Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 6 : [ 04 ] อุณหภูมิของวิญญาณต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 543
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 เม.ย. 57

 
 
04.
อุณหภูมิของวิญญาณต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย

 

 

ท่านยมบาลครับ

ถึงท่านจะบอกให้ผมดูแลเด็กนี่ดีๆ แต่บางทีผมก็ว่ามันมีข้อจำกัดอยู่นะ

ถ้ามันตาย ผมไม่รับผิดชอบนะครับ บอกไว้ก่อนเลย

 

 

ถึงคุณยมบาล

ในนรกนี่ร้อนหรือเปล่าครับ ผมถามเฉยๆ ไม่ได้จะลบหลู่นะ

แต่ผมว่าวิญญาณนี่ก็ตัวเย็นดีเหมือนกัน

 

 

“เขี้ยว ย...หยุดก่อน... อื๊อ!

“เจ็บนิดเดียวน่า”

“แต่... แต่นั่นมันไม่นิด--- โอ๊ย---”

“ทนหน่อยสิครับ”

“อ๊ะ เดี๋ยว ย... อย่าจับตรงนั้น---”

 

“ไอ้เด็กนี่ก็บ่นจังเลยเฮ้ย ทำแผลเองเลยดีมั้ยครับคุ้ณ!

“ก็ไม่ได้ขอให้ช่วยนี่หว่า ไอ้บ้าเอ๊ย มือหนักยังกับควายแล้วยังจะมีหน้ามาว่าฉันซาดิสม์อีกนะ!!

 

พฤทธิ์กรี๊ดอัดผีได้นี่คงกรี๊ดไปแล้ว แต่กล่องเสียงไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไรเพราะเสียงแตกไปแล้วเรียบร้อย เลยเหลือแค่เสียงตะคอกด่าห้าวๆ ที่อัดใส่หน้าผีแทน และแน่ล่ะว่าฝ่ายที่โดนด่าคงไม่ยอมฟังง่ายๆ ตะปบหัวเขาได้ก็จิกเอาไว้ให้หันกลับมามองแล้วด่ากลับเสียงหงุดหงิด

“แต่ผมทนอนาถไม่ไหวโว้ย แผลคุณอยู่ข้างหลังแล้วจะทำเองยังไง!

“ก็บอกแล้วว่าอย่าจับหลังคอ จั๊กกะเดียมเฟ้ย!

“ก็แผลมันอยู่ตรงนั้น แล้วจะให้ผมจับตรงไหนวะ!

เถียงต่อไม่ออก คนเจ็บเลยหันไปสบถอะไรอุบอิบกับตัวเองแทนคนเดียว ปล่อยให้วิญญาณประจำตัวล้างแผลใส่ยาให้โดยไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก

มือเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งของกวินลูบจากหลังคอไปตามบ่า พฤทธิ์สะดุ้งสุดตัว

“ว้อย บอกว่าอย่าลูบ!

“เฮ้ย นิ่งๆ น่า แผลนี้ใหญ่สุดแล้วนะ อีกนิดเดียวผมว่าได้เย็บแน่” นั่น โดนดุเลย “อย่าขี้สำออยนักเลยน่ะ ทำยังกับว่าไม่ค่อยได้มีเรื่องกับคนอื่นยังงั้นแหละ”

“ก็ไม่ค่อยมีไงว้อย ฉันเลิกตีคนมาตั้งแต่ขึ้น ม.ปลาย แล้ว!

คราวนี้กวินเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ

“คำให้การจากไอ้เด็กเปรตที่ตอบรับคำท้าดวล น่าเชื่อถือมาก”

“มันเล่นมาสไตล์นั้น ถ้าไม่รับคำท้าก็ยืดเยื้อสิวะ เดี๋ยวมันก็ดักตีหัวข้างทางอยู่ดีนั่นแหละ” อีกฝ่ายสวนกลับเสียงห้วนๆ เหลือบมองเขาเหมือนจะเหยียดหยัน “ไอ้พวกนี้ไม่สั่งสอนซะบ้างก็ไม่รู้สึก”

“กร่างมาก”

“ฉันแค่ไม่อยากมีปัญหาต่อ ผิดรึไงวะ!

