สวัสดี อิอิ Hello world ^0^

ตอนที่ 15 : ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 พ.ย. 59

หน้าที่หนึ่ง. สมุด


หัวใจของฉันเต้นตุบๆ ไม่เป็นจังหวะ มือที่กำดินสอไว้ยังคงเกร็งแน่น

ใช่... ฉันวาดลงไปแล้ว

มันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันยังเป็นรูปภาพปกติบนกระดาษธรรมดาๆ

ใช่สิ! มันควรต้องเป็นแบบนั้น การที่มันเป็นแค่รูปวาดทั่วไปนี่แหละถูกต้องที่สุดแล้ว นี่ฉันคาดหวังให้มัน ไม่ธรรมดา’ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้แหละถึงจะใช่ ไอ้เรื่องเหนือวิทยาศาสตร์แบบนั้นน่ะ ใครเขาจะไปเชื่อ

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ฉันทรุดตัวลงแล้วนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว เหมือนได้ปลดปล่อยอะไรซักอย่างออกมาแบบคนบ้า  ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่สติหลุดไปไหนต่อไหน

สมุดเล่มนั้นมันครอบครองจิตใจของฉันมากเกินไป เหมือนกับแอปเปิ้ลอาบยาพิษ หวานหอม เย้ายวน แต่ก็อันตราย ยิ่งโดนมันล่อลวงเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกพิษของมันเล่นงานมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าถามว่า เจ้า ‘สมุดเล่มนั้น’ ที่ว่ามันคืออะไรล่ะก็...

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า...

 



แม้ผมจะนกมาเป็นล้านครั้ง แต่เหมือนว่าหัวใจของผมจะไม่ยอมเข็ดซักที T^T ไม่ใช่ว่าผมอยากเป็นแบบนี้หรอกนะ แต่ความรักมันบังคับกันไม่ได้นี่นา

แล้วไอ้คามรักที่ว่า มันก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่แล้วเมื่อกี้นี้ สดๆ ร้อน---

 

“นัฎศยา ทำไมเธอไม่ตั้งใจฟังครูสอนฮะ!

เสียงตวาดของอาจารย์นพดล อาจารย์วิชาฟิสิกส์ที่เลื่องชื่อลือนามในความโหดดังขึ้น ทำเอานักเรียนในห้องหันมามองฉันเป็นตาเดียว ก็แน่ล่ะ นัฏศยาที่กำลังถูกครูเฉ่งอยู่ก็คือฉันเองนี่

อาจารย์เดินดุ่มๆ ตรงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าสมุดเขียนนิยายของฉันดังหมับ พริบตาต่อมา สมุดเส่มนั้นก็ไปอยู่ในมือของอาจารย์เสียแล้ว

“ไม่นะ อย่าเปิดดูนะคะอาจารย์ อาจารย์ อาจ๊านนนนนน”

ไม่... ไม่ทันแล้ว

บอกได้คำเดียวเลยว่า ซวยสุดๆ!

อาจารย์พลิกเปิดทีละหน้าๆ แล้วไล่อ่านดู พลางเหลือบมามองฉันเป็นพักๆ หมดกันชีวิตฉัน แง ฉันยังไม่พร้อมเปิดเผยนิยายตัวเองให้สังคมรับรู้นะ ยังไม่มีคนรู้จักในชีวิตจริงซักคนที่รู้ว่าฉันแต่งนิยายอยู่ด้วยซ้ำไป คนที่ได้อ่านคนแรกควรจะเป็นคนสำคัญสิ แต่แล้วทำไมต้องเป็นอาจารย์สุดโหดที่ได้อ่านเป็นคนแรกด้วยเล่า

“อาจารย์ขา” ฉันพยายามอ้อนวอนอาจารย์สุดฤทธิ์ เพื่ออาจารย์จะยอมเห็นใจเด็กน้อยตาดำๆ คนนี้บ้าง “ขอสมุด---“

ฟึ่บ!

