Mail to Hell ถึงคุณยมบาล (Yaoi)

ตอนที่ 13 : [ 10 ] หัวใจหยุดเต้นไม่ได้ทำให้คนตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 380
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 ก.ค. 57

 
 
10.
หัวใจหยุดเต้นไม่ได้ทำให้คนตาย


 

 

ท่านยมบาลครับ วิญญาณไม่ควรจะมีหัวใจไม่ใช่หรือ

ผมไม่ควรจะรู้สึกอะไร มากไปกว่าแค่ “ห่วง” ใช่ไหม...

 

 

ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ

และขอโทษนะครับ อีเมล์ฉบับที่แล้วผมงี่เง่าเอง

อย่าเพิ่งพาเขี้ยวกลับไปนะครับ

ไม่ใช่ตอนนี้...

 

 

ถึงจะบอกว่าไม่ได้สืบก็เถอะ แต่อะไรที่ถามได้ เขาก็ถามไว้ก่อน

“พ่อ ปกติบริษัทพ่อเนี่ยคู่แข่งเยอะไหม”

คำถามลุ่นๆ จากคนเป็นลูกชายทำให้คุณพัสกรเงยหน้าขึ้นมามอง เลิกคิ้วนิดหนึ่งอย่างแปลกใจ

“ทำไมจู่ๆ ก็ถาม”

“ไม่รู้สิ จู่ๆ ก็สงสัยมั้ง”

พฤทธิ์ตอบโดยไม่ได้สบตา แค่ตักข้าวเข้าปากไปเรื่อยๆ ท่าทางเหมือนปกติ ผู้เป็นพ่อหยุดคิดไปนิดหนึ่ง พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็หันไปเล่าสถานการณ์คร่าวๆ เกี่ยวกับบริษัทให้ภรรยาฟัง ลูกชายก็หูผึ่ง พยายามนั่งทำความเข้าใจไปเรื่อยเผื่อจะมีอะไรสาวไปถึงฝั่งบ้านนายก่อได้บ้าง

ส่วนใหญ่คุณพัสกรจะเล่าแต่เรื่องคู่ค้าและฝั่งผู้ประกอบการ ฟังเหมือนจะมีปัญหาบ้างแต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไร แค่ความเข้าใจไม่ตรงกันนิดหน่อยตามประสาคนทำงาน

ยิ่งฟังยิ่งเบื่อ อันที่จริงเขาก็ไม่ถูกกับเรื่องเงินๆ ทองๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้วน่ะนะ พอพัสกรไล่ไปถึงเรื่องกำไร ขาดทุน การตั้งราคา เขางี้บวกลบเลขในใจตามแทบไม่ทัน แต่พอจะรู้คร่าวๆ ว่ากิจการตอนนี้ก็ไปได้สวย ถึงจะไม่ใช่บริษัทใหญ่โตแต่ก็ทำกำไรได้สูงจนมีชื่ออยู่ในอันดับต้นๆ ติดแค่ยังแพ้ทางบริษัทของต่างชาติอยู่มากก็เท่านั้น บริษัทในไทยก็มีบริษัทดีๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาก แต่น้ำเสียงที่เล่าฟังชื่นชมคู่แข่งไม่น้อยเลยทีเดียว อันที่จริง พ่อเขาก็ไม่ใช่คนกลัวการแข่งขันอยู่แล้ว

“พูดถึงแต่พ่อ ฤทธิ์ล่ะ อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว”

อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องไปกะทันหัน พฤทธิ์หน้าตึงขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เด็กหนุ่มพยายามปรับหัวคิ้วไม่ให้กดเข้าหากันแต่ก็ทำไม่ได้ ซ้ำแววตายังเผลอขวางออกมาโดยไม่รู้ตัวเสียอีกจนคุณพัสกรต้องนิ่วหน้า

“พ่อแค่ถาม ทำไมต้องตาขวางด้วย”