ไม่ผิด เพราะกวินคิดว่าถ้าเป็นเขาตอนอายุเท่ากันก็คงพุ่งเข้าชนกับปัญหาด้วยวิธีนี้เหมือนกันแหละ แต่พอมองจากสายตาคนที่โตกว่าแล้ว วิญญาณหนุ่มก็อดคิดไม่ได้ว่าตรรกะแบบนั้นมันงี่เง่าฉิบหาย

“จริงๆ สภาพแวดล้อมบ้านคุณก็ดี อะไรก็ดีนะ” กวินถอนหายใจพลางหยิบผ้าก๊อซขึ้นมาปิดแผลให้ “ทำไมใจแตกได้”

“โว้ย! ไม่ได้ใจแตก แค่เกิดมาหน้าชั่ว โอเคมั้ย!” คนโดนกล่าวหาแยกเขี้ยววับ น้ำเสียงชักหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว “ฉันทำอะไรกับหน้าฉันไม่ได้นี่หว่า ตอน ม.ต้น จู่ๆ ก็โดนพวกรุ่นพี่เพ่งเล็ง เขาต่อยมาฉันก็ต้องสวนสิวะ จะปล่อยให้โดนรุมตีนตายรึไง”

นัยน์ตาสีหมอกจางๆ ของร่างวิญญาณสบเข้า มองลึกลงมา แต่ครั้งนี้พฤทธิ์ไม่เสหลบไปเหมือนรอบก่อนๆ ที่มักจะขนลุกทุกครั้งที่สบตากันตรงๆ แลเห็นแววที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่กวินเคยเห็นในดวงตาของใครสักคน

“อ้าว แล้วที่บอกว่าคุณสั่งเจ้าพ่อของโรงเรียนได้ล่ะ”

“เฮ้ย ไอ้ครามมันตามฉันมาเอง แต่ก่อนมันง่อยจะตาย โดนต่อยทีเดียวสลบไปสามวัน” เสียงที่เล่าคราวนี้ฟังดูดีขึ้นหน่อย ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรอีกแล้ว “ฉันถือโอกาสเลิกยุ่งกับวงการนี้ตอนย้ายโรงเรียนมา แต่ครามมันไม่เลิก ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วฉันก็ไม่ได้สั่งให้มันเอากฎที่ฉันตั้งสมัยก่อนมาใช้ซะหน่อย”

กวินหัวเราะหึๆ ในลำคอ เด็กนี่ยอมรับกันตรงๆ เลยแฮะว่าเคยเป็นหัวโจกมาก่อน

“รามือแล้วไม่มีคนมาแก้แค้นเลยรึไง” เขาถามในฐานะนักเลงเก่าที่เคยมีอริมาท้าดวลบ่อยๆ ทั้งๆ ที่เลิกยุ่งกับเรื่องนี้ไปนานแล้ว พฤทธิ์ยักไหล่ ก่อนจะแอบสะดุ้งเมื่อมันกระเทือนไปถึงแผล สบถเบาๆ กับตัวเองก่อนตอบ

“ก็มีบ้าง แต่ช่างมัน ถ้าหนีได้ฉันก็หนี หนีไม่ได้ก็ต่อย”

“แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเลิกได้”

พฤทธิ์หันมาสบตาด้วยอีกครั้ง ตีหน้าปุเลี่ยนแปลกๆ แล้วยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ ไล่ลามไปถึงรอยแผลถลอกที่กำลังแสบๆ ชาๆ ไปหมด

“ไม่รู้สิ” เด็กหนุ่มตอบแค่นั้น “พ่อฉันไม่ชอบล่ะมั้ง”

คำตอบผิดคาด ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ กวินคงจะเผลอลมหายใจสะดุดไปแล้ว

 

 

