[FicKuroko No Basuke] Blue Memory {AkashixKuroko}

ตอนที่ 10 : Part08 : คำแนะนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 95
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ต.ค. 57

cinna mon

-------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 8 : คำแนะนำ 

 

                “โอย...”

 

                “เท็ตสึ! เป็นไงบ้าง! สรุปแล้วนายความจำเสื่อมจริงๆงั้นเหรอ” คุโรโกะมองไปรอบห้องก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนผิวสีแทนแล้วตกใจเล็กน้อย

 

                ยังไม่ไปอีกเรอะ!?!

 

                “อาโอมิเนจจิ น้ำร้อนมาแล้ววว....เอ้า!! คุโรโกจจิฟื้นแล้ว” นี่ก็อีกคนใครอีกล่ะเนี่ย

 

                แต่เสียงคุ้นๆแฮะ

 

                “คิเสะ นายไปทำงานต่อได้แล้วล่ะ ไปบอกคุณอาคาชิด้วยว่าคุโรโกะอยู่ที่ห้องพักพนักงานรวม” จะว่าไปแล้วพอเมื่อคุโรโกะมองรอบห้องก็พบโซฟาและล็อกเกอร์ต่างๆอยู่มากมาย และโซฟาที่เขานอนอยู่ก็เป็นอีกที่หนึ่งในห้องพักแห่งนี้

 

                “อาโอมิเนจจิสนใจคุโรโกจจิอีกแล้วว พอคุโรโกจจิกลับมาก็ลืมฉันเลยนะ”หนุ่มผมทองทำหน้ายู่ปากจู๋ก่อนจะเดินกระแทกปึงปังออกจากห้องพักไป เหลือเพียงคุโรโกะกับคนผิวสีแทนนี่สองคน

 

                ถึงความจำจะพอรู้อะไรลางๆเกี่ยวกับคนๆนี้แต่ก็ยังปักใจเชื่อไม่ได้ว่าเขาไม่ใช่ฆาตกร

 

                คุโรโกะมองหน้าอาโอมิเนะพร้อมกับพยายามขยับออกห่างด้วยท่าทีระแวงแต่คนร่างสูงเป็นคนช่างสังเกต เมื่อเห็นท่าทีของคุโรโกะแม้จะเนียนเท่าไรแต่เขาก็พอรู้ว่าคนความจำเสื่อมอาการเป็นยังไง

 

                “จำกันไม่ได้จริงๆด้วยสินะ เอาเป็นว่านายกับฉันสนิทกันมากๆเลยละกัน ถึงจะทำหน้าไม่เชื่อแบบนั้นแต่รับฟังไว้บ้างก็ได้นะเท็ตสึ นายเหมือนน้องชาย ฉันเสมอ ถ้ามีอะไรอยากมาบอกฉันฉันจะคอยนายอยู่ที่เดิมเสมอละกัน”เมื่อพูดจบก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินไปที่ตู้ล็อกเก็ตของตัวเองแล้วหยิบภาพบางอย่างมาให้คุโรโกะก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามเพื่อให้คนที่ความจำเสื่อมคุ้นชินกับตัวเขา ก่อนอาโอมิเนะจะกอดอกพร้อมหลับตาเล่าเรื่องที่คุโรโกะแม้จะไม่ได้อยากฟังแต่พอฟังไปนิดหน่อยกลับต้องเงียบแล้วตั้งใจเก็บรายละเอียด

 

                “นายน่ะมีหนังสือเป็นเพื่อนตลอด แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นกว่าตัวเองอีก ตอนที่ฉันเพิ่งอกหักจากรุ่นน้องปี2ตอนนั้นก็ต้องขอบคุณนายนะที่ให้คำแนะนำฉัน เท็ตสึถ้าฉันไม่ได้เจอกับนายฉันว่าตอนนั้นฉันคงกลายเป็นคนไม่ดีไปแล้วนะเนี่ย เอาเถอะ ถึงตอนนี้นายจะจำอะไรไม่ได้แต่สักวันนายก็จะจำได้เอง ถึงตอนนั้นถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาฉันที่แฟล็ตฉันเหมือนเดิมละกัน ฉันจะให้ความช่วยเหลือนายเหมือนที่นายให้ฉันตลอดหลายปีที่นายรู้จักฉัน”

 

                คุโรโกะนั่งฟังแล้วพยายามจับรายละเอียดถึงแม้จะไม่แน่ใจว่าคนผิวแทนที่อยู่ด้านตรงข้ามเขานี่พูดจริงหรือไม่ ความทรงจำที่มีร่วมกันมีน้อยหรือมากเพียงไหนแต่สุดท้ายแล้วคุโรโกะเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อ

 

                คนตรงหน้านี่อาจจะเป็นคนดีก็ได้

 

                หรือแค่แต่งเรื่องมาหลอกเขากันนะ

 

                แอ๊ด..

