THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 12 : ♣ CHAPTER 10 ♠ :: นครแห่งศาสนจักร ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ก.ค. 57





            โอวีเน่ นครเแห่งศาสนาอันเฟื่องฟู หรือศาสนจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาร์คาน่า ไม่ว่าผู้นั้นจะเกิดบนผืนแผ่นดินเฟราเนียร์ จามาลว์ เดลแลสโต้ เซียซาง ซานตาลินอลหรือที่แห่งใดก็ตามต่างก็นับถือศาสนาโอเวียนด้วยกันทั้งนั้น อาจจะมีชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตทุรกันดานบางส่วนยังคงนับถือภูติผีปีศาจอยู่บ้าง แต่หลักๆ กว่าร้อยละเก้าสิบของคนทั้งดินแดนอาร์คาน่าต่างก็มีศูนย์รวมจิตใจอยู่ ณ ที่แห่งนี้

และหากกล่าวกันตามตรงก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองทุกเมืองในอาร์คาน่าต่างก็มีโบสถ์เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและปฏิบัติศาสนพิธีด้วยกันทั้งนั้น ในบางเมืองอาจมีมากกว่าหนึ่งโบสถ์ด้วยซ้ำ แต่เหตุที่คนผู้เลื่อมใสในศาสนาอย่างเหนียวแน่นต่างถวิลหาต้องการมาเหยียบที่นี่นักก็เพราะว่า โอวีเน่คือเขตอำนาจทางศาสนาและเป็นจุดกำเนิดของศาสนาอย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่าผู้นำศาสนจักรทุกยุคทุกสมัยต่างก็ดำรงตำแหน่งอยู่ที่นครแห่งนี้ด้วย

หลักคำสอนของศาสนาโอเวียนมีใจความสำคัญอยู่ว่าจงรักและเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก มีความเกรงกลัวต่อบาป  และประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีหากฟังเผินๆ คงไม่แตกต่างจากศาสนาในโลกจริงสักเท่าไหร่ เว้นเสียแต่ศาสนาโอเวียนมีความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนอาร์คาน่าถูกควบคุมโดยไพ่สำรับ The Major Arcana อันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นสัญลักษณ์ของศาสนาจึงเป็นรูปหลังไพ่ที่มีวงกลมอยู่ตรงกลาง ด้านในวงกลมจารึกภาพดาวหกแฉก ส่วนด้านนอกถูกล้อมรอบด้วยอักขระโบราณซึ่งไม่มีผู้ใดอ่านออก

ตำนานกล่าวไว้ว่าพระเจ้าผู้สร้างทุกสรรพสิ่งได้ใช้ไพ่ทั้ง 22 ใบเป็นผู้ควบคุมสมดุลให้แก่อาร์คาน่า ซึ่งไพ่แต่ละใบก็จะสื่อถึงด้านที่ดีและไม่ดีแตกต่างกันไปเช่นเดียวกับจิตใจมนุษย์อันยากแท้หยั่งถึง ดังนั้นนักบวชของศาสนาโอเวียนจึงได้มีการศึกษาความเป็นมาและความหมายที่แท้จริงของไพ่อย่างลึกซึ้งเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ศาสนิกชนและความสงบสุขของอาร์คาน่า

“ว่าแต่พวกนายจะเดินทางไปไหนกัน? ” เป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่มิลแลนท์เอ่ยปากถามถึงจุดมุ่งหมายกับกิลลาท เจ้าชายแห่งเฟราเนียร์ดึงผ้าคลุมมาบดบังใบหน้ามิดชิดเสมือนทุกครั้งที่เข้าเมือง

“ฉันจะไปตามหาแร่เหล็กที่เรืองแสงได้มันอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปจากเมืองแมคเบย์”

“แร่เหล็กที่เรืองแสงได้ จะเอาของแบบนั้นไปทำไมกัน?” มิลแลนท์ทวนคำพูดของอีกฝ่ายอย่างใคร่ครวญ แมคเบย์เป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นอ่าวติดทะเล อยู่ทางทิศตะวันตกของราชอาณาจักรเฟราเนียร์ นับว่าเป็นเมืองสำคัญในด้านการค้าระหว่างประเทศเมืองหนึ่งเลยทีเดียว

“มันสำคัญต่อตระกูลของฉันน่ะ” กิลลาทตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องนำมันกลับไปให้ปู่ให้ได้

“แล้วพวกนายล่ะ?” มิลแลนท์หันไปถามปูโร่กับเพรทเซลบ้าง

“ฉัน…. ฉัน!” เพรทเซลเลิกลักทำหน้าไม่ถูกเขามองซ้ายมองขวาเหมือนหาตัวช่วย ปูโร่ที่ขี่คออยู่จึงยื่นมือไปอุดปาก