“ผมเปล่า” เสียงกระชาก

“ฤทธิ์ ใครสอนให้ทำเสียงก้าวร้าวแบบนั้นใส่พ่อ”

อีกฝ่ายเลือกที่จะเงียบ หลุบนัยน์ตาลงมองจานข้าวนิ่ง ไม่ตอบอะไรอีกจนผู้เป็นพ่อเริ่มไม่พอใจ กดบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้หนักหน่วงลงจนคนที่เหลือเริ่มเจื่อนไปตามๆ กัน

“พ่อ กินข้าวเถอะ” คุณมทนาพยายามไกล่เกลี่ย แต่สามีกลับสวนใส่เสียงเย็นโดยไม่หันไปมองด้วยซ้ำ

“เลิกเข้าข้างฤทธิ์ได้แล้ว”

พฤทธิ์ตักข้าวอีกคำเข้าปาก คุณพัสกรหรี่ตาลง มองท่าทางนิ่งๆ นั่นแล้วเปรยอีกครั้ง

“เอาข้อสอบเก่ามาให้พ่อดูซิ ทำไปถึงไหนแล้ว”

เด็กหนุ่มยังเงียบ แค่ยันตัวลุกขึ้นแล้วก้าวพรวดๆ ไปบนห้อง เดินกลับลงมาพร้อมข้อสอบปึกหนึ่งกับกระดาษทดอีกหลายแผ่น หากอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหยิบขึ้นมาดู แค่มองหน้าลูกชายตรงๆ แล้วถาม

“ทำได้กี่ชุดแล้ว”

“ก็พอสมควร” คำตอบเลี่ยง

“จบเล่มหรือยัง”

“...”

“ทำไมพ่อไม่เคยเห็นลูกอ่านหนังสือเลย เห็นแต่ทำอะไรก็ไม่รู้”

คนถูกกล่าวหาเผลอขบกรามแน่น พยายามกดดวงตาให้มองต่ำเอาไว้ ไม่ให้มันฉายแสงกร้าวขึ้นไปสบกับบิดาตรงๆ ไม่ให้ใครก็ตามบนโต๊ะมองเห็นมัน

“คนขี้เกียจไม่มีวันประสบความสำเร็จหรอก แล้วแบบนี้จะไปสู้ใครเขาได้ยังไง” เสียงของคุณพัสกรยิ่งเย็นเยียบเข้าไปใหญ่ ไม่มีแววล้อเล่นปนอยู่เลยแม้แต่น้อย “ลินน่ะพ่อไม่ห่วงหรอก แต่พ่อเสียดายฤทธิ์ เราฉลาดกว่าไอ้พัชมันซะอีก ถ้าขยันหน่อย ทำข้อสอบซ้ำเป็นสิบๆ รอบแบบพัชก็สอบติดวิศวะได้สบายๆ ปิดเทอมนี้ก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะไปแข่งรถเป็นกุ๊ยเหมือนเดิม หรืออยากสอบเข้าที่ดีๆ ให้ได้อย่างพี่เขาบ้าง”

พฤทธิ์ไม่มีอะไรจะตอบ เขาไม่มีพื้นที่ให้ตอบตั้งแต่แรกแล้ว

 

 

กวินมองเจ้าของพันธะเดินกลับขึ้นไปบนห้อง ลงกลอนประตูแล้วยืนพิงมันอยู่อย่างนั้นนิ่ง

มันเป็นบทสนทนาประจำบ้านนับตั้งแต่การสอบปลายภาคเริ่มใกล้เข้ามา ซึ่งวิญญาณหนุ่มพอจะเดาได้ว่าหลังปิดเทอมไปคงสาหัสสากรรจ์กว่านี้แน่ ทั้งสงครามเย็นในบ้าน ทั้งสายตาขวางๆ ของพฤทธิ์นี่ด้วย

“เขี้ยว”

เสียงเรียกแหบแตก เด็กนั่นยังคงก้มหน้าลง

“ครับ”

 

“...กอดบ้างได้มั้ย”

 

