[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 17 : 16 : ชัดเจน [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,306
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 355 ครั้ง
    20 ก.พ. 63




16

ชัดเจน

              

วันต่อมา

ไม่มีใครกลับมาที่ห้องซ้อมอีกหลังจากตอนนั้น

ผมรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงอยู่ซ้อมต่อคนเดียวจนดึก ก่อนจะรู้สึกตัวว่าต่อให้ซ้อมจนนิ้วหักก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เทคนิค หรือความยากของเพลงเลยสักนิด ปัญหามันเกิดจากตัวผมเองต่างหาก ผมจะทำให้มันดีได้ยังไง ในเมื่อในหัวมีเรื่องสับสนวุ่นวายขนาดนี้

ผมตัดสินใจหยุดซ้อมและกลับมาที่หอตอนเที่ยงคืน แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของเชนเลย มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาไม่กลับมา แต่วันก่อนๆ ผมยังเข้าใจว่าเขาอาจจะไปค้างกับใครสักคนในวง หรืออาจจะนอนที่ห้องซ้อม แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อคืน ผมเดาว่าคนทิฐิสูงอย่างเขาคงไม่คิดแบกหน้าไปขอค้างกับเพื่อนที่เพิ่งมีปากเสียงกันง่ายๆ แน่ ผมจนปัญญาที่จะเดาว่าเขาหายไปไหน จะโทรหาก็ไม่กล้า เลยได้แต่บอกให้ตัวเองเลิกคิดและนอนพักผ่อนซะ

แต่แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลย

กว่าผมจะข่มตาหลับได้ก็ตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว โชคดีที่วันนี้มีเรียนตอนบ่าย การนอนเช้าก็เลยไม่เป็นปัญหานัก เชนยังไม่กลับมาจนผ่านไปครึ่งวัน มันทำให้ผมอดแปลกใจไม่ได้ เพราะถ้าเป็นปกติ ถึงเขาจะไม่ได้กลับมาค้าง แต่อย่างน้อยเขาก็ต้องกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

ผมเหลือบมองตู้เสื้อผ้าที่ครึ่งหนึ่งมีเสื้อผ้าที่ไม่ใช่ของผม ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ผมยังจำได้เรื่องที่เขาบอกว่าจะย้ายออกภายในอาทิตย์หน้า ถึงใจหนึ่งจะคิดว่ามันคงดีแล้วที่เขาย้ายออกไป ห้องผมจะได้กลับมาเป็นของผมเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไม พอคิดภาพว่าเสื้อยืดสีพื้นกับกางเกงยีนแบบซ้ำๆ ที่กินเนื้อที่ครึ่งตู้นี้กำลังจะหายไป

มันก็รู้สึก... เสียดายอย่างบอกไม่ถูก

เมี้ยว~

เสียงร้องของเจ้าเตดังขึ้น ขณะที่เจ้าตัวเล็กวิ่งมานั่งข้างเท้าผมพร้อมกับจ้องตาแป๋ว มองผมที่กำลังยืนถอนหายใจด้วยท่าทางซังกะตาย ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ กับความน่าเอ็นดูของมัน ก่อนจะนั่งลงลูบหัวเจ้าตัวเล็กที่เริ่มยกขาตัวเองขึ้นมาเลีย เจ้าเตโตขึ้นมากตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แถมยังกินจุมากจนจากแมวแทบจะเปลี่ยนเป็นหมูอยู่แล้ว แต่เจ้าเตก็ยังเป็นเจ้าเต แมวหน้ามึนจอมขี้เกียจที่มักจะเข้ามาทำตัวน่ารักเวลาที่ผมไม่สบายใจเสมอ ราวกับอ่านใจผมออก

เมี้ยว~

มันร้องอย่างพึงพอใจและหลับตาพริ้มขณะที่ผมเลื่อนมือลงไปเกาคางให้ ก่อนที่ผมจะชะงัก เมื่อสังเกตเห็นว่าปลอกคอสีน้ำตาลของมัน มีขนาดที่ใหญ่และดูใหม่ขึ้น... เพราะเป็นสีน้ำตาลเหมือนเดิม ทำให้ผมไม่ทันสังเกต ว่ามันคือของใหม่  คงเป็นหมอนั่นสินะ ที่ซื้อมาให้เพราะเห็นว่าเส้นเก่ามันเล็กและอึดอัดเกินไปแล้วสำหรับเจ้าเต 

