[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 33 : 32 : คลุมเครือ [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,351
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 361 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



32

คลุมเครือ

 

วันต่อมา

ผมอยากได้คำอธิบาย... สุดๆ

               แต่หนึ่งวันที่ผ่านมา หลังจากผมรัวคำถามมากมายลงไปในแชทไลน์ และกดโทรออกเบอร์เดิมซ้ำๆ เหมือนคนที่บ้านไฟไหม้ ก็ยังคงไม่มีใครรับสาย แถมยังถูกซีนแล้วไม่ตอบเลยสักคำถาม เล่นเอาผมร้อนใจจนแทบบ้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ผมรอโทรศัพท์จากเชนทั้งคืนแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะโทรกลับ และล่าสุด เมื่อเช้าผมลองโทรไปหาเขาอีกครั้ง มันก็ โทรไม่ติดแล้ว

               มันหมายความว่ายังไงกันแน่

ผมอึดอัดใจถึงขนาดที่ว่าหลังจากทำงานเสร็จผมก็เปิดเข้าไปดูโปร์ไฟล์ของผู้หญิงคนนั้นในเฟสบุ๊คเพื่อดูว่าเธอเป็นใคร ก่อนจะพบว่านอกจากจะสวยจนแม้แต่ผมที่แค่เห็นรูปยังหวั่นไหวแล้ว โปรไฟล์เธอยังดีเข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์อีกต่างหาก

แค่เห็นนามสกุล ผมก็ขนลุกแล้ว

ผู้หญิงผมบ๊อบปากแดงคนนั้นชื่อริบบิ้น เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกานต์สุริยะ... บริษัทที่เชนกำลังฝึกงานอยู่ เพิ่งจบปริญญาโทมาจากต่างประเทศได้สองปี เป็นทายาทรุ่นใหม่ไฟแรงที่อนาคตคงจะได้เป็นผู้บริหารของบริษัทมีชื่อเสียงระดับประเทศ ...นั่นคือประวัติของเธอที่ผมพอจะสืบได้ และพอใจที่จะหยุดสืบแต่เพียงเท่านี้ เพราะแค่นี้ผมก็รู้สึกต่ำต้อยมากพอแล้ว ยิ่งนึกถึงภาพที่เธอยิ้มให้เชนอย่างเริงร่า ในขณะที่เขาก็ยิ้มตอบ มันก็ยิ่งทำให้ผมฟุ้งซ่าน คิดไปไกลว่าทั้งสองคนคงกำลังคิดอะไรๆ ต่อกัน

อันที่จริงผมไม่อยากทำตัวงี่เง่าแบบนี้เลยสักนิด... แต่มันก็อดที่ไม่ได้จริงๆ ในเมื่อภาพที่เห็น และพฤติกรรมของเขา มันชวนให้คิดแบบนั้น

ผมอาจจะคิดมากไปเอง... อันนั้นผมรู้ตัว แต่ว่า ถ้าได้คำอธิบายจากเจ้าตัวสักนิด ผมก็คงไม่คิดมากอย่างนี้ ดีไม่ดี ผมอาจจะหลับหูหลับตาเชื่อทุกๆ คำพูดของเขาอย่างไม่มีการโต้แย้งใดๆ เลยก็ได้ แต่นี่มันไม่ใช่ มันไม่มีคำอธิบายใดๆ ทั้งคำพูด และตัวอักษร

ให้ตาย! หมอนั่นเป็นบ้าอะไรวะ ทำไมอยู่ๆ ถึงหายหน้าไปไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้

ถ้าเขากำลังแกล้งให้ผมเสียสติล่ะก็...บอกเลยว่าผมใกล้บ้าเต็มทีแล้ว

“ตรีๆ” ขณะที่ผมกำลังคิดฟุ้งซ่านจนหัวจะระเบิด อยู่ๆ ก็มีใครบางคนเอานิ้วมาจิ้มๆ ไหล่ จนผมสะดุ้งแล้วหันไปเลิกคิ้วถาม

“ฮะ?

แชะ!

ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจทันทีที่เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น ก่อนจะเพิ่งเห็นว่าในมือของโชที่เดินมายืนข้างๆ มีโทรศัพท์มือถือที่เปิดกล้องหน้ากดถ่ายเซลฟี่ไปแล้วโดยไม่บอกไม่กล่าว

“เฮ้ย” ผมร้องเสียงหลง เมื่อพบว่าหน้าตัวเองเหลอหลามากในรูปที่โชถ่าย

“อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆ” ขนาดโชยังหลุดขำออกมาเสียงดังทันทีที่มองรูปนั้น “หน้าตรีโคตรตลก” เขาชี้หน้าผมแล้วขำเสียงดังไม่หยุด ทำเอาลูกค้าที่คืนนี้มีเพียงกลุ่มเดียวหันมามองงงๆ จนผมต้องหันไปผงกหัวขอโทษแทนคนตัวเล็กกว่าที่ยังคงกลั้นขำไม่อยู่

มันไม่ได้ตลกขนาดนั้นสักหน่อย

“ถ่ายไปทำไมเนี่ย” ผมถามเสียงขุ่น จะยื่นมือไปแย่งโทรศัพท์จากมือโช แต่เขาก็ไหวตัวทัน

โชหยุดหัวเราะ แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างแทน “พี่โมบอกให้หาวิธีโปรโมทร้าน”

“แล้ว?” ถ่ายเซลฟี่มันช่วยโปรโมทร้านยังไง?

“ถามแปลก” เขายิ้มขำ “จะมีอะไรช่วยโปรโมทได้ดีไปกว่าพนักงานหนุ่มหล่อหน้าใสหัวใจกะล่อนอีกล่ะครับ” ว่าแล้วก็เงยหน้าขึ้นมายักคิ้วทะเล้นให้ ขณะที่ผมถึงกับชะงักก่อนจะหลุดหัวเราะกับประโยคเสี่ยวๆ เหนือความคาดหมายนั่น

คิดได้ไงวะ

“ยิ้มได้ซะที” เขาพูดอะไรสักอย่างพึมพำ แต่ผมได้ยินไม่ชัดจึงไม่ใส่ใจ ก่อนที่โชจะเปลี่ยนเรื่อง “เฟสบุ๊คตรีอะไรนะ ผมจะแท็กรูป” เขาถามขณะที่ก้มหน้ากดอะไรยุกยิกในโทรศัพท์

“ทำไมต้องแท็กอ่ะ” ผมเลิกคิ้ว คิดว่าเขาจะแค่โพสในเพจร้านซะอีก

“ก็...” เขาอึกอัก ยกมือขึ้นมาเกาแก้มเก้อๆ เหมือนเคย ก่อนจะถามกลับเสียงอ่อน “ผมแท็ก...ไม่ได้เหรอ?

ผมหลุดหัวเราะอีกรอบกับท่าทางเหมือนหาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้ของเขา ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมๆ และยอมบอกชื่อเฟสตัวเองไป สักพักก็มีการสั่นเตือนมาจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง

“แอดแล้ว รับดิ” โชหันมาพยักเพยิดหน้าท่าทางกระตือรือร้นเกินจำเป็น

“พี่โมห้ามเล่นมือถือระหว่างงานนะ” ผมขมวดคิ้ว เจ้าของใบหน้าใสจึงแกล้งทำเป็นมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กแล้วหันมากระซิบ

“ก็อย่าบอกพี่โมสิ” ว่าพลางกระพริบตาปริบๆ

ผมหัวเราะพลางส่ายหน้ากับความขี้เล่นไม่เลือกเวลาของเขา แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับแอดคำขอเป็นเพื่อนล่าสุด ก็อย่างที่ว่าแหละ ตอนนี้พี่โมไม่อยู่ร้าน และถ้าไม่มีใครบอก พี่โมก็คงไม่รู้...

