[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 27 : 26 : สถานะใหม่ [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,643
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 425 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



26

สถานะใหม่

 

ทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องประหลาดไปหมดสำหรับผม

ทั้งในด้านกายภาพ... และความรู้สึก...

เสียงนาฬิกาปลุกที่ได้ยินเป็นประจำทุกเช้าดังขึ้น เรียกให้ผมเอื้อมมือไปกดปิด ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาสู้แสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาจากผ้าม่าน ผมส่งเสียงครางอย่างเกียจคร้านพลางยืดตัวบิดขี้เกียจด้วยความเคยชิน แต่ดันลืมไปว่าตอนนี้อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว...

ทันทีที่บิดขี้เกียจและพลิกตัวไปอีกด้าน จมูกของผมก็ปะทะเข้ากับสันจมูกโด่งๆ ของใครอีกคนที่ยังนอนหลับสนิทอยู่ข้างหลัง

“...!” ผมชะงัก และนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเล็กๆ นี่คนเดียว แต่มีผู้ชายอีกคนที่พอเกิดเรื่องเมื่อคืน ก็สถาปนาตัวเองจากพื้นมานอนเบียดผมบนเตียงเฉยเลย

ไล่ก็ไม่ยอมไป...เอาแต่ใจชะมัด

ทั้งที่ผมพลิกตัวแรงขนาดนี้ แถมจมูกยังชนจมูกเขาเข้าอย่างจัง แต่เจ้าของใบหน้าคมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ผมกระแอมเบาๆ พลางขยับถอยหลังมานิดหน่อยด้วยอาการประหม่าบอกไม่ถูก แต่การที่ถอยออกมา มันกลับทำให้ผมมองใบหน้าของเขาได้ชัดขึ้น ผมไม่เคยตั้งใจมองดวงตาเรียวคมแสนเจ้าเล่ห์และร้ายกาจคู่นี้ในยามหลับจริงจังแบบนี้มาก่อน

ทำไมมันดู... ร้ายกาจไม่แพ้ตอนตื่นเลยล่ะ

ผมได้แต่คิดในใจแล้วก็พยายามกลั้นหัวเราะ เพราะไม่อยากจะทำให้เขาตื่นขึ้นมาก่อนที่ผมจะพิจารณาใบหน้า

หล่อเหลานี้ได้หมดจด อาจเป็นเพราะคิ้วเข้มที่เหมือนจะขมวดเข้าหากันตลอดเวลานี่ก็ได้ ที่ทำให้เขาดูดุแม้กระทั่งยามหลับ แถมจมูกโด่งเป็นสันกับริมฝีปากที่พอเรียบตึงก็ดูหน้าบึ้งแต่พอยิ้มก็ดูร้ายกาจนี่คงมีส่วนอยู่ไม่น้อย

นี่แฟนผมหน้าโหดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ฮะๆ

อืม... ถึงจะเป็นการคิดในใจก็เถอะ แต่อยู่ๆ ก็เรียกเขาว่า ‘แฟน’ เนี่ย... คิดเองก็เขินเองแฮะ มันดูขี้เห่อไงก็ไม่รู้ ถ้าหมอนี่ได้ยินความคิดผม เขาต้องล้อเลียนไม่หยุดแน่ แค่เมื่อวาน ผมหลุดเรียกเขาว่าพี่เชนไปครั้งเดียวตอนที่ขอคบกัน พอกลับมาถึงห้องเขาก็บอกให้ผมเรียกอีกซ้ำๆ จนผมอยากจะย้อนเวลากลับไปฟาดปากตัวเองสักที

ไม่น่าพลาดเลย

ผมนอนจ้องใบหน้าของเชนอยู่อย่างนั้นนานหลายวินาที ในใจนึกอยากจะเอานิ้วจิ้มๆ ระหว่างคิ้วที่ชอบพันกันมองผมด้วยสีหน้าเหมือนโกรธอยู่ตลอดเวลานั่นให้มันผ่อนคลายลงซะบ้าง ไม่รู้หรือไงเวลาที่เขายิ้มหรือหัวเราะแบบจริงใจมันดูดีมากน่ะ ทำไมถึงชอบทำหน้าโหดนักก็ไม่รู้ อย่างตอนเจอกันครั้งแรก เขาดูอย่างกับพวกมนุษย์น้ำแข็ง เย็นชา พูดไม่เข้าหู แถมยังชวนผมสูบบุหรี่ทั้งที่ไม่รู้จักกันอีก

