Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 14 : [ 11 ] เมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดใช่ว่าจะโตมาเป็นไม้ยืนต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    17 ต.ค. 57

 
 
11.
เมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดใช่ว่าจะโตมาเป็นไม้ยืนต้น


 

 

เจ็ดเดือนงั้นเหรอ

คุ้มค่านะครับ ผมคิดว่าอย่างน้อยมันก็คุ้มค่าแหละ

ขอบคุณมากนะครับท่านยมบาล ขอบคุณที่ยังไม่พาผมกลับไป

 

 

ฮะ นี่ผมส่งอีเมล์หาคุณมาได้เกินครึ่งปีแล้วเหรอ เอาจริงดิ

เวลาปิดเทอมสามเดือนผมหายไปไหนไวจังวะ

 

 

มีของอยู่สองอย่างบนโลกที่ไม่โกหก หนึ่งคือเวลา สองคือวันที่ ตราบใดที่นาฬิกายังมีถ่านเดินตรง และปฏิทินไม่ได้เขียนผิด

สัจธรรมของโลกอย่างหนึ่งคือเมื่อรอคอย เวลาจะชะลอตัวลง และเมื่อไม่รู้ตัว มันจะเร่งจังหวะขึ้น ช่วงเวลาปิดเทอมสามเดือนของพฤทธิ์ก็เจอสัจธรรมนี้เล่นงานเข้าไปเช่นกัน เดี๋ยวก่อนนะ จำได้ว่ารู้ตัวครั้งสุดท้ายมันเดือนกุมภาพันธ์นี่หว่า แล้วอยู่ดีไม่ว่าดี มันข้ามมาพฤษภาคมแล้วได้ยังไง

กวินมองเด็กหนุ่มเจ้าของห้องที่นั่งมองปฏิทินในโทรศัพท์มือถือราวกับจะกินมันเข้าไปแล้วกลอกตา ผละสายตาจากหน้าจอโน้ตบุ๊คที่ระเห็จมานั่งเล่นบนเตียงแทนแล้วเอ่ยเสียงห้วนๆ

“มองให้ตาถลนมันก็ไม่ย้อนกลับมาหรอกคุณ อีกห้าวันคุณจะขึ้น ม.6 แล้ว ให้ผมช่วยย้ำมั้ย”

“ไม่!!” ว่าที่เด็กชั้นปีสุดท้ายของมัธยมปลายหันมาสวนใส่คอแทบเคล็ด “เฮ้ย เดี๋ยวเด้! ฉันยังทำใจไม่ได้โว้ย ปิดเทอมนี้ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย บอกเฮียปราชญ์จะไปแข่งรถก็แทบไม่ได้ไป ไอ้ข้อสอบเล่มนี้ฉันก็ทำไม่เสร็จ เนื้อหา ม.6 ฉันก็ยังไม่ได้เริ่มอ่าน!

“การบ้านเสร็จแล้ว อะ เสร็จไปแล้วหนึ่งอย่าง” ช่วยชี้ทางให้

“ก็แค่อย่างเดียวโว้ย ฉันจะไปหาพี่ชายแกก็ยังไม่ได้ไป อะไรวะเนี่ย!” ยังคงโวยวายต่อไปหน้าตาเคร่งเครียดมาก “ฉิบหาย แล้วบ้านแกจะเป็นยังไงวะ คุณยมบาลด่าฉันตายเลย บอกเขาไปว่าปิดเทอมนี้ฉันจะช่วยแกด้วยเนี่ย!

กวินกะพริบตา ทวนคำ

“คุณวางแผนจะช่วยผม?”

“อ้าว ไม่งั้นแกจะมาอยู่กับฉันทำป๊ะอะไรล่ะครับไอ้บ้า แล้วฉันมัวทำอะไรอยู่เนี่ย” พฤทธิ์แทบจะเอาหัวโขกโต๊ะทำงานตัวเองให้มันรู้แล้วรู้รอด ฟุบลงไปได้ราวสามวินาทีก็ค่อยๆ กระดึ๊บหัวขึ้นมา ทำหน้ามุ่ยใส่วิญญาณร่วมห้อง พาลใส่ “วันหลังเตือนฉันหน่อยไม่ได้รึไง”

“ยังกับว่าคุณจะฟังแน่ะ พ่อแม่คุณเตือนให้อ่านหนังสือทุกวัน ไม่เห็นคุณจะฟังสักวัน”

“มันไม่เหมือนกัน”

“ตรงไหน”

“ก็...”

พูดไปได้แค่นั้นก็ชะงัก หันไปสบถอะไรพึมอยู่คนเดียว กวินเห็นท่าทีอย่างนั้นแล้วก็พยักหน้ารับหงึกหงักเป็นเชิงว่าเข้าใจ แถมมาให้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขบขันอย่างที่เล่นเอาพฤทธิ์เผลอขนลุกเกรียว

“อ้อ...”

