THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 5 : ♣ CHAPTER 04 ♠ :: เจ้าชายแห่งเฟราเนียร์ ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 ก.พ. 57






ดินแดนอาร์คาน่าประกอบด้วยราชอาณาจักรทั้งห้า   โดยแต่ละราชอาณาจักรต่างก็มีระบบการปกครองที่ต่างกันออกไปดังเช่นเฟราเนียร์ซึ่งมีกษัตริย์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในการบริหารรประเทศ  เพราะความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์ทำให้เกิดอาชีพ  ความหลากหลายทางวิถีชีวิตและการค้าขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรณ์ซึ่งกันและกัน หากกล่าวถึงราชอาณาจักรเฟราเนียร์สิ่งแรกที่คิดได้ก็เห็นว่าคงจะหนีไม่พ้นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ของความเป็นมหาอำนาจ

เช้าวันหนึ่งในเมลริงตันเมืองหลวงอันศิวิไลแห่งราชอาณาจักรเฟราเนียร์ ภายในห้องนั่งเล่นของพระราชวังหรูมีเจ้าชายองค์หนึ่งกำลังนั่งจิบชาอ่านหนังสืออย่างอ้อยอิ่ง  นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์จับจ้องตัวอักษรในหน้ากระดาษอย่างใช้สมาธิในขณะที่สายลมแผ่วเบาจากนอกหน้าต่างพัดพาเรือนผมสีพีชที่ยาวระต้นคอของเขาให้ปลิวมาปรกหน้า  เจ้าของผิวขาวจัดอย่างคนไม่เคยโดนแดดเคลื่อนนิ้วไปปัดมันออกเบาๆ แล้วหยิบชาชั้นดีขึ้นมาจิบอีกครั้ง

ฤดูหนาวนำพาอากาศหนาวเย็นคละเคล้ากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกสโนวี่ที่เจ้าชายมิลแลนท์โปรดปราน  ผืนแผ่นดินตอนเหนือสุดของอาร์คาน่าอย่างเฟราเนียร์รายล้อมไปด้วยกลีบสีขาวบริสุทธิ์ดุจดั่งหิมะบานสะพรั่งละลานตาชวนให้น่าหลงใหล  เตาผิงที่ทำมาจากหินชั้นดีสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายจนเจ้าชายมิลแลนท์ในยามนี้รู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ

ระหว่างที่มิลแลนท์กำลังเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือยามบ่าย จู่ๆ เสียงกระแทกส้นเท้าลงกับพื้นพรมชั้นดีก็ดังขึ้นขัดจังหวะพร้อมกับเสียงฝีเท้าของพี่เลี้ยงอีกนับสิบ  คิ้วเรียวขมวดตึงเข้าหากันอย่างเบื่อหน่าย ไม่จำเป็นต้องหันไปมองเขาก็รู้ดีแก่ใจว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

ฟึบ!

มือเล็กกระชากหนังสือออกจากมือของมิลแลนท์ก่อนที่เด็กหญิงผมสีพีชเช่นเดียวกับเขาจะหันหน้าปกขึ้นมาดูอย่างไร้มารยาท  ดวงตากลมโตเหยียดมองก่อนที่เธอจะหลุดหัวเราะออกมาระรอกใหญ่

“เมย่า! เอาหนังสือคืนมา” มิลแลนท์ตวัดตามองน้องสาวที่อายุห่างกับเขาถึงเก้าปีด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

“กษัตริย์แห่งไวท์เบลต๊าย!... นี่มันหนังสืออะไรกันเนี่ย!” องค์หญิงผู้หนีบตุ๊กตาแองโกร่าตัวสีขาวปุกปุยไว้ข้างแขนลอยหน้าลอยตากรีดหนังสือในมือราวกับไม่ทุกข์ร้อนใดๆ แม้ทั้งคู่จะอายุห่างกันมากแต่พฤติกรรมที่เด็กหญิงแสดงกลับตอกย้ำชัดเจนแล้วว่าเธอไม่เคารพคนตรงหน้าแม้แต่น้อย

“เมย่า! ไม่ได้ยินที่พี่พูดรึไง!” มิลแลนท์ตวาดเสียงแข็งแต่เจ้าของผมทรงทวินเทลดัดลอนกลับยักไหล่เชิดหน้าไม่สนใจ นัยน์ตาสีดำสนิทเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อเพ่งตัวอักษรในหน้ากระดาษก่อนที่เธอจะอ่านเสียงดัง

“การเป็นกษัตริย์ที่ดีเหนือสิ่งอื่นใดต้องคำนึงถึงราษฎรเป็นหลัก “ เสียงแหลมจีบปากจีบคอนั่นกำลังทำให้มิลแลนท์หัวเสีย!

