THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 9 : ♣ CHAPTER 07 ♠ :: บุรุษลึกลับ ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ก.พ. 57




หลายสัปดาห์ต่อมาการเดินทางของผู้ชายสามคนและมังกรอีกหนึ่งตัวก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น สองสามวันมานี้อากาศเริ่มหนาวจัดขึ้นเรื่อยๆ จนมีหิมะตกลงมาหลายครั้งเช่นเดียวกับเมื่อคืนนี้ สองข้างทางของเช้าวันใหม่ที่เคยมีแต่พุ่มไพ้เตี้ยๆ ขึ้นแซมตลอดแนวป่าสนหนาแน่นกลับถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนทุกสรรพสิ่งกลายเป็นสีขาวไปถนัดตา

เสียงนกและแมลงหลากชนิดต่างขับขานท่วงทำนองอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยอมกันและกันแม้แต่น้อย อาจจะฟังดูน่ารำคาญไปบ้างแต่นั่นก็เป็นเสมือนสัญญาณให้ทั้งสี่ได้รู้กลายๆ ว่าเช้าวันนี้คงจะมีอากาศที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน

แม้รวมๆ จะออกเดินทางมากว่าครึ่งเดือนแล้วก็ตาม แต่หนทางสู่เกาะลับแลของหญิงผู้สูงศักดิ์ก็ยังอีกไกลพอสมควรจากหุบเขาสลับซับซ้อนเช่นนี้กว่าจะไปถึงเมืองท่าแม็คเบย์ก็คงต้องใช้เวลาเกือบๆ หนี่งเดือนเลยทีเดียว

เพรทเซลซุกมือเข้าไปเสียดสีกันใต้ผ้าคลุมสีขาว แม้เครื่องแต่งกายของเขาจะทำจากผ้าเนื้อดีที่หาได้เฉพาะในกลอลี่ฮิลล์ก็ตาม แต่ดูเหมือนอากาศรอบข้างจะหนาวทะลุเนื้อผ้าไปมากโข จมูกและใบหน้าของเขาเป็นสีแดงระเรื่อบ่งบอกถึงสภาพร่างกายที่ไม่สู้ดีนัก

“หนาวจัง” เมื่อมิลแลนท์มองควันสีขาวที่หลุดออกมาจากปากยามเพรทเซลเอ่ยเขาก็ยู่หน้าขึ้นมาทันที แม้ว่าจะเกิดและโตในเมลริงตันมหานครที่ขึ้นชื่อเรื่องอากาศหนาวจัดตาม แต่เขาก็ไม่มีโอกาสออกมาตากแดดตากลมนอกพระราชวังบ่อยสักเท่าไหร่ยิ่งการที่ต้องมาเดินลุยหิมะกลางป่ากลางเขาเป็นอาทิตย์แบบนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

คิดอีกทีก็แอบเจ็บใจ! ตอนนั้นไม่น่าหุนหันหนีออกมาจากวังเลยให้ตายสิ!!

“อีกไม่นานก็คงจะถึงเมืองบราวซ์แล้วล่ะ” กิลลาทเอ่ยเสียงนิ่งพลางมองทั้งสามที่สาวเท้าเดินด้วยสภาพอิดโรย ชายหนุ่มในยามนี้ดูจะปกติดีผิดกับทั้งสามเป็นอย่างมากหรือถ้าพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่าดูสดชื่นเป็นพิเศษซะด้วยซ้ำ สำหรับกิลลาทหิมะและอากาศหนาวนั้นเปรียบเสมือนเพื่อนคู่กายของเขาตั้งแต่เกิด ยิ่งใครได้ลองย่างกรายเข้าไปในกรอลี่ฮิลล์ช่วงเดือนนี้ของทุกปีแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่านรกชัดๆ…!!?

ปูโร่ที่ปิดปากเงียบมานานกางปีกออกช้าๆ เพียงแค่ลมหนาวพัดแผ่วเบามากระทบร่าง ขาป้อมสั้นทั้งสองขาก็สั่นผับๆ เป็นเจ้าเข้า ปูโร่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะฝืนบินขึ้นไปบนฟ้า แม้จะทรมานกับพิษความหนาวอยู่มากแต่ทันทีที่เห็นบ้านคนอยู่ไกลลิบๆ ตาคู่โตก็เบิกกว้างราวกับลืมความหนาวทั้งหมดเป็นปลิดทิ้ง

“ฉันเห็นเมืองบราวซ์แล้ว!!

เสียงแหลมสูงของปูโร่ทำให้เพรทเซลฮึกเหิมขึ้นมาในบัดดล ประกายไฟที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นโชติช่วงออกมาจากร่างปวกเปียกเมื่อครู่ แรงส่งเฮือกสุดท้ายของเขาช่างแรงกล้าจนน่ากลัว

“บราวซ์ฉันจะรีบไปหานายเดี๋ยวนี้แหละ!!” เพรทเซลแหกปากเสียงดังราวกับเรียกพลังให้ตัวเอง จากร่างที่เดินติดสโลกลับกลายเป็นสาวเท้ารวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน ส่งผลให้คนอื่นๆ ต้องรีบวิ่งตามกันมาติดๆ

“เฮ้ย!! ไม่ทันไร จู่ๆ เสียงร้องตกใจของเพรทเซลก็ดังก้องไปทั่วป่า ทั้งสามที่ตามมาทีหลังต่างก็ตกใจกับภาพตรงหน้าไม่แพ้กัน มือใหญ่สีแทนเข้มของสิ่งมีชีวิตประหลาดโผล่พ้นออกมาจากหิมะกองโต

