THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 13 : ♣ CHAPTER 11 ♠ :: นักบวชแห่งโอวีเน่ ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.ค. 57





 

“ฮัดเช่ย!” ทางด้านเพรทเซลผู้ตัดสินใจแยกตัวมาเดินเล่นในเมืองยามบ่าย เขาได้พบสินค้าแปลกตามากมายถูกนำมาวางขายจนเลือกไม่ถูก บางอย่างก็พอเดาได้ว่ามีไว้ใช้ทำอะไรแต่บางอย่างก็พิลึกเกินกว่าจะคาดเดา เด็กหนุ่มซื้อขนมติดไม้ติดมือมาชิ้นสองชิ้นก่อนจะเดินลัดเลาะไปเรื่อยเปื่อย รู้สึกตัวอีกทีก็มาโผล่ที่สนามเด็กเล่นเสียแล้ว

เพรทเซลนั่งลงบนพื้นหญ้า นัยน์ตากลมโตสีเขียวมรกตทอดมองไปยังน้ำพุอย่างเพลิดเพลิน กระถางดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ล้อมรอบน้ำพุเป็นวงกลม ด้านในกระถางพวกนั้นมีดอกไม้หลากพันธุ์แข่งกันผลิบานหยอกล้อกับแสงอาทิตย์ สีสันต์สดใสตัดกันงดงามดั่งภาพวาด เพียงแค่ปล่อยใจไปกับสายลมฟังเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่จับกลุ่มเล่นซุกซนอยู่กลางสนามก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที

เพรทเซลผิวปากตามจังหวะขับขานของนกตัวเล็ก เขาเหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะใคร่ครวญนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ปูโร่จะบอกว่าหนึ่งปีของอาร์คาน่าเท่ากับหนึ่งชั่วโมงบนโลกก็ตาม แต่ใจจริงแล้วเขาเองก็ยังกังวลไม่น้อยไม่รู้ป่านนี้คุณพ่อคุณแม่จะเป็นยังไงบ้างอยากกลับไปพบทุกคนเร็วๆ จัง

“ฮืออออ!! เสียงร้องไห้กระจองงอแงปลุกเพรทเซลให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ เด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้สึกตัวสะบัดหน้าระรัวเพื่อเรียกสติ เขามองไปที่ข้างสนามก็พบเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้ ข้างๆ มีเด็กวัยเดียวกันอีกสามคนยืนล้อมรอบเอาไว้ เด็กเกเรทั้งสามผลัดกันผลักหัวคนตัวเล็กกว่าอย่างสนุกสนาน และแล้วภาพตัวเขาตอนถูกเพื่อนรุมแกล้งก็ซ้อนทับขึ้นมาทันที เพรทเซลกำมือแน่นจ้องเด็กพวกนั้นตาเขม็งก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปห้ามในทันที

 “หยุดแกล้งเพื่อนเดี๋ยวนี้นะ!” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงดุพลางยื่นมือไปลูบหัวเด็กชายตัวน้อยที่ร้องไห้ไม่ยอมหยุด

“เรื่องอะไรต้องหยุด!” เจ้าเด็กหัวโจกตอกกลับเสียงแข็ง พลางจ้องหน้าเพรทเซลอย่างท้าทาย

“ไอ้ขี้แยร้องไห้ไม่รู้จักโต!” เมื่อเห็นว่าหัวหน้าไม่เกรงกลัวลูกน้องอีกสองคนจึงพากันประสานเสียงกวนใส่เด็กตัวเล็ก

“น้อง…!” เพรทเซลพูดไม่ออก ขนาดเขายืนห้ามอยู่ตรงนี้แต่เจ้าเด็กพวกนี้กลับไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด

“อะไรเล่าไอ้พี่หน้าเซ่อ! ฮ่าๆ” เด็กพวกนั้นชี้หน้าเพรทเซลพลางหัวเราะเยาะจนท้องแข็ง เพรทเซลได้แต่ขมวดคิ้วตึงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“เอะอะอะไรกันอยู่เหรอเด็กๆ” ทันใดนั้นเอง!! ชายหนุ่มตาตี่ก็ปรากฏตัวขึ้น เจ้าเด็กแสบสามคนต่างอ้าปากค้าง หน้าตาตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อชายร่างสูงในชุดคลุมนักบวชเดินเข้ามาใกล้ ชายผู้นั้นมองเด็กที่กอดเข่าร้องไห้ก่อนจะก้มตัวลงไปลูบมือเล็กแผ่วเบา ไม่นานเสียงสะอื้นก็เงียบลง

“ท่าน.. ท่านอลาบาสพวกผมผิดไปแล้ว!” จู่ๆ เด็กแก่นทั้งสามก็ก้มหัวให้ชายผู้มาใหม่อย่างสำนึกผิดแล้วรีบเข้าไปแสดงความรักใคร่กับเด็กที่เพิ่งหยุดร้องไห้เสมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“รังแกเพื่อนไม่ดีนะ นอกจากจะทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดแล้วบาปกรรมเหล่านั้นก็จะติดตัวเราไปในอนาคต ถ้าสำนึกผิดแล้วทีหลังก็อย่าทำแบบนี้อีกนะเด็กๆ” ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินเข้มเอ่ยพลางคลี่ยิ้มอ่อนโยน ซึ่งเจ้าตัวแสบก็เชื่องใส่เขาราวกับไม่ใช่คนเดิมกับเมื่อครู่นี้ ระหว่างที่เพรทเซลได้แต่งุนงงชายผู้นั้นก็หันมามองเขาด้วยสายตาเป็นมิตร