“นี่” ผมเอ่ยขณะที่ไล้นิ้วไปตามปลอกคอที่เจ้าเตสวมอยู่เบาๆ พร้อมกับจินตนาการว่าคนคนนั้นจะมีสีหน้าแบบไหน ตอนที่ได้เลือกปลอกคอใหม่ให้ลูกชาย “ถ้าหมอนั่นไม่อยู่แกคงจะเหงาสินะ”

แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบรับจากเจ้าตัวเล็กที่ยังเลียขาของตัวเองด้วยสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงจะพูดกับมัน

“แกคงจะคิดถึงเขาใช่มั้ย” ผมยิ้ม และโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกบางอย่างก็เอ่อล้นขึ้นมา จนผมต้องเผลอพูดออกไป แม้รู้ว่าใครคนนั้นคงจะไม่ได้ยิน

“ฉันก็คงคิดถึงเหมือนกัน”

 

กว่าผมจะจัดการตัวเองเสร็จเวลาก็ปาไปบ่ายกว่าๆ แล้ว เหลืออีกประมาณสิบนาทีก็จะถึงเวลาเรียน ผมเลยตระหนักได้ว่าควรรีบสักนิด จึงแบกงานที่ต้องส่งวันนี้ไปที่รถโฟล์คสีน้ำเงินของตัวเองด้วยความเร่งรีบ ผมประมาทเกินไปที่มัวเอ้อระเหยจนเวลามันผ่านไปนานขนาดนี้ ทั้งที่ปกติเป็นคนเผื่อเวลาเสมอแท้ๆ

แต่ความคิดแวบหนึ่งของผม มันกลับบอกว่าถ้าผมยังอยู่ที่หออีกสักพัก อาจจะได้เจอหมอนั่นก็ได้...

แปลกชะมัด ที่ผมคิดแบบนั้น ถึงมันจะแค่แวบเดียวก็เถอะ แต่ผมไม่นึกเลยว่าเรื่องที่ตัวเองค้างคาใจมันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดที่ต้องรอเขาจนทำให้ไปเรียนสาย

มันก็แค่เรื่องที่ผมไม่เข้าใจท่าทางอารมณ์เสียของเขาเมื่อวานเท่านั้นเอง

ผมแค่จะถามเขาว่าเป็นอะไรแค่นั้นไม่ใช่เหรอ?

ให้ตาย นี่มันน่าสับสนชะมัด บางทีผมอาจจะนอนน้อยจนเสียสติไปแล้วล่ะมั้ง ผมขยี้หัวตัวเองแรงๆ เพื่อลบความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดออกไป สิ่งที่ควรจะสนใจตอนนี้ก็คือ การขับรถให้เร็วที่สุดเพื่อไปเรียนให้ทันก็พอ

แต่พระเจ้าต้องเกลียดผมแน่ๆ ถึงได้แกล้งให้อยู่ๆ รถโฟล์คสีน้ำเงินสุดรักของผมสาร์ทไม่ติดขึ้นมาซะอย่างนั้น

“บ้าชิบ” ผมสบถขึ้นมาอย่างหัวเสีย หลังจากที่พยายามบิดกุญแจอีกหลายรอบ เจ้ารถเกเรก็ไม่มีทีท่าว่าจะสตาร์ทติด จนผมต้องเดินลงมาเปิดกระโปรงรถเพื่อเช็กว่ามีอะไรเสีย แต่เพราะไม่ใช่ช่าง และความรู้เรื่องการซ่อมรถก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่สมองอันน้อยนิดจะยัดเข้าไปได้ ทำให้ผมดูไม่ออกว่ามันเป็นอะไร อยากจะตะโกนออกมาดังๆ ด้วยความหงุดหงิด แต่ก็เลือกทำแค่ถอนหายใจเบาๆ และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะโทรหาไอ้เวสป้าให้มันมารับ ถึงแม้นั่นจะหมายความว่าผมต้องรอให้มันเช็กชื่อก่อนแล้วค่อยออกมารับผมซึ่งต้องไปเรียนสายแน่ๆ แล้วก็ตาม

เอี๊ยด!

