Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 3 : [ 01 ] อีเมล์จากคุณยมบาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 585
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 เม.ย. 57

 
 
01.
อีเมล์จากคุณยมบาล

 

 


ผมเคยอีเมล์ไปถามคุณยมบาล ได้คำตอบกลับมาว่าไอ้เด็กคุณฤทธิ์นี่มีพลังวิญญาณในตัวสูงไม่ใช่น้อย สูงกว่าระดับมาตรฐานชนิดกู่ไม่กลับ และเคยเห็นวิญญาณมาก่อนแล้ว

ผมขอค้าน

ไอ้เด็กเวรนี่ไม่เคยเห็นผีมาก่อนแน่ๆ มันเล่นกรี๊ดซะลั่นบ้านเลย

 

 

คุณยมบาลบอกผมผ่านอีเมล์ว่า เซ้นส์การเห็นผีของคนมันขึ้นอยู่กับคลื่นที่จูนติด คนที่มีเซ้นส์คือคนที่มีเครื่องรับสัญญาณพร้อม เหลือแค่ว่าจะมีอะไรมากระตุ้นให้เครื่องรับมันทำงาน

ในกรณีของผม ตัวกระตุ้นที่ว่าคือไอ้ผีบัดซบนี่

ผมฆ่าตัวตายหนีมันนี่จะหนีพ้นมั้ยวะ

 

 

พฤทธิ์เป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปที่ไม่มีอะไรพิเศษ... เออ มีก็ได้ เขาหน้าเหมือนเจ้าพ่อนักเลงของโรงเรียน ตัดผมผิดระเบียบแบบไม่กลัวโดนฝ่ายปกครองซิว คือไถเกรียนผมด้านซ้ายไปทั้งซีก แล้วค่อยๆ ไล่มาซีกขวาให้ยาวลงมาปรกหน้าปรกตา จริงๆ ก็แค่ได้อิทธิพลมาจากทรงผมพี่ปราชญ์เท่านั้นแหละ แหม ก็พี่แกเล่นไถโมฮ็อคนี่หว่า นั่นไอดอลเขาเลยนะ

นี่ต้องนับการเจาะคิ้วและระเบิดหูทั้งหลายแหล่อีกไหม ไม่ต้องแล้วมั้ง โอเค แต่ถ้าไม่นับพวกนี้ -- และไม่นับที่ไปแว้นตอนดึกๆ ตอนช่วงปิดเทอม -- เขามันก็นักเรียนธรรมดาๆ นี่แหละน่า บางทีขัดฝ่ายปกครองไม่ได้ต้องไปไถรองทรงสูงทั้งหัวก็ยังเคยเลย แค่ช่วงนี้พวกครูๆ ขี้เกียจมาตามจองล้างจองผลาญเขาเท่านั้นเอง

รด.? ไม่ได้เรียนหรอก รอจับใบดำใบแดงโน่นทีเดียว เลยตัดปัญหาเรื่องทรงผมกับพวกทหารไป

 

ย้ำอีกครั้ง เขาเป็นเด็กนักเรียนธรรมดา

 

“นั่งมองหน้าผมแบบนั้นทำไมวะ ไม่ได้อยากจะเห็นหน้าเล้ย จะอ่านการ์ตูนก็อ่านไปสิ”

แต่ไอ้สิ่งที่พูดคุยอยู่ด้วยเนี่ย มันไม่ปกติเลยโว้ย!

 

“แล้วใครอนุญาตให้แกย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ในห้องฉันได้เนี่ย ออกไป๊!

 

ตะโกนไล่อย่างซึ่งๆ หน้า เสียแต่ไอ้วิญญาณตัวดีดันนั่งเอกเขนกเล่นเครื่องโน้ตบุ๊คเขาหน้าตาเฉย โว้ย! ผีบ้าอะไรมันเล่นโน้ตบุ๊คได้ด้วยเนี่ย มันจะบ้าบอเกินไปแล้ว!