 

                “อาคาชิซัง!”ราวกับเด็กน้อยที่เจอกับพ่อแม่ตอนมารับกลับบ้าน คุโรโกะลงจากโซฟาแล้วเดินตรงไปหาอาคาชิด้วยความดีใจ ผิดกับอาโอมิเนะจากที่มีท่าทีสบายๆเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นนิ่งเงียบราวกับเป็นคนละคนหลังจากอาคาชิโผล่มา

               

                บรรยากาศในห้องเริ่มมีความมาคุเล็กจนคุโรโกะรู้สึกได้สายตาที่อาโอมิเนะมองคุโรโกะสลับกับอาคาชิด้วยความขุ่นเคืองและไม่สบายใจ ส่วนอาคาชิมองไปทางอามิเนะด้วยท่าทีเย็นชาก่อนจะจูงคุโรโกะออกจากห้องโดยที่ก่อนออกไปก็ทิ้งหางตาและขยับปากโดยไม่มีเสียงส่งไปให้อาโอมิเนะที่แม้คุโรโกะจะพยายามอ่านปากเท่าไหร่ก็เดาไม่ได้

 

                “เอ่อ อาคาชิซังครับ อาโอมิเนะคุงทำงานอยู่แผนกอะไรเหรอครับ”

 

                “ไม่สำคัญอะไรหรอกคุโรโกะ แต่เห็นคิเสะมาบอกว่านายเป็นลมไป ปวดหัวอีกแล้วเหรอ” อ่อ..นายผมเหลืองคนนั้นชื่อคิเสะนี่เอง

 

                “นิดหน่อยน่ะครับ ความจำมันเหมือนว่าถ้าโดนกระตุ้นทีไรผมต้องปวดหัวทุกที”

 

                “จำอะไรได้เพิ่มรึยัง” ตนร่างสูงใช้มือข้างที่เกาะกุมมือบางของคุโรโกะอยู่เลื่อนมาเชยคางคุโรโกะขึ้นพร้อมโน้มหน้าเข้ามาใกล้ คุโรโกะที่กำลังคิดอะไรอยู่ในหัวสติแตกกระเจิงพร้อมใช้มือดันหน้าคนผมแดงออกก่อนจะพูดด้วยท่าทีขัดๆแล้วเดินหนีไป

 

                “ผมว่าจะไปกินอะไรสักหน่อยแล้วลองเริ่มทำงานน่ะครับ เดี๋ยวค่อยเจอกันหลังจากกินข้าวนะครับอาคาชิซัง”

[25%] -------------------------------------------------------------------------
           ปังๆๆ!

                เมื่ออาคาชิกับคุโรโกะออกไปจากห้องพร้อมกัน อาโอมิเนะก็ลุกขึ้นอาละวาดต่อยล็อกเกอร์ยุบไปหนึ่งล็อกเกอร์ หายใจถี่รัวแต่ก็ค่อยๆสงบลงหลังจากได้ออกแรงระบายอารมณ์ไปส่วนหนึ่ง ในหัวมีแต่ความคิดที่ยื้อแย่งตบตีกันอย่างยุ่งเหยิง

 

                เขารู้ว่าคุโรโกะกับอาคาชิชอบกัน แต่มันควรจะจบไปแล้วตั้งแต่ตอนที่คุโรโกะหันไปคบกับคางามิแทน

 

                แต่ทั้งสองก็ดันมาอยู่ด้วยกันอีกในสภาพที่คุโรโกะจำอะไรไม่ได้แม้แต่เรื่องของเขาเอง

 

                คุโรโกะตกอยุ่ในสภาพเสียเปรียบมากแค่ไหนอาโอมิเนะรู้ดี ในใจก็นึกเป็นห่วงคนผมฟ้าในฐานะน้องชายคนหนึ่งไม่ได้ ทางที่ดีเขาควรจะร่วมมือกับคางามิแล้วรีบตามหาความจำมาคืนให้คุโรโกะแล้วทำให้ทุกอย่างมันถูกต้องเสียเร็วๆเลยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

 

                ถ้าคนผมฟ้าจำได้ทุกอย่างแล้วจะเสียใจกับสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ตอนนี้รึเปล่า?