ยังไม่ทันที่ไอ้เพื่อนตัวดีจะรับสาย เสียงล้อรถที่เบียดกับพื้นด้านหลังก็ทำให้ผมหันกลับไปมองด้วยความงุนงงว่าใครกันที่มาหยุดรถในระยะประชิดจนเกือบจะเฉี่ยวหลังผมแบบนี้ แต่เมื่อได้สบตากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เปิดหมวกกันน็อกสีดำขึ้นมา ก็ทำเอาคำด่าและความหงุดหงิดของผมมลายหายไปอย่างไร้เหตุผล

“...” ผมได้แต่ยืนนิ่ง มองร่างสูงที่นั่งคร่อมอยู่บนบิ๊กไบค์สีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า

เขายังใส่ชุดเดียวกับเมื่อวานอยู่เลย

“กำลังจะไปเรียนเหรอ” เสียงทุ้มอู้อี้ที่ดังลอดหมวกกันน็อกออกมาทำให้ผมได้สติและพยักหน้าเบาๆ

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องผมนิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกที่สวมอยู่ โยนให้ผมซึ่งรับได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงแกมบังคับด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่ผมเดาอารมณ์ไม่ออกเช่นเคย

“ขึ้นมา”

 

เวลาผ่านไป

ผมไม่เคยรู้สึกอายขนาดนี้มาก่อน...

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ เพราะเพื่อนผมส่วนใหญ่ก็ใช้มอเตอร์ไซค์กันทั้งนั้น มันสะดวกกว่าเวลารีบๆ แต่บิ๊กไบค์เนี่ย... ภาพในหัวผมคือยานพาหนะเท่ๆ ที่เจ้าของเขาจะอนุญาตให้เฉพาะผู้หญิงสวยๆ ซ้อนกันไม่ใช่หรือไง?

                ผมพยายามนั่งตัวตรงตลอดทาง แม้ว่าใจจริงจะอยากซุกตัวลงไปเพื่อทำตัวให้เล็กที่สุดก็ตาม แต่ถ้าทำแบบนั้นภาพที่ร่างของผมแนบชิดไปกับแผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้า มันคงจะดูประหลาดกว่าตอนนี้มาก โชคดีที่เชนให้หมวกกันน็อกผมมาใส่ จึงมั่นใจได้ว่าคงไม่มีคนเห็นหน้าผมแน่ๆ (ไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าถ้ามีคนรู้จักมาเห็นผมตอนนี้ จะโดนล้อขนาดไหน) แต่การที่เขาสละหมวกกันน็อกให้ผม ทำให้ไม่มีอะไรปกปิดใบหน้าหล่อเหลาซึ่งกำลังขมวดคิ้วเข้มเพราะแสงแดดเมืองไทย กลับยิ่งดึงดูดสายตา ให้คนรอบข้างหันมามองทุกครั้งที่เราติดไฟแดง จนผมอยากจะเปลี่ยนใจถอดหมวกแล้วสวมมันกลับไปให้เขาแทน

ให้ตาย ผมล่ะอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เลยจริงๆ

ไม่นานสปอร์ตไบค์สีดำก็แล่นเข้ามาในคณะอันห่างไกลที่สุดของมหาวิทยาลัย เชนจอดรถที่ลานจอดรถอันเงียบเชียบเพราะเวลานี้คนส่วนใหญ่กำลังอยู่ในห้องเรียน ผมก้าวลงจากรถด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เพราะมือทั้งสองข้างถือโมเดลกับกระดาษเขียนแบบอยู่ และมันยิ่งลำบากไปอีกเมื่อผมต้องถอดหมวกกันน็อกสีดำใบโตบนหัวคืนร่างสูงที่ยืนค้ำมอเตอร์ไซค์รออยู่

ป๊อก!

ขณะที่ผมกำลังเงอะงะพยายามหอบของทุกอย่างไปถือไว้มือเดียว เชนก็ก้าวลงมาจากรถ ก่อนที่นิ้วเรียวจะดีดลงมาบนกระจกเบาๆ แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาก็เล่นเอาผมผงะด้วยความตกใจ

“อยู่เฉยๆ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ขณะก้มลงมาแกะหมวกให้ผมที่ยืนกลั้นหายใจไปแล้ว เพราะใบหน้าของเขามันอยู่ใกล้เกินไป แม้จะมีกระจกกั้นอยู่ก็ตาม

“อะ...เอ่อ ขอบคุณ” ผมพูดอึกอัก พร้อมกับหลบสายตาต่ำลงหลังจากที่หมวกกันน็อกถูกถอดออก

อุณหภูมิบนใบหน้ามันร้อนไปหมดจนผมเริ่มงงว่ามันเป็นเพราะผมเพิ่งถอดหมวกแสนอึดอัดออกไป หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่...