“ผมชื่ออลาบาสนะครับคุณเพรทเซล”

“ครับเดี๋ยวนะ! คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง!?” เพรทเซลที่งงอยู่แล้วกลับกลายเป็นงงยิ่งกว่าเก่า

“ผมรู้ชื่อคุณได้ยังไงไม่สำคัญ เรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือคุณรู้ไหมว่าคุณน่ะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พระคัมภีร์เก่าแก่ของโอเวียนได้จารึกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมสีแดงสด ดวงตากลมโตสีมรกตสดใสคู่นั้น หรือจะเป็นผิวขาวจัดที่เปล่งประกายยามต้องแสงอาทิตย์ คุณหน่ะ เป็นบุตรของพระเจ้าที่หนึ่งศตวรรษจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นท่านเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งคุณลงมาเพื่อล้างบาปให้แก่อาร์คาน่า”

เมื่อได้ยินดังนั้นเพรทเซลก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เขายกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเองแกรกแกรก

“ฉันเนี่ยนะ

“ใช่ครับผมมองเห็นแววตาที่อ่อนโยนกับจิตใจอันบริสุทธิ์ของคุณชัดเจนได้โปรดช่วยมาพบผมในวันพรุ่งนี้ที่โบสถ์จันทราตอนตีสี่ด้วยนะครับเพราะนั่นคือฤกษ์ที่เหมาะที่สุดสำหรับการบวชของบุตรแห่งพระเจ้าอย่างคุณ

“บวช!! คราวนี้เพรทเซลแหวเสียงดัง เขาทำท่าจะส่ายหน้าปฏิเสธแต่ทันใดนั้นเด็กทั้งสี่คนก็หันมาจ้องเขาตาเป็นประกาย แม้เพรทเซลจะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไรแต่เขาก็พอรับรู้ได้ว่าแววตานั้นช่างเร่าร้อนดั่งไฟสุมลุกโชน

“พี่ชายจะออกบวชเหรอครับ!” เด็กแสบคนที่หนึ่งเอ่ยถามเขา

“จริงเหรอครับพี่ชาย เรื่องจริงใช่ไหม” เด็กแสบอีกคนดึงชายผ้าคลุมเขายิกๆ

“พี่ชายเท่ห์จังเลย” เด็กที่เพิ่งหยุดร้องไห้เอ่ยพูดเป็นครั้งแรก มือคู่เล็กกุมขึ้นแนบอกเหมือนกำลังอธิษฐานให้มันเกิดขึ้นจริง

“คือพี่” แม้อากาศจะหนาวอยู่ไม่น้อยแต่เหงื่อเม็ดใสกลับผุดขึ้นเต็มหน้า เพรทเซลกลอกตาไปมาอย่างพูดไม่ออก

“ที่วันนี้ผมได้พบคุณ ณ โอวีเน่ไม่ใช่เพราะเรื่องบังเอิญ แต่มันคือสิ่งที่พระเจ้าได้กำหนดเอาไว้แล้วศาสนจักรกำลังเฝ้ารอคุณอยู่หวังว่าพรุ่งนี้เราคงได้พบกันที่โบสถ์จันทรานะครับ” เอ่ยเสร็จชายผู้นั้นก็เดินจากไปอย่างนุ่มนวล เพรทเซลมองไล่หลังด้วยสายตาที่สับสน ขาของเขาทั้งสองข้างมีเด็กสี่คนกอดเอาไว้แน่น ถ้อยคำสรรเสริญเยินยอดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย

นี่เขาต้องบวชจริงๆ เหรอเนี่ย…!

 

ย่านร้านอาหารสุดหรูกลางเมืองศาสนจักรมีเจ้ามังกรน้อยตัวอ้วนกลมนามว่าปูโร่กำลังเดินผิวปากอย่างสบายใจเฉิบ แม้ยามนี้ท้องของเขาจะแน่นไปด้วยอาหารที่ตระเวนกินมาแล้วถึงสามร้าน แต่ดวงตาซุกซนก็ยังไม่วายมองหาของหวานตบท้ายเป็นร้านที่สี่!

ขาหลังป้อมสั้นพาเขาเดินตะล็อกต๊อกแต๊กมาจนถึงร้านขายเบเกอรี่แห่งหนึ่งที่มีลูกค้าต่อคิวยาวเหยียดมาถึงด้านนอก กลิ่นหอมของพายที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ยั่วใจให้ใครต่อใครต้องน้ำลายสอ ปูโร่วิ่งไปเกาะกระจกหน้าร้านก็พบว่ามันคือพายสีเหลืองทองสอดไส้ผลไม้รสหวานซ่อนเปรี้ยวอย่างเมเกิ้ลเอาไว้ได้ลงตัวแบบไร้ที่ติ เพียงมองด้วยตาเปล่าก็รับรู้ได้ทันทีว่าเนื้อแป้งนั่นกรอบนอกนุ่มในมากแค่ไหน ยิ่งได้กินพร้อมไส้เมเกิ้ลที่ผ่านการเชื่อมด้วยไซรัปอย่างพิถีพิถันคงได้รสสัมผัสละมุนลิ้นที่จำไม่ลืมไปจนวันตาย! นอกจากนี้ยังมีมัฟฟิน และขนมเค้กหน้าตาน่ากินเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

