[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Another Guy (Y)

ตอนที่ 14 : 13 : สับสน [ Rewrite ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,729
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 380 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

Calista εїз




13

สับสน

 

‘คบกับฉันมั้ย?

พรึ่บ!

ร่างกายของผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นในความฝันเป็นรอบที่ร้อย ให้ตาย ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วทำไมคำพูดของหมอนั่นยังตามมาหลอกหลอนผมอยู่ได้ บ้าชะมัด

                ผมก้าวขาลงจากเตียง ก่อนจะหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา สิบโมงแล้วแฮะ ผมบิดขี้เกียจก่อนจะลุกไปเข้าห้องน้ำ เพื่ออาบน้ำแปรงฟัน เปิดเทอมใหม่ได้เกือบอาทิตย์นึงแล้ว แต่ผมรู้สึกเหมือนเรียนมาเป็นปีเลย การเรียนปีสองของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เนี่ย ฮาร์ดคอร์อย่างที่เขาว่าจริงๆ ขนาดอาทิตย์แรกที่เปิดเรียน อาจารย์ยังสั่งงานอย่างไม่มีความปราณีนักศึกษาตาดำๆ เลยสักนิด เฮ้อ

                หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ผมก็ตั้งใจจะออกมาทำกับข้าวง่ายๆ กินเหมือนอย่างเคย แต่เมื่อเข้าครัวมาพบว่ามันมีกับข้าวถุงวางอยู่ พร้อมกับข้าวสวยที่เหลือในหม้อหุงข้าว ผมก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

                ฝีมือหมอนั่นอีกแล้ว

                ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจกับข้าวที่เขาซื้อมาให้หรอกนะ ผมรู้ว่าเขาหวังดี แต่...ผมแค่ลำบากใจ

                หลังจากเรื่องวันนั้น ผมกับเชนก็แทบไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมจงใจหลบหน้าเขาด้วยแหละ โชคดีที่พอขึ้นปีสาม หมอนั่นก็ดูจะยุ่งๆ แถมเขาต้องไปเล่นดนตรีจนดึกดื่นอีกกว่าจะกลับผมก็หลับไปแล้ว และตอนเช้าผมก็จงใจตื่นสายกว่าปกติ เพื่อรอให้เชนที่มีเรียนเช้ากว่าออกจากห้องไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

ผมพยายามหลบหน้าซะขนาดนี้ ไม่ต้องบอกใครๆ ก็เดาได้ใช่มั้ย ว่าผมตอบอะไรเขาไปในคืนนั้น

 

‘ฉัน... ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ขอโทษนะ’             

              

เฮ้อ ตอนนั้นผมไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ มันฉุกละหุกเกินไปจนสมองผมตื้อไปหมด คิดแค่ว่าการปฏิเสธไปแบบนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุผลที่เขามาขอคบกับผมมันคืออะไร อยากปั่นหัวผมเล่นงั้นเหรอ? หรือว่าเป็นแค่คำถามลองเชิง? ที่แน่ๆ มันคงไม่ใช่ความรักหรอก คนอย่างหมอนั่นน่ะนะจะมาชอบผม แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

ผมถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อย (อาจจะเกินร้อยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าพักนี้ผมถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน ) พลางถือจานข้าวที่ราดแกงเสร็จสรรพเดินมานั่งกินที่โต๊ะอ่านหนังสือ สาบานได้ว่าผมไม่ได้อยากจะถอนหายใจเป็นคนแบกโลกแบบนี้ทุกๆ วินาทีหรอก แต่มันช่วยไม่ได้นี่ ตอนนี้ผมกลุ้มใจสุดๆ กลุ้มจนไม่รู้จะกลุ้มยังไง ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว เขาไม่ได้ว่าหรือมีทีท่าว่าเกลียดผม ออกจะปกติเกินไปด้วยซ้ำ แต่ทำไมผมถึงยังรู้สึกไม่ดีก็ไม่รู้

แกรก

ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับร่างสูงที่เดินหน้าตายเข้ามา ผมไม่กล้าสบตาเขาจึงหันกลับมามองจานข้าวตัวเองนิ่งอย่างทำตัวไม่ถูก

ฉิบหายละ เอาไงดีวะ แกล้งตายเหรอ? หมอนี่กลับมาทำบ้าอะไรตอนนี้เนี่ย

“...” ผมเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที เมื่อรู้สึกว่าร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ และยืนอยู่ด้านหลังผมในระยะประชิด