“โอ๊ย! นี่ทุกวันนี้พี่ยังมีความคิดว่าจะได้ครองราชอยู่อีกเหรอเนี่ย!! โถ พอทีเถอะน่าคนกระจอกอย่างพี่น่ะเป็นกษัตริย์ไม่ได้หรอก!” ทั้งที่กำลังถูกอีกฝ่ายจ้องตาเขม็ง แต่เมย่ากลับไม่สนใจความู้สึกของพี่ชายแม้แต่น้อย ริมฝีปากสีแดงสดยังคงเอ่ยเสียงแหลมต่ออย่างสนุกปาก

“อยู่เฉยๆ อย่าสร้างภาระให้ชาวบ้านชาวช่องเขาเลย! ที่พูดแบบนี้เพราะเมย่าหวังดีหรอกนะ โฮะๆๆ!

มิลแลนท์กัดริมฝีปากตัวเองอย่างหงุดหงิด เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ในใจลึกๆ พลางลุกไปกระชากหนังสือคืนจากมือของเธอแล้วเดินหันหลังออกไป

“ทำท่าแบบนั้นหมายความว่าเมย่าพูดแทงใจดำรึไงเจ้าคนอ่อนแอน่าสมเพช!!

ถ้อยคำเลียนแบบคำพูดของผู้เป็นพ่อทำให้มิลแลนท์หันกลับไปอย่างโกรธจัดราวกับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง  ชายหนุ่มจิกตามองใบหน้าใสที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันก่อนจะคว้าถ้วยชาขึ้นมาสาดใส่หน้าเธอแล้วกระแทกก้นแก้วลงกับโต๊ะเสียงดังลั่น

“ฮึกฮืออออออออออ!!!

เมย่าที่เปียกไปด้วยน้ำชาชั้นดีตั้งแต่หัวจรดชายชุดกระโปรงฟูฟ่องกรีดร้องสะอึกสะอื้นราวกับปรอทแตกจนพี่เลี้ยงนับสิบต้องรีบเข้ามาช่วยกันปลอบ  ขณะเดียวกันนั้นเองแองเจียร่าราชีนีแห่งเฟราเนียร์ก็เปิดประตูเข้ามาพบเหตุการณ์เข้าพอดี

“ตายจริง! เมย่า!!” หล่อนรีบวิ่งเข้ามากอดลูกสาวคนเล็กอย่างรักใคร่  มิลแลนท์ปรายตามองหญิงผู้สง่างามเจ้าของเรือนผมสีพีชและนัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์เช่นเดียวกับเขาเพียงชั่ววินาทีเดียว ก่อนจะหันหลังเดินจากไปด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง

 

มิลแลนท์กลับมาที่ห้องของตัวเองเงียบๆ ปิดประตูล๊อคกลอนก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างพลางยกมือขึ้นก่ายหน้าผากแล้วหลับตาลงช้าๆ

เจ้าชายที่กำลังจะอายุครบสิบแปดปีในอีกไม่กี่วันถอนหอยใจอย่างอ่อนล้า  เขาเป็นมีพี่สาวที่แก่กว่าถึงสี่ปีชื่อมาเรียกับน้องสาวอีกหนึ่งคนนั่นก็คือเมย่า ทั้งที่เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของกษัตริย์มอร์แกรนผู้ยิ่งใหญ่ตำแหน่งกษัตริย์คนต่อไปของราชอาณาจักรเฟราเนียร์ก็น่าจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม  หากคิดตามหลักความจริงเขาควรจะได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากทุกฝ่ายไม่ขาดหู  แต่เหตุที่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามนั่นก็เพราะ

เขาคือแกะดำของครอบครัว

นอกจากฝีมือการรบที่ห่วยที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งราชอาณาจักรเฟราเนียร์แล้ว มิลแลนท์ยังมีความคิดที่ขัดแย้งรุนแรงกับผู้นำประเทศอย่างพ่อของเขา

