพันกับทุกคนแล้ว อยู่ๆ จะให้เธอมาใช้ชีวิตโดยไม่มีคนพวกนี้ได้ยังไง เธอนึกภาพชีวิตประจำวันที่ไม่มีพวกเพื่อนๆ อยู่เคียงข้างไม่ออกเลยจริงๆ

 

 

“ทุกคนล้วนมีหน้าที่และเส้นทางของตัวเอง”

 

 

ถึงยูลจะบอกกับเธออย่างนั้น แต่เธอก็แอบเห็นยูลซึมไปสักพักใหญ่ๆ เลยเหมือนกันที่รู้ว่าต้องจากกับยุนอา น้องสาวร่วมสาบานที่เติบโตมาด้วยกัน และยังผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมาตั้งมากมาย

 

 

ยุนอาเป็นคนแรกเลยที่เดินทางออกจากมาเดนพร้อมกับกองทัพภูตภูเขา เจ้าหญิงภูตภูเขาผู้สดใสร่าเริงและสนุกสนานตลอดเวลาเปลี่ยนไปเป็นคนพูดน้อยและเงียบขรึมราวกับเป็นคนละคน อีกทั้งเสื้อผ้าสีดำสนิทก็ได้กลายเป็นสีประจำตัวของยุนอาไปแล้ว สงครามโหดร้ายไม่ได้พรากแค่คนที่ยุนอารักไปแค่นั้น แต่มันยังพรากหัวใจอันบริสุทธิ์ของยุนอาไปด้วย

 

 

เธอคิดถึงเด็กน้อยยุนอาคนนั้นจัง...

 

 

ส่วนฮโยยอนบอกกับเธอว่าจะกลับไปเรียนต่อที่ลากราเซียให้จบ เพราะที่นั่นยังมีสิ่งที่เจ้าหล่อนต้องเรียนรู้อีกมากมาย ไม่แน่ว่าเจอกันอีกทีฮโยยอนอาจจะกลายเป็นท่านอาจารย์จอมเวทไปแล้วก็ได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็รู้สึกใจหายไม่น้อยเหมือนกัน เธอรู้จักฮโยยอนตั้งแต่วันแรกที่เธอได้ก้าวเข้าไปในลากราเซีย และฮโยยอนยังเป็นเพื่อนคนแรกที่คอยแนะนำเธอในเรื่องต่างๆ ที่เธอไม่รู้อยู่เสมอ

 

 

“ไว้ถ้าเกิดหม่อมฉันเป็นหนี้ท่วมหัวเมื่อไหร่จะติดต่อพระองค์มาก็แล้วกัน” ฮโยยอนพูดติดตลก

 

 

“เจ้าได้สิทธิ์นั้นทุกเมื่อ” ราชินีเจสสิก้ายิ้มกว้าง ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดอำลาเพื่อนสาว

 

 

ซันนี่เองก็มีเรื่องต้องกลับไปสะสางที่เมืองเอดูวีนเช่นกัน เธอเองก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไปว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ดูจากท่าทางของซันนี่แล้วน่าจะเป็นธุระด่วนจี๋มากทีเดียวและที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือ หลังจากที่ซันนี่เดินทางออกไปจากมาเดนไม่ถึงชั่วโมง ซูยองก็ขอตัวลาไปเอดูวีนเหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมสองคนนี้ไม่เดินทางไปด้วยกันตั้งแต่แรก แต่ยังไงก็ดูมีพิรุธชอบกลและเป็นหัวข้อที่ชวนให้เธอขบคิดไปตั้งหลายวัน

 

 

‘ซูยองซันนี่สองคนนี้ต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ’ เจสสิก้าคิด

 

 

เพราะฉะนั้นห้องเสวยในวันนี้เลยเงียบเหงาผิดปกติ โต๊ะไม้สีน้ำตาลสลักลวดลายสีทองเคลือบเงาทอดยาวจนราชินีผู้ประทับอยู่หัวโต๊ะรู้สึกถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยว เสียงถอนพระปัสสาสะดังขึ้นแล้วดังขึ้นอีกจนนางข้าหลวงผู้ถวายการรับใช้ด้านหลังสะดุ้งโหยง เนื่องด้วยกลัวว่าพระกายาหารมื้อนี้จะไม่เป็นที่พอพระทัยขององค์ราชินี

 

 

“พระพักตร์บูดเป็นตูดเป็ดเชียวนะ” ผู้มาใหม่ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เยื้องๆ กัน ก่อนเอ่ยกระซิบล้อเลียน ทำให้เจสสิก้าตวัดดวงตาเขียวๆ ส่งมาให้เสียหลายที “พวกนางกลัวพระองค์จนตัวสั่นงันงกไปหมดแล้ว” ยูริกระซิบบอกอีกครั้งพร้อมกับปรายตามองไปยังบรรดานางข้าหลวงที่พากันยืนตัวสั่นงั่กๆ

 

 

“พวกเจ้าออกไปรอข้างนอกเถอะ” เจสสิก้าตัดปัญหาซะเลย

 

 

“เพคะ” นางข้าหลวงทั้งหลายถอนสายบัวแล้วออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ แล้วเจสสิก้าก็เป็นฝ่ายเปิดประโยคสนทนาขึ้นมาเป็นคนแรก

 

 

“นี่ข้าดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง” ใบหน้างดงามฉายชัดถึงความกังวลเป็นอย่างยิ่ง

 

 

“องค์ราชินีผู้พิชิตจ้าวปีศาจแห่งความมืด ได้ยินประชาชนเรียกพระองค์อย่างนั้น อืม... เป็นพระนามที่น่าเกรงขามอยู่มากทีเดียว” ท่านองครักษ์ยูริทำท่าครุ่นคิด แต่ราชินีเจสสิก้ายังค้อนไม่เลิก

 

 

“ข้าบอกตั้งหลายทีแล้วว่าเวลาอยู่กับข้าสองคนเจ้าไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์เป็นทางการพวกนี้ไงยูล”

 

 

ยูริเลยเล่นหูเล่นตาไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เธอแค่อยากแกล้งเจสสิก้าเล่นก็เท่านั้น “แล้วฟานี่ล่ะ ไม่มากินข้าวด้วยกันหรอ”

 

 

พูดถึงทิฟฟานี่แล้วเจสสิก้าก็ทำหน้าอ่อนใจขึ้นมา พลางนึกถึงบทสนทนาที่เราคุยกันตอนเธอไปหาทิฟฟานี่ที่ห้อง น้องสาวของเธอเอาแต่เก็บตัวซึมเศร้าอยู่คนเดียวเหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมานับตั้งแต่แทยอนจากไป

 

 

“ฟานี่ เจ้าร้องไห้...” อีกแล้ว เจสสิก้าต่อคำพูดนั้นในใจ พร้อมกับลูบหัวน้องสาวคนเดียวอย่างเวทนา

 

 

“สิก้าข้าฝันอีกแล้ว... ข้าฝันว่าแทยอนมาหาข้า แล้วแทยอนก็จูบลงมาที่หน้าผากของข้า ข้ารู้สึกเหมือนแทยอนยังอยู่ใกล้ๆ ข้า ยังไม่หายไปไหน”

 

 

“ก็ยังคงเหมือนเดิม” เจสสิก้าถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ฟานี่เอาแต่เก็บตัวร้องไห้อยู่แต่ในห้อง อาหารก็ไม่ค่อยจะแตะ นับวันอาการยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ แถมเมื่อหลายวันก่อนฟานี่ยังเล่าความฝันเป็นตุเป็นตะให้ข้าฟังว่าแทยอนมาห่มผ้าให้บ้างล่ะ มาจูบที่หน้าผากตัวเองบ้างล่ะ ข้าเป็นห่วงน้องสาวข้าเหลือเกินยูล” เจสสิก้าได้แต่เป็นห่วงกลัวว่าทิฟฟานี่จะเสียใจจนเสียสติไป

 

 

“ถ้างั้นเรารีบมีหลานตัวน้อยๆ ให้ฟานี่อุ้มเล่นเป็นไง ฟานี่จะได้หายเหงาหายซึมเศร้าสักที” คำพูดทีเล่นทีจริงของยูริทำเอาเจสสิก้าหน้าขึ้นสีระเรื่อ ก่อนจะพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางด้วยการตีป๊าบลงบนแขนของคนรักเบาๆ

 

 

“จะบ้าหรือไง พูดอะไรไม่รู้เรื่อง”

 

 

“เอ้า มาตีข้าทำไม นี่ข้าทำผิดอะไรเนี่ย แค่เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้เฉยๆ เองนะ” ท่านองครักษ์ประท้วงใหญ่

 

 

“ข้าจะมีความสุขอยู่คนเดียวแล้วปล่อยให้น้องข้าระทมใจได้ยังไง เจ้านี่”

 

 

“ข้ารู้ๆ แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าซึมตามฟานี่ไปอีกคนนี่” ยูริเอื้อมมือตัวเองไปกุมมือของเจสสิก้าไว้อย่างทะนุถนอม สองสายตาสบประสานกันอย่างหวานซึ้ง

 

 

“เจ้าก็รู้ แผลใจไม่เคยปรากฏให้ใครเห็น มันบาดลึกและเป็นแผลเป็นอยู่นานกว่าแผลกายอยู่เสมอ ข้าไม่รู้จะช่วยฟานี่ยังไงดีเลยยูล”

 

 

“ความทุกข์มักแปรเปลี่ยนผกผันกับความรักอยู่เสมอ ยิ่งรักมากก็ยิ่งทุกข์มาก” ยูริที่กำลังนึกถึงเรื่องราวภาพความหลังนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา “เราสองคนต่างก็เคยพบเจอการสูญเสียคนที่เรารักเหมือนกัน แต่พอเวลาผ่านไปเราก็จะค่อยๆ ยอมรับและทำใจได้ เราจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายขอให้คนที่เรารักกลับคืนมา เราจะไม่ร้องขอเวลาที่ผ่านล่วงเลยให้ย้อนคืนอีกต่อไป เราจะเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้นและเลือกที่จะเก็บช่วงเวลาและความทรงจำดีๆ ที่เคยมีให้กันและกันนั้นตลอดไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างเอง”

 

 

ยูริโน้มหัวของคนรักมาพรมจูบลงกระหม่อมอย่างอ่อนโยน เจสสิก้าเองก็เชื่อเช่นนั้น ไม่ช้าก็เร็วทิฟฟานี่จะกลับมาเป็นน้องสาวคนเดิมของเธอแน่นอน

 

 

หลายวันต่อมา

 

 

คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่เจสสิก้ามัวแต่ทำงานในห้องทำงานจนดึกดื่น อันที่จริงมาเดนยังคงมีปัญหาที่รอการสะสางอีกบานตะไท ปัญหาเรื่องเด็กๆ กำพร้าพ่อแม่จากสงครามยังเป็นปัญหาที่เธอยังคิดหาวิธีแก้ไม่ตก ปัญหาความขัดแย้งในเอดูวีน แล้วไหนจะเรื่องการควบคุมการใช้เวทมนตร์เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคตอีก แถมหลายวันมานี้ยูลก็ไม่ได้ช่วยงานเธอเหมือนเช่นทุกวัน เพราะต้องไปปฏิบัติภารกิจนอกวังอยู่บ่อยๆ แค่นั้นยังไม่พอมาร์คัสยังแทรกการอบรมเรื่องการปกครองแผ่นดินชุดใหญ่ให้เธอในตารางงานอีกตั้งหลายชั่วโมง

 

 

ดีๆๆ ใช้งานกันเข้าไป นี่เธอเป็นราชินีแห่งมาเดนจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้

 

 

“พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้ากลับห้องเองได้” เจสสิก้าหันไปบอกทหารองครักษ์และนางข้าหลวงร่วมสิบชีวิตด้านหลังเมื่อเดินออกมาถึงสวนหน้าปราสาทชั้นหนึ่ง นี่ก็ดึกมากแล้วพวกเขาควรกลับห้องหับไปนอนกันได้สักที เอาแต่ตามเธอต้อยๆ มาทั้งวันน่าเบื่อแย่ อีกอย่างเธอก็มีพลังพอตัวไม่มีใครมาทำอะไรเธอได้หรอก ทว่าทุกคนยังคงอึกอัก คำว่าหน้าที่มันค้ำคออยู่สินะ

 

 

“พวกเจ้าจะขัดพระราชเสาวนีย์แห่งองค์ราชินี? ถ้างั้นเลือกเอาแล้วกันว่าคืนนี้จะกลับไปนอนที่ห้อง หรือจะไปนอนที่คุก”

 

 

เท่านั้นแหละบรรดาทหารองครักษ์และนางข้าหลวงก็รีบขอบพระทัยแล้วทูลลาองค์ราชินีกันใหญ่

 

 

“คนพวกนี้นี่นะ” เจสสิก้าได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา

 

 

อันที่จริงเจสสิก้าว่าจะกลับไปพักที่ห้องตัวเองเลย แต่พอมานึกดูแล้วเธอน่าจะไปดูทิฟฟานี่ก่อนนอนสักหน่อยน่าจะดีกว่า สองเท้าที่กำลังก้าวเดินจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังสวนฝั่งห้องนอนของทิฟฟานี่แทน แต่เมื่อเธอกำลังจะขึ้นบันไดเข้าปราสาทไป หางตาก็ปรายไปเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้

 

 

“ขนนก?” เจสสิก้าก้มหยิบขนนกสีดำขนาดใหญ่ขึ้นมาเพ่งมองด้วยความสงสัย ก่อนจะนึกถึงใครบางคนที่มีปีกเหมือนขนนกลักษณะอย่างนี้ ใครบางคนที่น้องสาวฝาแฝดของเธอเอาแต่พร่ำเพ้อหาว่าเค้าคนนั้นมาหาเธอทุกค่ำคืน

 

 

“สิก้าข้าฝันอีกแล้ว... ข้าฝันว่าแทยอนมาหาข้า แล้วแทยอนก็จูบลงมาที่หน้าผากของข้า ข้ารู้สึกเหมือนแทยอนยังอยู่ใกล้ๆ ข้า ยังไม่หายไปไหน”

 

 

เจสสิก้านึกย้อนไปถึงเรื่องราวความฝันที่ทิฟฟานี่เคยเล่าให้ฟัง ก่อนจะกำขนนกในมือแน่นด้วยความโกรธถึงขีดสุด สิ่งที่น้องสาวของเธอเล่าไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริงอย่างแน่นอน เจ้าของขนนกสีดำนี้ต้องเป็นแทยอนแน่ๆ

 

 

แล้วทำไมแทยอนถึงไม่กลับมาหาทิฟฟานี่ เอาแต่ปล่อยให้น้องสาวของเธอทุกข์ตรมขมขื่นจนไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่แล้ว

 

 

“แทยอนนะแทยอน!

 

 

เจสสิก้ายืนหลบรออยู่ในตัวปราสาทนานสองนาน นานจนเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจที่รอแทยอนออกมาจากห้องน้องสาวเธอ จนกระทั่งเสียงกระพือปีกดังขึ้นเหนือระเบียงห้องนอนของทิฟฟานี่ พร้อมกับการปรากฏตัวของคนที่เธอคาดเดาไว้ไม่มีผิด

 

 

“แทยอนจริงๆ ด้วย” เจสสิก้ากัดฟันพึมพำเสียงเบา

 

 

แต่แทยอนที่เธอเห็นไม่ได้มีผมสีดำสนิทอีกต่อไป เส้นผมสีทองสว่างล้อแสงจันทร์เป็นประกาย จนดูราวกับว่าเป็นคนละคน

 

 

“หน็อย จะหนีไปไหน” ทันใดนั้นสายพลังสีขาวก็พุ่งเข้าขวางทางแทยอนทันที ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นตาข่ายคลุมไว้ทั้งตัว เมื่อปีกสีดำใหญ่ไม่สามารถกระพือบินต่อไปได้ ร่างนั้นจึงตกลงบนพื้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่เจสสิก้าเนรมิตขึ้นมาตามแรงโน้มถ่วง แล้วตาข่ายนั้นก็สลายไปเหลือไว้เพียงเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นโรยลงบนพื้นอย่างช้าๆ

 

 

“สิก้า!” แทยอนเบิกตากว้างอย่างตกใจ ก่อนจะเหยียดกายลุกขึ้นแล้วเอ่ยทักทายหญิงสาวสูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างเป็นทางการ

 

 

“ทรงสบายดีใช่มั้ยราชินีเจสสิก้า” แต่ดูเหมือนว่าคำเอ่ยทักทายนั้นจะฟังแสลงหูองค์ราชินีไม่น้อย หญิงสาวจึงสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วตบหน้าเข้าอย่างแรง

 

 

“นี่สำหรับน้องสาวข้า!” ไม่ทันที่แทยอนจะได้หันหน้ากลับคืนมา เจสสิก้าก็ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกข้างของแทยอนอย่างแรงอีกครั้ง

 

 

“และนี่สำหรับคำพูดคำจาแสลงหูข้าเมื่อกี้!” เจสสิก้ากัดฟันกรอด

 

 

แทยอนทำเพียงเงยหน้าแล้วส่งยิ้มบางๆ ให้ราชินีเจสสิก้าอย่างไม่ถือโทษโกรธเคือง “หม่อมฉันมาหาพระขนิษฐาของพระองค์...” ไม่ทันที่แทยอนจะพูดจบเจสสิก้าก็ตัดฉับขึ้นมาก่อน

 

 

“คนกันเองไม่ต้องมากพิธีอะไรหรอกเจ้าหญิงแทยอน” ราชินีเจสสิก้าสวนกลับทันที ลองฟังดูเองบ้างเถอะว่าถ้าใช้คำพูดแบบนี้กับคนที่เราคุ้นเคยมาก่อน มันจะดูห่างเหินกันสักแค่ไหนกัน

 

 

“ไม่ได้หรอก มันจะเป็นการหมิ่นพระเกียรติองค์ราชินี แล้วอีกอย่างหม่อมฉันก็เป็นแค่คนธรรมดา อย่าได้เรียกหม่อมฉันเช่นนั้นอีกเลย” เจสสิก้าแค่นเสียงหัวเราะ พร้อมกับใช้ดวงตาคมกริบปรายมองแทยอนไปทั้งตัว

 

 

“คนธรรมดาที่ไหนเค้ามีปีกแบบเจ้ากันไม่ทราบ” แทยอนชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร “เอาล่ะ ข้าไม่ได้อยากเสียเวลาเท่าไหร่หรอกนะ เพราะช่วงนี้เวลานอนเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับข้ามาก เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า...”

 

 

“เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน” เจสสิก้าถามไปตรงๆ

 

 

“ทำแบบไหน? ข้าไม่เข้าใจ”

 

 

ยัง ยังมาตีหน้ามึนอยู่อีก เจสสิก้าคิดในใจอย่างหงุดหงิด “ก็ทำให้ตัวเองเหมือนตายหายไปจากชีวิตน้องสาวข้า ทั้งๆ ที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ไง ปล่อยให้น้องข้านอนร้องไห้น้ำตาแทบไหลเป็นสายเลือดทุกค่ำคืน กินไม่ได้ นอนก็หลับไม่เต็มตา ไม่พูดไม่จากับใครเอาแต่เก็บตัวซึมเศร้าอยู่ในห้องทั้งวันทั้งคืน เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรอแทยอน เจ้าเห็นน้องข้าเป็นอะไร ยังเป็นคนที่เจ้ารักอยู่หรือเปล่า”

 

 

“...” แทยอนได้แต่นิ่งเงียบ

 

 

“เจ้าจะย่ำยีหัวใจน้องข้าให้แหลกสลายไปเลยใช่มั้ยแทยอน เจ้ามันคนใจร้ายสิ้นดี!”

