[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 46 : 44 : สลาย [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 302 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



44

สลาย

 

ช่วงนี้ผมออกจากบ้านบ่อยกว่าปกติเพราะความกดดันที่เกิดขึ้นทุกๆ วัน

บ้านเงียบลงไปถนัดตาหลังจากวันที่เชนมา ผมกับพ่อไม่ได้มีปากเสียง หรือทำเลาะกันรุนแรงอย่างที่ควร... ซึ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

มันคือสงครามประสาทที่เกิดขึ้นเป็นประจำมาตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มมีความคิดขัดแย้งกับพ่อ มันอาจเป็นเพราะช่องว่างระหว่างวัยที่เกิดขึ้นได้ในหลายๆ ครอบครัว ผมไม่รู้ว่าคนอื่นรับมือกับมันยังไง แต่สำหรับผมกับพ่อ เราต่อกรกันด้วยความเงียบ...ซึ่งดูเหมือนจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปทุกที 

ช่วงเวลาที่ผมไม่รู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ในบ้าน ก็คือตอนที่ผมตื่นเช้ามาเข้าครัวกับแม่ และก่อนมื้อเย็นที่ผมได้เจอและโทรคุยกับเชน พ่อเองก็อาจจะไม่ต่างกัน เวลาที่ท่านไม่รู้สึกหงุดหงิดใจเมื่ออยู่ในบ้าน ก็คงเป็นตอนที่ไม่ต้องเห็นหน้าผม ดังนั้นระหว่างวันผมจึงเลือกที่จะออกไปข้างนอก ตระเวนไปทั่วเมืองท่ามกลางแดดร้อนๆ เพื่อสเกตภาพสถาปัตยกรรมสวยๆ และวิเคราะห์มันตามวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา การเพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับการลากเส้นลงไปในสมุดสเกตเป็นชั่วโมงๆ ช่วยให้ผมลืมเรื่องเครียดๆ ได้บ้าง แต่เมื่อแสงแดดหมดไป มันเหมือนกับการดูภาพยนตร์ที่ต้องมีเวลาฉายจบ และผมต้องกลับไปพบกับความจริงอันน่าเจ็บปวดอีกครั้ง ซ้ำไปซ้ำมา

ผมต้องกลับไปเจอสายตาทิ่มแทงของพ่อ ที่มักจะมีประเด็นใหม่ๆ ยกขึ้นมาประชดประชันผมเสมอ อันที่จริงผมควรจะชินได้แล้วกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่เลย... ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน

ยิ่งเราเย็นชาใส่กันเท่าไหร่ ผลร้ายมันไม่ได้เกิดกับผมคนเดียวอีกต่อไป

ยังมีเชน ที่ต้องรับผลกระทบจากสงครามประสาทงี่เง่านี่ด้วย... ทั้งๆ ที่เขาไม่มีความผิดอะไรเลย

ผมไม่อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ต่อไป แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำยังไงให้พ่อที่เป็นผู้ใหญ่หัวดื้อยอมฟังคำพูดของผม สักนิดก็ยังดี

กริ๊งง~

เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าแผดเสียงลั่นขึ้นมาขณะที่ผมกำลังนั่งเหม่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้สระน้ำในสวนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน ผมหยิบมันออกมาดูเบอร์โทรเข้าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง

[ อยู่บ้านหรือเปล่า ] ไม่ต้องรอให้ผมเอ่ยทักทาย ปลายสายก็ยิงคำถามห้วนๆ มาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแสนคุ้นเคยทันที

“เปล่า มีอะไรเหรอ?” ผมถามกลับด้วยความแปลกใจ ปกติเชนไม่โทรมาเวลานี้ เพราะวันปกติเขาอยู่แต่ในออฟฟิศเพื่อฝึกงาน เลยไม่ค่อยได้สนใจแตะมือถือนัก

[ อยู่ไหน เดี๋ยวไปหา ] คำตอบสั้นห้วนจากเขา ทำให้ผมขมวดคิ้วงุนงงมากกว่าเดิม

“เลิกงานแล้ว?” ผมมองนาฬิกา มันเพิ่งจะบ่ายกว่าๆ เองนี่นา

[ วันนี้ยัยแม่มดใจร้ายให้ออกมาทำงานข้างนอก ] ผมยิ้มขำออกมาทุกทีกับสรรพนามร้ายกาจที่เขาตั้งให้พี่ริบบิ้นอย่างเด็กเอาแต่ใจ

“แล้วนี่ทำเสร็จแล้วเหรอ” ผมถามกลั้วหัวเราะ แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา

[ เปล่า กำลังจะไปทำต่างหาก ] ผมขมวดคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจที่เขาพูดนักเลยได้แต่เงียบ จนกระทั่งเชนถามขึ้นมาอีกรอบ [ ตกลงว่าอยู่ไหน ]

“ตอนนี้ฉันอยู่ที่สวนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน” ผมบอกไป แล้วใช้กระเป๋าต่างหมอนเอนหลังลงไปบนพื้นหญ้ามองท้องฟ้าลอดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มเงาลงมา

[ เดี๋ยวไปหา ] เชนพูดแค่นั้น ก่อนที่สายจะตัดไป ไม่ถึงยี่สิบนาทีต่อมาขณะที่ผมกำลังนอนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิม เงาของร่างสูงที่คุ้นเคยก็มายืนค่ำหัวผมซึ่งคลี่ยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ เมื่อได้เห็นใบหน้าหล่อคมในมุมที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ขนาดมองมุมเสยยังหน้าตาดีขนาดนี้ได้ไง ยังเป็นคนอยู่มั้ยครับ ผู้ชายคนนี้