เมื่อสังเกตด้วยตาดีดีก็พบว่าไม่น่าจะใช่มือของหมีขาว เยติ หรือกาลาปาโต้ตีนเป็ดแต่อย่างใด หากแต่ผิวหยาบกระด้างที่โผล่พ้นออกมาจากก้อนหิมะกลับให้ความรู้สึกอันตรายมากกว่านั้น

“เมื่อกี้มือมันขยับได้ด้วยแหละ” เพรทเซลหันไปทำตาโตใส่พรรคพวกทั้งสาม หน้าตาของเขาดูจริงจังจนคนอื่นๆ ไม่กล้าถามอะไรต่อ

ปูโร่เลื่อนมือมากุมคางตัวเองช้าๆ ราวกับใช้ความคิด ในขณะที่มิลแลนท์กลอกตามองซ้ายขวาราวกับกำลังหาทางหนีทีไล่ แต่แล้วระหว่างที่ทั้งสามยังทำอะไรไม่ถูก จู่ๆ กิลลาทก็เดินเข้าไปใกล้แล้วกระชากมือข้างนั้นออกมาด้วยใบหน้านิ่งขรึม

“อร๊ากกก!! เพรทเซล ปูโร่ มิลแลนท์หวีดร้องออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย พวกเขามองสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้าก่อนที่มิลแลนท์จะสบถออกมาเบาๆ

“นี่มันคนหรือมิโนทอร์เนี่ย” ดูเหมือนว่าคนพูดจะใจร้ายเกินไปหน่อย แม้ว่าชายตรงหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทน แลดูเหมือนกระทิงมากก็ตาม แต่โครงหน้าได้รูปรับกับเรือนผมสีทองสว่างของเขาก็จัดว่าเป็นคนที่อยู่ในเกณฑ์ดูดีไม่น้อยเลย

“อึก” จู่ๆ ชายผู้นั้นก็ส่งเสียงอื้ออึงในลำคอ สร้างความประหลาดใจให้มิลแลนท์และเพรทเซลเป็นอย่างมาก กิลลาทขมวดคิ้วมองอยู่พักหนึ่งก็ทำท่าว่าจะเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย

“เฮ้! กิลลาทเราควรช่วยเขานะ!” ระหว่างที่เพรทเซลกำลังเอ่ยหน้าตาตื่นอยู่นั้น ปูโร่ก็เอื้อมมือไปหยิบกระบอกน้ำจากกระเป๋าเด็กหนุ่มออกมาเงียบๆ มีเพียงมิลแลนท์เท่านั้นที่มองพฤติกรรมแปลกๆ ของปูโร่ไม่วางตาและแล้วสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นเมื่อปูโร่เทน้ำทั้งกระบอกใส่หน้าชายปริศนาเข้าไปเต็มๆ

“อึกอึก…!แต่แล้วชายผู้นั้นก็อ้าปากกว้างอัตโนมัติราวกับรู้ทัน เขารับของเหลวทั้งหมดเข้าปากรวดเร็วราวกับเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงก็ไม่ปาน

“อ๊าส์” เหมือนได้รับการชุบชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางความเงียบงันระคนสงสัยของบุรุษทั้งสามและมังกรอีกหนึ่งตัว จู่ๆ ชายผิวเข้มก็ค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนหมาดๆ เมื่อยืนเต็มความสูงก็ทำให้พวกเขาพบว่าชายร่างใหญ่ผู้นี้สูงกว่ากิลลาทเกือบๆ ห้าเซนติเมตรเลยทีเดียว!! หากมองด้วยตาเปล่าน่าจะสูงระราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเห็นจะได้! แม้ภายนอกจะดูอันตรายกว่ามนุษย์ทั่วไปไม่น้อยแต่เขาก็หันมายิ้มให้ทั้งสี่ด้วยสายตาเป็นที่มิตร!?

นี่พวกเขาได้กระทำการปลุกอสุรกายร้ายให้ฟื้นคืนชีพรึเปล่าเนี่ย!?

 

“เอิ่กล์! เสียงเรอดังขึ้นพร้อมกับถ้วยเปล่าที่วางกระแทกลงกับโต๊ะ ชายปริศนายกข้าวถ้วยที่เจ็ดขึ้นมาโซ้ยต่ออย่างรวดเร็วโดยไม่มีทีท่าว่าจะอิ่มง่ายๆ มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบขนมปังหอมกรุ่นเข้าปากพลางเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจนทั้งสามถึงกับผงะ เพรทเซล มิลแลนท์ และปูโร่หันมามองหน้ากันและกันราวกับขอความคิดเห็นจากอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความว่างเปล่าตอบกลับมาเท่านั้น

ชายผู้มีนัยตาสีทองอำพันรับกับเส้นผมสีทองสว่างและผิวสีแทนเช่นนี้ ดูยังไงก็ไม่เหมือนชาวเฟราเนียร์เลยสักนิด หากมองโดยรวมชายคนนี้ดูเหมือนพวกที่อาศัยอยู่ทางทิศใต้สุดของอาร์คาน่าอย่างราชอาณาจักร เอลก้าโด้ เสียมากกว่า ยิ่งการแต่งตัวที่สวมแค่เสื้อกั๊กเอวลอยโชว์ซิกแพคและกล้ามแขนแข็งแกร่งท่ามกลางอากาศหนาวจัดเช่นยามนี้ยิ่งทำให้ดูประหลาดผิดเพี้ยนเข้าไปใหญ่!

