Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 5 : [ 03 ] การออกกำลังทำให้อาการกลัวผีหายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 496
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 เม.ย. 57

 
 
03.
การออกกำลังทำให้อาการกลัวผีหายไป

 

 

บางทีผมก็สงสัยว่าคุณฤทธิ์แกเห็นผมเป็นอะไร

ตัวผูกมิตรกับผีรอบข้างรึไงวะ

 

 

บางทีมีผีอยู่รอบตัวก็ดีเหมือนกันนะครับ

ไทยแลนด์มันแดนระบบอุปถัมภ์ เล่นคอนเนคชั่นกันได้ตั้งแต่คนยันผีเลย

 

 

จะว่าไป กวินก็แอบคิดถึงอารมณ์ของเด็กมัธยมปลายเหมือนกัน

เขาเคยอยู่ในวงการนักเลงแบบเต็มตัวมาก่อน ไม่มีที่ไหนเหมือนกัน แต่ก็มาแพทเทิร์นเดียวกัน เมื่อทุกชนชั้นต้องมีอำนาจ คนพวกนี้ก็มีจุดศูนย์รวมอยู่ที่ “เจ้าพ่อ” พวกที่เหลือจะลดหลั่นลำดับกันมาอย่างไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ว่าจะมีสาขาเป็นแก๊งแยกย่อยเท่าไรก็ตาม ก็จะยังคงอยู่ภายใต้ “อำนาจ” อย่างไม่มีเงื่อนไขและไร้ข้อโต้แย้ง

โลกที่พวกเขารู้จัก ใครที่กล้าหือกับอำนาจ หากไม่เข้ามาแทนที่ ก็จะเป็นฝ่ายถูกกำจัดทิ้งไป

 

แต่แถวนี้ ท่าทางจะมีคนบางกลุ่มหลุดจากวงโคจร

 

“เฮ้ย คนไหนวะที่ชื่อฤทธิ์”

“โว้ย ไอ้แคนมันชนะอีกแล้ว โกงสลัดเป็ด--- หือ ว่าไงนะ”

พฤทธิ์เงยหน้าจากเครื่องเกม PSP ในมือแล้วหันกลับไปมองคนถาม เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมแก๊งอีกสี่ห้าคนที่ยอมละสายตาจากเกมไปมองอย่างเสียไม่ได้ แก๊งของพฤทธิ์ก็เหมือนแก๊งเด็กผู้ชายหลังห้องทั่วไปนั่นแหละ ถึงตอนนี้จะมีวิญญาณเนียนมาลอยอยู่ด้วย แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครนอกจาก เจ้าของที่มองเห็น

“กูถามว่าใครชื่อฤทธิ์” ไอ้คนมาใหม่ตวัดเสียงถามห้วนๆ พลางก้มมองคนทั้งกลุ่มที่จับจองโต๊ะหินใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ต้นใหญ่อย่างเอาเรื่อง พฤทธิ์เลิกคิ้วสูง มองหน้าคนถามด้วยสายตากวนบาทไม่แพ้กัน

“ข้าพเจ้าเอง ทำไม”

“มึงตีเพื่อนกู”

ประโยคเดียว สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ แต่ทำเอาคนทั้งแก๊งหันสบตากันปริบๆ พฤทธิ์มุ่นคิ้วเข้า วางเครื่อง PSP ลงแล้วกวาดสายตามอง... อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เหมือนนักกีฬา เอาง่ายๆ เลยคือหุ่นมันหนากว่าเขามาก ดีไม่ดีต่อยทีเดียวอาจปลิวไปสนามบาสฝั่งตรงข้ามได้ แล้วมันเป็นใครวะถึงคิดว่าเขาจะโง่ไปวัดมวยคนละรุ่นแบบนี้... ก็เขาน่ะไลท์เวท แต่ไอ้หมอนี่มันเฮฟวี่เวทชัดๆ