แต่ที่จำได้แม่นก็คงเป็นรอยยิ้มมุมปากแสนร้ายกาจของเขานี่แหละ ยิ้มดีๆ ไม่เป็นหรือไง ทำไมต้องยิ้มเหมือนดูถูกดูแคลนชาวบ้านเขาตลอดเวลา? ให้ตาย ว่าแล้วก็อยากจะจับปากหมอนี่ฉีกให้หัดยิ้มใหม่ชะมัด

ถ้าไม่ติดที่ว่า พอคิดอีกที อาจเป็นเพราะรอยยิ้มร้ายกาจนั่นก็ได้... ที่ทำให้ผมชอบเขา

โอเค... ใครก็ได้บอกผมทีว่าตอนนี้หน้าผมไม่ได้แดง...ทำไมมันถึงได้ร้อนจัดขนาดนี้

“มัวมองอะไร” แต่แล้วความคิดเพ้อเจ้อของผมก็หยุดชะงัก เมื่อเสียงทุ้มจากคนที่นอนอยู่ตรงหน้าดังขึ้นเบาๆ ทั้งที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขายังปิดสนิท

“...!?

“รอให้จูบอยู่” ชัดเจนเลยว่าผมไม่ได้หูฝาด เมื่อเชนเอ่ยประโยคนั้น พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นมานิดๆ อย่างคนเจ้าเล่ห์

เขาแกล้งหลับ! บ้าชะมัด

พอรู้ตัวว่าพลาดซะแล้ว ผมก็แกล้งลุกขึ้นเพื่อซ่อนความอายของตัวเอง ก่อนจะหยิบหมอนใบโตโยนใส่หน้าเขาด้วยความหมั่นไส้ เชนหัวเราะในลำคอเบาๆ เหมือนสะใจที่แกล้งผมได้ ก่อนจะลุกขึ้นตาม กอดหมอนที่ผมเพิ่งปาไปไว้บนตัก มองมาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เหมือนเคย

“ตกลงจะไม่จูบ?” เขาเลิกคิ้ว ผมเบ้หน้า

ใครจะไปจูบวะ

แค่เมื่อวานปากผมก็แทบจะเปื่อยอยู่แล้ว...

“งั้นวันหลังฉันคงต้องตื่นก่อน” เขาพูดต่อ มุมปากยังคงยกเป็นรอยยิ้มกวนประสาท “เดี๋ยวจะสอนให้ว่าคนเป็นแฟนกันเขาทักทายตอนเช้ากันยังไง”

“หุบปากไปเลย!” ผมขึ้นเสียง อยากจะหาอะไรมาปาใส่เขาอีกรอบ แต่นอกจากผ้าห่มที่คลุมตัวกับหมอนที่อยู่บนตักเขาแล้ว บนเตียงแคบๆ นี่ก็ไม่มีอะไรที่จะพอเป็นอาวุธได้เลย

ผมได้แต่ฮึดฮัดลุกจากเตียงอย่างคนแพ้ รู้สึกแพ้ราบคาบเมื่อตระหนักถึงความจริงที่ว่าคำพูดของเขา มันทำให้หน้าของผมร้อนไปหมดอย่างห้ามไม่ได้ ผมได้ยินเสียงคนกวนประสาทดังตามหลังมาขณะที่ผมเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน เห็นหน้าแดงๆ ของตัวเองในกระจกแล้วอยากจะหาอะไรมาทากลบให้มันหายแดงจริงๆ แต่เพราะไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่าเท่าไหร่ ก็เลยได้แต่พยายามสงบจิตสงบใจปล่อยให้มันหายแดงไปเอง

แต่ยังไม่ทันจะปรับสีหน้าได้ ตัวต้นเหตุก็เดินตามมาในห้องน้ำ หยิบแปรงสีฟันของตัวเองที่เหลืออยู่ในแก้วออกมาบีบยาสีฟัน และยืนแปรงฟันข้างผมด้วยสีหน้าที่ยังดูกวนประสาทไม่หาย เขาเหลือบมองผมและเหมือนจะยิ้มมุมปากตลอดเวลาจนกระทั่งเราแปรงฟันเสร็จ ผมบ้วนปาก แล้วยื่นน้ำยาบ้วนปากให้เขา ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่แขวนอยู่หน้ากระจกขึ้นมาเช็ดปาก แล้วเตรียมตัวจะเดินออกไป