“เดี๋ยวช่วยถือ” ผมสะดุ้งเบาๆ เมื่อเสียงทุ้มเอ่ยออกมา พร้อมกับมือหนาที่แย่งโมเดลจากมือผมไปถือ

“เฮ้ย ไม่เป็นไร” ผมพยายามจะแย่งคืน แต่คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันนั่น ก็ทำให้ผมรู้ว่าต่อให้ปฏิเสธยังไงเขาก็ไม่ฟัง

“ทางนี้ใช่มั้ย” สุดท้ายเชนก็ถือวิสาสะเดินนำผมไปยังทางเดินที่น่าจะเป็นทางเข้าคณะ ซึ่งผมก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินตามไป เมื่อเห็นว่าไม่ปริปากห้ามอะไรอีก ร่างสูงก็ชะลอฝีเท้าให้ผมเป็นฝ่ายเดินนำแทน เพราะคณะผมนอกจากจะอยู่ห่างไกลผู้คนแล้ว แปลนยังซับซ้อนมากจนคนภายนอกที่เพิ่งมาครั้งแรกอย่างเขาคงจะงงและหลงเอาง่ายๆ

                “...”

                “...” เราต่างก็เงียบกันไปตลอดทางขณะที่เดินขึ้นบันไดไปชั้นสาม ผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ผมคิดเอาไว้แล้วว่าถ้าหากเจอกัน ผมจะต้องถามเรื่องเมื่อวาน ถามว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ทำไมเขาถึงมีท่าทีหงุดหงิดผิดปกติแบบนั้น และเมื่อคืนเขาหายไปไหนมา

แต่พอเอาเข้าจริง ผมก็ขี้ขลาดเสมอเลย

“ขอโทษ” ขณะที่ผมกำลังพยายามรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยคำถาม อีกฝ่ายกลับเป็นคนพูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

?” ผมหันกลับไปเลิกคิ้วมองเขาอย่างงุนงง เขาขอโทษผมเรื่องอะไร?

“เมื่อวาน... ฉันผิดเอง” เขาพูด หลุบตาต่ำลงมองพื้นด้วยใบหน้าคิ้วขมวดราวกับกำลังคิดหนักว่าควรจะพูดยังไง

“เรื่องอะไร?” ผมถาม ไม่ใช่ว่าแกล้งโง่ แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขาขอโทษในประเด็นไหน เรื่องในห้องซ้อม หรือเรื่องที่เขาแสดงท่าทีประหลาดตอนที่ผมพาทองกวาวไปที่ห้องเมื่อวาน...

“ก็...ทุกเรื่องนั่นแหละ” เขาเงยหน้าขึ้นมามองผม คิ้วเข้มยังคงขมวดเข้าหากันด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ จนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ

“ขอโทษที่ทำให้นายโดนไอ้เตอร์ดุ” เขาถอนหายใจหนักๆ และพยายามพูดด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น ผมชะงัก ก่อนจะยิ้มบางๆ

“เรื่องนั้นไม่ใช่ความผิดของนายเลย” ผมรู้ตัวเองดี “เป็นเพราะฉันเองที่เล่นห่วย”

“งั้นฉันก็คงห่วยกว่า” เชนแสยะยิ้มขืนๆ เพราะเมื่อวานเขาเองก็โดนดุเหมือนกัน แถมยังโดนหนักกว่าผมเสียอีกเพราะสนิทกว่า

ผมหัวเราะ “นายควรไปขอโทษเตอร์มากกว่านะ หมอนั่นหงุดหงิดน่าดูกับเหตุการณ์เมื่อวาน”

“รู้แล้วน่า ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดแบบนี้ครั้งแรกเมื่อไหร่” เขาตอบอ้อมแอ้มพลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเก้อๆ ท่าทางเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำผิด

“จริงเหรอ? หมอนั่นโมโหแบบนั้นบ่อยเหรอ” ผมเลิกคิ้วประหลาดใจ คิดว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอาการหงุดหงิดออกมาเสียอีก เพราะผมไม่ค่อยเห็นเตอร์แสดงอารมณ์อะไรเลย นอกจากทำหน้านิ่งๆ ตั้งอกตั้งใจทำงาน อาจเป็นเพราะผมเพิ่งรู้จักพวกเขาไม่นานล่ะมั้ง

“ก็...บ่อย” เชนขมวดคิ้วทำท่านึกอย่างจริงจังเกินไป “ส่วนใหญ่จะเป็นตอนใกล้แสดง อารมณ์เหมือนผู้หญิงตอนเมนใกล้มาล่ะมั้ง” ผมยิ่งหัวเราะดังขึ้นกับการเปรียบเทียบแปลกๆ ของเขา

“นายนั่นแหละที่เหมือนเมนใกล้จะมา” ผมแย้ง ก่อนจะถาม “แล้วตกลงเมื่อวานเป็นอะไร?

“...” แต่แทนที่จะตอบ ร่างสูงกลับเงียบไป พร้อมกับหยุดเดินจนผมต้องชะงักตามและหันกลับไปทำหน้าสงสัย เชนกำลังมองหน้าผมพลางขมวดคิ้วแน่นด้วยสีหน้าอ่านยากอีกแล้ว

?” ผมถามอะไรผิดงั้นเหรอ

“เฮ้อ” ผมยิ่งงงหนักไปอีกเมื่อเขาถอนหายใจออกมา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองเหมือนกำลังด่าว่าผมทำไมถึงโง่นัก ก่อนที่มือหนาข้างที่ว่างอยู่จะเอื้อมมาขยี้หัวผมแรงๆ ให้ผมที่เสียทรงจากการสวมหมวกกันน็อกยิ่งยุ่งฟูไปกันใหญ่

“ไม่บอก”

“อะ...อ้าว!?” ผมได้แต่อ้าปากค้าง มองตามร่างสูงที่เริ่มเดินนำไป พยายามคิดว่าเขาหมายความว่ายังไง ซึ่งก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

“อ้าวตรี” แต่แล้วก่อนที่ผมจะทันได้ถามต่อ เจ้าของแผ่นหลังกว้างก็หยุดชะงักอีกครั้ง พร้อมกับที่สายตาของผมเหลือบไปเห็นใครอีกคนที่อยู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากมุมทางเดิน

“เพิ่งมาเหรอ? ทำไมมาสายล่ะ ปกติตรีไม่เคยมาสายนี่นา” ทองกวาววิ่งเข้ามาหาพวกเราพร้อมกับตั้งคำถามที่ผมไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากยิ้มแห้งๆ กลับไป

“สวัสดีค่ะพี่เชน” ร่างเล็กยกมือไหว้เขาด้วยท่าทางที่เหมือนเพิ่งสังเกตเห็น “มาทำอะไรเหรอคะ?

“พอดีรถเราเสีย เขาเลยมาส่งน่ะ” ผมเป็นฝ่ายอธิบายแทน พลางเหลือบมองร่างสูงที่นิ่งไปเลยตั้งแต่เห็นทองกวาว

และไม่รู้เพราะอะไร ผมถึงรู้สึกว่าดวงตาของเขา มันกลับมามีแต่ความเย็นชาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เมื่อกี้พวกเรายังคุยกันด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอยู่เลยแท้ๆ

“อ่อ” ทองกวาวพยักหน้า “อันนั้นของตรีเหรอ เดี๋ยวเราช่วยถือแทนนะ จะได้ไม่รบกวนพี่เค้า” ว่าจบร่างเล็กก็เดินเข้าไปหาเชน พร้อมกับดึงโมเดลของผมในมือเขามาถือไว้แทน

“ขอบคุณนะคะพี่”

“...”