วะ...เวรแล้วไง

“นะ...นาย...” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่จ้องมานิ่งๆ พร้อมกับพูดอึกอักทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากจะพูดอะไร

“มาเอาหนังสือ” แต่แล้วน้ำเสียงเรียบนิ่งที่พูดขึ้นมาก็ทำให้ผมต้องชะงัก มองใบหน้าคมเข้มที่เริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเพยิดหน้าไปยังลิ้นชักใต้โต๊ะอ่านหนังสือซึ่งผมนั่งขวางอยู่ พอเห็นว่าผมได้แต่นั่งนิ่งไม่ขยับ คนตรงหน้าก็ถอนหายใจเล็กๆ ก่อนจะก้มลงมาเปิดลิ้นชัก และควานหาหนังสือของตัวเอง ทั้งๆ ที่ผมยังคงนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนี้

                เอ่อ หนีตอนนี้ทันหรือเปล่า?

นี่ไม่ใช่เหตุการณ์น่าตื่นเต้นอะไรเลยสักนิด แต่มันกลับทำให้หัวใจดวงน้อยของผมเต้นรัวซะจนผมต้องยกมือขึ้นมากำอกเสื้อตัวเองไว้ หวังว่าจะหยุดไม่ให้มันเต้นแรงเกินไปจนทำให้คนตรงหน้าได้ยิน

“...!” แต่ผมก็ต้องผงะจนแทบจะหงายหลังตกเก้าอี้ เมื่ออยู่ๆ หมอนี่ก็เงยหน้าขึ้นมา จมูกโด่งเป็นสันอยู่ห่างจากจมูกของผมเพียงไม่กี่เซ็นต์เท่านั้น ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะที่สบตากับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยซึ่งจ้องกลับมานิ่งๆ ใบหน้าของหมอนี่อยู่ใกล้มากซะจนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รดลงมาบนปลายจมูกของผม และนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดจนอยากจะหายตัวไปซะ

                “นายเห็นหนังสือฉันมั้ย” หลังจากปล่อยให้ผมฟุ้งซ่านอยู่พักใหญ่ น้ำเสียงเรียบก็พูดขึ้นมาพร้อมกับคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน

                “หะ...ฮะ?” ผมได้แต่ขานรับกลับไปด้วยใบหน้าโง่ๆ

                “หนังสือฉันน่ะ เล่มสีเขียว เห็นบ้างมั้ย” เขาถามอีกรอบ คราวนี้ผมส่ายหน้าตอบกลับ แต่มันช่างเป็นการส่ายหน้าที่อืดอาด และเกร็งสิ้นดีเลย

                ผมมองคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม ก่อนที่คนตรงหน้าจะถอนหายใจหนักๆ อีกรอบ โดยที่ไม่รู้เลยว่าลมหายใจร้อนๆ นั่นจะส่งผลให้หัวใจผมเต้นเหมือนกำลังจะหัวใจวายตายไปตรงนี้

                บ้า...ผมกำลังจะบ้าแล้ว ใครก็ได้ช่วยที

                ทั้งๆ ที่หาหนังสือตัวเองไม่เจอ เขาน่าจะไปหาที่อื่น แต่คนตรงหน้ากลับยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือหนาข้างหนึ่งค้ำโต๊ะอ่านหนังสือเอาไว้ ใบหน้าคมมองมาที่ผมสลับกับจานข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะ นานหลายวินาที

                “หึ” มุมปากบางกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ ก่อนที่ร่างสูงจะยืดตัวขึ้น และเดินล้วงกระเป๋าออกจากห้องไป โดยไม่สนใจจะหาหนังสือของตัวเองอีก

                ปัง

                เสียงประตูปิดลง พร้อมกับความเงียบที่ครอบคลุมไปทั่วห้อง แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น ผมกลับได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองที่เต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาอยู่นอกอก ผมนั่งนิ่งเป็นมนุษย์แช่แข็งอยู่อย่างนั้นนานหลายวินาที ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองบานประตูที่ปิดอยู่ด้วยความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจ

                อันตราย... หมอนั่นมันบุคลอันตรายชัดๆ

 

                06.35 P.M.

                “ตรี จะกลับแล้วเหรอ” เสียงหวานทำให้ผมต้องหันกลับไปมองร่างบางที่วิ่งตามมา

                “อือ” ผมยิ้มตอบทองกวาว ก่อนจะถามกลับ “แล้วกวาวอ่ะ”

