THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 3 : ♣ CHAPTER 02 ♠ :: ช่างตีดาบแห่งกลอรี่ฮิลล์ ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ก.พ. 57





 

 

“อื้อออ

เพรทเซลลืมตาขึ้นทีละนิดเพื่อปรับสภาพให้เข้ากับแสงไฟสลัวๆ ของตะเกียงที่มุมห้อง

เขาดันตัวให้ลุกขึ้นนั่งก่อนความรู้สึกเจ็บระบมจะแล่นลิ่วไปทั่วร่างโดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง เด็กหนุ่มกระพริบตาถี่ๆขณะมองไปรอบห้องด้วยความประหลาดใจ

ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลาง มีเพียงเตียงเดี่ยวที่เขานั่งอยู่กับโต๊ะเขียนหนังสือและเก้าอี้อีกหนึ่งตัวเท่านั้น

นี่คงเป็นห้องนอนของใครสักคนแล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย

ภาพสุดท้ายที่จำได้คือถูกแองโกร่าพุ่งชนตอนที่หลงป่ากับปูโร่

ปูโร่!! เขาเอามือสองข้างกุมขมับตัวเองพลางทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ภาพตั้งแต่ที่เขาโดนพาตัวมาจากโลกฉายซ้ำชัดเจนจนเขามั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความฝัน

เจ้ามังกรตัวแสบนั่นหายไปไหนแล้วล่ะ!!

เพรทเซลตัดสินใจลุกออกจากเตียงแล้วไปตามหาปูโร่ตัวร้าย เมื่อมองซ้ายมองขวาเห็นว่าทางสะดวกจึงเดินตรงไปตามทาง เขาได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากชั้นล่าง เสียงหนึ่งเป็นเสียงแหลมที่คุ้นเคย แต่อีกเสียงเป็นของใครก็ไม่รู้ เขาค่อยๆ ย่องไปหยุดยืนที่ข้างบันได

“...ฮ่าๆ ว่าแต่อาหารฝีมือคุณย่านี่อร่อยจังเลยนะฮะ!!” น้ำเสียงแหลมสูงที่แฝงความเจ้าเล่ห์ไว้เต็มเปี่ยม ยิ่งทำให้มั่นใจว่านั่นคือเสียงปูโร่ไม่ผิดแน่

เพรทเซลย่อตัวลงนั่งคุกเข่า ชะโงกหน้าผ่านช่องบันไดแบบกล้าๆ กลัวๆ  เขาเห็นปูโร่กำลังนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับชายแก่และผู้หญิงดูมีอายุอีกสองคนราวกับสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน

คนพวกนั้นเป็นใครกัน

เพรทเซลยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ข้างแก้มอย่างงุนงง ทันใดนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างอยู่ที่ด้านหลัง เมื่อหันหน้ากลับไปก็พบชายหนุ่มร่างสูง ผิวขาวจัด นัยน์ตาคมกริบสีเงินตัดกับเรือนผมสีดำสนิทแฝงไปด้วยความเย็นชาและดุดันกำลังจ้องมองมาที่เขา สีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายให้ความรู้สึกน่ากลัวจนเพรทเซลแทบจะล้มลงไปนอนแกล้งตาย แต่แล้วชายหนุ่มผมดำก็เบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะเดินผ่านหน้าเขาแล้วลงบันไดไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

 

“อ่าว กิลลาท” หญิงวัยกลางคนหันมาทักเจ้าของเรือนผมสีดำรัตติกาลก่อนที่ใครคนนั้นจะเดินไปตักข้าวและนั่งลงข้างชายแก่  กิลลาทคงจะเป็นชื่อของเขาสินะ

เพรทเซลที่ยังนั่งชะโงกหน้าเกาะบันไดค้างอยู่ท่าเดิมเผลอถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะเดียวกันนั้นเองปูโร่ที่กำลังขะมักเขม้นกับอาหารมื้อค่ำก็เงยหน้ามาเห็นเด็กหนุ่มเข้าพอดี

“เพรทเซลฟื้นแล้วเหรอ มากินข้าวด้วยกันสิ!!” เสียงเรียกเจื้อยแจ้วทำเอาคนอื่นที่เหลือนอกจากกิลลาทหันมามองเจ้าของชื่อเป็นตาเดียวก่อนที่เจ้าของใบหน้าเหวอจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ยิ้มแหยๆ แล้วเดินลงไปหยุดหน้าโต๊ะกินข้าวด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ

เพรทเซลมองปูโร่ที่นั่งหัวโต๊ะ ถัดไปทางด้านซ้ายเป็นชายแก่อายุระราวเจ็ดสิบปีกับชายหนุ่มเจ้าของรังสีอำมหิตที่เขารู้สึกกลัวเป็นที่สุด ฝั่งตรงข้ามมีหญิงวัยกลางคนกับหญิงชราที่ปูโร่เรียกว่าคุณย่า ทั้งคู่หันมายิ้มอ่อนโยนให้เขาราวกับเอ็นดู

“นั่งก่อนสิจ้ะ” คุณย่าพูดกับเพรทเซลด้วยภาษาที่เด็กหนุ่มไม่เข้าใจ แต่เมื่อดูจากมือเหี่ยวย่นที่ชี้ไปยังเก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามกับปูโร่แล้วน่าจะหมายความว่าให้เขาเดินไปนั่งตรงนั้น

เพรทเซลก้มหัวเป็นการขอบคุณพลางเดินไปหยุดยืนที่หัวโต๊ะ มือเล็กลากเก้าอี้พลางกลอกตามองชายหนุ่มที่นั่งติดกับเขาด้วยสีหน้าติดจะหวั่นเกรงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะสนใจเขาจึงนั่งลงช้าๆ แล้วหลุดถอนหายใจอีกครั้ง

  “ทานเยอะๆ นะจ้ะ” คุณป้าวางข้าวสวยกับสเต็กหมูลงตรงหน้า ก่อนจะตามด้วยซุปร้อนๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารฝีมือคุณแม่ไม่มีผิด

ขณะที่เพรทเซลหยิบมีดขึ้นมาหั่นเนื้อหมูในจาน ชายแก่ที่นั่งติดกับปูโร่ก็เอ่ยขึ้น

“ว่าแต่เมื่อกี้เจ้าพูดภาษาอะไรน่ะ” น้ำเสียงทรงอำนาจทำเอาเพรทเซลและเจ้ามังกรตัวแสบถึงกับสะดุ้งไปตามๆกัน ปูโร่ที่เคี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ยติดสตั้นท์ไปชั่วขณะก่อนจะยกยิ้มแห้งๆ

“อ่อ มไม่มีอะไรหรอกฮะ เมื่อกี้ผมก็พูดไปงั้นเอง” ชายแก่คิ้วกระตุกก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้เจ้ามังกรตัวจิ๋วที่เริ่มมีเหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นเต็มใบหน้า

“เจ้าแน่ใจนะ?”