“หยุด! ไม่ต้องเข้ามาใกล้เกินสามเมตร!

“เอ้า แล้วใครวะทะเลาะกับพ่อทีวิ่งมากอดผมทีเนี่ย เด็กเปรตที่ไหนกัน” แล้วดูมันแซว พฤทธิ์เขวี้ยงปากกาด้ามละห้าบาทในมือใส่หัวมัน ก่อนจะแยกเขี้ยววับเมื่อมันทะลุวืดไปตกปุอยู่กลางเตียงหน้าตาเฉย โอ๊ย! แค้น! จริงๆ แล้วมันนั่นแหละต้นเหตุ มันเผลอจูบเขา คนที่ควรจะหน้าม้านไปคือมัน ไม่ใช่เขา แล้วทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้วะ!

แต่บางที... อาจจะดีแล้วก็ได้ที่กวินทำตัวไม่ผิดไปจากเมื่อก่อน พฤทธิ์เคยกังวลว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปหรือไม่เพราะวิญญาณหนุ่มตีตัวห่างไปนับตั้งแต่วันนั้น เขาเลยเผลอใจหายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

ผิดแค่ว่าพอผ่านไปได้แค่สองวัน เขาก็ทะเลาะกับพ่อซ้ำอีกหน รุนแรงกว่าเดิมจนหัวใจมันสั่น เขาไม่ชอบทะเลาะกับคนในบ้านก็เพราะแบบนี้ มันเหมือนกำลังจะแตกหักทั้งๆ ที่รู้ว่าตัดยังไงก็ตัดไม่ขาด

พอเดินหนีขึ้นมาบนห้อง งับประตูปิดลงเสร็จ กวินเห็นหน้าเขาก็ถอนหายใจแล้วถาม

“ให้กอดมั้ย?”

สั้นๆ ง่ายๆ ไม่มีความหมายแฝง พฤทธิ์ไม่เคยเสพติดการกอด เขาเคยกอดปลอบพลินในวันที่ร้องไห้ เคยให้แม่กอดปลอบในวันที่ล้มลง แต่ว่าไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นหรือโหยหาเป็นพิเศษ...

เด็กหนุ่มบอกตัวเองว่าที่พุ่งเข้าไปกอดมันนั่น... ก็แค่ผีผลัก

ถึงตอนนั้นจะไม่มีผีตนอื่นอยู่ใกล้ๆ ก็เถอะ

 

หรืออาจจะเพราะชั่ววูบที่กำลังจะร้องไห้แล้วไม่มีใครอยู่เลย มันน่ากลัวแทบบ้า...

เป็นความอ่อนแอแบบที่พฤทธิ์ทุเรศตัวเองจับใจ

 

เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างร่างโปร่งแสงดังขึ้น พฤทธิ์เดินไปรับอย่างเสียไม่ได้แล้วถอยออกมาห่างๆ ปล่อยให้กวินหัวเราะขำอยู่คนเดียว

“ฮัลโหล”

ฮัลโหล ฤทธิ์เหรอ พี่ปราชญ์นะ”

“ครับเฮีย?”

“เออ จะมาบอกว่าเรื่องที่ฝากให้พี่ช่วยดูให้น่ะ พี่ติดต่อให้แล้ว”

พฤทธิ์ตาวาวขึ้น ลืมเรื่องระยะสามเมตรที่สั่งห้ามเมื่อครู่ไปกะทันหัน เหวี่ยงตัวลงนอนกับเตียงแล้ววางโทรศัพท์ลง กดปุ่ม speaker phone แล้วกรอกเสียงถามกลับไป

“เป็นไงมั่งครับเฮีย”

“พี่ว่าฤทธิ์ต้องเลี้ยงข้าวพี่สักสามเดือนว่ะถึงจะคุ้ม บอกตรงๆ นะ ไอ้ที่ขอมาน่ะยากฉิบหายเลยรู้ไหม” เสียงของปราชญ์ดังลอดออกมาให้ได้ยิน กวินเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย แต่พฤทธิ์ส่งสัญญาณเป็นเชิงว่าให้เงียบไว้ก่อน “ดีที่พ่อพี่รู้จักกับบ้านเจ้าของเขา พี่เลยเอาของไปให้เมียแกช่วงสงกรานต์แล้วเสี่ยงถามดู”

“คุณทำอะไร” กวินถามเสียงต่ำ หากพฤทธิ์ไม่สน

“ได้ความว่าไงครับ”