“ทำไมมาเร็วจัง” ผมอดถามไม่ได้เพราะเจ้าตัวเพิ่งวางสายได้แป๊บเดียว แถมที่น่าสงสัยกว่าคือเขารู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ตรงนี้ทั้งที่ยังไม่ได้บอกพิกัดเลยแท้ๆ

“เมื่อกี้อยู่หน้าบ้าน” เสียงทุ้มเอ่ย พลางยกมือขึ้นมาบังแดดที่ส่องหน้าผมไว้ ทำให้ผมเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยนั้นได้ชัดขึ้น

เราสบตาอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานราวกับพยายามจะอ่านความในใจของอีกฝ่าย และผมเชื่อว่าเชนคงจะอ่านผมออกจนหมดเปลือกว่าผมกำลังคิดถึงใบหน้าของเขาที่ไม่ได้เห็นในระยะใกล้ขนาดนี้มากแค่ไหน เช่นเดียวกับที่ผมเองก็เห็นความรู้สึกโหยหาจากดวงตาคู่สวยเช่นกัน

แต่ก็สังเกตเห็นอะไรมากกว่านั้น... ประกายความลึกลับบางอย่างที่ผมไม่อาจรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไร เหมือนกับคำพูดไร้ที่มาที่ไปของเขาที่เอ่ยออกมา

“เคยอ่านโรมิโอกับจูเลียตมั้ย” ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะหลุดหัวเราะกับประโยคคำถามแปลกๆ ของเขา

“ไม่เคย ทำไมเหรอ” ผมตอบ เชนจึงขมวดคิ้วทำหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

“ฉันก็ไม่เคยเหมือนกัน” ทำไมผมไม่แปลกใจเลยนะที่เขาไม่เคยอ่านนิยายรักน้ำเน่าแบบนั้น ถึงเราจะเคยเปรียบเทียบความรักของตัวเองกับวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมของเชกสเปียร์ก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่าเราจะรู้จักมันมากไปกว่าสิ่งที่ใครๆ ก็รู้กัน... โศกนาฏกรรมความรักที่สังเวยด้วยชีวิต อะไรทำนองนั้น

“แต่ก็น่าจะมีฉากประมาณนี้มั้ง”

“หืม? ฉากอะไร” ผมเลิกคิ้วงงๆ

เชนยิ้มมุมปากก่อนจะนั่งคุกเข่าลงเหนือหัวผม แล้วโน้มหน้าลงมากดริมฝีปากบนริมฝีปากผมเบาๆ ทำเอาผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำแบบนี้ในที่สาธารณะ

โชคดีที่ผมเลือกนั่งในที่ที่สงบที่สุด แถวนี้ก็เลยไม่มีคน

“ฉากหนีตามกันไง” เขาเลื่อนริมฝีปากมากระซิบที่ข้างหู ก่อนจะแสยะยิ้มเล็กๆ แล้วลุกขึ้นยื่นมือมาตรงหน้าผมที่ยังคงนอนอึ้งกับการกระทำแสนอุกอาจของเขาอยู่

“ว่าไง”

“...”

“พร้อมจะหนีไปด้วยกันหรือยัง?

 

เวลาผ่านไป

ผมไม่คิดว่าคำว่า ‘หนี’ ของเชนจะหมายความว่าเราจะหนีกันจริงๆ จนกระทั่งเขาพาผมขึ้นรถสปอร์ตคันหรูแล่น

ออกมาจากหมู่บ้านออกนอกเมืองออกนอกกรุงเทพฯ มาจนกระทั่งรอบตัวกลายเป็นทิวทัศน์จากต้นไม้เขียวขจีของเขาใหญ่ เขาบอกผมว่าห้ามติดต่อกับใคร หรือบอกว่าผมอยู่ที่ไหนเพื่อที่จะได้เป็นการหนีตามกันที่สมบูรณ์แบบ

ผมไม่รู้ว่าควรจะตลกหรือควรจะตกใจดีที่เขาทำเรื่องแบบนี้ด้วยใบหน้าที่แสนจะจริงจังขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามที่เขาบอกอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ เราขับรถกินลมชมวิวที่ไม่มีให้เห็นในเมืองใหญ่อย่างสบายใจ จนกระทั่งมาถึงบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังเล็กกลางหุบเขาหลังหนึ่ง ซึ่งเชนบอกว่ามันคือบ้านพักตากอากาศของพี่ริบบิ้น

ครับ... เอ่ยชื่อขนาดนี้คงไม่ต้องสงสัยแล้วใช่มั้ยว่าเจ้าของแผนการที่แท้จริงเป็นใคร

ผมเหวอไปเลยตอนเชนเฉลยว่ามันคือ ‘งาน’ ที่เขาบอกว่าพี่ริบบิ้นให้ออกมาทำก่อนหน้านี้... พาผมหนีออกจากบ้าน จนกว่าพ่อตาจะยอมให้คบกัน (เขาพูดประโยคนี้จริงๆ ครับ สาบาน) และที่เหวอกว่าก็คือการที่เชนบ้าจี้ยอมทำตามคำยุยงของพี่สาวจอมขี้แกล้งของเขาจริงๆ นี่แหละ