“ข้าวนี่อร่อยดีนะ! พวกนายอิ่มแล้วเหรอ?” ชายปริศนาละหน้าออกจากถ้วยข้าวพลางเอ่ยถามทั้งสาม

“อะอื้อครับ” เพรทเซลพยักหน้ารับแบบกล้าๆ กลัวๆ

“ว่าแต่พวกนายชื่ออะไรกัน?”

“ฉันชื่อปูโร่ นั่นมิลแลนท์ ส่วนเจ้าเด็กนี่ชื่อเพรทเซล” เจ้ามังกรน้อยแนะนำทั้งสองให้เองเสร็จสรรพ

“อื้ม ช่างเป็นชื่อที่เพราะจริงๆ” ปากก็พูดเช่นนั้นแต่กิริยากลับตรงกันข้าม เขาเอาแต่หยิบอาหารเข้าปากไม่แม้แต่จะมองหน้าทั้งสามเลยด้วยซ้ำ

“ว่าแต่นายชื่

ปึ่ง!

ยังไม่ทันที่ปูโร่จะเอ่ยจบประโยค ชายผิวสีน้ำผึ้งก็วางถ้วยลงกับโต๊ะ ลุกขึ้นยืนกลางร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองบราวซ์ แล้วหันมามองทั้งสามที่เผลอสะดุ้งเฮือกเหมือนตกใจอะไรสักอย่าง พลางคลี่ยิ้มไม่ทุกข์ร้อน

“ขอบใจมากสำหรับอาหารมื้อนี้! สิ้นคำชายผู้นั้นก็เดินออกจากร้านไปท่ามกลางใบหน้าเอ๋อสนิทของทั้งสาม

แม้โดยปกติปูโร่จะกินเก่งมากก็จริงแต่เมื่อเทียบจำนวนซากบนโต๊ะอาหารแล้วก็บอกได้คำเดียวเลยว่าจานของพวกเขาสามคนรวมกันยังไม่ได้สิบเปอร์เซนต์ของจำนวนจานทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ!

 

“ใครบอกว่าฉันเลี้ยงมันเล่า!” พวกเขาทั้งสามเดินออกจากร้านอาหารมาพักหนึ่งแล้ว มิลแลนท์ที่เพิ่งตั้งสติได้หลุดโวยวายออกมาเสียงดัง เพราะกิลลาทขอตัวไปเดินเที่ยวในเมืองคนเดียวตั้งแต่ก่อนจะแวะทานอาหารแล้ว ส่วนเพรทเซลกับปูโร่ก็ไม่มีเงิน สุดท้ายหน้าที่รับผิดชอบค่าอาหารจึงตกเป็นของเจ้าชายหน้าหวานไปโดยปริยาย แต่กระนั้นแม้อาหารมื้อเมื่อครู่จะดูเยอะจนเลี้ยงคนได้นับสิบแต่ราคาของมันก็ไม่มากเกินไปกว่าเหรียญทองหนึ่งเหรียญในถุงเงินของมิลแลนท์หรอก

และถึงเขาจะโวยวายเช่นนั้นก็ตามแต่ลึกๆ แล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายสักเท่าไหร่เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เจ้าชายมิลแลนท์จ่ายเงินซื้อของด้วยตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่ามิลแลนท์อยากได้อะไรก็จะมีข้าทาสบริวารนำของมาถวายเสมอ มิลแลนท์จึงไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าเงินพวกนี้มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนสินค้ามากน้อยขนาดไหน

“เอาน่ายังไงนายก็ยังเหลือเงินอีกตั้งเยอะ!” ปูโร่พูดปลอบทั้งที่เขาก็รู้สึกเสียดายไม่ต่างกัน

ทุกราชอาณาจักรในดินแดนอาร์คาน่าต่างก็ใช้หน่วยเงินสกุลเดียวกันทั้งหมดนั่นคือ อากะโดยเหรียญทองที่มิลแลนท์มีอยู่เต็มถุงมีค่าเท่ากับ 10,000 อากะ เหรียญเงินมีค่า 1,000 อากะ และเหรียญทองแดงมีค่าเท่ากับ 100 อากะ นอกจากนี้ยังมีเหรียญควอเตอร์ซึ่งมีค่าเท่ากับ 25 อากะ เหรียญไดม์ซึ่งมีค่าเท่ากับ 10 อากะ และเหรียญเซ็นต์ที่มีค่าเท่ากับ 1 อากะ

“นี่ พวกนายว่าผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใครกันแน่” อยู่เพรทเซลก็เอ่ยขึ้น มิลแลนท์และปูโร่ขมวดคิ้วตึงก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มเปิดโลกจินตนาการของตนให้โลดแล่น

“ฉันว่าเขาน่าจะเป็นพวกเก็บของป่าขายนะ!” ปูโร่เอามือลูบคางพลางออกความคิดเห็น

“แล้วนายล่ะ” เพรทเซลหันไปขอความคิดเห็นจากมิลแลนท์

“ฉันว่ามันต้องเป็นโจรป่าชัวร์เลย! ที่แน่ๆ ก็ปล้นข้าวฟรีไปมื้อนึงแล้ว” เจ้าชายหนุ่มขมวดคิ้วตึงทำหน้าไม่พอใจได้สักพัก กิลลาทที่ขอตัวไปเดินดูอาวุธในเมืองก็กลับมาสมทบที่จุดนัดหมาย