แต่อันที่จริงถึงพี่โมอยู่ เขาก็คงไม่โดนดุหรอก เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงาน ผมก็ยังไม่เห็นโชวางมือถือเลย ในขณะที่ผมแค่จะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กข้อความ ก็ถูกมองเขม่นแล้ว (สองมาตรฐานชัดๆ -_-) แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพราะได้ยินมาว่าพี่โมขอให้เขามาช่วยทำงานโดยไม่มีค่าจ้างตอบแทน ไม่เหมือนผม ที่ทำในฐานะพนักงานพาร์ทไทม์ และต้องการเงิน

“โพสต์ละ” โชหันมายิ้มกวนๆ ให้อีกรอบ ผมจึงก้มมองมือถือตัวเอง กดแจ้งเตือนที่เพิ่งขึ้นดู และก็เห็นรูปที่โชแท็กมา

หน้าผมโคตรตลกจริงๆ ด้วย แล้วอะไรคืออีกคนกลับยิ้มหวาน หน้าใส สภาพกายหยาบต่างกันสุดขั้วขนาดนี้

“ลบแล้วถ่ายใหม่ได้มะ” ผมหันไปถาม สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่ารับไม่ได้กับรูปนี้จริงๆ แต่โชกกลับขำแล้วยื่นมือถือตัวเองที่โชว์รูปเดียวกันมาให้ดู

“ลบได้ไง ดูดิ ยอดไลค์พุ่งพรวดแล้ว” ผมก้มดูจำนวนคนที่กดไลค์ ก็พบว่ามันขึ้นไปแตะยี่สิบไลค์ถายในไม่กี่นาที แถมเริ่มมีคอมเมนต์จากสาวๆ ที่เข้ามากรี๊ดกร๊าดเขาแล้วด้วย

อ่า... ลืมบอกไปเลย ว่าจริงๆ แล้วโชเองก็ฮอตใช่ย่อยนะครับ ด้วยใบหน้าน่ารักสไตล์หนุ่มตี๋ แถมอัธยาศัยดีเลิศขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่จะถูกสาวๆ รุมกรี๊ด ผมเพิ่งรู้ก่อนหน้านี้เอง ว่าตอนปีหนึ่งเขาเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะบริหารพ่วงด้วยเชียร์ลีดเดอร์มหาวิทยาลัยอีกต่างหาก แต่ว่าตอนนั้นผมไม่ได้สนใจโลกภายนอกเท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้จัก

และด้วยชื่อเสียงระดับท็อปของโช การที่เขาแค่ถ่ายรูปลงโซเชียลเนตเวิร์กและบอกโลเคชั่นร้าน ก็อาจจะเป็นการโปรโมทที่ดีจริงๆ ก็ได้

“มาทายกันมั้ยว่าวันนี้ลูกค้าจะเพิ่มสักกี่คน” เขาเสนอไอเดีย ขณะที่กระโดดขึ้นมานั่งบนเคาน์เตอร์ข้างๆ ผม

“ยากไปมั้ย นับเป็นคนเนี่ย” ผมแย้งขำๆ

“เออว่ะ” เขายกมือเกาแก้มอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะเสนอไอเดียใหม่ “นับเป็นโต๊ะดีกว่า ตรีว่าคืนนี้ลูกค้าจะเพิ่มขึ้นสักกี่โต๊ะ” ว่าพลางเหลียวกลับไปมองโต๊ะว่างด้านหลัง

“อืม” ผมนิ่งคิด ถ้านับรวมโต๊ะทั้งหมดในร้าน ก็มีอยู่สิบสี่โต๊ะ ตอนนี้มีลูกค้าแค่โต๊ะเดียวเอง แถมนี่ก็ค่อนข้างดึกแล้ว ถึงจะใช้หน้าหล่อๆ โปรโมท ก็คงมีลูกค้าเพิ่มมาไม่มากนักหรอก

“สัก...ห้ามั้ง” ผมเดา โชหัวเราะ แล้วกระโดดกลับมายืนข้างผมอีกรอบแกล้งทำเป็นนับโต๊ะ แต่ท่าทางไม่ได้ใส่ใจเลย

