[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 48 : 46 : เลือนราง [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,666
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



46

เลือนราง

 

หลังจากวันนั้นผมก็ถูกฤทธิ์ของฝนเล่นงานจนป่วย นอนซมอยู่โรงบาลเกือบอาทิตย์

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ป่วยหนักขนาดนี้ แม่เลยเป็นห่วงมากจนต้องเลื่อนไฟล์ทกลับอิตาลีเพื่ออยู่ดูแลผมจนหายดีก่อน ผมรู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของแม่ที่คอยดูแลผมอยู่ทั้งวันทั้งคืน แถมยังต้องเป็นห่วงเรื่องที่ร้านที่ต้องปล่อยให้น้าดูแล ผมไม่อยากเป็นภาระท่านนานนั จึงพยายามทำตัวเองให้หายเร็วๆ ถึงแม้ว่าจิตใจมันจะกำลังย่ำแย่มากก็ตาม

พ่อยังเอาแต่โทษเชนว่าทำให้ผมป่วย ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย พ่อบอกว่าเขาทำให้ผมกลายเป็นคนเหลวไหล ซึ่งนั่นทำให้ผมโกรธจนไม่อยากจะคุยกับพ่ออีกเลย ผมเอาแต่คิดว่าท่านไม่ควรปรามาสอะไรเชนแล้ว ในเมื่อเขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพ่ออย่างเด็ดขาดขนาดนี้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่เจอหน้าเชนอีกเลย แม้สักครั้ง

ผมพยายามโทรหาเขา หรือติดต่อทุกช่องทางเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ถูกเมินเฉยจนหมดความพยายาม ผมคิดไปต่างๆ นานาว่าเขาจะป่วยเหมือนผมหรือเปล่า หรือเขาจะแอบร้องไห้ในทุกๆ วันเหมือนผมมั้ย แต่ก็ไม่อาจรู้ได้เลย

เขาหายไป ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้มาก่อน

ตอนที่กลับมาพักฟื้นที่บ้าน มีบางครั้งที่ผมเกิดหูแว่วได้ยินเสียงรถของเขาแล่นมาจอดข้างรั้วเหมือนทุกที เห็นเงาของร่างสูงยืนอยู่ที่เดิมในหลายๆ ครั้ง แต่เมื่อผมวิ่งออกไปมองที่ระเบียงด้วยความคาดหวัง หัวใจของผมก็ถูกทำลายซ้ำๆ ด้วยความว่างเปล่าที่ตอกย้ำว่าทุกอย่างเป็นแค่เรื่องลวงตา

เขาไม่มา... และคงไม่มีวันมาให้ผมเห็นหน้าอีกแล้ว

ผมร้องไห้อย่างหนักจนน่ากลัวว่าไข้มันจะกลับมาเล่นงาน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้จริงๆ สุดท้ายเพื่อไม่ให้แม่เป็นห่วงไปมากกว่านี้ ผมเลยตัดสินใจกลับไปอยู่เชียงใหม่ตลอดปิดเทอมที่เหลือ เพราะอย่างน้อยที่นั่นผมก็มีเพื่อนไว้ชวนคุยชวนเที่ยวแก้เหงาบ้างไม่ปล่อยให้ตัวเองเศร้าจนป่วยขึ้นมา

การที่เชนทำสัญญาแบบนั้นกับพ่อ และเขาก็พิสูจน์แล้วว่าเขาทำได้จริงๆ ตลอดหลายอาทิตย์ที่เราเลิกกัน พ่อก็ไม่มีเหตุผลอะไรมาบังคับให้ผมไปอิตาลีด้วยอีก ท่านยอมปล่อยให้ผมกลับไปเรียนเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิมที่ผมเคยทำ ในขณะที่พ่อกับแม่บินกลับไปดูแลร้านที่อิตาลีได้อย่างสบายใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าผมจะไม่ถูกจับตามอง พ่อให้แม่โทรมาเช็กทุกวันว่าผมเป็นยังไง กลับไปคบกับเชนลับหลังท่านหรือเปล่า