“หิวหรือยัง” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่เราสำรวจบ้านหลังกะทัดรัดนี้รอบหนึ่งเพื่อดูว่าคืนนี้เราจะนอนที่นี่กันได้หรือเปล่า เพราะมากันอย่างฉุกละหุก พี่ริบบิ้นก็เลยไม่ได้ให้แม่บ้านตระเตรียมอะไรไว้ให้พร้อมนัก แต่โชคดีที่ปกติจ้างคนมาทำความสะอาดทุกอาทิตย์อยู่แล้ว ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องที่นอน จะติดก็ตรงที่ในครัวแทบไม่มีของกินเลยนอกจากน้ำเปล่ากับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่กี่ห่อ แถมนี่ก็เย็นมากแล้ว ถ้าไม่ออกไปหาอะไรกินตอนนี้ มืดค่ำขึ้นมาก็คงจะลำบาก เพราะบ้านตั้งอยู่กลางป่ากลางเขา

“เมื่อกี้เห็นตรงทางเข้ามามีตลาด ออกไปหาอะไรกินกันมั้ย จะได้เดินเล่นด้วย” ผมละสายตาจากวิวสวยๆ ตรงหน้าต่างหันไปยิ้มกว้างตอบเขาด้วยความกระตือรือร้นทันที พลางนึกขึ้นมาว่าถ้าได้ของสดมาทำอะไรกินสักหน่อย คงจะเป็นอะไรที่เข้ากับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ไม่น้อย

เชนชะงักไปนิดหน่อยกับดวงตาที่คงจะฉายประกายตื่นเต้นออกนอกหน้าขึ้นมาให้เห็น เขาคลี่ยิ้มขำกับตัวเองแล้วเดินมาขยี้หัวผมอย่างมันเขี้ยวก่อนจะกดจูบที่หน้าผากผมเบาๆ

“รับทราบครับ”

 

ไม่นานเชนก็พาผมมาถึงตลาดนัดตามที่ผมต้องการโดยไม่อิดออด แม้ว่าลุคของเขาจะดูไม่เข้ากับตลาดสดบ้านๆ แบบนี้เลยแม้แต่น้อย ตอนไปเดินแผนกของสดด้วยกันในห้างว่าว่าลำบากแล้ว ตอนนี้เหมือนผมเพิ่มความลำบากให้เขาไปอีกสักสิบเท่าได้ ผมเพิ่งค้นพบว่าเชนเป็นคุณชายกว่าที่คิด ไม่ได้หมายถึงคุณชายประเภทเจ้าสำอางเจอของติดดินแล้วร้องยี้ใส่อะไรทำนองนั้นหรอกครับ แต่เป็นคุณชายเย็นชาประเภทที่คงจะไม่เคยสัมผัสวิถีชีวิตพื้นบ้านแบบนี้มาก่อนเลยต่างหาก ทำให้เขาดูเงอะงะไปหมด เมื่อต้องมาอยู่ในสถานที่แบบนี้

“ขอโทษครับ” ผมหันกลับไปมองเจ้าของเสียงทุ้มที่เอ่ยคำนี้ไม่ต่ำกว่าสิบรอบแล้วทั้งที่เรายังเดินไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ของตลาดด้วยซ้ำ ผมเห็นเชนเดินชนคนนู้นคนนี้ทั่วไปหมดด้วยความไม่คุ้นชินกับทางสัญจรที่ไร้ซึ่งความตายตัว คนมากมายเดินสะเปะสะปะกวาดตามองหาสิ่งที่ต้องการ แถมด้วยความที่มีแต่คนคุ้นเคย บางคนนึกจะหยุดทักทายกันก็หยุดซะอย่างนั้น จนทำให้เดินลำบากกว่าในห้างหลายเท่าตัว จึงไม่แปลกที่ร่างสูงผิดสเกลชาวบ้านแบบเขาจะเกิดอาการเฟอะฟะขัดกับหน้าตาที่นิ่งขรึมขึ้นมา

ผมยิ้มขำเมื่อเห็นเชนเริ่มหน้าเสียที่เดินชนคนอื่นไม่หยุด และถ้าไม่ติดว่าหน้าตาดีระดับเทพขนาดนี้ เขาอาจจะโดนด่าเละมาตั้งแต่ต้นทางแล้วก็ได้

“มานี่สิ” ผมว่า พลางเอื้อมมือออกไปให้เขาจับ

ตอนที่แม่พาผมไปจ่ายตลาดด้วยตอนเด็กๆ ก็ชอบทำแบบนี้ เพราะกลัวผมหลง ตอนนี้คงถึงคราวที่ผมจะเอาวิธีนี้มาใช้กับคนตัวโตแต่ไม่ประสีประสากับการจ่ายตลาดบ้างซะแล้ว

“เห็นฉันเป็นเด็กหรือไง” เขาขมวดคิ้วบ่นงุ่นง่าน แต่สุดท้ายก็ยอมเอื้อมมือมาจับมือผมไว้อยู่ดี ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเข้าใจว่าเขาคงจะรู้สึกเฟลไม่น้อยที่ต้องเป็นฝ่ายให้ผมจูงมือ ทั้งๆ ที่ปกติมักจะเป็นฝ่ายลากผมไปไหนมาไหนอย่างเอาแต่ใจ

แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ถิ่นนี้ผมเหนือกว่านี่นา

ทำอิดออดได้ไม่ถึงสิบนาที เจ้าของฝ่ามือหนาก็เริ่มจับมือผมแน่นขึ้นซะอย่างนั้น...

