[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 44 : 42 : น้ำตา [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,808
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 294 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



42

น้ำตา

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป

วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าและน่าเบื่อ ผมได้แต่อยู่บ้านทุกวันราวกับถูกกักบริเวณด้วยความเงียบ ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ เมื่อทุกครั้งที่ทำท่าจะออกไปนอกบ้าน ดวงตาทิ่มแทงของพ่อจะมองมาด้วยสายตาที่สื่อออกเป็นคำพูดได้ว่า จะไปหาแฟนเกย์ของแกสินะ

มันเป็นความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

แต่ก็เป็นความเคยชินอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน

ตั้งแต่จำความได้ ผมก็ไม่เคยไม่ถูกตำหนิจากพ่อเลย ไม่ว่าจะทำอะไร เรื่องเล็ก หรือใหญ่แค่ไหน ก็มักจะได้ยินคำพูดประชดประชันเสียดสีออกมาจากปากท่าน ราวกับว่าสิ่งที่ผมทำมันผิดเสียเต็มประดา ผมรู้ว่าท่านพูดด้วยความหวังดี แต่มันคงไม่แปลก ที่ผมจะไม่ชอบความหวังดีที่มีแต่จะทำร้ายจิตใจกันแบบนั้น

อาจเป็นเพราะแบบนี้... ผมเลยสนิทกับแม่มากกว่า

ความสุขในแต่ละวันที่ผ่านมาของผม เกิดขึ้นจากเรื่องง่ายๆ อย่างการที่ได้ยินเสียงแม่แทนนาฬิกาปลุกยามเช้า เพื่อให้ไปช่วยถือของตอนจ่ายตลอด มองแม่ทักทายคนรู้จักที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาพักใหญ่ด้วยใบหน้าสดใส และได้เข้าครัวช่วยท่านเป็นบางครั้งแม้ว่าจะมีหน้าที่แค่ล้างผักเมื่ออยู่ต่อหน้าเชฟใหญ่ก็ตาม บ้านเราไม่มีลูกสาว ผมจึงคิดว่าการได้ทำแบบนั้น เป็นการคลายเหงาให้ผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในชีวิตได้วิธีหนึ่ง

“ตรี กินข้าวได้แล้วลูก” เสียงแม่ดังขึ้นมาจากหลังประตู เป็นเหมือนระฆังตีบอกเวลาว่าความสุขอีกอย่างหนึ่งของวันสำหรับผม กำลังจะหมดไป

[ ต้องไปแล้วเหรอ ]

เวลาที่จะได้เห็นหน้าเขา

หลังจากผมกลับมาอยู่บ้าน ทุกวันหลังเลิกงานเชนก็จะขับมอเตอร์ไซค์คันโตมาหาซึ่งตรงกับเวลาก่อนข้าวเย็นบ้านผมพอดี เขามา และยืนอยู่ริมรั้วที่เดิม ขณะที่ผมจะออกมาหน้าระเบียง มีสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เราได้ยินเสียงกัน

เราพูดติดตลกกันว่าชีวิตเราตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับวรรณกรรมน้ำเน่าอย่างโรมิโอจูเลียตเลย... ทั้งตื่นเต้น แล้วก็ขมขื่นในเวลาเดียวกัน สารภาพตามตรงว่ามันเป็นความงี่เง่าของพวกผมเองที่เลือกทำแบบนี้ แทนที่จะลงไปคุยกันดีๆ อาจจะได้กอด หรือจูบกันสมใจ แต่ถ้าขืนทำแบบนั้น ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งต้องทนไม่ไหวและอาละวาดกับพ่อผมขึ้นมาจริงๆ แน่

ตอนแรกคนที่กลัวว่าจะทำแบบนั้นอาจจะเป็นเชน แต่ตอนนี้คงกลายเป็นผมเสียเองมากกว่า

“ได้อีกสิบนาที” ผมตอบเขา ก่อนจะหันกลับไปตะโกนบอกแม่ “ขอสิบนาทีครับแม่”  ปลายสายส่งเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินผมตะโกนแบบนั้น มันทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะรีบหันกลับมามองรอยยิ้มของเขาแล้วยิ้มตาม