แต่พ่อคงไม่รู้ว่าเชนเป็นคนจริงใจแค่ไหน ต่อให้ผมอยากจะกลับไปหาเขาใจจะขาด แต่ในเมื่อเขาตัดสินใจปล่อยมือแล้ว ก็ยากที่ฝ่ามือหนาจะยื่นกลับมาตรงหน้าผมอีกครั้ง

น่าเจ็บปวดจริงๆ ที่ความซื่อตรงของเขามันไม่มีข้อยกเว้นให้สำหรับผมเลย

“มึงไหวแน่นะไอ้ตรี” เสียงของไอ้เพื่อนตัวดีที่ถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามปลุกผมให้เงยหน้าขึ้นมาจากการฟุบลงไปกับโต๊ะเพราะรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด

“ไหว” น้ำเสียงของผมแหบแห้งซะจนต้องเอื้อมมือออกไปหยิบน้ำเปล่าที่ตั้งไว้ข้างแล็ปท็อปขึ้นมาจิบแก้กระหาย

ไอ้ซันถอนหายใจหนักๆ ออกมา แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่าเอื้อมมือมาตบไหล่ปลอบใจผมเบาๆ เหมือนทุกที ผมได้แต่ยิ้มบางๆ ตอบกลับไปด้วยความขอบคุณ อันที่จริง แค่มันเรียกผมออกจากห้องมาทุกๆ วันผมก็รู้สึกขอบคุณมันมากพอแล้ว ไม่อย่างนั้นผมคงต้องฟุ้งซ่านจนเป็นบ้าไปจริงๆ ที่ต้องอยู่ในห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำระหว่างผมกับเชนในทุกๆ ตารางเมตรแบบนั้น

ไอ้ซันยังคงทำงานที่ร้านกาแฟของพี่โมโดยเปลี่ยนมาทำงานกะกลางวันแทน เพราะมันต้องเตรียมตัวปรับเวลานอนรับเปิดเทอมที่จะมาถึงในอีกไม่กี่อาทิตย์ ดังนั้นจึงทำงานทั้งคืนไม่ไหว ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันถึงไม่ลาออกไปซะ เพราะยังไงมันก็มีเงินเหลือกินเหลือใช้มากมายจนไม่จำเป็นต้องมาทำงานพาร์ทไทม์ในร้านกาแฟแบบนี้เลยแม้แต่น้อย

แต่ผมก็ไม่สนหรอกว่าเหตุผลของมันคืออะไร อันที่จริง ตอนนี้ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแหละนอกจากเรื่องของตัวเอง จะว่าผมงี่เง่าก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องงี่เง่าจริงๆ ที่ในหัวผมมีแต่เรื่องของเชนวนไปวนมาในทุกๆ วินาที ความทรงจำมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันเหมือนกับจะกระตุ้มต่อมน้ำตาของผมได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผมเกลียดที่ตัวเองเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง

ผมพยายามหาอะไรมาทำให้สมองเลิกฟุ้งซ่าน ตั้งแต่ตื่นลืมตาผมก็รีบออกจากห้องให้เร็วที่สุด เพื่อที่สายตาจะได้ไม่ต้องกวาดมองสิ่งที่อยู่รอบตัวให้ปวดหัวใจมากนัก ผมมาขลุกอยู่ที่ร้านกาแฟทั้งวันเพื่อหางานประกวดแบบเล็กๆ น้อยๆ ทำพอให้สมองได้คิดเรื่องที่เป็นประโยชน์กับชีวิต พอตกเย็นผมก็ไปเล่นดนตรีที่ร้านของพี่เอซึ่งรับผมเข้าทำงานอีกครั้งเพราะว่าคนขาดพอดี แม้ว่าพอเปิดเทอมผมอาจจะไม่ได้เล่นประจำเพราะงานเยอะก็ตาม ชีวิตของผมวนลูปอยู่ในความวุ่นวายตลอดทั้งวันเพื่อไม่ให้ความทรงจำที่ทำร้ายจิตใจเข้ามาแทรกแซง

แต่ดูเหมือนว่ามันจะได้ผลแค่ยามลืมตาเท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ผมหลับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเขา ก็มักจะย้อนกลับมาหลอกหลอนผมเสมอ จนผมไม่รู้แล้วว่าควรจะต่อสู้กับมันด้วยวิธีไหน

