THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 7 : ♣ CHAPTER 06 ♠ :: ลาก่อนเมลริงตัน ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ก.พ. 57





“น่าอร่อยจังเลยน่าอร่อยจังเยยย…!!” เสียงครวญครางไม่เป็นภาษาดังติดต่อกันอยู่พักใหญ่ ณ ร้านของหวานชื่อดังกลางมหานครหรูเมลริงตัน ในระหว่างที่ผู้คนมีฐานะกำลังลิ้มรสขนมหวานสีสดอย่างละเมียดละไมอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มผมแดงตัวเล็กคนหนึ่งทำตัวเป็นจิ้งจกแนบหน้าแปะมือลงบนกระจกบานใสจนแทบกลืนเป็นเนื้อเดียวกันอยู่รอมร่อ

“อย่างี่เง่าน่า! ไปกันได้แล้ว!” ปูโร่เอ็ดเสียงดุพลางออกแรงฉุดแขนเพรทเซลที่วิญญาณออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว

“เม็ดกลมๆ คล้ายเชอรี่ที่ราดบนเค้กนั่นน่าจะอร่อยงื่ออยากกินอ่ะอยากกิน…!!” เพรทเซลซู้ดน้ำลายที่ข้างปากพลางมองเด็กตัวเล็กหม่ำขนมด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยไม่วางตา ปูโร่ที่อยากกินไม่ต่างกันได้แต่หยิกแก้มตัวเองก่อนจะหันไปตบหัวร่างข้างๆ เพื่อเรียกสติ

“โอ๊ย!! นายตีฉันทำไมเนี่ย!” เพรทเซลที่ถูกตีจนหัวเหวี่ยงเงยหน้าขึ้นมองปูโร่ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างอย่างแตกตื่น ส่วนมือก็ได้แต่ลูบหัวตัวเองป้อยๆ ด้วยความเจ็บ

“ก็นายมัวแต่เพ้อเจ้ออยู่นั่นแหละ! ไปกันสักที!” พูดจบก็รีบบินตามกิลลาทที่เดินนำไปไกลแล้ว แม้ใจจริงเพรทเซลจะอยากกินขนมตรงหน้ามากแค่ไหนแต่เขาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนและวิ่งตามทั้งคู่ไปติดๆ

นี่คือมหานครเมลริงตัน เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรเฟราเนี่ยร์ที่ใครต่างก็ฝันใฝ่ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องมาเหยียบที่แห่งนี้ให้จงได้ ตึกรามบ้านช่องต่างทำจากอิฐเนื้อดีจนสูงเฉียดฟ้าเช่นกันแทบทุกหลัง สองข้างทางในยามนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่ต่างพากันออกมาจับจ่ายใช้สอยตามประสาคนมีเงิน แม้จะเป็นคนทั่วไปแต่ก็สวมเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บจากขนสัตว์ชั้นดีด้วยกันทั้งนั้น นอกจากท้องถนนดูจะไม่แตกต่างจากเวทีแคทวอล์คสักเท่าไหร่แล้วพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่เคยเห็นจนชินตาต่างก็ถูกแทนที่ด้วยร้านลวงสุดหรูผิดกับกลอรี่ฮิลล์ราวฟ้ากับเหว

“ฉันอยากกินเค้กเมื่อกี้จริงๆ นะ” เพรทเซลร้องโอดโอยพลางคิดถึงขนมเมื่อครู่ แต่หากให้พูดกันตามจริงไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารร้านไหนๆ ในย่านนี้ต่างก็ล่อตาล่อใจแมงเม่าหน้าตาซื่อบื้ออย่างเพรทเซลได้อยู่หมัดด้วยกันทั้งสิ้น

“ฉันก็อยากกินไม่ต่างกับนายหรอกน่า!! แต่ที่นี่มันเมลริงตัน! นายก็รู้นี่ว่าเค้กก้อนนั้นมันแพงกว่าสเต็กเนื้อกาลาปาโก้สุดพิเศษสำหรับสามคนในกลอรี่ฮิลล์ซะอีก!” ปูโร่บ่นยาวพลางกัดปากตัวเองอย่างกล้ำกลืนฝืนทน ก่อนหน้านี้เมื่อย่างเท้าเข้าเมลริงตันครั้งแรก พวกเขาได้หลงแสงสีของเมืองหลวงจนเผลอเสียเงินก้อนใหญ่ไปกับภัตรคารหรูแบบโง่ๆ จนเงินในกระเป๋ากิลลาทชักจะร่อยหรอลงเรื่อยๆ แล้ว

“ฮืออออ!” เพรทเซลได้แต่กัดฟันอย่างข่มใจเช่นกัน เมื่อกิลลาทเห็นอาการหิวโหยจนแทบจะลงแดงตายของทั้งคู่ก็ชักใจอ่อน

“พวกนายอยากกินก็ไปเถอะฉันยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง” ถ้อยคำนั้นทำเอาเพรทเซลและปูโร่เบิกตากว้างแทบถลน รอยยิ้มล่องลอยเหมือนหมีที่กำลังกลิ้งตัวไปมาบนผืนหญ้าในฤดูใบไม้ผลิปรากฎขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่ ในขณะที่เกือบจะถูกตัวตนด้านมืดเข้าครอบงำ นางฟ้าเพรทเซลและปูโร่ในชุดกระโปรงพริ้วสีขาวก็ผุดขึ้นในสมองพลางเรียกสติเฮือกสุดท้ายพวกเขาเอาไว้เสียก่อน

“ฉฉันไม่ได้อยากกินสักหน่อย!” ปูโร่คำรามเสียงดังไม่แน่ใจว่ากำลังบอกกิลลาทหรือบอกตนเองกันแน่  แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นเช่นนั้นผู้ถามจึงหันไปจ้องหน้าคู่กรณีอีกคนแทน

“ฉัฉันฉันก็ไม่อยากกิน…. แล้ว!!” และแล้วเพรทเซลก็เอาชนะใจตัวเองได้สำเร็จ เหมือนระดับความอดทนของเขาได้พุ่งปี๊ดจนเลเวลอัพไปหลายขั้น เวลานี้คงเรียกได้ว่าต่อให้กัดลิ้นตัวเองจนขาดเป็นสองท่อนก็คงไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป!?