“พวกฉันก็จะเดินทางไปพร้อมกับกิลลาทยังไงล่ะ!” เจ้ามังกรน้อยตอบฉะฉาน ในขณะที่กิลลาทได้แต่ส่ายหน้าไปมา

“งั้นเหรอ” มิลแลนท์เอ่ยก่อนจะหันไปมองอีกคนที่ทำท่าเหมือนอยากตอบอยู่เหมือนกัน “ส่วนนายฉันไม่อยากรู้หรอกนะ”

เอสก้าแหกปากโวยวายไล่หลัง แต่มิลแลนท์หาได้สนใจไม่ เขาเลื่อนมือขึ้นกุมคางพลางบ่นกับตัวเองในใจ

แล้วผมล่ะผมต้องเดินทางไปไหนไปถึงเมื่อไหร่ล่ะฮะอาจารย์

ระหว่างทางไปโรงแรมพวกเขาต่างตื่นตาตื่นใจกับเมืองแห่งศาสนจักรจนไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามอยู่ไม่ไกล! ใครผู้นั้นคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะแอบตามทั้งห้าแบบไม่คาดสายตาแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

พื้นถนนถูกปูด้วยกระเบื้องหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ สองข้างทางเต็มไปด้วยโบสถ์น้อยใหญ่และโบราณสถานที่เปี่ยมไปด้วยร่อยรอยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทั้งโรงแรม ร้านค้าหรือบ้านเรือนต่างก็ตกแต่งด้วยหินกับไม้สไตล์โกธิค ให้กลิ่นอายความคลาสสิคและหรูหราในเวลาเดียวกัน รอบเมืองมีกระถางดอกไม้วางเรียงรายไม่ขาดสาย เจ้าของสีสันต์สดใสแข่งกันผลิบาน ทั้งชมพู ขาว แดง เหลือง ส้ม หรือแม้กระทั่งม่วงก็ส่งกลิ่นหอมจนใครต่างหลงใหล ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเมืองนี้ช่างงดงามราวภาพวาด

พวกเขาเข้าพักที่โรมแรมขนาดกลางแห่งหนึ่ง แม้ราคาห้องพักจะไม่ได้สูงมาก แต่ถึงกระนั้นโรงแรมแห่งนี้ก็ถูกตกแต่งเสียสวยงามไม่แพ้ที่ใด อิฐโทนส้มถูกนำมาสร้างเป็นผนังกำแพงเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เด่นชัด ก่อนจะตัดด้วยเสาหินสีขาวที่ถูกแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง กลางโรงแรมมีบันไดวนที่ทำจากหินชั้นดีทอดยาวไปยังชั้นสอง แสงสว่างจากคบเพลิงที่ประดับไว้ตลอดสองข้างทางไม่ได้ช่วยนำทางในเวลากลางคืนเพียงอย่างเดียว ไฟสีส้มเหล่านั้นยังสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้แก่ที่นี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อประตูห้องพักถูกเปิดออก ทุกคนต่างวิ่งตรงปรี่ไปจับจองเตียงเหมือนแม่บ้านเห็นเสื้อผ้าลดราคาไม่มีผิด ทั้งห้าเก็บสัมภาระไว้ตามมุมของแต่ละคน โดยไม่ล้ำอาณาเขตซึ่งกันและกัน หลังจากที่ทุกอย่างลงตัวเวลาแห่งการเที่ยวชมเมืองก็มาถึง

“หิวจนไส้จะขาดพวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะนี่ก็จะเที่ยงแล้วนะ” ปูโร่เลื่อนมือขึ้นกุมท้องตัวเองอย่างหิวโซ

“นายหิวอีกแล้วเหรอเราเพิ่งจะกินกันมาเมื่อกี้เองนะ” มิลแลนท์ทำหน้างง บางทีกระเพาะปูโร่อาจจะมีปัญหาเพราะถ้าจำไม่ผิดพวกเขาเพิ่งจะทานมื้อเช้าไปเมื่อระราวสักสามชั่วโมงที่แล้วเอง

“นายไม่รู้หรือไงวันหนึ่งคนเราต้องกินข้าวให้ครบห้ามื้อนะ” ปูโร่ชูนิ้วชี้หน้าอีกฝ่าย

“นั่นมันนายคนเดียวแล้ว! ไม่เอาหรอกฉันอยากไปเดินดูโบสถ์มากกว่า” มิลแลนท์เชิดหน้าเอาแต่ใจจนปูโร่ต้องจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

“โบสถ์พูดเป็นเล่นน่ามาที่เมืองเจริญแบบนี้ทั้งทีฉันไม่มีอารมณ์มาเดินดูโบสถ์กับนายหรอก” เอสก้าส่ายหน้าปฏิเสธ

“ก็เพราะมาโอวีเน่น่ะสิฉันถึงอยากดูโบสถ์!” มิลแลนท์ถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ โอวีเน่คือเมืองแห่งศาสนจักรถ้ามาถึงนี่แล้วไม่เดินดูโบสถ์จะให้ไปดูตลาดปลารึไงเจ้าทึ่ม!