แหม เด็กตีกันนะครับคุณ ไม่ใช่มวยวัด ไม่ได้อาจหาญขนาดนั้น

“ฉันไม่ได้ตีคนมาชาติเศษแล้ว ผิดคนเปล่า” พฤทธิ์ถามกลับพลางหันไปหาเพื่อน “เฮ้ย พวกมึง -- โรงเรียนนี้มีใครชื่อฤทธิ์อีกมั้ย”

“ไม่มี รุ่นเรามีเอ็งคนเดียวแหละ” เด็กผิวเข้มหน้าไทยจัดคนหนึ่งว่า “ถ้ารุ่นอื่นก็มีเด็ก ม.4 ศิลป์ – จีนอีกคน กูรู้แค่นี้ว่ะ”

“ถ้าเจ้าพ่อเอนเตอร์เทนอย่างไอ้บิ๊กไม่รู้จัก งั้นก็ไม่น่าเหลือใครแล้วมั้ง” เกรียงไกรที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นมาทั้งๆ ที่สายตายังไม่ละไปจากเครื่องเกม กวินลอบยิ้ม ไอ้เด็กเพื่อนสนิทคุณฤทธิ์แกก็น่าต่อยดีอยู่หรอก ตัวเล็กๆ ผอมๆ เกร็งๆ แต่ดันทำเมินไอ้คนที่มาหาเรื่องเพื่อนตัวเองได้สมบูรณ์แบบมาก เล่นเอาไอ้ยักษ์นั่นขบกราบจนเห็นเส้นเลือดเต้นตุบๆ ขึ้นมาบนขมับเลย

“แล้วฤทธิ์ที่อยู่ ม.5 ห้อง 3 สายวิทย์ ไถเกรียนครึ่งหัวน่ะ... มีกี่คน”

พฤทธิ์ขมวดคิ้วหนักเข้า ...คุณเอ็งไม่ระบุชื่อพ่อชื่อแม่ข้ากระผมเลยล่ะครับ

“กูไม่ได้ตีคน” เขาย้ำ เสียงเริ่มหงุดหงิด

“มึงตีเพื่อนกู” อีกฝ่ายก็ย้ำอีกเช่นกันพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก “กูไม่ได้มาเสวนากับพวกมึง กูแค่มาบอกข่าว ถ้าเย็นนี้พวกมึงหนีกลับบ้านได้ก็จบ--- แค่นั้น”

พูดจบมันก็เดินจากไป ปล่อยให้คนที่เหลือมองตามแล้วเลิกคิ้ว พวกเขาไม่ใช่เด็กใหม่ที่จะไม่รู้เรื่องรู้ราว กวินส่งเสียงหืมเบาๆ ในลำคออย่างนึกสนใจ เขารู้จักวิธีพูดแบบนั้นดี ไอ้ประโยคสุดท้ายนั่นมันแค่จะสื่อว่า กูแค่มาบอกวันตายมึง อย่างสุภาพก็เท่านั้นเอง

แปลกดี จะว่าไป แก๊งของพฤทธิ์ก็หน้าตาไม่เหมือนนักเลงนักหรอก ไอ้หนุ่มที่ชื่อบิ๊กนั่นก็หน้าอ่อนๆ ยิ้มๆ ได้ยินว่าเป็นนักร้องประจำห้องเสียด้วย โดนเรียกไปออกงานนู่นนี่นั่นบ่อยๆ ร้องเพลงบ้างเป็นพิธีกรบ้าง

“แล้วคุณเอ็งไปทำอะไรใครเขาไว้วะครับตั่วเฮีย”

หรืออย่างไอ้เด็กที่ปักชื่อจิรายุบนอกเสื้อนี่ยิ่งแย่ใหญ่ เห็นผอมๆ สูงๆ กว่าชาวบ้านเขาแต่หน้าแหยสนิท ในขณะที่พฤทธิ์ส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอ กวาดสายตามองลูกแก๊งตัวเองแล้วยกมือขึ้นชูสามนิ้ว

“กูไม่ได้ไปทำอะไรไว้จริงๆ เว้ยไอ้จ่อย สาบานได้” ด้วยเกียรติของลูกเสือเลย “ตั้งแต่ขึ้น ม.ปลาย ย้ายโรงเรียนมานี่กูก็ไม่ได้ตีใครเลยนะ”