บราวซ์เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่บริเวณตีนเขาลูกโต ชาวเมืองส่วนมากทำอาชีพค้าขายและปศุสัตว์ทั่วไปเช่นเดียวกับผู้คนในกรอลี่ฮิลล์ แม้จะเป็นเมืองพักอาศัยธรรมดาๆ แต่ก็มีโรงแรมและร้านลวงมากมายสำหรับรอรับผู้ที่เดินทางสัญจรไปมาระหว่างเมืองท่าแม็คเบย์และมหานครเมลริงตัน

“ได้อะไรมาบ้างไหมกิลลาท” เพรทเซลเงยหน้าขึ้นถามชายร่างสูง กิลลาทพยักหน้าตอบรับเบาๆ แต่ก็ไม่พูดอะไรสักคำ

“ดูหน่อยสิ!” เพรทเซลไม่พูดเปล่ายังเลื่อนมือไปลูบๆ คลำๆ กระเป๋าของกิลลาทอีกแหนะ แต่ยังไม่ทันได้รู้ว่าของปริศนาชิ้นนั้นคืออะไรกิลลาทก็เบี่ยงตัวออก นิ้วใหญ่ดันหน้าผากเพรทเซลไปทีหนึ่งจนเด็กหนุ่มเซถอยหลังไปสามสี่ก้าว เจ้าของเรือนผมสีแดงรีบหันกลับไปจ้องหน้าอีกฝ่ายเพราะกลัวว่ากิลลาทจะโกรธที่ตนไปละลาบละล้วงแล้วไม่ยอมพูด แต่เปล่าเลยเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็พบกิลลาทยักคิ้วกวนใส่เขาเสียแล้ว

“ขขี้โกง! เพรทเซลร้องโวยวายแต่ยังไม่ทันทีกิลลาทจะมีปฎิกิริยาตอบสนอง จู่ๆ เสียงเอ็ดตะโรของชาวเมืองก็ดังกึกก้องมาแต่ไกล

“นั่นอะไรน่ะ” มิลแลนท์เอ่ยฉงนพลางมองกลุ่มควันสีน้ำตาลที่ลอยขโมงตลบอบอวลจากการวิ่งไล่กันของชาวเมืองกลุ่มใหญ่

“เขาคงซ้อมไล่วัวกระทิงล่ะมั้ง” ปูโร่เดาไปมั่วพลางทำตาตี่ราวกับไม่ใช่เรื่องของตน

“เดี๋ยวนะ…! นั่นมัน” เพรทเซลทำหน้าตาตื่นพลางมองชายผิวสีน้ำผึ้งที่วิ่งเข้ามาใกล้พวกเขาด้วยความเร็วสูง เบื้องหลังชายคนนั้นมีชาวบ้านตั้งแต่วัยหนุ่มสาวลากยาวไปถึงวัยชรากว่ายี่สิบคนวิ่งไล่ตามมาติดๆ จนเศษดินและไอเย็นจากหิมะที่พื้นก่อตัวเป็นฝุ่นโขมงตลบอบอวล ในมือชายร่างใหญ่มีเพชรนิลจินดาสูงท่วมหัวที่เขาหอบเอาไว้ด้วยสองแขน ขณะที่ในมือชาวบ้านด้านหลังกลับเต็มไปด้วย ไม้กวาด อีโต้ ดาบ และอาวุธนาอีกนัปการ!

“หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าหัวขโมย!!

เพรทเซลและผองเพื่อนต่างถลึงตาโตแล้วหันมามองหน้ากันอย่างแตกตื่น แต่ยังไม่ทันที่สมองน้อยๆ ของพวกเขาจะคิดอะไรได้ จู่ๆ ชายผู้นั้นก็วิ่งมาหยุดตรงหน้าปูโร่อย่างรวดเร็ว เจ้ามังกรอ้วนกลมอ้าปากค้างเมื่อสร้อยเพชรราคาแพงถูกสวมลงที่คอของเขาพร้อมกับแหวนอีกสามสี่วงที่ยัดใส่มือแบบลวกๆ

“ฉันให้นายนะปีโป้!ชายผู้นั้นกระชับของชิ้นอื่นที่ขโมยมาไว้ในอ้อมกอดแน่นก่อนจะหันรีหันขวางหน้าตาร้อนรน

“ไม่ใช่ปีโป้! ฉันชื่อปูโร่ต่างหาก!!” ปูโร่คำรามเสียงดังแต่ชายผู้นั้นก็วิ่งหายเข้าตรอกมืดๆ แคบๆ นั่นไปเสียแล้ว! ชาวเมืองที่วิ่งตามมาทีหลังต่างหยุดยืนตรงหน้าพวกเขาแล้วเริ่มถกเถียงกันเป็นการใหญ่

“มันหายไปไหนแล้ว” ชายแก่หน้าตาเหี้ยมโหดผู้ถือค้อนปอนด์เอาไว้ในมือหันมาทำตาขวาง

“นั่นสิ เมื่อกี้ก็เห็นอยู่ว่าวิ่งมาทางนี้นี่นา!” ลุงเพื่อนแกที่ดีกรีความน่ากลัวไม่ต่างกันเท่าไหร่หันมาตอบ

“ถ้าตาไม่ฝาดล่ะก็ เมื่อกี้ฉันเห็นมันคุยกับคนพวกนั้นนะ” ป้าที่วิ่งตามาถึงเป็นคนสุดท้ายเอ่ยเสียงแหลม ดูจากรูปการแล้วป้าแกน่าจะสายตายาวเกือนพัน “กรี้ด!! นั่นั่นมันสร้อยเพชรของฉัน!!” เมื่อพบของที่ตามหาก็กรีดร้องจนโลกแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ววิ่งตรงเข้ามาหาปูโร่ก่อนจะกระชากสร้อยพร้อมแหวนเพชรทั้งหมดคืนอย่างรวดจนมองตามไม่ทัน

“นี่พวกเธอสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าขโมยนั่นใช่ไหม!” ลุงหน้าตาอำมหิตเอ่ยเสียงเย็น

“ปะเปล่านะฮะพวกผมไม่รู้เรื่อง” เพรทเซลรีบส่ายมือไปมาเป็นพัลวัน ดวงตาคู่โตหงอลงในบัดดล

“ไม่ต้องมาทำหน้าตาน่าสงสาร!!” ลุงแกไม่พูดเปล่ายังหันปลายมีดมาจ่อเข้าที่คอปูโร่อีก!