 

                แอ๊ด~

               

                “อ้าว! อาโอมิเนจจิ คุโรโกจจิไปไหนซะ....อาโอมิเนจจิ!! ใช้กำลังอีกแล้วเหรอ”คิเสะรีบบึ่งมาหาผมด้วยสายตาและน้ำเสียงเป็นห่วง มือนุ่มสัมผัสเข้าที่มือใหญ่ก่อนจะหาผ้ามาเช็ดเลือดที่ซึมซิบๆบริเวณข้อนิ้วแล้วใช้แขนอีกข้างกอดร่างสูงกว่าอย่างอ่อนโยน

               

                “ผมบอกอาโอมิเนจจิกี่รอบแล้วว่าอย่าทำแบบนี้ นายทำแบบนี้ไปคุโรโกะเขาก็ไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลยถ้าเครียดอะไรก็มาบอกผมมาระบายกับผมไม่ใช่ทำกับตัวเองอย่างนี้”

 

                “ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องสนใจอะไรหรอก เราไปทำงานเถอะ” อาโอมิเนะดันคิเสะออกเบาๆก่อนจะเอามือทั้งสองข้างล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วเดินออกจากห้องไปทิ้งความเงียบและความเจ็บใจให้ฝังลึกอยู่ภายใน ความรู้สึกแห่งความเจ็บปวดที่ตกตะกอนทับถมกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

                หึ...แล้วอีกหน่อยจะคอยดูว่ายังจะพูดแบบนี้อีกไหม

                คิเสะเดินตามอาโอมิเนะออกมาในเวลาไม่นาน คนผมเหลืองเดินผ่านโต๊ะทำงานและคนรู้จักมากมายแล้วส่งยิ้นพร้อมทักทายสั้นๆเหมือนอย่างทุกทีที่เคยทำ ผิดกับอารมณ์และความรู้สึกภายในขุ่นมัวและพร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อหากมีคนมาจุดฉนวนหรือมาข้องเกี่ยววอแวกับเขาจนเกินสมควร

 

                เมื่อเดินมากำลังจะเลี้ยวเข้าโรงอาหารด้วยความที่ไม่ได้มองร่างสูงจึงชนกับคนที่เตี้ยกว่าเข้าอย่างจัง ร่างที่ชนเขากระแทกพื้นก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเปียกๆร้อนๆบริเวณเท้า

 

                “ทำไมเดินไม่ดูตาม้าตาระ....อ้าวคุโรโกจจิ! โทษทีเป็นอะไรไหม”

 

                “อ่า ผมขอโทษนะครับที่ทำรองเท้าคุณคิเสะเลอะ เดี๋ยวผมจะเช็ดให้นะ”คุโรโกะรีบปฎิเสธก่อนจะควานหาภาพเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงมาเช็ดโกโก้ร้อนที่หกเลอะเท้าของคิเสะ

               

                “ไม่เป็นไรคุโรโกจจิ! ฉันว่าเรารีบออกไปล้างเสื้อผ้ากันดีกว่า เสื้อคุโรโกจจิเปียกไปหมดเลย”

 

                “อ่า ขอโทษจริงๆนะครับคุณคิเสะ”

 

                “ฮ่า~ อย่าพูดแบบนั้นเหมือนว่าเราเป็นคนห่างคนไกลกันสิ! ทีหลังเรียกว่าคิเสะเฉยๆก็พอแล้ว ผมกับคุโรโกะน่ะสนิทกันจะตาย โอ๊ะ!....แต่คุโรโกจจิคงจำผมไม่ได้หรอกนี่เนอะ ก็ความจำเสื่อมนี่นา”คิเสะยิ้มแหยๆแล้วฉุดคุโรโกะขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มดูเป็นมิตรทำให้คุโรโกะดูอุ่นใจอยู่นิดหน่อยก่อนจะยอมเดินไปล้างตัวพร้อมคิเสะ

 

                “ว่าแต่คุโรโกจจิจำอะไรไม่ได้บ้างเลยเหรอ? ทั้งเรื่องตัวเอง เรื่องคนอื่น หรือเรื่องสำคัญๆน่ะ พอจะจำได้บ้างมั้ย?”

 

                “อ่า ตอนนี้ผมจำเรื่องของอาคาชิคุงได้หน่อยนึงน่ะครับ ส่วนเรื่องอื่นผมไม่รู้เลยไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือตัวผมเองที่อยู่ๆก็กลายมาเป็นคนไร้ความทรงจำแบบนี้”

 

                “อืมมม แย่จังแฮะ แต่เอางี้ไหม? ฉันจะช่วยนายตามหาความทรงจำเอง แต่คุโรโกจจิช่วยอะไรผมหน่อยได้รึเปล่า?” คิเสะหันมายิ้มพร้อมยื่นข้อเสนออย่างหนึ่งให้ร่างบาง คุโรโกะยืนนิ่งก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงให้คำตอบ อันที่จริงเขาแทบจะไม่รู้จักคนตรงหน้าเลยด้วยซ้ำว่าเกี่ยวข้องอะไรยังไงกับเขา แต่สุดท้ายหากมันมีหนทางที่จะทำให้เขาเจอความทรงจำของเขาเยอะขึ้นเขาก็น่าจะรับไว้ไม่เสียหายอะไร