กษัตริย์มอร์แกรนผู้ชำนาญในการรบสละเวลากว่าครึ่งชีวิตของตนเพื่อรวบรวมเฟราเนียร์ให้เป็นปึกแผ่น จนเขาไม่เคยรู้เลยว่าหน้าที่พ่อที่แท้จริงเป็นเช่นไร  ตั้งแต่เริ่มจำความได้มิลแลนท์แทบไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อเลยสักครั้ง ผู้ที่คอยอบรมเลี้ยงดูเขามาโดยตลอดจึงกลับกลายเป็น เออร์ริคอาจารย์ของเขาแทน

“กษัตริย์แห่งไวท์เบล” มิลแลนท์หยิบหนังสือที่อาจารย์เออร์ริคเป็นผู้เขียนและมอบให้เขาเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้วขึ้นมาดูอีกครั้ง ทุกเจตนารมณ์ถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือจนมิลแลนท์ที่โตขึ้นทุกวันซัมซับทุกสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ในตัวของเขา

แม้คนที่คิดถึงจะเสียชีวิตไปกว่าครึ่งปีแล้วแต่ภาพรอยยิ้มที่อ่อนโยนยังคงตราตรึงไม่เสื่อมคลายถึงมิลแลนท์จะดูหยิ่งผยองในสายตาใครต่อใคร  แต่เวลาที่อยู่กับอาจารย์เขาจะเป็นตัวของตัวเองและกล้าที่จะพูดทุกสิ่งที่คิดเสมอ

นอกจากเออร์ริคคงไม่มีใครอีกแล้วที่จะได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของมิลแลนท์

 

ก๊อกก๊อก

“ขออนุญาตค่ะองค์ชายขณะนี้ท่านกราเซียมารอที่ลานซ้อมแล้วค่ะ” เสียงของสาวใช้ดังมาจากประตูหน้าห้องปลุกมิลแลนท์ที่เผลอหลับไปให้ตื่นขึ้น

“อื้อรู้แล้ว” เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้างัวเงียก่อนจะขยับผ้าคลุมให้เข้าที่แล้วเดินออกจากห้องไปยังที่หมาย

การเป็นเจ้าชายของราชอาณาจักรเฟราเนียร์จำเป็นต้องศึกษาศาสตร์ทั้งสิบแปดแขนง  แม้กว่าครึ่งของจำนวนวิชาเหล่านั้นเขาจะเรียนตกซ้ำตกซากจนอาจารย์ถึงกับระอาแต่ท้ายที่สุดก็ยังต้องเรียนอย่างเสียไม่ได้

 “เพิ่มกองกำลังไปประจำที่แกรนเดียร์! ไม่ว่ายังไงก็ต้องยึดจามาล์วให้ได้!! มิลแลนท์หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเข้มที่คุ้นหูดังมาจากห้องทำงานส่วนพระองค์ เขาตัดสินใจยืนฟังบทสนธนาต่อจากนั้นได้สักพัก ประตูไม้เนื้อดีได้ก็เปิดขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นพ่อที่เดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

มิลแลนท์มองชายวัยเกือบหกสิบปีที่ใช้ชีวิตหักโหมจนสภาพร่างกายทรุมโทรมไปมากด้วยแววตาที่ยากเกินกว่าจะคาดเดา 

ทั้งคู่ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นเพียงธาตุอากาศ ไม่มีคำกล่าวทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงเสียงฝีเท้าและนัยน์ตาเย็นชาที่ลอบมองกันและกันเพียงชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น

“ยังไม่เลิกคิดที่จะทำสงครามอีกรึไง” มิลแลนท์เอ่ยขึ้นในขณะที่เขาหยุดยืนอยู่กับที่  เจ้าของเรือนผมสีดำน่าเกรงขามซึ่งเดินผ่านเขาไปเมื่อครู่ถอนหายใจราวกับระอาก่อนจะหยุดยืนหันหลังให้เขาโดยไม่ตอบอะไร