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากจนเจ้าชายมิลแลนที่มองตามตาค้างแทบจะเป็นลมล้มพับไป ทั้งสี่กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบากพลางยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ แม้อากาศยามนี้จะหนาวเสียจนหิมะแทบตกลงมาอีกครั้งก็ตาม แต่ไฉนเลยผู้กล้าทั้งสี่กลับมีเหงื่อไหลซึมเต็มข้างขมับ

“คือ.. พวกผม” เพรทเซลพูดไปตัวสั่นไป แต่ยังไม่ทันจะรวบรวมลมปราณเอ่ยจบครบประโยคชายแก่ผู้นั้นก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน

“หุบปาก! ในฐานะที่พวกนายเป็นเพื่อนกับมัน! พวกนายต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด!!

“เฮ้ย!!” พวกเขาร้องเหวอออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แต่แล้วก็ต้องรีบหุบปากเงียบแทบจะทันทีเมื่อมีดดาบนับสิบเล่มจ่อประชิดมาที่ลำคอของพวกเขา “นายน่ะ! ดูท่าจะมีเงินนะ! จ่ายค่าเสียหายทั้งหมดมาซะดีดี!” คุณลุงขาโหดตะคอกใส่เจ้าชายมิลแลนท์อย่างเกรี้ยวกราด แม้ยามปกติมิลแลนด์มักจะดื้อแพ่งและหัวแข็งเป็นที่สุดแต่ณ เวลานี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์หันไปมองอีกฝ่ายด้วยความกลัว ทิ้งความหยิ่งในศักดิ์ศรีไปหมดสิ้น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปกำเงินในถุงเสียเต็มฝ่ามือ แล้วยื่นไปให้ชายตรงหน้า

“ไหนมาดูซิ” ชายแก่ทำเสียงเข้มพลางยื่นมือไปเตรียมรับเงินนั่น ทันทีที่เจ้าชายมิลแลนท์แบมือออกแสงสีทองระยิบระยับก็สะท้อนผ่านกระจกตาหลายต่อหลายคู่จนคนพวกนั้นถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

“อื้ม! งั้นก็เชิญเที่ยวเมืองบราวซ์ให้สนุกนะครับนักเดินทางทุกท่าน!” พูดจบคนพวกนั้นก็ส่งเสียงฮือฮาแล้ววิ่งหายไปกับกลีบเมฆ ทั้งสี่ได้แต่มองหน้ากันและกันพลางอ้าปากพะงาบๆ

แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันเนี่ย!!

 

ตกค่ำอากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงพากันไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แม้มิลแลนท์จะถูกปล้น(?) เงินไปเป็นจำนวนมากก็ตามแต่เศษเงินที่หลงเหลือในถุงผ้าก็ยังสามารถที่จะจ่ายค่าโรงแรมในเมืองชนบทแบบนี้ได้สบายๆ

ห้องพักของพวกเขาเป็นห้องขนาดกลาง มีเตียงเดี่ยวเล็กๆ สองเตียงแต่เมื่อดันมันมาต่อกันก็สามารถนอนสามคนได้แบบไม่เบียดเสียดสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเต็นท์เล็กๆ ที่พวกเขานอนอัดกันเป็นปลากระป๋องมาร่วมสองอาทิตย์

ระหว่างที่พวกเขากำลังจัดข้าวของของตนเอง จู่ๆ เจ้าชายมิลแลนท์ก็เอ่ยขึ้นเสียงแข็ง “นึกถึงหน้าไอ้หมอนั่นแล้วพาลอยากฆ่าคนขึ้นมาตงิดๆ!

“เฮ้ใจเย็นๆ น่ามิลแลนท์” เพรทเซลรีบวิ่งเข้าไปบีบไหล่มิลแลนท์ที่กำลังตบกองเสื้อผ้าตนเองเหมือนคนบ้า

“นายจะใจเย็นไปถึงเมื่อไหร่กันหา! ไม่เห็นรึไงว่ามันทำอะไรกับเราไว้บ้าง!” มิลแลนท์ตวาดเสียงดุ คิ้วเรียวทั้งสองข้างขมวดตึง สองแขนก็เขย่าไหล่เพรทเซลระรัวจนเด็กหนุ่มหัวเหวี่ยงราวกับไก่ไม่มีกระดูก

“ใช่! เพรทเซลนายจะใจดีไปถึงไหน! คอยดูเถอะถ้าเจอไอ้หมอนั่นเมื่อไหร่ฉันจะต่อยมันให้หน้าหงายเลย! จริงมั๊ยกิลลาท!?” ปูโร่ทำท่าซ้อมชกอากาศ ประกาศกร้าวไม่พอยังหันไปขอเสียงสนับสนุนจากกิลลาท ชายหนุ่มร่างสูงที่เห็นปิดปากเงียบอยู่นานจนใครต่างนึกว่าเขาจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่พอได้ยินประเด็นสนทนาพูดถึงชายผิวสีแทนคนเขาก็หยิบดาบคู่กายมากำไว้ในมือก่อนจะออกแรงฟาดฟันเสียจนพื้นสะเทือน!