“ใจเย็นๆ อย่าทะเลาะกัน” เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดีเพรทเซลจึงรีบเดินเข้าไปห้าม

“ไร้สาระ!” ชายหนุ่มผิวแทนส่ายหน้าเหมือนความคิดของมิลแลนท์ช่างไม่เอาไหน

“หนอย! งั้นนายจะไปไหนห๊ะ…!” มิลแลนท์ชักมีน้ำโห เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“งั้นวันนี้ก็แยกกันเดินเถอะ” กิลลาทกล่าวเงียบๆ

“หา” ทุกคนชะงักแล้วหันไปมองกิลลาทเป็นตาเดียว

“ฉันเองก็มีที่ที่อยากไปเหมือนกัน ตกลงตามนี้นะ” พูดเสร็จกิลลาทก็พยักหน้าหงึกๆ สองทีแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่ถามความคิดเห็นใครทั้งสิ้น

“อะเอาไงดีล่ะ” เพรทเซลหน้าเลิกลัก เขาหันไปถามอีกสามคนที่แสดงท่าทีงงงวยไม่ต่างไปจากเขาเลย

“หา” มิลแลนท์ที่เพิ่งตั้งสติได้หันไปมองเพรทเซลหน้าเหวอ เอสก้าคว้าถุงสมบัติที่ขโมยมาได้ขึ้นพาดไหล่ก่อนจะพุ่งตัวไปที่ประตู “ฉันไปล่ะ!

“เฮ้ย! ไปด้วย!” และแล้วพวกเขาก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง

 

“โหสวยจริงๆ แฮะ” มิลแลนท์เอ่ยปากชมไม่ขาดสาย หลังจากที่มีเวลาเป็นส่วนตัว เขาก็พาตัวเองมาเดินชมโบสถ์และวิหารที่ทอดยาวกินเนื้อที่เกือบจะครึ่งค่อนเมือง เพราะเขาได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็กจึงรู้ความเป็นมาของเมืองนี้เป็นอย่างดี

หลายต่อหลายคนเคยบอกเขาว่าศิลปกรรมของที่นี่เลอค่าไม่แพ้ที่ใด แต่ก็ไม่คิดเลยว่าพอได้มาสัมผัสกับตาตัวเองจริงๆ จะงดงามถึงเพียงนี้

แม้โอวีเน่จะไม่ใช่เมืองใหญ่โต เต็มไปด้วยประชากรคับคั่ง หรือไม่ฟุ้งเฟ้อเจริญเทียบเท่ามหานครเมลริงตันได้ก็ตาม แต่ถ้าพูดถึงแหล่งอารยธรรมและโบราณสถานต่างๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่งดงามไม่เป็นรองใคร มิลแลนท์มองภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้สีโทนเย็นแต่งแต้มลวดลายงดงามไร้ที่ติ ภาพเหล่านั้นสื่อถึงประวัติความเป็นมาในอดีตได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาพพระศาสดาเผยแผ่ศาสนาให้แก่ปวงชน หรือจะเป็นวิถีชีวิตที่ยากลำบากของประชาชนในช่วงสงคราม

ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์เออร์ริคเคยบอกว่าจิตรกรรมฝาผนังที่ประดับอยู่ตามพระราชวังก็ได้ช่างมือหนึ่งของที่นี่ไปวาดให้เช่นกัน

“มีแต่คนใส่ผ้าคลุมสีขาวทั้งนั้นเลย” มิลแลนท์สังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างใคร่รู้ ชาวเมืองที่นี่ต่างแต่งตัวด้วยชุดผ้าคลุมยาวจรดพื้นสมกับที่เป็นเมืองแห่งศาสนจักร ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่ออกบวช ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปก็แต่งกายมิดชิดให้เกียรติสถานที่กันทั้งนั้น แตกต่างจากเมลริงตันที่ผู้คนจะแต่งตัวทันสมัยด้วยเสื้อผ้าสีสันต์ฉูดฉาดบ่งบอกถึงฐานะและชาติตระกูลเป็นสิ่งแรก