                “เราก็จะกลับเหมือนกัน ง่วงมากเลยตอนนี้” ทองกวาวเบ้ปาก จริงๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ ตายัยนี่คล้ำเป็นหมีแพนด้าขนาดนี้

                “เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ” ผมถาม วันนี้เป็นวันส่งงาน และเพื่อนหลายคนก็มีสภาพแบบนี้กันเกือบหมด รวมถึงผมด้วย ถึงผมจะเริ่มลงมือทำงานตั้งแต่เนิ่นๆ ตามแผนที่วางไว้ แต่กว่าจะเสร็จมันก็ทำเอาผมแทบไม่ได้นอนเหมือนกัน

                “อื้อ” ทองกวาวพยักหน้าพลางขยี้ตา

                “แล้วนี่กลับไงอ่ะ ขับมอ’ไซค์ไหวเหรอ” ผมถามอย่างเป็นห่วง สภาพเหมือนซอมบี้ขนาดนี้ ดีไม่ดีขับไม่พ้นโค้งหน้าคณะด้วยซ้ำ

                “ไหว แหม ระดับนี้แล้ว” คนอวดดียิ้มร่าทั้งๆ ที่ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น

                “จริงๆ ให้เราไปส่งก็ได้นะ” ผมเสนอ แต่ยัยตัวเล็กก็ยังคงส่ายหน้า

                “เราไม่อยากทิ้งมอ’ไซค์ไว้นี่อ่ะ เดี๋ยวต้องใช้” ผมไม่รู้จะต้านความดื้อของคนตรงหน้ายังไง เลยได้แต่พยักหน้าตอบ

                “โอเค งั้นเราไปก่อนนะ” ผมบอกหลังจากที่เราเดินมาจนถึงลานจอดรถแล้ว

                “ตรีนี่เป็นคนดีเนอะ” ผมกำลังจะแยกตัวออกไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวานพูดไล่หลังมา

                “หืม?” ผมหันกลับไปเลิกคิ้วถาม แต่ทองกวาวกลับก้มหน้าไม่สบตาผม สีหน้าของเธอดูเปลี่ยนไปอย่างที่ผมสังเกตได้

                “เพราะแบบนี้ล่ะมั้ง ใครๆ ถึงได้ชอบตรี” เธอพูดต่อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล “รวมถึงเราด้วย”

                “...” ผมยังคงยืนนิ่งอย่างไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้ากำลังพูดเรื่องอะไร แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็เข้าใจ

                “เราชอบตรีนะ” ร่างเล็กพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปแวบหนึ่งด้วยความตกใจ สมองสั่งให้ผมถอยหลังออกมาและมองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

                “กะ...กวาว...” เสียงของผมสั่น จริงๆ แล้วผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมอยากจะพูดอะไร ทองกวาวหลบสายตาผมก่อนจะหัวเราะแห้งๆ

                “ไม่ต้องคิดมากหรอก เราแค่อยากลองพูดดู ไม่ได้คิดจะให้ตรีตอบรับความรู้สึกเราหรอก” ผมมองไม่เห็นแววตาของคนตัวเล็กกว่าเพราะเธอก้มหน้าอยู่ แต่ก็พอจะเดาออกว่าเธอพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่เศร้าแค่ไหน

                ผมเองก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มานี่นา

                “ขอโทษที่ทำให้ตรีตกใจนะ” ทองกวาวเงยหน้าขึ้นมายิ้มขืนๆ ให้ผม “แล้วเจอกันพรุ่งนี้” ว่าจบเธอก็หมุนตัวเดินไปอีกทาง ถ้ามองไม่ผิด ผมเห็นดวงตาของเธอมีน้ำตาคลออยู่

                อยู่ๆ ผมก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เพราะผมเองก็เคยสารภาพรัก และใช้คำพูดที่แสดงออกว่าถึงอีกฝ่ายจะไม่รับรักก็ไม่เป็นไร

แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย

ในใจของคนที่สารภาพรัก ไม่ว่ายังไงก็อยากได้ความรักตอบ แม้มันจะเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ตาม

“งั้นเรามาลองคบกันมั้ย” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมพูดแบบนั้นออกไป รู้ตัวอีกที คำพูดที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยก็ถูกเอ่ยออกมาจากปากของผมซะแล้ว

                และผมก็ไม่สามารถเรียกมันกลับคืนได้แล้วด้วย

                “วะ...ว่าไงนะ” คนตัวเล็กหันกลับมามองผมด้วยสีหน้าตกตะลึง น้ำตาที่คลออยู่หยดลงมาอาบแก้มโดยที่เจ้าตัวไม่คิดจะเช็ด