“จะ… .ใจเย็นก่อนนะกิลลาท!” เพรทเซลหลับหูหลับตามองกิลลาทผู้มีใบหน้าบึ้งตึงดุจดั่งหมีขาวที่พร้อมขย้ำเหยื่อ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากทุกทิศทุกทาง เด็กหนุ่มเผลอสะดุ้งเฮือกแล้วกอดตัวเองแน่นด้วยความกลัว

สงสัยงานนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่

หลังจากที่ถกเถียงและจัดสัมภาระของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามก็เตรียมเสื้อผ้าสบายๆ ก่อนจะพากันลงไปแช่บ่อน้ำร้อนกลางแจ้งของโรงแรม

 

ท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของมิลแลนท์และเพรทเซลที่ยังงงๆ กับสถานที่แปลกใหม่ ปูโร่และกิลลาทก็ถอดเสื้อผ้าตนเองออกจนร่อนจ้อน พวกเขาเดินไปนั่งอาบน้ำที่ขอบบ่ออย่างรู้งาน เมื่อถูสบู่สระผมจนสะอาดเรียบร้อยก็คว้าขันที่ทำจากไม้ขึ้นมาตักน้ำอุ่นๆ ชำระกายให้สะอาด จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเด็ดเดี่ยวท้าลมหนาวลงไปแช่น้ำในบ่ออย่างสบายใจเฉิบ

มิลแลนท์และเพรทเซลกุมขมับมองหน้ากันและกันอยู่นาน นอกจากกิลลาทกับปูโร่แล้วในบ่อมีเพียงแค่ผู้ชายแก่ๆ อยู่สองสามคนที่กำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ “เอาก็เอา…!แม้จะรู้สึกอายอยู่บ้างเพราะหุ่นของเขาช่างผอมบาง ไม่มีแม้แต่มัดกล้ามหรือซิกแพคดูดีเหมือนกิลลาท แต่เพรทเซลก็กัดฟันยอมปลดเสื้อผ้าออกทั้งหมดแล้วกระทำการเช่นเดียวกับปูโร่และกิลลาทเมื่อครู่ ด้วยความที่อากาศค่อนข้างหนาวจัดเด็กหนุ่มจึงรีบอาบน้ำด้วยความเร็วสูง หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาปิดๆ บังๆ บริเวณเอวอย่างหมิ่นเหม่ก่อนจะพุ่งตัวลงไปแช่ในอ่างเป็นคนที่สาม

“หนอยแหนะ…!” เจ้าชายมิลแลนท์กัดฟันกรอด ปกติยามอาศัยอยู่ในพระราชวังเขาเป็นคนหนึ่งที่ชอบอาบน้ำมากๆ แต่หลังจากที่ตัดสินใจออกเดินในวันนั้นก็ไม่ได้อาบน้ำอีกเลยนับสองอาทิตย์ แม้อากาศรอบกายจะหนาวจนเหงื่อไคลแทบไม่ออกก็ตามแต่ร่างกายเขาในยามนี้ก็โหยหาการอาบน้ำเป็นที่สุด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ต้องการอาบน้ำร่วมกับผู้อื่นในสถานที่เปิดโล่งเช่นนี้หรอก!

“ตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็อาบน้ำคนเดียวมาตลอดแล้วจู่ๆ จะให้ไปอาบน้ำกับเจ้าพวกบ้านั่น….!!

เจ้าชายหน้าหวานยกมือสองข้างขึ้นกุมขมับก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าข้ามประตูห้องเปลี่ยนชุดเข้าไปในอาณาเขตของบ่อน้ำกลางแจ้ง

“เจ้าใส่เสื้อผ้าเข้ามาแบบนั้นได้อย่างไร! ช่างนิสัยเสียไม่ให้เกียรติผู้อื่นเอาเสียเลย!

ลุงเหล่านั้นแหกปากตะโกนดังมาแต่ไกล หนำซ้ำยังทำหน้าตาจริงจังเสมือนมิลแลนท์ได้ไปเหยียบตาปลาของลุงแกเข้าให้ ด้วยความตกใจเจ้าชายหนุ่มจึงรีบกระเด้งตัวกลับเข้าไปให้ห้องแต่งตัวในบัดดล มิลแลนท์จิกทึ้งหัวตัวเองอย่างหงุดหงิดก่อนจะกลั้นใจปลดเสื้อผ้าแล้วกระทำการน่าอายที่สุดในชีวิตลงไป

ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าสักวันจะต้องมาแก้ผ้าอาบน้ำร่วมกับสามัญชนธรรมดา! แถมยังต้องมาอาบในสถานที่เปิดโล่งเช่นนี้อีก! ช่วยบอกเขาทีว่านี่มันเป็นหนทางสู่การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิตตรงไหนครับอาจารย์เออร์ริค!

 

หลังจากที่ทั้งสี่ได้แช่น้ำกันจนสมใจแล้ว พวกเขาก็ลงมาทานอาหารมื้อเย็นที่ห้องอาหารชั้นล่างสุดของโรงแรม ผู้คนมากมายต่างจับจองโต๊ะโดยรอบจนแน่นขนัด เมื่อพบว่าโต๊ะตรงกลางร้านเป็นเพียงโต๊ะเดียวที่ว่างอยู่พวกเขาทั้งสี่จึงเข้าไปนั่งและสั่งอาหาร เสียงพูดคุยกันเอิกเกริกดังมาจากทุกทิศทุกทาง ระหว่างที่พวกเขากำลังรอให้อาหารมาเสิร์ฟอยู่นั้น จู่ๆ เสียงโวยวายที่คุ้นหูก็ดังมาจากโต๊ะด้านหลัง!