แผลของพฤทธิ์ไม่ได้สาหัสสากรรจ์อะไร เรียกว่าน้อยมากด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับการตะลุมบอนแบบสิบสองต่อหก โดยมีเจ้าตัวเป็นแนวรบหลักที่เข้าคลุกวงในมากกว่าคนอื่นๆ ได้รอยถลอกมาที่หลังคอลากไปเกือบถึงบ่า รอยฟกช้ำตามใบหน้าเล็กน้อย และอีกมากมายตามแขนขา โชคยังดีที่เรื่องวันนั้นไม่มีใครจับได้ แก๊งเด็ก ม.4 กลุ่มนั้นก็หายหน้าไปจากสารบบชีวิตของอดีตหัวโจกไปโดยปริยาย ไม่รู้ว่ากลัวหรืออับอายขายขี้หน้าที่หมาหมู่ยังแพ้กันแน่

คุณมทนา แม่ของพฤทธิ์ดูตกอกตกใจมากที่วันนั้นลูกชายคนรองเดินกลับบ้านมาพร้อมสภาพดูไม่จืด แต่เจ้าตัวบอกปัดไปว่าบังเอิญเดินผ่านตรงที่เขากำลังตีกันอยู่เลยโดนลากไปด้วยแบบไม่ได้ตั้งใจ คนเป็นแม่ก็บ่นไม่ใช่น้อยหรอก หากสุดท้ายก็ปล่อยๆ ไปคล้ายจะถือว่าโตแล้ว จัดการปัญหาชีวิตเอาเอง

กวินยิ่งขัดใจ ลูกคุณหนูบ้านไหนเขาสอนกันแบบนี้

นี่ไม่เหมือนบ้านอัศวพงศ์ที่เขาเคยได้ยินมาตลอดทั้งชีวิตเลย

ฝั่งพฤทธิ์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมกวินชอบมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ทุกครั้งที่พูดกับพ่อแม่ แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร ตอนนี้เขามีอะไรให้สนใจมากกว่ากันนัก อย่างน้อยๆ ก็ไอ้แผลบนหลังคอที่มันระบมไปหมดนั่นล่ะ และมันกำลังจะลามไปถึงอย่างอื่นเสียด้วย

 

เย็นวันถัดมา เขาไขกุญแจบ้านอย่างค่อนข้างลำบาก เรียกให้สาวน้อยหนึ่งเดียวในบ้านละสายตาจากหน้าจอโทรทัศน์มามองได้

“อ้าว กลับมาแล้วเหรอเฮีย ไหนบอกจะไปกินข้าวกับพวกจ่อยไง”

“ไปมาแล้ว” เสียงตอบรับกลับห้วนๆ ก่อนจะตามมาด้วยกระเป๋านักเรียนที่ทิ้งโครมลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ พลินกะพริบตาปริบๆ มองตามคนเป็นฝาแฝดเดินจ้ำพรวดๆ ผ่านหน้าเธอเข้าไปในครัวอย่างสงสัย

“หงุดหงิดใครมาเหรอคะเฮีย”

“เปล่า”

คำตอบสั้นอีกเช่นเคย พลินมุ่นคิ้วเข้า ก่อนที่นัยน์ตาคู่กลมจะเหลือบไปเห็นยาแก้ปวดหัวสองเม็ดในมืออีกฝ่าย ส่วนพฤทธิ์เพียงยัดมันเข้าปากแล้วกรอกน้ำตาม ไม่ใส่ใจจะเอ่ยปากอธิบายอะไร

คราวนี้สาวเจ้าลุกเดินตามมา เอ่ยเสียงเด็ดขาด

“เฮียคะ มองหน้าหนู”

ไม่ว่าเปล่า เจ้าหล่อนหมุนใบหน้าพี่ชายฝาแฝดให้หันกลับมาสบด้วย และอย่างที่คาด... ใบหน้าดุๆ นั่นกำลังฉายแววอิดโรย ดูโทรมกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่มือบางจะเอื้อมไปแปะเข้ากับหน้าผากร้อนผ่าว แค่วินาทีเดียว แต่ก็เล่นเอาพลินถึงกับเบิกตากว้างได้

“เฮีย ไปทำอะไรมา ทำไมไข้ขึ้นสูงงี้อ้ะ!