กิลลาทหันมาขมวดคิ้วใส่เขาราวกับกำลังถามย้ำอีกครั้ง ซึ่งเพรทเซลก็ได้แต่พยักหน้าขึ้นลงจนแทบกลายร่างเป็นชาวร็อค ใจจริงเขาคงอยากสะบัดหัวแรงๆ ให้ภาพขนมที่ติดตาเมื่อครู่หายไปจากสมองเสียมากกว่า!

เมื่อทุกฝ่ายได้ลงมติเป็นที่เรียบร้อยทั้งสามจึงพาร่างของตัวเองเดินทางออกจากเมลริงตันมหานครแห่งความฟุ้งเฟ้อด้วยใจที่ห่อเหี่ยวของเพรทเซลและร่างกายที่เจ็บปวดจากการอดขนมของปูโร่

 

หนทางสู่ที่พักของหญิงลึกลับยังอีกยาวไกลนักเกาะลับแลที่เทเรียสอาศัยอยู่ต้องเดินเรือออกจากเมืองท่าแม็คเบย์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหานครเมลริงตันที่พวกเขาทั้งสี่กำลังยืนอยู่ถ้าดูจากแผนที่กว่าจะถึงที่หมายคงต้องใช้เวลาอีกร่วมเดือนเลยทีเดียว

ระหว่างการเดินทางในป่าเพรทเซลได้แต่มองวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยเปื่อย ลมหนาวที่กระทบผิวกายทำให้สมองเขาขาวโพลนจนลืมเรื่องที่อยากไปหมดสิ้น เด็กหนุ่มซุกมือเย็นเฉียบทั้งสองข้างเข้าไปในเสื้อพลางสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อเรียกสติ  แต่แล้วจู่ๆ เพรทเซลก็นึกเรื่องที่เขาค้างคาใจอยู่พักใหญ่ขึ้นมาได้ “จริงสิปูโร่ ฉันว่าจะถามนายตั้งนานแล้ว ตกลงไพ่มันใช้ยังไงกันแน่”

“ไพ่น่ะเหรอ” ปูโร่กอดอกขมวดคิ้วตึง

“อื้อ! ทำไมตอนที่ฉันโยนไพ่ใส่การ์แบทไม่เห็นมันจะทำอะไรได้เลย!” ยิ่งคิดถึงการต่อสู้ครั้งนั้นเด็กหนุ่มก็ยิ่งเจ็บใจ เขาอุส่าห์มั่นใจเต็มเปี่ยมแต่สุดท้ายไพ่ของเขากลับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง!

“การสื่อสารกับไพ่น่ะมันต้องใช้สมาธิเพ่งจิต! จู่ๆ นายก็โยนไพ่อย่างนั้นจะสามารถรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับไพ่ได้ยังไงล่ะ!” ปูโร่ดุเสียงแหลมจนเพรทเซลหน้าเหวอไปชั่วครู่ เขาได้แต่พยักหน้าสำนึกผิดต่อบาปที่ได้กระทำไป

“แสดงว่าถ้าจะใช้ไพ่ฉันต้องมีจิตเป็นหนึ่งเดียวกับไพ่สินะว่าแต่แล้วทำไมไพ่ฉันไม่เห็นจะโจมตีได้เหมือนของกิลลาทเลยล่ะ!

“ฉันก็บอกไปแล้วไงว่าไพ่แต่ล่ะใบมันมีความสามารถต่างกัน! The Sun น่ะโจมตีไม่ได้หร๊อก!! ปูโร่เอ่ยเสียงสูงแสดงท่าทางมั่นอกมั่นใจทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้รู้ดีสักเท่าไหร่

“ขขี้โกง!” เพรทเซลบ่นอิดออดแต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบใจ

The Sun น่ะเหมาะกับนายที่สุดแล้ว!” ปูโร่ตบไหล่เด็กหนุ่มสองสามทีราวกับให้กำลังใจ

“งั้นฉันถามนายอีกข้อ ตกลงแล้วไพ่มันหายังไงกันแน่ ทำไมอยู่เฉยๆ ฉันกับกิลลาทก็มีไพ่ล่ะ? ” คำถามของเจ้าเด็กช่างสงสัยเล่นเอาปูโร่อ้าปากพะงาบๆ ไปพักใหญ่ เขาได้แต่เกาหัวจนหนังศรีษะแทบถลอก ยิ่งเห็นพรทเซลจ้องหน้าแบบรอคำตอบยิ่งทำให้ปูโร่รู้สึกกดดันเข้าไปใหญ่

“ไพ่น่ะคือทุกสิ่งเหมือนที่ฉันได้บอกนายไปแล้วในตอนแรก! ส่วนที่อยู่เฉยๆ ก็ได้ไพ่นั่นเป็นเพราะ

“เพราะ

“เพราะไพ่เลือกพวกนายยังไงเล่า!!” ปูโร่พูดขึ้นมาเสียงหนักแน่น

“อ๋ออย่างนั้นนั่นเอง”เมื่อเห็นเพรทเซลพยักหน้าฟังอย่างว่าง่ายปูโร่ก็หลุดถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะกอดอกเชิดหน้าแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“หึ….ในที่สุดนายก็เข้าใจอะไรมากข…!” แต่ยังไม่ทันที่ปูโร่จะพูดได้จบประโยค จู่ๆ เพรทเซลก็สวนขึ้นเสียงดัง

“เชื่อนายฉันก็บ้าแล้ว!!” ดูเหมือนคำตอบแบบกำปั้นทุบดินไม่สามารถหลอกเด็กหนุ่มได้อีกต่อไป เจ้ามังกรตัวแสบจิ๊ปากอย่างขัดใจพลางกัดฟันกรอดแล้วบ่นพึมพำเสียงต่ำ “หนอยเจ้าเด็กบ้า!

“นายนี่ขี้โม้จริงๆ เลยนะเจ้ามังกรจอมหลอกลวง!” เพรทเซลสะบัดมือไปมาพลางทำหน้ากวนประสาทคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเจ้ามังกรอ้วนกลมไม่มีผิด ผลทั้งหมดอาจจะเป็นเพราะอยู่กับปูโร่นานเกินจนติดเชื้อบ้ามาก็เป็นได้!