 “จะว่าไปปราสาทเราไม่มีของแบบนี้เลยนี่นา” มิลแลนท์เดินเข้าไปใกล้รูปปั้นเทพแห่งความอุดมสมบูณ์ แตะนิ้วลงบนหินอ่อนสีขาวเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ดูเหมือนว่าทุกสิ่งในเมืองนี้จะดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับมิลแลนท์ไปเสียหมด

 “นี่มันเมืองแห่งหินอ่อนชัดๆ!” เขาพูดพึมพำพลางลูบๆ คลำๆ งานปะติมากรรมชั้นสูงอย่างหลงใหล การมีรูปปั้นเทพอยู่บนน้ำพุล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้เช่นนี้ก็ทำให้ดูสงบดีเหมือนกัน ส่วนมากที่พระราชวังของเขาจะมีแต่รูปปั้นสัตว์ในตำนานที่สื่อถึงการต่อสู้ และความแข็งแกร่งซึ่งล้วนแล้วแต่ทำจากทองแดงหรือหินแกรนิตเสียมากกว่า งานพวกนั้นจึงไม่ให้ความร่มเย็น บริสุทธิ์เหมือนที่นี่ ถ้ากลับไปที่พระราขวังเมื่อไหร่เขาจะสั่งให้ข้าทาสบริวารปรับปรุงครั้งใหญ่เลยคอยดู!

หลังจากเที่ยวชมโบสถ์และแหล่งอารยะธรรมจนพอใจ เจ้าชายแห่งเฟราเนียร์ก็ตัดสินใจไปเดินเล่นในเมืองต่อ เขาเห็นหัวโค้งที่ต้องเลี้ยวอยู่ไกลลิบตา กว่าจะถึงย่านการค้าดูท่าเจ้าชายมิลแลนท์อาจจะหมดแรงไปเสียก่อน เขาเดินตามทางมาครู่หนึ่งก็พบตรอกมืดซึ่งตัดทะลุไปยังเป้าหมายที่เขาต้องการจะไปได้โดยไม่ต้องเดินอ้อมให้เสียเวลา

แม้มันจะเงียบและเปลี่ยวไปเสียหน่อยแต่มิลแลนท์ก็ไม่คิดเอะใจอะไรจนกระทั่งเดินไปถึงกลางตรอกก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามากระชากร่างเขาจากด้านหลัง

หมับ!

มิลแลนท์ตกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่อย่างใด เขาพยายามสลัดพันธนาการนั่นออกแต่ก็ไม่สำเร็จ ชายหน้าโฉดผลักไหล่เขาจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง มิลแลนท์ตวัดตามองอีกฝ่ายด้วยความโกรธ

“ปล่อย!” มิลแลนท์จิกตามองชายรูปร่างผอมสูง หน้าตาซูบเซียว หนวดเครารุงรังเหมือนคนติดยาก็ไม่ปาน

“หึส่งเงินมาซะดีดี!” ชายคนนั้นเท้าแขนด้านหนึ่งไว้กับกำแพงเพื่อไม่ให้มิลแลนท์วิ่งหนี ส่วนมือสกปรกก็กระดิกนิ้ว ส่อมารยาทชั้นต่ำที่น่ารังเกียจเป็นที่สุด

“ฉันไม่ให้! แม้ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปสู้ แต่มิลแลนท์ก็ตะคอกใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว เจ้าโจรหน้าเหี้ยมเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะกระชากคอเสื้อเด็กหนุ่มจนฮู้ดที่ปิดบังใบหน้าเขาล่นลง “ปากดีนี่ไอ้หน้าอ่อน! อยากโดนต่อยก็ไม่บอก!

โจรข้างถนนง้างหมัดเตรียมต่อยเจ้าชายหน้าหวานสุดแรง วินาทีนั้นมิลแลนท์รู้ตัวเองดีว่าเขากำลังกลัว! มิลแลนท์พยายามหาวิธีหนีแต่ก็ไร้หนทาง เขาจ้องหมัดนั่นด้วยใจที่สั่นเทา จู่ๆ ปากไม่รักดีก็เอ่ยถ้อยคำน่าอับอายที่สุดในชีวิตออกไป “อย่าเอาเงินนี่ไป

บอกได้คำเดียวว่ามิลแลนท์อยากฆ่าตัวตายเสียตรงนั้น! ทั้งที่ภายนอกเขาเป็นคนหัวรั้น มั่นใจในตัวเอง และหยิ่งทะนง แต่ทำไมข้างในลึกๆ ถึงได้อ่อนแอ ขี้กลัวจนดูไม่ได้ ทั้งที่โกรธตัวเองจะเป็นบ้า แต่มือเจ้ากรรมกลับเลื่อนไปหยิบถุงเงินให้โจรชั้นต่ำ