 

 

“ข้าไม่ใช่คน ข้ายังเป็นปีศาจเจ้าก็เห็นอยู่” แทยอนกระพือปีกเบาๆ ให้อีกฝ่ายเห็นว่าปีกสีดำใหญ่ของตัวเองยังไม่หายไปไหน “ครั้งหนึ่งข้าเห็นพวกชาวบ้านเดือดร้อนข้าจะเข้าไปช่วย แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็คือวิ่งหนีข้าแทบเป็นแทบตาย พวกเขากลัวข้าเพราะข้าเป็นปีศาจ ข้าเป็นลูกของปีศาจ เป็นคนที่ทำให้ประชาชนของพวกเจ้ากลัว คนเช่นนี้หรอที่เจ้าอยากให้เป็นคู่ครองของน้องสาวเจ้า”

 

 

“ถ้าข้าเห็นชอบด้วยพวกเขาจะพูดอะไรได้” เจสสิก้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

 

 

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ยังเข้าไม่ถึงหลักการปกครองที่แท้จริง” แทยอนสวนกลับจนเจสสิก้าไปต่อไม่ถูก ก่อนจะอึกอักอยู่ชั่วครู่แล้วตอบๆ ไปว่า

 

 

“ไว้ข้าจะไปศึกษาเพิ่มก็แล้วกัน”

 

 

ความเงียบสงัดโรยตัวเข้าปกคลุมรอบบริเวณ จนกระทั่งแทยอนเอ่ยปากขอร้องเจสสิก้าขึ้นมา “ข้าขอร้อง อย่าบอกฟานี่เรื่องที่ข้ายังมีชีวิตอยู่เลย”

 

 

“ไร้สาระ!” เจสสิก้าพูดคำนั้นออกมาโดยไม่ต้องคิดทันที “เจ้าเป็นอะไรของเจ้าน่ะแทยอน มีแต่คนเค้าขอร้องเพื่อให้ได้รักกัน แต่เจ้ากลับขอร้องเพื่อให้จากกัน มิหนำซ้ำยังไม่ให้ข้าบอกกับฟานี่เรื่องที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่อีก เจ้าเคยเห็นใจหรือนึกที่จะสงสารน้องสาวข้าบ้างมั้ย”

 

 

“ทำไมข้าจะไม่รู้สึกล่ะ ในเมื่อทิฟฟานี่เป็นหัวใจของข้า เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าอยากรักษาเอาไว้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เลือดปีศาจในกายข้าจะไม่หลงเหลือแล้ว แต่รูปลักษณ์ภายนอกของข้ามันไม่ต่างจากปีศาจเลยด้วยซ้ำ ประชาชนของพวกเจ้าไม่มีวันปล่อยให้เจ้าหญิงผู้เป็นที่รักของพวกเค้ามาอยู่ร่วมกับข้าหรอก ข้าทำลายชีวิตบริสุทธิ์ไปมากเกินไป ถ้าเราสองคนลงเอยกันมาเดนจะต้องลุกเป็นไฟแน่”

 

 

“ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าได้มั้ย ทุกอย่างที่เจ้าทำไปในตอนนั้นเจ้าไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ” เจสสิก้าพยายามไม่ให้ตัวเองพูดออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด

 

 

“จะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม ทุกคนก็รับรู้กันหมดแล้วว่าข้าคือแทยอน เจ้าหญิงปีศาจคนนั้น”

 

 

“...” เจสสิก้ายังคงจ้องจิกแทยอนที่วันนี้งี่เง่าผิดปกติไม่วางตา แต่พอนึกแผนการบางอย่างขึ้นได้เจ้าหล่อนก็กระหยิ่มยิ้มก่อนจะแกล้งทำเป็นไม่พอใจดังเดิม

 

 

“เอาเถอะ ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับน้องข้าก็ได้” แทยอนมีสีหน้าที่ดีขึ้นมาเล็กน้อย “แต่มีสิ่งนึงที่ข้าอยากจะให้เจ้ารับปากสัญญากับข้า ว่าเจ้าจะคอยดูแลฟานี่ไม่ให้คลาดสายตา เจ้าจะทำได้มั้ยแทยอน”

 

 

“ข้าให้สัญญา”

 

 

แทยอนจากไปแล้วเหลือเพียงเจสสิก้าราชินีแห่งมาเดนผู้มากแผนการที่กำลังยืนยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ นัยน์เนตรสีน้ำตาลกลมโตฉายแววนึกสนุกจนอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ เพราะเธอจะได้เริ่มแผนการเปิดโปงแทยอนสักที

 

 

“พรุ่งนี้ได้รู้เรื่องแน่แทยอน”

 

 

เช้าวันต่อมา หลังจากที่เจสสิก้าตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าวันนี้มาร์คัสไม่อยู่ในวังจริงๆ  ทหารองครักษ์จำนวนไม่น้อยก็ถูกเรียกตัวเข้ามาในห้องทรงพระอักษรของราชินีเจสสิก้าเพื่อนัดแนะแผนการ เอ้ย แนวทางการปฏิบัติภารกิจสำคัญจนห้องขนาดใหญ่ดูเล็กไปถนัดตา จะลงมือตอนมาร์คัสอยู่วังไม่ได้หรอกมีหวังเธอได้โดนเฉ่งยกใหญ่แน่ แล้วไหนจะยูลกับเจ้าแองเจโล่อีก นี่ก็ตามติดเธอแจยิ่งกว่าอะไร จะปลีกตัวออกมาแต่ละทีก็ยากแสนยากแต่ก็ยังพออะลุ่มอล่วยได้

 

 

แล้วสรุปนี่เธอเป็นราชินีไม่ใช่หรือไง ทำไมเธอต้องกลัวคนพวกนี้ด้วยเนี่ย

 

 

“แผนการทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละ”

 

 

เมื่อบรรดาทหารองครักษ์ผู้จงรักภักดีได้รับฟังแผนการอย่างคร่าวๆ จากพระโอษฐ์ขององค์ราชินีผู้เป็นที่รักยิ่งแล้ว ทุกคนก็อยู่ในสภาวะไม่ต่างกันคือ...

 

 

ตาโต อ้าปากค้าง และตัวเกร็งอย่างกับถูกผีเข้า!

 

 

“แหม.. พวกเจ้าเป็นทหารองครักษ์ของข้าไม่ใช่หรือไง กับอีแค่ภารกิจโจรไอ้โม่งดักซุ่มกลางทาง แล้วแกล้งเล่นทำเป็นจับตัวข้ากับน้องสาวแค่นี้เอง ทำเป็นขี้ขลาดตาขาวไปได้”

 

 

ก็จริงอย่างที่องค์ราชินีรับสั่ง แต่พวกเกล้ากระหม่อมจะไม่หวาดกลัวเลย ถ้าบุคคลที่จะเข้ามาในแผนการนั้น ไม่ใช่เจ้าหญิงปีศาจแทยอน เจ้าหญิงแห่งความมืดผู้สร้างความวินาศสันตะโรให้แก่กองทัพของพวกเขามาก่อน

 

 

“งานนี้มีเจ็บตัวไหมองค์ราชินี” ทหารองครักษ์นายหนึ่งถามขึ้น เจสสิก้าจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำถามนี้

 

 

“เป็นคำถามที่ดี” เจสสิก้าเอ่ยชมเป็นอันดับแรก “แต่ปกติแทยอนก็ไม่ค่อยฆ่าใครหรอกถ้าไม่จำเป็น พวกเจ้าอย่ากังวลใจเลย”

 

 

ขีดเส้นใต้ประโยคที่ว่า ‘ไม่ค่อยฆ่าใครหรอกถ้าไม่จำเป็น’ ให้หนาๆ เลย พวกเกล้ากระหม่อมไม่กังวลใจเลย ฟังแล้วเหล่าทหารถึงกับลมจับเลยทีเดียว

 

 

“ถ้างั้นก็ตามนี้ พวกเจ้าไปเตรียมตัวกันได้แล้ว ที่เหลือข้าจัดการเอง”

 

 

ไม่ทันที่บรรดาทหารองครักษ์จะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งที่อยู่ภายในใจออกไป องค์ราชินีก็ทรงลุกขึ้นแล้วเสด็จไปยังทวารบานใหญ่ ก่อนจะทรงหันกลับมาหาพวกเขาพร้อมกับรับสั่งอย่างอารมณ์ดีว่า

 

 

“ขอให้โชคดีนะทุกคน”

 

 

“ฟานี่” เจสสิก้าเรียกหาน้องสาวฝาแฝดที่เอาแต่นั่งโศกเศร้าอยู่บนเตียงอย่างเหม่อลอย ดูสิ น้องเธอน่าสงสารขนาดนี้แทยอนยังทำร้ายกันได้ลงคอ ว่าแล้วเจสสิก้าก็โอบกอดน้องสาวจากด้านหลังมอบความรักให้น้องแทนเจ้าคนใจร้ายคนนั้นเสียหน่อย แต่ดูเหมือนว่ามันคงทดแทนกันไม่ได้ น้องสาวเธอถึงยังมีสีหน้าซึมกะทืออยู่เหมือนเดิม

 

 

“พี่หญิง มีอะไรหรอเพคะ” พูดจบคนเป็นพี่ก็รีบผละตัวออกก่อนใช้นิ้วดีดหน้าผากคนเป็นน้องดังเป๊าะ “หม่อมฉันเจ็บนะเพคะ”

 

 

“ใครสั่งใครสอนให้เจ้าพูดจาแบบนี้ฟานี่” เจสสิก้าแหวเข้าให้

 

 

เมื่อคืนก็แทยอนวันนี้ยังจะทิฟฟานี่อีก พอกันเลยสองคนนี้

 

 

สมกันยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก!

 

 

“ท่านผู้หญิงเพคะพี่หญิง ท่านผู้หญิงสอนขนบธรรมเนียมประเพณีชาววังให้หม่อมฉั...”

 

 

“คุยแบบธรรมดาเถอะ พี่ขอร้อง แบบนี้มันแสลงหู เจ้าเป็นน้องสาวพี่นะ เจ้าจะทำให้พี่โดดเดี่ยวเหมือนอยู่ในวังคนเดียวไปอีกคนหรือไง”

 

 

“แต่ท่านผู้หญิงบอกว่า...”

 

 

“ช่างท่านผู้หญิงเถอะ ตำแหน่งราชินีทุกวันนี้พี่ก็เกร็งจะแย่ จะต้องให้มาเกร็งตอนอยู่กับเจ้าอีกคนหรอ ทำงานว่าราชการประชุมโน่นนี่นั่นแต่ละวันก็เหนื่อยแสนเหนื่อย พอมาหาน้องน้องก็วางตัวทำตัวห่างเหิน เจ้าไม่สงสารพี่สาวเจ้าหรือไง พูดเหมือนเดิมกับพี่เถอะ นะๆ”

 

 

“ก็ได้ ถ้าพี่ต้องการอย่างนั้น”

 

 

“อย่างนั้นแหละ น้องสาวใครหว่าน่ารักที่สุด” เจสสิก้าหยิกแก้มทั้งสองข้างของทิฟฟานี่เบาๆ

 

 

“แล้วพี่มานี่ มีอะไรหรือเปล่า”

 

 

“หนีเที่ยวกัน” เจสสิก้าพยักพเยิดใบหน้ารัวๆ แถมดวงตาสีน้ำตาลกลมโตยังละทิ้งมาดแห่งการเป็นราชินี กลายเป็นลูกแมวน้อยขี้อ้อนโดยสมบูรณ์แบบ

 

 

“ได้ไง วันนี้ถ้าข้าจำไม่ผิด พี่มีออกว่าราชการตอนสาย ไหนจะตอนบ่ายที่ต้องไปประชุมกับ...” ไม่ทันพูดจบเจสสิก้าก็แทรกขึ้นมาอย่างอดน้อยอกน้อยใจในชีวิตตัวเองไม่ได้

 

 

“โหย เจ้าก็อีกคนหรอเนี่ย ทำไมในพระราชวังแห่งนี้ไม่มีใครเข้าใจข้าเลย ประชาชนทำงานกันยังมีวันหยุด แล้วดูข้าสิข้าเป็นถึงราชินีแห่งอาณาจักรมาเดนเลยนะ แต่มาร์คัสกลับวางตารางงานแน่นเอี๊ยดใช้ข้าทำงานงกๆ ทุกวัน ส่วนยูลกับแองเจโล่ก็คอยตามประกบข้าทุกฝีก้าว นี่ข้าอุตส่าห์หนีคนพวกนั้นมาได้แล้ว เจ้ายังจะไล่ให้ข้ากลับไปทำงานอีก รู้งี้ให้เค้าแต่งตั้งเจ้าเป็นราชินีแทนข้าก็ดี”