“นแน่ใจสิฮะ!” เมื่อชายแก่หันหน้ากลับไปปูโร่จึงยกมือขึ้นปาดเหงื่อพลางตักข้าวเข้าปากอย่างโล่งอก

“ว่าแต่เจ้าหนูนั่นชื่ออะไร” เมื่อเพรทเซลเงยหน้าขึ้นก็พบชายแก่จ้องเขาตาเขม็งราวกับกำลังรอคำตอบ

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแน่นเพราะไม่เข้าใจคำถามของคนตรงหน้า เขาหันไปมองเจ้ามังกรจิ๋วตัวแสบเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ที่ได้กลับมาไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ  มันกลับกลายเป็นสัญญานใบ้อะไรสักอย่าง 

ปูโร่ทำท่ารูดซิบปากก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาปาดคอตัวเองพร้อมทำสีหน้าทรมาน เพรทเซลเกาหัวขมวดคิ้วตึงอยู่ชั่วขณะ รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ประเทืองปัญญา แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตกลงอย่างจำยอม

“หือ” ชายแก่เห็นเด็กหนุ่มพยักหน้าลับๆ ล่อๆ ก็รู้สึกตะหงิดใจ เมื่อหันกลับมาเห็นเจ้ามังกรตัวเล็กที่กำลังอ้าปากพะงาบๆ ด้วยท่าทีพิลึกกึกกือก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ปูโร่ทำท่านั้นอยู่นานกว่าจะรู้สึกตัวว่ากำลังถูกจ้องอยู่

“เด็กคนนั้นชื่อเพรทเซลส่วนที่ไม่ตอบอะไรก็นั่นเพราะ” พูดเสร็จปูโร่ก็เว้นระยะชั่วครู่ ดวงตากลมโตจ้องหน้าชายแก่เขม็งพลางแสยะยิ้มชั่วร้ายแล้วชี้ไปที่ใบหน้าใสซื่อของเพรทเซล

“เขาเป็นใบ้!!

“หา…!” คำตอบที่ได้ทำเอาทุกคนหลุดร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน แม้แต่กิลลาทที่ดูเย็นชาก็เงยหน้าขึ้นจ้องเขาอีกคน เพรทเซลได้แต่เกาหัวแล้วยิ้มแหยๆ ในใจก็ได้แต่คิดว่าปูโร่ต้องพูดอะไรแผลงๆ ออกไปแน่!

“ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กนี่เป็นคนจากที่อื่นหรอกนะ” ชายแก่กดเสียงต่ำอย่างคาดคั้นจนปูโร่เผลอสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ถ้อยคำสุดท้ายของผู้เป็นนายเวียนกลับเข้ามาในสมอง

อ่อจริงสิปูโร่  เรื่องที่พวกเจ้าเป็นอาคานิสน่ะห้ามบอกใครเป็นอันขาดเข้าใจไหม

ทำไมล่ะขอรับ

นั่นก็เพราะว่ามันเป็นความลับยังไงล่ะ

หญิงผู้สูงศักดิ์พูดพลางแสยะยิ้มมุมปาก  แม้จะไม่เข้าใจความหมายว่าเพราะอะไรถึงให้ใครรู้ไม่ได้ก็เถอะแต่รอยยิ้มสยดสยองแบบนั้นมันตอกย้ำชัดเจนแล้วว่า หากให้ใครรู้ความลับเรื่องนี้ล่ะก็เขาจะต้องตายไม่ดีแน่!!

“ไม่มีทางเด็ดขาดเลย!! ผมกับเจ้าเด็กนี่เป็นแค่ลูกชาวบ้านนักเดินทางธรรมดาที่เที่ยวชมนกชมไม้จนถูกแองโกร่าทำร้ายเข้าต่างหากล่ะ!!” ปูโร่ปฏิเสธคอเป็นเอ็นพลางยื่นจานเปล่าไปให้หญิงวัยกลางคนแล้วจีบปากจีบคอพูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสา  “สงสัยเมื่อกี้จะต่อสู้กับแองโกร่าหนักไปหน่อยเลยหิวจัด แถมอาหารคุณป้าก็อร่อยมากๆ จะเป็นไรไหมฮะถ้าผมจะขอเติมอีกจาน!

“ดได้สิจ้ะ” หญิงวัยกลางคนหัวเราะแห้งๆ แล้วเดินไปตักข้าวเพิ่มให้เจ้าตัวแสบ

“ว่าแต่ทำไมคุณป้าอยู่คนเดียวล่ะเอ่อผมหมายถึงแล้วพ่อกิลลาทล่ะฮะ” เจ้ามังกรน้อยเอ่ยถามเพื่อเบี่ยงประเด็น

“เรย์น่ะเป็นลูกสาวคนโตของฉันเอง  ไม่ใช่แม่กิลลาทอย่างที่นายคิดหรอกนะ” ผิดคาดเมื่อคนตอบคำถามกลับเป็นชายแก่เสียได้ เขายกมือขึ้นกอดอกด้วยสีหน้าครุ่นคิดก่อนที่น้ำเสียงเข้มจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“แม่ของกิลลาทน่ะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่เขาอายุได้ 12 ปี... ส่วนพ่อของเขาก็เช่นกัน..”

“ไม่เห็นจำเป็นต้องเล่าเรื่องนี้ให้คนนอกฟังเลย!!!หนุ่มร่างสูงตะคอกพร้อมทุบโต๊ะเสียงดัง เขาจ้องชายแก่ตาเขม็งก่อนจะดันจานข้าวที่พร่องไปไม่ถึงครึ่งไปด้านหน้าแล้วเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น

เพรทเซลมองตามแผ่นหลังกว้างตาไม่กระพริบ แม้จะฟังไม่ออกว่ากิลลาทโกรธเรื่องอะไรแต่ลึกๆ แล้วแววตาแข็งกร้าวคู่นั้นกำลังกระซิบบอกแผ่วเบาว่าเขากำลังเจ็บปวด

เมื่อเด็กหนุ่มหันกลับมาก็เห็นเจ้ามังกรตัวแสบที่นั่งหน้าจ๋อยก้มหน้าจนชิดอก เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเบาๆ ว่า “ไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย

 

 

หลังจากที่ทานอาหารเสร็จทั้งคู่ก็ขอตัวไปพักผ่อน เจ้ามังกรน้อยกระโดดลงไปนอนเหยียดกายบนเตียงเล็กก่อนที่เด็กหนุ่มจะล้มตัวลงนอนข้างๆ

ห้องนี้เป็นห้องว่างไม่มีเจ้าของ นานทีจะมีแขกมาพักบ้างเป็นครั้งคราว ชายแก่จึงให้พวกเขาพักที่นี่ไปก่อนได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น

“ปูโร่!” เมื่อนึกขึ้นได้เด็กหนุ่มจึงรีบกระเด้งตัวขึ้นจากเตียงด้วยความเร็วสูง

“หา

“ไม่ต้องมาทำหน้าเหวอ ตอนแองโกร่านายทำแบบนั้นกับฉันได้ยังไง!!” เจ้าของเรือนผมสีแดงกดเสียงต่ำพลางแผ่รังสีอำมหิตไปทั่วห้องจนเจ้ามังกรตัวแสบเหงื่อตก มือเล็กชี้นุ่นชี้นี่พลางพูดแก้ตัวน้ำขุ่นๆ

“ฉฉันไม่ได้ผิดสักหน่อยฉันก็บอกนายแล้วไงให้วิ่ง!

“หนอย! ยังมีหน้ามาเถียงอีกนะเจ้าอ้วน!” เพรทเซลหันมาจ้องหน้าเจ้าตัวแสบอย่างเครียดแค้นก่อนจะกระโดดเข้าตะครุบร่างป้อมๆ นั่น แต่แล้วก็คว้าได้แค่อากาศ เห็นขาสั้นๆ อย่างนี้แต่ปูโร่วิ่งเร็วกว่าที่คิดมาก!