“แป๊บนึงนะ” ผมบอก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้เดินกลับเข้าไปในห้องและกลับออกมาพร้อมกีตาร์ตัวเก่าที่เพิ่งรื้อห้องเก็บของเจอ

มันคือกีตาร์ที่ผมใช้ตอนหัดเล่น สภาพสมบุกสมบันน่าดูแต่ก็ยังพอเล่นได้อยู่ พอได้จับอีกครั้ง มันก็รู้สึกคันไม้คันมือไปหมด ผมเล่นมันแทบจะทั้งวัน เพราะไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว

“จะถามว่าหลังจากท่อนนี้ร้องว่าอะไร” ผมกลับมานั่งอีกครั้ง ก่อนจะกดเปิดสปีกเกอร์โฟนแล้ววางมือถือลงบนตักเพื่อจะได้เล่นกีตาร์ได้ง่ายขึ้น

ผมจับคอร์ดและเกาสายทั้งหกไปตามท่อนฮุคของเพลงที่ไม่ได้เล่นมานาน ในขณะที่ปากก็ฮัมเนื้อร้องที่อยู่ในหัวออกมาเบาๆ แต่เพราะปกติไม่ได้เป็นคนร้องเองก็เลยจำเนื้อไม่ได้ทั้งหมด ผมหยุดลงในท่อนที่ร้องไม่ได้ และถามร่างสูงที่ยืนนิ่งฟังเพลงที่ตัวเองแต่งผ่านสายโทรศัพท์

ใช่ ที่ต้องถามเชน เพราะมันคือเพลงของเขา

[ … ] เชนถือสายมองผมนิ่งด้วยสายตาอ่านยาก แม้ว่าผมจะหยุดเล่นและหยิบโทรศัพท์กลับมาแนบหูรอฟังคำตอบจากเขาแล้วก็ตาม

ผมหัวเราะงงๆ ก่อนจะถามย้ำ “ไม่ได้ยินที่ถามเหรอ ท่อนต่อไปร้องว่าไง?

เขาหัวเราะนิดๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบหน้าเหมือนเรียกสติ แล้วตอบ [ คนพูดว่าผมคือความมืด ส่วนคุณคือแสงสว่าง ]

“...”

[ ผมยิ้มกว้าง และตอบว่า... ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องอยู่คู่กันตลอดไป ] น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยออกมาโดยไม่ลืมที่จะใส่ทำนอง ผมยิ้มกว้างตามเนื้อเพลงที่เขาเอ่ย วางโทรศัพท์อีกครั้งจับคอร์ดที่คุ้นเคยและร้องท่อนที่เพิ่งจะจำได้ขึ้นมา

“ถูกมั้ย?” ร้องจบผมก็ถามเจ้าของบทเพลงที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

อาจเพราะในใจมันรู้ดีว่านี่คือเพลงที่เขาแต่งให้เรา

เชนไม่ตอบ แต่กลับยิ้มกว้างกว่าเคย ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าคมอีกครั้งพลางถอนหายใจ

[ ให้ตาย นายจะทำให้ฉันร้องไห้ออกมาจริงๆ แล้ว ] เขาบอก ขมวดคิ้วมองมาด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ

ผมวางกีตาร์ลงข้างตัวและลุกขึ้นยืนเท้าแขนยื่นหน้าออกไปพ้นขอบระเบียง เพื่อมองหน้าเขาให้ชัดขึ้น แม้ว่ามันแทบจะไม่มีความแตกต่างเลยก็ตาม

“อยากเห็นหน้าตอนร้องไห้เหมือนกัน” ผมแกล้งพูดกลั้วหัวเราะ เชนเลยยิ่งนิ่วหน้า แต่สุดท้ายก็หลุดขำออกมา แล้วมองหน้าผมนิ่งๆ หลายวินาที

[ อยากกอดจะแย่ ] เขาเอ่ย

“เหมือนกัน” ผมหัวเราะ

เราต่างก็เงียบกันไปอีกครั้ง ก่อนที่ร่างสูงจะยืดตัวขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

[ มีกระดาษมั้ย ]

“หืม?” ผมขมวดคิ้วงงๆ

[ ขอกระดาษหน่อย ] ถึงจะยังงงๆ แต่ผมก็ยอมหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง รื้อโต๊ะเขียนหนังสือรกๆ ของตัวเองเพื่อหากระดาษสักแผ่นให้เขาอย่างว่าง่าย และกลับออกมาพร้อมกับกระดาษเอสี่ว่างเปล่าแผ่นหนึ่ง