“เดี๋ยว” แต่เชนก็เรียกไว้ก่อน

"หือ...อ๊ะ!?" พอผมหันกลับไปทำสีหน้าตั้งคำถาม คนตัวสูงกว่าก็ก้มหน้าลงมาใกล้ จนผมผงะ

แต่เขาไม่ได้ทำอะไรอย่างที่คิด เชนแค่ก้มตัวลงมาเช็ดปากตัวเองกับผ้าขนหนูที่ผมพาดคอเอาไว้เท่านั้น

“ยืมหน่อย” เขาว่าพลางแสยะยิ้ม คงอ่านออกว่าเมื่อกี้ผมคิดอะไร

หมอนี่แกล้งผมอีกแล้ว... และมันน่าโมโหจริงๆ ที่การแกล้งซ้ำๆ ของเขามันยิ่งทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัวว่ามันจะกระเด็นออกมาจากอกเข้าสักวัน

“หน้านายตลกชะมัด” เขาพูดกลั้วหัวเราะ พลางเอื้อมมือมาขยี้หัวผมแรงๆ เหมือนทุกที ผมไม่ตอบ ได้แต่เบ้หน้ากลับไป แต่ร่างสูงก็ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านเลย เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำไปหน้าตาเฉย ทิ้งผมไว้กับความอับอายที่ตกหลุมความเจ้าเล่ห์ของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“วันนี้อยากกินข้าวต้มปลา” เขาบอกขณะที่นั่งเหยียดขาลงบนเตียง หยิบกีตาร์ขึ้นมาดีดไปพลาง

“บอกทำไม” ผมแกล้งตีหน้าไม่เข้าใจ เพราะยังแอบไม่พอใจที่โดนเขาแกล้ง

“จะไม่ทำให้เหรอ?” เชนเลิกคิ้ว

“ทำ” และผมก็แพ้ราบคาบอีกครั้ง

หมอนี่มีความสามารถในการบังคับคนโดยไม่ใช้ประโยคบังคับได้ดีจริงๆ ผมเดินไปเปิดตู้เย็น ควานหาวัตถุดิบทำข้าวต้มปลาให้คนเอาแต่ในที่ยังคงดีดกีตาร์ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีอยู่บนเตียง จัดการหยิบวัตถุดิบทุกอย่างขึ้นมาเตรียมไว้บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินไปล้างมือเตรียมตัวทำอาหารเช้า

แต่ขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่ตรงโซนครัว เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่จำได้ว่าเป็นของผมก็ดังขึ้นมา ผมวางมือจากถุงข้าวสารที่เพิ่งเทลงหม้อ เช็ดมือกับผ้าเช็ดมือแล้วเดินไปที่เตียงเพื่อจะรับโทรศัพท์ แต่กลับพบว่าเชนกำลังถือโทรศัพท์มือถือของผมอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบจ้องที่หน้าจอนิ่งๆ ขณะที่คิ้วเข้มกำลังขมวดเข้าหากันเหมือนกำลังหงุดหงิด

“ไอ้ซัน” เขาคงรู้ว่าผมมาแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นมาบอกชื่อคนโทรเข้าให้ผมรู้

“อ่อ” ผมพยักหน้ารับ กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองในมือเขา แต่นิ้วเรียวกลับกดตัดสายที่กำลังโทรเข้ามาต่อหน้าต่อตา

“เฮ้ย!” ผมร้องเสียงหลง “ทำอะไร?? อยู่ๆ ตัดสายเฉย ผมยังไม่เคยตัดสายไอ้ซันสักครั้งเลยนะ

“มีธุระอะไรต้องคุย” เขายังกำมือถือของผมเอาไว้ ถามด้วยน้ำเสียงหาเรื่องเต็มที

“จะรู้ได้ไง ก็มันเป็นคนโทรมา” ผมตอบตามความจริง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานหลังจากที่ผมวิ่งออกไป ผมก็ไม่ได้ติดต่อไอ้ซันเลย ก่อนหน้านั้นมันขอมานอนห้องผม แต่ผมก็ดันวิ่งหนีมันซะงั้น แถมไม่ทิ้งกุญแจไว้ให้ด้วย พอกลับมาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของไอ้เพื่อนตัวดีแล้ว