“มึงนอนบ้างเหอะ เดี๋ยวก็ตายขึ้นมาจริงๆ หรอก” ไอ้ซันดุทันทีเมื่อผมยืดตัวขึ้นมาคลิกเม้าส์ทำงานต่อทั้งที่ร่างกายอิดโรยจนแทบจะขยับแขนไม่ไหวแล้ว

ผมหัวเราะขืนๆ ก่อนจะตอบมันอย่างดื้อดึง “มึงไม่ต้องห่วงหรอกน่า อดนอนมากกว่านี้กูก็เคยมาแล้ว”

พอได้ยินคำตอบแบบนั้นไอ้ซันก็ยิ่งทำสีหน้ายุ่งยากใจก่อนจะถอนหายใจหนักๆ ออกมาอีกรอบ “เออๆ แล้วแต่มึง ถ้าน็อกขึ้นมาจริงๆ กูจะสมน้ำหน้าให้”

ผมยิ้มขำกับคำประชดอย่างไม่จริงจังของไอ้เพื่อนตัวดี

“แล้วนี่มึงจะกินอะไรอีกป่าว เดี๋ยวกูให้ไอ้ตี๋ทำให้” มันถามขึ้นมา ผมเลยส่ายหน้า

“ไม่เอาว่ะ” แต่ดูเหมือนจะไปสะกิดต่อมหงุดหงิดของไอ้ซันเข้าอีก

“ไอ้สัส! วันๆ มึงจะประทังชีวิตด้วยเอสเพรสโซ่ร้อนแก้วเดียวไม่ได้นะ แล้วดู มึงแดกไปสักหยดหรือยังเนี่ย สั่งมาดมหรือไงฮะ” มันโวยวายยาวเหยียดในขณะที่ผมได้แต่ชะงักนิ่ง ไม่รู้จะเถียงอะไร

บางทีผมอาจจะสั่งมาดมเฉยๆ อย่างที่มันว่าก็ได้ เพราะผมไม่ชอบกาแฟขมๆ แบบนี้อยู่แล้ว ก็แค่สั่งมา เพราะเห็นว่า ‘เขา’ ชอบ

งี่เง่าชะมัดเลย

“มึงเอาเค้กมะ เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง” มันพูดเองเออเองก่อนจะตะโกนบอกโชที่เฝ้าเคาน์เตอร์อยู่ แต่ตามองมาที่โต๊ะเราด้วยสีหน้าเป็นห่วงที่ถูกมองข้าม “ตี๋ เอาเค้กมาก้อนนึง อะไรก็ได้ก้อนใหญ่ๆ อ่ะ” ผมอดขำไม่ได้กับความสนิทสนมที่ทวีขึ้นจากวันแรกของไอ้ซันกับโช

หลายวันที่ผ่านมาผมเห็นทั้งสองคนทำงานเข้ากันเป็นปีเป็นขลุ่ยแล้วก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง ผมรู้ว่าที่ผ่านมาไอ้ซันไม่ได้เกลียดโชจริงจัง ที่กวนตีนเขาก็แค่แกล้งเล่นเท่านั้น แต่ดูเหมือนความกวนประสาทของมันจะเป็นตัวแทนเชื่อมมิตรภาพที่ทำให้ทั้งสองคนสนิทกันมากขึ้นทุกวันไปแล้ว

ไม่นานโชก็เอาเค้กสองก้อนมาเสิร์ฟที่โต๊ะด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ ผมดูออกว่าเขายังประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าผม อาจเป็นเพราะยังรู้สึกผิดกับเรื่องในคืนนั้นหรืออะไรก็ตาม ผมไม่อาจมองออกเพราะได้สร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองจากการรับรู้ความรู้สึกผ่านแววตาของเขาไปแล้ว ไม่ใช่เพราะผมเกลียดเขา แต่เพื่อปกป้องเขาจากหัวใจที่ไม่มีวันสั่นคลอนของตัวเองต่างหาก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่คุยกับเขาอีกเลยหรอกนะผมแค่กันตัวเองออกมาในระยะปลอดภัยจากความรู้สึกที่อาจจะทำร้ายจิตใจของใครหลายๆ คนเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดประตูฝั่งมิตรภาพให้เขาเข้ามาได้เต็มหัวใจ โดยไม่คิดจะตั้งแง่ใดๆ