เขามองขนมเหล่านั้นพลางคลี่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ปูโร่คว้าถุงเงินที่ห้อยคอเอาไว้มาเขย่า เททรัพย์สินทั้งหมดทั้งมวลที่มีอยู่ออกมาให้หมด

 มือเล็กป้อมแบออกช้าๆ สิ่งแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือเหรียญเซนต์ที่มีมูลค่าต่ำที่สุดของอาร์คาน่าเพียงเหรียญเดียวกับก้อนหินหนึ่งก้อน และลูกวอลนัทอีกหนึ่งลูกที่ไม่รู้ว่าเก็บมาเพื่ออะไร! เจ้ามังกรตัวแสบขมวดคิ้วตึงจนเส้นเอ็นปูดขึ้นที่ข้างขมับ มือเล็กตบก้นกระเป๋าสองสามทีก็มีบางอย่างร่วงลงมา!

ฟิ้วมันคือเศษใบไม้แห้งกรอบที่ปูโร่น่าจะเก็บเอาไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ชั่วครู่สายลมแผ่วเบาก็พัดเอาเศษใบไม้ของปูโร่ปลิวหายไปในอากาศ

 เจ้ามังกรน้อยถอนหายใจยาวพลางมองทรัพย์สินทั้งหมดที่เขาเหลืออยู่ก่อนจะกลอกตามองขนมในร้านอีกครั้ง ทั้งพายเมเกิ้ล ทั้งโพรี่โพรี่มัฟฟินต่างก็น่ากินไม่แพ้กัน! ดวงตากลมโตสีดำสนิทมองขนมในตู้กระจกอย่างใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจบางอย่างได้! ปูโร่ออกวิ่งไปที่ไหนสักแห่ง

ระหว่างที่พนักงานกำลังยุ่งอยู่หน้าร้าน เจ้ามังกรน้อยตัวแสบก็แอบย่องเข้าไปในครัว ปูโร่กวาดตามองไปรอบทิศเมื่อเห็นว่าทางสะดวกจึงอาศัยร่างกลมสั้นวิ่งเข้าไปหลบอยู่หลังเสา กลิ่นหอมของพายเมเกิ้ลที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ บอกพิกัดชัดเจนจนปูโร่ต้องรีบพาตัวเข้าไปใกล้ “เจอแล้ว!” ปูโร่อุทานเสียงสั่นด้วยความดีใจ เมื่อกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะก็พบพายเมเกิ้ลเรียงรายอยู่นับสิบ เจ้ามังกรตัวแดงตาวาวระยิบระยับ เขาหันซ้ายหันขวาดูต้นทางอีกครั้งก็พบว่าทางสะดวก ปูโร่จ้องพายเมเกิ้ลเขม็งก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปใกล้

อีกนิดอีกนิดและแล้วก็...

หมับ!!!

 ไม่ใช่เสียงปูโร่คว้าพายเมเกิ้ลได้แต่อย่างใด! มันคือเสียงของบุคคลปริศนาคว้าเข้าที่มือเล็กป้อมก่อนจะกำเอาไว้แน่น ปูโร่สะดุ้งตกใจจนตัวโยน เขาค่อยๆ เบือนหน้าไปมองใครคนนั้นด้วยใบหน้าที่หวาดกลัว

“ขโมยขนมแบบนี้มันไม่ดีนะครับ ชายร่างสูงเจ้าของดวงตาเรียวเล็กคลี่ยิ้มให้ปูโร่

“เหรอไม่รู้มาก่อนเลย” ปูโร่ทำใจดีสู้เสือ เขาแสร้งทำเป็นใสซื่อก่อนจะฉีกยิ้มหวาน กระพริบตาถี่ๆ เพื่อเพิ่มระดับความน่ารักน่าเอ็นดู

“คุณรู้ไหมครับว่ากฎของโอวีเน่มีอยู่ว่า ใครที่ลักทรัพย์หรือขโมยสินค้าจะถูกจับแก้ผ้ามัดตรึงเชือกไว้ที่กลางเมือง และประชาชนจะออกมารุมเขวี้ยงก้อนหินใส่จนตาย” ชายผิวขาวเหลืองเอ่ยเสียงเย็น

“เขวี้ยงก้อนหินใส่จนตายเลยเหรอ” ปูโร่ถามเสียงเบาหวิว  

“ครับอ่อผมลืมบอกไปอย่างแต่ก่อนที่จะตายฝูงนกร็อคจะพากันบินเข้ามาฉีกกระชากร่างคนบาปให้เป็นชิ้นๆ แล้วแบ่งกันกินจนไม่เหลือแม้กระทั่งกระดูกให้เป็นราคีแก่โอวีเน่ยังไงล่ะครับ” พูดไปชายหน้าตี๋ก็ยิ้มไป ไร้ซึ่งความทุกข์ร้อนใดผิดกับคู่กรณีโดยสิ้นเชิง

“ไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลยเหรอ” ปูโร่ตัวสั่นเป็นลูกนกแรกเกิด จากตัวสีแดงสดแปรเปลี่ยนเป็นเทาซีด มือเท้าเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งขั้วโลก แค่คิดภาพตามก็หวาดผวาเสียจนแทบสิ้นสติ

“ใช่แล้วครับไม่เหลือแม้กระทั่งกระโหลก!” เขาจงใจย้ำเสียงหนักแน่นที่ท้ายประโยค ปูโร่รีบดึงชายเสื้ออีกฝ่ายด้วยมือที่สั่นเครือ ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงหลงไม่เป็นภาษา “ไม่เอานะ! ได้โปรด! ฉันไม่อยากตาย!!