“เอาจริงๆ นะ ไม่ได้อะไรเลย มันผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว ใบเสร็จเขาไม่เก็บไว้หรอก ประวัติลูกค้าพี่ก็ไปขอเขาดูไม่ได้ แต่โชคดีนะที่เมียแกเป็นคนช่างคุย พอถามไปเรื่อยๆ แกก็บอกว่ารถนั่นมีคดี ตำรวจมาถามหลายรอบแล้วเลยจำได้” ปราชญ์ตอบ “พี่บอกไปว่าเป็นรถญาติ ดีนะที่เขาเชื่อ พี่จดมาได้แต่ที่เขาเล่า เดี๋ยวถ่ายส่งไปให้ละกัน”

“โอย ได้แค่นี้ก็สุดยอดสุดๆ แล้วครับเฮีย ขอบคุณเฮียมาก” พฤทธิ์ยกมือไหว้ใส่โทรศัพท์ไปงามๆ หนึ่งที “ว่าแต่ลดเหลือเลี้ยงข้าวแค่เดือนเดียวได้ไหม แกลบผมจะกินเอาดิ”

“อนุญาตให้พี่จูบลินได้สักทีสิ”

“โอเค ดีล”

“เฮ้ย ขายน้องสาวตัวเองง่ายๆ งี้ได้ไง แฟนกันยังไม่ได้เป็นเลย” ปราชญ์หัวเราะกลับมา “งั้นแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่ต้องช่วยพ่อทำเอกสารต่อ”

“ขอบคุณมากครับ ได้เฮียเป็นน้องเขยนี่บุญหัวผมสุดๆ ให้ตายเหอะ”

ปราชญ์วางสายไปแค่นั้น หากสายตาคาดคั้นของกวินไม่จบง่ายๆ แค่นั้นแน่นอน วิญญาณหนุ่มหรี่ตาลง มองพฤทธิ์ที่แย่งเครื่องคอมพิวเตอร์ไปกดเปิดอีเมล์ดูอย่างเอาเรื่อง

“คุณฤทธิ์...” เขาลากเสียง

“เฮ้ย อะไร นี่ฉันทำให้แกนะเว้ย” พฤทธิ์ตอบเสียงห้วนๆ พลางโบกไม้โบกมือ พึมพำกับตัวเอง “เอาวะ อย่างน้อยปิดเทอมนี้ก็ได้ทำอะไรไปอีกสักอย่าง กู้ดจ็อบๆ”

กวินยิ่งมุ่นคิ้ว “คุณทำอะไรของคุณวะ”

“ก็... ช่วยแกไง”

“ทำไมผมไม่เคยเห็น”

“ที่เห็นฉันนั่งเล่นคอมไปวันๆ นั่นไม่ได้อยู่เฉยๆ นะเว้ย” เด็กหนุ่มแยกเขี้ยวใส่ “แล้วบางทีแกก็ไปคุยกับน้าเทิด ไปจีบสาวบ้านข้างๆ ฉันว่างๆ ก็เลย... นั่นแหละ”

สีหน้าคนฟังยิ่งดุกว่าเดิม “ทำไมคุณไม่บอกผมเลย”

“ก็ฉันยังไม่ชัวร์นี่หว่า” พฤทธิ์ส่งเสียงจึ๊กจั๊กอยู่ในลำคออย่างไม่พอใจนัก “แล้วผลจะเป็นไงฉันก็ไม่รู้ด้วย แค่หาแค่ถามไปสุ่มๆ กะว่าได้ผลค่อยบอกแกทีเดียว”

“อ้อ ถ้าเหลวก็จะได้ไม่เสียฟอร์ม”

“เสือก” แทงใจดำเสียจนต้องด่ากลับอย่างจริงใจที่สุด “อย่าทำเสียงเครียดดิวะ คืองี้ แกบอกฉันใช่มั้ยล่ะว่ารถของลุงก่อเบรคแตก ฉันเลยไปคุ้ยข่าวมาว่ามีอะไรพูดถึงบ้าง ที่ทำงานแม่ฉันมีหนังสือพิมพ์เก่าเก็บไว้เยอะ”

“ข่าวไหน”

“ข่าวลุงก่อไง” เด็กหนุ่มผละตัวไปคุ้ยอะไรในกองหนังสืออยู่สักพัก หยิบหนังสือพิมพ์เก่าขึ้นมาได้ฉบับหนึ่งก็ชูหน้าแรกให้ดู “นี่ไง บ้านแกอยู่สมุทรสงครามใช่ไหม รถเบรคแตกเกือบตกแม่กลอง ไม่ได้เซ็นเซอร์ทะเบียนรถด้วย”

กวินมองตามรูปซากรถที่แน่นิ่งอยู่ข้างถนนแล้วอะไรบางอย่างก็วูบขึ้นมาในห้วงความคิด เรียกคิ้วเข้มให้ขมวดมุ่นเข้า หากชายหนุ่มตัดสินใจไม่พูดอะไรออกไปตอนนี้นอกจาก

“แล้วไง”