“เอ่อ... ผมเลี้ยงด้วยคน” โชพูดอึกอัก ขณะวางช้อนไว้ตรงหน้า ผมเลยเงยหน้าขึ้นไปยิ้มแห้งๆ ให้เป็นการขอบคุณ

นี่สภาพผมมันแย่ขนาดที่ทุกคนต้องร่วมกันบริจาคอาหารประทังชีวิตให้เลยเหรอ

“เยอะขนาดนี้จะกินหมดได้ไง” ผมทำหน้าแหย รู้นะว่าทุกคนเป็นห่วง แต่อยู่ๆ จะให้สวาปามเค้กหวานๆ สองก้อนเนี่ย มันยากเอาการอยู่นะครับ

“แดกๆ ไป พวกกูจะไม่ทำงานจนกว่ามึงจะแดกหมด จะนั่งจ้องอยู่งี้แหละ” ไอ้ตัวเผด็จการว่าก่อนจะเอื้อมมือออกไปเกี่ยวคอโชลงมานั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่อย่างถือวิสาสะ

เงื่อนไขของมันทำเอาผมต้องยืดตัวขึ้นมากินเค้กตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ยังไงซะผมก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครถูกด่าเพราะอู้งานหรอกนะ พอเห็นผมยอมหาอะไรเข้าปากอย่างว่าง่าย ไอ้เพื่อนตัวดีก็ยิ้มอย่างพอใจ ขณะที่โชเองก็ยิ้มนิดๆ อย่างให้กำลังใจผม จนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางดีใจกับเรื่องเล็กน้อยไม่เข้าเรื่องของทั้งสองคน คำว่ามิตรภาพที่ฉายชัดเข้ามาในหัว ทำให้หัวใจที่เคยจมปลักอยู่ในวังวนความเสียใจของผมเหมือนได้รับแสงแดดอุ่นๆ ที่ถึงแม้จะไม่ช่วยให้ผมหาทางออกจากวังวนนี้ได้

แต่อย่างน้อย ก็ช่วยเติมเต็มหยดน้ำในหัวใจที่แห้งเฉาของผมให้กลับมาชุ่มชื้นขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

 

เวลาผ่านไป

คิวเล่นดนตรีของผมอยู่ที่สี่ทุ่มตรง แต่ผมออกจากร้านกาแฟมาตั้งแต่สองทุ่มเพื่อนั่งดื่มแอลกอฮอล์ขวดเดิมที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ปกติผมไม่ดื่มก่อนเล่นเท่าไหร่นัก เพราะไม่ใช่นักดนตรีประเภทที่ต้องใช้แอลกอฮอล์ย้อมใจก่อนขึ้นแสดง แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเครื่องดื่มมึนเมาเพียงไม่กี่แก้วมันช่วยให้อารมณ์ของผมฟุ้งกระจายจนเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้ง่ายจริงๆ

ผมนั่งดื่มอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ พลางคุยกับบาร์เทนเดอร์ที่สนิทกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกเรียกขึ้นเวที ผมถึงกับเซเล็กน้อยเพราะวันนี้ดื่มไปมากพอตัว แต่ก็แนบเนียนพอที่จะไม่ทำให้ใครดูออกว่าเริ่มเมา

“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่อาจจะคิดเองก็ได้ว่าผมยิ้มออกไป ก่อนจะเริ่มเล่นเพลงที่ถูกขอมาจากลูกค้าโต๊ะประจำก่อนเป็นอันดับแรก โดยที่ไม่ทันรู้เลยว่ามันจะเป็นเพลงเศร้าที่เพียงแค่ไล้นิ้วไปตามสายกีตาร์จนเกิดเสียงดนตรีที่เป็นอินโทรของเพลง มันก็สะกิดรอยแผลในจิตใจของผม ให้อักเสบขึ้นมา

              