[ โยนมาให้หน่อย ] เขาบอกเมื่อเห็นผมชูกระดาษให้ดู

“พับได้ป่ะ?” ผมถาม เพราะมันเป็นกระดาษบางๆ จะให้โยนให้เฉยๆ ก็คงไม่ถึงมือเขาแน่ ผมเลยต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับมัน

พอเห็นเชนพยักหน้า ผมจึงก้มลงวางโทรศัพท์ลงกับเก้าอี้และบรรจงพับกระดาษในมือให้กลายเป็นรูปเครื่องบินเหมือนที่เคยพับตอนเด็กๆ

“รับให้ได้ล่ะ” ผมพูดขำๆ ก่อนจะร่อนเครื่องบินกระดาษออกไป

น่าตกใจจริงๆ ที่ผมกะแรงพอดีจนมันร่อนไปถึงมือร่างสูงที่แค่เอื้อมแขนข้างหนึ่งออกมาคว้าไว้ได้อย่างง่ายๆ แทบไม่ต้องใช้ความพยายาม

[ เก่งนี่ ] เขาพูดล้อผมมากกว่าจะชมจริงๆ

อันที่จริงผมน่าจะออกแรงอีกสักนิดร่อนไปไกลๆ ให้เขาได้เหนื่อยเก็บบ้างนะ

เชนไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่ได้อธิบายด้วยว่าเขาจะเอากระดาษไปทำอะไร ร่างสูงมองซ้ายมองขวา ก่อนจะเก็บก้อนหินขนาดพอประมาณขึ้นมาจากพื้น แล้วล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนสีซีด และจัดการห่อทั้งสองอย่างลงในกระดาษที่ผมให้ไป ปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วโยนกลับมาตกที่ระเบียงห้องผมอีกครั้ง

“อะไร” ผมมองห่อกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นแล้วขมวดคิ้วถาม

[ เปิดดูสิ ] เขาไม่ยอมตอบ

ผมเลยเดินไปเก็บมันขึ้นมาและค่อยๆ แกะห่อกระดาษออก สิ่งแรกที่เห็นคือก้อนหินที่เขาใช้ถ่วงน้ำหนัก แต่เมื่อผมโยนมันทิ้งไปและเห็นวัตถุอีกอย่างที่เหลือก็ทำเอาผมถึงกับชะงัก

[ ใส่ให้ดูหน่อย ] ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าผมเห็นของที่เขาให้แล้วเลยเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแกมออกคำสั่ง ผมจึงหยิบแหวนทองคำขาวกลมเกลี้ยงขึ้นมาจากกระดาษที่ถูกขยำจนไม่เป็นรูป และเดินกลับไปยืนที่เดิม ตรงตำแหน่งที่ผมเห็นรอยยิ้มมุมปากของเขาได้ชัดเจน

“อะไรเนี่ย” ผมถามกลั้วหัวเราะ แม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่ามันคืออะไร

[ แหวนหมั้นไง ] เขาตอบตามตรง

ซึ่ง... ไม่ต้องตรงขนาดนั้นก็ได้ครับ

ผมอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดหน้าเพื่อปกปิดใบหน้าที่คงจะกลายเป็นสีแดงเถือกของตัวเอง พยายามกลั้นยิ้มไม่ให้กว้างเกินไปนัก แต่มันก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี

“ปกติขอหมั้นด้วยวิธีนี้เหรอ” ผมเอามือออกและแกล้งส่ายหน้ามองเขาเอือมๆ

[ ก็ครั้งแรก ]

ผมหัวเราะ “ไม่โรแมนติกเลย” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สุดท้ายผมก็ยอมสวมมันลงกับนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองอยู่ดี มันพอดีซะจนราวกับว่าเขาพาผมไปลองด้วย และพอผมชูหลังมือที่มีเครื่องประดับที่เขาให้ให้ดู ริมฝีปากบางก็ยิ้มมุมปากกว้างขึ้นอย่างพอใจ

[ ตอนแรกว่าจะให้วันหลัง... จัดฉากให้อลังการกว่านี้ ] ผมหัวเราะอีกรอบ เพราะนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าคนหน้าตายอย่างเขาจะจัดฉากให้แหวนยังไง

กลับมองว่าวิธีดิบๆ เมื่อครู่เข้ากับเขามากกว่าเสียอีก

[ แต่เพราะเพลงเมื่อกี้ ก็เลยรอไม่ไหว ]

“...” แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตรงมาด้วยสายตาที่สื่อความหมายบางอย่างที่ผมไม่อาจเข้าใจ จนเขาพูดออกมา

[ ฉันขอให้แหวนนั่น แลกกับการอนุญาตให้ฉันเข้าบ้าน... ]

“...”