“...” ทั้งผมและเชนต่างก็เงียบ ปล่อยให้ทองกวาวเป็นฝ่ายพูดและยิ้มแย้มอยู่คนเดียว ผมรู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรสักอย่างในสถานการณ์ที่เริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีคำพูดใดๆ อยู่ในสมองกลวงๆ นี่เลย

“ขอตัวนะ” เป็นอีกครั้งที่เจ้าของเสียงทุ้มเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาแทน

เชนไม่รอให้ผมตอบอะไร และหมุนตัวเดินกลับไปโดยไม่หันกลับมามองผมอีก ผมมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปอย่างช้าๆ พร้อมกับความรู้สึกผิดที่เอ่อล้นขึ้นมาเต็มอก

อย่างน้อยผมก็ควรจะขอบคุณเขาไม่ใช่เหรอ

“ตรี ไปเหอะ ป่านนี้อาจารย์รอแล้ว” แต่แล้วความคิดของผมก็ถูกหยุดด้วยเสียงหวานจากผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของผมอีกครั้ง ซึ่งคนซื่อบื้ออย่างผม ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับและเดินตามร่างเล็กไปโดยไม่พูดอะไร

“เออตรี เรายืมมือถือหน่อยดิ” อยู่ๆ ทองกวาวก็เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่เรามาถึงห้องเรียน ซึ่งโชคดีที่กลุ่มผม อาจารย์ประจำกลุ่มยังไม่มา

“ทำไมเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามงงๆ แต่คนตัวเล็กกลับหัวเราะและยื่นมือมาตรงหน้า

“เอามาเถอะน่า เราไม่แกล้งตรีหรอก” ถึงท่าทางจะดูไม่น่าไว้ใจ แต่เพราะเป็นทองกวาวที่ดูไร้เดียงสากว่าใคร ...และเธอคือแฟนของผม ผมจึงตัดสินใจยื่นโทรศัพท์มือถือให้เธออย่างไม่ขัดขืน

ทองกวาวรับมันไปกดอะไรสักอย่างสักพักก่อนจะเปลี่ยนเป็นหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดบ้าง ท่าทางกรุ้มกริ่มของเธอทำให้ผมเริ่มสงสัย แต่ไม่ทันถามอะไร มือเรียวก็ยื่นโทรศัพท์มือถือของผมกลับมา

ตอนนั้นเอง ที่ผมได้คำตอบแล้วว่าเธอทำอะไรลงไป

จอสมาร์ทโฟนที่ยังคงค้างหน้าเฟสบุ๊ก แสดงให้เห็นสถานะว่า ผมกับทองกวาวกับลงคบกันเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว

“เราแค่อยากลองดู ถ้าตรีไม่ชอบ จะยกเลิกก็ได้นะ” เธอยังคงพูดด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาเหมือนเคย แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นที่มองมา ก็สื่ออย่างชัดเจนว่า...เธอไม่ได้เอ่ยมันออกมาจากใจจริง

ผมยืนชะงักอยู่นานด้วยสมองที่ขาวโพลนไปดื้อๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าควรตอบอะไร จึงยิ้มออกมา “ไม่เป็นไร แบบนี้ก็ชัดเจนดี” ว่าพลางกดล็อกโทรศัพท์และยัดมันลงกระเป๋ากางเกง

ทำเป็นไม่สนใจสเตตัสที่เห็นเมื่อครู่

ทำเป็นไม่สนใจ... ว่าความชัดเจนนั้น มันยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้ตัว ว่าผมกำลังทำในสิ่งที่ผิดพลาด

 


 



Calista εїз
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 355 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1967 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 15:32
    เลิกกันซักทีเถอะหวุดหงิดว่ะ
    #1,967
    1
    • #1967-1 saisaisaisai14(จากตอนที่ 17)
      13 พฤษภาคม 2562 / 15:32
      *หงุดหงิด รำคาญญญ
      #1967-1
  2. #1894 Jibangrin (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:53
    เห้อออออ ตรี!!!!! ชั้นจะจับตีเลย
    #1,894
    0
  3. #1877 Beom_0601 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 19:08
    เดินจูงมือคนอื่นลงนรกไปเรื่อย ๆ
    #1,877
    0
  4. #1862 mmamaexx (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 23:42
    โครตน่ารำคานนนนนนนนน
    #1,862
    0
  5. #1822 27 degree (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 23:11
    ตรีควรชัดเจนในตัวเองก่อนไหม ถ้าลองคบกันในที่นี้คือตรีจะต้องมีใจและเปิดใจให้เขามานิดนึง ไม่งั้นจะเจ็บกันไปหมด คือตรีก็โลเลไม่เอาซํกทาง คนรอมันเหนื่อย มันท้อนะแก