“หนอยชักจะปากดีไปแล้วนะเจ้าเปี๊ยก!!” ปูโร่คำรามเสียงต่ำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะบินโฉบเข้าใส่เด็กหนุ่มอย่างว่องไว แม้อีกฝ่ายจะพยายามวิ่งหนีแต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นกรงเล็บป้อมสั้นคู่นั้นได้ วินาทีที่ปูโร่จิกทึ้งปอยผมสีแดงอยู่นั้นเพรทเซลได้แต่บอกตัวเองว่าเขาจะไม่มีวันยอมเจ้ามังกรขี้โม้ตัวนี้อีกต่อไป!

“ฉันไม่มีวันยอมนายหรอกเจ้ามังกรอ้วน!!” แต่นั่นก็เป็นได้แค่ความคิดลมๆ แล้งๆ เพราะต่อให้สวนกลับสักกี่ครั้งปูโร่ก็สามารถป้องกันการโจมตีของเขาได้ทั้งหมด!! ใบหน้าเจ้าเล่ห์หัวเราะเสียงสูงในขณะที่ปูโร่สามารถรับหมัดของเพรทเซลได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว!! และแล้วบทสรุปของการตะลุมบอมจนฝุ่นตลบก็ปรากฏ ผู้ชนะกางปีกโบยบินไปรอบๆ ร่างที่นอนเท้งเต้งก่อนที่ปูโร่จะเทียบตัวลงกับพื้น ลูบหัวเด็กหนุ่มสองสามทีแล้วหลุดหัวเราะร่า “เพรทเซล! นายนี่มันอ่อนหัดนัก!!

 

หลังจากที่การต่อสู้ของเด็กน้อยทั้งสอง(?)ได้ผ่านพ้นไปพวกเขาจึงเริ่มออกเดินทางกันต่อ  เมื่อพ้นเขตชานเมืองเมลริงตันมาระยะหนึ่งสองข้างทางก็กลับกลายเป็นป่าที่มีต้นไม้สูงชันคล้ายต้นสนอยู่เต็มไปหมด ลักษณะป่าในเขตหนาวเย็นเช่นนี้กลายเป็นเรื่องชินตาของพวกเขาไปเสียแล้วเพราะตั้งแต่ออกเดินทางจากกลอรี่ฮิลล์บ้านเกิดของกิลลาทก็เจอแต่ป่าแบบนี้มาโดยตลอดร่วมสามสัปดาห์

เวลาที่ร่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมงเป็นผลให้แสงอาทิตย์เริ่มเบาบางลงเล็กน้อย กิลลาทที่เดินนำมาครู่ใหญ่หยุดนิ่งพลางกวาดสายตามองไปรอบตัว

จากป่าสนหนาแน่นกลับกลายเป็นพื้นที่โล่งที่มีเพียงทุ่งหญ้าเตี้ยๆ สีเขียวเข้ม ส่วนถัดออกไปไม่กี่เมตรก็มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านพอดิบพอดี เมื่อเห็นว่าได้ที่พักอันสมควรแล้วกิลลาทจึงหันไปพูดกับทั้งคู่

“พวกนายตั้งแคมป์กันตรงนี้” กิลลาทวางสัมภาระทั้งหมดกว่าสามกระเป๋าของตนลงกับพื้นแล้วจึงหักนิ้วแก้เมื่อย เขาหันไปมองแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกลนักก่อนจะล้วงมือไปลื้อของในย่ามใบโตอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงคว้าฉมวกคู่ใจขึ้นมาถือเอาไว้

ชายหนุ่มถอดชุดเกราะและเสื้อคลุมขนสัตว์ออกจนเหลือแค่เสื้อบางๆ สีดำและกางเกงขาสั้นธรรมดา แม้จะเป็นภาพที่พวกเพรทเซลเห็นอยู่บ่อยครั้งจนชินตา แต่สำหรับวันที่อากาศหนาวจัดกว่าวันที่ผ่านๆ เช่นวันนี้น่ะจะดีเหรอ

ต่อให้เป็นหมีขาวก็เถอะถ้ากระโดดลงไปในน้ำตอนนี้มีหวังได้แข็งตายแน่!

“เดี๋ยวฉันมา” กิลลาทหันมาเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย ปูโร่พยักหน้าตอบรับแบบไม่ได้ติดใจอะไร คงจะมีแค่เพรทเซลคนเดียวที่รู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์เช่นนี้

“กิลลาทฉันว่าเราหาผลไม้แถวนี้กินก็ได้มั้งหนาวขนาดนี้จับปลาไม่ไหวหรอก” ควันสีขาวหลุดออกมาจากปากตลอดทุกพยางค์ที่เขาเอ่ย เพรทเซลล้วงมือที่เย็นจัดจนแทบแข็งเข้าไปซุกในเสื้อ แววตาคู่นั้นดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

กิลลาทไม่ตอบอะไร เขาแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเงินนั่นเรียบเฉยจนเพรทเซลเผลอประหม่า

“คคือฉันไม่ได้บอกว่านายไม่เก่งนะแต่ฉันแค่คิดว่ามันอันตรายเกินไ” ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะพูดได้จบประโยค มือใหญ่ก็วางลงบนหัวเขาเบาๆ เพรทเซลอึ้งไปเล็กน้อยพลางกลอกตามองกิลลาทปลิบๆ เป็นอีกครั้งที่ริมฝีปากหยักได้รูปไม่เอ่ยอะไรกลับมา เขาแค่คลี่ยิ้มจางๆ แล้วขยี้เรือนผมสีแดงนั่นอย่างอ่อนโยน

เพราะใครคนนั้นไม่ค่อยพูดเพรทเซลจึงไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วกิลลาทกำลังสื่ออะไร แต่ท่าทางของเขาทำให้เด็กหนุ่มมั่นใจได้ว่าคนที่แข็งแกร่งและอบอุ่นแบบนั้นน่ะจะต้องไม่ตกอยู่ในอันตรายแน่

จากนั้นไม่นานร่างสูงใหญ่ก็ละมือจากศรีษะของเพรทเซลแล้วกระโดดลงน้ำไปอย่างดุเดือด

เมื่อที่พักเหลือเพียงแค่คู่หูคู่ป่วนภารกิจกางเต็นท์จึงเริ่มต้นขึ้น แม้ระหว่างนั้นจะดูทุรักทุเรไปบ้างก็ตาม แต่ในที่สุดเต็นท์ของพวกเขาก็กางสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย

“แหม! ฉันนี่เก่งจริงๆ เลย!” ปูโร่กอดอกมองเต็นท์ที่กางด้วยสองมือของตนอย่างภาคภูมิใจ

“จริงด้วยแฮะว่าแต่ปูโร่! นายเป็นมังกรไฟนายก็น่าจะพ่นไฟได้สิจริงไหม? ” เพรทเซลพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อหาหนทางจุดไฟ หน้าตาของเด็กหนุ่มในยามนี้ซีดเซียวไม่สู้ดีนัก ยิ่งลมหนาวปะทะผิวกายมากเท่าไหร่ยิ่งสร้างความทรมานให้เขามากขึ้นเป็นเท่าตัว ขืนเอาแต่รอกิลลาทโดยที่ไม่ทำอะไรเลยมีหวังได้แข็งตายกันพอดี!