Well you only need the light when it's burning low

Only miss the sun when it starts to snow

Only know you love her when you let her go

Only know you've been high when you're feeling low

Only hate the road when you're missing home

Only know you love her when you let her go

And you let her go

 

ผมแสยะยิ้ม นึกสมเพชตัวเองขึ้นมาเมื่อร้องจบท่อนนี้ มันเหมือนกับถูกมีดแหลมๆ แทงเข้ามาที่กลางใจจังๆ ด้วยความจริงที่ถูกเอ่ยผ่านบทเพลงที่ตัวเองเป็นคนร้องเอง

ผมรู้ว่าผมรักเขามากแค่ไหน... ก็ตอนที่ผมเสียเขาไป

มันไม่ใช่สิ่งที่ผมไม่เคยรู้ แต่เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยตระหนักถึงความรุนแรงของมันเลยว่า เมื่อวันหนึ่งเขาไม่ได้อยู่ข้างผมแล้วจริงๆ มันจะเจ็บเจียนตายขนาดนี้

 

Staring at the bottom of your glass

Hoping one day you'll make a dream last

But dreams come slow and they go so fast

You see her when you close your eyes

Maybe one day you'll understand why

Everything you touch surely dies

 

ผมยังคงร้องเพลงต่อไป ทำทีเป็นไม่สนใจว่าทุกคำร้องที่เปล่งออกมา มันล้วนกระตุ้นให้ต่อมน้ำตาที่พยายามปิดเอาไว้ดึงดันจะล้นทะลักออกมาอย่างเกินจะห้ามไหว

เสียงของผมขาดห้วงและผิดเพี้ยนไปอย่างคุมไม่อยู่ แต่โชคดีที่เวลาค่ำแบบนี้ทุกคนในร้านต่างก็เริ่มเมามาย จนไม่มีใครคิดจะทักท้วงนักดนตรีที่เล่นเพี้ยนอย่างน่าอับอายอยู่บนเวที ผมแสยะยิ้มให้กับความน่าสมเพชของตัวเองอีกครั้ง โทษตัวเองที่คิดผิดเลือกเล่นเพลงนี้ก่อน เพราะลองเป็นแบบนี้แล้ว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมจะเล่นเพลงต่อๆ ไปได้ยังไง

 

But you only need the light when it's burning low

Only miss the sun when it starts to snow

Only know you love her when you let her go

            Only know you've been high when you're feeling low

Only hate the road when you're missing home

Only know you love her when you let her go

              

แต่ในที่สุดผมก็ประคับประคองเพลงเศร้าๆ ที่ร้องอย่างกระท่อนกระแท่นนี่ไปได้จนจบอย่างน่าใจหาย อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นส่งสายตาขอโทษขอโพยไปให้พี่เอที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งยิ้มบางๆ กลับมาพลางชูแก้วแอลกอฮอล์ขึ้นเหนือหัวบ่งบอกว่าไม่เป็นไร

ผมยิ้มตอบเล็กๆ สูดหายใจเข้าลึกพยายามตั้งสติ แต่มันก็ยากเย็นเหลือเกิน

“เพลงต่อไป...” ผมยื่นหน้าเข้าไปพูดกับไมค์แทนความเงียบระหว่างพยายามเรียกสติตัวเองกลับมา 

แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อสายตาดันเหลือบไปเห็นใครบางคน ยืนอยู่ตรงมุมที่มืดและห่างไกลที่สุดของร้าน

ร่างสูงในชุดสีดำสนิททั้งตัวหวังจะกลืนหายไปกับแสงสลัวภายในร้านที่ผู้คนกำลังวุ่นวาย กำลังยืนจ้องผมอยู่ตรงนั้น โดยมีควันบุหรี่สีขาวขุ่นที่คาบอยู่ในริมฝีปากบาง ช่วยอำพรางใบหน้าหล่อเหลาที่ผมเฝ้าคิดถึงตลอดมา

แต่เขาคงไม่รู้ว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นมันโดดเด่นเกินไป ต่อให้เหลือเพียงแต่เงา ผมก็ไม่มีทางลืมดวงตาคมกริบแสนร้ายกาจที่มองผมด้วยความรู้สึกหลากหลายตลอดมาได้แน่นอน และทันทีที่สบตากับผม คนใจร้ายก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินหนีไปทันที

“เดี๋ยวก่อน!” ผมเผลอตะโกนเรียกโดยลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนั่งอยู่หน้าเวที ไมค์ที่ช่วยขยายเสียงทำให้ทุกคนในร้านหันมามองอย่างงุนงง

เว้นแต่เขา ที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

“ขะ...ขอโทษครับ” ผมพูดใส่ไมค์แค่นั้น ก่อนจะละล่ำละลักลุกขึ้นมา ทิ้งกีตาร์ลงข้างตัวทำให้มันแผดเสียงดังลั่นผ่านลำโพงจนคนส่งเสียงก่นด่าด้วยความรำคาญ แต่ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำตอนนี้คือต้องตามแผ่นหลังกว้างนั่นให้เร็วที่สุด ก่อนที่เขาจะหายไปไหนอีก

ผมลากร่างกายที่โซซัดโซเซด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ออกมาจนถึงนอกร้าน ตามร่างสูงแสนคุ้นเคยที่เพิ่งคลาดสายตาไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัวที่เอ่อล้นขึ้นมา

“เชน!” ผมตะโกนเรียกชื่อเขาซ้ำๆ พร้อมกับมองไปรอบตัว แต่ท่ามกลางคนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมา กลับไม่มีแม้แต่เงาของเขาเลย

ผมตาฝาดงั้นเหรอ? นี่ผมเมาจนเผลอสร้างภาพลวงตาขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนแบบนั้นเลยหรือยังไง?

นี่มัน...อะไรกัน

ในขณะที่ผมได้แต่สับสนอยู่กับตัวเอง หลังจากเดินวนไปวนมาเหมือนคนบ้าจนกระทั่งเหนื่อยหอบ และต้องยืนนิ่งเพื่อหยุดพัก บางอย่างที่ลอยมาตามลมก็ทำให้ผมต้องหยุดชะงักเพื่อพิจารณาว่ากลิ่นหอมฉุนนั้นเป็นกลิ่นเดียวกับกลิ่นที่ผมไม่ได้สัมผัสมานาน

กลิ่นของบุหรี่นอกยี่ห้อดังซึ่งเป็นเหมือนกลิ่นประจำตัวของเขาถูกทิ้งไว้อย่างเจือจางภายใต้ความเย็นสงบของช่วงเวลาค่ำคืน

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้เพ้อเจ้อ หรือเมาจนตาฝาด... เขามาหาผมจริงๆ แต่เพราะคำสัญญาอันโหดร้ายนั่น ทำให้เขาไม่อาจเปิดเผยตัว หรือยืนนิ่งให้ผมได้กอดได้อย่างที่ใจปรารถนา

“ฮึก...” ความจริงที่ว่าเขากำลังหนีหน้าผม มันทำให้น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ตลอดวันไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมรู้ว่าการร้องไห้ในที่สาธารณะแบบนี้มันเป็นเรื่องน่าอาย แต่จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อหัวใจมันเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

เขาจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน ไม่รู้เลยหรือไงว่าผมทรมานจะตายอยู่แล้ว

“ฮือออ”

ผมทรุดตัวลงนั่งขดตัวร้องไห้กับพื้นถนนเหมือนเด็กๆ โดยไม่สนใจเลยว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะมองผมด้วยสายตาสมเพชแค่ไหน อย่างมาก ผมก็คงจะถูกจัดอยู่ในคนเมาจำพวกหนึ่งเท่านั้น ผมไม่แคร์และเอาแต่ร้องไห้โฮปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป

ใจหนึ่งหวังว่าเขาจะสงสารและเดินออกมากอดปลอบผมเหมือนที่เคยทำ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง... ก็คือการที่ผมยังคงร้องไห้อยู่ตรงนั้น จนกระทั่งน้ำตามันเหือดแห้งไปอย่างเดียวดาย


Calista εїз
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1948 wsukchit (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 20:32