“หึถ้าคุณยังหวังที่จะมีชีวิตที่สวยงามในวันข้างหน้าล่ะก็ผมมีทางออกให้คุณมันช่างง่ายดายเพียงแค่”

“แค่” ปูโร่จ้องหน้าอีกฝ่ายไม่วางตา เขากลืนน้ำลายเชื่องช้า จับจ้องอีกฝ่ายจนหน้าแทบมืด

“ออกบวช” ชายผู้นั้นยิ้มกว้างด้วยใบหน้าโอบอ้อมอารี

“บวช!” ปูโร่สะดุ้งตกใจอกสั่นขวัญเสีย เขามองชายร่างสูงในชุดบวชด้วยใบหน้าอึ้งกิมกี่

            “ใช่ครับ เพียงแค่ออกบวชคุณก็จะหลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ในทันทีแล้วอีกอย่างคุณจะอยู่ฟรีกินฟรี สามารถกินพายเมเกิ้ลเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ใจอยาก” อลาบาสยิ้มจนตาหยี ในขณะที่ปูโร่ใจเต้นระรัว ตามจริงเขาไม่อยากปฏิเสธโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมของชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อยว่าแต่ว่าท่านเทเรียสล่ะ!

“หากคุณต้องการที่จะบวชเพื่อล้างความผิดทั้งปวง พรุ่งนี้ตีห้ากรุณามาพบผมที่โบสถ์จันทรา แล้วผมจะรอคุณนะครับ

 

ตกเย็น ทางด้านชายหนุ่มผมดำกิลลาทผู้หลงใหลในการชอปปิ้งก็เดินทางกลับมายังห้องพัก ในมือของเขาพะรุงพะรังไปด้วยวัตถุดิบมากมายที่ใช้สำหรับตีอาวุธแปลกใหม่ สำหรับเขาการเดินทาในครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากจะได้ตามหาแร่เหล็กในตำนานนั่นแล้วยังได้ของติดไม้ติดมือมาอีกเพียบ

ทันทีที่ประตูห้องพักเปิดออกชายหนุ่มเอาข้าวของทั้งหมดที่ซื้อมาไปวางไว้ที่ข้างกองสัมภาระของเขา กิลลาทมองซ้ายมองขวาก็พบสมาชิกคนอื่นนั่งกระจัดกระจายอยู่ตามมุมของตนเอง เขารับรู้ได้ถึงรังสีมาคุคุกกรุ่น ทั้งที่ปกติพวกนี้จะคุยกันตลอดเวลาแต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้เงียบเป็นป่าช้าไปได้

กิลลาทมองคนอื่นด้วยใบหน้าฉงน คิ้วเข้มขมวดแน่นแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก สังเกตท่าทีคนอื่นได้สักพักก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลกไป บางทีเขาต้องทำอะไรสักอย่าง

“ปูโร่ฉันซื้อขนมมาเผื่อนายด้วยนะ” กิลลาทผู้ไม่เคยชวนใครคุยก่อนเอ่ยเรียกเจ้ามังกรตัวแสบที่บัดนี้กลับมามีสีแดงสดอีกครั้ง

“ไม่ล่ะฉันไม่หิว” ปูโร่ตอบเสียงเบาพลางนอนตะแคงข้างหันหลังให้หนุ่มร่างสูง คำตอบของปูโร่ทำเอากิลลาทเบิกตากว้างจนแทบถลน ปูโร่ไม่หิวหรือนี่จะถึงวันสิ้นโลกเสียแล้ว!!

“มิลแลนท์ไปอาบน้ำกัน” เมื่อพบว่าปูโร่ผิดปกติถึงขั้นเกินเยียวยา กิลลาทจึงหันไปชวนเจ้าชายหน้าหวานผู้รักความสะอาดแทน

“ฉันขอผ่าน” มิลแลนท์เอ่ยเสียงเรียบพลางนั่งทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง

“ที่นี่มีห้องอาบน้ำส่วนตัวสวยมากเลยนะ” กิลลาทยื่นข้อเสนอสุดพิเศษที่คิดว่ายังไงมิลแลนท์ก็ต้องเปลี่ยนใจเป็นแน่

“ไม่ล่ะ วันนี้ฉันขี้เกียจ” ชายหนุ่มผมสีพีชตอบหน้าตายโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลยสักนิด เล่นเอากิลลาทมึนตึ้บ ชายหนุ่มร่างสูงเกาหัวตัวเองแกรกๆ ก่อนจะเดินไปหาเพรทเซลที่นั่งจุ้มปุ้กอยู่กับพื้น