“เฮ้ยน้อง! เอาเหล้ามาอีก!

ทันทีที่ทั้งสามหันหลังไปมองก็ต้องเบิกตากว้างพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ชายหนุ่มเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งรูปร่างสูงใหญ่เขวี้ยงแก้วเหล้าลงกับพื้นแบบไม่ได้สติจนลูกค้าทั้งร้านต่างหันไปมองเจ้าหัวขโมยนั่นเป็นตาเดียว

“แก!!” ปูโร่แผดเสียงพลางทุบโต๊ะอย่างเกรี้ยวกราดเช่นเดียวกับกิลลาทที่ไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกเสมือนทุกครั้งก่อนจะยกเก้าอี้ฟาดเจ้าหมอนั่นเหมือนไม่ใช่กิลลาทคนเดิม!

“ลุยมันเลยกิลลาท! ไม่รอช้าปูโร่รีบวิ่งตามเข้าไปสมทบ แขนป้อมสั้นคว้าส้อมจากมือชายแก่หนวดเฟิ้มโต๊ะข้างๆ ที่กำลังจะจิ้มสเต็กเนื้อเข้าปากมาเป็นอาวุธของตัวเองหน้าตาเฉย เมื่อได้โอกาสบุกเข้าประชิดตัวปูโร่ก็ง้างส้อมเตรียมจิ้มลงที่ศรีษะของอีกฝ่าย

“อย่าอยู่เลยแก!” ปูโร่แหกปากตะโกนเสียงสูงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะพุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูได้ ชายร่างยักษ์ผู้นั้นก็ล้มโต๊ะอาหารด้วยมือเปล่า ผลจากการกระทำของเขาทำให้ขวดเหล้าและเศษแก้วกระจายไปทั่วร้านพาลไปถึงลูกค้าคนอื่นต้องเดือดร้อนไปกันใหญ่

“ปูโร่!” เพรทเซลรีบวิ่งเข้าไปช่วยปูโร่ที่โหม่งหัวเข้าเต็มๆ กับโต๊ะอาหารจนหน้าผากปูดขึ้นมาเป็นลูกมะนาว

“หนอยแหนะไอ้เจ้าบ้า!!” มิลแลนท์ที่โกรธจนของขึ้นถีบเก้าอี้เสียมันกระเด็นไปชนเข้ากับชายวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายคนหนึ่งเข้า แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่รู้ว่าตนได้ทำอะไรลงไป เจ้าชายมิลแลนท์คว้าจานสเต็กของลุงหนวดเฟิ้มคนเดิมขึ้นมาถือเอาไว้ในมือก่อนจะปาอัดเข้าไปเต็มๆ ที่ร่างสูงกำยำนั่น! แต่แน่นอนว่าชายผู้นั้นสามารถเอี้ยวตัวหลบได้สบายๆ

“ไอ้หน้าหวานแกกล้าถีบเก้าอี้ใส่ฉันเรอะ!” ลุงหน้าตาเหมือนกันหมีป่าที่กำลังเมาได้ที่พุ่งตัวเข้าใส่มิลแลนท์อย่างหาเรื่อง แต่จู่ๆ ก็ต้องชะงักกลางอากาศเมื่อถูกขวดเหล้าที่ชายผิวสีน้ำผึ้งปามั่วๆ ซั่วๆ กระแทกเข้าที่ข้างหมับจนหัวเหวี่ยง

“แก! ลุงคนนั้นหัวขวับไปมองบุรุษผิวเข้มที่กำลังต่อสู้กับกิลลาทและปูโร่จนแยกไม่ออกว่ามือใครเป็นมือใคร เขาเลิกสนใจมิลแลนท์ก่อนจะหันไปกระชากมีดจากมือลุงหนวดเฟิ้มมากำเอาไว้ในมือ แล้วพุ่งกระโจนเข้าไปที่กลางวงต่อสู้

“เจ้าพวกบ้า! ทำแบบนี้มันมากเกินไปแล้วนะ!” ลุงหนวดเฟิ้มหมดความอดทนเขาทุบโต๊ะเสียงดังก่อนจะลุกเข้าไปตะลุมบอนด้วยอีกคน

“อย่าทะเลาะกันเลยนะฮะ!” เพรทเซลที่หวังจะเข้าไปห้ามกลับกลายเป็นถูกลูกหลง หมัดหนักๆ ของปูโร่ต่อยพลาดมาลงที่กลางลำตัวจนเด็กหนุ่มปลิวถลามาตกลงที่โต๊ะอาหารของป้าๆ ผู้กำลังเมาไม่ได้สติ เครื่องดื่มราคาแพงถูกกวาดให้ร่วงหล่นลงกับพื้นในพริบตา

“นนั่นมันเหล้าของฉัน!” พวกหล่อนกรี้ดเสียงดังแล้วหันมามองเด็กหนุ่มตาขวาง เพรทเซลรีบวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือจากมิลแลนท์แต่แทนที่เจ้าชายหนุ่มจะช่วยเคลียร์ดีดีเข้ากลับหันไปพูดกับพวกหล่อนด้วยน้ำเสียงกรรโชก