 

 

ความเล่นใหญ่นี้หาได้มีใครเกิน เจสสิก้าเลยแกล้งออดอ้อนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทิฟฟานี่ก็โอนอ่อนยอมตามใจพี่สาวในที่สุด

 

 

“ก็ได้ๆ แต่ไปแค่แป๊บเดียวนะ”

 

 

“ขอบพระทัยเพคะ เจ้าหญิงทิฟฟานี่ หม่อมฉันดีใจที่สุดในโลกเลย” ราชินีเจสสิก้าล้อเลียนน้องสาวใหญ่

 

 

จากนั้นเจสสิก้าจึงพาทิฟฟานี่ไปเปลี่ยนองค์ทรงเครื่องให้ดูเหมือนหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ ก่อนจะลากน้องสาวฝาแฝดไปที่ห้องสมุดในปราสาทจองจำแล้วใช้ตรารัชทายาทปลดล็อกสลักจนประตูอุโมงค์ค่อยๆ เปิดออก

 

 

ทั้งคู่หายเข้าไปในนั้นแล้วโผล่ออกมาอีกทีนอกอุโมงค์ ซึ่งเป็นตลาดขนาดกลางที่ห่างไกลจากพระราชวังมาเดนอยู่พอสมควร

 

 

“สู่อิสรภาพ!” เจสสิก้าเหยียดแขนขึ้นบิดไปมา

 

 

ทิฟฟานี่ไม่ได้ออกนอกห้องนอนตัวเองมานานเท่าไหร่แล้วใครๆ ก็รู้ การได้เปลี่ยนบรรยากาศมาข้างนอกแบบนี้ทำให้น้องสาวฝาแฝดของเธอมีสีหน้าที่ดีขึ้นมากทีเดียว แม้เจ้าหล่อนจะยังคงยิ้มแบบเฝื่อนๆ ให้เธอ แต่นั่นก็ถือว่ามากพอแล้วสำหรับการเป็นพี่สาวคนหนึ่งที่พยายามทำให้น้องสาวมีความสุข เจสสิก้าเอื้อมมือไปจับมือทิฟฟานี่ไว้แล้วยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

 

 

“พร้อมมั้ย”

 

 

“อื้อ” ทิฟฟานี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ

 

 

วันนี้กลายเป็นวันแห่งความสุขของทิฟฟานี่อีกครั้ง และเจสสิก้าเองก็ดูตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งที่ได้พบเห็นไปหมด ทั้งคู่เดินเล่นอยู่ในตลาดตั้งแต่เช้า สาย และเริ่มจะบ่ายคล้อย เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ตามประสาหญิงสาวชาวบ้านทั่วๆ ไป

 

 

แต่เดินดูข้าวของร้านรวงที่ขายเต็มสองข้างทางอย่างเพลินตาไปได้สักพักใหญ่ๆ ทั้งสองคนก็ต้องหันหลังหลบขบวนทหารม้าที่ควบผ่านหน้าร้านขายผ้าไปอย่างสุดฤทธิ์ ก็จะไม่ให้หลบได้ยังไง เพราะหนึ่งในนั้นคือมาร์คัสที่เพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจตรวจตราความเรียบร้อยนอกพระราชวังน่ะสิ

 

 

“ไหนยูลบอกว่าวันนี้มาร์คัสจะไม่อยู่วัง แล้วนี่มันอะไรกัน” ราชินีเจสสิก้าผู้แสนซุกซนหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

 

 

เจ้าหญิงทิฟฟานี่เองก็สัมผัสได้ถึงความซวยในประโยคดังกล่าวของผู้เป็นพี่สาวได้ทันที จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออยู่ๆ ราชินีเจสสิก้ากลับหายไปจากปราสาทอย่างไร้ร่องรอย เธอไม่อยากจะคิดภาพความวุ่นวายหลังจากนี้เลย

 

 

“เรากลับกันดีมั้ยสิก้า ถ้ามาร์คัสรู้ขึ้นมานอกจากพี่จะถูกดุแล้ว พวกทหารองครักษ์ที่ต้องคอยติดตามพี่ตลอดเวลาต้องถูกลงโทษสถานหนักด้วยแน่ๆ”

 

 

เจสสิก้าหัวเราะแหะๆ พลางคิดในใจว่าอย่าห่วงเลย พวกทหารองครักษ์พวกนั้นก็ออกมาด้วยกันนั่นแหละน้องเอ๋ย เอาน่า ถึงพี่จะโดนมาร์คัสลงโทษ อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนโดนลงโทษด้วยกันอีกตั้งเป็นโขยง

 

 

“กินข้าวกันเถอะ นี่ก็จวนจะบ่ายคล้อยแล้ว ท้องพี่ยังว่างอยู่เลย” เจสสิก้าเฉไฉเปลี่ยนเรื่องเฉย

 

 

“แต่ว่าเรากลับไปกินข้าวที่วังก็ได้นี่” ทิฟฟานี่ค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่

 

 

“นั่นเจ้ากำลังใช้สายตาตำหนิพี่อยู่นะ” เจสสิก้ายู่ปากอย่างงอนๆ “แต่ถ้าพี่ไม่ได้กินตอนนี้ พี่คงไม่มีเรี่ยวแรงเดินกลับวังแน่ๆ เลยฟานี่” เจสสิก้าแกล้งทำตัวอ่อนปวกเปียกเกาะแขนออดอ้อนน้องสาว อีกทั้งคิ้วเรียวยังลู่ตกลง ส่วนหน้าตาก็ดูน่าสงสารที่สุด “กินข้าวกันก่อนนะ นะๆ”

 

 

“ถ้างั้นเรากินเสร็จปุ๊บกลับปั๊บเลยนะ” ทิฟฟานี่ยื่นข้อเสนอ

 

 

“ตกลงตามนั้น” เจสสิก้ายิ้มกว้างจนตาปิดสนิท “ป่ะ เราไปหาข้าวกินกันเถอะ เอาร้านไหนดีฟานี่ ร้านนั้นก็น่ากินว่ามั้ย ไม่ๆ ร้านโน้นน่ากินกว่า...”

 

 

เสียงเจื้อยแจ้วของทั้งสองคนโดยมีเสียงเจสสิก้าเป็นส่วนใหญ่ดังขึ้นตลอดทางที่เดินผ่านไป และดูเหมือนว่าองค์ราชินีจะลืมประเด็นหลักที่พาน้องสาวฝาแฝดออกมานอกพระราชวังไปเสียสนิท!

 

 

พวกทหารองครักษ์ที่แต่งตัวจัดเต็มจนกลายเป็นโจรไอ้โม่งห้าร้อยหกร้อยเจ็ดร้อยเลยได้แต่นั่งหาวตบยุงรอองค์ราชินีกับพระขนิษฐาผ่านมาทางนี้สักที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าองค์ราชินีจะทรงเล่นอะไร แต่ที่แน่ๆ กลับไปวังคราวนี้พวกเขาได้ถูกท่านมาร์คัสสั่งเฆี่ยนจนหลังหักแน่ๆ

 

 

“อิ่มจังเลย” เจสสิก้าเอามือตบพุงก่อนหาวอ้าปากกว้างหวอดๆ ออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร เป็นกิริยาที่หากท่านผู้หญิงได้มาพบเจอเข้าต้องกรีดร้องจนอกแตกตายเป็นแน่

 

 

“อาหารอร่อยมากเลยค่ะท่านป้า” ทิฟฟานี่บอกกับหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของร้านตามความจริง

 

 

“ขอบใจจ้ะแม่หนู ทางร้านของเราเนี่ยนะจะใช้แต่วัตถุดิบที่มีคุณภาพปรุงอาหารให้ลูกค้าเสมอมาจ้ะ” เจ้าของร้านตอบพร้อมรอยยิ้ม “ทั้งหมดยี่สิบซิลฟ์จ้ะ

 

 

ทั้งสองคนหุบยิ้มลงทันที ทิฟฟานี่ก็มองไปทางเจสสิก้า ส่วนเจสสิก้าก็ได้แต่ทำหน้าตาเหลอหลามองทิฟฟานี่กลับคืนไปเหมือนกัน เริ่มมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลในสายตาที่ส่งมาของพี่สาว ทิฟฟานี่กวาดมองอาหารมากมายบนโต๊ะพลันน้ำลายก็หนืดคอไปหมด ความเงิบงันฉายชัดขึ้นบนใบหน้างดงามของราชนิกุลทั้งสองพระองค์ และแม่ค้าเจ้าของร้านก็ดูเหมือนจะจับพิรุธนั้นได้

 

 

“อย่าบอกนะว่าไม่มีเงินจ่าย...”

 

 

“...” สองพี่น้องได้แต่กะพริบตามองกันปริบๆ เท่านั้นแหละก็เหมือนฟ้าวิปโยคลงกลางโต๊ะเสวยของเจ้าหญิงทิฟฟานี่และองค์ราชินีเจสสิก้าแห่งมาเดน

 

 

“หน้าตาผิวพรรณก็ดีแต่กลับกลายเป็นพวกต้มตุ๋น กินของข้าแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ เห็นร้านข้าเป็นโรงทานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือยังไงกัน หา!

 

 

“ช่วยเบาเสียงหน่อยได้มั้ยท่าน” ราชินีเจสสิก้าเอานิ้วชี้แตะปากพร้อมกับส่งเสียง ชู่ววว รู้สึกอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เพราะตอนนี้ผู้คนต่างมองมาที่เธอและน้องสาวกันเป็นตาเดียว

 

 

ก็ปกติเวลาไปไหนมาไหนก็จะมีคนคอยติดตามตลอด เธอเคยพกเงินติดตัวซะที่ไหนกันเล่า สงสารก็แต่ทิฟฟานี่ต้องพลอยมาติดร่างแหไปด้วย

 

 

“อายรึ ดี ข้าจะประกาศให้คนเค้ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองไปเลย” เจ้าของร้านเดินฉับๆ ไปหน้าร้านก่อนประกาศเสียงดัง “เจ้าข้าเอ๊ย มาดูสินี่ ผู้หญิงอะไรหน้าตาผิวพรรณก็ดี๊ดี แต่กลับกลายเป็นพวกต้มตุ๋น กินของข้าแล้วไม่ยอมจ่ายเงินไปเสียได้ มาดูๆ มาดูหน้าพวกนางกันเร็ว ใครได้ไปเป็นเมียก็ขอให้ประสบพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ อย่าได้ลืมตาอ้าปาก...”