“ผมว่าเต็มร้าน” ว่าเสียงดังพลางยิ้มทะเล้น “คนแพ้ต้องยอมทำตามที่คนชนะบอกทุกอย่างนะ”

“...” ผมขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนตกกะไดพลอยโจรให้พนันอะไรไรสาระไปแล้ว แต่ก็เอาเถอะ ยังไงผมก็คิดว่าตัวเองคงไม่แพ้หรอก การที่ลูกค้าจะเต็มร้านภายในคืนนี้เนี่ย เป็นอะไรที่ยากกว่าเอาหินถมมหาสมุทรซะอีก

“อืม” ดังนั้นผมจึงตอบตกลงไปอย่างไม่คิดอะไร

“ผมไม่แพ้แน่ คอยดูเหอะ” โชยิ้มกว้างอย่างพอใจและหันไปหาอะไรทำฆ่าเวลา ผมเองก็กำลังจะหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเคานเตอร์ที่เขาเพิ่งจะกระโดดขึ้นไปนั่งอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดเจ้าของร้าน แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นจากโทรศัพท์ที่เพิ่งจะเอาใส่กระเป๋า

ผมเลิกคิ้วอย่างงุนงงเพราะไม่คิดว่าจะมีใครโทรมาหาเวลานี้ แต่เมื่อหยิบมือถือขึ้นมาดูเบอร์โทรเข้า คิ้วของผมก็ขมวดแน่นโดยอัตโนมัติ

เชน...

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของผมทันที มีเรื่องที่ผมจำเป็นต้องคุยกับเขาเยอะจนผมต้องใช้เวลาเรียบเรียงความคิดอยู่ในสมองสักพักและเอาแต่จ้องสายเรียกเข้าที่ยังคงทำให้โทรศัพท์ของผมสั่นไม่หยุด

ตอนแรก... ผมคิดว่าตัวเองจะโกรธเขาจนต้องรีบกดรับสายเพื่อต่อว่าเขาที่หายหน้าไป ไหนจะเรื่องผู้หญิงคนนั้นอีก แต่พอเอาเข้าจริง... ตอนนี้ผมกลับโล่งใจ ที่เห็นเบอร์โทรของเขาอีกครั้ง บ่งบอกให้รู้ว่าเขายังคิดถึงผมบ้าง

เฮ้อ ผมนี่บ้าชะมัด

“ฮัลโหล” หลังจากที่จ้องเบอร์ของเขาอยู่นาน สุดท้ายผมก็กดรับก่อนที่สายจะตัดไป แต่แทนที่จะได้ยินน้ำเสียงรู้สึกผิด หรือคำอธิบายที่อยากฟัง กลับกลายเป็นว่าเสียงที่ลอดผ่านปลายสายมา เป็นเสียงทุ้ม ที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดแบบที่นึกภาพออกทันทีว่าเขากำลังมีสีหน้าแบบไหน

[ มันเป็นใคร ]

“...”

[ คนที่ถ่ายรูปด้วย มันเป็นใคร ] เชนย้ำคำถามอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงต่ำที่ฟังดูกดดันยิ่งกว่าเดิม

แต่... ขอโทษนะครับ คนที่หายหน้าไปก่อน มีสิทธิ์มาตั้งคำถามทำน้ำเสียงไม่พอใจแบบนี้ด้วยเหรอ?

ไม่ยุติธรรมเลย

ผมหันไปมองโช ส่งสัญญาณว่าจะขอออกไปโทรศัพท์หลังร้าน พอเห็นโชยิ้มรับผมก็ปลีกตัวออกมา

[ ได้ยินหรือเปล่า ] เสียงขุ่นถาม ขณะที่ผมกำลังเดินออกมา

“ได้ยิน” ผมตอบเสียงขุ่นไม่แพ้กัน

                [ มันเป็นใคร ] เขาย้ำคำถามเดิมอีกรอบ ทำไมเอาแต่ใจขนาดนี้ ผมโทรหาทั้งวันไม่ยอมรับ แต่พอตัวเองโทรมากลับเร่งเร้าจะเอาคำตอบ น่าหมั่นไส้ชะมัด