“มีคนหมั่นไส้มึงมั้ง ท่าทางเหมือนพวกปลายแถวที่หือกับไอ้ครามยังไงก็ไม่รู้”

เสียงที่ขัดมาคราวนี้ค่อยฟังดูดีหน่อย กวินหันไปมอง -- เขาจำได้ -- เด็กนี่ชื่อหาญ ไอ้เด็กที่โดนพฤทธิ์ริบบุหรี่ไป ณ อู่ซ่อมรถนั่นแหละ ให้เขาเดาก็จะเดาว่ามันเป็นเด็กแว้นกันทั้งแก๊ง ถึงหน้าบางคนจะไม่ให้ก็เหอะ

“ไม่กล้าลงกับมันเลยมาลงกับกูแทน ว่างั้นเถอะ” พฤทธิ์เริ่มปวดไส้ติ่ง ไอ้ครามที่พูดถึงคือเพื่อนเก่าเขาตั้งแต่สมัย ม.ต้น อดีตเบ๊ อดีตลูกน้อง ซึ่งปัจจุบันมันอัพเกรด กลายเป็นเจ้าพ่อนักเลงคุมโรงเรียนไปเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าเป็นงั้นจริง มันคงแค่อยากเอาชนะมั้ง” บิ๊กหันไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ “ก็มึงไม่ได้อยู่ในสารบบนักเลงโรงเรียนเราด้วยซ้ำ แต่เจ้าพ่ออย่างไอ้ครามมันเสือกไม่กล้าแตะมึง ไอ้เวรนั่นเลยอยากลองของ”

พฤทธิ์ยกมือขึ้นเท้าคางพลางส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ เขาส่งเครื่องเกมคืนให้จิรายุแล้วแย่งกระป๋องโค้กมันมาดื่มแทน

“ก็บอกตั้งกี่รอบแล้วว้าว่ากูไม่ใช่นักเลง”

“กูเป็น” หาญหันมายักคิ้วใส่หน้าตากวนตีน ซึ่งก็ได้ผลเมื่อได้ฝ่ามืออรหันต์ตบผัวะเข้าให้กลางกบาล กวินหยัดยิ้มนิดหนึ่ง เขาดูผิดเสียเมื่อไร คนที่ดูพร้อมจะต่อยคนได้ตลอดเวลาแถวนี้ก็มีแค่หาญกับพฤทธิ์ ไม่แน่ใจว่าเพราะเกิดมาหน้าชั่วหรือเป็นนิสัยจริงๆ กันแน่

“มึงก็ไปกระทืบมันสักทีให้จบๆ ไปสิวะไอ้ฤทธิ์” เด็กคนสุดท้ายในกลุ่มที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงนิ่งๆ ไอ้นี่ก็นั่งอยู่ด้วยหน้าแบบปลาตายมากจนกวินประทับใจ ไว้ผมยาวอีกต่างหาก “จะได้รู้กันว่ามึงไม่ใช่ลูกกระจ๊อกหรือเมียเก็บที่ไอ้ครามมันต้องคอยดูแล ก็แค่เนี้ย”

วิญญาณหนุ่มหลุดขำพรูด พฤทธิ์แทบสะดุ้ง

แค่นั้นแหละ บรรยากาศโดยรอบก็พลันหนาวยะเยือก แล้วบุคคลผู้ไม่ใช่ทั้งลูกกระจ๊อกและเมียเก็บของเจ้าพ่อโรงเรียนก็ลุกขึ้นประทับรอยรองเท้านันยางบนเสื้อคนพูดด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง

 

 

“ครับแม่ เย็นนี้กลับดึกหน่อยนะ... อะไร ไม่มี เพื่อนชวนไปคาราโอเกะ... ครับ นั่นแหละ สวัสดีครับ”

“มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมา---”

ปั้ก!