“จะไปรู้เหรอ” พฤทธิ์ตอบเสียงแหบๆ แล้วมุ่นคิ้วเข้า “มองแบบนั้นทำไม เฮียกินข้าวแล้ว จะไปนอนแล้วด้วย ไม่ต้องบอกเว้ย”

“ดักคอหนู” พลินทำหน้ามุ่ยใส่ “พรุ่งนี้จะไปเรียนมั้ยคะ”

“ไม่ไป” คนป่วยยักไหล่พลางเดินตรงขึ้นไปชั้นสอง ก่อนจะชะงักนิดหนึ่งแล้วหันกลับมามองน้องสาว “แล้วฝากบอกครูให้ด้วย”

 

 

“คุณป่วยเป็นด้วยว่ะ อะเมซิ่ง”

เสียงแว่วมาตามลมทันทีที่พฤทธิ์ปิดประตูห้องนอน จริงๆ เขาเห็นอีกฝ่ายบ่นปวดหัวเจ็บคอมาตั้งแต่ตอนไปกินข้าวแล้วหากไม่ได้สนใจอะไรมาก ไม่คิดว่าจะป่วยจริงๆ แบบนี้ ส่วนเด็กหนุ่มตวัดมองไอ้ผีที่ลอยไปลอยมาข้างๆ ตาเขียวปั้ด ปากก็เอ่ยด่าออกไปทั้งๆ ที่เสียงก็แหบจะแย่

“หุบปากไปไอ้ส้นตีน”

“คนป่วยอะไรวะ ปากดีชิบเป๋ง” กวินแซวเสียงขบขัน แต่คนโดนแซวก็ไม่มีแรงพอจะทำอะไรมากไปกว่ามองหน้ามันด้วยสายตาดุๆ มือก็คว้าเสื้อผ้าแล้วเบนทิศไปยังห้องน้ำ

เสียอย่างเดียว คือมันเสือกหน้ามืดกะทันหัน

โลกพลันหมุนวูบไปจนเกือบล้ม หากยังไม่ทันจะได้ลงไปนอนวัดพื้น แขนของใครบางคนก็รั้งตัวเขาเอาไว้เสียก่อน ไอสัมผัสเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านมาตัดกับผิวกายเขาเองที่กำลังร้อนแทบไหม้ สัมผัสเย็นๆ ที่ทำให้เวียนหัว...

“เอ้า ใจเย็น เดี๋ยวก็ล้มหัวฟาดพื้นห้องน้ำตายห่าหรอกคุณ”

แต่คำพูดมันทำให้คันตีน

พฤทธิ์ได้แต่สบถกับตัวเองอยู่ในใจเพราะขี้เกียจจะออกแรงด่า นึกอยากเกลียดตัวเองขึ้นมารำไรเหมือนกันที่เกือบเคลิ้มไปกับไอเย็นๆ นั่น

กวินรั้งตัวคนไม่สบายให้กลับมาทรงตัวดีๆ พลางเหลือบมองใบหน้าที่เริ่มเรื่อไปด้วยพิษไข้ ก่อนที่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ เอื้อมมือเย็นเฉียบข้างนั้นไปทาบลงบนหน้าผากอีกฝ่ายแผ่วเบา

“เออ ผมไม่แกล้งก็ได้ ไปพักไป”

พฤทธิ์พยักหน้ารับ ก่อนจะปิดประตูห้องน้ำลง

ไม่มีชีวิต ไม่มีเลือดเนื้อ และไม่ได้อบอุ่นอย่างคนที่ยังหายใจ แต่พฤทธิ์ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเย็นแบบนั้นก็ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน...