ไม่ใช่เพราะกลัวหลง หรือยอมให้ผมจูงแต่โดยดีหรอก แต่เพราะอยากแกล้งเอาคืนที่ผมทำเหมือนเขาเป็นเด็กมากกว่า เพราะการที่เขาไม่ยอมปล่อยมือผมเลยตลอดเวลาการจ่ายตลาด มันทำให้ผมลำบากไม่น้อย ไม่ว่าจะตอนเลือกหมู เลือกผัก หรือแม้กระทั่งตอนรับเงินทอน พอบอกให้เขาปล่อยคนหน้าตายก็ทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้จนผมต้องรบกวนแม่ค้าให้หย่อนเงินลงในถุงผักให้ แน่นอนว่าต้องแลกกับประโยคเอ่ยแซวที่ดังซะจนคนแทบจะทั้งตลาดต้องหันมามอง

ผมอายจนอยากจะแทรกแผ่นดิน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะต้องซื้อของต่อและคนเอาแต่ใจก็ไม่ยอมปล่อย ราวกับเห็นความอายเวลาโดนแซวของผมเป็นเรื่องตลก (ตัวเองก็โดน ทำไมไม่รู้จักสะทกสะท้านเลยวะ) จนกระทั่งเราซื้อของจนเสร็จเขาก็ยังคงจับมือผมแน่นอยู่

“เอาผลไม้มั้ย?” ผมหยุดถาม เมื่อเรามาถึงหน้าแผงขายผลไม้ใกล้กับทางออกพอดี มันทำให้ผมนึกออกว่าถ้าหากมีผลไม้กินหลังมื้อเย็นก็คงดี เชนพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายจูงมือผมเดินเข้าไปหาแผงผลไม้ซึ้งป้าแม่ค้ายิ้มกว้างรอต้นรับอยู่แล้ว

“ชิมได้นะจ๊ะ ส้มหวานๆ จากสวนปลูกเองเลย” คุณป้าเอ่ยเมื่อเห็นผมทำท่าหยิบส้มในกระบะขึ้นมา แถมยังปอกเปลือกยื่นส้มกลีบหนึ่งมาให้ผมชิมเสร็จสรรพ

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มนิดๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปรับส้มมาชิม และพบว่ามันหวานฉ่ำสมคำโฆษณาจริงๆ “เอาส้มโลนึงครับ” ผมสั่ง

แต่พอทำท่าจะหันไปเลือกอย่างอื่นต่อ คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สะกิดยิกๆ พอผมหันกลับไปก็พบว่าคนเอาแต่ใจกำลังขมวดคิ้วมองมาก่อนจะอ้าปากพร้อมส่งเสียง

“อ้า”

ท่าทางที่เหมือนเด็กรอป้อนข้าวนั่นทำให้ผมรู้ทันทีว่าเขาต้องการอะไร จึงหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง  ก่อนจะหันไปขอส้มจากป้าแม่ค้าที่ยิ้มขำไม่แพ้กันพร้อมกับยื่นส้มกลีบหนึ่งมาให้ผมป้อนเข้าปากคนที่รออยู่

“ปล่อยมือแล้วหยิบกินเองง่ายกว่ามั้ยเนี่ย” ผมแกล้งตำหนิอย่างไม่จริงจัง ขณะที่เชนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เคี้ยวส้มตุ้ยๆ แล้วหันไปพูดกับแม่ค้าแทน

“อร่อยครับ” ป้าแม่ค้าหัวเราะออกมาเสียงดัง พลางเอ่ยแซวไม่หยุดขณะหยิบส้มใส่ถุงให้เราเกินออร์เดอร์ เพราะถูกใจในความขี้อ้อนหน้าตายของเชน สุดท้ายเราเลยได้วัตถุดิบทำอาหารเย็นพร้อมสรรพ แถมผลไม้อีกเต็มถุงที่เก็บไว้กินได้อีกเป็นวันๆ ในราคาสบายกระเป๋า

ซ่า~!

แต่ความชิลในการจ่ายตลาดเป็นอันหมดลงทันทีเมื่อระหว่างทางที่กำลังจะเดินกลับไปที่รถฝนดันตกลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว ยังไม่ทันจะมองหาที่หลบฝนก็เปียกโชกไปทั้งตัวอย่างช่วยไม่ได้

“ทางนี้” ผมได้ยินเสียงเชนตะโกนฝ่าฝนมา ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะลากผมวิ่งตรงไปยังเพิงเล็กๆ ที่ใกล้ที่สุดเพื่อหลบฝน

ผมได้ยินเสียงคนในตลาดวุ่นวายพอสมควร แต่เพราะแต่ละร้านมีร่มและดูเหมือนจะเตรียมพลาสติกมาคลุมของกันอยู่แล้ว เหตุการณ์ก็เลยไม่ได้ดูเลวร้ายนัก

“เปียกหมดเลยอ่ะ” ผมชูของที่เพิ่งซื้อมาให้เชนดู ถึงส่วนใหญ่จะเป็นผักกับเนื้อที่พอจะเปียกน้ำได้ แต่ก็มีเครื่องปรุงและของบางส่วนที่น่าเป็นห่วงอยู่ดี

“ห่วงตัวเองก่อนเหอะ” เชนบ่นกลั้วหัวเราะ ก่อนจะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำออกจากหน้าผมแล้วเลื่อนมาขยี้หัวสลัดเอาน้ำฝนออกจากเรือนผมให้เหลือพอหมาดๆ ผมเบ้หน้าก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา และเป็นฝ่ายเอื้อมมือขึ้นไปขยี้ผมเปียกๆ ของเขาบ้าง แน่นอนว่าฝนทำอะไรเชนไม่ได้เลย ต่อให้อยู่ในสภาพเปียกซกสะบักสะบอมแค่ไหนเขาก็ยังคงดูดีอย่างน่าอิจฉาเสมอ