แต่ถึงจะหมั่นไส้แค่ไหน ผมก็ทำได้แค่ถอนหายใจทรุดตัวนั่งลงที่ชานพักบันไดตรงประตูหลัง และตอบคำถามตามตรง

“เพื่อนร่วมงาน”

[ แล้ว? ]

“แล้วอะไร” ผมถามกลับ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องซักไซ้

[ ถ่ายรูปทำไม ] เขาถามเสียงขุ่นกว่าเดิม ให้เดา คิ้วเข้มต้องกำลังขมวดแน่นเหมือนเคยแน่ๆ

“โชเขาอยากถ่ายรูปโปรโมทร้านเฉยๆ”

[ ชื่อโช? ] น้ำเสียงหาเรื่องสุดๆ อันที่จริงผมไม่ใช่คนที่ต้องถูกซักไม่ใช่เหรอ แถมเขากำลังพาดพิงไปถึงคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย แบบนี้มันงี่เง่าไปแล้ว

“มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละครับ แค่ทำงานด้วยกัน” ผมพูดเสียงดังขึ้น และสุภาพขึ้นเพื่อให้เขารู้ว่าผมเริ่มไม่พอใจแล้ว เชนเงียบไป ผมรู้ว่าเขายังข้องใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะผมตอบคำถามไปตามตรงด้วยความบริสุทธิ์ใจหมดแล้ว

คราวนี้คงถึงคราวผมถามกลับบ้าง

“ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์” เสียงผมมันเต็มไปด้วยความกังวลมากกว่าความโกรธ และผมก็ค้นพบว่าความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองไม่ใช่ความไม่พอใจที่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงอื่นอย่างสนิทสนม แต่มันเป็นความรู้สึกกลัว... กลัวว่าจริงๆ แล้วเขาพร้อมที่จะทิ้งผม กลับไปคบผู้หญิงอีกครั้ง

[ ไม่ว่าง ] เขาเงียบไปนาน ก่อนจะตอบกลับมาห้วนๆ

แค่นั้นเอง

“แต่มีเวลาเช็กเฟส? แชทไลน์ก็มีเวลาอ่านนี่ ไม่คิดจะเจียดเวลาตอบหน่อยเหรอ?” ผมถามยาว รู้สึกกังวลมากจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ พยายามห้ามสมองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ไม่ชอบเลยที่ไม่ได้คุยกันต่อหน้า กับปัญหาบ้าๆ แบบนี้…อย่างน้อยผมก็อยากเห็นสีหน้าเขา อยากรู้ว่าดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจะให้คำตอบกับผมยังไง

เชนเงียบไปนาน นานมากจนผมคิดว่าเขาตัดสายผมไปแล้ว แต่สุดท้ายผมก็ได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ จากปลายสาย ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยออกมา [ ขอโทษ แต่เหตุผลมัน... โคตรจะงี่เง่าเลย ]

“...”

[ โง่ชะมัดที่ยอมทำอะไรแบบนี้ ] เขายังคงพึมพำในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจด้วยน้ำเสียงเครียดๆ แปลกๆ

“เหตุผลอะไร” ผมถาม ไม่ว่าเหตุผลมันจะงี่เง่าแค่ไหนก็พร้อมจะฟัง เพราะมันคงไม่มีอะไรงี่เง่าไปกว่าความรู้สึกของผมตอนนี้แล้ว

“เกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า” ในเมื่อเขาเงียบ ผมจึงถามต่อ

[ อืม ] เขาตอบเสียงเบา

เป็นคำตอบที่เล่นเอาผมชะงักไปเลย... หมายความว่ายังไงวะ

“เธอเป็นใคร” ผมถามคำถามที่ควรเอ่ยเป็นประโยคแรกที่เห็นเขาโทรมาด้วยซ้ำ

                [ เจ้านาย ] เขาตอบ

สั้นมาก สั้นจนผมขมวดคิ้วถามต่อเสียงเข้ม

“ขอคำอธิบายด้วยครับ” เสียงผมนิ่งมาก แต่ตอนนี้ใจผมไม่ได้นิ่งเลย มันกระวนกระวายไปหมด อึดอัดจนอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว

[ เดี๋ยวนะ ] แต่แทนที่จะตอบ เขากลับเบรกผม ก่อนจะถามกลับ [ นี่หึงเหรอ? ] น้ำเสียงเขาดูประหลาดใจ

“...” ผมสิที่ควรจะประหลาดใจ ทำไมเขาถึงคิดว่าผมจะไม่รู้สึกอะไร ทั้งๆ ที่ตัวเองหายหน้าไปตั้งหลายวัน แถมมีรูปยิ้มหน้าระรื่นกับผู้หญิงสวยๆ โผล่มาให้เห็นอีก

ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะครับ จะได้ไม่หึง ไม่รู้สึกอะไรเลย

[ ให้ตาย ใครกันแน่ที่ควรจะหึง ฉันยังไม่เคลียร์เลยนะว่าตกลงไอ้ตี๋นั่นมันเป็นใคร ทำไมดูสนิทสนม ] แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงวนกลับมาเรื่องนี้อีก กำลังจะเฉไฉโยนความผิดให้ผมหรือไง

“บอกแล้วไงว่าเพื่อนที่ทำงาน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น” ผมตอบ ยืนยันคำตอบหนักแน่น แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่เชื่อ

[ รู้ได้ไงว่าจะไม่หวั่นไหว หน้าตามันน่ารักขนาดนั้น ] ผมขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ชักจะไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว ทำไมถึงพูดแบบนี้วะ

“น่ารักแล้วยังไง คิดว่าฉันชอบคนที่หน้าตาเหรอ” ผมขึ้นเสียง ไม่เคยโกรธเขาขนาดนี้มาก่อนเลย

คิดว่าตัวเองงี่เง่าแล้ว แต่เขากลับงี่เง่ากว่าอีก

“แล้วอีกอย่าง... คิดว่าชีวิตนี้ฉันจะรักผู้ชายได้สักกี่คนกัน” ผมขมวดคิ้ว พูดอย่างจริงจัง “คนที่ฉันรักตอนนี้ก็มีแค่

นายคนเดียว ไม่ได้คิดจะมองใคร” ผมไม่เคยมั่นใจขนาดนี้มาก่อนเลย สาบาน

[ … ]

“ก็รู้นี่ว่ากว่าจะรู้ใจตัวเอง มันยากเย็นแค่ไหน ฉันไม่ยอมปล่อยความรู้สึกนี้ไปง่ายๆ หรอก”

[ … ]

“ไม่ยอมปล่อยนายไปด้วย” เพราะฉะนั้น... ไม่ว่าเขาจะอธิบายเรื่องผู้หญิงคนนั้นยังไง จะแก้ตัวยังไง ก็พร้อมจะเชื่อเขาทุกอย่าง ต่อให้เขาโกหกและผมต้องกลายเป็นคนโง่ก็ยอม

[ ... ] เชนเงียบไป มีเพียงเสียงหายใจที่ลอดผ่านสายโทรศัพท์มาเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้ว่าเขายังฟังผมอยู่

“ไม่เชื่อเหรอ” ผมขมวดคิ้ว ผมพูดความรู้สึกของตัวเองไปหมดเปลือก ถ้าเขาไม่เชื่อ ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้วจริงๆ

[ เปล่า ] เขาตอบเสียงเครียด ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ ออกมา [ กำลังอดทนอยู่ ]

“...”