“สงครามดีแต่จะทำให้เกิดความบาดเจ็บและสูญเสีย!! ตอนนี้เฟราเนียร์ก็มีผืนแผ่นดินกว้างใหญ่มากพออยู่แล้ว หากเราต้องการให้ราชอาณาจักรเจริญยิ่งขึ้นไปอีกเราควรที่จะส่งสริมให้ความสำคัญกับประชาชน ไม่ใช่ยึดดินแดนผู้อื่นแล้วเอาเทคโนโลยีของเขามาเป็นของตัวเอง!” มิลแลนท์เอ่ยเสียงดังในขณะที่ยังคงหันหลังให้กับผู้เป็นพ่อ แววตาของเขาจ้องไปยังข้างหน้าอย่างหยิ่งยโส

“ก็มีแต่พวกอ่อนแอช่างเพ้อเจ้อเท่านั้นแหละที่คิดอะไรอย่างนั้น หึน่าสมเพช” กษัตริย์มอร์แกรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะเดินจากไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามองหน้าลูกชายแม้แต่น้อย

” ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดจากปากของมิลแลนท์ ทั้งที่ใครอีกคนเดินจากไปนานแล้วแต่ร่างของเขายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นราวกับว่าการกระทำเช่นนั้นจะช่วยระบายความรู้สึกอึดอัดข้างในได้บ้าง

แต่เปล่าเลย

นอกจากจะไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นหนำซ้ำยังเป็นการตอกย้ำว่าตัวเขาในขณะนี้น่าสังเวชมากเพียงใด

คำพูดของเขาช่างไร้ความหมาย พูดไปไม่มีใครฟังหนำซ้ำยังได้สายตาเหยียดอย่างดูแคลนตอบกลับมา

บางทีเขาก็คิดว่า หากตายไปเสียยังดีกว่าต้องมาทนอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้

 

แสงแดดยามเย็นสาดส่องมายังลานหินอ่อนที่กว้างสุดลูกหูลูกตาของพระราชวังสูงเฉียดฟ้าแห่งเมืองเมลริงตัน ข้าบริวารกว่ายี่สิบคนยืนห้อมล้อมอยู่รอบบริเวณเพื่อคอยอารักขาเจ้าชายมิลแลนท์ที่กำลังฝึกซ้อมวิชายุทธศาสตร์ดั่งเช่นทุกวัน

 “ท่านมิลแลนท์!!

“อ๊ะ…!!” มิลแลนท์หลุดร้องราวกับคนไม่ได้สติในขณะที่ดาบของตนถูกคู่ต่อสู้ฟาดฟันจนร่วงหล่นไปกองกับพื้น    ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าหากอยู่ในสนามรบจริงเขาคงถูกฆ่าตายไปนานแล้ว แต่ถึงกระนั้นมิลแลนท์ก็ไม่คิดจะรู้สึกผิดหรือก้มลงเก็บดาบแต่อย่างใด เขาเพียงเงยหน้ามองกราเซียด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น

แม้ฝีมือดาบจะไม่ได้เรื่องแต่กลับไม่เคยแสดงอาการประหม่าหรือรู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำต่อหน้าผู้อื่นเลยสักครา

นี่แหละเจ้าชายมิลแลนท์ผู้ยโสโอหังว่าที่กษัตริย์องค์ที่แปดแห่งราชอาณาจักรเฟราเนียร์

“วันนี้องค์ชายดูเหม่อไปนะครับ” ชายหนุ่มผมสีพีชไม่ตอบอะไร เขาแค่ยืนกอดอกแน่นอย่างถือตัว  ด้วยความที่เป็นบุตรชายเพียงองค์เดียวของกษัตริย์มอร์แกรนผู้ยิ่งใหญ่จึงไม่มีอาจารย์คนใดกล้าตำหนิมิลแลนท์เลยสักคน หรือหากมีก็อยู่สอนได้ไม่เกินอาทิตย์เลยสักราย   

วิชายุทธศาสตร์การต่อสู้ทุกแขนงเป็นสิ่งที่มิลแลนท์ไม่ถนัด ตัวเขาเองนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ  แต่ครั้นจะไม่เรียนก็ไม่ได้เพราะไม่ว่าเขาจะปฏิเสธหรือแสดงพฤติกรรมดื้อแพ่งสักเท่าไหร่ผู้เป็นพ่อก็ยังสั่งให้ขุนนางชั้นสูงจัดหาอาจารย์ผู้มากฝีมือมาสอนเขาเสมอไม่เคยขาด