“บางทีมันอาจจะโทรมาเรื่องเมื่อวาน” ผมทำท่าครุ่นคิด คงไม่มีเหตุผลอื่นหรอก

“เรื่องจูบ?” เชนขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ท่าทางเหมือนพร้อมจะบีบมือถือผมให้แหลกคามือ

“ไม่ใช่ เรื่องที่ฉันทิ้งมันไว้” ผมเลยต้องรีบแย้ง “มันคงงงว่าทำไมอยู่ๆ ก็วิ่งออกไป”

ทั้งๆ ที่มีรถ... เรื่องโง่ๆ ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย

เชนขมวดคิ้ว เหมือนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง แล้วพอเสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง เขาก็ยื่นโทรศัพท์ให้ผมเป็นฝ่ายรับสายเอง

[ ทำไมเมื่อกี้สายตัดวะ ] ไอ้ซันถามทันทีที่ผมกดรับ

“โทษที” ผมไม่ได้อธิบาย แต่เหลือบตามองตัวต้นเหตุด้วยสายตาคาดโทษแทน เชนยังขมวดคิ้วมองผมด้วยสีหน้าเหมือนไม่พอใจ จนผมต้องเบือนหน้าหนี เดินออกมาคุยที่ระเบียงเพื่อหลบสายตาคมกริบของเขา

“มึงมีอะไร” ผมถามหลังจากที่พ้นหูพ้นตาคนขี้โมโหแล้ว

นี่หรือเปล่าที่เขาบอกว่าตัวเองขี้หึง...

[ จะขอโทษเรื่องเมื่อวาน ] ปลายสายตอบ ก่อนจะทำเสียงอ่อนลงในประโยคต่อมา [ ขอโทษที่จูบ... ]

ผมชะงักไปพักหนึ่งเพราะไม่คิดว่ามันจะพูดเรื่องนี้ “ไม่เป็นไร กูต้องขอบใจมึงต่างหาก” ผมตอบ

ถ้ามันไม่ทำแบบนั้น ผมก็คงไม่รู้ใจตัวเอง และปล่อยให้การยึดติดกับความรักครั้งเก่าครอบงำหัวใจต่อไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าความรักครั้งนั้นมันหายไปตั้งนานแล้ว

[ ขอบใจเรื่องอะไร ] ไอ้ซันถาม น้ำเสียงงุนงง

“เอ่อ...” ผมอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบยังไง สายตาเหลือบมองกลับไปยังร่างสูงที่ยังคงขมวดคิ้วมองมาอยู่ที่เดิม

ให้ตาย ผมจะพูดได้ไงว่าเพราะจูบนั่นถึงทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ แล้วหัวใจตัวเองเป็นของใคร โคตรจะน้ำเน่าเลย

“ช่างมันเถอะ ขอบใจมึงแล้วกัน” ผมตัดบท ไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้หน้าร้อนไปมากกว่านี้ แค่นี้อัตราการเต้นของหัวใจผมมันก็ผิดปกติจนน่าเป็นห่วงแล้ว

ไอ้ซันเงียบไปพักใหญ่เหมือนกำลังทำความเข้าใจ แต่แล้วมันก็ถามคำถามที่ทำเอาผมถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง [ เมื่อวานเหมือนกูเห็นพี่เชน ]

“แค่ก!...” หะ...เห็นได้ไง

[ แล้วมึงก็วิ่งออกไป ]

“แค่กๆๆ!” ผมล่ะอยากจะไอให้อ้วกไปเลย ไอ้เพื่อนตัวดีจะได้เปลี่ยนประเด็นการสนทนาไปเรื่องอื่น แต่นอกจากผมจะไม่อ้วกแล้ว ไอ้ซันก็ยังคงคุยเรื่องเดิม ด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรๆ มากกว่าเดิม

[ ถ้ากูเดาไม่ผิด ที่มึงวิ่งออกไป... คือไปหาพี่เชน? ] อย่าทำน้ำเสียงรู้ทันแบบนั้นสิครับเพื่อนรัก