หลังจากวันนั้นที่ผีของนายกวิน ไชยโรจน์ มานั่งจ๊ะเอ๋กันอยู่ในห้อง มันก็ลอยตามเกาะหนึบแบบไม่มีปล่อย มาสไตล์ผีจริงๆ คือลอยได้ ทะลุกำแพงได้ หายตัวได้ ตัวโปร่งแสง และไม่มีใครนอกจากเขาที่มองเห็นหรือได้ยิน

กลัวไหม วันแรกก็กลัวอยู่หรอก แต่จะออกไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้เพราะโดนมันขวางทางไว้แล้วขู่ว่าอย่าโวยวาย ถ้าโวยเมื่อไรจะจับหักคอให้ดู

พอผ่านไปสักพักก็ชักจะชิน เพราะความจริงแล้วกวินไม่มีอะไรน่ากลัวเลย มันเป็นแค่ผีผู้ชายวัยกำลังฉกรรจ์ธรรมดา สักยี่สิบกว่าๆ แต่เขาก็ไม่กล้าเดา หน้าตามันก็งั้นๆ ดาดๆ ตาเข้มคิ้วเข้มแบบผู้ชายไทย ไม่ได้มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ ยกเว้นรอยแผลเป็นที่ยาวพาดตั้งแต่แก้มซีกขวา ลากผ่านจมูกลงไปถึงบ่าข้างซ้าย

แต่ถามใหม่ว่ารำคาญไหม... รำคาญฉิบหายเลยครับ!

“ไปโดนอะไรมา บนหน้านั่นน่ะ” พฤทธิ์เคยถามหลังจากทำใจยอมคุยกับวิญญาณได้เป็นตุเป็นตะ และคำตอบของมันคือ

“จำไม่ได้เหมือนกันว่ะ”

...

แล้วคุณเอ็งจำห่านอะไรได้บ้างครับ ตอบ!

โอเค เริ่มจะเอ็กไซต์ไปหน่อยละ กลับมาๆ

พฤทธิ์พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดพลางตวัดสายตาไปมองไอ้ตัวต้นเหตุอีกรอบ เขามองวิญญาณเร่ร่อนนั่นนั่งทำอะไรก๊อกแก๊กอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่นานสองนาน นานจนสะกิดใจและคันปากยุบยิบๆ

เอาวะ ถามก็ได้

“เขี้ยว” รู้ว่าอายุมากกว่า แต่เรียกมันว่าพี่แล้วกระดากปาก “สาปอะไรโน้ตบุ๊คฉันวะ”

“คุณนี่พูดจากับผู้ใหญ่ได้ไร้สัมมาคารวะฉิบหาย” นั่น มันด่ากลับอีกต่างหาก เกิดมาสิบหกปีโดนผีด่าเป็นรอบที่ร้อยแล้วในสองวันเนี่ย “แล้วก็ไม่ได้สาปด้วย ผีน่ะมันก็แค่ก้อนวิญญาณลอยๆ นะคุณ อ่านการ์ตูนมากเกินไปแล้ว”

“อ้าว ก็นึกว่ากำลังแช่ง” สรุปแล้วผีนี่ไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไรเลยเหรอฟะ

“จะบ้ารึไง ผมกำลังหาทางให้หลุดพ้นจากคุณเร็วๆ ต่างหากโว้ย”

พฤทธิ์เลิกคิ้วสูง นี่เป็นครั้งแรกที่กวินพูดถึงเรื่องนี้

สองวันที่ผ่านมามันไม่เคยเล่าหรืออธิบายอะไรรู้เรื่องสักอย่าง (ยกเว้นชื่อมัน) แค่แวบไปแวบมาให้ขนหัวลุกเล่น ไอ้เขานี่ก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ สวดบทแผ่เมตตา อาราธนาศีล ชินบัญชร และอีกสารพัดที่จะคุ้ยมาสวดใส่ได้ แต่สวดเท่าไรมันก็ไม่ไปอยู่ดี ขนาดพระที่เขาห้อยคออยู่มันยังไม่กลัวเลยด้วยซ้ำ

เขากลัวจนหายกลัว หายกลัวจนกลายมาเป็นรำคาญ กึ่งๆ กับปลงหน่อยๆ

“แล้วแกมาผูกติดอะไรกับฉันวะ”

พฤทธิ์เอ่ยถามอย่างสงสัยจริงๆ กวินชะงักไปนิดหนึ่ง พ่นลมหายใจยาว วางมือจากโน้ตบุ๊คแล้วลอยมาอยู่ตรงหน้าเขา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เจอกันที่ดวงตาสบเข้าตรงๆ

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สบตากับผี

 

มันว่างเปล่า ไร้แวว และไร้ชีวิตจิตใจได้อย่างน่าขนลุก...