หางตาของฉันเหลือบไปเห็นอะไรสีขาวๆ ตกลงไปในสนามฟุตบอล ฉันชะเง้อคอไปทางหน้าต่างเล็กน้อยเพื่อจะดูว่ามันคืออะไรกันแน่

มันอยู่ไกลเกินไป มองไม่ออกเลยแฮะ รู้แต่ว่าเป็นสี่เหลี่ยมๆ แต่ถ้าให้เดาล่ะก็ มันน่าจะเป็นสมุด ไม่งั้นก็หนังสือ หรืออะไรประมาณนี้แหละ

เดี๋ยวนะ...

ห้องเรียนของฉันอยู่ชั้นบนสุดนี่นา แล้วถ้าฉันมองเห็นสมุดนั่นหล่นผ่านทางหน้าต่าง ก็แปลว่ามันต้องตกลงมาจากที่ที่สูงกว่าห้องนี้ ถูกมั้ย แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ ห้องเรียนของฉันอยู่บนสุด และโรงเรียนของฉันไม่มีดาดฟ้าให้ขึ้นไป

แล้วสมุดนั่นมันตกลงมาได้ยังไง... ปีนหลังคาตึกเรียนเหรอ

วิญญาณนักสืบเข้าสิง ต่อมอยากรู้ทำงานขึ้นทันที อีกสิบนาทีก็เลิกเรียนแล้ว คงต้องขอไปส่องหน่อยแล้วกันว่าเป็นสมุดอะไร ของใคร แล้วเจ้าของสมุดปีนขึ้นไปบนหลังคาตึกเรียนทำไม ไม่งั้นคืนนี้คงอยากรู้จนนอนไม่หลับแน่ๆ

 “นัฎศยา!

“นัฏศยา ตกลงเธอจะเอาสมุดไหมหา!

เสียงของอาจารย์นพดลดึงฉันออกจากภวังค์ เมื่อกี้ฉันเหม่อจนไม่ได้ยินเสียงคนรอบข้างเลยเหรอ ตายละ รู้สึกผิดต่ออาจารย์รอบที่สอง แต่ทำไมกันนะ แค่สมุดเล่มเดียวแท้ๆ ทำเอาฉันสติหลุดไปถึงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน

“ค่ะๆ เอาค่ะ” ฉันก้มหน้างุด ก่อนจะคว้าสมุดเขียนนิยายของฉันกลับมาจากอาจารย์ทันที

“คราวหลังจะทำอะไรก็ไปทำตอนพัก ชั่วโมงของครูขอให้ตั้งใจเรียน อย่ามาทำอย่างอื่นแบบนี้” อาจารย์ดุต่ออีกนิดหน่อย  ก่อนจะเดินกลับไปยังหน้าห้องแล้วอธิบายต่อ  ไม่ลืมที่จะส่งสายตาเย็นเยียบ พร้อมจะแช่แข็งนักเรียนให้หนาวไปถึงกระดูกให้ฉัน

แบบนี้ไงถึงได้ขึ้นชื่อว่าอาจารย์สุดโหดน่ะ!

 “กลับมาที่บทเรียน มาดูวงจร RLC แบบขนาน ถ้าลองเขียนเฟซเซอร์ไดอะแกรมดู---“

ทว่าจบการตักเตือนจากอาจารย์ได้ไม่ถึงห้าวิ ฉันก็กลับไปเหม่อต่ออีกแล้ว ช่างเป็นนักเรียนที่ดีจริงๆ เลยฉัน เฮ้อ! แต่ก็นะ ฉันเองก็อยากจะเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนอยู่หรอก ถ้าเนื้อหาที่เรียนมันไม่ได้น่าเบื่อสุดๆ แบบที่เป็นอยู่นี้ แถมยังยากเกินกว่าสมองน้อยๆ ของฉันจะเข้าใจได้อีกต่างหาก

สายตาของฉันไปหยุดอยู่ที่สมุดปริศนาเล่มนั้นอีกครั้ง หวังว่าจะไม่มีใครเก็บไปก่อนนะ

 