กำไลหนักๆ กรุหนามสไตล์พั้งค์ร็อคที่ข้อมือขวาของพฤทธิ์กระแทกเปรี้ยงเข้าให้กลางท้องของวิญญาณเร่ร่อนข้างกาย กวินแยกเขี้ยววับ ลอยออกห่างมาอีกนิดหนึ่ง

“ไอ้เด็กระยำ เป็นซาดิสม์รึยังไงวะ ต่อยเอาๆ”

“ทำอะไรวะฤทธิ์”

“อ๋อ เปล่า บิดขี้เกียจเฉยๆ” นั่น ตอแหลมุกเดิมอีกต่างหาก กวินแยกเขี้ยวใส่อีกรอบ ในขณะที่คนตอแหลเหลือบกลับมายักคิ้วใส่แบบจงใจกวนประสาทที่สุด แปลเป็นภาษาพูดได้ว่า เป็นผีนี่เจ็บได้ด้วยเหรอวะ -- น่าต่อยอย่างที่ผีหนุ่มได้แต่สาบานในใจว่าจะต้องเอาคืนให้ได้สักหน
 

ราวห้าโมงเย็นตามนาฬิกาของโรงเรียน สายลมพัดหวีดหวิวรุนแรงผ่านสนามกีฬาเก่าที่ปัจจุบันใช้เป็นที่เก็บของ โต๊ะและเก้าอี้เก่าๆ วางระเกะระกะพร้อมกับอุปกรณ์ข้าวของต่างๆ ที่ไม่ใช้แล้ว

ฤดูหนาวมักมืดเร็วเสมอ ลมแรงๆ ที่กำลังกรีดผิวเนื้อพัดผ่านต้นไม้ใหญ่ดังแกรกกรากชวนให้ขนลุก เถาอัญชันใหญ่หนาที่กลืนกินกำแพงอิฐของโรงเรียนไปจนเกือบมิดยิ่งทำให้ดูมืดเข้าไปใหญ่ เหลือพื้นที่ไว้เพียงช่องรอยแตกเหนือพื้นปูน ที่ต่อให้พยายามเอาไม้ปิดเท่าไรก็ไร้ผลเสียทุกครั้ง

และเพื่อการตัดฟีล ไอ้ช่องนั้นมันคือทางให้หมาจรจัดสะบัดตูดเดินผ่านเข้ามาขออาหารนักเรียนกิน ปิดเท่าไรมันก็ตะกุยเข้ามาจนได้นั่นแหละวะ...
 

พฤทธิ์เดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อน มองซ้ายมองขวา

“ไอ้เบิ้มนั่นยังไม่มาอีกเรอะ”

“ใจร้อนน่าตั่วเฮีย อยากต่อยคนขนาดนั้นเลยรึไง” จิรายุ ไอ้หนุ่มที่หน้าแหยสุดคนนั้นหันมาด่าเข้าให้เสียงอ่อยๆ “ก็เข้าใจนะว่าแถวนี้มันพ้นหูพ้นตาอาจารย์ที่สุดแล้ว แต่กูละเกลียดไอ้บรรยากาศชัตเตอร์นี่เรือหายเลย”

“กลัวผีรึไงวะจ่อย”

“ไอ้นี่ก็ถามมาได้นะเฮ้ย!

คนทั้งแก๊งแทบจะหันมาตะคอกใส่หน้า ผสมเสียงกวินมาด้วยอีกเสียง (อารมณ์ว่าทีตอนเห็นผมแรกๆ ล่ะกลัวแทบขี้แตก ทียังงี้ล่ะทำมาเป็นเก๊กไม่กลัว แหม ไอ้เด็กเปรต) จริงๆ เรื่องนี้โทษใครไม่ได้เลย พอเจอไอ้คุณเพื่อนหน้าตาปลาตายคนนั้นกวนตีนมากๆ เข้า พฤทธิ์ก็ยอมเดินไปนัดสถานที่ต่อยกันกับไอ้พวกที่มาหาเรื่องนั่นจนได้ พร้อมกับเลือกสถานที่นัดพบได้อย่างดิบดีที่สุดในโลกหล้า

สนามกีฬาเก่า

และเขาว่ากันว่า แรง ที่สุดในโรงเรียนด้วยล่ะเจ้าข้าเอ๊ย...!