“หนาวมั้ย” เขาถามพลางแย่งของในมือผมไปถือแล้วใช้มืออีกข้างโอบไหล่ผมเบาๆ แม้ว่าผมจะส่ายหน้าตอบก็ตาม ผมหัวเราะพลางขยับเข้าไปใกล้และโอบเอวเขากลับ เพิงที่พวกเราใช้หลบฝนอยู่ไกลจากตัวตลาดพอสมควร ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดจะวิ่งมาหลบฝนตรงนี้ ทำให้เหลือแค่เราสองคนเท่านั้น เสียงฝนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกให้รู้ว่ามันยิ่งตกหนักขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผมยื่นมือข้างหนึ่งออกไปนอกชายคาเพื่อสัมผัสเม็ดฝนเย็นๆ แล้วดันนึกอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้

“นี่..." ผมเรียก "ไหนๆ ก็เปียกขนาดนี้แล้ว... เปียกกว่านี้คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” ผมลดมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นไปสบตากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนซึ่งกำลังมองมาอย่างรู้ทัน

ผมยิ้มถามตัวเองในใจว่านานแค่ไหนที่ไม่ได้เล่นน้ำฝนโดยไม่กลัวเปียก ผมรู้ว่าผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วที่จะมาคิดเล่นอะไรพิเรนทร์ๆ แบบนี้ ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาก็คงจะยิ่งลำบาก แต่ว่าอีกใจมันก็แย้งว่าแค่นี้คงไม่เป็นไร และมันจะมีความสุขแค่ไหนถ้าได้วิ่งเล่นท่ามกลางฝนเย็นฉ่ำโดยที่ยังคงมีฝ่ามือหนาของเขาคอยเกาะกุมคุ้มครองผมอยู่

แค่คิดก็อดยิ้มกว้างไม่ได้แล้ว

“หึ” พอเห็นสีหน้าผม เชนก็ยิ้มมุมปากออกมาเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร มือที่โอบไหล่ผมอยู่เลื่อนขึ้นไปลูบหัวผมเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกุมมือผมแน่นพร้อมวิ่งออกไป “เป็นการหนีตามที่มีสีสันดีจริงๆ”

ผมหัวเราะกับประโยคกึ่งประชดประชันนั่น ก่อนจะยอมปล่อยให้ร่างสูงจูงมือผมออกไปจากเพิงเล็กๆ นี้เพื่อสัมผัสกับฝนเย็นฉ่ำโดยไม่สนใจอะไรอีก

 

เราวิ่งฝ่าฝนไปจนถึงรถสปอร์ตคันหรูของเชนเพื่อขับกลับบ้านพัก และเพราะร่างกายเปียกโชกยิ่งกว่าตกลงไปในบ่อน้ำขากลับเชนเลยต้องเปลี่ยนจากแอร์เย็นๆ เป็นเปิดฮีตเตอร์เพื่อให้ร่างกายไม่เย็นเกินไป ไม่นานเราก็กลับมาถึง โยนวัตถุดิบมือเย็นที่เละเทะจนไม่น่าจะทำอะไรได้ไว้ในครัวลวกๆ แล้วแยกย้ายกันไปอาบน้ำอย่างรวดเร็วที่สุด

ปัญหาก็คือ... เราเพิ่งตระหนักได้ว่าเราไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับค้างคืนมาเลย... นี่สินะ ความฉิบหายของการหนีตามกันมาแบบไม่คิด แถมนี่เป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัวของพี่ริบบิ้น ซึ่งเป็นผู้หญิง จึงไม่มีเสื้อผ้าที่พวกเราพอจะใส่ได้เลย ผมภาวนาให้มีเสื้อผ้าของแฟนพี่ริบบิ้นโผล่มาบ้าง แต่ก็ไม่มีสักตัว สุดท้ายพออาบน้ำเสร็จผมก็เลยต้องใช้ชุดคลุมอาบน้ำปิดบังร่างกายของตัวเองไว้ ขณะที่รอเสื้อผ้าตัวเดิมแห้ง เชนเองก็ไม่ต่างกัน ตอนนี้เขาอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีกรมซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าร่างกายภายใต้ชุดคลุมที่มัดเชือกอย่างลวกๆ นั่น ก็คงจะเปลือยเปล่าไม่แพ้ผม

อืม ผมว่าผมไม่ควรจะคิดอะไรไปลึกขนาดนั้นนะ ว่ามั้ย

“หึ” ไม่รู้ว่าร่างสูงที่กำลังนอนเอกเขนกอ่านหนังสืออยู่บนเตียงอ่านความคิดบ้าบอของผมออกหรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ อยู่ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมแล้วยิ้มมุมปาก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉายประกายเจ่าเล่ห์อย่างน่ากลัว

“หัวเราะอะไรครับ” ผมพยายามทำน้ำเสียงตำหนิ ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าหน้ากำลังร้อนขึ้นมาอย่างรู้สึกได้

“เปล่า” เขาลุกขึ้นมานั่ง วางหนังสือลงข้างตัว “ใส่ชุดนี้แล้วเซ็กซี่ดี” ยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจอีกรอบ

“หุบปากไปเลย” ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไง ก็เลยดุเขาแล้วเบือนหน้าหนี พลางใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมหัวทำทีเป็นเช็ดผมที่เพิ่งสระแต่ความจริงคือกำลังใช้มันปิดบังใบหน้าร้อนๆ ที่คงจะดูตลกของตัวเองต่างหาก