[ นี่มึงกับพี่เขา... ] มันเว้นวรรคไว้ ให้ผมต่อประโยคคำถามนั้นเอง และตอบเอง

“อืม” ผมตอบเบาๆ เหมือนกลัวว่าอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องจะได้ยิน ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้เรื่องเลยว่าเรากำลังคุยอะไรกัน

[ ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? ] น้ำเสียงไอ้ซันกึ่งตกใจกึ่งตื่นเต้นซะจนผมทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายยังไง

“ก็... ไม่รู้ว่ะ” ผมตอบตามตรง ไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องระหว่างผมกับเชนเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจเป็นตั้งแต่วันแรกที่ผมเจอกับเขาที่หน้าห้องไอ้ซันเลยก็ได้

อา ดูเหมือนว่าไอ้ซันจะกลายเป็นพ่อสื่อให้ผม ทั้งๆ ที่มันไม่รู้ตัวซะงั้น

[ แล้วตอนนี้มึงกับพี่เชนกำลังคบกัน? ]

ทำไมไอ้เวรนี้ตั้งคำถามแทงใจดำผมตลอดเลย ไม่คิดจะอ้อมค้อมบ้างหรือไง

“อืม” ผมตอบแค่นั้น พยายามควบคุมใบหน้าของตัวเองไม่ให้ร้อนไปมากกว่านี้ แต่มันจะไปทำได้ยังไง

คราวนี้ไอ้ซันเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่อยู่ๆ มันจะหัวเราะออกมา

“หัวเราะอะไร” ผมถามพลางเกาคางเก้อๆ เป็นบทสนทนาที่แปลกดีแฮะ ปกติถ้าไอ้ซันโทรมานอกจากเรื่องปัญหาของมันกับวีแล้ว ก็แทบไม่มีเรื่องอื่นเลย

[ เปล่า กูดีใจ ] มันตอบ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

“ดีใจอะไร”

[ ก็ดีใจที่มึงเลิกชอบกูได้จริงๆ ซะที ]

“นี่มึงจะบอกว่าดีใจที่กูไปให้พ้นๆ จากชีวิตมึงสักที ว่างั้น?” ผมขมวดคิ้ว รู้สึกน้อยใจนิดๆ ถ้ามันคิดแบบนั้นจริงๆ

แต่ไอ้ซันกลับหัวเราะ [ เปล่า กูหมายถึง ในที่สุดกูก็สามารถยินดีกับความรักของมึงจากใจจริงได้สักทีต่างหาก ]

“...” ผมชะงัก เริ่มเข้าใจแล้วว่าไอ้ซันต้องการจะพูดอะไร

[ ที่ผ่านมามึงคงเจ็บมามากกับรักครั้งเก่า ] มันพูดต่อ น้ำเสียงผ่อนคลายและจริงใจแบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน [ แล้วกูก็ไม่สามารถปลอบใจ หรือทำอะไรให้มึงได้เลย เพราะคนที่ทำให้มึงเจ็บ...ก็คือกู ]

ผมได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบอะไร เพราะในใจมันรู้ดีทุกอย่าง

ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของมันแล้ว ที่ผ่านมาคงไม่ได้มีแต่ผมหรอกที่รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เจอหน้ามัน ไอ้ซันเองก็คงลำบากใจมากเหมือนกัน

[ ในที่สุดก็มีความสุขได้สักทีนะเพื่อน ] มันหัวเราะ ผมจึงหัวเราะตาม [ ยินดีด้วยจริงๆ ว่ะ ]

“ขอบใจ” ผมตอบด้วยใจจริง ในอกมันรู้สึกโล่งไปหมด เมื่อในที่สุดเราสองคนก็สามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกครั้งจริงๆ

ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ผมยอมปล่อยความรักครั้งแรกที่ฝังใจเอาไว้

ขอบคุณความรักครั้งใหม่ที่เข้ามาเยียวยาความเจ็บปวด และเติมเต็มหัวใจที่ขาดหายไปจากความผิดหวัง และคงต้องขอบคุณเขา ผู้ชายอีกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตสีเทาหม่นของผมให้มันสว่างกว่าเดิม