[ ให้ฉันช่วยคุยกับพ่อนายสักครั้งเถอะ... แค่ครั้งเดียว ] มันเป็นคำขอที่ทำให้ผมรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาจนได้แต่เงียบนิ่งไปนานนับนาที สบตากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขา ในระยะที่อ่านได้ว่าเขาพูดจริงจังแค่ไหน

และสุดท้าย ก็ต้องยอม

“อืม”

 

เวลาผ่านไป

แน่นอนว่าท็อปปิคการพูดคุยระหว่างอาหารมื้อเย็นวันนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของเชน อันที่จริงมันก็เป็นท็อปปิคที่ผมพยายามยกขึ้นมาพูดทุกวันซ้ำไปซ้ำมา ขุดความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับเชน นับตั้งแต่เจอกันครั้งแรกออกมาเล่า ราวกับพยายามจะละลายหินด้วยน้ำ แต่เย็นนี้เป็นกรณีพิเศษเพราะแทนที่จะเล่าเรื่องเก่าผมกลับบอกพ่อกับแม่ว่าวันหยุดนี้จะพาเขามาที่บ้าน

แม่ไม่ว่าอะไร แต่แน่นอนว่าพ่อของผมไม่อนุญาต พ่อพูดว่า ‘ไม่อยากเห็นหน้ามัน’ เป็นถ้อยคำเจ็บแสบตามประสาพ่อที่พยายามทำร้ายจิตใจผมเหมือนเคย แต่ว่าบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ต้องการคำอนุญาต ผมแค่บอกให้รู้ไว้ เพื่อที่ท่านทั้งสองจะได้เตรียมใจไว้เท่านั้นเอง

ผมย้ำกับเชนเป็นรอบที่ร้อยว่าเขาแน่ใจจริงๆ หรือเปล่าว่าจะมา ผมเล่าวีรกรรมทั้งหมดของพ่อให้เขาฟังเผื่อว่าเขาจะกลัวและเปลี่ยนใจ แต่อย่างที่รู้ๆ กัน... ไม่มีอะไรขัดความตั้งใจของผู้ชายคนนั้นได้เลย ผมถอนหายใจอีกครั้งขณะที่เดินลงจากบันไดมายังชั้นล่างเพื่อหาอะไรทำเพราะนอนไม่หลับ แม้จะยังเหลืออีกหลายวัน แต่การคิดล่วงหน้าว่าเชนจะเจออะไรบ้างมันทำให้ผมกระสับกระส่ายจนยากที่จะข่มตาจริงๆ

อย่างที่บอกว่าผมรู้จักพ่อของผมดี ท่านไม่ได้ใจดีและเข้าใจเราเหมือนพ่อของเชน... ผมกลัวว่าเขาจะโดนทำร้ายจิตใจเหมือนที่ผมโดนซ้ำๆ มาตั้งแต่จำความได้

“คุณน่าจะลองเปิดใจ” แต่เสียงของแม่ที่ดังมาจากห้องนั่งเล่นก็ทำเอาผมชะงัก มองผ่านแสงสลัวที่มาจากทางโคมไฟข้างโซฟาเข้าไป ก็พบว่าพ่อกับแม่กำลังนั่งคุยกันอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางเคร่งเครียด

“ยังไงนี่ก็ชีวิตลูกนะ” แม่พูดต่อในขณะที่พ่อนิ่งเงียบ “คุณก็รู้ว่าเราอยู่กับเขาไปตลอดไม่ได้หรอก ปล่อยเขาไปได้แล้ว” ผมยิ้มออกมากับความใจดีของแม่ ที่เข้าใจผมเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือผมจะทำอะไร

ผมอยากเดินเข้าไปกอดแม่และช่วยท่านอธิบาย แต่เสียงของพ่อที่ดังขึ้นมาก็ทำเอาฝีเท้าของผมต้องชะงักอีกครั้ง

“ก็เพราะอยู่กับมันไปตลอดไม่ได้ไง ถึงได้ไม่ยอม”

“...” แม่เงียบลง พอๆ กับผมที่ได้แต่นิ่งงัน

“ถ้ามีพี่น้องก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันเป็นลูกคนเดียวนะจะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง” น้ำเสียงของพ่อฟังดูกังวลและอ่อนเพลีย ใบหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยวด้านข้างของท่านดูแก่ลงซะจนผมตกใจที่ไม่เคยสังเกตเห็น

"คุณมั่นใจได้ยังไงว่าไอ้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้นั่นจะไม่ทิ้งมันไปตอนที่เราไม่อยู่แล้ว... มันจะทำใจได้เหรอ ถ้าต้องอยู่คนเดียว?

“...”

“ถึงจะอยู่กันรอด แล้วตอนแก่ล่ะ? มีลูกหลานไม่ได้ แก่ตัวไปใครมันจะเลี้ยง เอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นลูกบุญธรรมมันก็เทียบกับสายเลือดเดียวกันไม่ได้อยู่ดี”

“...”

“คุณคิดว่าผมกีดกันเพราะไม่เข้าใจมัน แต่คุณไม่คิดจะเข้าใจผมบ้างเหรอว่าผมเป็นห่วงมันแค่ไหน” พูดได้เท่านั้นเสียงทุ้มที่เคยดุดันก็หายไป กลับกลายเป็นเสียงร้องไห้อันสั่นเครือ

แม่เข้าไปกอดพ่อเอาไว้ด้วยสีหน้าตกใจ และลำบากใจแบบที่ผมไม่เคยเห็น แต่ที่ผมไม่เคยเห็นเลยสักครั้งตั้งแต่จำความได้ ก็คือน้ำตาของผู้ชายคนนั้น

ผู้ชายที่ผมคิดว่าเย็นชาและไร้หัวใจ

ผู้ชายที่ผมคิดมาตลอดว่าคงจะไม่รู้สึกอะไรถ้าผมจะทำร้ายจิตใจเขากลับบ้างด้วยความดื้อรั้นของผม แต่ต่อให้เย็นชาหรือปากร้ายกับผมมากแค่ไหน

ผมก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้ เมื่อได้เห็นน้ำตาของท่านไหลออกมาเพราะผมจริงๆ





Calista εїз
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 294 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1941 Fann_mafia (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 23:48

    หือออออ
    #1,941
    0
  2. #1940 Fann_mafia (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 23:28

