Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 2 : [ 00 ] Prologue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 891
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    29 เม.ย. 57

 
 
Prologue
 

 

 

 

ทุกอย่างมันเริ่มจากคำสั้นๆ ที่อ่านออกมาเป็นคำได้ว่า “ห่วง”

 

 

 

คุณยมบาลเคยอีเมล์มาบอกว่า คนที่ห่วงผมที่สุด ก็อยู่ใกล้ๆ ตัวผมนี่แหละ

ผมไม่เชื่อ ไอ้เด็กเปรตนั่นน่ะนะจะเป็นห่วงผม

ขำตาย

 

 

คุณยมบาลเคยอีเมล์มาบอกว่า การที่ผมเป็นห่วงมันจะช่วยไม่ให้มันหายไป อย่าเพิ่งเลิกห่วงไปซะก่อน

ผมฟังแล้วอยากจะล้วงคอ มันเองก็ทำหน้าเหมือนอยากไปเกิดใหม่

ผมนี่น่ะนะจะเป็นห่วงมัน?

ตลกเถอะ

 

 

“ไม่ว่าคุณยมบาลจะบอกอะไรมา แกไม่ต้องหวังเลยนะ” เด็กหนุ่มชี้หน้าพลางพับจอโน้ตบุ๊คปิดลงไป นัยน์ตาสีเข้มฉายแววดุกร้าวอย่างไม่คิดปิดบัง “ฉันช่วยแกได้แค่ผูกวิญญาณไม่ให้แกไปเร่ร่อนอยู่ในนรก เรื่องความทรงจำของแก ใครจะฆ่าใครจะอะไร แกไปจัดการเอง”

คนฟังกลอกตาอย่างรำคาญ อันที่จริง จะว่าเป็น คน ก็ไม่ถูกนักหรอก

“ผมก็ไม่คิดจะหวังพึ่งคุณนักหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงไป”

“ไม่ได้ห่วง!

“เออน่า” อีกฝ่ายว่าพลางยักไหล่อย่างกวนประสาทที่สุด ยกมือขึ้นท่วมหัวอย่างที่เล่นเอาคู่สนทนาสะดุ้งแทบสุดตัว “แค่เป็นเสาหลักปักเลนให้ผมผูกพันธะก็บุญหัวแล้วครับ สาธุ”

 “เฮ้ย ไอ้บ้า! ไหว้คนเด็กกว่าได้ไงวะ!”

“จะได้อายุสั้นๆ”

“ไม่ต้องมาแช่งฉันเลยโว้ย ไอ้บ้าเอ๊ย!

พฤทธิ์ อัศวพงศ์ แทบจะคว้าโน้ตบุ๊คเครื่องเก่งขึ้นมาทุ่มหัวมันเสียให้ได้ ใบหน้าคมดุของเด็กหนุ่มยิ่งดูดุเข้าไปอีกเมื่อนัยน์ตาขวางๆ นั่นแทบจะแทงอีกฝ่ายตายได้ เขาสบถอะไรออกมาอีกหลายคำ และพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่เข้าใกล้คู่สนทนาให้มันมากจนเกินไปนัก

เหตุผลน่ะหรือ ก็ถามไอ้ วิญญาณ ข้างตัวเขานี่สิ!

ถ้าพฤทธิ์สามารถเขียนยันต์แปะหัววิญญาณได้ เขาคงทำไปแล้ว ไอ้วิญญาณที่ว่าชื่อกวิน -- กวิน ไชยโรจน์ – หรือที่บอกให้เรียกจนติดปากว่าเขี้ยว

และแน่ล่ะ มันเขี้ยวสมชื่อ

ไม่ได้งก แต่ฝีปากมันน่ะ คมเป็นตะไกรอย่างที่ฟังแล้วอยากจะไปฆ่าตัวตายหนีมันให้รู้แล้วรู้รอด แถมยังกะล่อน ลดเลี้ยวไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจนอย่างน่าเอาสบู่ไปฟอกปาก

พฤทธิ์ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแกรกๆ แล้วลูบผมคว้าหนังสือการ์ตูนในห้องขึ้นมานั่งอ่านแก้หงุดหงิด ดึกแล้วแต่เขายังไม่หลับ เด็กหนุ่มไม่อยากจะหลับเวลามีไอ้ผีนี่อยู่ใกล้ๆ นักหรอก