“เห๊อะ!” ปูโร่วิ่งไปหลบที่มุมห้องแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเพรทเซลด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราด

“นายเสร็จแน่!” เพรทเซลกัดฟันกรอดพลางหักนิ้วตัวเองดังกร๊อบแกร๊บ

“คิดว่าเจ๋งก็เข้ามาเลยไอ้หนู!

เมื่อปูโร่กระดิกนิ้วยียวน เด็กหนุ่มตัวเล็กจึงสติหลุด เขาเล็งเป้าหมายไปที่พุงอ้วนกลมแล้ววิ่งเข้าใส่ราวกับกระทิงป่าตกมัน เจ้ามังกรตัวแสบกระโดดขึ้นไปเหยียบหลังคู่ต่อสู้โดยง่ายทำให้อีกฝ่ายคว้าได้แต่อากาศ เมื่อเพรทเซลหันไปมอง ปูโร่ก็เหยียดยิ้มร้ายกาจพร้อมกระโดดถีบขาคู่เข้าเต็มๆ ที่กลางหลัง เพรทเซลหมุนตัวสามตลบก่อนจะล้มลงนอนหงายเงิบกับพื้นแบบหมดสภาพ

“ยังอ่อนหัดนัก!” ปูโร่พูดพลางหัวเราะเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง เด็กหนุ่มผมแดงได้แต่กัดปากตัวเองน้ำตาซึม

ฮือเจ้ามังกรอ้วนกลมตัวนี้มันปีศาจชัดๆ!!

หลังจากที่ทั้งคู่ได้เข้าใจถึงสถานะเจ้านายและนางทาสของกันและกันแล้ว ปูโร่ที่เพิ่งนึกขึ้นได้ก็เดินไปสะกิดร่างที่นอนแน่นิ่งให้ลุกขึ้นมา

 “ใส่นี่ซะ” เจ้ามังกรตากลมพูดพลางเลื่อนมือไปถอดแหวนของตน

“อะไรน่ะ” เมื่อเด็กหนุ่มหันมาถามปูโร่จึงสวมแหวนเอาไว้หลวมๆ แล้วตอบกลับไป

“นี่คือแหวนแห่งดวงจันทร์เมื่อใส่แหวนนี่แล้วนายจะสามารถเข้าใจภาษาอาร์คาน่าได้ และที่ตอนนี้ฉันสื่อสารภาษาเดียวกับนายได้ก็เพราะฉันใส่แหวนวงนี้” เพรทเซลพยักหน้าพลางรับแหวนหินรูปพระจันทร์สีทองมาสวมที่นิ้วชี้ด้านซ้ายอย่างกลัวๆ กล้าๆ

“เป็นไง!” ปูโร่เอ่ยถามพลางสะกิดเบาๆ ที่ข้างแขน

“หาก็โอเค

“สำเร็จ! เออจริงสิ! ถึงนายจะฟังรู้เรื่องแล้วก็จริงแต่ฉันบอกพวกปู่ฮิวด์ไปแล้วว่านายเป็นใบ้”

“หา”

“ไม่ต้องมาหา เวลาเจอหน้าพวกเขานายก็แกล้งเป็นใบ้ไปนั่นแหละ!” เจ้ามังกรไร้ความรับผิดชอบกอดอกพูดในขณะที่เพรทเซลหน้าเหวอจนพูดอะไรไม่ออก เขาได้แต่เก็บความแค้นที่มีต่อเจ้ามังกรปีศาจไว้ลึกๆ จนนึกอีกเรื่องที่ค้างคาใจขึ้นมาได้

“จริงสิปูโร่”

“หือ

“เมื่อกี้กิลลาทโกรธเรื่องอะไรเหรอ”

“นายนี่ไม่ธรรมดานะ ขนาดฟังไม่รู้เรื่องยังรู้ว่าหมอนั่นชื่อกิลลาท” มังกรน้อยตัวแสบหรี่ตามองเด็กหนุ่มราวกับจับผิด  ถ้อยคำจีบปากจีบคอทำเอาเพรทเซลส่ายมือปฏิเสธเป็นระวิงแล้วตะโกนถามเสียงสูง

“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงห๊ะ…!!

เจ้าตัวแสบยกยิ้มจนตาตี่ไม่ยอมตอบคำถาม ปูโร่ทิ้งตัวลงกับเตียงราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นก่อนจะดึงผ้าผืนโตขึ้นมาห่มจนถึงคอ เมื่อเห็นท่าทางสบายใจแบบนั้นเด็กหนุ่มก็อ้าปากค้างพลางเขย่าแขนร่างที่แกล้งทำเป็นหลับแรงๆ

“เดี๋ยว!! อย่าเพิ่งหลับ นายยังไม่บอกฉันเลยว่ากิลลาทโกรธเรื่องอะไร”

“นายนี่ยุ่งจริงๆ” ปูโร่ครางเสียงต่ำด้วยความรำคาญ แม้จะทำเป็นไม่สนใจ แต่เพรทเซลก็ยังคงตื๊อไม่เลิกสุดท้ายเขาก็ต้องยอมตอบจนได้

“พ่อแม่กิลลาทเสียไปเพราะอุบัติเหตุตั้งแต่เขายังเด็ก หมอนั่นโกรธที่ปู่ฮิวด์เล่าเรื่องนี้ให้คนนอกฟัง”

“อย่างนั้นเองเหรอ” ราวกับเป็นถ้อยคำที่พูดกับตัวเองซะมากกว่า  เพรทเซลเงยหน้ามองเพดานห้องก่อนจะหลับตาลงช้าๆ พลางนึกถึงเจ้าของนัยน์ตาสีเงินคนนั้น 

กิลลาทคงจะเจ็บปวดมากสินะ  ว่าไปแล้วเขาก็คิดถึงพ่อกับแม่จังเลยเมื่อไหร่ถึงจะได้กลับบ้านสักทีนะ

 

 

“งื่มมให้หมดนี่จริงเหรอแหม่เกรงใจแย่…. งั้นผมทานเลยนะฮะ”

“อ๊ากกกกกก” เด็กหนุ่มร้องลั่นสุดเสียงพลางกระเด้งตัวตื่นราวกับติดสปริง เขาสะบัดหัวแรงๆ แต่เจ้าตัวแสบที่งับหูเขาอยู่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยแม้แต่น้อยจนพรทเซลต้องโวยวายเสียงสูง

“ปูโร่!! ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะ!!

“ผะผมผมกินอีกไม่ไหวแย้ว” พูดไปหน้าแดงๆ ก็ยกยิ้มกรุ้มกริ่มไปจนเจ้าเด็กหน้าหวานต้องออกแรงง้างริมฝีปากกว้างนั่นสุดแรงแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เขาเหลือบตามองเจ้ามังกรน้อยอย่างเหลืออดอีกครั้งก่อนจะครางเสียงต่ำ

“ไม่ปล่อยใช่ไหมได้!” เพรทเซลนั่งคุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะเงยหน้ามองเพดานเก้าสิบองศาเพื่อชาร์ตพลัง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“อาหารเช้าเสร็จแล้วนะจ้ะเด็กๆ” เมื่อเพรทเซลเหวี่ยงหัวลงกับพื้นเพื่อหมายที่จะโหม่งร่างอ้วนกลมให้บี้แบนคาพสุธาด้วยความเร็วสูงปูโร่ก็ลืมตาตื่นราวกับกดสวิทซ์ มังกรตัวป้อมยอมปล่อยหูเด็กหนุ่มโดยง่ายจึงกลายเป็นเพรทเซลเสียเองที่เบิกตากว้างอย่างตกใจ เขาอยากจะหยุดแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อศรีษะกลมกระแทกลงกับพื้นห้องจนเกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณราวกับมีมนุษย์ต่างดาวบุกเข้าโจมตีอาร์คาน่า

“เสียงดังอะไรกันจ้ะ ปูโร่เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงคุณป้าดังร้อนรนมาจากนอกห้องในขณะที่เจ้ามังกรตัวแสบกลับยืนเท้าเอวแคะขี้มูกมองหน้ามนุษย์จอมโง่เขลาอย่างเวทนา

“เปล่าฮะ เพรทเซลแค่ทำของตกนิดหน่อยช่างเขาเถอะฮะ ลงไปทานข้าวกันดีกว่า!” เจ้ามังกรตัวแสบเปิดประตูเสนอหน้าออกไปทักคุณป้าด้วยใบหน้าไร้เดียงสา เพรทเซลได้แต่กัดฟันกรอดกำมือแน่นด้วยความแค้น

ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้ามังกรอ้วน!!