 

 

“เฮ้ย คุณฤทธิ์ เป็นไงมั่งวะ”

มือเย็นๆ ที่เขย่าเบาๆ กับเสียงห้าวๆ คุ้นเคยที่ชวนให้กระหน่ำตีนใส่ปลุกให้เด็กหนุ่มตื่นขึ้น หากพฤทธิ์ยังไม่ยอมลืมตา เพียงแค่ส่งเสียงงึมงำในลำคอแล้วพลิกตัว มุดหน้าหนีไปกับหมอนใบนิ่มพลางตั้งท่าจะหลับต่อ ไม่ใส่ใจว่าตัวเองหลับมากี่ชั่วโมงแล้ว

กวินทำหน้าปวดไส้ติ่ง

“ไอ้คุณฤทธิ์ คุณกะจะไม่กินข้าวกินปลาเลยเหรอวะ เที่ยงแล้วนะเว้ย”

“ฉันจะหลับ”

พฤทธิ์ตอบเสียงแหบๆ ประโยคเดียว ก่อนจะคว้าผ้าห่มมาคลุมหัวแล้วมุดหนีหายไปเลย ปล่อยให้กวินกลอกตา สบถยาวเหยียดอย่างปลงสังเวช... เยี่ยม นี่ถ้าพี่แกนอนป่วยอยู่บ้านโดยไม่มีเขา ต้องได้ตายตามมาก่อนหมดวันแน่ เพราะทั้งบิดามารดาต่างก็ออกไปทำงานกันทั้งคู่ พลินก็ออกไปเรียน พวกคนรับใช้ในบ้านเองก็ไม่กล้าปลุกเพราะคุณฤทธิ์แกฤทธิ์มากสมชื่อ ได้แต่ทำโจ๊กทำข้าวต้มอะไรมาวางเอาไว้ให้บนห้องนอนอย่างห่วงๆ

กวินถอนหายใจยาวเหยียด จริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา และปกติเขาเองก็ไม่ชอบไปจุ้นวุ่นวายเรื่องคนอื่น แต่หลังจากคอยตามอยู่ใกล้ๆ มาได้เป็นเดือน เขาคงโดนอิทธิพลอะไรสักอย่างจากพฤทธิ์ที่ดึงดูดให้หันกลับมามอง แล้วจะทนปล่อยๆ ให้นอนไส้กิ่วไม่กินข้าวกินยาเขาก็ทำไม่ลง สุดท้ายก็เลยเอื้อมไปรั้งตัวอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมานั่ง

พฤทธิ์ส่งเสียงในลำคออย่างขัดใจ ดิ้นขัดขืนจะกลับไปนอนต่อ

“ไม่เอา เวียนหัว”

“เวียนหัวก็กินข้าวแล้วกินยาซะ เดี๋ยวค่อยนอนต่อ”

“ก็ฉันจะนอนตอนนี้---” พี่แกยังมีหน้ามาเถียง แถมยังทิ้งตัวแนบไปกับอ้อมแขนที่ประคองอยู่ พลางไซ้หัวไปกับไหล่กว้างเบาๆ เสียอีก “ปล่อยน่า... ปล่อยเซ่...”

น้ำคำแข็งกร้าว แต่น้ำเสียงกลับอ่อนจนแทบจะกลายเป็นอ้อนอยู่แล้ว กวินกลอกตาอีกรอบ ไม่รู้ว่าจะขำหรือรำคาญดีกับไอ้เด็กฤทธิ์มากที่ทำตัวสิ้นฤทธิ์ให้เขาเห็นเป็นครั้งแรก จนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมไปขยี้ผมอีกฝ่ายแรงๆ อย่างหมั่นไส้แล้วเอ่ย

“นั่งดีๆ น่ะ แม่บ้านเขาทำข้าวต้มไว้ให้แล้ว เอามากินเลย”

“ไม่อยากกิน” พฤทธิ์ยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างงัวเงีย พยายามทรงตัวเอาไว้ไม่ให้โงนเงน

“ไม่อยากกินก็แดกเข้าไปเหอะ จะได้กินยา แล้วจะหลับจะทำอะไรต่อก็เรื่องของคุณ”

“ยังไม่ได้แปรงฟัน”