 

“คุณเคยได้ยินพวกเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่สิงสู่อยู่ตามสถานที่ไหม”

“หืม?”

“พวกผีอาฆาตแค้นก็ด้วย”

“ก็เคย ทำไมวะ” สบตากับมันนานๆ แล้วชักเริ่มหนาวต้นคอ แปลก ปกติไม่เห็นจะหนาวแบบนี้ เหมือนมีบรรยากาศแปลกๆ กดลงจนสั่นสะท้านไปทั้งกาย “ก...แกเป็นแบบนั้นเหรอ”

“วิญญาณอย่างพวกผมน่ะ ติดอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ห่วง” กวินอธิบาย เสียงจริงจังที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา “ทั้งห่วงที่ติดอยู่ในใจผม ทั้งห่วงที่ติดอยู่ในใจของคนอื่น แต่วิญญาณส่วนใหญ่น่ะเป็นวิญญาณเร่ร่อน ต่อให้ห่วงแค่ไหนท่านยมบาลก็พาไปตัดสินอยู่ดี มีแค่วิญญาณอาฆาตที่หัวรุนแรงพอจะยื้อ หนีออกมาได้”

พฤทธิ์ชะงัก ขนลุกเกรียว

“เดี๋ยว! ห้ามบอกว่าแกเป็นวิญญาณอาฆาตนะ ไม่เอานะเว้ย ฉันไม่เคยรู้จักแกนะ!” นี่ก็กลัวไว้ก่อนเลย กวินแยกเขี้ยววับ ตวัดมือบ้องหูเขาหน้าตาเฉย เฮ้ย แล้วผีมันตบเขาได้ไงวะเนี่ย

“อย่าปอดแหกกะทันหันสิวะครับไอ้เด็กเปรต!

งั้นก็แปลว่าไม่ใช่ พฤทธิ์ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะสวนกลับไปไม่ให้เสียฟอร์มที่เผลอกลัว

“ไม่ใช่เปรตว้อย ฉันยังไม่ตาย”

“อ้าว วอนตีนละ” กวินเอ่ยเสียงต่ำ หัวคิ้วกดเข้าอย่างไม่สบอารมณ์ “ผมทำอะไรได้มากกว่าแค่ตบหัวคุณนะ บอกไว้ก่อน”

พฤทธิ์เลิกคิ้วสูง เริ่มสังหรณ์ใจอย่างประหลาด

“ท...ทำอะไรได้วะ--- เฮ้ย!!

ไม่ใช่แค่ตกใจธรรมดา แต่คราวนี้เด็กหนุ่มถึงกับเผลอหลุดร้องออกมาสุดเสียงอย่างห้ามไม่อยู่ แหม ไม่ร้องก็บ้าแล้วครับ ไอ้ผีตายโหงนี่มันอุ้มเขา! มันอุ้มตัวปลิวเลย แล้วยังจะไปเปิดล็อกหน้าต่างอีกแน่ะ!

“เดี๋ยวๆๆ จะทำอะไร! ปล่อยนะโว้ย!

“ได้” วิญญาณหนุ่มตอบหน้าตาย “ปล่อยคุณลงจากหน้าต่างชั้นสองเลย”

“ม...ไม่เถียงแล้วครับ! ไม่เถียงแล้วก็ได้ครับ ไม่กวนตีนแล้วก็ด๊าย!!” นี่กรี๊ดอย่างจริงใจมากเลยนะ ยกมือไหว้ปะหลกๆ “เฮ้ย! ขอโทษ ไม่ได้จะลบหลู่ ปล่อยผมเห้อะ!

“ยินดี”

“เดี๊ยววว ไม่ใช่ปล่อยลงสู่ฟากฟ้าโว้ยยย!!!