“แกบอกว่ารถเพิ่งออกจากอู่ ฉันเลยสงสัยแล้วเอาทะเบียนไปให้พี่ปราชญ์ช่วยสืบให้หน่อยว่าซ่อมอู่อะไร มีข้อมูลเรื่องการซ่อมอะไรมั้ย” เขาตอบพลางเปิดอีเมล์ที่ปราชญ์เพิ่งส่งมาให้สดๆ ร้อนๆ โหลดไฟล์ขึ้นจอใหญ่แล้วยันโน้ตบุ๊คของตัวเองไปข้างหน้า “ฉันก็ไม่รู้เรื่องสืบสวนนักหรอกนะ แต่เผื่อเป็นหลักฐานได้อะไรงี้”

ภาพที่ปราชญ์ถ่ายมาเป็นกระดาษโน้ต เขียนเอาไว้ด้วยลายมือหวัดๆ เหมือนรีบจดมาระหว่างพูดคุย กวินกวาดสายตามองไปแล้วพบว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ปราชญ์จดลักษณะและสภาพของรถมา เป็นรถญี่ปุ่นยี่ห้อดัง สีดำ นานๆ ก็โผล่มาเช็กสภาพสักทีหนึ่งแต่ไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพ่อเขาที่ก็รู้ๆ อยู่แล้ว ที่สำคัญ ตำรวจไม่น่าจะพลาดอะไรง่ายๆ พวกนี้...

“แต่จะว่าไป อะไรแบบนี้ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้นี่หว่า” พฤทธิ์พึมพำขึ้นมาขัดจังหวะความคิด สีหน้าผิดหวังลงระหว่างไล่อ่าน “ล่าสุดคือมาซ่อมกันชน ซื้อยางรถกับน้ำมันเบรคกลับไป...”

น้ำมันเบรค

กวินชะงักไป เขาไม่เคยรู้เลยว่าวันนั้นพ่อซื้อน้ำมันเบรคกลับมา

ที่บ้านมีรถสองคัน ของพ่อกับของคมเดช และมอเตอร์ไซค์ของเขาอีกหนึ่ง ถือมันเป็นสมบัติส่วนตัวที่ต้องดูแลกันเอง ไม่ไปเกี่ยวข้องหรือก้าวก่ายระหว่างกัน พ่อไม่มีทางซื้อน้ำมันเบรคมาเติมให้ใครแน่นอกจากตัวเอง

 

“แล้วมึงล่ะทำได้ยังไง รถพ่อเบรคไม่ทำงานกะทันหันเนี่ยนะ รถที่เพิ่งเอาออกจากอู่เนี่ยนะ! มึงฟังยังไงให้เป็นอุบัติเหตุวะ!!

“เพิ่งออกจากอู่ยังไงพ่อก็แค่ไปซ่อมกันชนกับซื้ออะไหล่ เกี่ยวอะไรกับเบรควะ! ตำรวจบอกว่ารถพ่อเก่าแล้ว ระบบก็แค่ขัดข้องกะทันหัน อย่าบ้าให้มันมากนักได้มั้ย!

 

กวินนิ่งเงียบไป ค่อยๆ เรียบเรียงความคิดให้เคลื่อนตัวเข้าล็อก คมเดชบอกว่าฟ้องต่อแล้ว ใช่ เพราะฉะนั้นรถของพ่อก็น่าจะยังเก็บไว้ทำคดี ถ้าสะกิดเรื่องนี้ไปให้ตำรวจสืบต่อล่ะก็...

“คุณฤทธิ์ ขอผมถามให้ชัวร์หน่อยนะ คุณรู้เรื่องซ่อมรถใช่ไหม”

คนถูกถามกะพริบตากับคำถามลุ่นๆ นั่น แต่ท่าทางเหมือนกวินจะคิดอะไรสักอย่างออก เขาเลยไม่ขัด

“ก็พอรู้บ้าง ทำไมวะ”

“น้ำมันเบรค” ร่างวิญญาณตอบ “ถ้าโดนตัดสายเบรค ขับออกมานิดเดียวก็รู้แล้วว่าเบรคทำงานไม่ได้ แต่ถ้าน้ำมันเบรคในรถเก่ามาก มันจะเกิดอะไรขึ้น”

“ก็เดือด” พูดไปแล้วก็ชะงัก น้ำมันเบรคมีจุดเดือดสูงเอาไว้รับแรงดันเพื่อการห้ามล้อรถยนต์อยู่แล้ว หากจุดเดือดที่ว่าจะค่อยๆ ต่ำลงเองตามสภาพความชื้นและเวลา “ถ้าไม่ทำอะไรกับมันเลย ขับต่อไปได้สักพักแล้วเหยียบเบรคแรงๆ เบรคอาจจะจม...”