“เพรทเซลดูนี่สิฉันซื้อเขี้ยวกาลาปาโก้สีทองกลับมาด้วยนะ” กิลลาทล้วงมือเข้าไปใต้สาบเสื้อ ก่อนจะหยิบฟันเขี้ยวสีทองบริสุทธิ์ออกมาให้เด็กหนุ่มดู

“เหรอ” เพรทเซลตอบตาลอยเหมือนหนูแฮมเตอร์ถูกมอมยากล่อมประสาท

“มันหายากมากเลยนะ เขาว่ากันว่าจากกาลาปาโก้ห้าพันตัวจะมีโอกาสพบเขี้ยวแบบนี้ได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น” กิลลาทร่ายยาวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เมื่อใดที่เขาได้พบวัตถุดิบแปลกใหม่วิญญาณช่างตีดาบแห่งกลอรี่ฮิลล์ก็จะแผ่ซ่านออกมาในทันที

“เหรอ”

“ใช่ เพราะกาลาปาโก้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบเอาฟันเขี้ยวลับกับกับธารน้ำแข็ง ตอนที่มันยังเป็นเด็กฟันเขี้ยวจะยังไม่แข็งแรงนักจึงทำให้กาลาปาโก้หลายพันตัวต้องเสียฟันซี่นี้ไปด้วยกันทั้งนั้น!” กิลลาทคลี่ยิ้มที่มุมปากด้วยความภาคภูมิใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อเพรทเซลก็เอ่ยคำพูดที่ทำให้ชายหนุ่มต้องเงิบครั้งใหญ่

“เหรอหายากจังเลยนะ” เพรทเซลพูดเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งเฉยไร้ซึ่งความตื่นเต้น แปลกใจ หรือหาได้มีอารมณ์ร่วมแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปนอนแบบไม่กล่าวลาใครทั้งสิ้น  หนำซ้ำยังมีการเลื่อนผ้าห่มผืนโตมาคลุมโปงจนมิดหัวเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก!

กิลลาทได้แต่อ้าปากค้าง แม้แต่คนที่ไร้เดียงสา และรักษาน้ำใจผู้อื่นเหนือมนุษย์อย่างเพรทเซลยังปฏิเสธเขาแบบไร้เยื่อใย! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!!

ครั้นเมื่อกิลลาทมองไปที่เอสก้าก็พบว่าชายหนุ่มเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งหลับไปแล้วนี่ก็เข้านอนตั้งแต่หัววันผิดกับทุกทีเอาเข้าไป ถ้าตอนนี้อุณหภูมิเปลี่ยนเป็นสี่สิบองสาเซลเซียสฉับพลันก็คงไม่น่าแปลกอีกต่อไปแล้วกระมั้ง

 

ยามวิกาลที่ใครต่างหลับใหลเจ้าชายแห่งเฟราเนียร์ได้ลืมตาตื่นขึ้น เพราะยังเป็นยุคสมัยที่ไม่มีแม้แต่หลอดไฟสิ่งเดียวที่พอจะนำทางเขาได้จึงมีเพียงแค่แสงจันทร์สีเหลืองอ่อนที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง มิลแลนท์เดินไปเก็บข้าวของก่อนจะหันไปมองทุกคนที่ยังคงหลับใหล เขาเอ่ยขึ้นแผ่วเบา “ขอบคุณสำหรับหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันคงถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้วล่ะ” และแล้วประตูห้องพักก็ถูกปิดลงพร้อมกับชายหนุ่มผมสีพีชที่จากไปแต่เพียงผู้เดียว

เวลาผ่านไประราวหนึ่งชั่วโมงเด็กหนุ่มผมแดงที่เริ่มรู้สึกตัวกระพริบตาสองสามทีก่อนจะดันตัวเองให้ลุกขึ้น หลังจากที่คิดไม่ตกมาทั้งวันท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้! เพรทเซลเดินไปหยิบสัมภาระของตนเองพลางถอนหายใจยาว แม้จะลำบากใจอยู่มากแต่เขาก็เลือกแล้ว! “ขอโทษนะทุกคนแต่ศาสนจักรกำลังรอฉันอยู่ฉันขอโทษจริงๆ นะ

หนึ่งชั่วโมงถัดมาเจ้ามังกรตัวแสบก็กระเด้งตัวตื่นราวกับตุ๊กตาไขลานไม่มีผิด บัดนี้เป็นเวลาตีสี่แล้ว เขาบิดขี้เกียจไปมาจนพอใจ ก็วิ่งไปคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพาย เพราะห้องยังมืดมากเขาจึงไม่ทันได้สังเกตว่ามีผู้ใดเหลืออยู่ในห้องบ้าง ปูโร่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากัดเพื่อข่มอารมณ์ก่อนจะเอ่ยลาเป็นครั้งสุดท้าย “ถึงไม่มีฉันแต่พวกนายก็ต้องเดินทางไปหาท่านเทเรียสให้ได้นะกิลลาทนายด้วยฉันต้องไปตามทางของฉันแล้ว หวงว่าเราคงได้พบกันอีกนะ!