กำแพงบางๆ ที่เผลอกั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวพังทลายด้วยคำถามง่ายๆ คำถามเดียว แต่กวินไม่ว่าอะไร แค่ลากตัวอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้เงียบๆ ดันศีรษะนั่นให้ซบลงกับบ่าตัวเองจนเกือบจะเป็นบังคับ หากพฤทธิ์ไม่ได้ขัดขืน ไม่ได้ยกแขนขึ้นกอดตอบด้วยซ้ำ

“เหนื่อย?” คนกอดเปรยเป็นเชิงถาม แต่เด็กหนุ่มส่ายหัว

“ไม่เป็นไร” คำตอบงึมงำ “ฉันไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร...”

“คุณฤทธิ์...”

“ขออีกสิบนาที แล้วฉันจะไปอ่านหนังสือ”

“แล้วตอนพ่อคุณถาม ตาขวางทำไม”

“ฉันไม่ชอบให้พูดเรื่องซ้ำๆ” เด็กหนุ่มตอบอ้อมแอ้ม ไม่เต็มเสียงนัก “โดยเฉพาะเรื่องที่ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำ...”

“คุณไม่ชอบให้พูดเรื่องซ้ำๆ หรือคุณก็แค่ไม่ชอบสิ่งที่ทำอยู่ครับ”

กวินกระซิบถามแนบอยู่กับศีรษะเขา ปลายจมูกฝังลงที่ข้างขมับ ค่อยๆ ไล่ไปช้าๆ จรดไรผม พฤทธิ์เผลอกลั้นหายใจไปชั่ววินาที ไม่มีลมหายใจระมาตามผิว มีแค่ไอเย็นๆ ไร้ซึ่งชีวิตเหมือนอย่างเคยที่โอบกอดไว้...

เขาหลับตา หัวใจเต้นแรงขึ้น

ห้องเงียบลง เจ้าของอ้อมแขนนั่นรู้ดีว่าเมื่อไรควรจะหยุดพูด และให้ตายเถอะ พฤทธิ์ไม่เคยคิดเลยว่าแค่การกอดง่ายๆ ในความเงียบจะส่งผลกระทบถึงหัวใจเขามากได้ขนาดนี้ สาหัสจนรอยร้าวที่เขาควรจะชินชาเริ่มปริแตก ค่อยๆ ทวีความแสบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ และกำลังจะกระเทือนไปถึงขอบตา...

ถ้ากำแพงที่เผลอกั้นขึ้นมาคือความกระดาก งั้นบางทีเขาก็ควรจะเลิกรู้สึกอย่างนั้นได้แล้วเวลาที่กวินเข้ามาใกล้ เพราะอ้อมแขนเย็นเฉียบนั่นอุ่นเป็นบ้าสำหรับอุณหภูมิระดับนี้

อุ่นเกินไปจนไม่อยากให้ปล่อยเลย...

“อยากระบายอะไรไหม” กวินเปรยถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ พอดีจังหวะกับขอบตาที่เริ่มร้อน พฤทธิ์กัดฟันกรอด พยายามข่มมันเอาไว้แล้วพึมพำ

“ไม่ ฉันไม่เป็นไร ฉันทำได้อยู่แล้วเว้ย แค่วิศวะเอง” เขาย้ำกับตัวเอง พยายามจะหัวเราะ “แค่สี่ปีกับอาชีพทั้งชีวิต ไม่เป็นไรเว้ย งานดีไซน์กินไม่ได้อยู่แล้ว ฉันทำได้ ฉันเรียนได้ ฉันต้องสอบได้...”

“ถ้าคุณเกลียดมันขนาดนั้น---”

 

“ไม่--- ฉันทำให้พ่อผิดหวังไม่ได้”

 

คำประกาศ แน่วแน่ ชัดเจน แม้จะสั่นพร่าไปบ้าง แต่ทุกอย่างบ่งบอกชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ วูบหนึ่งที่กวินนึกสงสัยว่าถ้าเขาไม่ได้เป็นแค่ร่างวิญญาณ ไม่ได้ผูกพันธะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแบบนี้ เขาจะมีวันได้รู้จักคนตรงหน้าอย่างจริงจังหรือเปล่า...