“แน่นอน!” ปูโร่ตอบเสียงแหลมพลางคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันคู่คมเรียงตัวสวย เจ้ามังกรอ้วนกลมเดินมาหยุดตรงหน้าเพรทเซลด้วยท่าทีที่มาดมั่น ร่างป้อมๆ ก้มตัวลงไปกวาดเศษหญ้าแห้งให้สุมรวมกันเป็นกองสูง นิ้วสั้นๆ ปัดเศษดินที่ติดมือออกก่อนที่เขาจะตบพุงตัวเองสองสามทีเพื่อเบ่งพลัง

ปู๊ดดดดดดดดดด!!

เพรทเซลอ้าปากค้างมองไฟสีส้มที่พ่นออกมาจากปากมังกรเพลิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาร์คาน่า เจ้าของริมฝีปากกว้างพยายามเค้นไฟทั้งหมดทั้งมวลออกมาจนตัวโก่ง แต่สิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มเห็นนั่นคือเปลวเพลิงที่มีขนาดไม่ต่างอะไรกับไม้ขีดไฟหนึ่งก้าน แน่นอนว่าพลังของปูโร่ไม่สามารถจุดไฟให้ติดได้!!

“นนี่นายพ่นไฟได้แค่นี้เองเหรอ!!  ” เพรทเซลอ้าปากค้างไม่เชื่อสายตาตัวเองพลางเขย่าไหล่ปูโร่เหมือนคนจิตหลุด แต่เจ้ามังกรตัวแสบกลับสะบัดเด็กหนุ่มออกอย่างไม่ยี่หระ เขาก้มตัวลงไปรวบรวมเศษหญ้าแห้งอีกครั้งก่อนจะตบกองเชื้อเพลิงนั่นแรงๆ เหมือนเด็กเล่นก่อปราสาททรายไม่มีผิด

ปู๊ดดดดดดดดดด!!

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างอะไรจากเดิม เพรทเซลได้แต่มองปูโร่ตาละห้อย

เห็นทีว่าจะต้องทนหนาวไปจนกว่ากิลลาทจะกลับมาแล้วล่ะมั้ง

“ฉันรู้แล้ว!!” จู่ๆ ปูโร่ก็ตะโกนขึ้น  เสียงแหลมนั่นเรียกสติเพรทเซลที่กำลังนั่งพิงปูโร่ตาปรือกึ่งจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ให้หันมามองหน้าเจ้าตัวแสบแบบสิ้นหวัง

“สงสัยเศษหญ้าแค่นี้จะไม่พอนายน่ะไปเก็บกิ่งไม้แห้งๆ มาเพิ่มซิ!!” ปูโร่ชี้นิ้วสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เพรทเซลผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้แต่ส่ายหน้าระรัวเป็นการปฏิเสธ

“อย่ามัวแต่ขี้เกียจน่า ไปเก็บกิ่งไม้แห้งมาซะเจ้าหนู!!” ไม่พูดเปล่ายังหันมาดันไหล่ทำหน้าตาดุร้ายข่มขวัญคู่ต่อสู้อีก

“ก็ฉันหนาวนี่! ขอนอนอยู่ตรงนี้ไม่ได้เหรอ!” เพรทเซลเอ่ยอิดออดพลางทำตาเป็นประกายปิ๊งๆ หวังว่าปูโร่จะเห็นใจแต่ไม่เลย!

“ทำตัวแบบนี้นายไม่อยากกลับบ้านรึไง!” ปูโร่เอ่ยเจ้าเล่ห์พลางปรายตามองเด็กหนุ่มราวกับผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า

“หนอยฝากไว้ก่อนเถอะ!!

ในที่สุดเพรทเซลผู้พ่ายแพ้ก็ต้องจำยอมไปเก็บฟืน ระหว่างทางเขาได้แต่ก่นด่าเจ้ามังกรปีศาจไม่ขาดสาย ตามจริงเขาคิดว่าสาเหตุที่จุดไฟไม่ติดไม่ใช่เพราะเชื้อเพลิงไม่พอแต่ทั้งหมดเป็นเพราะปูโร่ไร้สมรรถภาพเองมากกว่า!

พลันกวาดสายตาไปเห็นกิ่งไม้แห้งขนาดพอดีมืออยู่ตรงหน้าไกลลิบๆ เพรทเซลจึงรีบวิ่งตรงเข้าไปหยิบ และในระหว่างที่เขากำลังรวบรวมเชื้อเพลิงอย่างขมักเขม้นอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากสถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่ มือทั้งสองข้างเผลอกำกิ่งไม้แน่นพลางขมวดคิ้วตึงอย่างใช้ความคิดแต่แล้วเสียงปริศนานั่นก็ดังขึ้นอีกครั้ง!  

โคร่มมม!!

เด็กหนุ่มเผลอสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ เขารีบย่องเข้าไปใกล้ต้นตอของเสียง มองซ้ายมองขวาอยู่สักพัก เมื่อเห็นพุ่มไม้ขนาดพอเหมาะจึงวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังแล้วแอบชะโงกหน้าดูเงียบๆ

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎทำเอาเขาเบิกตากว้างอย่างตกใจ ชายหนุ่มผู้มีร่างกายสบักสบอมจนน่าเป็นห่วงกำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตประหลาดรูปร่างคล้ายหนอนตัวสีฟ้าไม่พอยังมีหนวดสีขาวเหมือนผู้พันแซนเดอร์สหน้าร้านไก่ทอด KFC อีกต่างหาก!! นอกจากขนาดตัวใหญ่จะใกล้เคียงกับปูโร่แล้วพวกมันยังมีกันถึงสามตัว!!