กวินเป็นผี ใช่ มันเป็นผี

ก็ได้ เขาเกิดมาจนจะสิบหกปีแล้ว ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นผีมาก่อน แต่ที่เคยเห็นก็เป็นแค่ภาพเลือนๆ โผล่มาตอนดึกๆ ในบรรยากาศเปลี่ยวๆ บางครั้งก็เห็นแวบๆ ที่หางตา บางทีก็เป็นเสียงแปลกๆ ฟังขาดๆ ไม่ชัดเจนเหมือนวิทยุคลื่นไม่ชัด แต่ให้นรกสาปส่งเหอะ เขาไม่เคยเห็นวิญญาณตนไหนชัดเจนเท่ากับวันนั้นเลย

กวินเป็นผีตนแรกที่เขาเห็นชัดตำตา และมันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

 

 

“เอ๊ะ ทำไมเพิ่งกลับบ้านล่ะเฮีย”

เสียงแจ้วๆ ของพลิน น้องสาวฝาแฝดเขาดังมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ พฤทธิ์ที่เพิ่งลงกลอนประตูบ้านไปหันกลับไปมองต้นเสียงนิดหนึ่ง ตอบกลับไป

“เมื่อกี้ไปแว้นกับพวกไอ้บิ๊กมา ทำไม”

“อะไร ไปแข่งอีกแล้วเหรอ” พลินถามกลับ เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยอย่างสนใจ พอปิดเทอมแล้วหน้าเจ้าหล่อนก็ใสเอาๆ คงเพราะไม่ได้ออกไปรับฝุ่นรับลมรับแดดที่ไหน เธอต่างจากฝาแฝดมากพอสมควร ก็อย่างว่า ไข่คนละใบนี่นะ “ยังงี้พี่ปราชญ์ก็อยู่ด้วยน่ะสิ”

“ไม่อยู่”

“อ้าว ได้ไง พี่ปราชญ์ต้องเป็นคนไปติดต่อสนามให้ไม่ใช่เหรอ” เด็กสาวถามกลับอย่างแปลกใจ “หรือเฮียไปแว้นนอกสนามแข่ง? เดี๋ยวนี้ใจแตกแล้วก็ไม่บอก”

“จะบ้าเรอะ ยังไปสนามอยู่” พฤทธิ์ลูบผมซีกซ้ายของตัวเองที่ไถเกรียนติดหนังศีรษะเบาๆ ตีหน้าหงุดหงิด “พี่ปราชญ์เขาไปมีกิ๊กแล้วเหอะ มัวแต่นั่งเล่นเกมอยู่นั่นแหละ”

พรวด!

แม่สาวน้อยฝาแฝดแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง เธอตวัดดวงตากลมๆ สีน้ำตาลเข้มขึ้นมองก่อนจะแยกเขี้ยววับ มองเห็นเขี้ยวเล็กๆ สองข้างชัดเจนเหมือนลูกแมวที่กำลังขู่

“บ้าเหรอ พี่ปราชญ์ไม่ใช่คนยังงั้นหรอก เฮียไม่ต้องมาอำหนู!

แฝดชายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เก็บหมวกกันน็อคสีแดงคาดดำของตัวเองไว้เหนือชั้นวางรองเท้า ถอดถุงเท้าออกแล้วคีบมันไปโยนใส่ตะกร้า ปล่อยให้พลินมองพี่ชายตัวเองแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ด้านหลัง

ตอนนั้นเป็นช่วงเดือนตุลาคม พวกเด็กๆ กำลังหรรษากับการปิดเทอม เขากับพลินที่อยู่ ม.5 เองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนเหล่านั้นเหมือนกัน สิ่งที่ต่างไปคือพลินชอบนัดเพื่อนออกไปเที่ยวตอนกลางวันแบบเด็กสาวๆ ทั่วไป ในขณะที่พฤทธิ์จะโทรนัดแก๊งเพื่อนตอนกลางคืน