จิรายุหันไปทำท่าขนลุกเมื่อลมพัดมาอีกวูบหนึ่ง เกรียงไกรกับไอ้หนุ่มหน้าปลาตายนั่นหยิบเครื่องเล่น PSP ขึ้นมาเล่นแข่งกันแก้หลอนไปนานแล้ว แม้แต่คนที่ดูจะเถื่อนที่สุดอย่างหาญก็คว้าบุหรี่ขึ้นมาสูบแก้เครียดอย่างอดไม่ได้ แม้จะรู้ดีว่าไอ้คุณหัวหน้าแก๊งมันเกลียดบุหรี่เข้าไส้ก็เถอะ แต่พฤทธิ์ก็เหมือนจะรู้ดีว่าเพื่อนเครียด เลยยอมปล่อยๆ ไปก่อนที่มันจะกลัวผีตายไปซะก่อน

“เออน่า กูขอเจ้าที่เขาให้แล้ว ไม่ต้องห่วง” พฤทธิ์ให้กำลังใจแบบที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิด กวินหัวเราะในลำคอ ก้มลงถามเบาๆ ที่ข้างหู

“เจ้าที่ที่ว่านี่หมายถึงผมใช่ไหม”

“...ถ้าเป็นไปได้ จบเรื่องนี้แล้วพวกมึงช่วยกูหายันต์กันผีให้ด้วยนะ”

เพื่อนแต่ละคนสะดุ้งกันสุดตัว มีการบอกด้วยหน้าซีเรียสอีกนะ! “เอาไปทำบ้าอะไรวะครับไอ้ฤทธิ์!!

“เผื่อไว้เฉยๆ น่า”

“อย่าพูดงี้ใส่เจ้าที่ตัวจริงเขานา พี่อัญชันแกได้ยินรู้รึเปล่า ไปลบหลู่เขา” กวินเตือนเสียงเรื่อยๆ เล่นเอาคนปากเสียหน้าซีดไปได้เหมือนกัน นึกภาพหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ล่องลอยอยู่ใกล้ๆ เถาอัญชันริมรั้วแล้วก็เผลอขนลุกเกรียว

“เอ่อ... คือ...”

“ล้อเล่น พี่อัญชันไม่คิดมากหรอก เขาชอบคุณมากนะที่มาไหว้เมื่อตอนบ่าย” ไอ้ผีตัวดีมันดริฟต์หักกลางประโยคซะงั้น หัวเราะ “ไม่ต้องห่วง ผมจีบเขาไว้แล้ว จะทำอะไรก็เอาให้เต็มที่”

พฤทธิ์หันไปสบตากับไอ้ผีขี้หลีสมอิมเมจหน้าโจรๆ ของมันทีหนึ่ง ขมุบขมิบอะไรเจริญพรมันไปตามเรื่อง ยังดีที่คนอื่นๆ มัวแต่หลอนกับลมแรงๆ แถวนั้นจนไม่ได้สังเกตท่าทีแปลกๆ ของหัวหน้าแก๊ง

“เออ สรุปแล้วไอ้พวกนั้นเป็นใครมาจากไหนวะ”

เกรียงไกรถามขึ้นมาบ้าง ทั้งหมดหันมามองแล้วเบนต่อไปยังพฤทธิ์... ที่หยุดสวดส่งวิญญาณแทบไม่ทันแล้วยักไหล่

“ถามไอ้บิ๊ก”

“โวะ โยนขี้อีกแล้ว”

“โอ๊ย ไม่มีใครจะมีเส้นสายคอนเนคชั่นอะไรได้เท่ากับเจ้าพ่อบรรพตแล้วคร้าบ นี่กูเอาน้ำแดงมาไหว้ได้กูทำไปแล้วนะ” ไอ้คุณพฤทธิ์ก็สวนกลับหน้าตาย กวินหัวเราะ เด็กนี่มันแสบจริงๆ นั่นล่ะ