“พ่อจะเข้าอู่เฉพาะตอนทำสีกับปัญหาที่ใหญ่จริงๆ แบบแก้เองไม่ได้ ถ้าพ่อซื้อน้ำมันเบรคมา แปลว่าจะเอามาเปลี่ยนเอง” กวินเสริมต่อ “ของรถพ่ออาจจะเริ่มเก่าแล้ว ถ้าเบรคฝืดบ้างก็ไม่แปลก แต่ถ้าโดนเปลี่ยนน้ำมันเบรคให้เก่ากว่าที่มีอยู่มากๆ เข้า...”

คำพูดหยุดเว้นไว้แค่นั้นแต่เข้าใจกันดี พฤทธิ์ขบกรามแน่นเข้าอย่างไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อ ในขณะที่กวินเอื้อมแขนข้างหนึ่งมารั้งตัวเขาไปกอดเร็วๆ

“ขอบคุณมากครับ” เอ่ยแค่นั้นจบก็ผละไปหาเครื่องโน้ตบุ๊คที่วางอยู่ข้างๆ “ผมต้องบอกพี่ชายผม”

“ฮะ ยังไง”

“สมัครเมล์ใหม่ ไม่เป็นไร ผมเชื่อว่าพี่ผมเอาไปปะติดปะต่อให้ตำรวจเองได้”

“เฮ้ย ไอ้บ้า แล้วแกจะบอกว่าใครส่งไปวะ!

“ใครก็ได้ที่รักบ้านผม” กวินตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “คุณก็ได้”

พฤทธิ์หันไปสบถ หากเด็กหนุ่มก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่สนหรอก เลยพ่นลมหายใจยาวแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง มือคว้าหนังสือรวมเนื้อหาฟิสิกส์ขึ้นมาได้ก็หยิบขึ้นมามอง เอาน่า ปิดเทอมที่ผ่านมาเขาอาจจะทำข้อสอบได้ไม่หมดทุกชุดอย่างที่พ่อหวังไว้ เขาอาจจะไม่ได้บรรลุเรื่องวงจรไฟฟ้าจนทะลุปรุโปร่งอย่างที่เคยวางแผน แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ได้ทำอะไรแล้วสักอย่างหนึ่งล่ะ

การที่กวินดึงเข้าไปกอดแบบนั้น มันแปลว่าทุกอย่างจะดีขึ้น จะต้องดีขึ้นแน่ๆ

เสียงโทรศัพท์เข้าอีก พฤทธิ์เลิกคิ้วสูงขึ้นเมื่อเห็นชื่อของปราชญ์ปรากฏบนนั้น ขอให้ไม่เกี่ยวกับเรื่องลุงก่อเลย ให้ตายชักเหอะ

“ครับเฮีย” เขารับสาย

“ฤทธิ์ โทษที ช่วยอะไรพี่หน่อย”

“อะไรครับ”

“ดูแลไอ้เก่งที”

มันไม่เกี่ยวกับลุงก่อจริงๆ นั่นแหละ แต่เล่นเอาพฤทธิ์ถึงกับเงิบกินไปพักหนึ่ง

“เอ่อ... อะไรนะครับ?”

“ไปดักมันที่หน้าบ้านที ตอนนี้น่าจะยังทัน” ปราชญ์ตอบกลับมา น้ำเสียงฟังรีบร้อนอย่างประหลาด “มันทะเลาะกับไอ้วิน เดี๋ยววินพี่จัดการเอง ดูแลไอ้เก่งด้วย”

“เฮ้ย เดี๋ยวดิเฮีย มันเกิดอะไร---”

แว่วเสียงตะคอกหนักๆ ผ่านมาคำหนึ่งก่อนจะถูกตัดสายไปกลางคัน พฤทธิ์มองโทรศัพท์ในมืออย่างแปลกใจ ถ้าฟังไม่ผิด เนื้อเสียงแบบนั้นเป็นของวิธานแน่ แต่คนอย่างวิธานน่ะหรือจะตะคอก? ไม่มั้ง ถึงจะโกรธแค่ไหนวิธานก็ไม่เคยทำเสียงน่ากลัวแบบนั้น ฟังผิดไปรึเปล่า

“มีอะไรหรือครับคุณฤทธิ์” กวินถามมาจากหลังหน้าจอ หากเด็กหนุ่มทำได้เพียงโบกมือปัดเป็นเชิงปฏิเสธ

“เปล่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีหรอก เดี๋ยวฉันขอลงไปข้างล่างแป๊บนะ”

“ธุระเร่งด่วน?”

