THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 11 : ♣ CHAPTER 09 ♠ :: วันหนึ่งที่แสนทรหด ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.ค. 57







หลังจากที่ทั้งห้าเดินทางติดต่อกันมาทั้งวันพวกเขาก็ตัดสินใจแวะพักที่เนินเขาแห่งหนึ่งในเขตชานเมือง โอวีเน่หรือจุดมุ่งหมายต่อไปของพวกเขานั่นเอง จากป่าสนหนาทึบที่เห็นจนชินตาถูกแทนที่ด้วยพุ่มไม้เตี้ยตลอดเนินเขา แม้จะยังพอมีต้นสนสูงใหญ่เหมือนก่อนหน้านี้อยู่บ้างแต่ก็ถือว่าหายากเต็มทน วันนี้เป็นอีกวันที่อากาศเย็นจัด แม้หิมะจะหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อคืนแต่ผืนดินสองข้างทางก็ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวสีขาวโพลนจนสุดลูกหูลูกตา

 ฉันจะไปหาอาหาร ส่วนพวกนายก็ช่วยจุดไฟเฝ้าที่พักให้หน่อยนะ” หลังจากที่กางเต็นท์และเก็บสัมภาระให้เข้าที่เข้าทางแล้วกิลลาทก็หันไปเอ่ยกับเพรทเซล ปูโร่ มิลแลนท์ และเอสก้า ในมือของชายหนุ่มมีหนังสติ๊กที่ใช้เป็นอาวุธล่าสัตว์อยู่ด้วย 

ฉันไปด้วย!” ปูโร่และเพรทเซลชูมืออาสา ทั้งคู่ฉีกยิ้มเริงร่าไม่สนใจคำทักท้วงของมิลแลนท์ เดี๋ยวสิ! ถ้าพวกนายไปกันหมดแล้วใครจะจุดไฟ

ก็นายไงเล่า!!” ปูโร่สวนกลับทันควันโดยมีเพรทเซลก้มหัวส่งยิ้มให้เขาอยู่ข้างๆ

ไม่!” มิลแลนท์ปฏิเสธเสียงแข็งแต่ดูเหมือนว่าความต้องการของเขาจะไม่เป็นผลสำเร็จ กิลลาทหันมามองเขาด้วยสายตาฝากฝัง งั้นก็ฝากด้วยนะมิลแลนท์

ไม่ ไม่ ไม่!! …

สุดท้ายมิลแลนท์ก็ทำได้แค่แหกปากคนเดียวในใจ กิลลาท ปูโร่ เพรทเซล ได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแค่เขาและผู้ชายขี้เมาอีกหนึ่งคน

ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ทุกสิ่งทุกอย่างก็วุ่นวายไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พัก อาหารการกิน หรือจะเป็นมลพิษทางเสียงและสายตา ดูเหมือนว่าสองอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนโลกที่เคยสงบสุขของมิลแลนท์ให้กลับตาลปัตร

 เอสก้า! นายจะมัวแต่นอนไปถึงไหน! ลุก!” มิลแลนท์เดินเข้าไปใกล้เอสก้าที่นอนสบายใจเฉิบอยู่บนเปลใกล้เต็นท์ของพวกเขา เจ้าชายหนุ่มหน้าบึ้งตึงขึ้นในบัดดล เขาจ้องชายตรงหน้าตาเขม็งคนอะไรทั้งเสียงดัง บ้ากล้าม ขี้เมา นอนได้ทั้งวัน ไม่ว่าเอสก้าจะทำอะไรก็ดูขัดหูขัดตามิลแลนท์ไปเสียหมด!

 หนวกหูน่า! นายนี่มันเสียงแหลมชะมัดเลยเอสก้าเอ่ยยียวน เขาลืมตาเพียงข้างเดียวอย่างเบื่อหน่าย

ตื่นขึ้นมาจุดไฟเดี๋ยวนี้!” มิลแลนท์พูดเสียงโหดทำหน้าดุ แต่อีกฝ่ายกลับหากลัวไม่ ชายหนุ่มผมทองหรี่ตามองเขาด้วยสายตากวนสุดขีด จุดไฟก็เอาสิจุดเลยทำหน้าอย่างนั้นอย่าบอกนะว่านายจุดไฟไม่เป็น

รับรอบได้ว่าตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาไม่เคยมีสามัญชนหน้าไหนหาญกล้าพูดจาแมวๆ เช่นนี้ใส่มิลแลนท์! เจ้าชายหนุ่มเบิกตากว้าง เขาจิกหัวตัวเองพลางจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง พอเห็นเอสก้าคลี่ยิ้มเหมือนกำลังท้าทายเขาอยู่กรายๆ มิลแลนท์จึงตะโกนตอกหน้าอย่างขาดสติ ฉันจุดเป็นโว้ย!