“อย่ามายืนเกะกะน่ะยัยป้าเครื่องสำอางหนาสิบชั้น!” มิลแลนท์เดินผ่านพวกหล่อนมาหน้าตาเฉยก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่ชายผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด

“กรี้ด!! กล้าพูดแบบนี้กับฉันเหรอยะ!” พวกเธอกรีดร้องด้วยกระบอกเสียงสิบแปดหลอดก่อนจะกระโดดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้

“อัดมันเลยกิลลาท! ต่อยมัน! อย่างนั้น!” ปูโร่ตะเบงเสียงเข้มก่อนจะหยิบส้อมแทงเข้าที่เป้าหมาย แต่ชายคนนั้นกลับกระโดดหลบได้ทันอย่างพริ้วไหวแล้วกลายเป็นว่าปูโร่แทงเข้าที่ผมทรงนกอีมูซึ่งถูกเซทมาอย่างดีของชายหน้าโฉดที่กำลังเดทกับแฟนสาวคนสวย “ขะขอโทษฮะ” ปูโร่รีบดึงส้อมกลับอย่างมีมารยาท แต่พระเจ้ากลับไม่เป็นใจเมื่อวิกผมทรงนกอีมูกลับหลุดติดส้อมมาด้วย!

“กรี้ดดดด!!” แฟนสาวกรีดร้องสุดเสียงเมื่อพบว่าแท้จริงแล้วสุดหล่อของตนเป็นคนหัวล้านมันแผลบชนิดที่เรียกได้ว่าไม่มีผมสักเส้น!

“คะคือผม”

“เราเลิกกันค่ะ!” หล่อนทนรับสภาพแท้จริงของแฟนตนไม่ได้จึงบอกเลิกเสียงแข็งแล้ววิ่งหนีออกจากโรงแรมไป

ชายผู้นั้นทุบโต๊ะดังสนั่นเสียจนจานข้าวลอยไปคนละทิศคนละทาง ก่อนจะหันไปมองปูโร่ตาขวาง “อย่าอยู่เลยเจ้าอ้วน!!

“กกิลลาทช่วยด้วย!!” ปูโร่หวีดร้องแล้วรีบวิ่งหนีกลับไปที่กลางวงต่อสู้ จากที่ตอนแรกเป็นการทะเลาะของพวกเขากับเจ้าหัวขโมยนั่นแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการตะลุมบอนที่คนทั้งห้องอาหารเข้ามาเอี่ยว มือใครต่อมือใครต่อยกันมั่วไปหมด ทั้งเมาทั้งโกรธสุดท้ายกลายเป็นการจลาจลที่เจ้าของร้านต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปทุกฝ่ายก็ต่างเหนื่อยล้าแล้วค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลงจนกลายเป็นหยุดหายใจหอบ

เมื่อทุกสิ่งตกอยู่ในความสงบปูโร่ก็พบว่าสิ่งที่ตนกำลังเอาส้อมจิ้มอยู่นั้นไม่ใช่ชายเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งแต่กลับกลายเป็นป้าเครื่องสำอางหนาสิบชั้นแทน! แก้มของปูโร่ถูกมิลแลนท์กระชากเสียเส้นใยอิลาสตินยึดจนแทบกลับทรงเดิมไม่ได้ เพรทเซลที่คอยห้ามทุกคนกลับกลายเป็นนอนสลบเท้งเต้งอยู่กลางวง ส่วนกิลลาทที่เป็นตัวต้นเริ่มบุกเข้าไปเผชิญหน้าไฉนเลยกลับมาสู้กับชายหัวโป๊งเหน่งอดีตหนุ่มสุดหล่อผู้มีผมทรงนกอีมูไปได้!

แล้วชายร่างใหญ่ผิวสีน้ำผึ้งคนนั้นหายไปไหนหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย!!

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังอึ้ง มึน งง กับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป จู่ๆ เจ้าของโรงแรมก็เดินตรงมาที่กิลลาทและปูโร่พร้อมบิลยาวเป็นหางว่าว “พวกนายต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดในวันนี้!!


 

 

 


 

 

 

 



จริงๆ อยากแต่งฉากอาบน้ำมากกว่านี้แต่กลัวจิไม่เหมาะสม 555555
แอร๊กก พักนี้เขียนนิยายหลายเรื่องพร้อมกัน มีคนทักมาว่าแนวเรื่องเปลี่ยน
หยงชอบติดอารมณ์มาจากอีกเรื่องทีเขียนอยู่ แย่จัง 555 พยายามปรับอยู่ 5555
ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ดำเนินเรื่องมาเกินครึ่งเล่ม 1 ละ 55555 (ทั้งที่ดูเหมือนไม่มีไรเลย)
อยากเขียนให้จบเล่มหนึ่งเร็วๆ จัง *w* งุ้งงิ้งงงง! <3


ปล. มีอะไรติโปรดแนะนำได้เลยนะคะ พร้อมนำไปปรับปรุง ขอบคุณค่ะ ^^




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #27 Sokenyo Chi-el (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 / 16:48
    55555 อยากบอกเหลือเกินว่าขำมากค่ะไรต์ ว่าแต่อยากให้มีตอนอาบน้ำเยอะกว่านี้เหมือนกันค่ะ (ว้าย เขิล) ถ้าเป็นไปได้ จะแต่งตอนพิเศษก็ได้น่ะค่ะ อยากอ่าน มานหน้าจะมีอะรัยที่ชวนขำ รีบมาอัพต่อน่ะค่ะ จะรอ
    #27
    0