 

                “คุโรโกจจิใจดีจัง! เอาไว้วันหลังผมจะมาบอกคุโรโกจจิละกันว่าผมอยากให้ช่วยอะไร แต่ตอนนี้น่ะระหว่างที่คิดหรือจำอะไรไม่ได้ผมแนะนำคุโรโกจจิว่าอย่าไปยุ่งกับอาคาชิจจิมากจะดีกว่านะ”

                “อ่าฮะ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคิเสะซัง” คุโรโกะหันไปยิ้มน้อยๆให้คิเสะ มีหรือเรื่องที่เขาจะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะอยู่ให้ห่างๆจากอาคาชิเพราะอะไร แต่เพราะสถานการณ์และอะไรต่างๆมันบังคับและร่วมกับที่เขายังคงต้องค้นเอาความจริงทั้งหมดออกมาจากอาคาชิให้ได้ก่อนเท่านั้นเขาถึงจะดึงตัวเองขึ้นมาจากหลุมที่เขาลงไปเองด้วยความเต็มใจนี่

 

                “ว้า เวลาน้อยจัง เราคงต้องรีบกลับไปทำงานกันแล้วล่ะ ถ้านายล้างเสื้อเสร็จแล้วก็รีบกลับไปทำงานซะนะ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน บายย” เมื่อคิเสะคุงล้างเสื้อเสร็จก็ออกไปจากห้องน้ำก่อนที่คนผมฟ้าจะตามเขาออกไปแล้วตรงไปยังห้องที่ผมต้องเริ่มงานเป็นวันแรก

 

 -----------------------------------------

 

                การเริ่มต้นงานวันนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะดูไม่ง่ายแต่ก็ทำให้ร่างบางดูมีอะไรทำมากขึ้นกว่าแต่ก่อน สิ่งที่ต้องเริ่มงานในวันถัดๆไปจึงดูเป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับคุโรโกะอย่างมากที่เจ้าตัวจะต้องพยายามทำและปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ ผู้คน และการงานที่ต้องเจอ

 

                อย่างน้อยวันนี้ไปบริษัทก็ช่วยทำให้มีทางเลือกสำหรับการค้นหาความทรงจำของตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังได้เจอคนใหม่ๆที่แม้จะไม่น่าไว้วางใจเลยสักคนก็ตามเถอะ

 

                คุโรโกะทิ้งตัวเองนอนแผ่อยู่บนเตียงด้วยความเหนื่อยล้า ในหัวก็มีแต่เรื่องของตัวเองที่ว่างเปล่าจำอะไรไม่ได้ ร่างบางจึงทำได้เพียงหลับตาแล้วนอนคิดอะไรอย่างอื่นเรื่อยเปื่อยจนเสียงหมาตัวน้อยที่ชอบมาเล่นกับเขาบ่อยๆแก้เครียดดังขึ้นเรียกให้เขาลุกจากที่นอนแล้วเดินไปอุ้มมันมานั่งเล่นที่ตัก

 

                “นี่ นิโก ผมจะทำยังไงดีให้หลุดพ้นจากความว่างเปล่านี่ได้กันนะ” ร่างบางพูดลอยๆกับหมาน้อยอย่างเบื่อหน่าย

 

                แต่แล้วจู่ๆก็แหมือนนึกอะไรออกก่อนจะวางตัวหมาน้อยลงกับพื้นแล้วลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อผ้าออกนอกบ้านแล้วอุ้มเจ้าหมาน้อยนี่ลงจากห้อง

 

                “อ้าว คุณคุโรโกะจะออกไปไหนคะ จะให้ป้าบอกคนขับรถไปส่งไหม”

 

                “เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับ พอดีนิโกป่วยนิดหน่อยผมเลยจะพาไปหาหมอใกล้ๆนี่เอง”

 

                “แย่แล้วตายจริง! แต่ตอนกลางวันนิโกยังดูเป็นปกติอยู่เลยนะคะ”

 

                “อ่อ แต่ตอนนี้มันดูแปลกๆไปน่ะครับ ผมเลยกะว่าจะพามันไปดูอาการนิดหน่อย เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่ออกไปเอง ป้าไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ เดี๋ยวผมก็กลับ”เมื่อร่างบางพูดจบก็โค้งน้อยๆให้ก่อนจะรีบเดินออกมานอกบ้านเพื่อกันไม่ให้อาคาชิเห็นแล้วเรียกแท็กซี่ บอกทางให้ขับตรงไปยังที่อยู่ตามป้ายที่ห้อยอยู่ที่คอของนิโก