 

อีกฝากหนึ่งที่แยกออกมาหาอาหารกันสามคนได้หลบซ่อนตัวอยู่หลังไม้พุ่มใหญ่ พวกเขาใช้ใบไม้สีเขียวเข้มปักไว้บนหัวคนละช่อเพื่อสร้างความกลมกลืนกับธรรมชาติ สายตาหกคู่มองลอดผ่านพุ่มไม้ไปยังเนินหิมะเบื้องหน้าอย่างจับจ้อง กว่ายี่สิบนาทีที่รอคอยใจจดใจจ่อสุดท้ายก็พบสิ่งมีชีวิตสีขาวตัวกลมปุกปุยกระโดดผ่านมาจนได้

กิลลาท! นั่น!” เพรทเซลกระซิบเสียงสูงพลางชี้นิ้วไปที่แองโกร่าตัวอ้วนจ้ำม้ำซึ่งกำลังเก็บผลโพรี่โพรี่สีแดงสดที่พวกเขาวางล่อไว้ขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย

กิลลาทพยักหน้านิ่งโดยไม่ตอบอะไร แม้ใบหน้าจะดูเคร่งขรึมแต่ดวงตาสีเงินคู่นั้นกลับทอประกายวาววับราวกับแมวเห็นปลาย่างก็ไม่ปาน กิลลาทจ้องเจ้าแองโกร่าตัวนั้นตาเขม็ง มือซ้ายหยิบหนังสติ๊กขึ้นมากำ แขนแข็งแกร่งตั้งฉากกับหัวไหล่บ่งบอกถึงสมาธิอันแรงกล้า ลูกหินที่ใช้ต่างกระสุนถูกนำมาใช้งาน

หนาวจังปูโร่บ่นอุบอิบ ซุกหน้าลงกับไหล่เพรทเซลพลางถูจมูกไปมาเบาๆ

กิลลาทง้างลูกหินเต็มเหนี่ยว นัยน์ตาสีเงินล็อคเป้าหมายนิ่ง ก่อนจะยิงออกไปอย่างเฉียบขาด ฮ๊าดเฉ่ย!!

ทันใดนั้นปูโร่ที่ทนความหนาวไม่ไหวก็จามเสียงดังลั่นทุ่ง แองโกร่าตัวกลมตกใจถึงขั้นทำผลโพรี่โพรี่หลุดมือ อาหารชั้นเลิศกระโดดหนีลงรูไปอย่างรวดเร็ว ปูโร่ถกชายเสื้อเพรทเซลขึ้นมาเช็ดจมูกด้วยใบหน้าไร้เดียงสา

นายไม่สบายเหรอปูโร่ เพรทเซลหันมาถามอย่างเป็นห่วง

ไม่นะแค่รู้สึกคันจมูกนิดหน่อย ปูโร่เอ่ยตอบเจื้อยแจ้ว รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ามีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากชายผู้ยืนกำหนังสติ๊กแน่นเสียแล้ว

เอ่อคือปูโร่ถูมือสองข้างเข้าหากันพลางฉีกยิ้มหวาน เขามองกิลลาทที่ยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเหมือนรูปปั้นหมีหน้าห้างสรรพสินค้า

คือมันหนาวน่ะฉันก็เลยจามปูโร่หัวเราะเสียงแห้ง

ไม่เป็นไรฉันไม่เป็นไร…” กิลลาทพยักหน้าคอตก ดูเหมือนว่าเขากำลังพูดกับตัวเองเสียมากกว่า แม้ปูโร่จะพยายามโบกไม้โบกมือผ่านหน้าอีกฝ่ายสักเท่าไหร่แต่กิลลาทก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง บางทีวิญญาณของเขาจะออกจากร่างไปเสียแล้ว