“มั้ง” พฤทธิ์ตีหน้าเหยเก “แต่ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีว่ะ ให้ตายเหอะ”

 

 

กวินเห็นด้วย นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า เรื่องดี แน่

พฤทธิ์หายไปประมาณสิบนาที ก่อนจะกลับมาพร้อมกับร่างผอมๆ ของเพื่อนสนิทข้างบ้าน แต่เกรียงไกรกลับมาในสภาพที่เรียกได้ว่าเละเทะยับเยิน เปล่า เสื้อผ้าหน้าผมอะไรยังคงเรียบร้อย เป็นเสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงขาสั้นธรรมดาทั่วไป ร่างกายไม่มีร่องรอยบาดแผล... เพราะบาดแผลพวกนั้นไปปรากฏอยู่ในดวงตาหมดแล้ว

วิญญาณหนุ่มมองกลับไปเหมือนจะถาม หากพฤทธิ์ทำได้เพียงลอบส่ายศีรษะแล้วลากเกรียงไกรเข้าห้องน้ำไป ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำไปหมด ขอบตาช้ำ เปรอะเปื้อนเป็นคราบลงมาถึงคาง

เด็กหนุ่มเจ้าของห้องเดินกลับออกมาระหว่างรอเกรียงไกรล้างหน้า กระซิบ

“เฮียปราชญ์โทรมาบอกว่ามันทะเลาะกับป๋าวิน”

“แค่นั้น?”

“มันไม่ใช่แค่นั้น” คนตอบตีหน้ายุ่ง “ถ้าเก่งมันทะเลาะกับใคร ฉันไม่ยุ่งหรอก แต่นี่มันทะเลาะกับป๋า”

“ไม่โอ๋เกินไปหน่อยเหรอ ไม่ใช่เด็กแล้วนะคุณ”

พฤทธิ์เงยหน้าขึ้นมอง ตอบเป็นคำสุดท้าย

 

“ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาเป็นไม้ยืนต้นได้นะเว้ย”

 

คนฟังกะพริบตาไปอย่างคาดไม่ถึง ในขณะที่อีกฝ่ายหมุนตัวกลับ ลากเกรียงไกรที่พยายามยกชายเสื้อขึ้นเช็ดหน้าให้มานั่งดีๆ บนเตียง หน้าตายังยับเยินไม่เปลี่ยน แต่พอได้น้ำเย็นๆ ลูบเข้าแล้วก็ดูจะสงบลงได้บ้าง

พฤทธิ์ยืนอยู่ที่ปลายเตียง ถาม

“เป็นอะไร”

“...เปล่า”

“เฮียปราชญ์โทรมาบอกว่ามึงทะเลาะกับป๋า” พฤทธิ์คาดคั้นด้วยประโยคเดิมกับที่เพิ่งบอกกวินไป เสียงอ่อนลงกว่าปกติมาก “จะโกหก จะเงียบ จะเล่า เลือกเอาละกัน”

เกรียงไกรเงยหน้าขึ้นมองเหมือนเด็กหลงทาง อึกอักไปหลายวินาทีกว่าจะตอบ

“พี่... พี่วินเกลียดกูแล้ว...”

“เฮ้ย ไม่มั้ง”

“เขาเกลียดกูแล้ว” เกรียงไกรย้ำเสียงสั่น พยายามสูดลมหายใจเข้า “เขา... เขาไม่เชื่อกูแล้ว เขาไม่ฟังกูแล้ว อึ๊ก...” เด็กหนุ่มก้มลงปาดน้ำตา “เขา... เขา...”

“มึงใจเย็นๆ สิวะ แค่ทะเลาะกันเขาจะเกลียดมึงเลยเรอะ รู้จักกันมาตั้งกี่ปี”

 

“ทำไมจะไม่ได้วะ พ่อรู้จักกูตั้งแต่เกิด ยังเกลียดกูได้เลยนะโว้ย!

 

เกรียงไกรตะคอกกลับ หากไม่มีความน่ากลัวปนอยู่ในน้ำเสียงเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งกวินที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรก็ยังจับได้ถึงแก้วเสียงที่ใกล้จะเป็นสะอื้น และรอยร้าวที่ฝังอยู่ในใจมานานเกินกว่าจะสมานให้หายขาด...

ถ้าวิธานทำให้เกรียงไกรหัวเราะได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม เวลาที่จะเรียกน้ำตา... ก็แปลว่าเรียกได้ง่ายที่สุดเช่นเดียวกัน

พฤทธิ์เงียบไป เขาคิดว่าเขาเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นดี เพราะคนทุกคนมี ข้อยกเว้น เป็นของตัวเอง... ความกลัว ก็เช่นกัน ซึ่งความกลัวของเกรียงไกรกับของเขาเป็นเรื่องเดียวกันมาตลอดเลยยิ่งเข้าใจ อาจแตกต่างไปบ้างในรายละเอียด หากโดยภาพรวมแล้ว มันเกิดมาจากคนคนเดียวกันเสมอ

คนที่ให้เราเกิดมา...