 

                เอาล่ะ อย่างน้อยก็ลองไปดูที่นี่ก่อนเผื่อจะมีเบาะแสอะไรบ้างล่ะนะ


-----------------------------------------

               

                เมื่ออาคาชิอาบน้ำเสร็จและเดินลงมาทานข้าวเย็น ที่ว่างข้างๆที่ปกติจะมีร่างบางมารอทานอาหารอยู่ก่อนแล้วกลับว่างโล่งแทบไร้ร่องรอยของคุโรโกะ อาคาชิจึงหันไปถามนมด้วยความสงสัย

 

                “คุโรโกะไปไหนเหรอครับ”

 

                “อ่อ คุณคุโรโกะบอกว่านิโกเหมือนจะไม่สบายน่ะค่ะ เลยนั่งแท็กซี่ออกไปสักพักนึงแล้ว” นมพูดพร้อมกับตักข้าวให้ผมเหมือนอย่างที่เคยทำ

 

                ปกติจะออกไปไหนต้องบอกเขานะ

 

                “แล้วบอกรึเปล่าครับนมว่าจะกลับมาเมื่อไหร่”

 

                “อืม....เห็นบอกว่าไปเดี๋ยวเดียวก็จะกลับแล้วนะคะ ไม่ได้แจ้งเวลากลับไว้ คุณหนูไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ คุณคุโรโกะน่ะไม่ใช่คนผิดสัญญาอะไรง่ายขนาดนั้น กินข้าวแล้วรีบไปทำงานของคุณหนูให้เสร็จจะดีกว่านะคะ” นมยกข้าวมาวางตรงหน้าก่อนจะโค้งน้อยๆแบบที่เคยทำแล้วเดินออกจากห้องอาหารไปทิ้งอาคาชิให้อยู่เพียงลำพัง

 

                นั่นสินะ คุโรโกะเดี๋ยวก็คงกลับมา

 

-----------------------------------------

 

                อีกด้านหนึ่งในขณะที่คางามิเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำหลังชำระล้างกายเสร็จ สายตาก็มองออกไปทางหน้าต่างสะดุดกับรถแท็กซี่ที่หน้าประตูรั้วแต่ด้วยความที่บ้านระแวกนี้นั้นเป็นคล้ายๆทาวน์เฮาส์ ร่างสูงจึงไม่สนใจกับรถนั่นแล้วหันมาสนกับเรื่องของตัวเองต่อ

 

                ระหว่างที่กำลังเดินลงจากบันไดก็ยังคงนึกถึงเรื่องงานและเรื่องของคุโรโกะอยู่ตลอดโดยไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครมายืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านอยู่สักพักหนึ่งแล้ว

                “ขอโทษนะครับ! มีใครอยู่ในบ้านไหมครับ!

 

                คุโรโกะยืนตะโกนอยู่หน้าประตูบ้านพร้อมกับอุ้มนิโกเอาไว้พลางมองลอดเข้าไปตามหน้าต่างว่ามีใครอยู่บ้าง หน้าต่างทุกบานมีแสงไฟลอดออกมาแถมโรงรถยังมีรถสปอร์ตคันหรูจอดอยู่แต่กลับไม่มีใครมาเปิดประตูให้

 

                ยังไงมันก็ต้องมีคนอยู่สิ

 

                คุโรโกะลองล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อวอร์มควานหาโทรศัพท์มือถือหวังที่จะโทรไปตามเบอร์ที่อยู่บนป้ายคล้องคอของหมาน้อย แต่เมื่อล้วงแล้วกลับพบแต่ความว่างเปล่าทำให้คุโรโกะยิ่งเซ็งกับตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก

 

                เขาลืมเอาโทรศัพท์มา

 

                “แล้วจะเข้าไปยังไงละเนี่ย” คุโรโกะยืนบ่นกับตัวเองก่อนจะเอื้อมมือไปกดกริ่งพร้อมตะโกนแบบเดิมซ้ำอีกหลายๆรอบจนเห็นประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงของใครคนหนึ่งที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ใสนชุดกางเกงขาสั้นสีดำตัวเดียวพร้อมด้วยผ้าผืนสีขาวที่พาดอยู่ที่ไหล่และปลายผมที่เปียกอยู่บ้างแสดงให้เห็นว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ

 