 

 

“นี่ท่าน!” เจสสิก้าร้องขึ้นมาก่อน นี่แช่งกันขนาดนี้ป่านนี้ยูลไม่จามจนเป็นไข้หวัดใหญ่ไปแล้วหรือไง เรื่องร้ายๆ กับผีอะไร มีเมียเป็นราชินีไม่ดีตรงไหนยะ!

 

 

ทิฟฟานี่ตัดสินใจอยู่นานสองนาน ก่อนจะแกะสร้อยข้อมือที่ตัวเองใส่ติดตัวมาตลอดยัดลงในมือของเจสสิก้า “ข้าว่าสร้อยข้อมือเส้นนี้น่าจะเพียงพอสำหรับค่าอาหารทั้งหมดนะสิก้า” เจสสิก้าตาโตทันที ราคามันมากกว่าอาหารมื้อนี้ซะอีก

 

 

“ไม่ได้ๆ นั่นเป็นของสิ่งเดียวที่เจ้าเอาไว้ดูต่างหน้าแทยอนไม่ใช่หรือยังไง”

 

 

เจสสิก้ารู้แก่ใจดีว่าสร้อยข้อมือนี้ มีความสำคัญต่อทิฟฟานี่มากเพียงใด มันเป็นสร้อยที่แทยอนได้ให้ทิฟฟานี่ไว้เป็นของหมายหมั้นแต่งงานไม่ใช่หรอ

 

 

ทิฟฟานี่นิ่งไปชั่วครู่ “แต่ว่ามันจำเป็น”

 

 

“พี่ขอบใจเจ้ามากนะ พี่รู้ว่าของสิ่งนี้มีคุณค่าทางใจกับเจ้ามากแค่ไหน เจ้าเก็บมันไว้กับตัวเถอะฟานี่ พี่ว่าพี่จะลองไปเจรจากับเจ้าของร้านดู”

 

 

“พอดีว่าพวกข้าลืมเอาเงินมา ขอผัดผ่อนค่าอาหารครั้งนี้ไปก่อนได้มั้ย ไว้คราวหน้าข้าจะจ่ายคืนให้ท่านสิบเท่าเลยอ่ะ” เจสสิก้าทำใจดีสู้เสือยื่นข้อเสนอแบบที่ตัวเองนั้นขาดทุนสุดๆ ไปให้ แต่เจ้าของร้านกลับไม่ได้ฟังกันเลย

 

 

“หน็อย... ข้าวมื้อเดียวยังไม่มีปัญญาจะจ่าย แล้วบอกทีหลังจะมาจ่ายคืนให้สิบเท่า คิดต่อรองหาทางเอาตัวรอดให้ตัวเองไปอีก มุกนี้ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว ไปเลยนะ ไปที่กระโจมหลังร้านเลย อยู่ล้างจานช่วยข้าจนกว่าจะเก็บร้านเดี๋ยวนี้!

 

 

และแล้วเจ้าหญิงทิฟฟานี่ผู้ครอบครองดาบแห่งแสงกับองค์ราชินีเจสสิก้าผู้ปกครองมาเดน ก็ต้องมานั่งจุ้มปุ๊กล้างจานอยู่หน้ากะละมังที่เต็มไปด้วยถ้วยชามจานช้อนมากมาย เป็นสภาพที่อนาถแค่ไหนถามใจดู และทันใดนั้นเองเจสสิก้าก็ได้ยินเสียงหัวเราะของทิฟฟานี่เป็นครั้งแรกในตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา

 

 

“ตลกจริงๆ” ทิฟฟานี่ขำไม่หยุด “คนนึงเป็นถึงเจ้าหญิง ส่วนอีกคนเป็นถึงราชินีแต่ต้องมานั่งล้างจานเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าอาหาร รู้ถึงไหนได้อายถึงนั่น”

 

 

เจสสิก้าเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน “เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเก็บเรื่องนี้เป็นสุดยอดความลับระหว่างเราสองคนเลยนะ ถ้ามาร์คัสกับยูลรู้เข้าข้าต้องโดนหัวเราะเยาะเย้ยไปชั่วลูกชั่วหลานแน่ๆ”

 

 

แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ความสุขเริ่มกลับมาหาทิฟฟานี่ทีละนิด อย่างน้อยการได้ออกมาข้างนอกก็สามารถทำให้ทิฟฟานี่ลืมความโศกเศร้าที่มีอยู่ไปได้ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าหล่อน แสดงให้เห็นว่าทิฟฟานี่น้องสาวฝาแฝดของเธอคนเดิมกลับมาแล้ว

 

 

หลังจากที่ราชินีเจสสิก้าและเจ้าหญิงทิฟฟานี่ช่วยเจ้าของร้านอาหารล้างจาน ไปจนถึงช่วยเก็บร้าน เก็บโต๊ะ เก็บเก้าอี้จนเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เป็นอิสระในที่สุด สองพี่น้องคุยเล่นกันอย่างเพลิดเพลินตลอดทางที่จากมา ทว่าดวงตะวันที่ฉายแสงสว่างอยู่บนท้องนภาใกล้ลาลับขอบฟ้าเต็มที

 

 

เจสสิก้าลืมแผนการที่ตัวเองวางไว้ซะดิบดีไปเสียสนิท!

 

 

“แย่แล้ว...” ป่านนี้พวกทหารองครักษ์ไม่รอเธอเก้อแล้วหรอเนี่ย

 

 

ทิฟฟานี่ก็ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วเหมือนกัน “ป่านนี้มาร์คัสต้องกำลังตามหาตัวพี่แทบพลิกแผ่นดินแล้วแน่ๆ”

 

 

“นั่นเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด!” เจสสิก้าหันไปคว้ามือน้องสาวให้รีบวิ่งกลับไปยังทางเข้าอุโมงค์ซึ่งอยู่ไกลจากทางนี้ลิบลับด้วยกันอย่างรีบร้อน

 

 

แต่แล้วก็มีกลุ่มโจรไอ้โม่งประมาณสิบคนโผล่พรวดออกมาจากป่าพงดงไม้จนทั้งสองคนพี่น้องหวีดร้องตกใจ

 

 

“จะรีบวิ่งไปไหนกันจ๊ะน้องสาว ไปกับพี่ก่อนมั้ย” หนึ่งในพวกโจรเอ่ยขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะร่วนของพวกมันที่เหลือที่ทำท่าจะเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เจสสิก้าเลยดึงทิฟฟานี่มาอยู่ข้างหลังตัวเองแล้วจิกจ้องอย่างไม่ไว้ใจ

 

 

“จุ๊ๆ อย่ากลัวพี่เลย”

 

 

เอ๊ะ! หรือโจรห้าร้อยพวกนี้จะเป็นทหารองครักษ์ที่เธอนัดแนะให้มาสร้างสถานการณ์เมื่อเช้า แต่แหมทำไมเล่นสมบทบาทกันจัง แต่ละคนนี่มีดาบมีอาวุธติดมือกันครบครันกันเลยทีเดียว เห็นทีกลับไปต้องย้ายหน่วยงานให้ไปอยู่กองสันทนาการงานพระราชพิธีแทนเสียแล้ว

 

 

“อย่าทำอะไรพวกข้าเลยนะ ข้ากับน้องสาวมียายพิการต้องดูแลอยู่ที่บ้าน ได้โปรดท่านอย่าทำอันตรายพวกข้าเลย” เจสสิก้าตีบทแตกในทันใด แถมยังทำท่าหวาดกลัวจนตัวสั่นแบบโอเวอร์แอคติ้งอีก เล่นใหญ่จนทิฟฟานี่หันขวับอย่างแปลกใจ ราชินีผู้ปราบจ้าวปีศาจแต่กลับกลัวแค่โจรกระจอกงอกง่อย!

 

 

“ใครสนกันล่ะ” มันตอบพร้อมหัวเราะเสียงดังก่อนจะเข้ามาจับแยกทั้งสอง ทิฟฟานี่จึงปล่อยพลังกระแทกพวกโจรจนกระเด็น เจสสิก้าอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าทิฟฟานี่จะจริงจังขนาดนี้ สงสารก็แต่พวกทหารคงจุกไปตามๆ กัน

 

 

“มันมีเวทมนตร์!” หนึ่งในนั้นตะโกนบอก

 

 

“ช่วยไม่ได้ พวกเจ้าเล่นแรงก่อนนะสาวน้อย เจอนี่หน่อยเป็นไง!” ฉับพลันก็มีแหขนาดใหญ่หว่านลงมาที่ทั้งสองคน แล้วประจุไฟฟ้าก็วิ่งปราดไปทั่วร่างทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ชั่วขณะ “ไงล่ะ เจอแหวิเศษของข้า สิ้นฤทธิ์กันแล้วใช่มั้ย”

 

 

“นี่มันอะไรกันเนี่ย!” เจสสิก้ามองค้อนพวกโจรแล้วพยายามแกะแหออกจากตัว “นี่มันผิดแผนไปหมดแล้วนะ ข้าไม่เล่นด้วยแล้ว พาข้ากับน้องสาวข้ากลับวังเดี๋ยวนี้”

 

 

เจสสิก้าเริ่มหงุดหงิด ก่อนออกคำสั่งอย่างเคยตัว โดยหารู้ไม่ว่ากลุ่มโจรที่ตนกำลังเจรจาด้วยไม่ใช่ทหารองครักษ์ที่เตี๊ยมกันมา แต่พวกมันคือโจรป่าจริงๆ!