“มานี่สิ เดี๋ยวเช็ดให้” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขณะที่คนตัวสูงเปลี่ยนเป็นนั่งขัดสมาธิแล้วตบเบาๆ ตรงเตียงว่างๆ ตรงหน้าตัวเอง ผมเลิกคิ้วมอง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะตอนอยู่หอผมก็เช็ดหัวให้เขาเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว คราวนี้จะให้เขาเป็นฝ่ายเช็ดให้บ้างก็คงไม่เป็นไร แล้วเดี๋ยวผมก็คงต้องเป็นฝ่ายเช็ดให้เขากลับ เพราะผมเชนก็ยังไม่แห้งเหมือนกัน

ผมนั่งหันหลังให้เชนและปล่อยมือจากผ้าให้ฝ่ามือหนาทำหน้าที่ขยี้เบาๆ ไปตามเส้นผมเปียกๆ ของตัวเอง

“แล้วทีนี้เราจะกินอะไรกันดี” ผมถามอย่างนึกขึ้นได้ว่าข้าวของที่ซื้อมามันเปียกไปหมด ไม่น่าจะใช้ทำมื้อเย็นได้แล้ว จะให้กินแต่ผลไม้ก็คงไม่พอ เพราะพวกเราก็ผู้ชายทั้งคู่ต่างคนต่างก็กินเยอะแน่นอน

“มาม่าก็ได้” เขาตอบพลางเช็ดหัวให้ผมไปเรื่อยๆ ผมพยักหน้าเออออ เพราะดูเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ป่าที่เคยเป็นสีเขียวถูกความมืดกลืนกินจนกลายเป็นผืนป่าสีดำไปแล้ว ไฟรอบบ้านที่ติดตั้งระบบจับแสงอัตโนมัติก็สว่างขึ้นมาทำหน้าที่ของมันแม้ว่าฝนจะยังคงตกหนัก

“หิวหรือยัง” ผมถามต่อ กำลังจะหันไปมองหน้าเชน แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อถูกริมฝีปากเย็นๆ ของคนที่อยู่ๆ ก็เงียบไปกดลงบนกระดูกสันหลังที่โผล่พ้นขอบคอเสื้อคลุมออกมาจนเผลอสะดุ้ง

“หิวแล้ว” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ลมหายใจร้อนๆ รินรดลงมาที่ต้นคอทำให้ผมรู้ว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้แค่ไหน “แต่อยากกินของหวานก่อนมากกว่า” ว่าจบริมฝีปากบางก็กดลงมาที่เดิมซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนไปที่ไหล่ และ

หลังใบหูของผมที่ได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้ริมฝีปากเย็นเฉียบนั่นละลาบละล้วงไปบนผิวกายที่โผล่พ้นออกมานอกเสื้อคลุมโดยไม่ขัดขืน

ผ้าขนหนูผืนเล็กที่คลุมหัวผมไว้ตกลงไปข้างตัวแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเชนเอื้อมมือมาโอบเอวผมไว้แน่น ขณะที่ใช้ริมฝีปากพรมจูบหนักๆ ลงบนต้นคอของผมซ้ำไปซ้ำมา ราวกับจะเรียกร้องให้ผมหันกลับไป ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่คิดที่จะปฏิเสธ ร่างกายของผมขยับเข้าไปใกล้เขาโดยอัติโนมัติ พร้อมกับเบือนหน้ากลับไปรับจูบจากริมฝีปากบางที่ดูเหมือนจะรออยู่แล้ว รสจูบร้อนแรงที่ตัดประสาทสัมผัสต่างๆ ของผมออกจากทุกสิ่งรอบกาย เสียงฝนที่ดังสนั่นอยู่ด้านนอก ไม่อาจเข้ามาในโสตประสาทของผมได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับความเย็นของอากาศที่เทียบไม่ได้เลยกับความร้อนของร่างกายเราสองคนที่ดูเหมือนจะเพิ่มทวีขึ้นทุกที

จูบของเขามันหลอมละลายผมซะจนเผลอยกแขนขึ้นไปโอบรอบคอแข็งแกร่งเอาไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองไหลลงไปกองกับพื้นเชนกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นในทุกวินาทีที่จูบของเราเร่งเร้าขึ้นตามความต้องการ ผมไม่รู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เชือกเส้นหนาของเสื้อคลุมอาบน้ำของผมถูกปลดออกเปิดโอกาสให้ผ่ามือเย็นเยียบของเขาลูบไล้สะเปะสะปะไปตามร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของผมได้อย่างเอาแต่ใจ

แต่ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเลยเถิดไปตามอารมณ์เสียงแหลมเล็กที่ขัดจังหวะทุกการกระทำอันล่อแหลมก็ดังขึ้นมา

กริ๊งง~

ผมเผลอสะดุ้งจนเชนต้องถอนริมฝีปากออกไป แต่หน้าผากของเรายังแตะกัน จมูกโด่งก็ยังคงคลอเคลียอยู่กับจมูกของผมพร้อมกับมือหนาที่ยกขึ้นมาล็อกใบหน้าของผมเอาไว้อย่างเอาแต่ใจ

“ช่างมัน” พูดจบริมฝีปากร้อนก็กดลงมาบนริมฝีปากผมอีกรอบ คราวนี้เขามอบจุมพิตร้อนแรงพร้อมกับดันร่างของผมให้เอนราบลงไปบนเตียง แล้วพลิกตัวขึ้นมาคร่อมเอาไว้ราวกับจะใช้ร่างหนาของตัวเองเป็นพันธนาการไม่ให้ผมหนีไปไหน ริมฝีปากร้อนจัดเริ่มลุกลามไล้จูบหนักๆ ไปตามซอกคอและแผ่นอกเปลือยเปล่าของผมอย่างโหยหา ร่างกายของผมแทบจะบิดเป็นเกลียวกับสัมผัสวาบหวิวที่เขามอบให้ ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง และหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอย่างไร้การควบคุม