ไม่ใช่อะไรหรอก แต่เขาเป็นคนเสพติดความเร็ว

พฤทธิ์เดินกลับขึ้นไปบนห้องตัวเองพลางควงกุญแจรถมอเตอร์ไซค์คู่กายเล่น มันเริ่มจากที่เขาเกิดมาหน้าตาหาเรื่อง กระเดียดไปทางนักเลงทั้งๆ ที่ตัวก็ไม่ใช่ มันเลยโดนลากไปดื่มเหล้าบ้างสูบบุหรี่บ้างตั้งแต่สมัยมัธยมต้นแต่ก็ไม่ชอบสักอย่าง เคยโดนหลอกให้ไปช่วยตีคนเสียด้วยซ้ำไปแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ หวิดจะตายมาหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตายสักที มีแค่ผลการเรียนที่เป็นอันดับต้นๆ เท่านั้นแหละที่ทำให้คนที่บ้านไม่เคยต่อว่า

จนกระทั่งเขาสอบเข้าโรงเรียนรัฐอันดับหนึ่งของประเทศไม่ติดตอน ม.3 นั่นแหละ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

มันเหมือนเป็นการดับชนวนเกเรได้อย่างชะงัดนัก เพราะพฤทธิ์ต้องยอมรับว่าเขาทนไม่ได้ที่เห็นสายตาผิดหวังของพ่อ

บ้านเขาจัดว่าฐานะค่อนข้างดี พ่อเขาเป็นเจ้าของบริษัทเกี่ยวกับอัญมณีอันดับต้นๆ ของไทย แม่เขาเคยเป็นพนักงานระดับสูงของบริษัทเอกชน ส่วนพี่ชายคนโตที่อายุต่างกันมากก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง มีงานการทำมีฐานะดี เป็นลูกชายตัวอย่างของพ่อแม่

พฤทธิ์ไม่เคยคาดหวังว่าตัวเองจะเจ๋งได้อย่างพี่พัชหรอก แต่ตอนที่สอบไม่ติดนั่นกระทบอีโก้เขาเยอะอยู่ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่พฤทธิ์รู้ตัวว่าทำให้พ่อเสียใจ

แล้วมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มเข้ามาในชีวิตเขา

คนที่ดึงตัวเขาออกมาจากวงการนักเลงคือปราชญ์ -- แฟนของพลิน -- ลูกชายเจ้าของอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่แถวบ้าน พี่แกเห็นสภาพแย่ๆ ในตอนนั้นของเขาแล้วคงรับไม่ได้ ก็เล่นประชดชีวิตเต็มที่ หาเรื่องคนบ้าง ตีกันบ้าง ซ้ำยังเจาะลิ้น เจาะคิ้ว ไล่เจาะมันจนหูจะพรุนแบบไม่กลัวโดนพ่อด่า แต่มันก็เจ็บตรงที่พ่อไม่ยอมด่านี่แหละ

พ่อไม่เคยด่าเลย มีแค่สายตาผิดหวังที่ทำให้จุกไปถึงหัวใจ

พฤทธิ์เกือบจะเหลวแหลกไปแล้วจริงๆ ถ้าไม่ใช่ว่าปราชญ์ไปติดต่อเจ้าของสนามแข่งรถที่รู้จักให้เปิดเลนพิเศษตอนดึกๆ เพื่อเขาโดยเฉพาะเสียก่อน แกขลุกอยู่กับเครื่องยนต์มาตั้งแต่เด็กก็คงจะนึกวิธีปลอบได้วิธีเดียว คือดันเขาเข้าสู่สนามแข่ง

และสำหรับเด็ก ม.3 นั่นมันเท่เป็นบ้า

พลินแซวเขาว่าไอ้เด็กแว้น แต่ถึงจะแว้น เขาก็แว้นอย่างมีระดับก็แล้วกันวะ เพราะสนามนั่นก็อยู่ห่างจากที่อยู่อาศัยพอสมควร ไม่มีพนัน ไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องป้องกันก็มีให้เซฟเต็มที่ แล้วเขาก็ไม่เคยออกไปขี่รถข้างนอกให้เดือดร้อนชาวบ้าน แถมมาได้เฉพาะตอนปิดเทอมอีกต่างหาก แม่เขาอาจจะไม่ชอบเท่าไร แต่อย่างน้อยๆ มันก็คงดีกว่าปล่อยให้ลูกชายคนรองไปเสี่ยงคุก ไล่ตีกันเหมือนเด็กช่างกลล่ะมั้งเลยไม่ได้ว่าอะไรมากมาย แค่เตือนๆ ไม่ให้เร่งความเร็วนัก

ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาอีกน่ะแหละ มันไม่ใช่การแข่งเอาเป็นเอาตายจนต้องเร่งสปีดให้เสี่ยงชีวิต พฤทธิ์บอกได้แค่ว่าเขาชอบความเร็วกับลมแรงๆ ที่มันปะทะเข้ามาจนหัวสมองเปล่าโล่ง

แต่เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งสองปีแล้ว และชีวิตเขาก็สงบสุขดีอยู่

จนเขาเปิดประตูห้องเข้าไปนั่นแหละ

 

ไม่ใช่จุดเปลี่ยน แต่พฤทธิ์เรียกมันว่าจุดดับของชีวิตเลย

 

 

“มาสักที เป็นเด็กเป็นเล็กไปเที่ยวไหนตอนดึกๆ วะ”

แล้วนั่นเสียงใคร

พฤทธิ์ยืนตัวค้างอยู่หน้าห้องตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองเข้าไปเห็นร่างโปร่งแสงร่างหนึ่งกำลังนั่งรออยู่บนเตียงเขา ถ้าเป็นมนุษย์ เขาก็คงเรียกท่าทางแบบนั้นว่ากำลังหงุดหงิดอยู่นั่นแหละ

“เอ้า แล้วคุณจะมองจนกว่าผมจะท้องเรอะครับ ไม่ทักไม่ทายกันหน่อยเลยรึไง”

อื้อหือ มากันครบ ทั้งภาพทั้งเสียง เซอร์ราวด์ยิ่งกว่าไปดูหนังโรง

ร่างโปร่งแสงนั่นสบตาเขา พฤทธิ์แทบหยุดหายใจ

 

ทักทายเหรอ

ได้

เกียร์หมาสิครับโยม!

 

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #85 จีจี้ซัง (@jiji-love) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 10:39
    ก็...คะ..แค่...ผะ...ผีเอง................มั้ง
    #85
    0
  2. #37 fang (NoirFangy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 / 13:35
    และแล้วก็ได้มาเริ่มอ่านจนได้ ตอนเห็นลิงค์เปิดเรื่องใหม่ในแฟนเพจนี่กลายเป็นคนบ้ายิ้มกว้างอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้เป็นว่า เออ ดี ตามอ่านแบบนี่้จะได้มีในคลังให้รออ่านอีกหลายตอน ฮ่าฮ้า มีความสุขจริง ๆ สิน่า



    ตอนนี้ที่ประหลาดใจมากสุดคงไม่พ้นเรื่องที่พฤทธิ์มีพี่ชายแท้ ๆ อยู่คนนี่ล่ะ แปลกแฮะ อาจเพราะนิสัยที่เรียนรู้มาถึงตอนนี้ พฤทธิ์เป็นคนที่หวังพึ่งคนอื่นน้อยมาก ไม่มีการวิ่งน้ำตาไหลพรากไปขอให้ใครช่วย และเท่าที่รู้มาเจ้าตัวก็ไม่ยักกะเคยพูดถึงพี่ชายคนนี้เลย ดูกันไปล่ะกันเน๊อะ ว่าความสัมพันธ์พี่น้องจริงๆ แล้วเป็นยังไงแน่ ดีใจที่พฤทธิ์มีพลินนะ จะได้ไม่เหงา



    เริ่มเรื่องมาคืออยู่ม.5 กัน ...เด็ก..จนได้แต่เป็นห่วงเพราะสมัยนี้การจะโตขึ้นมาโดยไม่ทำชีวิตตัวเองเละออกนอกเส้นทางสำหรับเด็กผู้ชายนี่มันยากเป็นบ้า ดีใจที่มีพี่ปราชญ์เข้ามาเป็น 'คนเท่ๆ' ที่ไม่ได้ปิดตายเส้นทางที่พฤทธิ์ชอบแต่ให้อยู่ในกรอบของความปลอดภัยแทน แล้วก็พี่ดีใจแทนเจ้าตัวนะ ที่ยังรู้สึกถึงสายตาของพ่อ จากคนที่เคยว่าแล้วเงียบไปมันน่ากลัวกว่าเยอะ และใช่ การมองด้วยความผิดหวังหรือเจ็บปวดมันเจ๋็บยิ่งกว่าการถูกด่ามากกว่าเป็นไหนๆ