 

 

“วัง? ไม่มีวังอยู่แถวนี้หรอกจ้ะน้องสาว มีแต่วิมานรักของเรา” พวกมันส่งเสียงหัวเราะกันเกรียวกราวจนเจสสิก้าเริ่มผิดสังเกต บรรดาทหารองครักษ์ของเธอไม่มีทางทำตัวจาบจ้วงหยาบคายกับเธอและน้องสาวแบบนี้แน่ๆ

 

 

“พวกเจ้าไม่ใช่ทหารองครักษ์ของข้า?” เจสสิก้าถามอย่างตรงไปตรงมา

 

 

“องครักษ์? ก็ไม่ใช่น่ะสิ” ทันทีที่ได้ยินคำตอบเจสสิก้าก็อ้าปากตาโตค้างอย่างตกใจ “จับพวกนางไปซะ”

 

 

“ไม่! ไม่ได้นะ พวกเจ้าจับตัวพวกข้าไปไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ช่วยพวกข้าด้วย!” เจสสิก้ากับทิฟฟานี่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเสียงดังลั่นป่า

 

 

“กลางป่ากลางเขาเช่นนี้ไม่มีใครได้ยินพวกเจ้าหรอก ป่ะ ไปขึ้นสวรรค์กับพวกพี่ซะดีๆ”

 

 

ในขณะที่สองพี่น้องหมดหวังคิดว่าคงไม่มีใครมาช่วยตัวเองกันแล้ว ทันใดนั้นลมหอบใหญ่ก็พัดโหมรุนแรงเข้ามา แต่พวกโจรก็ยังคงพยายามฉุดกระชากทั้งคู่ไม่ร้างลา หารู้ไม่ว่านั่นคือคำเตือนสุดท้ายจากเจ้าหญิงปีศาจผู้ใช้ปีกบดบังเงาตะวัน จนแสงสว่างยามสนธยาเลือนหายไปราวกับต้องอาเพศ กลุ่มโจรฉกาจได้แต่ยืนตัวสั่นเงยหน้าอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง

 

 

“ปีศาจ!” พวกโจรตะโกนออกมาในที่สุด ทั้งหมดซอยเท้าหนีหัวซุกหัวซุนอย่างไม่คิดชีวิต แต่แล้วก็ต้องยั้งฝีเท้าเบรกจนหน้าเกือบทิ่มพื้นดินเนื่องด้วยขาทั้งสองข้างถูกพลังทะมึนรัดไว้จนขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้

 

 

แหวิเศษสลายหายไปแล้ว เหลือเพียงแต่สองพี่น้องที่มองมายัง ปีศาจ ตัวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนโลกด้วยความตะลึงงัน โดยเฉพาะทิฟฟานี่ที่เอาแต่จ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา ราวกับกลัวว่าหากกะพริบตาแล้วคนตรงหน้าจะวับหายไปกับสายลม ดวงตาคู่สวยสั่นระริกพร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อท้นล้นขึ้นมาจนภาพของคนรักเลือนพร่าไปหมด

 

 

ข้ากำลังฝันอยู่หรือเปล่า

 

 

เจ้าคือแทยอนของข้าจริงๆ ใช่มั้ย

 

 

“ข้าจะถามอีกครั้งว่าทำไมทหารองครักษ์องค์ราชินีอย่างพวกเจ้าถึงได้ออกมาอยู่ข้างนอกแบบนี้” ยูริตีหน้าขรึมถามพวกทหารเสียงเข้ม

 

 

ก็จะไม่ให้ทำอย่างนั้นได้ยังไง พอเธอกลับไปถึงวังก็เจอมาร์คัสอาละวาดหัวเสียใหญ่ มาร์คัสรู้จากเจ้าแองเจโล่มาว่าเจสสิก้าออกไปเที่ยวเล่นนอกวังตามอำเภอใจอีกแล้ว ทั้งที่มาร์คัสก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าการออกไปแบบนั้นมันเสี่ยงอันตรายหากไม่มีทหารองครักษ์คอยอารักขาคุ้มกันที่หนาแน่นพอ แถมครั้งนี้ยังพาทิฟฟานี่ออกมาด้วยอีก เจสสิก้านะเจสสิก้า ซนจนได้เรื่องจริงๆ

 

 

“องค์ราชินีทรงมีแผนการบางอย่าง...” องครักษ์คนหนึ่งผู้ขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

 

 

“แผนการอะไร?” ยูริถามหน้านิ่ง ในขณะที่ทหารองครักษ์กำลังจะอ้าปากตอบเสียงตะโกนคำว่า ปีศาจ ก็ดังไปทั่วบริเวณ

 

 

แล้วทันใดนั้นเองกลุ่มทหารองครักษ์ผู้สวมชุดไอ้โม่งก็เคลื่อนพลมายังป่าอีกฟากอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยท่านองครักษ์ยูริผู้ที่ได้ยินเสียงตะโกนร้องคำว่า ‘ปีศาจ’ ของใครบางคนออกมาแต่ไกล แต่ใครจะไปนึกถึงว่าปีศาจที่เธอไม่คาดคิดว่าจะอยู่ตรงนี้ที่สุด กลับมาปรากฏตัวให้เห็นเต็มๆ สองตา อยู่ๆ สองขาที่เคยมั่นคงแข็งแรงของยูริก็อ่อนยวบยาบราวกับคนเป็นโปลิโอลงทันใด

 

 

“ชิบหายแล้ว ผีไอ้แท ได้โปรดอย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย คนก็อยู่ส่วนคน ผีก็อยู่ส่วนผี ข้ากับสิก้าจะดูแลฟานี่เอง เจ้าไม่ต้องห่วงนะแทยอน ไปสู่สุขติไปที่ชอบๆ เถอะ เพี้ย ง... อั่ก!” เจสสิก้าวิ่งทั่กๆ เอาศอกมากระทุ้งท้องยูริให้อย่างจัง

 

 

“อะไรกันเนี่ย!” ยูริกำลังจะโวยวายใส่องค์ราชินีแห่งมาเดนแต่พอเห็นพวกทหารหันมาทำตาโตตกใจใส่ ท่านองครักษ์ก็ต้องรีบเปลี่ยนคำพูดตัวเองใหม่ทันที

 

 

“...หม่อมฉันเจ็บนะองค์ราชินี” เจ้าตัวได้แต่ทำตาขวางใส่พลางเอามือกุมท้องเพราะจุกไปหมด

 

 

องค์ราชินี!!! พวกโจรนี่หูผึ่งตัวสั่นอย่างกับจับไข้เลยทีเดียว ใครจะคิดกันล่ะว่าองค์ราชินีจะทรงโปรดปรานการเสด็จประพาสป่าเช่นนี้

 

 

แล้วอีกคนนั่นอย่าบอกนะว่าเป็นพระขนิษฐาฝาแฝดขององค์ราชินี...

 

 

ชิบหายแล้ว จะโดนประหารเจ็ดชั่วโคตรก็คราวนี้...

 

 

“เงียบๆ หน่อยได้มั้ย เห็นมั้ยคนเค้ากำลังซึ้งกันอยู่” เจสสิก้าพูดเสียงลอดไรฟันพร้อมกับหยิกแขนคนรักจนเนื้อเขียวปั๊ด ยูลนี่ไม่เคยจะรู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเค้าเอาเสียเลย

 

 

“โอ๊ย เจ็บๆๆๆ ตะ.. แต่ว่าแทยอนเป็นผีนะ”

 

 

“ผีที่ไหนมีเงากันเล่า แทยอนยังไม่ตาย โอเค? เงียบๆ ได้แล้ว”

 

 

ทิฟฟานี่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยจ้องมองภาพคนรักของตนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา มีเพียงเส้นผมยาวเหยียดที่เคยเป็นสีนิลเช่นเดียวกับดวงตาอบอุ่นอ่อนโยนคู่นั้น ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองทองสว่างแปลกตา ทว่าอย่างอื่นที่เป็นแทยอน ก็ยังเป็นเหมือนเช่นแทยอนคนเดิม

 

 

‘แทยอน ใช่แทยอนจริงๆ ใช่มั้ย’ ทิฟฟานี่เอ่ยถามคำถามเดิมๆ กับตัวเองภายในใจ น้ำตาที่เอ่อท้นขอบดวงตาค่อยๆ ไหลรินลงมาช้าๆ

 

 

แล้วทันใดนั้นแทยอนก็เป็นผู้ตอบคำถามทุกอย่างที่วนเวียนอยู่แต่ในหัวของทิฟฟานี่ไม่ออกไปไหน ด้วยการมอบจุมพิตแสนหวานลงบนริมฝีปากบางของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลและอบอวลไปด้วยกลิ่นแห่งไออุ่นรักของทั้งคู่อยู่เนิ่นนาน ก่อนที่ทิฟฟานี่จะเป็นฝ่ายผละตัวออกมาก่อน

 

 

“บอกข้าที... ว่าข้าไม่ได้ฝันไป”

 

 

ทิฟฟานี่เอ่ยถามคนรักเสียงเบาหวิวพร้อมกับน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหลสักที นิ้วเรียวของแทยอนจึงค่อยๆ เช็ดน้ำตาที่กำลังไหลรินของคนรักอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ใบหน้าเรียบนิ่งจะเผยรอยยิ้มแสนอบอุ่นออกมา แล้วดึงร่างบางเข้าไปกอดปลอบด้วยความรู้สึกผิด ที่ก่อนหน้านี้เอาแต่คิดถึงตัวเองฝ่ายเดียว โดยไม่คิดถึงหัวใจของทิฟฟานี่ว่าจะบอบช้ำและเจ็บปวดมากเพียงใดหากขาดเธอไปในชีวิต

 

 

“เจ้าไม่ได้ฝันไปฟานี่” แทยอนกะพริบตาถี่พยายามห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา “ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้าแบบนี้ไม่หนีไปไหนอีก จะอยู่ตรงนี้เพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าชั่วนิจนิรันดร์”

 

 

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของทิฟฟานี่ในอ้อมกอดของแทยอนดังก้องไปทั่วบริเวณ แม้กระทั่งเจสสิก้ากับยูริรวมถึงบรรดาทหารองครักษ์ยังอดซาบซึ้งกับภาพความรักของคนสองคนเบื้องหน้าไม่ได้ น้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกมาด้วยความปิติยินดี จนกระทั่งเสียงหนึ่งได้เอ่ยทำลายบรรยากาศขึ้นมา

 

 

“เอ่อ ข้ามีเรื่องสงสัยนิดหน่อยน่ะ ข้าเห็นเจ้าถูกดาบแทงทะลุกลางอกซะขนาดนั้น แล้วนี่เจ้ารอดมาได้ยังไงกันแทยอน” เสียงนั้นจะเป็นเสียงของใครไม่ได้เลยนอกจากยูริ เจสสิก้าเลยแหวเข้าให้

 

 

“นี่ก็ถามอะไรไม่ได้ดูเวล่ำเวลาเลย” เจสสิก้ากลอกตามองบน

 

 

แต่ยูริหาได้แคร์ไม่ซ้ำยังดึงเจ้าหล่อนมากอดเหมือนอีกคู่บ้าง ก่อนจะกระซิบลงที่ข้างหูเบาๆ

 

 

“ชนักความผิดติดหลังของพระองค์ก็มากโขอยู่เชียวนา อย่าทรงลืมไปสิ” ดวงตาของท่านองครักษ์เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แถมน้ำเสียงยังชวนให้เจสสิก้ารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนจะเป็นไข้ให้ได้ “ไหนจะทรงโดดงาน หนีเที่ยว แถมยังถูกโจรจับได้อีก โดยเฉพาะอย่างหลังนี่ถ้ามาร์คัสรู้เข้าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ว่าไงล่ะ มีอะไรจะทรงแก้ตัวมั้ยราชินีเจสสิก้าแห่งมาเดน”

 

 

“ครั้งนี้คงไม่” เจสสิก้าถูกยูริต้อนจนจนมุมในที่สุด

 