ตุบ!

แต่ฟากฟ้านิ่มกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย พฤทธิ์หอบหายใจหนักๆ เหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาสักสิบกิโลเมตร มือจิกเตียงที่อีกฝ่ายโยนเขาลงมาไว้แน่นอย่างระแวงสุดฤทธิ์ โอย หัวใจจะวายตาย นี่ถ้าเข้ามาใกล้อีกทีเดียวเขาใส่เกียร์หมาจริงๆ นะ!

“ก็ใครใช้ให้วี้ดว้ายกระตู้วู้ว้า ไอ้เด็กอวดดี” กวินแยกเขี้ยวใส่ “พูดถึงไหนแล้วเนี่ย ลืมเลย”

“เอ่อ... วิญญาณอาฆาต?” ว่าแต่เอ็งไม่ได้อาฆาตอะไรผมใช่มั้ยวะไอ้คุณเขี้ยว

“เออ นั่นแหละ ส่วนวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป ถ้าจะหนีนรกให้ได้ ก็ต้องผูกพันธะกับอะไรสักอย่างที่ติดห่วงกับตัวเองอยู่” กวินเอ่ยกลับเข้าเรื่อง ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองแกรกๆ “ส่วนใหญ่เขาจะผูกพันธะกับสถานที่ ไม่ก็ใครสักคนที่ตัวเองรัก เสียแต่ผมเสือกไม่มีสักอย่าง”

พฤทธิ์กะพริบตาอย่างแปลกใจ “ไม่มีเลยเหรอวะ”

“ไม่มี ห่วงของผมมีแค่เรื่องเดียวคือใครมันเป็นคนฆ่าผม” กวินยักไหล่ “และอย่างเดียวที่ผมจำได้ก่อนตายน่ะ...”

คำพูดเว้นวรรคไปเพียงเท่านั้น พฤทธิ์ยิ่งสะดุ้ง ถอยกรูดเมื่อวิญญาณหนุ่มลอยเข้ามาใกล้ๆ ใกล้จนเห็นรายละเอียดดวงตาไร้แววนั่นชัดเจน

 

“...คือชื่อของคุณ”

 

พฤทธิ์กะพริบตา มึนงง สับสน แปลกใจ แต่อะไรก็ไม่เท่ากับใบหน้าที่ใกล้เข้ามาอย่างน่าหวาดเสียวนั่น ใกล้จนเด็กหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายไม่ลงคอ ในขณะที่นัยน์ตาในกรอบคมลึกกวาดไปทั่วใบหน้า ค่อยๆ มองเขาคล้ายจะเพิ่งได้พิจารณาชัดๆ เป็นครั้งแรก

ทั้งที่ความใกล้ขนาดนี้ เขาควรจะรู้สึกถึงลมหายใจแท้ๆ

แต่แน่ล่ะว่ากวินไม่มี...

“เสร็จไปอีกเงื่อนไข งั้นเรามาผูกพันธะกันเลยดีกว่า”

...ฮะ?

 

 

 

การผูกพันธะมันเบสิกกว่าที่เขาคิดไว้เยอะ

เด็กหนุ่มต้องยอมรับว่าคืนนั้นเขานอนไม่หลับ กวินไม่ได้ทำอะไรนอกจากจับข้อมือข้างซ้ายเขาไว้แล้วบอกให้หลับไปซะ พูดเหมือนง่าย แต่ใครเขาจะไปหลับลงในสถานการณ์แบบนี้วะ จะบ้าไปแล้วเรอะ!

พฤทธิ์พยายามคอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลักๆ คือกลัวว่าไอ้พันธะนั่นจะมีผลอะไรต่อร่างกายรึเปล่า แบบจู่ๆ ก็โดนสูบวิญญาณอะไรงั้น แต่ถ่างตาไปยันเช้าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่อย่างเดียวจนเผลอผล็อยหลับไป