“ตอนแรกกูกะว่าจะถามมึงต่อนะ แต่ไม่ต้องแล้ว” พฤทธิ์ถอนหายใจยาว “ไป ลุก ไปร้านป้าแช่มกัน ถ้ามึงจะกินเหล้า กูจะแบกมึงกลับเอง”

เกรียงไกรไม่สบตา

“...ไม่กินกับกูเหรอ”

“ไม่เป็นไร กูจะแดกโค้กเป็นเพื่อนมึง”

คนร้องไห้ฝืนหัวเราะออกมาได้เบาๆ พฤทธิ์พ่นลมหายใจอีกครั้งแล้วพยักเพยิดเป็นเชิงให้ลุก เกรียงไกรไม่ขัดขืน ปาดหน้าเข้ากับแขนเสื้อแรงๆ สองสามทีแล้วเดินตามเจ้าของห้องออกนอกประตูไป แต่ยังไม่ทันจะพ้นธรณีประตูดี พฤทธิ์ก็ชะงัก หมุนตัวกลับแล้วบอก

“มึงไปรอข้างล่างไป ขอกูเข้าห้องน้ำหน่อย”

เกรียงไกรพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย พฤทธิ์ปิดบานประตูลง เงยหน้าขึ้นมองดวงวิญญาณตรงหน้าจนคนถูกมองต้องเลิกคิ้ว

“อะไรครับ”

“จัดการเรื่องพี่แกเสร็จรึยัง”

“เสร็จแล้ว คงทำอะไรไม่ได้ไปอีกสักพักแหละ” กวินยักไหล่ “ไม่ต้องห่วงผมหรอก ห่วงเพื่อนคุณเถอะ”

“เขี้ยว”

“ครับ?”

“แก... ไม่ได้เกลียดไม้เลื้อยหรอกใช่มั้ย?”

ดวงตาสบเข้า กวินเลิกคิ้วสูงกว่าเดิมก่อนจะวาดยิ้ม ส่ายศีรษะเบาๆ แล้วก้มลงกระซิบใกล้ๆ อย่างจงใจให้ไอเย็นของตัววิญญาณระผ่านข้างหู

“ก็... ผมคิดว่าผมยังเกลียดคุณอยู่นะ”

เสียงกลั้วหัวเราะ แม้แต่พฤทธิ์เองก็ยังเผลอหัวเราะตามไปด้วยระหว่างที่ยกมือขึ้นทาบกับไหล่โปร่งแสง ทำท่าเหมือนจะยันให้ออกไปห่างๆ หากวินาทีที่กวินกะจะชิงผละไป เด็กนั่นกลับกระชากเขาให้เข้าไปใกล้กว่าเดิม กระซิบชิดริมหูอย่างไม่เคยทำมาก่อน

“เอ้อ เกลียดก็เกลียดวะ”

กวินอึ้ง แต่พฤทธิ์ชิ่งหนีออกไปก่อนแล้ว ปล่อยให้ผีหนุ่มลอยค้างอยู่แบบนั้น นานเท่านานกว่าจะหลุดหัวเราะออกมา แยกไม่ออกระหว่างความอ่อนใจกับขบขัน

ใครบอกว่าเขาเข้มแข็ง หยัดยืนได้ตรงเป็นไม้ยืนต้น

เปล่าเลย พฤทธิ์ต่างหากที่เป็น แล้วก็พฤทธิ์อีกนั่นแหละที่คอยเฝ้ามอง ดูแล และเป็นเสาค้ำให้ไม้เลื้อยรอบกายพึ่งพิงเสมอมา

นั่นคือเหตุผลที่เขาเกลียดนัก

 

ก็ไอ้ไม้ยืนต้นนั่น... อารมณ์ขันมันดันร้าย และเป็นอันตรายต่อหัวใจเป็นบ้า!

 

 

 

From Writer:


เรื่องสืบคดีกระเตื้องขึ้นนิดหนึ่ง... //นิดจริงๆ //ปิดหน้า เราไม่ถนัดอะไรสืบสวนสอบสวนจริงๆ ค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ //นั้มตา
อยากเขียนพัฒนาการระหว่างคู่หลักอีกเยอะๆ ฮือ อยากกอดอยากจูบอยากฟัดคุณฤทธิ์ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าเร็วเกินไป อยากชะลอออกไปอีก อดทนไปนะเขี้ยวนะ ไว้ความอดทนหมดหลอดเมื่อไรค่อยเอาให้เต็มที่---- #ผิดผิดผิดผิด