อะไรก็ตามที่เขาภูมิใจกลับถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

และทุกสิ่งที่มิลแลนท์สนใจกษัตริย์มอร์แกรนกลับไม่เคยส่งเสริม หากแต่ทุกสิ่งที่เขาไม่ถนัดกลับถูกยัดเยียดให้ทำอย่างฝืนไม่ได้

ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าขัน ไม่รู้อีกฝ่ายหวังดีหรือสะใจเวลาที่เห็นลูกชายพ่ายแพ้กันแน่

“จากนี้ท่านมิลแลนท์ลองนำกระบวนท่าเมื่อครู่มาประยุกษ์ในการดวลดูนะครับ” กราเซียพูดพลางเดินไปยังข้าบริวารที่ยืนอารักขาอยู่รอบลานกว้าง ดวงตาคู่คมมองผ่านทหารฝีมือดีก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ลูกขุนนางวัยระราวสิบสองขวบคนหนึ่ง เมื่อเห็นว่าได้คู่ดวลที่มิลแลนท์น่าจะชนะได้สบายๆ กราเซียจึงเลือกเด็กคนนั้นออกมา

มิลแลนท์มองเด็กผู้ชายผิวเข้มที่สูงกว่าไหล่เขาไม่มากด้วยแววตาเวทนาพลางถอนหายใจยาวเหยียด

อาจารย์ช่างเลือกคู่ประดาบได้สมภาคภูมิเหมาะแก่ความสามารถอันสูงส่งของเขาจริงๆ เลยให้ตายเถอะ!!

“เริ่มได้!” สิ้นเสียงกราเซียทั้งคู่ก็ปรายตามองกันและกันอย่างดูเชิง มิลแลนท์กำดาบด้ามคมในมือขวาของตนแน่น ก่อนจะขยับเข้าไปประชิดตัวแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่บุกเข้ามาสักที เขาจึงตัดสินใจเปิดฉากฟาดฟันคู่ต่อสู้เสียเอง

เคร้ง!

เด็กชายตัวเล็กยกดาบขึ้นรับการโจมตีโดยง่าย มิลแลนท์จิกตามองสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด แม้ใบหน้าไร้อารมณ์จะไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา  แต่เจ้าของเรือนผมสีพีชก็รับรู้ได้ว่าแววตาคู่นั้นกำลังฉากแววเย้ยหยัยฝีมือดาบของเขาอยู่กรายๆ

 มิลแลนท์จิ๊ปากอย่างโมโห เขาสบถด่าเจ้าเด็กกวนโอ๊ยในใจ พลางสูดลมหายใจลึกๆ บอกตัวเองให้ตั้งสติให้ดีแต่แล้วทุกอย่างก็ล้มเหลว เพราะความอดทนของเขามันสั้นเกินไป!

เสียงดาบกระทบดาบดังกึกก้องติดต่อกันอยู่หลายนาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหลายใจหอบของเจ้าชายหน้าหวาน  ไม่อยากยอมรับแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าตอนนี้แขนของเขามันล้าจนแทบจะถือดาบเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป  มิลแลนท์ง้างดาบเอาไว้เหนือศรีษะเพื่อรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายแล้วฟาดฟันออกไปสุดแรง

เปร้ง!!

แต่แล้วผลลัพธ์สุดท้ายก็เหมือนเดิม เด็กชายผิวเข้มตั้งรับการโจมตีได้สบายๆ พลางหลุดหัวเราะราวกับระอาในท่าทางดื้อด้านเอาแต่ใจของเขาเต็มทน   ขณะที่ดาบของทั้งคู่ประสานแรงเข้าหากันเด็กชายที่เป็นฝ่ายตั้งรับอยู่นานก็เค้นแรงไปที่ปลายดาบก่อนจะฟาดฟันออกไป

เมื่อฝืนรับแรงโจมตีจากอีกฝ่ายไม่ไหว ร่างของมิลแลนท์ที่สูญเสียการทรงตัวจึงล้มลงนอนกับพื้นในที่สุด เสียงดาบซึ่งตีจากเหล็กหลอมชั้นดีกระแทกลงกับลานกว้างดังกึกก้องไปรอบบริเวณ ราวกับกำลังตอกย้ำให้ทุกคนได้ทราบทั่วกันว่าเจ้าชายแห่งเฟราเนียร์ได้พ่ายแพ้ให้แก่เด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเขาไม่ต่ำกว่าห้าปี

นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์ลืมขึ้นช้าๆ อย่างเจ็บปวด แม้ลมหนาวจะพัดผ่านร่างที่ยังนอนนิ่งอยู่กับพื้นจนผิวกายเย็นเฉียบแต่กระนั้นใจของเขากลับร้อนลุ่มราวกับถูกลนด้วยเปลวไฟ

มิลแลนท์มองไปที่ยอดปราสาทสูงตระหง่านน่าเกรงขามพลางกัดริมฝีปากแน่นเพื่อข่มอารมณ์  ความโกรธขุ่นเคืองประดังประเดเข้ามาไม่ยอมหยุดราวกับสมองจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ทันใดนั้นเองมิลแลนท์ก็เหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดีกำลังจ้องมาที่เขาไม่วางตา

พ่อ…!!

แม้มองจากระยะไกลแต่เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทกำลังคิดอะไรอยู่  ใบหน้าบึ้งตึงเรียบเฉยไม่มีแววว่าจะผิดหวัง หรือ เป็นห่วงแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่มิลแลนท์รู้สึกได้คือความสมเพชเวทนาซึ่งเขาไม่ต้องการ!!

ใบหน้าขาวจัดหลบตามองต่ำพลางใช้แขนยันร่างตัวเองให้ลุกขึ้น  กราเซียและข้าราชบริวารกว่าสิบคนรีบวิ่งเข้ามาเพื่อหมายจะช่วยประคอง แต่แล้วเจ้าชายมิลแลนท์กลับตวาดเสียงดังจนทุกคนต้องรีบถอยห่างออกไป

“อย่ามายุ่งกับฉัน!!

ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่แพ้แล้วพาล มิลแลนท์ฝืนยืนอย่างทุรักทุเรแล้วพาร่างตัวเองอันตรธานหายไป

 

 

พอตกค่ำทุกสรรพสิ่งก็กลับกลายเป็นสีดำเช่นเดียวกับท้องนภาผืนกว้าง  มิลแลนท์ทอดมองไปยังขอบฟ้าไกลไร้จุดสิ้นสุดด้วยแววตาที่สั่นไหว  เมื่อลมหนาวกระทบผิวกายอกข้างซ้ายก็วูบโหวงราวกับจะสลายออกเป็นเสี่ยงๆ จนเขาต้องกำชับผ้าคลุมขนสัตว์ให้แน่นมากขึ้น

ดวงดาวนับร้อยเปล่งประกายสุกสกาวอยู่เต็มฟากฟ้างดงามเหนือใครในยามนี้  

ช่างโดดเด่นแตกต่างจากตัวเขาสิ้นดี

มิลแลนท์เท้าแขนพิงระเบียงด้วยแววตาหดหู่ ก่อนจะหลุดถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างสิ้นหวัง

“อาจารย์ฮะวันนี้ผมรู้สึกแย่อีกแล้ว

เสียงที่เอ่ยนั้นเบาบางราวกับกระซิบ แม้จะเคยสัญญากับใครอีกคนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าตนจะกลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเฟราเนียร์ให้จงได้ แต่ฉไนใจของเขากลับไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย

ในความเป็นจริงมิลแลนท์ผู้หยิ่งทะนงตัวต่อหน้าใครต่อใครกลับไม่เคยมั่นใจในตัวเองเลยสักครั้ง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเขานั้นอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นผู้นำผืนแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่นี้ได้

ทุกการกระทำที่ดูเหมือนไม่สนใจใครแท้จริงก็แค่เกราะกำบังที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น

“ถ้าตอนนี้อาจารย์อยู่ข้างๆ ก็ดีสิ

เพียงแค่มิลแลนท์ดีดนิ้วทีเดียวดอกสโนวี่สีขาวบริสุทธิ์ก็ลอยขึ้นมาหยุดตรงหน้าเขา นิ้วเรียวรับสิ่งนั้นมาไว้ในมืออย่างทนุถนอมก่อนที่ภาพความทรงจำสีจางจะปรากฎขึ้นในสมอง

 