ในที่สุดสมุดนั่นก็มาอยู่ในมือของฉันจนได้

มันเป็นสมุดสีขาวๆ ที่หนาพอควรเลยล่ะ ประมาณร้อยแผ่นเลยมั้ง ปกหุ้มผ้าสีขาวอย่างสวยงาม ไม่มีลายแปลกปลอมเลยแม้แต่นิดเดียว ข้างในก็เหมือนจะไม่มีอะไรเลยเหมือนกัน แม้แต่เส้นบรรทัดก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ

และมันมีแค่นี้จริงๆ

เฮ้อ ไม่มีเบาะแสอะไรให้สืบต่อเลยเหรอ รู้สึกต่อมอยากรู้อยากเห็นไม่ได้รับการตอบสนองเลยแฮะ

แล้วฉันต้องทำยังไงกับสมุดนี้ต่ออะ ทิ้งไว้ที่เดิมเหรอ หรือเก็บกลับไปด้วย

“เธอมองเห็นสมุดเล่มนั้นด้วยเหรอ”

เสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง ฉันรีบหันขวับไปดูเจ้าของเสียงโดยอัตโนมัติ อาจารย์นพดลที่สอนฟิสิกส์นั่นเอง

“เดี๋ยวนะคะอาจารย์ แปลว่าคนอื่นไม่เห็นสมุดเล่มนี้เหรอคะ” ฉันเบิกตากว้างทันทีด้วยความตกใจ

“ก็ไม่ได้บอกซักหน่อยนี่ว่าคนอื่นจะไม่เห็นน่ะ”

ฮะ ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า...

เมื่อกี้อาจารย์สุดโหด โหดหิน โหดสุดๆ โหดตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเล็บเท้า โหดตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก โหดแม้แต่เด็กร้องไห้ยังต้องเงียบกริบ เขาเล่นมุกกับฉันงั้นเหรอ

ม่ายยย โลกต้องถึงกาลอวสานแล้วเป็นแน่แท้ เอ๊ะ หรือฉันฝันไป ใช่สิ! มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน ไม่มีทาง ไม่มีวันที่อาจารย์สุดโหดอย่างอาจารย์นพดลจะเล่นมุกกับนักเรียนหรอก ต่อให้เป็นวันโลกแตกอาจารย์เขาก็ไม่มีวันทำ ฉันต้องฝันไปแน่ๆ

“อาจารย์... เอ่อ... นี่เป็นความฝันหรือเปล่าคะ” ฉันถามไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“เปล่านี่” อาจารย์เลิกคิ้วอย่างสงสัย ราวกับว่านี่เป็นคำถามที่ประหลาดสุดๆ อย่างนั้นแหละ ก็นะ ถึงคำถามมันจะดูโง่ๆ พิกลก็เหอะ แต่หนูว่าอาจารย์ประหลาดกว่าคำถามหลายเท่าเลยอะค่ะ

“อย่างไรก็ตาม เธอเป็นเจ้าของสมุดเล่มนั้นแล้ว”

“ฮะ ไม่ใช่นะคะ สมุดนี่ของใครก็ไม่รู้”

“นี่เธอฟังไม่แตกหรือโง่กันแน่ฮะ” อาจารย์พูดพลางกลั้วหัวเราะในลำคอ แม้แต่โหมดแซะนักเรียนก็ยังสัมผัสออร่าความโหดไม่ได้อะ ถ้าเกิดปกตินะ ขนาดเค้าชมนักเรียนยังดูน่ากลัวเลยด้วยซ้ำไป

นี่ฉันหลุดมาอยู่มิติโลกคู่ขนานหรือเปล่าเนี่ย!

แววตาเย็นเยียบหายไป เหลือแต่ตายิ้มหยีอยู่บนใบหน้าของเขาเท่านั้น เหมือนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง

“ฉันบอกว่า เธอเป็นเจ้าของสมุดแล้ว แปลว่าจากนี้ไปเธอจะเป็นเจ้าของสมุดนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าก่อนหน้านี้จะเป็นหรือเปล่า เข้าใจ๊?”