    ยอมรับตามตรง เด็กหรือคนแบบพฤทธิ์พี่เข้าไม่ค่อยถึง ในชีวิตจริงน่ะนะ การรักความเร็ว มอเตอร์ไซต์ สนามแข่ง การไถเกรียนครึ่งหัว สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างที่สังคมนิยามว่ามัน "แตกต่าง" ซึ่งก็มักจะถูกมองว่าไม่ดี มันฝังหัวอยู่เยอะนะอะไรพวกนี้ การพยายามบอกตัวเองว่าอย่ามองคนที่ภายนอก อย่าตัดสินจากสิ่งที่คุณเห็นจากสายตาเพียงอย่างเดียว แต่เพราะไม่เข้าใจ ถึงเข้าไม่ถึง เป็นเหตุให้กลัวและถอยออกห่าง นี่เป็นเหตุให้พีี่อยากเจอคนแบบพฤทธิ์สักคน เป็นเพื่อนหรือน้องที่ไม่รังเกียจที่จะเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ เพื่อ ให้เข้าใจ เพื่อให้เข้าถึงและเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน พี่นับถือคนแบบพฤทธิ์นะ ที่ไม่แยแสสายตาของสังคม เป็นตัวของตัวเอง เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นการแสดงตัวตนที่เจ๋งมาก ๆ



    "มาสักที เป็นเด็กเป็นเล็กไปเที่ยวไหนตอนดึก ๆ วะ" 5555 ขอหัวเราะให้ฟันร่วง! โอย ความประทับใจแรกพบ! 55555 ดิ่งลงเหวแบบกู่ไม่กลับ เขี้ยวเอ๊ย สมควรที่เด็กมันจะทักทายแบบ 'เกียร์หมาสิคับโยม' 5555 เจอแบบนี้ใครไม่หนีมั่ง! แถมดันเป็นผีที่ปากน่าถีบอีกนะ ก๊ากกกก ให้ตายตลกเป็นบ้า ดูสิว่าจะปรับตัวกันอีท่าไหนบ้าง



    ไปตอนต่อไปโลด!



    ปล. เยี่ยมเลยวูล์ฟ ตอนนี้พี่ไม่เห็นคำผิดเลยล่ะ //ชูนิ้วโป้ง แจ๋วมากน้อง

    ปล2. เขียนบรรยายดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ สู้ ๆ เน้อ พยายามเข้า เอาใจช่วย หวังว่าคงสบายดีนะคับ :)
    #37
    0
  3. #14 ชานัวร์ (@keratikan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 เมษายน 2557 / 00:20
    ชีวิตท่านช่างน่าอนาถยิ่งนัก... #ยืนนิ่งไว้อาลัยให้3วิ
    #14
    0
  4. #11 -เกม- (@-gem-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 22:27
    แรกพบสบตา ก็โกยอ้าว เผ่นให้ไกลไปให้พ้น~ //ดะ เดี๋ยว นี่มันเพลงอะไรกัน 5555

    ช่างเป็นการพบกันที่น่าประทับใจเหลือเกิ๊นนน


    จะว่าไปตอนต้นๆนั่น พฤทธิ์ซึนสินะ ซึนสินะะะ /หรือจะเรียกว่าไม่รู้ใจตัวเองน้าา~ #เกียร์หมาบ้าง
    #11
    0
  5. #8 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 21:48
    ไม่ว่าจะกี่รอบเกียร์หมาสิครับโยมก็ประทับใจมากค่ะ 555555555555555
    ผีตนเเรกที่ติดตา เเละคนคนเเรกที่ติดใจใช่ไหมป๊ะริ๊ด
    #มอไซค์ไถหน้า 
    ปล.เเว้นอย่างมีระดับนี่ก็ระดับตำนานติดใจเราาาาาาาาาาาาาาาาาาา *เกาะท้ายรถ* //ผัวะ!!
    #8
    0
  6. #3 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 17:45
    เซอร์ไพรส์ไหมล่ะคุณ 555
    #3
    0
  7. วันที่ 22 เมษายน 2557 / 17:42
    หลวงพี่ ใจเย็นๆนะครับ ก็แค่ผีเอง 5555555555

    อ๊ากก ชอบมากกก ติดตามค้าบบบบบ
    #1
    0