                “ช่วยมาเปิดประตูให้หน่อยครั…..” พูดยังไม่ทันจบร่างบางก็ต้องชะงักไว้ด้วยความตกใจ ใบหน้าของร่างสูงที่มองเห็นไม่ชัดเมื่อครู่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเดินเข้ามาใกล้คุโรโกะพร้อมด้วยสีหน้าตะลึงเช่นเดียวกันกับสีหน้าของร่างบาง

 

                “คุณ

 

                “คุโรโกะ!!” ร่างสูงของคางามิเปิดประตูออกพร้อมกับสวมกอดคนร่างเล็กอย่างโหยหา กลิ่นจากสบู่อ่อนๆลอยมากระทบจมูกคุโรโกะจนทำให้ร่างบางรู้สึกคุ้นอย่างมากทำให้จนหลับตาพริ้มรับกอดนั้นด้วยความเต็มใจ แล้วอยู่ๆแวบหนึ่งของความคิดก็แล่นขึ้นมาเป็นภาพความทรงจำสะกิดให้คุโรโกะปวดหัวอย่างกระทันหัน

 

                “เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมปวดหัว ขอผมเข้าไปพักในบ้านคุณได้มั้ย” ร่างบางพูดพร้อมกับค่อยดันร่างคางามิออกอย่างช้าๆ คางามิเมื่อได้ยินดังนั้นจึงพาคุโรโกะเดินเข้าบ้านพามานั่งพักที่โซฟาแล้วหาน้ำมาให้คุโรโกะดื่ม

 

                “เป็นยังไงบ้างคุโรโกะ สบายขึ้นมั้ย” คางามิมองมาทางคุโรโกะอย่างเป็นห่วง

 

                “ครับ คุณเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้เหรอครับคางามิ” คุโรโกะถามทั้งท่ากึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนโซฟา พร้อมทั้งกวาดสายตาดูรอบบ้านอย่างพิจารณา

 

                “บ้านนี้เป็นบ้านของฉันกับนายนะ”

 

                “ของผมกับคุณ?”คุโรโกะถามพร้อมมองไปทางรูปที่ตั้งอยู่ข้างๆทีวี ในรูปนั้นมีรูปของเขากับคางามิถ่ายรูปคู่อยู่ด้วยรอยยิ้มพร้อมกับนิโกที่กำลังเล่นบอลกลิ้งอยู่ด้านหน้าทั้งคู่อย่างสนุกสนาน

 

                “คุโรโกะ นายกลับมาอยู่บ้านฉันได้ไหม ย้ายออกมาจากบ้านของอาคาชิเลยยิ่งดี ฉันไม่อยากให้นายไปอยู่กับคนไม่น่าไว้วางใจอย่างนั้น” คางามิพูดพร้อมกับค่อยๆสวมกอดคุโรโกะอย่างอ่อนโยน ใบหน้าของคางามิดูจะเป็นห่วงและกังวลจริงๆเมื่อรู้ว่าเขานั้นอาศัยอยู่กับอาคาชิ

 

                คุโรโกะรู้สึกอุ่นใจเมื่อคางามิสวมกอดเจ้าตัวแบบนี้ มือข้างที่ว่างอยู่เลยกอดตอบร่างสูงไปอย่างอัตโนมัติพร้อมด้วยภาพความทรงจำบางอย่างค่อยๆแว่บเข้ามาเรื่อยๆในหัวจนอาการปวดหัวเมื่อครู่ที่บรรเทาลงไปแล้วกลับมาปวดหัวหนักยิ่งกว่าเก่า

 

                “คางามิคุงครับ วิวนี่สวยจังเลยนะครับ”

 

                “ก็นะ นายชอบทะเลนี่คุโรโกะ”

 

                บึ้ม! ตู้ม!!

 

                เสียงระเบิดพัดร่างให้ลอยกระเด็นออกจากรถอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ภาพตรงหน้าลอยหวิวอยู่กลางอากาศก่อนที่สัมผัสหนักๆที่หัวและอาการปวดทั้งตัวจะเข้ามาย่างกรายจนทำให้ทุกส่วนของร่างกายชาแทบจะไม่รู้สึกอะไร

 

                “ใคร..ก็ได้ ช่วยผมที” เสียงของร่างเล็กแผ่วลงพร้อมสติที่ค่อยๆหมดลง มือข้างที่จับขอบดินบริเวณหน้าผาก็เริ่มคลายออกจนร่างจะร่วงลงผาแบบไร้ทางช่วย

 

                “คุโรโกะ..ส่ง..มือมา” ร่างของคางามิที่หัวโชกไปด้วยเลือดค่อยๆชัดเจนยิ่งขึ้นพร้อมกับมือของร่างสูงที่ส่งมาจะให้เขายื่นมือไปจับไว้

 

                ไม่ไหวแล้ว

 

                คุโรโกะยื่นมือไปสุดมือก่อนจะปล่อยมือออกแล้วทิ้งตัวลงผาพร้อมสติที่ดับลง ร่างบางลอยร่วงลงกลางอากาศ เสียงระเบิดดังขึ้นซ้ำอีกระลอกพร้อมด้วยเสียงเรียกชื่อเขาครั้งสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบลงแบบไม่รู้อะไรอีก

                “คุโรโกะ!!!!