รู้สึกผิดต่ออาจารย์รอบที่สามของวัน “ค่ะอาจารย์”

“อ้อ ว่าจะถามหลายทีแล้ว” อาจารย์นพดลฉีกยิ้มกว้าง “ฉันเป็นอาจารย์ของเธองั้นเหรอ”

หา...?

“หนูว่าอาจารย์ป่วยแล้วล่ะค่ะ”

 

“นี่เธอไม่เชื่อจริงๆ เหรอ” อาจารย์นพดลเบ้ปากพร้อมกับทำตาใส

ไม่สิ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องบอกว่า ผีที่สิงอาจารย์นพดลอยู่’ ต่างหากล่ะ เจ้าผีที่ว่านั่นบอกกับปากเองเลย ฉันได้ยินอยู่เต็มสองรูหู แล้วก็มั่นใจว่าไม่ได้หูฝาดด้วย

แต่ก็นะ ฉันไม่เชื่อหรอกโว้ยยยย

ฉันว่าอาจารย์น่าจะเป็นโรคไบโพลาร์มากกว่า แบบพอถึงเวลาสลับอารมณ์ก็จำตัวเองอีกคนไม่ได้ไรงี้ เหมือนมีคนสองคนอยู่ในร่างเดียว แต่อาจจะเพิ่งเป็น หรือร่างนี้ไม่เคยออกมาในโรงเรียนมาก่อน ถึงไม่เคยมีใครรู้

“ไม่เชื่อ ไม่มีทาง” ฉันปฏิเสธหัวแข็ง “นี่มันปี 2016 แล้วนะคะ ใครจะไปเชื่อเรื่องผีสางแบบนี้กัน”

“ไม่ใช่ผีซักหน่อย เป็นเทวดาต่างหาก” อาจารย์... เอ่อ อีกคนที่อยู่ในร่างอาจารย์ยู่ปากพร้อมกับทำตาใสแจ๋ว เกือบจะน่ารักแล้วแหละ ถ้าไม่ติดว่าร่างนี้เคยโหดร้ายกับฉันมากขนาดไหน

“จะเทวดาหรือจะผีก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ” ฉันตอบปัดอย่างขอไปที “หนูว่าอาจารย์ควรไปหาจิตแพทย์นะคะ ก่อนที่โรคมันจะเลวร้ายไปกว่านี้ การไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะคะ ไม่ได้แปลว่าคนที่ไปหาจะต้องเป็นบ้าเท่านั้น แต่---

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงเล่า” อาจารย์ยังคงเถียงกลับ “เอางี้ เธอลองเอาสมุดไปใช้ดูแล้วกัน ลองเอาไปวาดรูปดูซักรูปนะ”

“คะ?”

“สมุดเล่มนี้มันไม่ใช่สมุดธรรมดาๆ หรอกนะ ถ้าเราวาดรูปใครไป เขาจะมีชีวิตขึ้นมาหนึ่งวัน จะวาดคนที่ตายไปแล้วหรือคนที่ไม่เคยมีอยู่จริงเลยก็ได้ แล้วเดี๋ยวเธอก็รู้เองว่าฉันพูดจริงเปล่า”

“ยังไงหนูก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ”

ฉันยังคงยืนยันคำเดิม เรื่องบ้าๆ เหนือวิทยาศาสตร์แบบนี้ไม่มีวันเป็นจริงได้อย่างแน่นอน

ทว่าส่วนเล็กๆ ในใจของฉันกลับเรียกร้องให้ลองทำตามดู มือของฉันกำสมุดเอาไว้แน่น

ลองดูก็ไม่เสียหายหรอก จริงไหม แค่ลอง...

“ถ้าคราวหน้าอยากเจอฉันอีก จงเรียกฉันว่า ‘แนส” เขาพูดขึ้น “แต่อย่าเรียกฉันต่อหน้าคนเยอะๆ ล่ะ ฉันไม่เก่งฟิสิกส์เท่าไหร่ คงจะปลอมตัวเป็นเจ้าของร่างนี้ได้ไม่ดีนัก”





ปล. ไม่ได้อินสไปร์จาก W แต่อินสไปร์มาจากเดธโน้ตค่ะ.......

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น