    เฮ้ออออ จะขาดใจแทน
    #1,948
    0
  2. #1936 CarpeDiemYok (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 21:12
    คุณพ่อห่วงอนาคตลูกจนทำลายความสุขในปัจจุบันของลูกไปหมดแล้ว ทั้งๆที่ก็ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ที่เรารู้ได้ก็มีแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เท่านั้นอ่ะนะ แล้วต่อให้สุดท้ายมันจะจบสวยหรือไม่สวยแต่นั่นมันก็คือสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกเอง ยังไงมันก็คือชีวิตของเขาอยู่ดี ไปก้าวก่ายมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย สมควรจะแค่แนะแนวแล้วรอดูเขาเติบโต เป็นที่พึ่งให้เขาไม่ใช่เป็นต้นเหตุความทุกข์ใจ เหมือนกันสิ่งที่คุณพ่อหวังให้ลูกมีครอบครัวปรกติทั่วไปมีภรรยามีลูก นั่นคือหลักประกันหรอ ชีวิตจริงๆยังมีอะไรอีกเยอะอะนะ ลูกตอนแก่จะเลี้ยงไหมก็ไม่แน่ ภรรยาจะคบกันจนแก่เฒ่ารึเปล่าก็ไม่รู้ ให้เขาได้อยู่กับคนที่เขารักและรักเขาไม่ดีกว่าหรอ
    #1,936
    0
  3. #1935 CarpeDiemYok (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 21:11
    คุณพ่อห่วงอนาคตลูกจนทำลายความสุขในปัจจุบันของลูกไปหมดแล้ว ทั้งๆที่ก็ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ที่เรารู้ได้ก็มีแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เท่านั้นอ่ะนะ แล้วต่อให้สุดท้ายมันจะจบสวยหรือไม่สวยแต่นั่นมันก็คือสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกเอง ยังไงมันก็คือชีวิตของเขาอยู่ดี ไปก้าวก่ายมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย สมควรจะแค่แนะแนวแล้วรอดูเขาเติบโต เป็นที่พึ่งให้เขาไม่ใช่เป็นต้นเหตุความทุกข์ใจ เหมือนกันสิ่งที่คุณพ่อหวังให้ลูกมีครอบครัวปรกติทั่วไปมีภรรยามีลูก นั่นคือหลักประกันหรอ ชีวิตจริงๆยังมีอะไรอีกเยอะอะนะ ลูกตอนแก่จะเลี้ยงไหมก็ไม่แน่ ภรรยาจะคบกันจนแก่เฒ่ารึเปล่าก็ไม่รู้ ให้เขาได้อยู่กับคนที่เขารักและรักเขาไม่ดีกว่าหรอ
    #1,935
    0
  4. #1915 Jibangrin (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 13:10
    โอ้โหหหหหหหหห เห้อออ
    #1,915
    0
  5. #1882 Beom_0601 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 21:05
    พ่อมีความสุขดีอยู่ไหม
    #1,882
    0
  6. #1855 liarguy (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2561 / 20:10