เพราะสิ่งที่พฤทธิ์ฉาบเอาไว้ก่อนออกจากบ้านคือความเข้มแข็ง มีแค่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำตะโกนด่า และอะไรอีกมากมายตามประสาเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีความสุขที่สุดในโลก

ไม่เคยมีเค้า ไม่มีแม้แต่วี่แวว

 

แล้วคนที่กลั้นเอาไว้แม้แต่น้ำตา สะกดเอาไว้แม้แต่ความเจ็บปวดของตัวเอง... จะเจ็บแค่ไหน

 

รู้จักกันมาสามเดือน กวินรู้ว่าพฤทธิ์ไม่ใช่คนร้องไห้ง่าย ไม่ใช่คนขี้กลัว ไม่ใช่คนไร้ความคิด และไม่ใช่คนหัวอ่อน หากคนทุกคนล้วนมี ข้อยกเว้น เป็นของตนเองทั้งสิ้น ซึ่งข้อยกเว้นของเด็กตรงหน้า -- ข้อยกเว้นที่รักมาก รักมาก รักมาก และยอมให้ทุกอย่างจนยอมหลอกตัวเอง -- จะเป็นอะไรไปได้อีก นอกจากคนร่วมสายเลือดเดียวกัน...

ใจหนึ่งก็อยากตราหน้าว่าโง่นักที่ยอมติดอยู่ในกรอบ ยอมโดนกดหัวไปตามค่านิยมบ้าๆ ของพวกผู้ใหญ่ แต่อีกใจหนึ่งก็ทำได้แค่เงียบ เพราะเขาไม่มีสิทธิ์อะไรไปด่าการตัดสินใจของคนอื่นเลย

ถ้ามีคนที่พร้อมจะสละทุกอย่างเพื่อความฝันของตัวเอง แล้วมันจะแปลกอะไรถ้ามีคนที่พร้อมจะสละทุกอย่างเพื่อคนอื่น

พฤทธิ์ก็แค่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ สำคัญ ที่สุดของตัวเอง -- แค่นั้น -- แล้วมันจะไปเรียกว่าโง่ได้ยังไง ในเมื่อแต่ละคนจัดลำดับความสำคัญของตัวเองไม่เท่ากันตั้งแต่แรกแล้ว

 

แล้วคนที่รู้ตัวเมื่อสายอย่างเขาเล่า จะมีโอกาสมอบความรักให้ใครสักคนได้บ้างไหม...

 

กวินพยักหน้ารับอย่างอ่อนใจนัก กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางกระซิบ

“ถ้าคุณเลือกแล้ว งั้นมันก็จะไม่เป็นไร”

ครั้งนี้พฤทธิ์ผละออกมาสบตาด้วย ขอบตาแดงเห็นเส้นเลือดเป็นริ้วแต่ว่าไม่มีน้ำตา พึมพำถามกลับ

“...จริงนะ?”

“ก็คุณตัดสินใจแล้วนี่” วิญญาณหนุ่มหัวเราะรับเบาๆ “ทำไปเถอะครับ อะไรที่คุณคิดว่าคุ้มค่ากับหัวใจคุณน่ะ ผมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายหรือเสนอความเห็นนี่ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับชีวิตคุณด้วยซ้ำ”

ดวงตาสบเข้า นานพอจะเห็นความกลัวที่ซ่อนอยู่ รวมไปถึงความลังเลอีกมากมายที่ค่อยๆ สลายลงไปช้าๆ

พฤทธิ์ยิ้มให้เขาเขินๆ ทีหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าแค่แก้เก้อหรือแทนคำขอบคุณ หากมากพอจะหยุดเวลาเอาไว้กะทันหัน หยุดสติของกวิน และหยุดการหมุนตัวของโลก ปรับเปลี่ยนการโคจรและแรงโน้มถ่วง ดึงดูดวิญญาณหนุ่มให้ก้มลงไปใกล้ก่อนจะทันได้คิด

เขาไม่มีสิทธิ์ เขาไม่มีสิทธิ์เลย

แต่ว่า...