ภายในห้องโถงสีขาวสะอาดตา ฝาผนังถูกตกแต่งด้วยภาพวาดที่สื่อความหมายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งราชอาณาจักรเฟราเนียร์อย่างวิจิตรบรรจง ทุกลายเส้นสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งกาจของกษัตริย์องค์แรกที่รวบรวมผืนแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นจนใครต่อใครที่ผ่านมาพบเข้าต่างก็ชื่นชมผลงานอันทรงเกียรตินี้ด้วยกันทั้งสิ้น

บนเก้าอี้ไม้เนื้อดีบริเวณกลางห้องมีชายแก่ร่างสูงใหญ่ผู้มากด้วยความรู้กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิแต่แล้วเสียงเจื้อยแจ้วของใครอีกคนก็ดังขัดจังหวะขึ้น

“อาจารย์ฮะผมให้!!” เด็กชายมิลแลนท์วัยสิบขวบยื่นดอกไม้สีขาวให้อาจารย์เออร์ริคพลางฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ

“เอ๊ะวันนี้มาแปลกแฮะมีของมาให้ด้วย!” ชายแก่ผู้น่าเกรงขามถามกลับด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ  แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยอมรับดอกสโนวี่ที่กำลังบานสะพรั่งมาไว้ในมือ

“ไม่มีอะไรสักหน่อย!” เจ้าชายมิลแลนท์เอ่ยจบก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาไม้เนื้อดีที่ตั้งอยู่บริเวณมุมห้อง  ร่างเล็กกลิ้งไปกลิ้งมาจนผู้เป็นครูถึงกับส่ายหน้าอย่างเอ็นดู

“ถึงมีของให้แต่ก็ใช่ว่ายอมให้อู้หรอกนะ!” เออร์ริคอาจารย์ผู้สอนวิชาการเมืองการปกครองวัยเกือบเจ็ดสิบปีเดินเข้าไปสะกิดเด็กตัวเล็กที่แกล้งตีเนียนให้ลุกขึ้น

“โถ่! อาจารย์ให้ผมหยุดสักวันเถอะน้า!” แม้มิลแลนท์จะอ้อนวอนเสียงหลงแต่เออร์ริคก็พาตัวเจ้าเด็กดื้อมานั่งที่เก้าอี้อยู่ดี ชายแก่ร่างสูงใหญ่เดิมอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามก่อนที่การเรียนการสอนในวันนี้จะเริ่มต้นขึ้น

“ราชอาณาจักรเฟราเนียร์ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของดินแดนอาร์คาน่า มีเมืองหลวงชื่อเมลริงตัน ประชาชนโดยส่วนมากประกอบอาชีพนักรบและปศุสัตว์เป็นหลักดังนั้นหาก

“มิลแลนท์

“มิลแลนท์!!

“ฮะ… !!” องค์ชายมิลแลนท์ที่นั่งเหม่ออยู่นานเผลอสะดุ้งอย่างตกใจ เขาหันไปมองอาจารย์เออร์ริคด้วยใบหน้าแตกตื่นคล้ายจะถามว่ามีอะไร

“วันนี้เป็นอะไรทำไมถึงเหม่อจัง” น้ำเสียงใจเย็นนั่นทำให้มิลแลนท์รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เด็กผู้ชายตัวเล็กเงยหน้ามองอาจารย์ตาเขม็งก่อนจะบุ้ยปากแสดงลักษณะนิสัยเอาแต่ใจจนอีกฝ่ายหลุดขำ

“มิลแลนท์เบื่อวิชายุทธศาสตร์ วิชาโยคศาสตร์ วิชาจริงๆ แล้วมิลแลนท์ก็เบื่อแทบหมดแหละ ที่ไม่ใช่วิชาของอาจารย์”

“อ่าวอย่างนั้นเองหรอกเหรอ” เออร์ริคเผลอหัวเราะด้วยความเอ็นดู พลางลูบหัวอีกฝ่ายราวกับปลอบประโลม

“ไม่ต้องมาขำเลย! จริงๆ บางวิชาผมก็พอเรียนได้แค่ค่อยไม่ชอบคนสอนเท่านั้นเอง แต่สำหรับยุทธศาสตร์กับโยคศาสตร์ ผมเรียนไม่ไหวจริงๆ!!” มิลแลนท์หลุดถอนหายใจอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้า

ตามจริงหากอาจารย์ไม่ตำหนิ เขาก็พอรู้ตัวอยู่แล้วว่าความสามารถด้านการต่อสู้ของตนนั้นช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินเสียเหลือเกิน แต่พอมาถูกดุบ่อยๆ เข้า ก็ต้องมีเสียใจบ้างเป็นธรรมดา