    โอ้ยยยย หน่วงมากจริงๆ พี่เชนกลับมาเถอะ
    #1,855
    0
  7. #1510 pommys (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 11:05
    เชน กลับมาเถอะนะ กลับม่อยู่ข้างๆตรี
    #1,510
    0
  8. #1249 thifu:') (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 18:11
    เซนใจแข็งมาก.....แต่ตรีเขาไม่ได้เหมือนนายนะเซน ;_;
    #1,249
    0
  9. #1201 Frayjung (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 21:51
    สู้ๆนะแล้วเราจะผ่านมันไปด้วยเชนตรี =))
    #1,201
    0
  10. #1195 NNYuki (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 07:04
    โอ้ย ทรมานเกินไปอ่ะ สงสารทั้งคู่เลย พ่อนี่รักลูกจริงหรอ เหอะ เข้าใจคนเป็นพ่อนะ แต่พ่อก็ต้องเข้าใจด้วยว่าแค่ให้กำเนิด ไม่ใช่เจ้าของชีวิต
    #1,195
    0
  11. #1172 Pop nomsod (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2559 / 03:05
    ร้องไห้ออกมาให้หมด อยากร้องก็ปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา ซักวัน มันจะเป็นเพียงอดีตที่ทำให้เราก้าวผ่านไปข้างหน้าได้
    #1,172
    0
  12. #1171 19112511 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 / 12:50
    ร้องไห้หนักมาก ไรท์มาต่อเร็วๆนะ ค้างมากอ่ะ ขอบอก
    #1,171
    0
  13. #1167 Idea-ID (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 22:31
    ไรท์ขา~ คือค้างมากอ่ะ กลับมาต่อเถอะน้ำตาไหลเป็นสายแล้วววววว -0- ขอร้องงงงงง
    #1,167
    0
  14. #1166 pannjed . (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 11:44
    ฮื่ออออออออ ฮืออออ เราจะงอแง พ่อพอใจหรอวะที่ลูกเจ็บขนาดนี้อะ พอใจหรอ! โอย ถ้าพี่จะไม่กะให้น้องเห็นหน้า ช่วยอย่ามาทำให้เห็นได้มั้ย น้องมันจะบ้าตายแล้ว สงสารน้อง
    #1,166
    0
  15. #1163 chivas1678 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 02:39
    ไรท์ขารีบกลับมาาาา T^T ปวดใจจะตายอยู่แล้ว บทนี้ทำปวดใจจะตายแล้ว อ่านบทเดิมซ้ำๆ10รอบแล้วค่ะ ฮื่ออออออ ร้องแล้วร้องอีก ต้องมีมาม่าใหญ่กว่านี้แน่เลย กว่าพ่อจะยอม ฮื่ออออๆๆๆๆ
    #1,163
    0
  16. #1162 kao_ym (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 00:45
    ซึ้งมากเลยย TT สงสาร
    #1,162
    0
  17. #1161 Sweet Time (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 22:40
    อยากให้พ่อมาเห็น อยากให้พ่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดของตรี นี่เหรอที่บอกว่าทำเพื่อเค้า ลองมองสิ เกิดอะไรมาบ้าง ไหนล่พความสุขที่มี ไหนละร้อยยิ้มแจ่มใสของตรี ไหนล่ะคนที่เต็มไปด้วยความสดมส วันนี้มองเห็นเำียง คนคนหนึงที่หัวใจแตกสลาย จนยากที่จะกลับมาเป็นเหมือน ถ้าหากว่าพ่อรับรู้ถึงมันแล้ว ยังคิดว่าที่ทำแบบนี้มันดีที่สุดแล้ว อยากจะบอกให้รู้เลย ว่าคนนั่นแหละที่เป็นทำลายลูกของตัวเองลง ทำลายจนเค้าไม่สามารถที่จะมีความสุขได้อีกต่อไป เลือกนะ "อนาคตที่ยังมาไม่ถึง กับปัจจุบันที่เจ็บเจียนตาย" 
    #1,161
    0
  18. #1158 Nagato/หิมะสีเลือด (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 13:14
    เหมือนใจจะสลายย~ ;;-;;
    #1,158
    0
  19. #1156 chivas1678 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 08:02
    อ่านแล้วเข้าใจคำว่าใจสลาย ร้องไห้หนักมาก บีบหัวใจจนอึดอัด
    #1,156
    0
  20. #1155 chivas1678 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 08:00
    บีบอารมณ์รุนแรงมากค่ะ ร้องไห้ตามเลย T^T
    #1,155
    0
  21. #1139 marujoy (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 21:21
    มันบีบไปหมดแล้ว สงสารอ่ะ
    #1,139
    0
  22. #1128 Po Pleng (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 19:55
    TT' เศร้าอะ
    #1,128
    0
  23. #1113 **nest** (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 00:34
    โอ๊ยยยย ทำไมพ่อตรีใจร้ายอย่างนี้ เชนก็ใจแข็งชะมัด สงสารอ่ะ หน่วงชะมัดเลยค่ะ
    #1,113
    0
  24. #1111 Kanokwan Praekeo (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 / 21:31
    มันชั่งบีบเค้นหัวใจเหลือเกิน
    #1,111
    0
  25. #1110 Kamonwan Channarong (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2559 / 21:22
    เศร้ากว่าเรื่องที่สอบพน.ก็ตรีเชนนี้ล่ะ ฮรือออออ
    #1,110
    0