ประตูห้องถูกปิดลงด้วยกันถึงสามครั้งแต่ชายขี้เซาผู้เข้านอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินก็ยังไร้วี่แววว่าจะตื่น เขานอนหลับยาวจนเกือบจะหกโมงเช้าอยู่รอมร่อ เอสก้ารู้สึกตัวขึ้นเพราะมีแสงแดดสาดส่องมาแยงตา เมื่อตั้งสติได้เขาก็รีบวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่แทบไม่เหลืออะไรนอกจากใบแจ้งหนี้แล้ววิ่งออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะสังเกตว่าตอนนี้ภายในห้องเหลือใครอยู่บ้าง!

กิลลาทตื่นขึ้นในยามเช้า ใบหน้าได้รูปที่งดงามแม้กระทั่งยามงัวเงียกวาดมองไปรอบห้องตามความเคยชิน แต่แล้วความว่างเปล่าที่พานพบก็ปลุกเขาให้หายง่วงในทันที กิลลาทหันรีหันขวางแต่ก็ไม่พบแม้เงาของใครสักคน ร่างสูงรีบเดินมาดูที่กองสัมภาระก็พบว่าไม่มีข้าวของคนอื่นอยู่แล้ว

หรือว่า…!!

กิลลาทไม่รอช้า เขารีบเก็บกระเป๋าเพื่อมุ่งตรงไปยังโบสถ์จันทราให้เร็วที่สุด เป็นเพราะเมื่อคืนนี้เขาได้ยินทั้งสี่ละเมอชื่อสถานที่แห่งนี้สลับกันแทบจะตลอดทั้งคืน แถมยังเป็นการละเมอที่หลากหลายอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นหัวเราะ ร้องไห้ หวาดกลัว หรือสับสน ดังนั้นชายหนุ่มจึงพอคาดเดาได้ไม่ยากว่าที่นั่นต้องจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่!

กิลลาทวิ่งด้วยความเร็วแสงมาหยุดยืนหน้าประตูโบสถ์ทางทิศใต้ สองแขนออกแรงกระชากประตูไม้เนื้อดีให้เปิดออกอย่างรวดเร็ว ภาพตรงหน้าเป็นเพียงโบสถ์ที่จัดว่างดงามมากแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่พบความผิดปกติใด พื้นโบสถ์ถูกปูด้วยพรมสีเข้ม ยกเว้นทางเดินตรงกลางที่ถูกปูด้วยพรมสีแดง สองฝั่งซ้ายขวามีเก้าอี้ไม้ต่อกันเป็นแถวยาวสำหรับให้ศาสนิกชนมาปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งขณะนี้ไร้ผู้จับจองแม้แต่เก้าอี้เดียว  ผนังโบสถ์ทุกมุมถูกประดับด้วยภาพวาดที่สื่อถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน เว้นเสียแต่ทิศเหนือตรงหน้าเขาที่มีรูปปั้นเทพเจ้าสีทององค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง เบื้องล่างรูปปั้นนั้นมีชายหนุ่มผิวขาวเหลืองในชุดคลุมนักบวชกำลังยืนนิ่งในท่าสำรวม

กิลลาทขมวดคิ้วตึงและแล้วภาพที่เขาไม่คิดไม่ฝันที่สุดในชีวิตก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

ประตูไม้ซึ่งถูกแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรบรรจงถูกเปิดออกพร้อมกันจากทั้งสี่ทิศ บุรุษในชุดคลุมปิดหน้าปิดตาสีขาวบริสุทธิ์เดินกุมมือไว้แนบอก ดวงตาทุกคู่เสมองต่ำราวกับว่าไม่มีสิ่งใดในโลกจะฉุดรั้งเส้นทางสู่พระเจ้าของพวกเขาได้อีกต่อไป ทุกคนเพ่งจิตไปที่พื้นพรมสีแดง ก้าวเท้าไปตามทำนองดนตรีศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้านักบวชผู้หนึ่งซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วทางทิศเหนือ

“พวกนายกำลังทำอะไรกันน่ะ...! เสียงทุ้มต่ำของกิลลาทเรียกสติทั้งสี่ได้เป็นอย่างดี ทุกคนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจก่อนที่ท่าทางสำรวมจะแปรเปลี่ยนเป็นเลิกลักจนทำอะไรไม่ถูก

“พวกนายมาทำอะไรที่นี่!” มิลแลนท์ชี้หน้าเอสก้า ปูโร่ และเพรทเซลราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง เป็นเพราะตั้งแต่เดินทางมาถึงโบสถ์ก็ถูกเก็บตัวให้นั่งรอในห้องรับรองทิศตะวันตกเฉียงเหนือมาโดยตลอด เขาจึงไม่รู้ว่าห้องทิศอื่นจะมีเจ้าสามคนนี้อยู่ด้วย

“ฉันน่ะสิต้องถามนาย!” ปูโร่กับเอสก้าเอ่ยประสานเสียงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย เมื่อเห็นท่าว่าจะไม่ดีแล้วอลาบาสจึงรีบเอ่ยแทรก

“ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทรับกับนัยน์ตาสีเงินคู่นั้นได้ดีอย่างไร้ที่ติคุณคือผู้ที่เปี่ยมไปด้วยบุญญาธิการอันเหลือล้นปราดเปรื่องด้านสติปัญญาและมีไหวพริบเป็นเลิศผมสัมผัสได้ถึงสิ่งหนึ่งในตัวคุณนั่นคือพระจิตของพระเจ้า คุณคือตัวแทนของพระเจ้าที่หนึ่งศตวรรษจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นได้โปรดเถิดพระจิตของพระเจ้าอย่านิ่งดูดายต่อบาปทั้งปวง กรุณาออกบวชเพื่อชำระล้างอาร์คาน่าให้กลับมาบริสุทธิ์เหมือนเดิมด้วยเถิด ”