คุยกันต่อสักพัก ไอ้ซันก็ขอตัววางสาย ผมเก็บโทรศัพท์และเดินกลับเข้าไปในครัวอีกครั้งด้วยหัวใจที่เบาลงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ขณะที่กำลังจะหยิบวัตถุดิบขึ้นมาทำอาหารอีกครั้ง ร่างสูงที่นั่งหน้านิ่วอยู่บนเตียง ก็เดินมาแย่งหม้อใส่ข้าวออกไปจากมือผม วางลงที่เคาน์เตอร์ข้างตัวแล้วหันมากอดอกทำหน้างุ่นง่านใส่

“จะไม่อธิบายหน่อยหรือไง” เชนขมวดคิ้วคาดคั้น จนผมอยากขำ แต่ขำไม่ได้เพราะงานนี้ผมต้องเอาคืน

“อธิบายอะไร?” ผมแกล้งเลิกคิ้วหน้าซื่อ

คนตัวสูงขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าดิมสีหน้างุ่นง่านเหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ “คุยอะไรกับไอ้ซัน”

“ก็ไม่มีอะไร” ผมตอบ เบือนหน้าหนีทำท่าจะหยิบอะไรขึ้นมาทำกับข้าวต่อ แต่แน่นอนว่าเชนไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เขาแย่งเนื้อปลาแช่แข็งที่ผมเพิ่งจะหยิบขึ้นมาแกะ เอาไปวางลงที่เคาน์เตอร์ห่างออกไป แล้วหันกลับมายืนกอดอกทำสีหน้าไม่พอใจแบบสุดๆ

“บอกมา” ผมล่ะชอบใบหน้างุ่นง่านแบบตอนนี้ของเขาจริงๆ

มันบ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขากำลังหึง

ในที่สุดผมก็หลุดขำ แล้วยอมพูดความจริง “มันโทรมาถามเรื่องที่วิ่งหนีไปเมื่อวาน”

“แล้ว?” เชนเลิกคิ้ว สีหน้าผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อกี้แต่ก็ยุงดูข้องใจอยู่

“แล้วก็เลยบอกไปว่าวิ่งไปหานาย” ผมว่าพลางมองคนที่ยืนกอดอกตั้งใจฟัง “แล้วมันก็เข้าใจ ว่าอะไรเป็นอะไร”

“อะไรเป็นอะไร?” เขาขมวดคิ้ว แต่ไม่ใช่ความโกรธ เป็นความงุนงงมากกว่า

ผมหัวเราะออกมาอีกรอบ และอธิบายให้เขาเข้าใจทีเดียว “ก็เข้าใจว่าทำไมถึงวิ่งไปหานาย... เข้าใจว่าเรากำลังคบกัน”

เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดประโยคต่อมา

“มันแสดงความยินดี ที่ในที่สุดฉันก็รักคนอื่นได้สักที”

ผมเน้นคำว่า ‘รัก’ อย่างชัดเจน เพื่อให้คนตรงหน้ารับรู้ความรู้สึกที่ต้องการสื่อออกไป แต่แค่นั้นมันคงยังไม่พอ ผมเลยพูดซ้ำอีก

“ขอบคุณครับ ที่ทำให้ผมรู้จักความรัก” 

พอพูดประโยคนั้นจบ ผมกลับรู้สึกเขินขึ้นมาเองซะอย่างนั้น...

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียว เพราะร่างสูงที่ก่อนหน้านี้ขมวดคิ้วมุ่น ก็เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน เชนยกมือขึ้นมาป้องปาก พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ใบหูที่เปลี่ยนเป็นสีแดงแปร๊ดของเขาทำให้ผมไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขากำลังรู้สึกอะไร

“ทำไมน่ารัก” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำอะไรสักอย่างขณะที่เหลือบสายตากลับมามองผมโดยที่ยังใช้หลังมือป้องปากตัวเองพยายามปกปิดรอยยิ้มเขินๆ ที่ยังไงก็เล็ดลอดสายตาผมไปไม่ได้อยู่ดี

ท่าทางเขินอายของเขาทำให้ผมเขินตามจนต้องกระแอมออกมาเบาๆ ใบหน้ามันร้อนไปหมด สุดท้ายก็เลยยืมมุกเขามาใช้ ยกมือขึ้นมาปิดปากของตัวเองบ้าง พลางเบือนหน้าหนีแสร้งทำเป็นหยิบนู่นหยิบนี่มาทำอาหารต่อ แต่ก็ไม่มีสมาธิเลยสักนิด

ให้ตาย...