 

ริมฝีปากเย็นเฉียบกดแนบลงที่กลางหน้าผาก แผ่วเบา หากหนักแน่นและมั่นคงที่สุดเท่าที่ใครคนหนึ่งจะทำได้

และทำให้หัวใจ... หยุดเต้น

 

พฤทธิ์ไม่แน่ใจว่ามันผ่านไปกี่วินาที สาม ห้า สิบ หรือว่านานกว่านั้น รู้แต่ว่ามันนานจนเขาลืมหายใจ

หัวสมองไม่ได้หยุดทำงานหรือขาวโพลนอย่างที่เคยได้ยินมา แต่ว่าทุกอย่างมันตีกันไปหมด ค่อนไปทางอึ้งเสียเป็นส่วนใหญ่จนฉายออกมาทางสีหน้า ก่อนที่เท้าจะถีบออกไปก่อนเป็นอย่างแรก!

กวินลอยวืดผละห่างไป ท่าทางเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว

ทั้งๆ ที่ริมฝีปากนั่นเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็ง แต่พฤทธิ์หน้าร้อน... ร้อนจัด ไอ้ก้อนเนื้อบ้าๆ ในอกข้างซ้ายก็เต้นระรัวเสียจนเผลอกลัวตัวเอง พอเห็นกวินเผลอยกมือขึ้นปิดปาก หลบตาไปคล้ายว่าไอ้เมื่อกี้เจ้าตัวคนทำเองก็ไม่ได้ตั้งใจ ขาก็พานทรุดลงไปนั่งยองๆ กับพื้น ก่อนจะก้มหน้างุดเข้ากับเข่าตัวเองท่าทางเครียดจัด

 

นั่นมันอะไร นั่นมันอะไร นั่นมันอะไร!

 

“...ขอโทษครับ”

กวินพึมพำไม่เต็มเสียงนัก พฤทธิ์ยังไม่ยอมเงยหน้า ได้แต่กุมหัวตัวเองแน่น เรียกได้ว่าถ้าทึ้งผมให้หมดหัวแล้วไม่เจ็บเขาทึ้งไปแล้ว

“...รึเปล่า”

วิญญาณหนุ่มชะงักไปนิด “อะไรนะ”

“เวลาปลอบ แกทำยังงี้กับทุกคนรึเปล่า” เด็กหนุ่มถามเสียงอู้อี้ ตัวคำถามคุ้นๆ ว่าใครสักคนก็เคยถามอะไรแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน เล่นเอากวินอึกอัก พูดไม่ออกไปหลายวินาทีกว่าจะตอบ

“ก็... เปล่า...”

คนฟังลดมือที่กุมหน้าผากอยู่ลงพลางเหลือบตาขึ้นสบด้วย เผยให้เห็นแววคาดคั้นไม่แน่ใจ ร่องรอยสีเรื่อๆ ที่กระจายไปตามรูปแก้มอย่างห้ามไม่ได้ กับริมฝีปากล่างที่ถูกขบจนเกือบเลือดซิบ ค่อยๆ ขยับเค้นออกมาอย่างยากลำบาก

“ไอ้...เวร...เอ๊ย...”

พฤทธิ์ชมแทนคำตอบ เห็นกวินถอยห่างออกไปประมาณสามช่วงตัวแล้วยิ่งอยากด่า ไอ้บัดซบ มันไม่รับผิดชอบแก้มที่ร้อนไปหมดของเขาเลย ไม่รับผิดชอบลมหายใจที่สะดุดไปและไม่รับผิดชอบหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะนี่ด้วย!