ตื่นเช้ามา มีเพียงสายสิญจน์เส้นหนึ่งปรากฏอยู่บนข้อมือ

และแน่นอนว่าบนข้อมือซ้ายของกวินก็มีของแบบเดียวกันอยู่ด้วย ไปๆ มาๆ เลยเหมือนได้สัตว์เลี้ยงเป็นผีมาอีกหนึ่ง โดยมีสายสิญจน์นั่นเป็นปลอกคอ แล้วได้ถงได้ถามสุขภาพกูสักคำไหมเนี่ยว่าอยากเลี้ยงหรือเปล่า

 

ห้าวันนับตั้งแต่กวินโผล่มา -- นอกจากได้สายสิญจน์มาผูกข้อมือแล้ว -- ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“อ้าว จะไปไหนล่ะพ่อ ยังไม่มืดเลยนี่”

เสียงทักทายดังแว่วมาเมื่อเขาเดินออกไปเปิดประตูรั้วนอกบ้าน พฤทธิ์ชะงักเท้าไปทันใด ไม่สิ... จริงๆ จะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เพราะตั้งแต่ผ่านจุดดับของชีวิตมา ชีวิตเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป

เขาเริ่มมองเห็นผีไปทั่ว

เห็นแบบจะๆ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซาวด์เอ็ฟเฟ็กต์อะไรพร้อมมากยิ่งกว่าหนัง 4D แน่นอน ช่วงสองสามวันแรกๆ เขานี่แทบล้มทั้งยืน จะอ้าปากโวยวายก็โดนเขี้ยวมันขู่เอาไว้ก่อนว่า “อยากโดนชาวบ้านหาว่าเป็นบ้าเรอะ” แต่จะให้ทนอยู่เฉยๆ ก็ไม่ไหวเหมือนกันล่ะวะ

พฤทธิ์หันกลับไปมองต้นเสียง ร่างโปร่งแสงของชายหนุ่มร่างท้วมในชุดคล้ายๆ ผู้ใหญ่บ้านในสมัยก่อนกำลังลอยไปมา โบกมือให้เขาอยู่ที่สนามหญ้า

“ไป... เอ่อ...” เด็กหนุ่มไม่รู้จะตอบยังไงดี หันมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีคนอยู่แล้วค่อยส่งเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด “ไปดูรถที่อู่ครับน้าเทิด”

น้าเทิดหัวเราะ พยักหน้ารับเป็นเชิงว่าให้เขาไปเถอะ ไม่ได้ยื้อไว้อะไร

ไม่อยากจะบอก หัวใจนี่แทบหยุดเต้นเลยครับ

พฤทธิ์ล็อกประตูบ้านไปท่องพุทโธไป แค่สงบสติอารมณ์ตัวเองให้พยายามตีหน้านิ่งเฉยๆ ไม่ได้กลัวอะไร น้าเทิด ที่ว่าเป็นผีเจ้าที่ของบ้านเขาเอง แต่แกดูใจดีและท่าทางดีใจแทบตายเมื่อรู้ว่าเขามองเห็นแกด้วยจนกลัวไม่ลง

“น้าล่ะอยากคุยกับเอ็งมานานแล้ว โอ๊ย ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้คุยกัน อยู่บ้านว่างๆ ละเง้าเหงา”

จะผีรึไม่ผี เจออีแบบนี้เข้าไปยังไงก็ต้องใจอ่อน

หลังจากนั้นก็มีผีอีกนับไม่ถ้วนแวบมาให้เห็น พฤทธิ์อยากจะเป็นบ้าตาย ไม่เคยรู้ว่ารอบตัวมีผีอยู่เยอะขนาดนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดีเต็มร้อยแบบคนปกติ (ที่มองทะลุได้) แต่บางตนก็โผล่มาแบบเละเทะเหมือนกัน ยังเห็นแผลเหวอะๆ เปื้อนเลือดสีเทาซีดๆ ก็แปลกดีที่เขาแค่ขนลุก ไม่ได้รู้สึกสยดสยองเหมือนเวลาไปดูหนังผีที่ประเทศไทยสร้างออกมาได้หลอนระดับโลก

 

วันที่ห้าแล้ว, เขาเริ่มเคยชินกับการมองเห็นวิญญาณ

 