 

แม้มื้อเช้าเป็นข้าวต้มธรรมดาแต่รสชาติกลับอร่อยได้อย่างไม่น่าเชื่อ  เป็นอีกครั้งที่เพรทเซลตั้งคำถามกับตัวเองว่ามังกรสามารถใช้ช้อน ส้อม มีด  ได้คล่องแคล่วขนาดนี้เชียวเหรอ

ยิ่งคิดก็ยิ่งงงตกลงแล้วเจ้านี่มันคือตัวอะไรกันแน่เนี่ย!

“แหม่คุณป้านี่ทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยนะฮะ”

“ปากหวานตลอดเลยนะจ้ะปูโร่” หญิงวัยกลางคนยิ้มร่าพลางเดินมาลูบหลังเจ้ามังกรน้อยอย่างเอ็นดู

“ว่าแต่ปู่ฮิวด์ไปไหนแล้วล่ะฮะ”

“เดี๋ยวก็คงลงมาแหละจ้า อ่าวพูดถึงก็มาพอดีทั้งหลานทั้งปู่เลยนะ” เรย์เอ่ยทักกิลลาทที่เดินนำลงมาก่อนจะตามมาติดๆ ด้วยฮิวด์ แม้ใบหน้าเจ้าของกระจกตาสีเงินจะดูเรียบเฉยไปสักหน่อยแต่ดูท่าทั้งคู่จะปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ทานข้าวต้มสิจ้ะกิลลาท” หนุ่มร่างสูงพยักหน้าพลางรับถ้วยข้าวต้มมาไว้ในมือก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเพรทเซล  รังสีอำมหิตแผ่ซ่านอีกครั้งจนเด็กหนุ่มได้แต่ก้มหน้าก้มตากินอาหารในถ้วยตัวเองจนหมด

“วันนี้พวกเจ้าคงไม่ไปไหนกันสินะ” ชายแก่พูดพลางมองหน้ามังกรน้อยสลับกับเพรทเซลที่นั่งตัวแข็งทื่อ

“ฮะวันนี้พวกผมว่าง” ปูโร่ยกน้ำขึ้นดื่มแล้วตอบกลับอย่างฉะฉาน

“งั้นก็ดี  กิลลาทจะได้มีลูกมือเพิ่มอีกสองคน” ปู่ฮิวด์หลุดหัวเราะราวกับเอ็นดูแต่ปูโร่คู่กรณีกับเพรทเซลจอมขี้กลัวกลับไม่รู้สึกตลกด้วยแม้แต่น้อย ทั้งคู่เอาแต่ทำหน้าเหวอจนชายแก่นึกขำ

“ไปกับกิลลาทน่ะดีนะแล้ว พวกเจ้าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกเยอะ!

ระหว่างที่ชายแก่กำลังเกลี้ยกล่อมเด็กหนุ่มกับเจ้ามังกรอ้วนอยู่นั้น จู่ๆ หนุ่มร่างสูงก็ลุกขึ้นยืน นำถ้วยข้าวต้มไปเก็บ ก่อนจะเดินไปสวมรองเท้าที่ประตูบ้านเตรียมพร้อมจะออกไปข้างนอก

“ผมไปก่อนนะ” เสียงเข้มเอ่ยก่อนที่เจ้าของแผ่นหลังกว้างจะเดินจากไป เพรทเซลและปูโร่หันมามองหน้ากันและกันราวกับถามความคิดเห็นอีกฝ่ายเป็นนัยๆ

“รีบตามกิลลาทไปสิ” เมื่อปู่ฮิลด์พูดกำชับอีกรอบ ทั้งคู่จึงปฏิเสธไม่ได้  พวกเขาเอาถ้วยข้าวต้มไปเก็บพลางกล่าวขอตัวแล้วรีบวิ่งตามหนุ่มผมดำไปติดๆ

แม้อีกฝ่ายจะแค่ก้าวเท้าธรรมดาแต่ระยะทางที่ได้กลับเป็นสองเท้าของเด็กหนุ่มขาสั้นและมังกรน้อยอ้วนกลมอย่างเห็นได้ชัด  เพรทเซลและปูโร่จึงต้องเร่งสาวเท้าให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนไปเดินขนาบข้างกิลลาทได้ในที่สุด

ใบหน้าคมหันมามองเด็กหนุ่มผมแดงและเจ้ามังกรตัวแสบก่อนที่คิ้วเข้มจะเลิกขึ้น

“พวกนายไม่จำเป็นต้องตามมาก็ได้” แม้ภายนอกจะดูน่ากลัวไม่ใช่น้อยแต่สำนวนการพูดก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

“ค” เพรทเซลรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเพราะเพิ่งนึกไว้ว่าเกือบเผลอพูดออกไปเสียแล้ว เขาจ้องกิลลาทพลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าพวกเขาต้องการที่จะไปด้วยจริงๆ

“พวกเราจะไปด้วย!” ปูโร่เอ่ยพลางยกยิ้มจริงใจจนกิลลาทที่มองปฏิกิริยาทั้งคู่แล้วก็ต้องส่ายหน้าเบาๆ

“แล้วอย่ามาบ่นก็แล้วกัน” เขาพูดเช่นนั้นก่อนจะเดินนำไปทางทิศใต้ของตัวบ้าน

สองข้างทางจากที่เคยเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าค่อยๆ กลับกลายเป็นพื้นดินแห้งกรัง

กิลลาทหยุดยืนตรงหน้าประตูเหมืองบานใหญ่ เขาหยิบหินก้อนเล็กสองก้อนออกมาจากกระเป๋ากางเกง มือใหญ่ออกแรงเสียดสีหินเข้าด้วยกันอย่างชำนาญจนประกายไฟติดขึ้นที่ด้านบนของไม้ท่อนใหญ่ จากนั้นเขาจึงถือคบเพลิงเอาไว้ด้วยมือซ้าย พร้อมใช้อีกมือดันรถเข็นที่จอดรอไว้ก่อนแล้วเดินนำเข้าไปในเหมืองมืดๆ

ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะจุดไฟบนตะเกียงน้ำมันที่มีอยู่หลายจุดทอดยาวไปตลอดสองข้างทางจนทำให้รอบด้านสว่างขึ้นในพริบตา เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏขึ้นก็ทำเอาเพรทเซลกับปูโร่ถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นสถานที่แปลกใหม่ชัดเจนเต็มสองตา