กริ๊งงง

แต่ดูเหมือนว่าเสียงโทรศัพท์มือถือที่ทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ นั่นจะไม่ใช่สิ่งที่ช่างได้อย่างปากว่าเลย หลังจากฝืนไม่สนใจมันอยู่สักพัก สุดท้ายเชนก็หมดความอดทน เขาหยุดริมฝีปากตัวเองและพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

“แม่งเอ๊ย!” น้ำเสียงไม่พอใจของเขาทำเอาผมรู้สึกผิดไม่น้อย

“โทษที” ผมบอก ก่อนจะดันแผ่นอกของคนที่คร่อมอยู่ให้หลบออก แล้วลุกขึ้นจัดแจงมัดเชือกเสื้อคลุมลวกๆ และมองหาโทรศัพท์ของตัวเองอย่างเงอะๆ เงิ่นๆ

ดูเหมือนสติของผมจะถูกจูบของเชนกระชากออกจากร่างไปแล้ว เลยทำให้ผมเบลอจนทำอะไรไม่ถูกไปหมด หัวใจมันเต้นแรงจนแทบจะระเบิด และร่างกายมันก็รู้สึกร้อนไปหมดจนไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขาเลย

ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่ถูกโยนไว้บนโต๊ะข้างเตียงตั้งแต่ตอนเข้ามา ตั้งใจว่าจะกดตัดสายและปิดเครื่องซะ เพราะยังไงเจตนาแรกของเราก็คือการหนีออกมาโดยไม่บอกใครอยู่แล้ว แต่พอเห็นว่าเบอร์ที่โชว์อยู่ เป็นเบอร์โทรส่วนตัวของแม่ ผมก็ถึงกับชะงักไป

“อย่ารับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาเหมือนรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เหมือนเคย พอหันไปมองก็พบว่าคิ้วเข้มกำลังขมวดเข้าหากันสีหน้ายังคงแฝงแววหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ

“แม่โทรมา” ผมบอกอย่างลังเล เชนดูเหมือนจะไม่อยากให้ผมรับโทรศัพท์สายนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

แต่ยังไงผมก็ไม่อยากให้แม่เป็นห่วงอยู่ดี

อย่างน้อยก็ควรบอกหรือเปล่าว่าผมจะไม่กลับ ท่านจะได้สบายใจ

“โทษที” ผมทำหน้าสำนึกผิดใส่เชนที่สบถพึมพำ แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ก่อนจะกดรับโทรศัพท์ก่อนที่สายมันจะตัดไปได้ทันเวลา “ครับแม่”

[ ตรี อยู่ไหนลูก ] แม่ถามทันทีที่ผมรับสาย เสียงฝนที่ดังเล็ดลอดเข้ามาทำให้ผมเดาได้ว่าที่บ้านเองก็คงจะฝนตกเหมือนกัน

“เอ่อ...” ผมอ้ำอึ้ง หันไปมองเชนที่หันกลับมาสบตาด้วยสีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านเหมือนเคย

[ อยู่กับเชนเหรอ ] แม่ถามอย่างรู้ทัน สุดท้ายผมเลยต้องตอบตามตรง

“ครับ แม่มีอะไรหรือเปล่า”

แม่เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แปลกไป [ ไม่มีอะไร แม่แค่เป็นห่วง คืนนี้ไม่ต้องกลับก็ได้นะลูก ฝนตกมันอันตราย ]

ทำไมผมถึงรู้สึกว่าแม่ไม่ได้โทรมาเพื่อจะพูดประโยคนี้ และคำตอบก็ชัดเจนขึ้น เมื่อมีเสียงทุ้มดุดันแทรกเข้ามาในสายอย่างน่ากลัว

[ บอกให้มันกลับมา จะได้เตรียมตัวเดินทางกันสักที ] มันคือเสียงของพ่อผมอย่างไม่ต้องสงสัย

ผมได้ยินเสียงแม่ปรามขึ้นมาและทั้งสองคนก็เถียงอะไรกันสักพัก แต่แม่คงจะปิดสปีกเกอร์เอาไว้ทำให้ผมได้ยินไม่ถนัด แต่แค่รู้ว่าพวกท่านกำลังเถียงกัน หัวใจผมมันก็หล่นลงไปที่ตาตุ่มด้วยความรู้สึกไม่ดีแล้ว

“แม่ครับ” ผมพยายามเรียก แต่ดูเหมือนแม่จะยังไม่ได้ยิน “แม่ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ” เสียงผมเจือไปด้วยความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นมาในอกอย่างควบคุมไม่ได้ เชนเองก็คงจะจับความรู้สึกผมได้ จึงมองมาด้วยสีหน้าที่เริ่มเป็นห่วง

[ ตรี แม่ขอโทษ... ] หลังจากปล่อยให้ผมเรียกอยู่สักพัก แม่ก็กลับมาคุยกับผมอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เจือไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่อาจอธิบาย [ น้าเพิ่งโทรมาบอกว่าที่ร้านมีปัญหา แม่คงต้องกลับไปก่อน ]

แม่พูดแค่นั้น ผมก็พอจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

“พ่อไม่ยอมกลับ ถ้าผมไม่ไปด้วยใช่มั้ยครับ” ผมพูดสิ่งที่คิดขึ้นมา ทำเอาปลายสายถึงกับเงียบไปอีกครั้ง