[ พูดออกมาแบบนั้น ตั้งใจจะฆ่ากันให้ตายไปเลยใช่มั้ย ]

“...” ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดว่าเขากำลังพูดอะไร

[ เชี่ยเอ๊ย ไม่น่าโทรหาเลยว่ะ ] แล้วอยู่ๆ เชนก็สบถออกมาเหมือนพูดกับตัวเอง น้ำเสียงของเขาดูเครียดมาก จนคนที่คิดว่ากำลังโกรธอย่างผม ถึงกับหายโกรธและเปลี่ยนเป็นเป็นห่วงเขาแทน

[ คิดถึงชิบหาย คิดถึงจนจะร้องไห้แล้ว ] เขาพูดเสียงแผ่ว น้ำเสียงอ่อนแรงจนผมรู้สึกว่าเขากำลังจะร้องไห้จริงๆ แม้ว่าจะจินตนาการภาพเขาร้องไห้ไม่ออกเลยสักนิดก็ตาม 

“พี่เชน” ผมเอ่ยชื่อเขา ไม่รู้จะทำยังไง มันรู้สึกปวดใจแปลกๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงแบบนั้นของเขา เพราะผมเองก็เข้าใจความรู้สึกนั้น มันอยากเห็นหน้า อยากกอด อยากจูบ อยากทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แค่การได้ยินเสียงหรือเห็นแค่ข้อความแบบที่เป็นทุกวันนี้ แต่เพราะทำแบบนั้นไม่ได้ มันก็เลยเจ็บ

เผลอๆ อาจจะเจ็บกว่าตอนที่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นด้วยซ้ำ

[ อย่าเรียกแบบนั้น ] เขาเอ่ยเสียงเบาและฟังดูอ่อนแรงอย่างบอกไม่ถูก

“ขอโทษ” ไม่รู้เหมือนกันว่าขอโทษทำไม รู้แต่ว่ามันเป็นความผิดของผมที่เขาเป็นแบบนี้

[ ห้ามขอโทษ ] เขาดุ

“...”

[ อย่ามาอ้อน ตอนที่กอดไม่ได้ ]

“...”

[ แล้วถ้าจะหึง ก็มาหึงต่อหน้า ]

“...”

[ ขอโทษที่ต้องทำให้อึดอัด แต่ว่า ถ้าอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ก็มาดูเอาเอง ] เขาพูดอย่างเอาแต่ใจ [ มาหาฉัน แล้วจะอธิบายให้ฟังทั้งหมดเลย ] มันเป็นการบังคับกันด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าผม กลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย

[ มาหาหน่อย ] และเมื่อไม่ได้ยินคำตอบทันที เขาก็เริ่มเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนแบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

“...”

[ เถอะนะ ]

“...”

[ นะครับ ]

ให้ตาย แล้วแบบนี้ผมจะปฏิเสธได้ยังไง


Calista εїз
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 361 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1983 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 20:41
    แพ้คำว่านะครับมากกกอห
    #1,983
    0
  2. #1945 Mylookpad (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 13:04
    งื้อออออ! อยากมีแบบนี้
    ....
    #1,945
    0
  3. #1907 Jibangrin (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 22:43
    เชนนน ใจเย็นน้าาาาา55555
    #1,907
    0
  4. #1831 27 degree (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 11:08
    เข้าใจอารมณ์ที่ต้องอยู่ไกลแฟน แล้วไม่โทรหาแฟนเลยค่ะ ไ้ดยินเสียงแล้วจะร้องไห้ เพราะคิดถึงมากจริงๆ ดูจากทรงพี่เขนเป็นสายไม่ชอบคุยโทรศัพท์ แต่ยอมรับสาย ยอมโทรหาเพื่อคนๆ เดียว เพื่อที่จะได้ินเสียงเขา 