ใครกันแน่ที่น่ารัก

 



Calista εїз
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 425 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1977 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 19:39
    น่ารักกงืออใจเหลวๆ
    #1,977
    0
  2. #1903 Jibangrin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 19:00
    แง้้้้้้้้้้้ เขินนนน
    #1,903
    0
  3. #1794 _bebebeam_e (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 01:40
    เขินมากกกละมุนมากกก
    #1,794
    0
  4. #1702 Smuffy (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 13:50
    เขินน่ารัก น่ารักไปหมดด
    #1,702
    0
  5. #1660 feonixsh (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 21:37
    ตายยยยๆ เขินตัวแตกตายไปข้างงงทอ๊ายยยย
    #1,660
    0
  6. #1602 Sket-D (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 08:19
    เขิน เขินมาก ตัวจะแตกแล้ววแงงงง
    #1,602
    0
  7. #1543 nuiiny (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 21:52
    เขินอ่าา...น่ารักอ่าาา
    #1,543
    0
  8. #1491 pommys (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 08:30
    เขินแทน
    #1,491
    0
  9. #1417 FairyP718 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 04:24
    เขินนนนนนน
    #1,417
    0
  10. #1382 cmaxx. (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 12:36
    เขินนน่ารักกก ชอบเวลาตรีเรียกว่าเชนว่าพี่งะะะะโง้ยยยน่ารักกจีจี
    #1,382
    0
  11. #1333 คาริน> (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 23:02
    งุ้ย มีความเขินกันเบาๆ
    #1,333
    0
  12. #1142 Sweet Time (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 21:37
    ก็น่ารักทั้งสองคนนั่นแหละ 555555
    #1,142
    0
  13. #918 pannjed . (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 20:10
    โอ๊ยน่ารัก งืออออ
    #918
    0
  14. #543 tataryne (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 01:53
    นึกncไม่ออกเหมือนกันค่ะ5555
    #543
    0
  15. #512 oDeeo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 01:52
    ตาย ฟินอกแตกตายแล้ว แอ๊ก
    #512
    0
  16. #451 มาโอ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 12:36
    ใครกันแน่ที่น่ารักกก ก็น่ารักทั้งคู่เลยไง อ้ากกกก
    #451
    0
  17. #448 Nest (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 02:48
    อ๊ากกกเขินเลย/// มาเม้นแล้วน้าาาอ่านรวดเดียวเลย ชอบอะๆๆๆสนุกเรื่อยๆดี โอ้ยมันดีกับใจ มันน่ารัก ผช.พวกนี้ทำจากอะไร?!!!ทำไมน่ารัก แต่กว่าจะหน้ารักก็หน้าโง่ด้วย(อ้าวเห้ย555555หลบรองเท้า)
    #448
    0
  18. #447 pachayanun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 23:36
    เขินง่ะ ~~~~
    #447
    0
  19. #446 TKSR ( ) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 13:52
    เชนตรี ได้กันๆๆ 5555
    น่ารักกกกก แบบนี้ก็ดูอบอุ่นมุ้งมิ้งดีค่ะ ชอบบบย ไม่ต้อง nc กะด้ายยย ชอบงี้เลย ผลัดกันเขิน ????????????
    สู้ๆค่า
    #446
    0
  20. #445 รันรัณญ์. (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 13:48
    ไม่ต้องเอ็นซีก็ได้พี่
    เรียลดี 5555555555555555 เชนขี้หึงๆๆๆ
    #445
    0
  21. #444 XyXear* (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 12:30
    แล้งสรุปซันไปนอนไหนอ่ะ มานอนกับเจ๊มั้ย55555
    #444
    0
  22. #443 XyXear* (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 12:29
    ได้กันๆๆๆ
    #443
    0
  23. #442 Kamonwan Channarong (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 12:13
    น่าร้ากกกก
    #442
    0
  24. #441 Iwishh (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 11:52
    พี่เชนนี่โครตหลงตรีเลย 55555555 อยากแกล้งเค้าพอตัวเองโดนเองก็มาหน้าแดงเขินอาย น่ารักทั้งคู่ เขินกันไปเขินกันมา 5555 รู้สึกหมั่นไส้ในความหวานของพวกนาง สู้ๆนะคะไรท์ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ?
    #441
    0
  25. #440 macnnum (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 11:23
    เขินนน ขี้อ้อนพอกันเลยเหอะ
    #440
    0