“ก็ลุกไปแปรงสิวะ”

“ลุกไม่ขึ้น”

“งั้นก็อย่าแปรงเลยเหอะว่ะ” กวินสวนขวับ เล่นเอาพฤทธิ์บ่นอุบอิบอยู่ในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ เถือกไถไถลตัวเดินเข้าห้องน้ำไป แปรงฟันทำธุระอะไรเสร็จก็เดินเซๆ ไปหล่นแปะลงบนที่นอนเหมือนเดิม ร้อนจนกวินต้องลากพี่แกให้ลุกขึ้นมานั่งอีกรอบ ลากไปนั่งบนโต๊ะที่วางชามข้าวต้มเอาไว้

ไอควันกรุ่นๆ ม้วนตัวอยู่เหนือชามสีสะอาดตา พฤทธิ์อิดออดบ่นๆ ว่าร้อนอยู่สองสามคำแต่ก็ยอมตักกิน โดยมีผีหนุ่มคอยกำกับอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีสมเพชผสมขบขัน ก่อนที่เด็กหนุ่มจะยื่นชามข้าวต้มคืนให้แล้วโยนยาที่ถือติดขึ้นมาด้วยเข้าปาก ไม่หือไม่อือแล้วทิ้งตัวลงนอนต่อทันใด

กวินเลิกคิ้ว

“เขาว่ากินปุ๊บนอนปั๊บจะเป็นกรดไหลย้อนนะ”

“ไม่แคร์ว่ะ” พฤทธิ์สวนกลับเสียงแหบแห้งพลางมุดหน้าลงกับหมอน หลับตา “ปิดไฟให้หน่อย”

ไอ้เด็กนี่มันเห็นผีเป็นอะไร เบ๊ประจำตัว? ถ้าเป็นปกติก็คงด่าออกไปหรอก แต่กวินเห็นสภาพแบบนี้แล้วขำมากกว่าจะหงุดหงิดลง

“ครับๆ” กวินตอบรับเสียงขบขันพลางแวบตัวไปปิดไฟให้ตามพระบัญชา “เอาอะไรอีกไหมครับ คุณหนู

คำสุดท้ายแฝงน้ำเสียงล้อเลียนอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีแววเหยียดหยามแบบที่เคยพูดมาตลอดจนตัวเขาเองยังแปลกใจ แต่พฤทธิ์ก็หมดแรงเกินกว่าจะคัดค้านหรือตอกกลับอะไรได้ เลยได้แต่ส่ายศีรษะแล้วซุกๆ ตัวเข้ากับผ้าห่ม

“ร้อน ไข้ขึ้นอีกรึไงวะ...”

เด็กหนุ่มบ่นงึมงำกับตัวเอง ส่วนกวินไม่ได้ตอบ เขาเพียงลอยเข้ามาใกล้ก่อนจะเอื้อมมือไล้ไปตามรูปหน้าผาก ปัดเอาเส้นผมที่ปรกใบหน้าด้านข้างออกไปให้พ้น...

สัมผัสที่ปลายนิ้วบอกเขาว่ามันเหมือนจะร้อน แต่มันก็เหมือนจะไม่รู้สึกอะไรอีกเช่นกัน

ก็อย่างว่าล่ะนะ เขาไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว

“เดี๋ยว...”

คนป่วยเรียกเอาไว้ก่อนที่เขาจะได้ผละมือออก แล้วไอ้คนเอาแต่ใจก็คว้าหมับเข้าที่ข้อแขน รั้งตัวเขาเข้าไปนอนใกล้ๆ อย่างถือสิทธิ์ที่สุด

“เฮ้ย อะไร---”

“ไงๆ แกก็ไม่ติดหวัดนี่ ทำตัวให้มีประโยชน์หน่อย” พฤทธิ์งึมงำกับแขนเขาที่ยึดไปเป็นหมอนข้างหน้าตาเฉย มีการเบียดๆ ซุกๆ คล้ายจะออดอ้อนอีกต่างหาก “ฉันร้อน...”