“ถ้าไม่เก่งเรื่องการใช้แรงและการต่อสู้ประชิดตัวงั้นอยากลองเรียนเวทมนตร์ดูบ้างไหมหล่ะ” คำพูดของเออร์ริคทำให้มิลแลนท์ตาวาวเป็นประกายอย่างใคร่รู้ เมื่อเห็นเด็กน้อยพยักหน้าระรัว เออร์ริคจึงตบเก้าอี้ข้างกายเป็นเชิงเรียกให้เจ้าเด็กตัวเล็กวิ่งมานั่งตรงนี้

“งั้นตอนแรกลองมาเริ่มจาก Telekinesis ดูก่อน” เมื่อเออร์ริคพูดจบ จู่ๆ หนังสือเล่มหนาที่วางอยู่ปลายโต๊ะก็ลอยมาหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่มโดยอัตโนมัติ   มิลแลนท์มองหนังสือเล่มนั้นสลับกับใบหน้าของอาจารย์ด้วยความตื่นตะลึงก่อนจะเอ่ยถามเสียงดัง

“อาจารย์ทำได้ยังไงอ่ะ!

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่มิลแลนท์ฝึกใช้จิตเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งของ  แม้ตอนแรกจะดูเหมือนยากแต่พอได้ลองจริงๆ แล้วกลับง่ายกว่าที่คิด อาจารย์เออร์ริคเอ่ยชมเขาเป็นการใหญ่จนเจ้าเด็กตัวเล็กหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง

แม้เออร์ริคจะกลับไปแล้ว แต่เจ้าของใบหน้าใสยังคงยิ้มไม่หุบ เขาพยายามฝึกเคลื่อนย้ายของต่างๆ รอบตัวอย่างสนุกมือ พอได้ยินเหล่าพี่เลี้ยงในวังบอกว่ากษัตริย์มอร์แกรนกลับมาจากการรบที่ชายแดนแล้ว มิลแลนท์ก็รีบวิ่งตรงปรี่เข้าไปหาผู้เป็นพ่อด้วยความเร็วสูง

“พ่อฮะพ่อ!!” มิลแลนท์เอ่ยเรียกเสียงดังก่อนจะหยุดยืนยิ้มแฉ่งตรงหน้าผู้เป็นพ่อ  มอร์แกรนขมวดคิ้วสงสัยเมื่อเห็นท่าทีที่แปลกไปของลูกชาย แต่ยังไม่ทันจะได้ถามเจ้าตัวก็พูดขึ้นเสียก่อน

“วันนี้อาจารย์เออร์ริคสอนนี่ผมด้วย พ่อดูนะฮะ!” มิลแลนท์พูดพลางดีดนิ้วอย่างกระตือรือร้น ทันใดนั้นเองดอกสโนวี่ที่นอกระเบียงนับสิบดอกก็ลอยมาตกบนฝ่ามือเล็ก  กษัตริย์มอร์แกรนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยเกินกว่าจะคาดเดา แต่แล้วเมื่อคนตรงหน้ายื่นดอกไม้ช่อนั้นมาให้เขาก็เลือกที่จะปัดมันทิ้งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“เวทมนตร์เป็นของชั้นต่ำน่ารังเกียจ! การกระทำของมอร์แกรนทำให้มิลแลนท์หยุดชะงัก  เขามองผู้เป็นพ่อที่สั่งขุนนางระดับสูงให้ไปบอกอาจารย์เออร์ริคว่าห้ามสอนวิชาเวทให้เขาอีกด้วยสายตาว่างเปล่า

พ่อน่ะไม่เคยเข้าใจอะไรเลยสักอย่าง  

 

แม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจะผ่านเลยมากว่าเจ็ดปีแล้วแต่มิลแลนท์ก็ยังไม่เคยลืมใบหน้าของพ่อในวันนั้น

ใบหน้าเกรี้ยวกราดที่ไม่เคยภาคภูมิใจในความสามารถของลูกชายเลยสักครั้ง

 

 

 

 


 

 

 

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #8 Key_ (@i-love-min) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 12:57
    ต่อค่ะต่อ
    สนุกมากๆๆๆเลย
    #8
    0