 

“กลับถึงวังเมื่อไหร่ หม่อมฉันคิดบัญชีลงโทษองค์ราชินีโทษฐานที่ทำให้หม่อมฉันร้อนรนใจจนจะเป็นบ้าตายชุดใหญ่แน่” เจสสิก้ายอมยกธงขาวสงบปากสงบคำในที่สุด ยูริจึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้แทยอนเล่าทุกสิ่งทุกอย่างซะที

 

 

“ข้าเคยตายมาสองครั้งแล้ว...” แทยอนเปรยขึ้น “แต่ที่ข้าฟื้นคืนกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งก็เพราะจุมพิตจากเจ้าหญิงภูตหิมะ” แทยอนมองไปยังทิฟฟานี่ ก่อนจะเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เราได้พบเจอกันเป็นครั้งแรก หลังจากเรืออับปางลงในทะเลจนร่างไร้ลมหายใจของเธอถูกคลื่นซัดลอยมายังชายฝั่ง ก่อนที่เธอจะถูกทิฟฟานี่จุมพิตจนกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

 

“ว่ากันว่าจุมพิตจากเจ้าหญิงภูตหิมะจะสามารถฟื้นคืนชีพร่างไร้วิญญาณของคนที่ตัวเองรักได้ก่อนตะวันตกดิน ตำนานว่ามาอย่างนั้นแต่เห็นจะจริงก็คราวนี้ มิน่าล่ะข้าถึงใช้ได้แค่พลังเวทมนตร์หิมะอย่างเดียว ที่แท้เราสองคนฝาแฝดก็แบ่งพลังภูตหิมะไปคนละครึ่งนี่เอง” เจสสิก้าพูดขึ้น

 

 

ในขณะที่ยูริยังคงช็อกค้างกับคำว่า ‘เคยตายมาสองครั้งแล้ว’ ของแทยอน เคยตายมาสองครั้งแล้ว งั้นก็เท่ากับว่า เป็นผีมาสองครั้งแล้ว...

 

 

“แล้วเจ้าหายไปไหนมา รู้มั้ยว่าข้าคิดถึงเจ้าแทบขาดใจ รู้มั้ยว่าข้ า... อื้อ” คำพูดตัดพ้อของทิฟฟานี่ทั้งหมดกลืนหายลงไปในลำคออีกครั้ง เนื่องจากริมฝีปากอิ่มของอีกฝ่ายบดเบียดเข้ามาอย่างอ่อนโยนแทนคำขอโทษทั้งหมดที่มี

 

 

“อย่าร้องไห้เลยนะคนดี ข้าไม่ไปไหนแล้วไง” แทยอนมองหญิงสาวในอ้อมแขนที่เอาแต่กอดเธอแน่น

 

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าเทียวบินกลับไปกลับมาระหว่างคาร์นกับมาเดนอยู่บ่อยๆ ไม่เหนื่อยหรือยังไง” เจสสิก้าถาม

 

 

“ทำไมเจ้ารู้?” แทยอนทำหน้าตกใจอย่างปิดไม่มิด

 

 

ราชินีเจสสิก้าไหวไหล่หน้าตาย “มีอะไรที่ข้าอยากรู้แล้วไม่ได้รู้บ้างล่ะเจ้าหญิงแทยอน อ๊ะ! ไม่ใช่แล้วสิ องค์ราชินีแทยอนแห่งอาณาจักรคาร์น”

 

 

“หมายความว่ายังไง” ทิฟฟานี่มองแทยอนอย่างไม่เข้าใจ แทยอนหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่างชัดอีกครั้ง

 

 

“หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ตัวของข้าก็อยู่ที่ปราสาทแห่งอาณาจักรคาร์นเสียแล้ว อีกทั้งชาวคาร์นที่เคยแตกแยกอพยพไปอยู่ที่อื่นเมื่อหลายปีก่อน ก็เริ่มหวนกลับคืนมาสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองหลังสงครามสิ้นสุด แต่ว่าพวกเค้ายังคงไร้ที่พึ่ง ข้าที่เป็นเชื้อพระวงศ์คนสุดท้ายแห่งอาณาจักรจึงถูกพวกเค้าแต่งตั้งขึ้นเป็นราชินีแห่งคาร์นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” แทยอนสบลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของทิฟฟานี่ที่ตอนนี้คราบน้ำตาได้แห้งเหือดหายไปหมดแล้ว

 

 

“ไปอยู่ที่คาร์นกับข้าได้มั้ย”

 

 

ทิฟฟานี่นิ่งอึ้งไปหลายสิบวินาที ก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกขวยเขิน จนกระทั่งแทยอนเชยคางเจ้าหล่อนขึ้นมาสบสายตากันอีกครั้งหนึ่ง

 

 

“ราชินีของข้า..ไปอยู่กับข้านะ” ทั้งสองประสานสายตากันเนิ่นนานและในที่สุดทิฟฟานี่ก็เป็นฝ่ายหลบตาแทยอนก่อนอีกครั้ง

 

 

“ข้าก็ไม่รู้ว่าพี่สาวข้าจะอนุญาตหรือเปล่า” ทิฟฟานี่เอ่ยอ้างพี่สาวเป็นการใหญ่ แทยอนถึงได้หันไปส่งสายตาอ้อนพี่สะใภ้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็นประกายแวววาว ส่วนเจสสิก้าก็ได้แต่แค่นเสียงหัวเราะออกมา

 

 

“แหมๆ ทีตอนพวกเจ้าหมายหมั้นจะแต่งงานกันด้วยสร้อยข้อมือเส้นนั้น ไม่เห็นจะมีคำเชิญชวนให้พี่ไปเป็นสักขีพยานสักคำ แล้วนี่ยังต้องให้พี่อนุญาตอีกหรอ ทำเป็นเล่นตัวไปได้น่าทิฟฟานี่”

 

 

“สิก้าล่ะก็” ทิฟฟานี่เลยหน้าแดงแจ๋เข้าไปใหญ่

 

 

“แต่งงานกับข้านะ” แทยอนถามขึ้นอย่างมีความหวังอีกครั้ง

 

 

“แต่งเลย แต่งเลย แต่งเลย แต่งเล ย...” คราวนี้พวกโจรไอ้โม่งเลยส่งเสียงเชียร์กลบเกลื่อนความผิดกันใหญ่ เจสสิก้าเลยหันขวับพร้อมกับตวัดนัยน์ตาดุๆ ไปจิกมองจนกระทั่งเสียงเชียร์นั้นค่อยๆ เงียบลงจนเงียบกริบ

 

 

“ไม่ต้องมาทำเป็นตลกกลบเกลื่อนเลยเจ้าพวกโจรห้าร้อย ข้าจะขึ้นบัญชีดำชื่อพวกเจ้าไว้ให้หมด จากนั้นพวกเจ้าอยากทำอาชีพสุจริตอะไรก็ทำไป แต่ถ้าพวกเจ้ากลับไปเป็นโจรฉุดผู้หญิงอีกล่ะก็... ข้าจะสาปพวกเจ้าให้กลายเป็นน้ำแข็งให้หมดเลยคอยดู!” ไม่ว่าเปล่า ราชินีเจสสิก้ายังปล่อยไอเย็นออกมาขู่ให้พวกโจรรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกไปจนถึงกระดูกสันหลังอีก

 

 

โอ... แค่นี้องค์ราชินีก็ทรงมีพระเมตตาต่อพวกข้ามากแล้ว

 

 

“สรุปว่า...” แทยอนยังคงคะยั้นคะยอถามอีก ทีนี้ทิฟฟานี่เลยพยักหน้าลงอย่างเขินอาย

 

 

“แต่งก็ได้”

 

 

เสียงเฮลั่นยินดีจากกองเชียร์ดังขึ้นรอบทิศทาง แทยอนคว้าทิฟฟานี่มากอดไว้ด้วยความปลื้มปริ่มที่ฉาบเต็มภายในหัวใจ ยูริเองก็อุ้มเจสสิก้าขึ้นมาแล้วพาหมุนไปมาอย่างดีใจด้วยเช่นกัน แต่เหมือนคนอุ้มจะสนุกอยู่คนเดียวยังไงยังงั้น

 

 

“ยูล หยุดเดี๋ยวนี้นะ ยูล! ข้าเวียนหัว”

 

 

“แล้วเราล่ะสิก้า” ยูริหยุดหมุนตัวก่อนเงยหน้าถามหญิงสาวที่ตนกำลังอุ้มอยู่ เจ้าหล่อนเลยหัวเราะออกมา ก่อนเอียงอายมองไปทางแทยอนกับทิฟฟานี่ที่รอลุ้นคำตอบอย่างใจจดใจจ่อแล้วหันกลับมาหาเธอดังเดิมพร้อมกับเอ่ยว่า

 

 

“ยังต้องแต่งอีกหรอ เราเลยเถิดกันไปขั้นไหนไม่รู้ต่อขั้นไหนแล้วนะ”

 

 

“อะฮ้า!” เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศทาง ราชินีเจสสิก้าลืมตัวไปสนิทว่ายังมีคนนอกอยู่แถวนี้อีกร่วมยี่สิบชีวิต ใบหน้างดงามจึงร้อนผ่าววูบวาบอย่างเขินอาย

 

 

“ข้าไม่ได้ถามเรื่องแต่งงาน” ยูริชี้แจง

 

 

“นี่! นี่เจ้าแกล้งข้าอีกแล้วหรอ ปล่อย ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้เลย” เจสสิก้าทั้งตีทั้งทุบไหล่ยูริแก้เขินปนโมโห

 

 

“หน็อย... มาหลอกให้ข้าพูดเรื่องน่าอายออกมา แล้วก็ทำให้ข้าหน้าแตกเพล้งไปได้ อย่าอยู่เลย!” แต่ไม่ว่าเธอจะจิกข่วนยูริแรงแค่ไหนเค้าก็ยังอุ้มเธอไว้ไม่ปล่อยลงสักที

 

 

“ข้าไม่ได้ถามเรื่องแต่งงาน แต่ข้าหมายถึงเรื่องลูก เราจะมีลูกกันเมื่อไหร่กันดี” เจสสิก้าหยุดตียูริทันใด

 

 

“ให้ตายเถอะ สองคนนั้นเค้ามาแรงกว่าเราอีกอ่ะฟานี่ เราจะยอมไม่ได้นะ” แทยอนบอกกับทิฟฟานี่ที่อยู่ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมา “เรามีลูกแฝดกันเลยดีมั้ย รับรองชนะสองคนนั้นขาดลอยแน่นอน”

 

 

ทิฟฟานี่หัวเราะเสียงเบาก่อนเออออตามคนรัก “ถ้าเจ้าสามารถก็แล้วแต่เจ้าเลยแทยอน”

 

 