ตรงหน้าคือทางเดินที่ไกลสุดลูกหูลูกตา เมื่อกิลลาทเดินลึกเข้าไปด้านใน เส้นทางที่ขรุขระจากการขุดก็ค่อยๆ ราบเรียบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงที่แห่งหนึ่ง

กิลลาทยื่นคบเพลิงมาให้เพรทเซลถือ ส่วนตัวเองก็หยิบอีเต้อด้ามโตจากในรถเข็นมาไว้ในมือก่อนจะหาเล็งหามุมที่เหมาะเจาะแล้วออกแรงขุดลงไป

เด็กหนุ่มและมังกรน้อยจ้องกิลลาทตาไม่กระพริบด้วยความทึ่ง แร่เหล็กและรัตนชาติสีแปลกตาถูกขุดขึ้นมาโดยง่ายจนเพรทเซลเผลอสะกิดไหล่คนตรงหน้าด้วยความซน  อีกฝ่ายจึงหยุดทำงานแล้วหันมาขมวดคิ้วมองเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

เมื่อปะทะหน้ากันตรงๆ ก็ยิ่งเห็นดวงตาสีเงินน่าเกรงขามชัดเจนยิ่งขึ้น  เจ้าเด็กผมแดงอดที่จะหวั่นเกรงไม่ได้ แต่ด้วยความที่อยากลองขุดแร่บ้างจึงต้องทำใจดีสู้เสือ เขาสูดหายใจลึกๆ แล้วยื่นคบเพลิงให้ชายหนุ่มก่อนจะดึงอีเต้อมาจากมือของอีกฝ่าย 

กิลลาทยอมรับคบเพลิงมาถืออย่างว่าง่ายขณะมองเด็กหนุ่มที่ถืออีเต้อด้ามโตไว้ในมือแบบเงอะๆ งะๆ  แม้เพรทเซลจะออกแรงขุดยังไงแต่หน้าดินก็แทบจะไม่กระเทือนแม้แต่น้อย

เห็นหน้าตาซื่อบื้อก็คิดว่าจะยอมถอดใจโดยง่ายแต่ผิดคาดเมื่อเพรทเซลไม่ยอมแพ้และตั้งหน้าตั้งตาพยายามขุดต่อไป เป็นเวลานานที่เด็กหนุ่มออกแรงขุดอยู่อย่างนั้น จนท้ายที่สุดก็สามารถขุดอะไรออกมาได้บ้าง ถึงจะได้เพียงถ่านหินแต่กิลลาทก็เอ่ยปากชมออกมา

“ก็ใช้ได้นี่”

แม้เหงื่อจะหยดเป็นสายแต่เพรทเซลกลับยิ้มจนแก้มปริเมื่อได้ยินคำชมนั้น ถึงจะดีใจแค่ไหนแต่ตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยเต็มทนจึงคืนอีเต้อให้กับชายหนุ่มตรงหน้านำไปขุดต่อด้วยความยินดี

เมื่อได้แร่มาตามที่ต้องการแล้วกิลลาทก็เข็นรถนำออกจากเหมือง ระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะดับตะเกียงน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้ผู้อื่นได้ใช้ต่อในคราวหน้า

ทั้งสามกลับมาถึงบ้านในยามสาย กิลลาทเข็นรถไปไว้ที่หลังบ้าน เมื่อเห็นว่าปูโร่และเพรทเซลยังคงเดินตามเขาไม่ห่าง ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น

“พวกนายเข้าบ้านไปพักผ่อนกันได้แล้ว”

“แล้วนั่นนายจะไปไหน” ปูโร่ถามเมื่อเห็นกิลลาทไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าบ้านไปพร้อมพวกเขา

“ฉันจะไปตีดาบต่อ”

“งั้นพวกเราจะไปช่วยด้วย!

ทำไปทำมากลับกลายเป็นทีมที่เข้ากันดี

ปูโร่และเพรทเซลวิ่งตามชายหนุ่มผมดำมาหยุดยืนที่หน้าเตาหลอมขนาดใหญ่ในห้องตีดาบซึ่งก่อด้วยอิฐมิดชิดบริเวณสวนหลังบ้าน ทั้งคู่นั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ พลางรุมดูร่างสูงที่กำลังนำแร่เหล็กใส่เข้าไปในเตาหลอมอุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งพันองศาเซลเซียส ไม่นานนักกิลลาทก็นำเหล็กก้อนหนาสีแดงสดออกมาก่อนจะทุบระรัวด้วยค้อนด้ามโตสลับกับนำไปหลอมอีกครั้งเมื่อเหล็กเริ่มเย็น

พอเห็นทั้งคู่จ้องตาไม่กระพริบอีกเช่นเคยคราวนี้จึงกลายเป็นกิลลาทที่เอ่ยปากชวนก่อน “อยากลองดูไหมล่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าเด็กผมแดงก็พยักหน้าระรัว เขารับค้อนหนักอึ้งมาถือไว้ในมือพลางรอให้ชายหนุ่มคีบเหล็กที่เริ่มจะยาวและบางลงออกมาจากเตา เมื่อเหล็กถูกวางลงบนแท่นเพรทเซลก็ออกแรงทุบไม่ยั้งจนตัวโยน แต่ทุบได้ไม่กี่ครั้งกิลลาทก็ทนดูต่อไปไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจยึดค้อนคืนในที่สุด

“เวลาตีเหล็กน่ะ ต้องตีบริเวณที่มันเป็นสีแดง” เขาพูดหน้านิ่งพลางตีให้ดูเป็นตัวอย่าง

จากเหล็กก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าถูกตีทบครึ่งจนกลายเป็นรูปทรงจตุรัส แล้วจึงตีให้แผ่ยาวเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกครั้ง  การกระทำซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้จะทำให้ดาบมีอนุภาคที่เกาะตัวกันแน่นและแข็งแรงยิ่งขึ้น

“ความร้อนในการหลอมก็สำคัญ หากเหล็กร้อนเกินไปดาบก็จะเปราะง่าย แต่หากเหล็กเย็นเกินไปดาบก็จะไม่แข็ง” เจ้าของเรือนผมสีดำเอ่ยในขณะที่เหงื่อเม็ดใสเริ่มก่อตัวบนใบหน้าเพราะอุณหภูมิสูงจัดของเตาหลอม กระจกตาสีเงินดูอ่อนลงเมื่อยามต้องแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมาทางหน้าต่างบานเล็ก

แม้ภายนอกกิลลาทจะดูเป็นคนเย็นชาและน่ากลัว แต่หากได้เข้ามาสัมผัสแล้วจะรู้ว่าเขาเป็นคนที่เท่ห์ไม่น้อยเลยล่ะ

“ดาบที่ดีต้องเฉียบคมที่คมมีดและยืดหยุ่นที่แกนกลาง” ชายหนุ่มผู้รักในการตีดาบอธิบายไปพร้อมกับเก็บรายละเอียดดาบในมืออย่างครบถ้วน เมื่อเห็นว่าได้ดาบรูปทรงที่ถูกใจแล้วเขาก็นำมันไปแช่ในน้ำเย็นเพื่อให้ดาบแข็งคงรูป 

“โห! สุดยอด!” ปูโร่เอ่ยชมพร้อมมองดาบเล่มใหญ่ตาไม่กระพริบเช่นเดียวกับเด็กหนุ่มผมแดงที่จ้องดาบตรงหน้าจนตาวาว

ชั่ววินาทีนั้นเพรทเซลแอบกลอกตามองเจ้าของดวงตาคมกริบก่อนจะเบิกตาโตอย่างตกใจ

ถ้าเมื่อกี้ตาเขาไม่ฝาดไปล่ะก็ดูเหมือนกิลลาทจะแอบยิ้มด้วย!!

“ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาไปเดินเล่นในเมือง” หนุ่มร่างสูงพูดขณะเดินนำเข้าไปในบ้าน ซึ่งพวกเพรทเซลก็พยักหน้าเชื่อฟังโดยง่าย จากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปล้างคราบเหงื่อไคลหลังจากที่ทำงานหนักมากว่าครึ่งค่อนวัน

เมื่อกลับเข้ามาถึงห้องเจ้ามังกรน้อยก็เตรียมถลาตัวนอนลงกับเตียงแต่ยังไม่ทันจะได้ทำดังที่หมายก็ถูกเด็กหนุ่มคว้าแขนเล็กนั่นให้เดินตาม

“สกปรกจะแย่!! ไปอาบน้ำ!!” เพรทเซลดันปูโร่เข้าไปในห้องน้ำพร้อมเอื้อมมือไปปิดประตู

“ไม่เอาน่า ฉันขี้เกียจ” ไม่พูดเปล่าปูโร่ยังทำท่าจะกระพือปีกบินหนี เด็กหนุ่มจึงตักน้ำราดลงที่กลางหัวกลมๆ

“เจ้าเด็กบ้า!! นี่นายทำอะไรเนี่ย!!” ปูโร่ร้องโวยวาย

จากนั้นพวกเขาทั้งคู่ฉุดกระชากลากถูกันไปมาในห้องน้ำ แต่ในที่สุดการอาบน้ำก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพรทเซลสวมเสื้อนักเรียนชุดเดิมอีกครั้งก่อนที่จะเดินลงไปนั่งรอที่ชั้นล่าง ไม่นานกิลลาทก็เดินลงบันไดมาเช่นกัน

แม้ยามนี้กิลลาทจะสวมแค่เสื้อแขนยาวสีขาวพอดีตัวที่มีเฟอร์ขนสัตว์บริเวณปกคอลากยาวมาถึงฮู้ดกับกางเกงขายาวสีดำแต่เพราะรูปร่างสูงและผิวขาวจัดทำให้ชายหนุ่มกลับโดดเด่นยิ่งกว่าใคร โครงหน้าหล่อได้รูปหันมามองทั้งสองร่างที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับเก้าอี้พลางเลิกคิ้วขึ้นราวกับกำลังคิดอะไรสักอย่างก่อนที่เขาจะเดินไปหยิบชุดคลุมมาสองชุด

“นายใส่ชุดนี้เอาไว้ ขืนคนข้างนอกรู้ว่ามังกรพูดได้จะแตกตื่นไปกันใหญ่” กิลลาทยื่นผ้าคลุมสีน้ำตาลมีฮู้ดขนาดพอดีตัวมาให้ปูโร่ใส่ เมื่อเจ้ามังกรยัดตัวเองเข้าไปในผ้าคลุมได้สำเร็จเพรทเซลก็ยู่หน้าขึ้นมาทันทีอย่างขัดใจ

ตั้งใจจะให้ใส่ผ้าคลุมเพื่อปลอมตัวอย่างงั้นเหรอ!?  เขาบอกได้คำเดียวว่าโคตรจะไม่เนียน!! พุงป่องปากโผล่ขนาดนี้ถ้าใครดูไม่ออกนี่แนะนำให้ไปเปลี่ยนลูกตาใหม่เถอะ!!

“อื้ม โอเคแล้ว  งั้นก็เหลือแค่นายสินะ” คำพูดของกิลลาททำเอาเพรทเซลอยากโหม่งหัวลงกับพื้นบ้านเป็นครั้งที่สองของวัน

ช่วยบอกทีว่ามันโอเคตรงไหนครับคุณกิลลาท!!!

กิลลาทหันมามองเสื้อนักเรียนที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้กับแองโกร่าจนชายเสื้อขาดวิ่นเป็นทางยาว

“ส่วนนาย... ดูเหมือนชุดของฉันจะหลวมเกินไป เอาไว้จะหาชุดในเมืองให้ใหม่ก็แล้วกัน” 

และแล้วชายหนุ่มก็พาเจ้าเด็กผมแดงและมังกรหนึ่งตัวเข้ามาเดินเล่นในตัวเมือง

แม้กลอรี่ฮิลจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อด้านแร่เหล็กและธรรมชาติ  แต่ย่านการค้ากลับมีร้านอาหาร ร้านขายอาวุธ และสถานที่ขายของจิปาถะมากมายกว่าที่คิด พ่อค้าหาบเร่ต่างเรียกผู้คนที่สัญจรไปมาให้เข้ามาเลือกดูสินค้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย คงเพราะหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของอาร์คาน่าอากาศจึงค่อนข้างหนาวเย็นแม้จะเพิ่งเข้าฤดูหนาวมาได้ไม่กี่วันก็ตาม

กิลลาทพาเจ้าตัวแสบทั้งคู่มาทานอาหารที่ร้านประจำ เขาสั่งเนื้อกาลาปาโก้ย่างของตนพร้อมกับปูโร่ที่สั่งเนื้อแองโกร่าอบซอสแดงอย่างช่ำชอง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กยังคิดไม่ได้เขาเลยชี้นิ้วไปที่อีกเมนูโปรดของเขาพลางพยักหน้าอย่างมาดมั่น เพรทเซลมองภาพสิ่งมีชีวิตหน้าตาละม้ายคล้ายจระเข้ตีนเป็ดที่ถูกวาดกำกับไว้ข้างๆ โดยใต้เมนูมีอักษรสีแดงย้ำไว้ชัดเจนอีกว่า เชือดสดขณะสั่งไม่เหม็นคาว

“กาลาปาโก้ผัดพริกไทยดำอีกจาน” ไม่รอช้ากิลลาทก็สั่งอาหารให้เองเสร็จสรรพ เจ้าของร้านวัยระราวสามสิบปีที่มีรอยสักลายสัตว์ประหลาดรวมถึงกาลาปาโก้ที่ว่าอยู่เต็มตัวคลี่ยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างสนิทชิดเชื้อจนเพรทเซลที่กลัวจนหัวสั่นเผลอกัดเล็บตัวเองไม่ยอมหยุด

“เด็กผมแดงสองคนนี้เป็นญาตินายเหรอ” เด็กหนุ่มเผลอสะดุ้งเมื่อพี่ชายเจ้าของร้านหันมายิ้มให้อย่างใจดี เพรทเซลได้แต่คิดในใจว่าตาพี่แกทำด้วยอะไรถึงได้มองเจ้ามังกรอ้วนกลมนี่เป็นคน!!