    อ่าววว อิฉันอินจาาาา ฟฟฟฟฟฟฟ
    #1,822
    0
  6. #1775 ^O^!-! P.Vampire !-!^O^ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 21:52
    ผิดพลาดก็รีบแก้ดิโว้ยนนง
    #1,775
    0
  7. #1770 xวาuxวาu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 21:39
    สงสารกวาว
    #1,770
    0
  8. #1746 hh_9094 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 17:02
    สมแล้ว ตรีคนโลเล
    #1,746
    0
  9. #1695 Mune (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 17:12
    สงสารกวาวจัง เราว่าจริงๆกวาวก็คงดูออกว่าตรีไม่ได้ชอบอะ
    #1,695
    0
  10. #1676 เพลงรักตัวเล็ก (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 11:51
    #ทีมพี่เชน สงสารพี่มาก โอ้ย บอกไม่ถูก รู้แต่อยากตบหัวตรีแรงๆ ทำไมบื้อขนาดนี้ โอ้ยๆๆๆ
    #1,676
    0
  11. #1668 $iviα✻ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 23:58
    มันเป็นสิทธิ์ในฐานะแฟนของทองกวาวอันนี้เราว่าเขาไม่ได้ ตรีควรรีบทำอะไรได้แล้วนะ
    #1,668
    0
  12. #1643 Tempura-chan (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 22:03
    นังทองกวาวววววว   หลบ!!!!
    คนนี้ของพี่เชนเฟ้ยยย
    #1,643
    0
  13. #1622 Nebbianuvolaa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 16:14
    พี่เชนของหนู ตรีน่าตีจริงๆเลยu__u
    #1,622
    0
  14. #1613 querypee (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 18:47
    ตรีเป็นคนให้สิทธ์นี้กับทองกวาว รีบๆเคลียร์ความรู้สึกของตัวเองเถอะ ก่อนทองกวาวจะเหิมเกริม(?) ไปมากกว่านี้
    #1,613
    0
  15. #1595 Sket-D (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 07:06
    #ทีมพี่เชน 555555555 ทองกวาวนี่ไม่ได้ไร้เดียงสา น่ารัก อะไรหรอกเธอออ ฉันสัมผัสได้ว่านางร้ายแน่ๆ5555
    #1,595
    0
  16. #1571 Roxane'sy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 14:01
    ใครก็ได้เอาทองกวาวไปเก็บที เรียกพี่คล้าวมารับนางไปปปปปปปปปปปปปปปป
    #1,571
    0
  17. #1542 nuiiny (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 19:18
    ชอบภาพประกอบ..จัง...เอาทองกวาวไปให้พี่คล้าว..นาววว--
    #1,542
    0
  18. #1482 pommys (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:17
    เหมือนกวาวจะไม่ได้ใสซื่อ
    #1,482
    0
  19. #1405 pikipinocchio (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 / 20:23
    ทองกวาวแม่งต้องสัมผัสอะไรได้อ่ะ แต่ทำแบบนี้ดูตอแหลหน้าใสจังเลย ทำไปแล้วแล้วค่อยมาพูดแบบนี้ เบ้ปากแรง // ตรีนี่ก็เก่งแต่เรื่องคนอื่นอ่ะ จะเด๋ออะไรปานนั้น
    #1,405
    0
  20. #1363 G HAMAJI (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 19:35
    โอ้ยย ตรีแม่งง #ทีมเชนรัวๆ
    #1,363
    0
  21. #1304 lk-czsoung (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 14:32
    ขอหยาบทีนึงค่ะ ตรีแม่งงงงงงงง! โง่
    #1,304
    0
  22. #1131 Sweet Time (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 20:19
    ยังจะถามอีเหรอตรี ว่าเชนเป็นอะไร ไม่รู้จริงๆเหรอตรี ไม่รู้เลยเหรอ 
    #1,131
    0
  23. #907 pannjed . (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 17:57
    พี่เชนมาหาหนูเถอะ อย่าไปชอบตรีมันเลย T___T #โดนตบ
    #907
    0
  24. #502 oDeeo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 00:12
    อกจะแตกตายแล้ว รู้ว่าตรีผิดนะ แต่ก็อยู่ข้างๆตรีเสมอนะ
    #502
    0
  25. #474 angel188 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 13:04
    เบื่อนิสัยนายเอกมาก ถ้าเรารู้จักจะกระโดดเข้าไปเคาะกะบาล ฮอลลลล
    #474
    0