มิลแลนท์มองอีกฝ่ายที่ยื่นมือสกปรกเข้ามาเพื่อหมายจะคว้าถุงเงินนั่นไป “เก่งแต่ปากนี่หว่า! ใบหน้าเหี้ยมโหดแสยะยิ้มพอใจ

มิลแลนท์ได้แต่กร่นด่าตัวเองในใจรับรองได้เลยว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในโลกน่ารังเกียจได้เท่าตัวเขาเวลานี้อีกแล้ว

“เดี๋ยวก่อนสิครับ” ทันใดนั้นเอง!! เสียงนุ่มของผู้มาเยือนเรียกความสนใจของพวกเขาทั้งสองได้เป็นอย่างดี มิลแลนท์มองคนมาใหม่ด้วยหน้าตาไม่บ่งบอกอารมณ์เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาดีหรือมาร้ายกันแน่แต่หากมิลแลนท์หันไปสังเกตสีหน้าโจรขี้ยาสักนิดเขาจะรู้ว่าเจ้าโจรกำลังมองใครคนนั้นตาค้าง แข้งขาสั่นผับๆ เหมือนป่วยเป็นโรคพาร์กินสันก็ไม่ปาน

“รีดไถเงินคนอื่นมันบาปนะครับ” ชายผู้นั้นหลี่ตายิ้มหวานจนแทบไม่เห็นนัยน์ตา เขาหยิบถุงเงินจากมือโจรก่อนจะยื่นคืนให้มิลแลนท์อย่างนุ่มนวล

“ผะผมผมผิดไปแล้ว!” โจรร้องเสียงหลงไม่เป็นภาษา ชายผู้นั้นส่ายหน้าช้าๆ พลางยิ้มระรื่น

“ผิดก็ต้องรับโทษนะครับ!” พูดเสร็จชายหนุ่มอารมณ์ดีก็วาดมือไปในอากาศ เขาใช้มือทั้งสองข้างจิ้มไปตามจุดสำคัญของโจรผู้โชคร้าย รวดเร็วจนไม่สามารถมองทันด้วยตาเปล่า  ไม่มีแม้เสียงหมัด หรือเสียงฝ่ามือกระทบกับร่างของคู่ต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเพียงเสี้ยววินาทีชายผู้นี้จะทำให้โจรรีดไถน่วมล้มหมดสติคาพื้นอย่างน่าอนาถ

“นะนาย…!” มิลแลนท์มองโจรกับคนมาช่วยสลับกันไปมาอย่างพูดไม่ออก

“ครับ ?” เมื่อชายผู้นั้นหันมา มิลแลนท์จึงมีโอกาสได้พินิจพิจารณาใบหน้าชัดๆ เขาเป็นผู้ชายตาชั้นเดียว รูปร่างสูงโปร่ง สูงกว่ามิลแลนท์ประมาณสิบเซนติเมตรเห็นจะได้ ผิวขาวเหลืองผิดกับเขา กิลลาท และเพรทเซลที่สีผิวจะออกโทนขาวอมชมพู อีกทั้งผมของเขายังเป็นสีน้ำเงินเข้ม นัยน์ตาสีน้ำตาล ลักษณะภายนอกบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คนเฟราเนียร์ ดูๆ แล้วน่าจะเป็นคนจากราชอาณาจักร เซียซางไม่ผิดแน่

 “ปะ เปล่า!” มิลแลนท์ปฏิเสธแบบอ้ำอึ้งเพราะนึกไม่ออกว่าตัวเองควรพูดอะไรดี

“ชื่อของผมคือ อลาบาส นะครับ” เขายิ้มให้มิลแลนท์จนเจ้าชายหนุ่มชักจะสงสัยว่าผู้ชายคนนี้ยิ้มเป็นอย่างเดียวหรือเปล่า

“ฉันมิลแลนท์”

“ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะจังเลยนะครับว่าแต่คุณมิลแลนท์คุณน่ะอยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นไหมครับ” จู่ๆ อลาบาสก็เอ่ยคำถามจี้จุดขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ทะทำไม” มิลแลนท์ตวัดตามองอีกฝ่ายนิ่งทั้งที่ในใจกำลังลุกลี้ลุกลนถึงขั้นสูงสุด

“ถ้าคุณอยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นผมช่วยคุณได้นะ

“ช่วยฉัน?” เสียงเนิบนาบนั่นกำลังทำให้สมองของมิลแลนท์ปั่นป่วน

“ใช่ครับเมื่อก่อนผมก็เคยอ่อนแอเช่นคุณในยามนี้แต่พอผมบวชผมก็ได้เรียนรู้วิชาลับที่คนทั่วไปหรือแม้แต่อัศวินก็ไม่มีวันได้รู้” เขาเอ่ยเสียงต่ำพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม

“บวช” มิลแลนท์เอ่ยตามด้วยเสียงที่ขาดช่วง

“ใช่ครับบวชคิดไตร่ตรองให้ดี หากคุณอยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นพรุ่งนี้ตีสามได้โปรดมาพบผมที่โบสถ์จันทรา” ราวกับเขาใช้เวทมนต์ขับกล่อม เจตนารมณ์อันชัดเจนกำลังผลาญมิลแลนท์ให้ลุกเป็นไฟ

“พรุ่งนี้เลยเหรอ!” มิลแลนท์ถามด้วยใจที่ร้อนรน แน่นอนว่าเขาสนใจไม่น้อยแต่จะให้บวชพรุ่งนี้มันไม่รีบไปหน่อยเหรอ! อีกฝ่ายคลี่ยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่สมองเขาตื้อไปหมดแล้ว

“ครับแล้วผมจะรอคุณนะครับคุณมิลแลนท์” ราวกับภาพแห่งความฝัน เมื่อมิลแลนท์กระพริบตาอีกครั้งอลาบาสก็หายตัวไปแล้ว

คนคนนี้เป็นใคร! และเขาควรจะทำยังไงดี!

 

“เฮ้ย! นี่มันโกงกันชัดๆ!” ชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งกร่นด่าพลางทุบตู้สล็อตแมชชีนสองสามทีเพื่อระบายอารมณ์ ใช่แล้วเครื่องสล็อตแมชชีนหรือตู้หยอดเหรียญเพื่อเสี่ยงดวงนับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้การบรรจุพลังเวทเพื่อสร้างมันขึ้นมา แม้ว่าที่นี่จะเป็นเมืองแห่งศาสนจักรแต่ก็ยังแอบมีนายทุนมาเปิดสถานที่อโครจรอย่างลับๆ และแน่นอนต่อให้ลับแลขนาดไหนก็ไม่อาจคลาดสายตาเอสก้าผู้หลงรักในอบายมุขทั้งปวงไปได้หรอก!

เงินที่ปล้นมาได้เหรียญแล้วเหรียญเล่าถูกหยอดเข้าไปในตู้ไม่หยุดหย่อน แต่ก็ไร้ซึ่งผลตอบแทนสักอากะ เอสก้าจึงยิ่งหัวเสียไปกันใหญ่ เขากระทืบเท้าโครมคราม ตั้งใจจะยกเครื่องทุ่มออกไปนอกร้านอยู่รอมร่อหากไม่มีหญิงสาวสองคนเข้ามาห้ามไว้

“ใจเย็นก่อนค่ะพี่ชาย” เธอทั้งสองจับแขนเอสก้าเอาไว้คนละข้าง ชายหนุ่มร่างสูงหันไปมองสาวสวยทั้งคู่ด้วยสีหน้าแปลกใจ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรพวกเธอก็เอ่ยเชื้อเชิญขึ้นเสียก่อน “เครื่องพวกนี้ไม่ดีหรอกค่ะมันโกงได้ ถ้าอยากเล่นแบบโปร่งใสไปเล่นกับคนด้วยกันเองดีกว่า” ว่าแล้วพวกเธอก็ออกแรงดึงเอสก้าให้เดินตามไปยังชั้นสองของร้าน ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมเดินตามอย่างว่าง่าย

เมื่อเอสก้าขึ้นบันไดมายังชั้นสองก็ต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า โต๊ะสำหรับเล่นการพนันเรียงรายกว่าสิบโต๊ะ แต่ละวงมีนักการพนันจับจองที่นั่งจนแน่นขนัด ไม่ว่าจะเป็นการพนันของชนชาติใดต่างก็ถูกหยิบยกมาไว้ที่นี่ทั้งหมด เงินกองสูงถูกแลกเป็นชิปหมุนเวียนเปลี่ยนเจ้าของเป็นว่าเล่น

ว่าแต่ว่านี่คือนครแห่งศาสนจักรจริงเหรอเนี่ย!!