“เจออะไรเย็นมากๆ เดี๋ยวก็ไข้กลับ”

“น่า...”

แล้วดูมันไซ้ กวินเริ่มสงสัยแล้วว่านี่คนหรือหมาหรือแมว เห็นแล้วค่อยสมกับเป็นลูกคุณหนูเอาแต่ใจหน่อย แต่ก็ไม่เหมือนกับความเอาแต่ใจน่ารำคาญของพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อซะทีเดียว เขาเลยไม่นึกเกลียดความเอาแต่ใจแบบนี้สักเท่าไรนัก ไม่มากเท่าที่เคยคิดว่าจะเกลียด

พฤทธิ์หลับไปแล้ว กวินค่อยๆ ดึงแขนตัวเองออกช้าๆ ถึงวิญญาณจะสามารถตั้งสมาธิเพื่อควบคุมการปรากฏร่างของตนเองต่อหน้ามนุษย์ได้ แต่เซ้นส์ของเด็กคนนี้แรงเกินไปจนเขาไม่จำเป็นจะต้องรวบรวมสมาธิอะไรเลย และถ้าชายหนุ่มสัมผัสไม่ผิด เซ้นส์ของพฤทธิ์ค่อยๆ สูงขึ้นทุกวันอย่างน่ากลัว เหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่เขื่อนพังทลาย

กวินเผลอเอื้อมออกไปทาบหลังมือเข้ากับหน้าผากชื้นเหงื่อนั่น... พฤทธิ์ทำให้เขาคิดถึง ความเป็นมนุษย์รุนแรงกว่าที่คาดไว้เสียอีก มันเข้ามาใกล้กันเกินไป สัมผัสได้จริงเกินไป และเขาต้องยอมรับว่าเด็กนี่ดูเผินๆ เหมือนคนมนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยดีก็จริง แต่กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้คนข้างๆ เดินเข้าไปโคจรอยู่รอบกาย โดยที่เจ้าตัวเองก็คงไม่รู้เรื่องและไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ

“ทำไมผมต้องจำชื่อคุณได้ด้วยวะ...”

วิญญาณหนุ่มถามลอยๆ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าจะไม่มีคนตอบ มือก็ไล่ไปลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ ลากปลายนิ้วไปตามเส้นผมสั้นเกรียนเป็นทรงชวนให้ขัดใจ เขาอยู่เป็นวิญญาณมาได้เกือบเดือนแล้ว หรือบางทีเขาควรจะเริ่มหาเบาะแสเกี่ยวกับ ห่วง ของเขาสักที ก่อนทีอะไรๆ มันจะออกนอกลู่นอกทางมากไปกว่านี้

ถ้าความทรงจำช่วงก่อนตายของเขาหายไป ก็แปลว่าน่าจะโดนกระทบกระเทือนเข้าที่สมองใช่ไหม

 

พฤทธิ์เป็นลูกชายคนรองของคุณพัสกร เจ้าของบริษัทอัญมณีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย จะมีศัตรูเยอะก็ไม่แปลก หากมันแปลกตรงที่เป็นพฤทธิ์นี่แหละ เพราะถ้าเขาจะจำใครได้ มันก็ควรจะเป็นชื่อของคุณพัสกรเอง หรือไม่ก็พิพัช ลูกชายคนโตที่มีศักยภาพพร้อมจะทำงานให้บริษัทมากกว่า

แล้วพ่อเขาไปรู้อะไรเข้า อะไรที่ทำให้พ่อต้องแลกด้วยชีวิต อะไรที่ทำให้พลอยส่งกระทบมาถึงเขา

แล้วทำไมต้องเป็นคุณฤทธิ์...

กวินถอนหายใจยาว

 

แล้วถ้าผมหาคำตอบไม่ได้ ไม่ฉลาดอย่างที่คุณเข้าใจ

คุณจะผิดหวังในตัวผมอีกหรือเปล่า...