กวินเคยบอกเอาไว้ว่าพวกผีน่ะ รู้กันหมดแหละว่าใครมีเซ้นส์บ้าง ยิ่งเซ้นส์แรงยิ่งเหมือนมีแรงดึงดูด เลยไม่น่าแปลกใจที่ระหว่างเขาเดินไปอู่ของพี่ปราชญ์ จะมีผีออกมาทักทายรวมแล้วห้าตนถ้วน ถ้านับพวกที่แค่มองตามตาไม่กะพริบด้วยก็เพิ่มเข้าไปอีกสาม

“คุณนี่ก็ฮอตเหมือนกันนะ” กวินที่หายหน้าไปตั้งแต่เช้าโผล่มาลอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เขา หัวเราะเบาๆ “วันหลังมาเล่นกับเด็กคนเมื่อกี้หน่อยสิ เขาดูชอบคุณว่ะ”

เอ่อ เกือบลืมไปแล้วว่ามันก็เป็นผีกับเขาด้วย

“พูดเหมือนฉันอยากเห็นผีเลยนะ” พฤทธิ์กระซิบตอบเบาๆ พยายามไม่ให้ปากขยับ พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินเพราะมันหัวเราะตอบกลับมา

“ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย เขาไม่ได้ไปก้าวก่ายอะไรชีวิตคุณซะหน่อย”

“คนอื่นน่ะไม่ แต่เอ็งน่ะก้าวก่ายเต็มๆ โว้ย!” ตะคอกด่าแล้วก็ตะปบปากตัวเองแทบไม่ทัน โชคดีที่รอบข้างไม่มีคนอยู่ เป็นครั้งแรกที่พฤทธิ์นึกขอบคุณแสงแดดยามเที่ยงของประเทศไทยที่อำมหิตได้โล่จนแทบไม่มีคนออกมาเดินกัน ก่อนจะรีบลดเสียงลงเหลือแค่ระดับมดได้ยินเหมือนเดิม “แล้วกลับมาทำอะไรเนี่ย นึกว่าไปผุดไปเกิดแล้ว”

“ผมอยู่ห่างคุณมากได้ที่ไหน เราผูกพันธะกันแล้วนี่หว่า”

“นี่แปลว่าฉันต้องตัวติดแกไปตลอดเลยเรอะ ลิดรอนสิทธิมนุษยชนชัดๆ!

“มนุษย์ก็มนุษย์เดะ ผมไม่ใช่มนุษย์แล้วนี่หว่า”

พฤทธิ์หันมองซ้ายมองขวาอีกรอบ พอเห็นว่าทางสะดวกก็เหวี่ยงแขนออกไปกระแทกกับลิ้นปี่อีกฝ่ายดังอั้ก!

“เด็กเปรต!” กวินด่าเขาอย่างจริงใจมาก พฤทธิ์แค่ไหวไหล่ทีเดียวแล้วหันไปเหยียดยิ้มให้

 

นี่จัดว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เปลี่ยนไป แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า

เขาแตะตัววิญญาณได้

 

สัมผัสของวิญญาณมันเย็นเฉียบ เย็นเหมือนน้ำแข็ง ไม่มีสัญลักษณ์ของชีวิต ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีรูปกายชัดเจน เหมือนกำลังแตะกลุ่มควันหนาๆ ที่จับตัวเป็นรูปร่าง และเย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลังมากกว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ

“ฉันรู้แล้วว่าทำไมเวลาโดนผีหลอก คนถึงได้ขนหัวลุกกัน” เด็กหนุ่มเปรยพลางลูบแขนที่เหวี่ยงออกไปเมื่อครู่เบาๆ ความเย็นยังติดค้างอยู่ไม่หาย “ก็เล่นตัวเย็นกันขนาดนี้นี่หว่า”

“นั่นเขาจงใจอำหรอก ถ้าผีอย่างผมไม่อยากจับ คุณจับยังไงก็ไม่โดน”

“แล้วเมื่อกี้เสียงอะไรดังแอ้กวะ”

กวินหันไปสบถอะไรบางอย่าง ฟังคล้ายๆ ไอ้เด็กเปรต ไอ้เด็กรู้ทัน ไอ้เด็กเซ้นส์แรง พฤทธิ์เผลอหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง รีบจ้ำพรวดๆ ไปข้างหน้าไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ไอ้ผีนั่นมันจะกวนประสาทแค่ไหนไม่รู้หรอก แต่อย่าคิดว่าเขาจะยอมโดนมันเล่นอยู่ฝ่ายเดียวง่ายๆ

วิญญาณหนุ่มลอยตามมา พฤทธิ์ฟาดปั้กเข้าไปอีกรอบทั้งหน้าตายๆ

ถ้ากวินคิดว่าจะอำและหลอกผีเขาไปได้ชั่วชีวิต มันก็จะดูถูกกันเกินไปหน่อยแล้ว!