“ข้าสามารถอยู่แล้วล่ะ เชื่อใจข้าได้เลย” แทยอนยิ้มกรุ้มกริ่ม พร้อมกับทำหน้าหื่นใส่อีกฝ่าย ทิฟฟานี่เลยได้แต่เบือนหน้าหนีอย่างเขินๆ ไปทางคู่ของเจสสิก้ากับยูริอีกครั้งนึง

 

 

“ว่ายังไงล่ะสิก้า เมื่อไหร่ดี เทวดานางฟ้าตัวน้อยๆ รอมาเกิดเป็นลูกของเราอยู่นะ” ยูริถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเจสสิก้าเงียบไป ไม่นานนักรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามขององค์ราชินีเจสสิก้าอย่างมีเลศนัย

 

 

“งั้นก็เริ่มตั้งแต่คืนนี้ไปเลยเป็นไง” สิ้นเสียงเจสสิก้า เสียงเฮลั่นจากกองเชียร์ทั้งฝ่ายทหารองครักษ์และกองโจรกลับใจก็ดังขึ้นรอบทิศทางอีกครั้งหนึ่ง

 

 

ในที่สุดความสุขสมหวังก็หวนกลับคืนสู่ทุกคน จากตำนานมหาสงครามเล่าขานมาแต่โบราณกาล กลายเป็นตำนานปาฏิหาริย์ความรักยิ่งใหญ่จวบจนชั่วฟ้าดินสลาย ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยลอยลับขอบฟ้า จากทิวาผันเปลี่ยนเป็นราตรี จากราตรีเปลี่ยนผันเป็นทิวา หมุนเวียนเปลี่ยนแปรฤดูกาลไปไม่สุดสิ้น แต่ความรักนี้จะยังคงอยู่ไม่แปรเปลี่ยน

 

 

... ชั่วนิจนิรันดร์ ...

           

 

_____________________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

ใครจะใจร้ายทิ้งให้ฟานี่อยู่คนเดียวได้ลงคอกันล่ะ > <

สำหรับตอนนี้ปาไปตั้ง22หน้าเอสี่ (คิดว่าทุกคนน่าจะชอบ55)

ก็หวังว่ารีดเดอร์ทุกคนจะอ่านกันอย่างเต็มอิ่ม

และปลื้มปริ่มกับโมเม้นน่ารักๆของสองพี่น้องแล้วก็คู่พระนางเรานะคะ

แต่แบบใจหายมาก ไม่อยากให้จบเลยอ่ะค่ะ ทำไงดี ติ๊กต็อกๆๆๆ

ก็เปิดเรื่องใหม่สิคะรออะไร ใช่ค่ะเค้าไปเปิด GEMINI ทิ้งไว้เมื่อนานมาแล้ว 555

ซึ่ง ฟิค GEMINI เป็นภาคต่อของ The Miracle แหละอิอิ (แต่ขอพักสักระยะแล้วเดี๋ยวอัพ55)

แล้วก็มีหลายคนทายถูกด้วยว่ายัยหนูเยริเป็นลูกสาวของยูลสิก ว่าแต่ยัยหนูจะมาทำอะไรน้า

เจอกันได้ในตอนพิเศษแบบกรุบกริบๆ เดี๋ยวว่างๆเค้ามาลงให้นะคะ

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาถึงวันนี้

ทั้งคนที่คอยเม้นให้กำลังใจกันตลอดตั้งแต่ฟิคเรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีคนอ่าน

ทั้งคนที่คอยติดตามอ่านแบบห่างๆอย่างห่วงๆว่าเมื่อไหร่อิไรท์เตอร์คนนี้จะมาอัพสักทีฟร่ะ 55

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนจากใจจริงๆค่ะ

เพราะถ้าไม่มีคนอ่านนักเขียนก็คงเขียนต่อไปไม่ได้ :D


 

 


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

747 ความคิดเห็น

  1. #740 creamcr (@creamcr) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 4 กันยายน 2561 / 20:48
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆแบบนี้คับไรท์ รอเรื่องต่อไปอยู่น้า&#128516;
    #740
    0
  2. #738 Moomin10 (@Jeeja10) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 12:26
    เป็นฟิคเนื่องแรกเลยที่ดำเนินเนื้อเรื่องได้สนุกมาก มีปมหลายอย่างให้ชวนติดตาม เราเอาแต่อ่านฟิตของไรท์ จนไม่ได้เล่นเกมมาหลายวันแล้ว ตามอ่านอยู่ 3-4 วัน สนุกมากค่ะ ชอบด้วย ทำให้นึกถึงหนังคล้ายๆฟิคที่ไรท์แต่ง ไรท์บรรยายได้ดีนะคะ เวลาอ่านทำให้นึกภาพออกมาได้ชัดเจนเลยทีเดี๋ยว
    #738
    1
    • #738-1 Moomin10 (@Jeeja10) (จากตอนที่ 64)
      2 เมษายน 2561 / 12:46
      ลืมอีกเรื่องค่ะ การใช้คำราชาศัพท์ หลายคำเลยที่เราไม่รู้จัก แต่ไรท์ก้ทำให้เราได้รู้ สู้ๆเด้อ
      #738-1
  3. #704 reira (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 00:42
    แต่คู่ยุนซอน่าจะแฮปปี้เหมือนกันป่ะ^^ เดาล้วนๆๆ
    #704
    1
    • #704-1 Forget Me Not (@mew-katchy) (จากตอนที่ 64)
      27 สิงหาคม 2560 / 21:07
      ไม่แฮปปี้ล้าว น้องซอไปล้าวค่า~~
      แต่มีคนใหม่มาดามใจยุนอานะ ที่ฟิคGEMINI(เป็นฟิครุ่นลูกนะคะ)
      #704-1
  4. #703 reira (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 00:39
    ให้ซอฟื้นได้มั้ยอ่ะ สงสารพี่ยุนTT เเต่มันคงเป็นไปไม่ได้ฮือออ เเต่คู่ยูลสิกนี่เเรงเเซงแทนี่มากไปมั้ย555
    #703
    0
  5. #631 Somebay (@Somebay) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 21:08
    ตอนแรกนึกว่าจะจบแบบbad ending น้ำตาคลอตั้งแต่ตอนที่แทยอนกลายเป็นปีศาจจนถึงตอนสุดท้ายเลยเนี้ยยย เป็นแฟนตาซีแทนี่ที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลย แต่จบแบบนี้ก็ดีแล้วน้อ~
    #631
    0
  6. #616 ♪•ImprovisE•♫ (@bleach028) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:17
    กรี๊ดดดดดดดด จบแฮปปี้ ดีใจ 55555555
    ตอนนี้ก็เหลือแต่ยุนอาละเนอะ เศร้าจนแต่งชุดดำทุกวัน
    ซูซันนี่ไปสปาร์คกันตอนไหน กลับเอดูวีนไปทำอะไรน้าาาา
    ยูลสิกก็มาแรงแซงทางโค้ง ยอมค่ะ ปล่อยคู่นี้ไป
    เรามาโฟกัสคู่แทนี่ดีกว่า อิอิ ว่าแต่ชาวคาร์นไม่กลัวแทกันเลยหรอ
    เป็นถึงเจ้าหญิงปีศาจมาก่อนเชียวนะ แต่ช่างมัน ตอนนี้แทไม่มีเลือดปีศาจละ
    แถมเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งคาร์นด้วย อิอิ แต่น่าตี ไม่ยอมมาหาฟานี่ ปล่อยให้ซึมตั้งนาน
    รับผิดชอบด้วยการมีลูกแฝดเลยนะ 55555555
    รออ่านเรื่อง Gemini ต่อนะคะ I Ghost U ด้วย อยากอ่านผีพี่แท ^^
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ ตามมานานมาก เป็นอีกฟิคที่เรามารออ่านทุกวัน
    ถึงช่วงหลังๆ จะติดงานจนไม่ได้อ่านตั้งแต่วันที่ไรท์อัพบ้างก็เถอะ
    เฮ้อ ใจหายจัง ฟิคจบแล้วจริงๆ T T รออ่าน special เน้อ
    #616
    0
  7. #615 BOWSONE9 (@BOWSONE9) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:14
    แทนี่ ยูลสิก มาแล้วว ว่าไงซูซัน ยอมหรอ ยุน(ซอ) ว่าไงไรท์ให้น้องหายไปแบบนี้ไม่ได้น่ะ สงสารพี่ยุนมัน
    #615
    0
  8. #614 leekumi (@leekumi) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:31
    เมนยูลสิก นะ แต่ก็ฟินกับคู่แทนี่มากๆ
    รอเยริ และรอลุ้นยุนอาจะมีอะไรมาดามใจ ไรค์เล่นฆ่าทั้งซอฮยอน ทั้ง คริสตัน ซะหมดจิ้น รอลุ้นยุนอา นะ นะ
    #614
    0
  9. #613 nj_yulyulk (@zatan543) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:33
    ดีใจที่แทยอนยังไม่ได้ตาย สงสารฟานี่มาก แต่เราก้เชื่อว่ายุนอาต้องมีคนดามใจอ่ะ สงสารมากกว่าฟานี่อีก จากคนกะล่อนไปมา พอได้รักใครแต่เค้ากลับจากไป ฮรืออออ คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆในตอนจบ เอาเป็นว่า รออ่านรุ่นลูกต่อนะค้าาา
    #613
    0
  10. #612 Serenity-TY (@Ty-first) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:09
    ตอนนี้ก็เหลือยุนอาแล้วสินะ หวังว่าจะมีใครเข้ามาทำให้หายเศร้าแล้วกลับมาเป็นคนร่าเริงอีกครั้ง

    ตอนแรกนึกว่าฟานี่จะได้อยู่คนเดียวจริงๆซะแล้วนะเนี่ยยย
    #612
    0
  11. #611 kittinla (@kittinla) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:04

    ในที่สุดแทยอน ก้อได้กลับมาหาฟานี่

    รักกันมากมายขนาดนี้ อย่าห่างกันไปไหนอีกนะ

    ได้อยุกันแบบแฮปปี้ไปตลอด ปลื้มปริ่มสุดสุด

    ฮาสิก้ามากอ่ะ คิดแผน แล้วตัวเองก้อลืม แล้วยังพาฟานี่ไปล้างจานอีก 555

    สมหวังกันแล้ว จริงๆอยากให้ยุนอาสมหวังด้วย อยากให้ทุกคนกลับมารวมตัว ผจญภัยด้วยกันอีก


    รอติดตามผลงานเรื่องต่อๆไปของไรท์นะคะ ^^



    #611
    1
    • #611-1 Forget Me Not (@mew-katchy) (จากตอนที่ 64)
      14 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:03
      เดี๋ยวก็มีคนมาดามใจยุนอา ไม่ต้องห่วงน้า~~
      #611-1