[ ไม่เป็นไรนะตรี แม่กลับไปคนเดียว... ]

“ไม่ครับแม่” ผมขัดขึ้น รู้สึกได้ว่าน้ำเสียงตัวเองแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยใช้กับแม่มาก่อน “แม่รอก่อนนะครับ เดี๋ยวผมกลับไปคุยกับพ่อเอง” ว่าจบผมก็ตัดสายด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับถูกภูเขาลูกใหญ่ๆ หล่นลงมาทับบ่าอย่างไม่ทันตั้งตัว หันไปมองเชนก็พบว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นฉายแววว่าเขาเข้าใจทุกอย่างแล้วโดยที่ผมไม่ต้องพูดอะไร

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเองแรงๆ เหมือนต้องการเรียกสติ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงมาหาผมและดึงร่างที่ได้แต่ยืนนิ่งราวกับไร้วิญญาณเข้าไปกอดไว้แน่น เพื่อช่วยซึมซับความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้ามาหาผมผ่านร่างกายอันอบอุ่น โดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ อีก



Calista εїз
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 302 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1508 pommys (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 10:53
    เอาใจช่วยนะตัวเทออ
    #1,508
    0
  2. #1164 pannjed . (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 11:08
    เราไม่มีอะไรจะพูดค่ะ เพลีย สู้ๆนะ ทั้งคู่
    #1,164
    0
  3. #1057 Po Pleng (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 30 เมษายน 2559 / 17:35
    แย่อะ อ่านตอนนี้แล้วมันบีบหัวใจ ????????
    #1,057
    0
  4. #1056 Kamonwan Channarong (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 18:34
    พ่อค่ะ!!! ให้เขาได้กันเถอะค่ะ หนูลุ้นจะตายแล้วววว
    #1,056
    0
  5. #1055 Nest (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 11:00
    เมื่อไหร่พ่อจะเข้าใจนะ เจ็บกันไปหมดแล้ว
    #1,055
    0
  6. #1054 oreochobkua (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 10:45
    โอ๊ยยย สงสารทั้งคู่ พ่อตาใจร้ายจริง
    #1,054
    0
  7. #1053 แฟนตะหนู (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 10:09
    สลายนี่คือ ใจรีดนี่แหละที่สลาย พะฮึก พี่เชนหน่องตรี พี่ขอให้หนูสู้นะคะ
    #1,053
    0
  8. #1052 oDeeo (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 08:48
    ฮือออออ~~~ พ่อคะ
    #1,052
    0
  9. #1051 apiinify (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 08:38
    อึดอัดอ่ะ ฮื้อ
    #1,051
    0
  10. #1050 ouiztt (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 01:00
    คุณพ่อแน่ๆเลยยยยย ㅠㅠ  
    #1,050
    0
  11. #1049 ouiztt (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 เมษายน 2559 / 00:59
    คุณพ่อแน่ๆเลยยยยย ㅠㅠ  
    #1,049
    0
  12. #1048 pateriarc (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 23:47
    รอน้า ชอบมากพี่เชนอ้อนน่ารักมาก
    #1,048
    0
  13. #1047 Phoenixia (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 23:18
    เพิ่งมาอ่าน สนุกมากกกก อยากให้คุณพ่อยอมรับเร็วๆ แต่ชื่อตอนทำเราใจไม่ดีเลย
    #1,047
    0
  14. #1046 lukbua (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 18:30
    ใครโทรมา!
    #1,046
    0
  15. #1045 L_moccaBoth (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 11:00
    จะรออออออร๊อออรออออ สนุกมากคะ
    #1,045
    0
  16. #1044 Nest (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 10:43
    ขัดจังหวะสุดๆ5555
    #1,044
    0
  17. #1043 แฟนตะหนู (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 08:32
    ฉันรอพี่อยู่ที่ท่าน้ำ
    #1,043
    0
  18. #1042 marujoy (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 08:21
    เสียงไรใครมาขัด
    #1,042
    0
  19. #1041 เตี้ย ดำ แมบ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 08:00
    กำลังจะดีเหละ รอๆ
    #1,041
    0
  20. #1040 Phornchita Pragobsuk (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 06:49
    โอ้ววว หมดกันกำลังได้ฟีล โดนขัดจังหวะซะงั้น 555 หนีตามกัน ชอบจัง><
    #1,040
    0
  21. #1039 apiinify (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 06:21
    เสียงกริ๊งนั่นมันฆ่ากันชัดๆ
    #1,039
    0
  22. #1038 oDeeo (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 03:26
    อย่างนี้มันต้องมีดอกเบี้ย อัพครบร้อยแถมฟรีอีหนึ่งตอน
    #1,038
    0
  23. #1036 Nagato/หิมะสีเลือด (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 เมษายน 2559 / 16:46
    เชนหลงตรีหนักมากกก ยอมไม่ได้ที่โดนกีดกันเดี๋ยวจิลงแดงตาย =.,=
    #1,036
    0
  24. #1035 แฟนตะหนู (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 เมษายน 2559 / 15:22
    ไรท์สู้ๆ อย่ามีแผนหนีไปจากเรา เหมือนที่เชนชวนแม่เจ้าเตหนีก็พอ
    #1,035
    0
  25. #1034 Fai_KV (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 25 เมษายน 2559 / 12:26
    พี่ลีฟปั่นงานก่อนเถอะะ รอได้ๆ สู้ๆน้าาา
    #1,034
    0