บรรยากาศน่าอึดอัดทิ้งตัวลงอย่างช่วยไม่ได้ ผ่านไปหลายนาทีที่มีแต่ความเงียบ ค่อยๆ ชะลออัตราการเต้นของหัวใจลง ทำให้หัวเย็นลงได้อีกหน่อย แต่สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

 

นั่นมัน... จูบ...

 

แล้วคนเราจะจูบกันทำไม ถึงมันจะเป็นผีแล้วเขาเป็นคน ถึงมันจะเป็นผู้ชายแล้วเขาก็เป็นผู้ชาย -- อย่างที่มั่นใจว่าไม่ใช่ประเภทแอบเกย์แน่ๆ -- แต่ที่เกิดมาตลอดจนจะสิบเจ็ดปีนี่ เขาว่าเขาไม่ได้โง่นะ...

“เอ้อ...”

เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นมาทำลายความเงียบ พฤทธิ์เกร็งตัวขึ้น รอฟัง

“ถ้า -- เอ้อ -- คุณโกรธผม---” กวินเว้นวรรคไปอย่างพยายามคิดคำพูด แม้ผลที่ออกมาจะไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไรนักก็ตาม “คือ... คุณจะทำเป็นลืมๆ ไป สมมติว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้---”

“พูดเหมือนลืมง่ายนักนี่โว้ย!! พฤทธิ์เงยหน้าขึ้นตะคอกกลับก่อนจะทันได้คิด แต่พอสบตาเข้าก็ชะงัก สบถอะไรออกมาขรมไปหมดแล้วก้มหนีไปอีก ส่งเสียงคำรามอยู่ฟ่อๆ อารมณ์ว่าถ้าเข้าไปใกล้ในระยะเอื้อมถึง ต่อให้ผีก็ผีเถอะ โดนอัดอ่วมแน่ๆ ไม่ต้องลุกขึ้นมาเลย “แล้ว... หน้ามืดอีท่าไหนขึ้นมาวะ...”

ประโยคสุดท้ายถามมาเสียงอ้อมแอ้ม กวินมุ่นคิ้วเข้า สบถออกมาบ้างแล้วตอบแค่ว่า

 

“ก็...เหตุผลเดิมกับที่พ่อทำงานให้บ้านคุณล่ะมั้ง”

 

พฤทธิ์หน้าแดง อ้าปากพะงาบๆ อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่พูดไม่ออก อันที่จริง หัวสมองเขากำลังจะหยุดทำงานแล้วด้วยซ้ำไป ได้ยินกวินพึมพำขอโทษซ้ำมาอีกรอบหนึ่งแล้วหน้ายิ่งร้อนผ่าวๆ กว่าเดิม ชักไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่แน่ หงุดหงิดน่ะใช่แต่ไม่ได้โกรธ ตกใจแต่ว่าไม่ได้เกลียด แล้วก็...

ไม่ ไม่ มันไม่มีอะไร มันไม่ควรจะมีอะไร

เขาถอนหายใจออกมายาวเหยียดเหมือนจะปลดปล่อยอารมณ์ ทิ้งตัวลงนั่งแผ่กับพื้นแล้วเงยหน้าขึ้น เอาหลังศีรษะพิงบานประตูพร้อมกับหลับตาลง

“เขี้ยว”

“ครับ”

“พ่อแกอกุศลกับบ้านฉันเหรอ”

“...เอ่อ ไม่มั้ง”

“แล้วมันจะเหตุผลเดียวกันได้ไง”

คำถามเหมือนพยายามจะแกล้งโง่มากกว่าไม่เข้าใจจริงๆ กวินตีหน้าปุเลี่ยนแปลกๆ พอจะเข้าใจอยู่ว่าไอ้เด็กนี่พยายามพูดไปเรื่อยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่มัน...