เอาไงดี!

เพรทเซลพึมพำอย่างชั่งใจ เขาปาดเหงื่อที่ข้างขมับออกช้าๆ พลางมองปฏิกิริยาทั้งสองฝ่ายไม่วางตา

จู่ๆ เจ้าหนอนยักษ์ตัวหนึ่งก็พ่นใยสีขาวใส่เจ้าของเรือนผมสีพีช แม้ท่าทางของคู่ต่อสู้จะดูฉกาจไปมากแต่ชายหนุ่มคนนั้นก็ชักดาบออกมาตัดใยไหมอย่างรวดเร็วจนมันขาดออกเป็นสองท่อน นัยน์ตาสีม่วงจ้องปีศาจหนอนตาเขม็งก่อนที่เขาจะคว้ามีดพกอีกสามเล่มออกมาจากเสื้อคลุมขนสัตว์สีน้ำเงินอมฟ้า ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมากจนมองตามแทบไม่ทัน

ปัก ปัก ปัก !!!

มีดพกด้ามทองที่ผ่านการเล็งอย่างช่ำชองปักลงกับต้นไม้โดยไม่แม้แต่จะเฉียดขนเจ้าหนอนอ้วนกลมทั้งสามเลยแม้แต่น้อย!!

ไม่จริงน่าพริ้วไหวราวกับสายลม…!!!

ผู้สังเกตการณ์ได้แต่เบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึงไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหนอนนุ่มนิ่มพวกนั้นจะสามารถหลบการโจมตีได้สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้!!

ดูจากลักษณะการเคลื่อนตัวของมันแล้วน่าจะเอ๊ะไม่ใช่!!

เจ้าหนอนพวกนั้นไม่ได้เขยื้อนกายไปไหนเลย!! มันแค่ขดตัวอยู่เฉยๆ!! แต่ชายผู้นี้ปาไม่โดนพวกมันเองต่างหาก!!

ชายหนุ่มผมสีพีชถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มขนสีขาวก้อนกลมด้วยแววตาอำมหิต

“ตายซะเถอะ!!” ชายผู้นั้นชักดาบสีเงินออกมาจากข้างเอว เขาวิ่งเข้าใส่เจ้าหนอนสีฟ้าด้วยแววตามุ่งมั่น แต่ว่า

มวบ!!

ห๊ะเป็นอีกครั้งที่เพรทเซลเบิกตากว้างจนแทบถลน เจ้าหนอนพวกนั้นไม่เขยื้อนกายหลบแต่อย่างใด! มันแค่ยื่นพุงนุ่มนิ่มไปด้านหน้าแล้วใช้หน้าท้องแอทแทค!! ไม่น่าเชื่อว่าใช้แค่พุงบั๊มธรรมดาๆ จะทำให้ร่างผอมแห้งนั่นกระเด็นไปไกลจนมองตามแทบไม่ทัน

เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผมสีพีชไร้ทางสู้เจ้าหนอนชั่วร้ายทั้งสามก็คลานกระดึ๊บเข้าไปใกล้ ท่าทางอันตรายแบบนั้นทำเอาเพรทเซลกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขากำมือแน่นเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนจะกระโจนออกไปเหมือนคนบ้า

“หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าหนอนยักษ์!!

เพรทเซลชี้หน้าด่าจนเจ้าพวกนั้นหันขวับมาจ้องเขาเป็นตาเดียว ใบหน้าถมึงทึงนั่นทำเอาเพรทเซลใจกระตุกวาบไปชั่วครู่ แต่แล้วเขาก็ทำใจดีสู้เสือวิ่งถลาตัวเข้าใส่เจ้าพวกนั้นแบบไม่คิดชีวิต!

ปึ่ง!!

ยังไม่ทันที่เพรทเซลจะได้แสดงสปิริตในการต่อสู้ ชายคนนั้นก็ใช้ดาบยันตัวเองให้ลุกขึ้นก่อนจะฟาดฟันเข้าเต็มๆ ที่กลางหัวจนเหม่งเจ้าหนอนยักษ์ปูดขึ้นมาเด่นหรา แม้จะเป็นแค่รอยฟกช้ำระดับอนุบาลแย่งขนมกันต่ก็เรียกเสียงร้องโหยหวนจากหนึ่งในนั้นได้เป็นอย่างดี เมื่อเจ้าหนอนหัวโจกคลานกระดึ๊บหนีเพื่อนอีกสองตัวของมันจึงรีบพากันอันตรธานหายไปด้วย

ฟุบ!!

จู่ๆ ร่างที่สบักสบอมนั่นก็หมดสติล้มลงกองกับพื้น เพรทเซลรีบวิ่งเข้าไปพยุงเขาให้ลุกขึ้น แต่ไม่ว่าจะเอ่ยเรียกสักกี่ครั้งชายคนนั้นก็ไม่ฟื้นเสียทีเนื่องจากภายนอกมีเพียงแค่แผลฟกช้ำกับเนื้อตัวที่เปื้อนไปด้วยคลาบดิน จึงพอเดาได้ว่าที่ไม่รู้สึกตัวน่าจะเป็นเพราะเหนื่อยเกินไปมากกว่า

เพรทเซลมองหน้าชายคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยุงร่างที่หมดสติไปยังที่พักของตน

 

“เพรทเซลหายไปนานจัง

ปูโร่บ่นกระปอดกระแปดด้วยใบหน้าติดจะเป็นกังวลไม่น้อย แต่กระนั้นมือทั้งสองข้างก็ยังปฏิบัติหน้าที่พลิกปลาให้สุกทั่วถึงทั้งสองด้านอย่างมีไม่ขาดตกบกพร่อง เจ้ามังกรตัวแสบเกาหัวพลางมองปลาย่างตาปลิบๆ

“ว่าแต่ปลานี่ตัวใหญ่ดีจังนะกิลลาท” ปูโร่หันไปเอ่ยกับเจ้าของนัยน์ตาสีเงิน ซึ่งกิลลาทก็พยักหน้านิ่งๆ ตอบกลับมา แม้จะพยายามพูดเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนประเด็นแต่ปูโร่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ลึกๆ

เจ้ามังกรน้อยถอนหายใจยาวเหยียดพลางทอดสายตามองออกไปไกลลิบๆ ส่วนปากก็พร่ำบ่นถึงเจ้าเด็กผมแดงไม่ขาดสาย แต่แล้วระหว่างที่เขากำลังปิ้งปลาด้วยใจที่ว้าวุ่นอยู่นั้นก็พบเงาตะคลุ่มของใครบางคนที่คุ้นตา

“พ เพรทเซล นั่นนายพาใครมาด้วยเนี่ย!!