“เฮ้! น้องชายมานั่งนี่มา!” ชายมีอายุคนหนึ่งตะโกนเรียกเอสก้า โต๊ะของเขามีประชากรน้อยกว่าโต๊ะอื่นอย่างสังเกตได้ ท่าทางว่ากำลังขาดขาอยู่พอดี

“เอาสิลุง!” เอสก้าตะโกนตอบเสียงดังตามสไตล์ชายบ้ากล้าม เขาเดินเข้าไปนั่งอย่างไม่วิตกกังวลแต่อย่างใด บนโต๊ะมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วสี่ห้าคน วัยลุงวัยป้าหน้าตาไร้พิษภัยสงสัยจะหนีลูกหลานมาเที่ยวกันทั้งนั้น

“เอานี่ไปแลกเป็นชิปให้พี่ที” เอสก้ายื่นเงินในถุงให้สองสาว พวกเธอพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ คุณป้าผมหยิกเริ่มสลับไพ่ระรัวก่อนจะแจกไพ่ให้สมาชิกรอบวง เงินพนันในรูปของชิปถูกวางไว้ตรงหน้า เอสก้ามองจำนวนเงินที่แต่ละคนยื่นออกมาด้วยสีหน้าแปลกใจ คิ้วเข้มเลิกขึ้นนิดหน่อย

ไม่คิดว่าจะกล้าแทงสูงขนาดนี้ประมาทคนสูงอายุไม่ได้จริงๆ !

ช่วงเกมแรก เอสก้าได้เงินมาจำนวนมาก เขาหัวเราะดังลั่นอย่างคึกคะนอง มือหนึ่งออกไพ่ส่วนอีกมือก็คว้าเหล้าเข้าปากไม่ขาดสาย ยิ่งเล่นยิ่งดื่มยิ่งติดลม สติสัมปชัญญะที่ตอนแรกก็ต่ำมากอยู่แล้วกลับกลายเป็นติดลบเมื่อความเมาเข้าครอบงำ

“ฮ่าๆ ตาหน้าฉันแทงหมดนี่เลย!” เอสก้าผลักชิปทั้งหมดไปด้านหน้า ชายหนุ่มผมทองยักคิ้วให้เพื่อนร่วมวง ยิ่งเห็นคนแก่หน้าถอดสียิ่งนึกสนุก “เดี๋ยว! น้องเอาพวกนี้ไปตีราคาแล้วแลกเป็นชิปมาให้หมดเลย!” เอสก้ายื่นสมบัติทั้งหมดที่ขโมยมาให้พนักงานสาว เธอรีบนำมันไปเปลี่ยนเป็นชิบทันที

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว! หมดนี่เลยดีกว่านะป้า!” เอสก้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ทุกคนมองชิปกองสูงเท่าภูเขาของผู้ชายบ้ากล้ามด้วยสีหน้าพึงพอใจ เสี้ยววินาทีทีเอสก้าเผลอ ลุงๆ ป้าๆ ลอบส่งสัญญาณให้กันและก่อนจะแสยะยิ้มชั่วร้าย

ไม่คิดเลยว่าเจ้านี่จะหลอกง่ายถึงขนาดนี้!

“เอาเร็วป้า! แจกไพ่!” เอสก้ายังมีหน้าไปเร่งหญิงแก่ที่นั่งตัวเกร็งตรงหน้าอีก เธอแสร้งทำท่าแตกตื่นพลางรีบแจกไพ่จนมือสั่น เอสก้าคว้าไพ่ขึ้นมาดูและแล้วความสุขของเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง “ป็อกแปด!

ชายหนุ่มหยิบเหล้าขึ้นกระดก พอเห็นเจ้ามือยังมัวแต่อ้อยอิ่งจึงตะโกนเร่งเสียงดัง “อ่าวป้า! รีบเปิดเข้าไม่ต้องลุ้นแล้ว! วันนี้ทั้งวันป้ายังไม่เคยได้มากกว่าห้าแต้มเลย!

พลันได้ยินเด็กหนุ่มปากปีจอเห่าไล่ไม่ยอมหยุดป้าแกก็กลั้นความโกรธจนเส้นเอ็นปูดคิ้วกระตุก คุณป้าหัวหยิกเริ่มเล่นละครฉากสำคัญ มือเหี่ยวย่นค่อยๆ หยิบไพ่ขึ้นมาดู เธอแสร้งกรีดร้องเสียงสูงราวกับไม่นึกไม่ฝันมาก่อนในชีวิต “ป็อกเก้าสองเด้ง!

ซีด…!! บอกได้คำเดียวว่าผิวสีแทนของเขาได้กลายเป็นซีดเผือกในบัดดล เอสก้ายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ชิปตรงหน้าถูกเลื่อนไปอยู่ในกระเป๋าป้าแกโดยปริยาย ชายหนุ่มคว้าแก้วเหล้ามาดื่มย้อมใจ พลางหันไปตะโกนเรียกพนักงานสาวอีกครั้ง “น้อง! เบิกชิปล่วงหน้า! เล่นได้แล้วเดี๋ยวคืน!

ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากที่เอ่ยคำนั้นออกไป เอสก้าก็จำต้องยอมพาร่างตัวเองมายืนคอตกหน้าบ่อนที่แสร้งเปิดร้านขายของชำบังหน้า

“แล้วมาใหม่น้าพี่ชาย!” เอสก้าหันกลับไปมองสองสาวที่กำลังยิ้มหวานโบกไม้โบกมือให้เขาเป็นการใหญ่ ชายหนุ่มฝืนยิ้มตอบอีกฝ่ายด้วยใบหน้าขมขื่น เขาก้มมองใบแจ้งหนี้ยาวเป็นหางว่างก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด

และทันใดนั้นเอง! เสียงปริศนาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น!

“คุณกำลังกังวลเรื่องหนี้สินที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางหามาชดใช้ได้สินะครับ”

“หะ…!” เอสก้ารีบหันไปด้านหลังก็พบแต่ความว่างเปล่า ไม่มี! เป็นไปได้ยังไง!

“ทางนี้ครับ” เมื่อหันกลับมาอีกทีชายท่าทางไม่น่าไว้ใจก็ยืนปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว

เอสก้าจ้องชายผู้สวมชุดคลุมนักบวชสีขาวตัดดำเข้าคู่กับกางเกงขายาวสีดำสนิท สวมจี้รูปไพ่อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาโอเวียนไว้ที่คอ เครื่องแต่งกายเหมือนพวกนักบวชชั้นสูงไม่มีผิด ว่าแต่ว่าเป็นได้ยังไงที่เข้าประชิดตัวเขาได้ขนาดนี้แต่กลับไม่มีแม้กระทั้งเสียงฝีเท้า! นี่เขาเมามากเกินไปหรือไอ้หมอนี่มันวาร์ปได้กันแน่!

“นาย…!” เอสก้าตะโกนตอกหน้าข่มขวัญคู่ต่อสู้

“ผมชื่ออลาบาสครับคุณเอสก้า!” ชายหน้าตี๋คลี่ยิ้มจนมองไม่เห็นตา

“มีอะไร” เอสก้ากระชากคอเสื้อคนตรงหน้าพลางเขย่าไปมาแบบไม่สบอารมณ์

“ใจเย็นก่อนครับผมแค่จะมาบอกว่าเรื่องหนี้สินของคุณน่ะผมช่วยคุณได้นะ” อลาบาสส่ายมือไปมาก่อนจะยื่นข้อเสนอที่ทำให้อีกคนต้องหยุดชะงัก

“ว่าไงนะ!” เอสก้าเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“ใช่ครับผมมีวิธีที่จะทำให้หนี้สินของคุณทั้งหมดกลายเป็นศูนย์เพียงแค่” อลาบาสจงใจเงียบที่ท้ายประโยค การกระทำเช่นนี้ช่างบีบหัวใจเอสก้าให้ลุ้นทุรนทุรายดีเหลือเกิน

“แค่อะไรก็พูดมาสิไอ้หน้าตี๋!” เอสก้ากำหมัดแน่นจ้องอีกฝ่ายจนแทบจะผลาญให้เป็นจุล

“ง่ายๆ แค่บวชครับ!” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม

“ว่าไงนะบวชเรอะ!” เอสก้าเบิกตากว้างจนแทบถลน ตลอดชีวิตยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาวันไหนไม่ทำบาปนั่นแปลได้ง่ายๆ ว่าเมาค้าง! คนอย่างเขาเนี่ยนะจะไปเอาดีทางศาสนา แค่คิดก็ถึงกาลอวสานของโอเวียนแล้ว!

“ใช่ครับ นครโอวีเน่คือเมืองแห่งศาสนจักรอันแท้จริง หากคุณเลือกที่จะบวชแล้วล่ะก็คุณจะกลายเป็นที่เคารพของประชาชนทั้งปวงและแน่นอนหนี้สินจะหมดสิ้นไปตั้งแต่วินาทีที่คุณเลือกเป็นตัวแทนของพระเจ้าครับ” อลาบาสยิ้มกรุ้มกริ่ม คำพูดของเขาช่างทรงพลังเสียจนทำให้ชายบ้ากล้ามอย่างเอสก้านิ่งเป็นก้อนหินได้

“หากคุณมั่นใจที่จะบวชแล้วพรุ่งนี้หกโมงเช้ากรุณามาพบผมที่โบสถ์จันทรา

เอสก้ายืนกอดอกนิ่งพลางหรี่ตามองอลาบาสที่เดินลับตาไปยังสุดถนน ชายผิวสีน้ำผึ้งถอนหายใจยาวก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเหมือนปัญหาทั้งหมดทั้งปวงได้มลายหมดสิ้นเป็นที่เรียบร้อย เห็นทีว่ากาลอวสานของโอเวียนจะบังเกิดขึ้นแล้ว!  






อู้หักโหมไปนิด >,.< แฮะๆ 








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

43 ความคิดเห็น