                “เรา...ลองมาคบกันมั้ย” ผมพูดคำเดิมอีกครั้งแม้ว่าน้ำเสียงของผมครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความลังเลก็ตาม

                “...” ทองกวาวยังคงมองผมเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง แต่ไม่นานริมฝีปากบางก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด

“ฮืออ ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ”  เธอเอ่ยขอบคุณผมซ้ำๆ พร้อมกับทรุดตัวลงไปนั่งร้องไห้กับพื้นอย่างไม่สนใจเลยว่ามันจะสกปรก

“ฮะ...เฮ้ย ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ” ผมรีบเดินไปนั่งยองๆ ข้างๆ พร้อมกับลูบหัวเธออย่างเก้ๆ กังๆ ยัยตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมามองผมทั้งที่น้ำตายังนองหน้า

“ก็เราดีใจอ่ะ” ว่าแล้วก็ร้องไห้โฮออกมาอีกรอบ ผมได้แต่หัวเราะแห้งๆ เพราะไม่รู้จะทำยังไงดี

“งั้นตกลงเราเป็นแฟนกันแล้วนะ” ผมถามอย่างต้องการตอกย้ำให้แน่ใจ

จริงๆ แล้วผมอาจกำลังถามตัวเองอยู่ก็ได้

“อื้อ” ยัยตัวเล็กตอบพร้อมกับพยักหน้ารัวๆ ผมยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอเช็ดน้ำตา ก่อนที่ทองกวาวจะลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายต่างจากยัยหมีแพนด้าหน้าง่วงเมื่อกี้ลิบลับ

“งะ...งั้นเรากลับหอก่อนนะ” เธอว่าพลางยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยด้วยท่าทางเขินอาย

“อือ กลับดีๆ นะ” ผมยิ้มบางๆ คนตัวเล็กเลยโบกมือบ๊ายบายให้ผมก่อนจะวิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ผมมองตามร่างบางที่ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปจนลับสายตา ก่อนจะเผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

นี่ผม...ทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย

ผมอยากจะควักสมองตัวเองออกมาดูว่ามันมีก้อนเท่าเม็ดถั่วหรือไง ทำไมถึงได้โง่ทำอะไรไม่คิดแบบนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าผมมีคนอื่นที่ชอบอยู่แล้ว... แถมยังไม่ใช่ผู้หญิงอีกต่างหาก ทำแบบนี้มันไม่เท่ากับว่าผมกำลังหลอกทองกวาวหรอกเหรอ แล้วถ้าเธอรู้เข้าเราสองคนจะมองหน้ากันติดได้ยังไง

ให้ตายเถอะ แกนี่งี่เง่าชะมัดเลยไอ้ตรี

ถึงแม้ว่าจะมีความคิดในแง่ร้ายจะผุดเข้ามาในสมองของผมมากแค่ไหน แต่ในใจลึกๆ ของผมกลับบอกตัวเองว่า ที่ผมทำน่ะมันดีแล้ว

ไม่ว่าใครก็คงอยากให้คนที่ตัวเองรักตอบแบบนี้ทั้งนั้น... อย่างน้อยมันก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เราสองคนได้ลองศึกษากันนี่นา ไม่ใช่เรื่องผิดสักหน่อย ใช่มั้ย?

ครืดด

ขณะที่ผมกำลังยืนคิดอะไรบ้าบออยู่คนเดียว อยู่ๆ โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขึ้นมาทำให้ผมจำเป็นต้องหยุดความคิดทั้งหมดลง

“สวัสดีครับ” ผมรับสายอย่างสุภาพเมื่อเห็นว่าเบอร์ที่โทรมาไม่ใช่เบอร์ของคนรู้จัก

[ ตรีเหรอ ] น้ำเสียงหาเรื่องฟังดูไม่คุ้นหูทำให้ผมชะงักนิดหน่อย แต่หมอนี่รู้ชื่อผมนี่ คงไม่ได้โทรผิดหรอก

“ครับ” ผมตอบ

[ กูเตอร์นะ ] ไม่ต้องรอให้ผมถาม อีกฝ่ายก็บอกชื่อตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ที่ชวนหาเรื่องเหมือนเคย หมอนี่โทรมาท้าต่อยผมหรือไงเนี่ยทำเสียงซะโหดเชียว