    หือออออ
    #1,940
    0
  3. #1675 $iviα✻ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 18:27
    เข้าใจอารมณ์นั้นเลย นี่หละนะหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่
    #1,675
    0
  4. #1568 ningthanaporn (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 23:07
    เศร้าใจสุดๆ
    #1,568
    0
  5. #1506 pommys (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 10:36
    เศร้าตาม
    #1,506
    0
  6. #1397 cmaxx. (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 13:28
    เศร้าาาาาา
    #1,397
    0
  7. #1349 คาริน> (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 / 13:14
    ได้น้ำตาสมชื่อตอนเลยไรท์ คือเข้าใจทุกฝ่ายเลยอ่ะ บีบหัวใจกันสุดๆ
    #1,349
    0
  8. #1170 อำปา ก้า (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2559 / 12:28
    ร้องไห้หนักมากจนขี้ไม่ออกเลย ตรีสู้ๆนี้คืออุปสรรคที่ต้องผ่านไปไห้ได้
    #1,170
    0
  9. #971 มาโอ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 21:39
    เป็นอีกตอนที่ทำให้เราร้อง ร้องตั้งแต่ตอนที่ตรีเห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านข้างของพ่อที่ดูแก่ลง โดยที่ไม่เคยสังเกต อ่านแล้วรู้สึกอะไรหลายๆอย่าง ชอบเหตุผลที่พ่อพูด ที่พ่อเป็นห่วงตรีมาก ห่วงลูกคนนี้มากแค่ไหนแต่ไม่เคยแสดงออกมาเลย ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ชอบที่ไรต์เขียนให้พ่อตรีแสดงมุมนี้ออกมา และชอบความน่ารักของเชนกับตรีที่มีให้กันในตอนนี้ด้วย เป็นกำลังใจให้ครอบครัวทั้งสอง เราทีม #เชนตรี 55555
    #971
    0
  10. #963 em-en (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 18:46
    ถึงจะห่วงนังไงแต่มันคือชีวิตของลูกพ่อแม่ควรดูอยู่ห่างๆไม่ใช่หรออย่ากีดกันสิยิ่งทำอย่างนี้ลูกก็ยิ่งเจ็บปวด อนาคตอะเรากำหนดไม่ได้หรอกต้องให้คบกับผู้หญิงก็ใช่ว่าจะมีลูกนี่ มีคว่มสุขตอนนี้แต่ไม่รู้อนาคตหรือทุกข์ไปแต่อนาคตก็ไม่รู้ว่าลูกจะมีความสุขกรือเปล่ามันเป็นการทำร้ายลูกตัวเองนะอนากส่งไปให้พ่อของตรีอ่าน
    #963
    0
  11. #961 lukbua (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 14:30
    ทำให้พ่อเข้าใจก็พอแล้ว
    สมัยนี้แล้ว อนาคตการันตีอะไรไม่ได้จริงๆ
    แต่งงานกับผู้หญิง ไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิตคู่
    มีลูกหลาน ไม่ได้การันตีความสุขตอนแก่
    สิ่งที่ควรคือทำในสิ่งที่จะไม่เสียใจทีหลังเท่านั้นเอง
    #961
    0
  12. #960 Nest (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 13:46
    ต้องให้พี่เค้ามาแสดงความเชื่อใจให้พ่อเห็นแล้ว
    #960
    0
  13. #959 Nagato/หิมะสีเลือด (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 12:43
    งานนี้ตรีเลือกยากกก ;-;
    #959
    0
  14. #958 Kamonwan Channarong (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 11:52
    เศร้าจัง สู้ๆน่ะ
    #958
    0
  15. #957 pannjed . (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 10:44
    อห ระหว่างครอบครัวกับแฟน ...
    #957
    0
  16. #956 Vodka_Booze (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 10:03
    ไม่เอานะ ห้ามเลือกผิดเชียวนะ
    #956
    0
  17. #955 apiinify (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 08:55
    คุณพ่อออออ
    #955
    0
  18. #954 tataryne (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 08:49
    สู้ๆค่าาา
    #954
    0
  19. #953 เตี้ย ดำ แมบ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 08:05
    รอออออออออออออออ
    #953
    0
  20. วันที่ 16 เมษายน 2559 / 06:55
    หัวอกคนเป็นพ่อเนอะ ;_;
    #952
    0
  21. #951 oDeeo (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 06:34
    แบบพ่อคะ พี่เชนไม่ทิ้งตรีแน่นอน เดี๋ยวให้ลูกพี่ริ้บบิ้นเลี้ยงเอาค่ะ นะ ฮื่อออ
    #951
    0
  22. #950 ใต้ร่มเงา (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 06:25
    เข้าใจพอตรีเลยอ่ะ ให้กำลังใจทั้งสองฝ่านนะ
    #950
    0
  23. #949 L_moccaBoth (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 05:58
    โอ๊ยเศร้าอ่าา เข้าใจทั้งความรู้สึกของพ่อพี่ตรีเลย ว่าเป็นลูกชายคนเดียวขนาดไหนน ต้องให้พี่เชนพิสูจน์แล้วว่าดูแลตรีได้ทั้งชีวิต สู้ๆน่ะค่าาา เป็นกำลังใจให้
    #949
    0
  24. #945 Po Pleng (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 02:56
    พร
    า์ทนี้ทำให้เริ่มเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงของพ่อตรี TT แต่ก็เอาใจช่วยให้พ่อตรีใจอ่อนและรับรู้ได้ว่าทั้งสองคนรักกันมากแค่ไหนเร็วๆนะคะ ไรต์สู้ๆนะคะ จุฟๆ ^^
    #945
    0
  25. #944 yingsdu (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 02:51
    เป็นกำลังใจให้ครอบครัวตรีกับเชนผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้ ปล.สู้ๆนะคะไรท์
    #944
    0