แม้ชายผู้นั้นจะสูงกว่าเพรทเซลเกือบสิบเซนติเมตร แต่เขาก็พาร่างที่หมดสตินั่นมายังที่หมายได้อย่างปลอดภัย เด็กหนุ่มวางเจ้าของเรือนผมสีพีชให้นอนลงกับพื้นในท่าสบาย หวังว่ากองไฟอุ่นๆ นี่จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

กิลลาทยื่นปลาให้เพรทเซลซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้าขอบคุณก่อนจะนั่งลงข้างๆ แม้กิลลาทจะไม่พูดอะไรแต่เขาก็พอจะดูออกว่าเจ้าของใบหน้าคมกำลังถามเขาอยู่กรายๆ

“เขาถูกสัตว์ประหลาดทำร้ายจนหมดสติไปน่ะ

กิลลาทไม่เอ่ยอะไรตอบกลับมา มีเพียงเจ้ามังกรตัวแสบเท่านั้นที่ดูจะสนใจผู้มาใหม่เป็นพิเศษ “ดูๆ ไปเจ้าหมอนี่” จู่ๆ ปูโร่ก็วางซากปลาที่หวงนักหวงหนาลงกับพื้นก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าร่างที่ยังไม่ได้สติ

ปูโร่ก้มหน้าเข้าใกล้ชายคนนั้นพลางจับพลิกซ้ายทีขวาทีอย่างใคร่รู้ นิ้วสั้นๆ เชยคางมนให้หันมาตรงหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เจ้าหมอนี่ไม่มีเพื่อนมาด้วยเหรอ”

“ไม่นะฉันเห็นเขาสู้กับสัตว์ประหลาดอยู่คนเดียว” เพรทเซลทำหน้านึกย้อนเหตุการณ์

“อย่างนั้นเองหรอ” ปูโร่ตีหน้าเข้มพลางหันกลับมาจ้องชายคนนั้นด้วยสายตาที่ยากเกินกว่าจะคาดเดา

ท่ามกลางความเงียบงันปนสงสัยของเพรทเซลและกิลลาท จู่ๆ ปูโร่ก็เอี้ยวตัวไปควานหาอะไรบางอย่างภายใต้เสื้อคลุมเนื้อดี มือป้อมลูบๆ คลำๆ จนร่างนั้นแทบสึก จากนั้นไม่นานปูโร่ก็ถอนมือออกโดยมีบางสิ่งติดมือขึ้นมาด้วย

เจ้ามังกรตัวแสบตีหน้านิ่งพลางแกะถุงที่ทำจากผ้าเนื้อดีเงียบๆ ปูโร่ล้วงมือลงไปควาญอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะกำบางสิ่งบางอย่างที่อัดแน่นจนล้นมือออกมา เหรียญทองซึ่งเป็นหน่วยเงินที่ใหญ่ที่สุดในอาคาน่าเปล่งแสงระยิบระยับจนเพรทเซลเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง

ปูโร่ผู้สุขุมไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ เขาแค่ยัดเงินก้อนนั้นเก็บเข้าไปในถุงก่อนจะมัดเชือกปิดปากถุงให้มิดชิดอย่างช่ำชองจนมองตามแทบไม่ทัน

“กิลลาทเก็บของคืนนี้เราจะไปนอนในเมลริงตันกัน!

“หา!!” เพรทเซลอ้าปากค้างเมื่อจู่ๆ เจ้ามังกรตัวแสบก็กระทำการไร้เกียรติโดยเอาเงินถุงนั้นมาคล้องคอตัวเองน่าตาเฉย!

“งงอะไรของนาย! เร็วเข้า! โรงแรมหรูพร้อมอาหารรสเลิศในเมลริงตันกำลังรอเราอยู่!!” ปูโร่ปาดน้ำลายที่ข้างปากพลางทำหน้าตาขึงขัง

“พูดอะไรของนาย!! กิลลาทดูปูโร่!!…   กิลลาท!!!!” เพรทเซลตะโกนดังลั่นจนขากรรไกรแทบค้าง! แทนที่กิลลาทผู้เคร่งขรึมจะช่วยเขาดุปูโร่ที่ไหนได้เจ้าของใบหน้าหล่อจัดกลับแพ็คกระเป๋าของตัวเองเสร็จเรียบร้อยทั้งสามใบแบบไม่มีปีมีขลุ่ย!!

กิลลาทตีหน้านิ่งไม่พอยังจะมาพยักหน้าเป็นเชิงเร่งให้เขาไปเก็บกระเป๋าอีกแหนะ!

“พพวกนายคิดบ้าอะไรกันอยู่!! จู่ๆ เพรทเซลก็ถูกพลังแห่งแสงสว่างเข้าครอบงำฉับพลัน!!? เด็กหนุ่มเดินไปหยุดตรงหน้าปูโร่ก่อนจะฟาดเข้าเต็มๆ ที่กลางหลังจนปูโร่ถึงกับเข่าอ่อน เขากระชากถุงเงินที่ปูโร่ถือวิสาสะนำมาห้อยคอตัวเองออก แต่ยังไม่ทันจะได้คืนให้เจ้าของใครคนนั้นก็รู้สึกตัวขึ้นเสียก่อน

“โหวกเหวกโวยวายอะไรอยู่ได้! น่ารำคาญชะมัด!! ใบหน้าหวานหันมาขมวดคิ้วมองพวกเขาแบบไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่

“นั่นมันของฉันนี่!... หรือว่าพวกนายจะเป็นโจร!!

“เฮ้ย! ไม่ใช่สักหน่อย!” เพรทเซลรีบส่งถุงเงินคืนให้ชายคนนั้นแทบไม่ทัน ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์มองหน้าเพรทเซลสลับกับกิลลาทแบบไม่ค่อยไว้ใจเท่าที่ควร

“ฉันต่างหากที่ต้องถามนายว่าเป็นโจรรึเปล่า!! ทำไมถึงได้มีเงินเยอะแยะขนาดนั้น!!” ปูโร่ชี้นิ้วไปที่มิลแลนท์อย่างคาดโทษ แต่แล้วเมื่อนัยน์ตาสีม่วงปรายมองผู้พูดเขาก็เบิกตากว้างราวกับเห็นผี!!