ทุกคนยังจำไอ้เตอร์ นักร้องนำวง The Quantum ได้กันอยู่ใช่มั้ย? จะจำได้หรือไม่ได้ก็ช่างเหอะ ประเด็นคือเขาโทรมาหาผมทำไมต่างหาก

[ ไหนมึงบอกจะมาเล่นกีตาร์ให้วงกูวะ ไม่เห็นโผล่หัวมาซ้อมเลย อาทิตย์หน้าไอ้วินมันก็จะไปเรียนต่อแล้วนะเว้ย ] ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

อา ผมลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย

“โทษที ลืมไปเลย” แต่ความจริงมันไม่ใช่ความผิดผมสักหน่อยนะ ก็ในเมื่อ ‘หมอนั่น’ ไม่ได้บอกอะไรผมสักนิดเลยนี่นา ซ้อมวันไหน ประกวดเมื่อไหร่ ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

[ ช่างเหอะ แล้ววันนี้มึงว่างหรือเปล่า มาซ้อมได้มั้ย ] เตอร์ถาม แต่น้ำเสียงมันเหมือนกำลังบังคับผมมากกว่า

ถึงไม่ว่างก็ต้องว่างสินะ

“อือ ว่าง จะให้ไปที่ไหน กี่โมง?

[ ทุ่มนึง ที่ร้าน ] คำตอบห้วนๆ แต่ตรงประเด็นของเตอร์ ทำเอาผมไม่มีอะไรจะถามต่อเลย

“โอเค” ผมตอบ ก่อนที่ปลายสายจะส่งเสียงเออออเล็กน้อยแล้วตัดสายไปดื้อๆ

คนพวกนี้นี่เป็นพวกพูดจาห้วนๆ เหมือนหาเรื่องแบบนี้กันทั้งกลุ่มเลยใช่มั้ยเนี่ย น่าหมั่นไส้ชะมัด

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะมองนาฬิกา เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อาบน้ำคงไม่ทัน งั้นไปเลยก็แล้วกันนะ ผมเดินไปที่รถและกำลังจะเปิดประตู แต่แล้วผมกลับนึกอะไรขึ้นมาได้

                ถ้าไปซ้อม ผมก็ต้องเจอกับหมอนั่นน่ะสิ...

 

‘คบกับฉันมั้ย?

 

อยู่ๆ คำพูดของเขาในคืนนั้นก็ผุดขึ้นมาในสมองของผมอีกรอบราวกับถูกฉายซ้ำ มันทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่ผมจะตอบรับความรู้สึกของทองกวาว ผมเคยปฏิเสธคำขอคบของผู้ชายคนนั้นมาก่อน

ทั้งๆ ที่หมอนั่นขอคบกับผมก่อน... แต่ทำไมผมกลับตอบตกลงเหมือนที่ตอบทองกวาวไปไม่ได้นะ

ผมอยากจะเค้นคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน แต่มันกลับมีความคิดต่อต้านบางอย่างที่บอกให้ผมหยุดคิดหาเหตุผลเรื่องนี้ซะในเมื่อเหตุการณ์ครั้งนั้นกับครั้งนี้มันไม่เหมือนกันสักหน่อย

ทองกวาวสารภาพรักเพราะเธอชอบผม แต่หมอนั่นพูดแบบนั้นออกมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดอะไรกับผมด้วยซ้ำไม่ใช่หรือไง 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 380 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,986 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #1964 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 14:54
    ลูกฉันฮอตจังอ่ะ แต่ทำงี้ก็สงสารทองกวาวเด้อ
    #1,964
    0
  2. #1926 CarpeDiemYok (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 12:32
    เรื่องเริ่มจะยุ่งเหนิงไปหมดแล้ว
    #1,926
    0
  3. #1893 Jibangrin (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 17:26
    โอ้ยยยย ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สงสารทองกวาว ..
    #1,893
    0
  4. #1874 Beom_0601 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 18:49
    ตรีประสาทรึเปล่า คิดอะไรแบบนั้น สมองเท่าเมล็ดถั่วจริง ๆ สงสารทองกวาวเลย
    #1,874
    0
  5. #1860 mmamaexx (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 23:11
    เพื่ออะไรวะะะะะะะะะะะะ
    #1,860
    0
  6. #1833 "KiHae129" (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 19:39
    เอิ่มตรีโคตรงี่เง่าอ่ะ
    #1,833
    0
  7. #1819 27 degree (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 17:11
    เรื่องมันซับซ้อนขึ้นไปอีกกกกกก สองสามระดับค่ะ โอยยยย คือถ้าเราเป็นตรี เราก็คงเลือกคนที่เขามีจให้มากกว่าคนที่ทำอะไรคลุมเครืออ่ะ 