“บวช... ไม่-มี-ทาง-หรอก ! กิลลาทตอบหน้าตายจนอลาบาสถึงกับแอบผงะในใจ เหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นเต็มหน้า แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงตีหน้านิ่งพลางเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยน

“คิดให้ดีก่อนเถิดท่านคือตัวแทนของพระเจ้าที่หนึ่งศตวรรษจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นท่านจะใช้ความคิดชั่ววูบปัดปฏิเสธทิ้งอาร์คาน่าบ้านเกิดของท่านได้ลงเชียวหรืออีกอย่างถ้าท่านบวชท่านจะได้รับการสนับสนุนในทุกเรื่องที่ท่านต้องการไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาหาร หรือแม้กระทั่งวัตถุดิบหายากสำหรับหลอมอาวุธอันทรงพลัง”

กิลลาทยื่นปากแบะแบบไม่สบอารมณ์ เขาถอนหายใจยาวก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย “ฉันไม่มีเวลามาเล่นกันพวกนายหรอกนะ”

อลาบาสกัดฟันอย่างช้ำชอกใจ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแผนการชักชวนของเขาจะล้มเหลว…!

พลันเห็นกิลลาทไร้ท่าทีโลเลแบบนั้นปูโร่กับมิลแลนท์ต่างก็นิ่งงัน สมองคิดอะไรไปไกลทั้งละอายใจเพราะการไร้ความรับผิดชอบของตัวเอง ทั้งสับสนว่าตนตัดสินใจถูกหรือไม่

ระหว่างที่ทุกคนกำลังใช้ความคิด จู่ๆ เพรทเซลที่ยืนเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้น “ว่าแต่ว่าบุตรของพระเจ้าที่หนึ่งศตวรรษจะมีเพียงแค่คนเดียวมันไม่ใช่ฉันหรอกเหรอ

“ห๊า!!” ปูโร่กับมิลแลนท์ประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน ทั้งคู่หันควับมามองอลาบาสอย่างคาดคั้นจนนักบวชหนุ่มที่เหงื่อตกเป็นสายต้องส่ายมือแก้ตัวเป็นพัลวัน

“ก็อลาบาสพูดแบบนั้นฉันเลยต้องมาบวชเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษยชน” เพรทเซลเกาหน้าอย่างสับสน

“ตกลงแล้วการบวชของที่นี่ไม่ใช่เพื่อเรียนรู้วิชาลับหรอกเหรอ!?” มิลแลนท์คิ้วกระตุกพลางหันไปจ้องอลาบาสตาเขม็ง

“วิชาลับบ้าอะไร! ไหนนายบอกฉันว่าการบวชคือการล้างโทษทัณฑ์ในอดีตและแถมท้ายด้วยอาหารการกินดีดีไปชั่วชีวิต!” เจ้ามังกรตัวแสบขึ้นเสียงดังจนคอเป็นเอ็น

“ตกลงแล้วนายหลอกพวกเราใช่ไหม!! ปูโร่กับมิลแลนท์คำรามเสียงดังลั่น พวกเขาพุ่งกระโจนเข้าใส่อลาบาสแบบเอาเป็นเอาตายโดยมีเพรทเซลคอยห้ามอยู่ไม่ห่าง กิลลาทได้แต่มองตามโดยไม่ออกความคิดเห็นใดใดนอกจากส่ายหน้าหน่าย

หลังจากที่ลงไม้ลงมือแก้แค้นจนสาแก่ใจพวกเขาก็เก็บข้าวของเดินสะบัดก้นออกจากโบสถ์จันทราอย่างรวดเร็ว แม้เพรทเซลจะพยายามปลอบก็แล้วแต่ดูเหมือนปูโร่และมิลแลนท์จะไม่อารมณ์ดีขึ้นเลย เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจหันไปคุยกับเอสก้าเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“ว่าแต่ว่าอย่างนี้เอสก้าก็ต้องถูกอลาบาสหลอกด้วยเหมือนกันใช่ไหม เขาหลอกนายว่ายังไงล่ะ?” ปูโร่กับมิลแลนท์หันไปเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดูเหมือนว่าการชวนคุยครั้งนี้จะได้ผลไม่เลว

“ว่าแต่เอสก้า…! ถุงสมบัตินายหายไปไหนแล้วล่ะ!?” ปูโร่ตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงดังก่อนจะบินวนรอบเอสก้า ดวงตากลมป็อกจ้องชายร่างสูงอย่างจับผิด

“ไอ้หมอนั่นบอกว่าการบวชสามารถล้างหนี้สินทั้งหมดได้ยังไงหล่ะ” เอสก้าตอบหน้าตาย เขายักไหล่เหมือนไม่มีอะไรน่าใส่ใจทั้งสิ้น

“อ่อ” เพรทเซลพยักหน้ารับโดยไม่ติดใจกับคำตอบเลยสักนิด

“เดี๋ยวนะล้างหนี้อย่าบอกนะว่านายเอาสมบัติพวกนั้นไปเล่นการพนันหมดไม่พอยังติดหนี้ติดสินอีกต่างหาก!” มิลแลนท์แหวเสียงดัง จิกตามองอีกฝ่ายอย่างคาดคั้น

“ก็แล้วไงล่ะ” เอสก้ายักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ กิริยาพวกนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับมิลแลนท์ได้ดีเยี่ยม เจ้าชายหน้าหวานกระชากอีกฝ่ายมาเขย่าไปมาพลางกัดฟันกรอด “เป็นหนี้ฉันตั้งเยอะตั้งแยะไม่เคยใช้ยังจะเอาเงินไปมั่วอบายมุขอีกนะแก!