 

“ผมขอเหอะนะคุณฤทธิ์” วิญญาณหนุ่มซบหน้าลงกับฝ่ามือ “ให้ผมบอกคุณทุกคำพูดมันจะจั๊กกะเดียมกว่าเดิม”

 

...พรืด

น้ำลายแทบพุ่ง คราวนี้ความหมายชัดเจนมากจนไปต่อไม่เป็นเลย

พฤทธิ์ลอบมองหน้าอีกฝ่ายอย่างชักกระดากขึ้นทุกที แต่พอเห็นสีหน้านั่นแล้วมุมปากก็ขยับขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว เขาเคยเห็นกวินทำสีหน้ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ ทั้งยิ้ม ทั้งหัวเราะ ทั้งโกรธ ทั้งเกือบจะร้องไห้ แต่แบบนี้... เขาคิดว่ายังไม่เคยเห็นมาก่อน ไอ้มือที่ยกขึ้นเกาหลังคอไปเรื่อยไม่ยอมปล่อยสักทีนั่นก็ด้วย

มันเขิน

มันเขินอยู่แน่ๆ

พฤทธิ์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมุมปากเขายิ้มออกไปเอง พอกวินสบถอะไรสวนกลับมาสองสามคำโดยไม่ยอมสบตาสักที ก็พอจะสรุปได้ว่าไอ้เหตุการณ์เมื่อกี้ก็ไม่แย่เท่าไรหรอกมั้ง...

แค่หน้ามืดกันนิดหน่อย แค่อุบัติเหตุเล็กน้อย ถึงจะทิ้งตะกอนอะไรลงไปกวนในใจให้ขุ่นได้อยู่บ้าง แต่เด็กหนุ่มเชื่อว่าคงไม่ใช่ตะกอนที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้น

อย่างน้อยๆ ตอนนี้เขาก็ลืมไปแล้วล่ะว่าเครียดอยู่

 

บางทีนะ บางที...

ตัวตนของกวิน อาจจะจำเป็นต่อเขามากกว่าที่คิดก็ได้...

 

“...ขอบคุณว่ะ”

พฤทธิ์เผลอพึมพำออกมาเบาๆ จนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ หากไม่เบาพอจะทำให้อีกฝ่ายทำเมินไปได้เมื่อกวินเลิกคิ้ว สีหน้าประหลาดกว่าเดิม

“นั่น... ไม่ใช่คำตอบใช่ไหม”

เจอดอกนี้สวนเข้าไปถึงขั้นสะดุ้ง เกือบลืมไปเลยว่ายังมีคดีค้างกันอยู่

“เฮ้ย! ไม่ได้ตอบอะไรทั้งนั้นโว้ย!!

“งั้นขอบคุณอะไร? ที่ผมจู---”

“ยู้ดดด!! หยุดคำกริยาเอาไว้ตรงนั้นแล้วหุบปากเลยครับไอ้คุณเขี้ยว!” พฤทธิ์รีบยกมือขึ้นห้าม ชี้หน้า “เมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น โอเค จบเรื่องนะ ฉันจะไปอ่านหนังสือ เพราะงั้นไสหัวลงไปนั่งเงียบๆ ที่มุมห้องเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นฉันจะให้น้าเทิดเอาแกไปเก็บ!

เด็กหนุ่มรัวใส่อย่างเผด็จการที่สุด แต่คนโง่ที่ไหนมาฟังก็รู้ว่าแก้เขินกันเห็นๆ กวินหัวเราะ เอ็นดูก็ไม่ใช่ อ่อนใจก็ไม่เชิง เล่นเอาพฤทธิ์สบถคำว่าฉิบหายอยู่ในใจดังลั่นไปหมด ท่าทางหลังจากนี้เขาจะต้องสั่งให้กวินเลิกหัวเราะด้วย ไอ้ผีนี่ขี้เล่นขี้ขำก็จริง แต่เวลามันไปคุยเล่นกับผีตนอื่นไม่ยักเห็นหัวเราะแบบนี้ แล้วจะทำยังไงเขาก็ไม่ชินกับมันเสียทีด้วย

“เอ้า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นวะ” วิญญาณหนุ่มเคลื่อนเข้ามาขยี้ผมเขาแรงๆ ทีหนึ่งแล้วรีบถอยผละไปก่อนจะคว้าตัวไว้ทัน “สู้ๆ นะครับคุณฤทธิ์”

มันไม่ใช่รอยยิ้มที่กว้างหรือสดใสที่สุด ไม่ได้อ่อนโยน ไม่ได้น่ามอง แต่ว่า...