 

                คุโรโกะ!!!!

 

                คุโรโกะ เท็ตสิยะ!!!!!!!!!!!!

 

                วูบ!

 

                คุโรโกะลืมตาตื่นด้วยความตกใจพร้อมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเม็ดโตๆ คุโรโกะใช้มือจับหัวจากอาการปวดหัวที่ปะทุขึ้นอีกระลอกพร้อมด้วยคางามิที่เดินมาหาคุโรโกะด้วยความเป็นห่วง

 

                “เป็นไงบ้าง ยังปวดหัวอยู่อีกรึเปล่า”

 

                “คางามิคุงครับ ทำไมผมมาอยู่บนเตียงนอนได้ล่ะครับ”

 

                “นายกอดฉันอยู่ดีๆก็หมดสติไป นายดูอาการไม่ค่อยดีฉันก็เลยพาขึ้นมานอนน่ะ”คางามิยื่นมือมาจับหน้าผากร่างบางก่อนจะส่งสายตาเป็นห่วงแบบเดิมมา “หายปวดหัวบ้างรึยัง”

 

                “ครับ ผมเป็นแฟนคางามิคุงเหรอครับ” คุโรโกะถามพร้อมจ้องเข้าไปในดวงตาสีแดงเพลิงของคางามิด้วยสีหน้าคาดหวังคำตอบ นัยย์ตาสีเพลิงเบิกตากว้างพร้อมด้วยแววตาสั่นไหวครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงแล้วใช้มือเกลี่ยผมที่ปกหน้าคุโรโกะออกก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม

 

                “นายจำได้แล้วสินะ”

 

                เมื่อได้ยินดังนั้นคุโรโกะก็พยักหน้าน้อยๆก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด คางามิค่อยๆขยับเข้ามาใกล้แล้วอุ้มร่างคุโรโกะไปไว้บนตักก่อนจะกอดร่างเล็กด้วยความดีใจแต่ด้วยความที่กลัวร่างบางกระทบกระเทือนปวดหัวซ้ำอีกรอบจึงกอดร่างบางแค่หลวมๆก่อนจะประกบปากจูบร่างบางอย่างโหยหาและมีความสุข

 

                คุโรโกะปล่อยให้คางามิจูบอย่างไม่ได้ขัดข้องอะไร อยู่ๆความรู้สึกผิดทั้งหลายทั้งมวลก็ถาโถมเข้าสู่จิตใจและความรู้สึกจนทำให้น้ำตาเอ่อล้นขอบตา คุโรโกะหลบตาพริ้มหวังจะกักเก็บน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมาแต่เมื่อคนผมฟ้าหลับตาลง ภาพทุกภาพในหัวที่เขาทำร่วมกับคางามิแต่ขัดแย้งกับความรู้สึกกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น จนทำให้น้ำตาเอ่อไหลออกมาจากดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่

 

                คางามิจูบกับคุโรโกะอย่างนุ่มนวล รสจูบของคนร่างเล็กยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน คางามิระบายความต้องการทั้งหมดจากความโหยหาและคิดถึงคุโรโกะออกมาอย่างไม่ปิดบัง แล้วค่อยๆถอนจูบออกอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่งพร้อมมองหน้าร่างบางอย่างอ่อนโยน

 

                “ร้องไห้อีกแล้วนะคุโรโกะ ฉันบอกแล้วไงว่าห้ามร้องไห้น่ะ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องร้องไห้เลยนี่”

 

                “ผมขอโทษครับคางามิคุง ขอโทษที่ผมจำคุณไม่ได้แล้วก็

 

                “ไม่ต้องขอโทษฉันแล้วคุโรโกะ นายความจำกลับมาแล้ว ต่อไปพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว นายไม่ต้องขอโทษฉันเลย” คางามิพูดแล้วหอมแก้คุโรโกะอย่างปลอบปะโลม คุโรโกะเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งก้มหน้าลงกลั้นน้ำตาไว้อีกรอบเพื่อซ่อนไม่ให้คนตรงหน้ารู้

 