“เปล่า นักเดินทางที่ผ่านมาน่ะ” กิลลาทตอบกลับอย่างไม่ถือตัวเช่นทุกที 

“ปู่นายนี่ดีนะพาคนมาพักเรื่อยๆ ไม่มีเหงาเลย” คำพูดของเจ้าของร้านดูท่าจะแซวเสียมากกว่า กิลลาทเหยียดยิ้มหน่ายๆ พลางโบกมือเหมือนไล่ให้รีบไปทำอาหารเสียที เจ้าของร้านหันมายักคิ้วกวนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว

ครู่หนึ่งต่อมาเสียงร้องโหยหวนชวนสยองขวัญของกาลาปาโก้ก็ดังมาจากหลังร้าน เพรทเซลเบิกตาค้างกัดปากตัวเองแน่น มือเย็นเฉียบ ผิดกับเจ้ามังกรน้อยที่เช็ดน้ำลายมุมปากก่อนจะพูดด้วยความชื่นชม

“ร้านแนวนี้ก็เพิ่งจะเคยมากินเป็นครั้งแรก นายนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ”
 

เพรทเซลแทบจะตะโกนออกไปเต็มเสียงว่านี่มันร้านพวกปีศาจชัดๆ!!  แต่เมื่อเห็นกิลลาทผู้เคร่งขรึมเองก็แสยะยิ้มน่าขนลุก  เด็กหนุ่มจึงแทบจะกลิ้งลงไปสลายร่างคาพื้นร้าน

หรือแท้จริงแล้วเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกอมนุษย์กันแน่เนี่ย!!

“อาหารที่สั่งได้แล้วครับ”

เพรทเซลกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบากพลางมองอาหารจานโตตาค้าง โดยเฉพาะเมนูกาลาปาโก้ แม้หน้าตามันจะเหมือนผัดพริกไทยดำฝีมือคุณแม่อยู่มากแต่พอขึ้นชื่อว่ากาลาปาโก้แล้วก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาชอบกล

“เนื้อสดไม่เหม็นคาวอย่าบอกใครเลย!” ปูโร่กัดเนื้อแองโกร่าเข้าไปเต็มปากราวกับอสูรกายร้ายแห่งอาร์คาน่า  ฟันคมกริบเคี้ยวเนื้อกระต่ายขาวในปากอย่างเอร็ดอร่อยจนเด็กหนุ่มไปต่อไม่ถูก

“ทำไมไม่กินล่ะ” กิลลาทเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม  เพรทเซลอยากจะตอบกลับไปว่าไม่หิวแต่ก็เกรงใจคนตรงหน้าสุดพลัง จู่ๆ ชายหนุ่มร่างสูงก็จิ้มส้อมลงบนเนื้อกาลาปาโก้ก่อนจะยื่นมาที่ปากเขา

เพรทเซลมองชิ้นเนื้อสยดสยองสลับกับใบหน้ากิลลาทไปมา  รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเริ่มจะแผ่รังสีอำมหิตออกมามากขึ้นทุกที ด้วยความกลัวเพรทเซลจึงจำต้องยอมกัดเนื้อจระเข้ตีนเป็ดเข้าปากอย่างกล้ำกลืนฝืนทน แต่เมื่อรสชาติเผ็ดร้อนของพริกไทยแผ่ซ่านลงบนลิ้นกลายเป็นความอร่อยที่ผิดคาดทำให้เพรทเซลต้องสลัดความคิดที่มีอยู่ออกไปทันที

“อร่อยไหม”

สิ้นคำถามนั้นเด็กหนุ่มรีบพยักหน้าขึ้นลงจนกิลลาทมองเขาด้วยแววตาที่อ่อนลง เพรทเซลมองเนื้อกาลาปาโก้ในจานตัวเองอีกครั้ง แค่หลับหูหลับตากินแล้วลืมๆ ไปซะว่ามันคือจระเข้ก็ทำให้เขาเจริญอาหารขึ้นมาทันที ท้ายที่สุดมื้ออาหารที่งงสุดเหวี่ยงก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เมื่อจ่ายเงินเสร็จกิลลาทก็พาพวกเพรทเซลมาที่ร้านขายเสื้อผ้า เมื่อเข้ามาในร้าน ร่างสูงไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรให้เสียเวลา เขาชี้บอกเจ้าของร้านให้หยิบชุดคลุมตัวหนึ่งที่แขวนอยู่บนราวใกล้กับเคาท์เตอร์

“ไปลองสวมชุดนี้ดูสิ” กิลลาทยื่นผ้าคลุมผืนนั้นให้กับเพรทเซล แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้างงจนเขาต้องพูดย้ำอีกครั้งพลางชี้ไปที่ห้องลอง “ไปลองชุด”

ในที่สุดเพรทเซลก็ต้องจำยอมรับชุดคลุมตัวนั้นมาลองสวมดูตามที่บอกก่อนที่เจ้าของนัยน์ตาสีเงินจะมีน้ำโห เขาเดินไปที่ห้องลองโดยมีปูโร่วิ่งตามมาติดๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันสวมชุดนั่นอย่างทุลักทุเล

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เพรทเซลจึงเงยหน้ามองตัวเองในกระจกอย่างจริงจัง

“โห เพรทเซลนายดูเหมือนพวกนักเวทย์ชั้นสูงเลย” ปูโร่พูดพลางบินวนไปรอบๆ ด้วยความชื่นชม ในขณะที่เพรทเซลแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีขาวทำจากผ้าเนื้อดี ที่ด้านหน้าสั้นแค่เข่าแต่ด้านหลังยาวเกือบถึงข้อเท้า มีแถบลายสีแดงแต่งแต้มอย่างงดงามบ่งบอกถึงความประณีตของช่างตัดเย็บเป็นอย่างดี ชุดนั้นพอดีตัวเขาเป๊ะราวกับถูกสั่งตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ เพรทเซลสำรวจตัวเองด้วยความตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องลองชุด

กิลลาทที่ยืนเท้าคางรออยู่ไม่ไกลพอเห็นเด็กหนุ่มเดินมาหาก็ยื่นรองเท้าบู๊ทยาวเกือบถึงเข่าที่เพิ่งเลือกมาสดๆ ร้อนๆ ให้อีกฝ่ายทันที ก่อนจะพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงให้ลองสวมดู

เพรทเซลรับรองเท้าบู๊ทนั้นมาอย่างงงๆ นอกจากชุดคลุมสีขาวแถบแดงแล้วรองเท้าบู๊ทที่กิลลาทเลือกให้ก็เป็นสีขาวตัดด้วยสีแดงเช่นกัน ตัวรองเท้าทั้งหมดเป็นสีขาวบริสุทธิ์แต่มีเพียงเชือกผูกรองเท้าเท่านั้นที่เป็นสีแดงสะดุดตา ถึงจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่พอนึกไปนึกมาก็พอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงกะจะเลือกชุดให้เข้ากับผมสีแดงของเขาก็เป็นได้

หลังจากเพรทเซลต่อสู้กับเชือกรองเท้าบู๊ธสีแดงอยู่นาน ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง เพรทเซลหันไปหากิลลาท ยืดอกยืนตรงให้เห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนพลางกะพริบตาปริบๆ เพราะไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเองเท่าที่ควร แต่เมื่อคนที่อยากเป็นสไตล์ลิสต์ส่วนตัวพยักหน้าให้  เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที  ถึงแม้ใบหน้าของชายหนุ่มจะดูเรียบเฉยไปสักหน่อยก็ตาม

กิลลาทลูบเรือนผมสีแดงแผ่วเบา ขณะจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่วางตา ดูเหมือนว่าชุดที่เลือกมาจะเข้ากับร่างเล็กได้อย่างเหมาะเจาะจนน่าตกใจ

เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้วเขาก็ยื่นเงินให้เจ้าของร้านพลางเดินนำออกไป ระหว่างทางพวกเขาก็พบพวกปู่ฮิวด์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าผู้คนที่แต่งตัวเหมือนนักเดินทางยืนอยู่หน้าบ้าน... ถ้าจะพูดให้ถูกก็คงจะต้องเรียกว่าเป็นร้านเสียมากกว่า