 

ก็แค่ยิ้ม...

ที่ลามไปถึงตา...

 

เด็กเตรียมสอบยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองพลางแยกเขี้ยวใส่วับ เสียแต่สายตาขวางๆ ดุๆ ดูจะใช้ไม่ได้ผล สิ่งที่พอจะทำได้ที่เหลือเลยมีแค่ยันตัวลุกขึ้นไปประจำโต๊ะทำงาน หยิบหนังสือข้อสอบกับกระดาษทดขึ้นมาวางกองรวมไว้

ย้ำอีกครั้ง เขาไม่ชอบให้กวินยิ้ม

แต่วิธีลูบหัวแบบนั้น... เขาว่าเขาไม่รังเกียจนักหรอก

 

...อย่างอื่นก่อนหน้านี้ก็เหมือนกัน

 

 

 

From Writer:


เมื่อใดที่ตอนในสต๊อกลดลงเรื่อยๆ ดิฉันก็จะใจหายขึ้นเรื่อยๆ //โดนคนอ่านตบ

ค... คู่นี้มีพัฒนาการกันแล้วนะ!! //ปิดหน้าเขิน //แต่งเองก็เขินเอง ฮือ เขี้ยวมันหล่อ //กำลังคิดอยู่ว่าเร็วไปไหม แต่ช้ากว่านี้เดี๋ยวเรื่องจะยืดเอา ถถถถถถ กว่าจะแตะตัวกันได้ทีนี่ลำบากเหลือเกินค่ะ กะจังหวะอยู่นานมาก

ปล. เม้าธ์มอยเฉยๆ ล่าสุดไปอ่านแท็ก #พล็อตอมตะ ในทวิตเตอร์มาค่ะ (คนเล่นแท็กนี้สงสัยจะมีแต่สาววาย วายเต็มไปหมด) แต่ไม่รู้ทำไม เราอ่านแล้วขำน้ำตาแทบไหล สรุปเคะดิฉันยังจัดว่าเป็นเคะอยู่มั้ยคะเนี่ย 5555555555
จริงๆ ที่ขำที่สุดคือแนวมหาวิทยาลัยที่ตัวเอกทุกคนต้องเรียนวิศวะนี่แหละค่ะ มานึกได้ทีหลังก็เออ จริง ถ้าวายนี่มีแต่นิยายรักเด็กวิศวะทั้งนั้นเลย ยิ่งเมะๆ ทั้งหลาย ถ้าไม่วิศวะก็ต้องหมอ ไม่หมอก็สถาปัตย์

#สนใจเมะเรียนเศรษฐศาสตร์กับการโรงแรมไหมคะคุณ #โยนป๋าวินกับตาเขี้ยวส่งให้จากใจ #อรั๊งส์

ปล.2 บอกข่าว อิวูล์ฟเปิดบทความใหม่สำหรับลงแฟนฟิคชั่นและตอนหลังไมค์ต่างๆ เอาไว้แล้วนะคะ ใครสนใจจิ้มไปดูกันได้เลยเน้อ >> http://my.dek-d.com/wolf-zaa/writer/view.php?id=1197067



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #98 เก้าอี้น้อย (@zabow) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กันยายน 2557 / 01:31
    น่าร้ากกกกกกกกกกกกกกกกก=////=
    #98
    0
  2. #88 mesomeo2 (@mesomeo2) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 16:57
    ป๊าริ๊ดดดดด น่าย้ากกกก ><
    #88
    0
  3. #87 rin199742 (@rin199742) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 16:32
    กรี๊ดดด~คู่นี้พัฒนาแล้วววว~ >///< ปะริ๊ดน่ารักที่สุดดด
    #87
    0