“อร๊ากก!” เอสก้าร้องลั่นเมื่อมิลแลนท์ผู้คุ้มคลั่งกระชากผมเขาไม่ยอมหยุด ชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งทำท่ายอมแพ้แต่มิลแลนท์ก็ไม่ยอมเลิกราวีง่ายๆ

“อย่าทะเลาะกันเลยนะ” เพรทเซลวิ่งเข้าไปห้ามมวย เขาพยายามดึงกิลลาทกับปูโร่ให้มาช่วยห้ามแต่ทั้งคู่ก็กลอกตาไปทางอื่นทำท่าไม่สนใจ

“นั่นสิครับ อย่าทะเลาะกันเลยเป็นเพื่อนกันก็ต้องสามัคคีกันเข้าไว้สิครับ จู่ๆ เสียงที่ทุกคนไม่คาดฝันก็ดังขึ้นในระยะประชิด มิลแลนท์หยุดชะงักก่อนจะรีบหันไปมองต้นเสียงเช่นเดียวกับทุกคน

“นาย!!” ทั้งห้าตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาทำหน้าเลิกลักสรรหาคำพูดไม่ถูก เพรทเซลที่ตั้งสติได้เป็นคนแรกตัดสินใจเอ่ยถามขึ้น “มาทำอะไรตรงนี้”

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พบพวกคุณทั้งมุ่งมั่นและมีชีวิตชีวาผมจึง” อลาบาสพูดไปยิ้มไป ใบหน้าใสซื่อนั่นแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้เต็มเปี่ยม

“แล้วไง!” มิลแลนท์กอดอกแบบไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ คนอื่นที่นิ่งไปต่างก็พยักเพยิดหน้ารอฟังเช่นกัน

“ผมจึงตัดสินใจจะออกเดินทางไปพร้อมกับพวกคุณยังไงล่ะครับ” ไม่พูดเปล่ายังยิ้มกว้างราวกับโลกทั้งใบเป็นสีชมพู ผิดกับคนฟังลิบลับ มิลแลนท์ ปูโร่เอ็ดตะโรคัดค้านเป็นการใหญ่ เพรทเซลได้แต่ทำหน้าคิดหนัก เอสก้าไม่สนอะไรเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วส่วนกิลลาทที่ตีหน้านิ่งได้แต่ภาวนาในใจว่าอย่าเอาคนเพี้ยนๆ เพิ่มเข้ามานักเลย

“อ่าแค่คิดว่าจะได้เดินทางไปพร้อมพวกคุณผมก็รู้สึกตื่นเต้นเสียแล้วสิ” อลาบาสหันไปเอ่ยกับทั้งห้าเสมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใดใดทั้งสิ้น

“ฉันไม่ตื่นเต้นไปกับแกเลยสักนิด!!” ปูโร่กับมิลแลนท์โวยวายเหมือนคนบ้าแต่อลาบาสก็ยิ้มสู้ คนคนนี้ช่างเป็นบุรุษที่ยากเกินกว่าจะบรรยายเสียจริงเชียว

“อื้มถ้าถึงขนาดนั้นก็เดินทางไปด้วยกันก็ได้” เพรทเซลถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่เอานะ! แก!” ปูโร่พยายามดันคนอื่นให้วิ่งหนีแต่อลาบาสก็ตามมาอย่างรวดเร็วราวกับวาร์ปได้ “เฮ้ยฉันบอกว่าอย่าตามมาไงเล่า! ไป!!” มิลแลนท์โบกมือไล่ แต่ก็จะไม่เป็นผลสำหรับอลาบาสแต่อย่างใด เขายังคงยิ้มแถมรอยยิ้มนั่นยังหวานชวนให้เสียวสันหลังพิกล

 กิลลาทได้แต่ส่ายหน้าปลงตก ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้วจะมีตัวประหลาดเพิ่มเข้ามาอีกสักคนสองคนก็คงไม่แปลกอะไร

 

 




ตัวประหลาดเพิ่มมาอีกหนึ่ง 55555555 ฝากด้วยนะคะ อีกสามตอนจบเนื้อหาเล่มหนึ่งที่แพลนไว้แย้วว :3


 

43 ความคิดเห็น

  1. #40 Siwapol Patumanondh (@djjojo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 08:53
    การรวมตัวของคณะตลกแห่งอาร์คาน่า
    #40
    0
  2. #34 Key_ (@i-love-min) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 / 12:18
    ชอบอ่ะ ตอนต่อไปการเดินทางคงสนุกน่าดู มีแต่คนประหลาด 55
    #34
    0