“มมังกรพูดได้!!

“แล้วมันแปลกตรงไหน! “ ปูโร่สะบัดเสียงหงุดหงิดพลางเดินเข้าไปใกล้ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

“ก็แปลกทุกอย่างแหละเจ้าทึ่ม!!

“ยอย่าทะเลาะกัน!!” เพรทเซลรีบวิ่งเข้าไปห้ามทัพ เด็กหนุ่มรู้ดีว่าปูโร่ยิ่งเป็นมังกรอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ด้วย ขืนปล่อยให้ทะเลาะกันมีหวังชายคนนี้ต้องโดนปูโร่กัดจนหูแหว่ง(?)แน่

“ชิร์!” จู่ๆ ทั้งคู่ก็สบถออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“ฉันจะถามนายอีกที! ตกลงแล้วนายไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน!! นายน่ะเป็นโจรใช่ไหม!” ปูโร่ชี้หน้าชายผู้นั้นเป็นครั้งที่สอง

“ฉันจะเอาเงินมาจากไหนมันก็เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับนาย!

“ไม่เกี่ยวได้ไงในเมื่อพวกฉันเป็นคนช่วยชีวิตนายเอาไว้!” ปูโร่เถียงคอเป็นเอ็นพลางจ้องหน้าคู่ต่อสู้ตาเขม็ง

“ฉันว่าเขาคงไม่ใช่โจรหรอกดูจากการแต่งตัวกับหน้าตาผิวพรรณแล้ว” เพรทเซลเอามือจับคางตัวเองอย่างใช้ความคิด ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่เพรทเซลจะชี้หน้าชายผู้นั้นอย่างมั่นใจ

“นายน่ะเป็นลูกชายมหาเศรษฐีใช่ไหม!” มิลแลนท์สะดุ้งโหยงอย่างตกใจ เขาส่ายหน้าไปมาเร็วๆ เป็นเชิงปฏิเสธจนหัวแทบหลุดจากบ่า

“ฉันรู้แล้วนายน่ะ” จู่ๆ กิลลาทที่เงียบมานานก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเข้มสะกดทุกสรรพสิ่งให้หยุดชะงักและหันมารอฟังคำพูดนั้นใจจดใจจ่อ

“ถูกรางวัลที่หนึ่งมาใช่ไหม!!

หะ…!!? ปูโร่และเพรทเซลอ้าปากค้างพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แค่ฟังเฉยๆ ก็อยากจะกระโดดโหม่งก้อนหินให้แหลกเป็นเสี่ยงๆ สักทีสองที!! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ากิลลาทผู้เคร่งขรึมจะมีความคิดที่ล้ำมนุษย์ไปไกลหลายปีแสงขนาดนี้!!

“ช… .ใช่!! ใช่แล้วล่ะ!! ฉันถูกรางวัลมาน่ะ!!” มิลแลนท์หัวเราะแห้งๆ พลางพยักหน้าเออออกับคำตอบของชายร่างสูง

“เห็นไหมฉันทายถูก…!!” เจ้าของนัยน์ตาสีเงินคลี่ยิ้มที่มุมปากด้วยความภาคภูมิใจ

“นายแน่ใจนะ!” ปูโร่ทำตาตี่แล้วถามย้ำอีกรอบ

“นแน่นอนที่สุด!!” แม้จะโกหกได้ไม่ค่อยเนียนสักเท่าไหร่แต่ดูเหมือนทั้งสามจะเชื่อที่มิลแลนท์พูดจนสนิทใจ

“แล้วนายชื่ออะไรล่ะ” เพรทเซลหันไปถามด้วยท่าทางเป็นมิตร

“มิลแลนท์”

“อื้มฉันชื่อเพรทเซล ผู้ชายสูงๆ คนนั้นชื่อกิลลาท ส่วนเจ้ามังกรอ้วนนี่ชื่อปูโร่!

มิลแลนท์ไม่ตอบอะไร เขาแค่พินิจพิจารณาทั้งสามอย่างงงๆ

“กินนี่สิ” เพรทเซลยื่นปลาย่างอุ่นๆ มาให้มิลแลนท์ เขารับของสิ่งนั้นมาไว้ในมืออย่างไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่

“ลองกินดูสิอร่อยนะกิลลาทเพิ่งไปจับมาจากแม่น้ำเมื่อกี้เอง”

“หา!!” คำพูดของเพรทเซลเล่นเอามิลแลนท์อ้าปากกว้างอย่างตกใจหนาวขนาดนี้เนี่ยนะลงไปจับปลา!! คนหรือหมีกันแน่เนี่ย!!

“ตกใจอะไรของนาย” ปูโร่แคะขี้มูกไปพูดไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

” มิลแลนท์ได้แต่มองซ้ายมองขวาเลิกลักทำตัวไม่ถูก เขาได้แค่พูดกับตัวเองในใจด้วยภาษาที่ไม่น่ารื่นรมณ์สักเท่าไหร่

ไอ้เจ้ามังกรนี่ก็ซกมกพูดมากไม่น่าคบ! ผู้ชายตาสีเงินนั่นก็ดูอันตรายพิลึกส่วนเจ้าเด็กผมแดงนี่ก็ดูไม่ค่อยจะฉลาดเอาซะเลย!!

จะมองทางไหนก็ไม่น่าผูกมิตรด้วยสักคน!!

“มัวแต่ลีลาไม่กินสักทีเดี๋ยวก็เย็นหมดหรอก! ของดีดีแบบเนี้ยไม่กินตอนร้อนๆ ก็โง่ตายเลย!” ปูโร่พูดเสียงแหลมพลางหยิบปลาย่างชิ้นใหม่ขึ้นมาแทะอย่างเอร็ดอร่อยจนเศษปลาติดเต็มข้างแก้ม แค่เห็นพฤติกรรมมูมมามราวกับไม่เคยได้รับการสั่งสอนมิลแลนท์ก็ทำหน้ายี๋โดยอัตโนมัติ!