    แต่พออยู่ไกลกันงี้ จะไม่ได้อยากได้ยิน เพราะจะคิดถึงไปมากกว่าเดิม แล้วจะทนไม่ได้ 

    รีบกลับมาเร็วๆ นะคะ
    #1,831
    0
  5. #1800 _bebebeam_e (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 23:18
    ตายยยยอ้อนหนักมากกก
    #1,800
    0
  6. #1710 HzTMK (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 23:30
    โอ๊ยยยยยยยยยตาเชนนนนนนนนนไม่ไหวแล้ววววว
    #1,710
    0
  7. #1616 querypee (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 21:17
    หลังจากที่อยากตีน้องหนักๆก่อนหน้านี้ ตอนนี้เราอยากกอดน้องสักที ชอบที่น้องใจเย็น เป็นเราคงโวยไปแล้ว
    #1,616
    0
  8. #1545 nuiiny (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 23:02
    โมเม้นตอนนี้..ตายนะคะรู้ยัง..
    #1,545
    0
  9. #1496 pommys (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 09:38
    พี่เชนนนนนนน
    #1,496
    0
  10. #1401 Smilenna (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 17:02
    โห ไขว้เขวมาก ไม่รู้จะทีมพี่เชน เอ๊ะ หรือ ทีมโชดี 55555555
    #1,401
    0
  11. #1387 cmaxx. (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 12:48
    โอ้ยยยตายยมากกก พี่เชนนนนนพี่เชนนนนน
    #1,387
    0
  12. #1334 คาริน> (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 23:53
    ทำไมอ่านตอนนี้แล้วรู้สึกโดนทั้งคู่คิลเลย โอยตายตาย55555
    #1,334
    0
  13. #1312 mangpor43 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 15:33
    โชน่ารักเนาะ 555555
    #1,312
    0
  14. #1149 Sweet Time (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 23:11
    ไม่รู้ดิ เชื่อใจพี่เชนนะ 
    #1,149
    0
  15. #943 Phonsuda Kongsakul (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 02:40
    ทำไมชอบเวลาพี่เชนหึง กรี้ดดดดด เท่ห์มว้ากกกกกกก #มันเป็นใคร 55555555
    #943
    0
  16. #925 pannjed . (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 21:08
    ตรีใจเย็นมากกกก ดีมากลูก พี่เชนนี่ ร้องไห้น้ำตาหมดไปกี่ลิตรแล้ว 5555555555555 โอ๋ๆ
    #925
    0
  17. #728 oDeeo (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 20:45
    รู้สึกได้ว่าตรีเป็นมีสติ ดีอะ ชอบ อยากได้แฟนอยากอย่างงี้บ้าง
    #728
    0
  18. #695 thifu:') (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 23:13
    โห้ ตรีโคตรใจเย็น แต่ผลลัพธ์ก็ใช้ได้อยู่นะ นึกว่าตรีจะงอน แล้วมาม่ากันอีกรอบ (แบบนั่นคงแย่)
    #695
    0
  19. #673 Nest (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 02:52
    โอ้ยรู้สึกจะร้องเลย5555 ||พี่เค้าเรียกคะแนนกลับมาแล้วด้วย5555 น่าร้ากก
    #673
    0
  20. #670 Kamonwan Channarong (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 01:36
    ยังไม่หายโกรธเชนนะเว้ย อารมณ์มันค้าง เคลียร์เรื่องชะนีผีบ้าด่วนๆ
    #670
    0
  21. #657 jarafa (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 23:00
    ชะนีอะไรอีกเเล้ว เซ็ง
    #657
    0
  22. #656 S'NOOK (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 22:18
    ให้ซันคู่โชได้มั้ย 555555555 ไหนๆก็ว่างทั้งคู่นี่ แบบคนนึงอกหักจากแฟนเก่า อีกคนแอบรักข้างเดียว มาป้ะกันกลายเป็นเพื่อนกันไรงี้ #พล็อตนิยายมาเต็ม #ชอบตรีตอนนี้มากกก
    #656
    0
  23. #655 Darius Roran (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 21:12
    ทำเป็นหนังสือเถอะ อยากด้ายยย
    #655
    0
  24. #654 L-co-op (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 20:54
    โอ๊ยยยย อ่านจบแล้วคือยิ้ม แอร๊ยยยย พี่เชนนี่มันนน ฮึ่ย เขิน -///-
    #654
    0
  25. #653 Jinious (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 20:15
    นี่ถ้าพี่เชนไม่โทรกลับนี่ร้องไห้แทนตรีจริงๆนะ. กลัวทุกบรรทัดที่จะอ่านเลย แบบจบบรรทัดทีก็ทำใจอ่านบรรทัดต่อไปที. อินจริงจัง 555
    #653
    0