 

 

ถ้าถามว่าชีวิตเขามีอะไรเปลี่ยนไปอีก พฤทธิ์จะตอบว่าอีเมล์

ที่เห็นกวินนั่งเล่นคอมเขาก็ไม่ใช่อะไรเลย แต่เป็นส่งอีเมล์หาคุณยมบาล... พฤทธิ์ก็เพิ่งรู้นี่แหละว่านรกก็มีอีเมล์ให้ใช้ ทันสมัยดีวุ้ย นานๆ ทีเขาก็เลยแอบส่งไปบ้าง ส่งไปรายงานความประพฤติมัน แต่คล้ายๆ จะบ่นให้ฟังเสียมากกว่า

บางทีคุณยมบาลก็ตอบกลับมาด้วย สงสัยไม่ค่อยมีมนุษย์ส่งอีเมล์ไปหา

แกก็น่ารักดี

 

จนกระทั่งส่งข้อความนั้นมาให้กวินนั่นแหละ

 

“คุณฤทธิ์”

“อะไร”

“คุณส่งอะไรไปฟ้องท่านยมบาลวะ”

“เปล่านี่” โกหกไว้ก่อน ก่อนที่จะชะโงกหัวไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โดนวิญญาณยึดไปใช้อย่างงงๆ “ทำไมวะ คุณยมบาลแกส่งอะไรมา”

“อ่านเลย อ่าน ไอ้ตรง ปล. นี่น่ะ”

พฤทธิ์กะพริบตาปริบๆ กวาดสายตามองตามไป


 

“...

ปล. ข้าจะไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเจ้า แต่จำเอาไว้ว่าวิญญาณผูกกับความเป็นจริงได้เพราะ “ห่วง” ทั้งห่วงจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

จำเอาไว้ว่า ถ้าเด็กคนนั้นไม่เคยห่วง กำลังห่วง หรือจะเป็นห่วง เจ้าจะไม่มีวันผูกพันธะกับเด็กคนนั้นได้เลย

และจำเอาไว้ว่า วิญญาณหนึ่งตน จะได้รับคำเตือนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นี่คือครั้งเดียวของเจ้า

 

จงระวังเอาไว้

พันธะสำหรับวิญญาณเร่ร่อนเช่นเจ้า ผูกได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีวันหวนกลับคืนมา

 

อย่าทอดทิ้ง

อย่าทำร้าย

และอย่าให้พันธะสูญสลายไปด้วยมือของเจ้าเอง.

...”


 

นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกในหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่รู้จักกันมา ที่พวกเขาสามัคคีกันได้

คือเงิบพร้อมกัน

พฤทธิ์อ้าปากพะงาบๆ ชี้หน้าจอโน้ตบุ๊คระหว่างที่หันไปสบตากับวิญญาณข้างกาย กวินเองก็มองกลับมาด้วยสายตาบัดซบไม่แพ้กันนั่นแหละ

พฤทธิ์อยากจะบ้า

แล้วคุณยมบาลแกเอาอะไรมองความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา แล้วใช้อะไรคิดถึงคิดว่าเขาจะเป็นห่วงมันได้ เพราะที่แน่ๆ เขาไม่เคยรู้จักมันมาก่อน ไม่เคยเป็นห่วง และตอนนี้อยากสวดส่งวิญญาณมันมากกว่าจะเป็นห่วงด้วย

อนาคต?