เจ้าพ่อบรรพต กลอกตา แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดีตามหน้าที่เลขาฯ ที่ดี ท่าทางจะชาชินกับการโดนใช้งานอะไรประเภทนี้ไปซะแล้ว

“กูไปถามไอ้ครามมาละ ไอ้พวกนั้นเป็นเด็ก ม.4 เคยโดนไอ้ครามมันรุมตีนเข้าให้ ข้อหายกพวกไปตีกับพวกอาชีวะแล้วแพ้ เผ่นกลับมาให้ไอ้ครามมันตามล้างเช็ดขี้แทบอ้วกแตก” บรรพตส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอ “พวกแกก็รู้ กฎเหล็กข้อหนึ่งของไอ้คราม”

“ห้ามชักศึกเข้าโรงเรียน” หาญเลิกคิ้วนิด “ใช่อาชีวะฝั่งป้ายรถเมล์โน่นรึเปล่า ไอ้พวกนั้นมันเล่นมีดของจริงเลยนะเว้ย ไม่ตายหมู่กันเรอะ”

“ก็เออดิ ไม่งั้นไอ้ครามไม่เล่นเด็กพวกนั้นหรอก เล่นแหกกฎได้เสี่ยงอันตรายแทบบ้า เกือบสร้างศัตรูใหม่ให้โรงเรียนแล้วไง” เป็นคำตอบจากเลขาฯ ประจำแก๊ง “กระทืบประจานต่อหน้าคนทั้งแก๊งเลย เชือดไก่ให้ลิงดู เด็กมันจะได้รู้ว่าถ้าอยากตายน่ะไม่ต้องไปไหนไกล แค่ไอ้ครามคนเดียวก็เกินพอแล้ว”

“เดี๋ยวๆ” พฤทธิ์ยกมือขึ้นแทรกแทบไม่ทัน “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกูวะ!

“เดี๋ยวเซ่ ยังเล่าไม่จบ” คนถูกถามหันไปโบกกบาลมันอย่างหมั่นไส้ “คือบังเอิญเหยื่อน้อยๆ ของพวกเราเสือกไปได้ยินคนอื่นเขาคุยกัน ว่าที่ไอ้ครามมันเข้มงวดกับเรื่องชักศึกเข้าโรงเรียนขนาดนี้ เพราะไอ้ฤทธิ์เคยสั่งเอาไว้ตั้งแต่สมัย ม.ต้น”

กวินเลิกคิ้วสูง แต่เหล่าเด็กๆ ในแก๊งทุกคนทำหน้าอ๋อ ในขณะที่พฤทธิ์ทำหน้าเหมือนโดนใครกระชากไส้ติ่งอย่างบอกไม่ถูก

 

“จะจัดการเสี้ยนหนามก็ต้องจัดการตั้งแต่ต้นตอ ไม่ถูกรึไง”

 

เสียงห้าวๆ ของคนนอกกลุ่มดังขึ้นจากอีกทาง เด็กหนุ่มทั้งหมดหันกลับไปมอง ก่อนจะพบคู่กรณียืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ไม่ไกลออกไปนัก พฤทธิ์ก้มมองนาฬิกาข้อมือ -- สายไปประมาณสิบนาที -- กะจำนวนคนด้านหลังมันคร่าวๆ ได้ราวสิบคนนิดๆ พร้อมกับอาวุธครบมือ ส่วนใหญ่เป็นไม้ทีกับฟุตเหล็ก เขาไม่แน่ใจว่ามีปืนปากกาไหม และได้แต่หวังว่าจะไม่มี

อาการกลัวผีทั้งหลายแหล่ก่อนหน้านั้นหายไปในพริบตา เกรียงไกรกับเด็กที่หน้าเหมือนปลาตายนั่นเก็บ PSP ใส่กระเป๋านักเรียนทันทีอย่างรู้งาน หาญถ่มบุหรี่ลงกับพื้น ขยี้ดับแล้วหักนิ้วดังกร๊อบอย่างเอาเรื่องเต็มที่ ในขณะที่จิรายุกับบรรพตยืนนิ่ง รอคอยคำสั่ง