มิลแลนท์ได้แต่เบ้หน้าขัดใจ สถานการณ์แบบนี้มันน่าอึดอัดนัก! จะมองซ้ายมองขวาก็มีแต่พวกคนป่าทั้งนั้น!! เตาผิงอุ่นๆ กับโซฟาไม้ชั้นดีถูกเปลี่ยนเป็นกองเพลิงซอมซ่อกับหญ้ารกๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชึ้นแบบที่มิลแลนท์ไม่ชอบ!!

คิดแล้วก็เจ็บใจ! ไม่น่าหนีออกมาเลยให้ตายสิ!!

มิลแลนท์เอามือกุมขมับพลางซุกหน้าลงกับเข่าตัวเอง อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ จนแทบนั่งไม่ติด เขาได้แต่ซุกมือทั้งสองข้างเข้าไปในเสื้อแล้วถูกันเบาๆเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

“ว่าแต่นายโดนตัวอะไรเล่นงานเข้าล่ะ!” ปูโร่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง มิลแลนท์ขมวดคิ้วตึงจนแทบผูกเป็นโบว์ได้ สำหรับมิลแลนท์แล้วอย่าถามเลยว่าเจ้าหนอนตัวนั้นชื่อว่าอะไร ถามแค่ว่าตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาเคยออกมาเดินนอกพระราชวังบ้างไหมคงง่ายกว่า!

“ว่าไงล่ะ!” เมื่อเห็นมิลแลนท์ไม่ยอมตอบอะไรสักทีส่วนกิลลาทก็กำลังง่วนกับการจัดกระเป๋าที่เขาแบกขึ้นมาเมื่อครู่ให้เข้าที่เข้าทาง เพรทเซลจึงเอ่ยตอบแทนเพื่อหวังสานความสัมพันธ์ให้กับทั้งคู่

“มันก็ตัวกลมๆ คล้ายหนอนสีฟ้าๆ มีหนวดสีขาว เนี่ยๆ ตัวประมาณนี้” เพรทเซลกางมือบอกขนาดของมันคร่าวๆ เท่าที่พอจะจำได้

“อ๋อวุ้ปปี้ไงล่ะ!” ปูโร่ยิ้มกว้างแล้วพูดขึ้นอย่างฉะฉาน การกระทำเช่นนั้นเรียกความสนใจของมิลแลนท์ได้เป็นอย่างดี เจ้าชายหนุ่มที่แม้ภายนอกจะแสร้งตีหน้านิ่งแต่ลึกๆ แล้วกลับกางหูผึ่งรอฟังเจ้ามังกรอ้วนพูดต่ออย่างใจจดใจจ่อ

“นายรู้จักมันด้วยเหรอ!

“รู้สิ! ครั้งหนึ่งฉันเคยต่อสู้กับพวกมัน! แม้มันจะมากันเป็นฝูงแต่สุดท้ายก็ไม่คณามือฉันหร๊อก!!” ปูโร่หัวเราะเสียงแหลมด้วยความภูมิใจ ในขณะที่มิลแลนท์เบิกตากว้างอย่างทึ่งๆ เขาเผลอพูดพึมพำขึ้นมาว่า

เจ้ามังกรตัวนี้เก่งกาจขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย!

ทางด้านเพรทเซลที่ใจจริงก็อย่างจะถามว่าปูโร่โม้รึเปล่าใจจะขาด แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเก็บคำถามนั้นไว้ เพราะไม่อยากขัดปูโร่ต่อหน้าแขก!?

โคร่กกกก

แต่แล้วจู่ๆ เสียงท้องของมิลแลนท์ก็ร้องขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งสามหันมามองที่เจ้าชายหน้าหวานเป็นตาเดียว มิลแลนท์ได้แต่มองปลาชิ้นนั้นแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“เลิกท่ามากสักที!! กิน!! ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลาปูโร่ยัดปลาตัวโตเข้าปากมิลแลนท์จนเขาต้องฝืนกลืนมันเข้าไปในที่สุด มิลแลนท์หันมามองค้อนปูโร่ชั่วครู่แต่แล้วเขาก็ได้รู้ว่าอาหารหน้าตาอันตรายแบบนี้ก็รสชาติดีไม่น้อย

“เออ ก็กินได้นี่!

 

ท้ายที่สุดค่ำคืนที่วุ่นวายก็ผ่านพ้นไป จากเตียงนอนนุ่มๆ แสนสุขสบายกลับกลายเป็นเต็นท์เล็กๆ ที่บรรจุผู้ชายไว้ด้วยกันถึงสามคนกับมังกรอีกหนึ่งตัว แม้จะไม่เคยชินกับความลำบากแต่นี่ก็อาจจะเป็นหนทางสู่การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิตอย่างที่อาจารย์เออร์ริคบอกก็เป็นได้

เมื่อแสงอาทิตย์แห่งเช้าวันมาถึงนักเดินทางทั้งสามก็เก็บข้าวของใส่กระเป๋าใบโตก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางกันต่อ

“ช้าก่อน!!ทั้งสามหันมามองมิลแลนท์เป็นตาเดียว

“มีอะไรจะให้เงินพวกฉันเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยชีวิตนายเหรอ? ตามจริงฉันช่วยคนไม่หวังผลหร๊อก!! แต่ถ้าจะให้เหรียญทองสักครึ่งหนึ่งของกระเป๋านายฉันก็จะยอมรับไว้ไม่ให้นายเสียน้ำใจก็แล้วกัน!” ปูโร่ร่ายยาวพลางกอดอกทำตาตี่

“ไม่ใช่!” มิลแลนท์สวนกลับไปทันควัน เขาจ้องหน้าทั้งสามนิ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“จากนี้ฉันจะเดินทางไปกับพวกนายด้วย!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 จบไปอีกตอนแล่วววว รู้สึกว่าตอนนึงนี่ยาวมากเลยเนอะ 5555ไม่รู้ยาวอะไรแต่งไปแต่งมายาวทุกทีเลย TT แต่เอาเถอะ ก็ถือว่าจบไปแล้ว แฮ่กๆ อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไงก็เม้นบอกเค้าบ้างนะ ตอนนี้มันเงียบน่าดูเลย วังเวง 55555

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #42 Turbo@za (@UNDERLINE) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:55
    สนุกดีครับ ^^ อิอิ อ่านเพลินเลยเวลาต้องเดินทางยาวๆ
    #42
    0