                “กลับมาอยู่บ้านของเราเหมือนเดิมคุโรโกะ แล้วก็อย่าไปยุ่งกับอาคาชิอีกได้มั้ย?” คางามิพูดพร้อมกับกระชับกอดให้แน่นขึ้นราวกับจะรัดตัวคุโรโกะเอาไว้ไม่ให้ไปใน ร่างเล็กซุกอยู่กับอกเปลือยเปล่าของร่างสูงก่อนจะตอบรับกลับไปสั้นๆหวังจะให้บทสนทนานี่จบไวๆ

 

                “ครับ..ผมจะพยายามนะ”

 

                คุโรโกะนอนซุกกับอกของคางามิอย่างเหนื่อยอ่อน ในอกของคางามินั้นมีก้อนเนื้อเต้นอย่างรวดเร็วราวกับปิติยินดีกับคำพูดของคุโรโกะเมื่อครู่อย่างห้ามไม่อยู่ ทั้งคู่นอนกอดกันอยู่ในห้องที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นจนต่างฝ่ายต่างหลับไป

 

                เขาไม่อยากให้มันเป็นอย่างนี้เลย

 

                คุโรโกะเพียงแค่หวังว่าพอเขาได้ความจำกลับมาแล้วจะหาข้ออ้างและเหตุผลให้ตนตัดขาดกับอาคาชิได้อย่างถาวรและกลับไปยังที่เดิมที่คุโรโกะเคยอยู่อย่างไร้ข้อผูกมัดและทอดทิ้งอาคาชิได้แบบไม่ต้องยุ่งอะไรกันอีก

 

                แต่มันไม่ใช่

 

                ยิ่งความทรงจำกลับมาเท่าไหร่ ยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นใคร คุโรโกะกลับยิ่งเพิ่มข้อผูกมัดระหว่างตัวเองและอาคาชิให้มันมากขึ้นจนยิ่งยุ่งเหยิงและแก้ยากขึ้นไปอีก ยิ่งความทรงจำของวันนี้กลับมายิ่งทำให้เขารู้สึกผิดต่อคางามิและต่อตนเองทวีคุณขึ้นไปอย่างห้ามไม่ไหว

 

                คนที่เขารักไม่เคยเป็นคางามิเลย

 

                แต่กลับกันคนที่เขารักก็อาจจะไม่ได้รักเขาเลยเช่นเดียวกัน

 

                บางครั้งการไม่รู้อะไรเลยมันอาจจะดีกว่าพอรับรู้แล้วต้องมานั่งเจ็บปวดกับมันนะ’ 

------------------------------------------------------------------------------------------ 
             ครบ100%แล้วค่ะ! (ระเบิดตัวเอง) เอาแล้วๆ น้องครกเราจำได้ทุกอย่างแล้วววว=o= สงสารคางามิแปปนะที่ไม่รู้เลยว่าน้องครกเราคบด้วยทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเลยTT ฮรืออว์ มันยังไม่จบค่ะ คางามิน่าจะยังพอมีหวังอยู่นะ! ><  ตอนนี้อาจจะจบแบบตัดฉึบสักหน่อยเนื่องจากแต่งด้วยความมึนเมาและไม่ค่อยมีสมาธิเลย #กระทืบคนเขียนได้เลยจ้าา อ่านไปอ่านมาน้องครกหลายใจเนอะะ+*+ แต่สงสารน้องเขาหน่อยเถอะ น้องเขามีเหตุผลในการกระทำน้า
              แบบเดิมค่ะ...... ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ เลิ้บนักอ่านทุกคนนะคะ <3
*ฟิคสั้นTokyo Ghoulสำหรับผู้ที่อยากอ่านแก้เบื่อค่ะ ไปฟินกันได้เพียงแค่จิ้มหนุ่มผมขาวข้างล่างนะคะ!*

         
[26/10/2557]
[3:32 P.M.]
Contact Me : @STcurrent <Twitter>

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

78 ความคิดเห็น

  1. #65 mew2233 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 / 20:48
    ผมนี่แทบจะเขวี้ยงมือถือทิ้ง TT ทำไมคุโรโกะทำกับอาคาชิแบบเน้ แง้ คากามิ!!!! อ๊ากกกก
    #65
    0
  2. #50 ืNana (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 14:55
    รู้สึกเศร้ามากเลยค่ะ

    ลำบากใจแทนน้องเลย

    น้องจะทำยังัยต่อเนี้ย แล้วถ้านายน้อยรู้จะเป็นยังงัย

    น้องอย่าทิ้งนายน้อยเลยนะ
    #50
    0
  3. #47 คนที่ไร้นาม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2557 / 20:31
    ท่าจะแย่ น้องครก.สู้ๆ TwT
    #47
    0
  4. #45 net_269 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 12:49
    ไรท์สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่าาา ^^
    #45
    0