ไม่ได้อัพเรื่องนี้นานเลย ฟฟฟฟ #กราบทุกคนค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #122 Playmore (@Playmore) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 19:52
    รออออออออ -3- สนุกมากมาต่อไวๆนะ >^<
    #122
    0
  2. #120 derbluepiggy (@derbluepiggy) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 14:32
    ไรท์ กลับมาแต่งเรื่องนี้นาวววว5555555
    #120
    0
  3. #119 IAM'MK (@makam2248) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 18:13
    ชอบบบ อยากให้ไรท์มาแต่งต่อนะคะ &#128525;&#128525;
    #119
    0
  4. #118 Alyss N. (@shigamorinice) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 08:15
    ผู้ชายของไรท์อร่อยเกินไปล้าวววววว
    #118
    0
  5. #115 Natchanan Taengpho (@tonkaw-17706) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 00:14
    น่าร๊ากกก////เพิ่งอ่านเจ้าค่ะไม่รู้ขุดเจอได้ไงเเต่สนุกมากค่ะ
    #115
    0
  6. #114 Nut'reeeee (@nutree) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 23:50
    เขินนน อ้าก ลุ้นๆ! ขอให้เขี้ยวกลับร่างตัวเองได้
    #114
    0
  7. #113 pete (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 เมษายน 2558 / 15:46
    อ่านแล้ว อุทานออกมาได้แค่

    อ๊ายยยยยยยยยยยยย

    แอร๊ยยยยยยยยยยยย

    อ๊ากกกกกกกกกกกกก

    แล้วก็ยิ้มเป็นบ้าอยู่หน้าคอม!!!! เขิลสลัดตับห่านเลยคะคุณ!!!มาต่อเร็วๆนะคะ กะลังขึ้นเลย แอร๊ยยยยยยยยย!!!!
    #113
    0
  8. #110 2OOS (@viskyzz) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 มกราคม 2558 / 15:46
    อัพพพพพพพ รอค่ะ
    #110
    0
  9. #109 BD_FC_Reborn&LSK (@playzzz1) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 12:34
    อัพๆๆๆๆๆ

    สะกดจิตค่ะ!
    #109
    0
  10. #107 เก้าอี้น้อย (@zabow) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 / 23:07
    รู้สึกถึงดาเมจ>W< ว่าแต่เก่งทะเลาะอะไรกับป๋า
    #107
    0
  11. #106 SoRa_rt (@korinasai) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 19:04
    วุ่นวาย ทะเลาะอะไรกัน
    #106
    0
  12. #104 suikun (@shinora) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 21:58
    กระเตื้องความเร็วหอยหลอด(?) สองหน่อนี่ยังกัดกันเลือดโชกโคตรเขิน นุ้งพฤทธิ์กำลังจะกลายเป็นแม่สื่อ(?) #ชอบการเปรียบกับไม้เลื้อยไม้ยืนต้นจริงๆ
    #104
    0
  13. #103 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 19:43
    โอเคอ่านตอนนี้แล้ววิ่งไปดูต้นไม้ข้างบ้าน...จิ้นเลยดีมั้ย//โดนโบกข้อหาผิดประเด็น5555
    ป๋าวินกะเก่งเป็นอาร๊ายยยย=<>=
    #103
    0
  14. #102 123mo321 (@jmomiji) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 18:56
    รู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง...
    #102
    0
  15. #101 dark-violin (@dark-violin) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 17:07
    นึกอะไรไม่ออกนอกจากว่าน่ารักมากกกก แล้วก็ เดี๋ยวจะไปหาไม้ยืนต้นกับไม้เลี้ยงมาปลูกข้างกันมั่งนะคะ...
    #101
    0
  16. #100 Sushi_Burger (@superkiller) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 16:05
    สารภาพค่ะ
    ตอนขึ้นมาว่าเจ็ดเดือนเเล้วนี่....//เลาเผลอมโนไปถึงตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน *ป๊ะริ๊ดเอาคอนเวิร์สฟาด*
    โอย อิที่บอกว่าปิดเทอมผ่านไปไวไม่ได้ทำอะไรนี่กระแทกใจเเละไตดังปั้กมาก เอื้อออออออออ
    //และลั่นทุกความคิดของป๊ะริ๊ด ทู่เรศสุดนี่คือยกน้องสาวให้เฮียข่ะ พ่อคุณณณณ หวงน้องบ้างไรบ้างงงง 
    รู้สึกว่าริ๊ดกับเขี้ยวถึงเนื้อถึงตัวกันมากขึ้นนะคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ //ฤทธิ์บอกไม่ได้ติดกอด แต่เป็นติดเขี้ยวเเทนสินะ----*ผัวะ!!*
    เดี๋ยว อิหนูววววววววววว *บินเข้าไปกอดปลอบ โอก เกิดอะไรขึ้นนนนน ป๋าทำอะไร ป๋าทำอะไรรรรรร บอกซ้อริ๊ดสิ!/เดี๋ยวเดี๋ยวเดี๋ยว

    #100
    0
  17. วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 15:15
    อ่านจบเเล้วไหล่สั่นเลยค่ะ รู้สึกเหมือนโดนดาเมจอะไรสักอย่า่งมากๆ ถ้ามาต่อเร็วๆก็ดีสิ
    #99
    0