ครอบครัวกิลลาทเปิดร้านขายอาวุธชื่อดังที่มีลูกค้าแห่มาซื้อทั้งวันไม่ขาดสาย ในร้านมีทั้งดาบ ขวาน  ธนู หน้าไม้ และอาวุธอื่นๆ ที่ถูกดีไซน์ขึ้นมาใหม่ มองไปทางไหนก็ดูแปลกตาไปหมด ไม่แปลกเลยที่กิลลาทจะชื่นชอบในการตีดาบมากขนาดนี้

 

 

ตกค่ำพวกเขาก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง

ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสนิท ยามนาฬิกาไม้บอกเวลาเกือบเที่ยงคืน อยู่ๆ ปูโร่ก็เกิดอาการหิวแสบไส้จนตื่นขึ้นมากลางคัน

“โอยหิวจังเลย” เจ้ามังกรตัวจิ๋วบ่นงึมงำพลางสะกิดร่างข้างกายให้ตื่นขึ้นมาเป็นเพื่อน

“งืมอะไรเหรอ” เพรทเซลในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นฝืนลืมตาขึ้นมองปูโร่ด้วยสติที่ยังไม่เข้าร่างดีนัก

“ฉันหิวลงไปหาอะไรกินกันเถอะ” ปูโร่ลากเด็กหนุ่มให้เดินตามราวกับที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง แต่พอเดินออกจากห้องมาได้ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากห้องทางขวา

“กิลลาท” เสียงทรงอำนาจที่คุ้นเคยทำพวกเขาสะดุ้ง ทั้งคู่หันมามองหน้ากันก่อนที่วิญญาณความอยากรู้อยากเห็นจะถาโถมเข้าใส่ แสงสลัวจากเตาผิงนำทางพวกเขาให้รีบวิ่งไปหลบด้านหลังประตูแล้วแนบหูลงช้าๆ อย่างเงียบเชียบ

“ปีนี้นายก็อายุครบยี่สิบปี ถึงเวลาที่จะต้องไปตามหาแร่เหล็กที่เรืองแสงได้แล้วล่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเพรทเซลก็เบิกตาโตขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย   

“นายจงไปที่เมืองท่าแม็คเบย์ห่างออกไปจะมีเกาะลึกลับซึ่งเก็บซ่อนแร่เหล็กนั่นเอาไว้ หากได้สิ่งนั้นมาล่ะก็เราจะตีดาบที่ทรงอานุภาพที่สุดในอาร์คาน่าได้ เพราะงั้นชื่อเสียงของตระกูลเราขึ้นอยู่กับนายแล้ว... ฝากด้วยนะกิลลาท”

เมื่อเสียงฝีเท้าที่คาดว่าน่าจะเป็นของชายแก่ดังใกล้เข้ามา เพรทเซลและมังกรน้อยที่แนบหูอยู่หลังประตูก็รีบวิ่งกลับไปซ่อนที่ห้องตัวเองราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เจ้าตัวแสบทั้งสองมองหน้ากันและกันอีกครั้งราวกับจะขอความคิดเห็นจากอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทั้งคู่สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“นายว่าปู่ฮิวด์จะรู้ไหมว่าพวกเราแอบฟัง” เพรทเซลกระซิบแผ่วเบาด้วยหน้าตาร้อนรนเช่นเดียวกับมังกรน้อยที่ฝืนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายแล้วทั้งคู่ทำใจดีสู้เสือ เดินไปเปิดประตูช้าๆ ชั่ววินาทีต่อมาก็ปรากฏภาพชายแก่ดังที่คาดไว้ไม่มีผิด

“คคือคือพวกเรา” ปูโร่หลับหูหลับตากลั้นใจพูดแต่แล้วชายแก่ก็เอ่ยสวนขึ้น

“ฉันมีเรื่องจะไหว้วานพวกเจ้าหน่อย”

!!!

พวกเขาทั้งคู่สะดุ้งเฮือกพลางหันมามองหน้ากันและกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ชายแก่ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“พรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าจงออกเดินทางไปพร้อมกับกิลลาท”

สิ้นประโยคนั้นปูโร่ถึงกับอ้าปากค้างพลางมองหน้าชายแก่อย่างงุนงง มองไม่ออกเลยว่าคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ การที่ปู่ฮิวด์พูดแบบนั้นโดยไม่มีการเกริ่นนำอะไรทั้งสิ้นนั่นหมายความชัดเจนแล้วว่าชายแก่รู้ว่าพวกเขาแอบฟัง!

“หากเดินทางไปพร้อมกับกิลลาทพวกเจ้าจะสามารถรวบรวมไพ่ได้ครบและกลายเป็นอาคานิสที่ยิ่งใหญ่...” ใบหน้านิ่งขรึมเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้พวกเขาทั้งคู่แข็งทื่อราวกับต้องคำสาป ได้แต่ยืนมองชายแก่ที่จบประโยคนั้นด้วยรอยยิ้มร้ายกาจก่อนจะเดินจากไป

ราวกับหายใจไม่ทั่วท้องเป็นเวลานาน... พวกเขาค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ผ่อนออกประตูบานเดิมก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยใบหน้าของคนที่เพิ่งจากไปไม่ถึงนาที

“เพรทเซล เจ้าคือเด็กที่ถูกเลือกมาจากโลกสินะไม่ต้องแกล้งเป็นใบ้แล้วล่ะ จากนี้พวกเจ้าจงช่วยเหลือซึ่งกันและกันอนาคตของอาร์คาน่าอยู่ในมือพวกเจ้าแล้ว”

ประตูห้องถูกปิดลงอีกครั้ง... ชายแก่จากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ปริศนาที่ทำให้หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวได้แต่จ้องหน้ากันนิ่งอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

 

กิลลาทขังตัวเองไว้ในห้องที่มืดสนิทนานร่วมชั่วโมง

เขาเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับกำลังขอคำตอบจากดวงจันทร์ที่ทอประกายอยู่ไกลลิบตา มือใหญ่เคลื่อนมาปัดผมที่ปรกใบหน้า ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปหยุดตรงหน้าลิ้นชักที่ไม่เคยเปิดมานานกว่า 8 ปีแล้ว

กิลลาทหยิบผ้าพันคอขนสัตว์สีแดงสดมากำไว้ในมือ  เดิมทีเจ้าของผ้าพันคอผืนนี้มักสวมมันเอาไว้โดยตลอดจนเกิดร่องรอยขาดวิ่นบริเวณชายผ้า  แม้ภายนอกจะดูเก่าไปสักหน่อยแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ขนสัตว์สีแดงในตำนานดูน่าเกรงขามลดลงแม้แต่น้อย   กิลลาทพินิจพิจารณาสิ่งนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงนำมาพันที่รอบคอ อยู่ๆ ความอบอุ่นบางอย่างก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาบีบมันแน่นก่อนจะเดินไปเก็บข้าวของที่จำเป็นใส่กระเป๋า

 

 

                                                                                                                        




รูปโดยว๊าหวานสุดที่เลิฟ 555 ขอบคุณฮ๊าฟฟฟ :)











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #14 Mable'x Gummy (@pedhui) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มกราคม 2557 / 03:23
    ชอบตอนปูโร่แคะขี้มูกอ่ะ 55 เกรียนเฟ่อ . . Pickaxe จริงๆเราว่ามันเรียกว่าอีเต้อ เป็นเครื่องมือจำพวกจอบน้า แต่นั่นแหละไม่ต้องสนใจเราก็ได้ 555
    #14
    0