กวินผิวปาก เห็นหน้าตาอ่อนๆ กันแบบนี้ แต่ท่าทางจะคุ้นเคยกับ สมรภูมิ ดีไม่ใช่ย่อยเลย

ครั้งสุดท้ายที่เขายุ่งกับเรื่องพรรค์นี้ น่าจะสี่ปีมาแล้ว

 

“ยังไม่เลิกบ้าอีกเรอะ”

“หนวกหูน่าพี่คม”

“คิดบ้าอะไรอยู่ ต้องรอให้พ่อมาฝังศพแกรึไงถึงจะหยุดตีกับชาวบ้านได้น่ะ หือ”

“อ้าว ผมนึกว่าพ่ออยาก”

“เขี้ยว นั่นพ่อแกนะ ระวังปากหน่อย”

“แล้วพ่อเคยสนใจผมด้วยรึไงวะ!

“เขี้ยว!!

 

วิญญาณหนุ่มยกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นที่ผ่ากลางใบหน้าเขาแล้วส่งเสียงหึเบาๆ ในลำคอ ถ้าสังเกตดีๆ ใครๆ ก็จะเห็นว่าสันจมูกเขาไม่ตรง นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขามีเรื่องกับคนอื่น และเป็นครั้งแรกที่เขาโดนจับเข้า ICU เพราะเสียเลือดมากจากการถูกฟัน

เลือดที่ถูกส่งมาเลี้ยงเขาตอนนั้น คือเลือดของพ่อกับคมเดชที่เป็นพี่ชาย แต่รอยแผลเป็นที่พาดลงไปเกือบถึงบ่านั่นไม่มีวันหายง่ายๆ และบ้านเขาก็ไม่ได้มีเงินพอจะไปศัลยกรรมใหม่ เลยต้องปล่อยตามมีตามเกิด

กวินไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับเด็กตีกัน เขาโตเกินวัยนั้นมานานแล้ว นานเกินไปจนไม่เหลือแม้แต่ร่างกายเสียด้วย

แล้วที่เขาเดาไว้มันผิดซะที่ไหนล่ะ

ไอ้เด็กพฤทธิ์นั่นตั้งการ์ดขึ้นมาแบบนักเลงตัวพ่อชัดๆ เขามองอยู่ห่างๆ แล้วก็ว่าไอ้แก๊งนี้จัดทีมได้เข้าทีเหมือนวางแผนกันมาก่อนแล้ว แนวหน้าจริงๆ มีแค่พฤทธิ์กับหาญสองคน ส่วนคนที่เหลือนั่นถอยลงไปด้านหลัง ท่าทางจะเป็นสายวิ่ง... ลอบกัดบ้าง ก่อกวนบ้าง น่าจะมีสักคนแหละที่แอบวิ่งไปหารถของไอ้พวกนี้แล้วแอบเจาะยาง เด็กผมยาวที่หน้าเหมือนปลาตายนั่นล่ะมั้ง ดูเงียบๆ เนือยๆ ท่าทางไม่ค่อยเด่น

นั่นไง มันแอบออกไประหว่างที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนี่แหละ...

 

“ออกอาวุธ ออกอาวุธ ที่พัฒนามาเป็นชุด~

 

เสียงเพลงดักแก่อย่างแรงดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ -- แน่นอน -- เงิบแดกกันทั้งบาง

“เอ่อ ขอโทษ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ให้ข้าวหมาที่บ้านน่ะ”

มันหันกลับมาตอบหน้านิ่งๆ เสียงเรียบๆ และเล่นเอากวินถึงกับขำก๊ากออกมาอย่างหยุดไม่ได้ ใครสั่งใครสอนให้มันเอาเพลงดิจิมอนมาเป็นเสียงนาฬิกาปลุกวะ! ไอ้คนที่เหลือในแก๊งเองก็หันไปหัวเราะพรืดๆ ในลำคอ มีแค่หาญที่ทำหน้าหน่ายๆ ที่แผนแอบหนีไปเจาะยางรถไม่สำเร็จ ส่วนหัวหน้าแก๊งเปรยขึ้นมาลอยๆ แบบไม่สนใจหน้าเครียดๆ กับรังสีทะมึนหนักหน่วงของคู่กรณี