ไม่มีทางซะล่ะ

“ไม่ว่าคุณยมบาลจะบอกอะไรมา แกไม่ต้องหวังเลยนะ” เด็กหนุ่มชี้หน้าพลางพับจอโน้ตบุ๊คปิดลงไป นัยน์ตาขวางจัด “ฉันช่วยแกได้แค่ผูกวิญญาณไม่ให้แกไปเร่ร่อนอยู่ในนรก เรื่องความทรงจำของแก ใครจะฆ่าใครจะอะไร แกไปจัดการเอง”

“ผมก็ไม่คิดจะหวังพึ่งคุณนักหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงไป”

“ไม่ได้ห่วง!

“เออน่า” อีกฝ่ายว่าพลางยักไหล่อย่างกวนประสาทที่สุด ยกมือขึ้นท่วมหัวอย่างที่เล่นเอาคู่สนทนาสะดุ้งแทบสุดตัว “แค่เป็นเสาหลักปักเลนให้ผมผูกพันธะก็บุญหัวแล้วครับ สาธุ”

“เฮ้ย ไอ้บ้า! ไหว้คนเด็กกว่าได้ไงวะ!”

“จะได้อายุสั้นๆ”

“ไม่ต้องมาแช่งฉันเลยโว้ย ไอ้บ้าเอ๊ย!

 

คุณยมบาลแกต้องเอาไส้ติ่งมองแน่ๆ ถึงคิดว่าเขาจะเป็นห่วงไอ้ผีบัดซบแบบมันได้เนี่ย!

 


 



From Writer:

สวัสดีค่า The.wolF เองค่ะ แนะนำตัวกันไปแล้วเนอะ เราไม่ได้ตั้งใจจะอู้เรื่องเก่านะคะ แค่บังเอิญมือมันพาไปเองเท่านั้นแหละ (ฮา //คนอ่านไล่ตรบส์)

ก็ขอให้ทุกคนสนุกสนานกับนายพฤทธิ์และผีตาเขี้ยวนะคะ!


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #12 -เกม- (@-gem-) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 22:38
    ในอนาคต ชั่วป้าปฤทธิ์เอ้ย ฮ่าๆ

    พฤทธิ์กลายเป็นหนุ่มฮอตในวงการผีๆซะแล้วสิ~ -v-

    //เดี๋ยวนะฤทธิ์ คิดไงคะจะตายหนีผี จูนค่ะจูน 555

    #12
    0
  2. #9 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 21:56
    ตายหนีผีคงหนีพ้นหรอกนะริ๊ดดดดดดดดดดดดด โอ๊ย จะเอาฮาไปไหนคะพ่อคุณ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
    ไส้ติ่งยมบาลนี่มันตาเหยี่ยวเนอะป๊ะริ๊ดเนอะ ก๊ากกกกกกก
    โอ๊ย ฮาเงิบพร้อมกันรอบที่สอง เเละขนลุกตอนเขี้ยวจ้องตาด้วย
    ฮือ เป็นครั้งเดียวจริงๆที่คิดว่าเขี้ยวน่ากลัว เเบบ ถ้าเราเจอเเบบนั้นบ้างคงล้มทั้งยืน ฟฟฟฟฟฟฟ
    ปล.ผูกพันธะนี่คล้ายๆนอนจับ(ข้อ)มือกันทั้งคืนจังเลยข่ะ อรั๊ง //ตาย
    ปล.2 สุดท้าย อีโมอุฮินั่น เเง คิดถึงเอ็มมมมมมมมมมมมม *นอกเรื่อง**ลอยไปเกาะหลังคาบ้านเพื่อนบ้านริ๊ด*
    #9
    0
  3. #7 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 18:31
    รอพี่เอาเรื่องนี้มาลงนานแล้วววววว~ ดีจายยยยย~ >//<
    #7
    0
  4. #4 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 17:52
    ในอนาคต เขาก็คงห่วงกันแหละ แน่ๆเลยเนาะ คุณยมบาล
    #4
    0
  5. วันที่ 22 เมษายน 2557 / 17:45
    ตายแล้นนนนน นรกมีเมลหากันได้ด้วยหรือท่านนนน 55555555
    โอ๊ยยยย ชอบเรื่องนี้ ประทับใจ 
    เรื่องแหวกมากครับ 
    #2
    0