    โอยยยยยย น้องตรีผูกปมเก่ง ต้องแก้ปมเก่งด้วยเด้อ
    #1,819
    0
  8. #1752 blue lu pinku (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 22:00
    ทำไมไม่คิดก่อนน โถ่ววว
    #1,752
    0
  9. #1743 hh_9094 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 16:06
    ไม่เห็นด้วยอ่ะตรี
    #1,743
    0
  10. #1693 Mune (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 04:42
    เข้าใจที่ตรีตอบรับความรู้สึกทองกวาวเพราะตัวเองเคยเจอมานะ เห็นด้วยเลยค่ะว่าคนที่สารภาพรักทุกคนก็ย่อมหวังจะได้ความรักกลับมา เข้าใจตรีนะว่าเชนก็ไม่ได้พูดออกมาว่าชอบ แล้วก็เป็นผชด้วย แต่การตัดสินใจชั่ววูบแบบนี้ไม่ดีเลยนะ น่าจะคิดให้ดีก่อน ;-;
    #1,693
    0
  11. #1667 $iviα✻ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 23:36
    ชักจะยุ่งไปกันใหญ่แล้ว...เข้าใจว่าตรีอินเพราะเคยมีโมเม้นเดียวกับทองกวาว แต่ก็ควรคิดให้มากกว่านี้มั้ย ไม่อยากว่าตรีเลย แต่คนเข้มแข็งที่ทำตัวดีมีเหตุผลมาตลอดมาตายเอาตรงนี้นี่ไม่รู้จะดุยังไงจริงๆ ;w;
    #1,667
    0
  12. #1620 Nebbianuvolaa (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 15:12
    ตรีไมทำแบบเน้T-T
    #1,620
    0
  13. #1610 querypee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 18:13
    อยากจับตรีมาตีก้น เข้าใจว่าตรีคงสงสารทองกวาว แต่น้องงงง ทำไมทำแบบนี้
    #1,610
    0
  14. #1521 TBam_9397 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 22:14
    โง้ยยยย ชักจะไปกันใหญ่แล้ว ตรีง่าาาา
    #1,521
    0
  15. #1479 pommys (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:54
    นั่นสิ ด่าตรีได้มั้ย
    #1,479
    0
  16. #1456 JustMinKim (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:52
    ด่าตรีได้มั้ยนะ-_-
    #1,456
    0
  17. #1302 lk-czsoung (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 14:14
    ตรีโว้ยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!! น่าบีบคอจริงๆ!
    #1,302
    0
  18. #1127 Sweet Time (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 19:51
    แล้วคิดว่าเชนไม่เจ็บเหรอ ตรีสองมาตรฐาน งอน!! 
    #1,127
    0
  19. #904 pannjed . (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 17:13
    อยากจะด่าตรีให้รู้แล้วรู้รอด...
    #904
    0
  20. #222 B.Rolyne (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 03:04
    โอ๊ยย ลุ้นมากก ลุ้นน ไรท์เตอร์สนุกมากก มาแต่งต่อไวๆๆ
    #222
    0
  21. #200 yingsdu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 14:39
    อัพเถอะพลีสสสสส T^T
    #200
    0
  22. #199 รอนานมั่ก (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 08:33
    ให้รอนานไปแล้วนะไรท์ TT
    #199
    0
  23. #198 prang-plft (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 20:28
    รออออ ค้างมากพี่โอลีฟ อัพด่วนๆ 5555
    #198
    0
  24. #197 Darius Roran (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 23:27
    รอไรท์อยุ่นาน ในที่สุด..!! หนูตรีผิดคนรึเปล่าลูก หนูต้องตกลงกับพี่เชนสิจ่ะ อ่ะอ่ะ#เอ็กโค่
    #197
    0
  25. #196 XyXear* (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 15:47
    โตบบบบบบบบบบบบคนเขียนนนนน โบ้มมมมมมมมมม
    มาต่อช้าแถมยังเอาทองกวาวมาพวัพันกับเรื่องราวมิตรภาพลูกผู้ชายยยยยยยย
    โตบบบบบบบบบบบบบบบบบ
    อยากตบน้องตรีที่คิดอะไรแบบนั้นออกไป แต่ตบไม่ลง ตบคนเขียนแทนนนนน 555555555

    ทำไมเก๊าสงสารเชนนนน
    #196
    0