 

ไม่มีคำตอบจากธาตุอากาศ มีแค่เสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอของพฤทธิ์กับความเงียบที่ทิ้งตัวลงมา เสียดหูจนกวินเผลอหันไปสบถพึมพำกับตัวเอง

“ผมกับพ่อนี่ ขนาดว่าตายไปแล้วทั้งคู่ก็ยังไม่หมดเวรหมดกรรมกันอีกสักทีนะ...”

แต่เอาเถอะ ถ้าสุดท้ายมันจะต้องเป็นอย่างนั้น

 

ก็ทิ้งเวรทิ้งกรรมพวกนั้นไว้ที่ผม

แล้วหลับให้สบายละกันนะพ่อ...

 

 

 
From Writer:

ทอล์กสั้นๆ สำหรับตอนนี้ก็แล้วกันเนอะ
ป๊ะริ๊ดป่วยๆ เป็นอะไรที่น่าฟัดมากค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ *อะไรนะ จบทอล์กแล้วเหรอ*

EDIT--- เพิ่มรูปนิดส์ ใครไม่เคยตามแฟนเพจเราคงเห็นหน้าตาสองคนนี้เป็นครั้งแรกสินะคะ



โชว์หนังหน้า(?) สภาพร่าง(?) ขนหน้าแข้ง(โฟกัสทำไม) หล่อมั้ยล่ะคะ ถถถถถถถถถ #ดับฝันคนอ่านทำไม #ความโรแมนติกของการทำแผลอยู่ที่ตรงไหน #อย่าถามเรานะคะ ฮ่าๆๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 10:40
    คุณหนู
    ประโยคนี้คุ้นๆนะกรี๊ด!!!!!!!!!!!
    #67
    0
  2. #42 arolis tranzee (@sengoku) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 11:42
    น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก -///-
    #42
    0
  3. #31 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 15:04
    คุณฤทธิ์น่าร๊ากกกกกกกก~ถ้าป่วยแล้วอ้อนขนาดนี้นะ อยากจะขอให้ป่วยบ่อยๆเลยยยย
    #31
    0
  4. #30 god or demon (@god-demon) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 14:56
    ฟินกันเล็กน้อยๆฮ่าาาา
    #30
    0
  5. #29 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 13:51
    กรี๊ดดดดดดดด นี่มันเจ้าชายกับเอียนเวอร์คนกะผีชัดๆ ตอนป่วยนี่อ้อนเหลือเกินนะคะคุณหนู ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ เขินนน
    #29
    0
  6. #28 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 08:10
    คุณฤทธิ์ป่วยแล้วอ้อนนี่เป็นอะไรที่น่ารักมากเลย YvY
    #28
    0
  7. #27 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2557 / 23:10
    ทอล์คนั่นคือสรุปประเด็นทั้งหมดใช่มั้ยคะพี่ 5555 *โดนถีบ*
    //เเอบหิ้วป๊ะริ๊ดไปกก ฮือออออออ อ่านกี่ทีๆเขาก็ยังป่วยได้น่าฟัดตลอดตลอดดด โฮรววว นี่เพิ่มความเเอดวานซ์ของความอ้อนด้วยใช่ไหม ตอบบบบบ ถึงนั่นจะเป็นผีก็มีจิตใจนะ! เดี๋ยวผีอำขึ้นมาจะว่าไงงงงงงงง *ผีต่อย*
    ริ๊ดอ้อนเสร็จเขี้ยวมาหล่อต่อ ตายตาย อย่าฆ๋าคนอ่านเป็นคอมโบเซซซซซซ่
    ตำนานนักเลงของป๊ะริดนี่ดูโชกโชนพิลึกนะคะ โถ พ่อคุณ กรรมเวรอันใดเเต่ชาติปางก่อนให้เกิดมาหน้าตาหาเรื่องชาวบ้าน *เขี้ยวช่วยริ๊ดหน่อยสิ เพราะเขาว่าคนมีความรักมักจะดูเด็กลงไปนิดนึ------//ผัวะ!!!*
    //นอนเเหง่กอยู่หน้าบทความ


    #27
    0