“หาญ รู้อะไรมั้ย”

“อะไร”

“กูรักเสียงนาฬิกาปลุกของไอ้แคนที่สุดเลยว่ะ”

แผนที่วางไว้พังทลาย และนั่นเป็นเสียงสัญญาณให้การตะลุมบอนเริ่มต้น

 

 

 
From Writer:



จงเงิบไปให้หมดทุกผู้ทุกคนนะคะ ก๊ากกกกกกกก //การดักแก่ไม่มีความหมายที่อยากเขียนมานานแล้ว ถถถถถ

ใครตามแฟนเพจเราอาจเคยอ่านบทนี้เวอร์ชั่นเบต้ามาแล้ว แตกต่างกันไม่นิดไม่หน่อย ตัวละครใหม่ออกมาพร้อมกันรวดเดียวก็กลัวจะสับสนเหมือนกัน จริงๆ ตัวละครเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะนะคะ แต่เป็นตัวประกอบซะเยอะอีกน่ะแหละ (หนุ่มๆ แก๊งพฤทธิ์นี่ก็ด้วย) เราสร้างมาเป็นโลกใบหนึ่งย่อมๆ แต่คงโฟกัสหลักๆ ได้ไม่กี่คน เสียดายเหมือนกัน

//มองความขยันในการอัพของตัวเองแล้วเริ่มหวั่น เฮือก //มาลุ้นให้ขยันต่อไปได้เรื่อยๆ กันเถอะนะคะ 55555


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #96 MadCat (@rambo-nat) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2557 / 17:02
    ฮาเพลงนิดๆ อะ //เปิดฟังแล้วเงิบ เคยฟังแต่ ver.ญี่ปุ่น
    #96
    0
  2. #25 -เกม- (@-gem-) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 13:08
    ขำก๊ากสักนิดตอน 'มุสาวาทา...' 555555
    //ไม่น่าเชื่อ คุณเขี้ยวท่องศีล5ได้!! *โดนถีบ*

    เออะ เพลงนั่นมันอะไรกันคะ คนอ่านขอเงิบด้วยคน 555

    รอตอนต่อไปเจ้าค่า~
    #25
    0
  3. #24 บลา 11! (@Mox20) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 10:07
    สนุกกกก

    อั๊ย เด็กตีกันนี่ของโปรดด
    #24
    0
  4. #23 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 เมษายน 2557 / 08:18
    เสียงนาฬิกาปลุกนั่นมันอะไร 5555
    #23
    0
  5. #22 god or demon (@god-demon) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 21:55
    ผมอ่านไปก็ฮาไปอยู่คนเดียว โอ้ยยยยยย เว้ยตั้งเสียงนาฬิกาปลุกได้ใจมาก
    มาต่อเร็วๆนะ
    #22
    0
  6. #21 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 19:12
    คนอ่านก็เงิบค่ะ ( ̄▽ ̄)b
    #21
    0
  7. #20 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2557 / 18:43
    เเคนนี่มันสนิมขึ้นทุกชาติไปจริงๆ เเงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    //หนูเป็นพวกนักเลงตรงนั้นนี่เงิบ กราบมัน เเล้วหนีกลับบ้านเเล้วนะคะ จิตตกไป ไม่ทน 555
    เเล้วขออาดูรสหายจ่อย ชีวิตนายก็อนาถทุกชาติไปเหมือนกัน โอย คุณๆอย่าเเกล้งเขาาาาา
    กรี๊ดสุดค่ะ พี่คมค่ะ โผล่มาเเค่นั้นหนูก็กรี๊ดได้ #ผัวะ!! เเง อยากฟัด ฟฟฟฟฟฟ
    ปล.เเละเเอบเป็นเอฟซีลับๆของพี่อัญชัน......*เลิฟจ๋าวๆ*
    ปล.2เเละอีกที หมั่นไส้เอ็งมากเลยเขี้ยว จีบอะไร๊!!! //เขี้ยวลากออกนอกบทความ
    #20
    0