กิลลาทคือ” ปูโร่เอ่ยร้อนรน

ฉันไม่เป็นไรไม่เป็นไรกิลลาททำตาลอย จนเจ้ามังกรน้อยต้องกุมขมับ เอาไงดีงั้นพวกฉันจะไปต้อนเหยื่อมาให้ก็แล้วกัน!” ว่าแล้วปูโร่ก็หันไปพยักหน้าให้เพรทเซล ก่อนที่เจ้าเด็กแสบทั้งคู่จะวิ่งตรงปรี่หายไปจากสารบบ

กิลลาทจะเป็นไรไหมนะ แม้จะวิ่งมาไกลแล้วแต่เพรทเซลก็ยังอดห่วงไม่ได้

ไม่เป็นไรหรอกน่า! ถ้าเราช่วยกันต้อนเหยื่อไปให้กิลลาทแปบเดียวก็คงจะได้แองโกร่าเป็นสิบ แม้จะทำพลาดครั้งใหญ่มาแล้วแต่ปูโร่ก็ยังมั่นอกมั่นใจไม่เปลี่ยน ไม่รู้ว่าเจ้ามังกรอ้วนกลมไปเอาความเชื่อผิดๆ แบบนี้มาจากที่ไหน!

แน่เหรอ…” เพรทเซลลากเสียงยาวทำหน้าไม่ไว้ใจ

แน่นอน! ปูโร่ทุบอกตัวเองอย่างมาดมั่น และแล้วภารกิจไล่ต้อนแองโกร่าก็เริ่มต้นขึ้น

 

ย้อนกลับมาที่กิลลาท ชายหนุ่มร่างสูงที่เพิ่งตั้งสติได้เบ้ปากเซ็งเหมือนเด็กที่ถูกเพื่อนแย่งของเล่นมาสดๆ ร้อนๆ เขาเก็บอาวุธทั้งหมดก่อนจะย้ายมุมไปหลบซ่อนตัวหลังไม้พุ่มอื่นแทน ตามจริงแล้วกิลลาทเป็นคนเชี่ยวชาญในด้านการล่าสัตว์มากไม่ว่าจะเป็นทางน้ำหรือทางบก เพราะทักษะที่เฉียบขาดและความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทำให้เขาไม่เคยพลาด การที่ปล่อยให้แองโกร่าตัวเมื่อกี้หนีรอดไปได้ถือว่าเสียเกียรติกิลลาทลูกผู้ชายแห่งกลอลี่ฮิลล์เป็นอย่างมาก! แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว เขาได้แต่ทำใจปล่อยวางพลางขยับช่อไม้บนหัวให้เข้าที่เขาทาง สูดลมหายใจนิ่งก่อนจะแอบซุ่มรอเหยื่ออีกครั้ง

หึ…” ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา แองโกร่าตัวใหม่ก็มุดขึ้นมาจากรู มันกลิ้งตัวเล่นบนกองหิมะสีเดียวกับขนมันอย่างสนุกสนาน และนั่นก็เรียกรอยยิ้มของเขาได้เป็นอย่างดี

กิลลาทกำหนังสติ๊กแน่น เหนี่ยวลูกหินจนสุดแรง พลางล็อคเป้าหมายด้วยนัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่หิวโหย

หนึ่งสอง…!!!

กิลลาทยิงมันเลย!! ยังไม่ทันที่กระสุนลูกหินจะถูกปล่อยออกไป ปูโร่ก็ตะโกนเสียงแหลมสิบแปดหลอดมาแต่ไกล เบื้องหน้าของเจ้ามังกรตัวแสบมีแองโกร่าสีขาวที่กำลังวิ่งหนีตาเหลือกอย่างเอาเป็นเอาตาย มันทั้งกระโดดสลับวิ่งจนกองหิมะกระจายเป็นหย่อมๆ

อ่าวตรงนั้นก็มีแองโกร่าอีกตัวเหรอ เพรทเซลตะโกนเสียงสูงด้วยความดีใจ เจ้าแองโกร่าที่กิลลาทกำลังจะจับหวีดร้องเสียงสูง มันวิ่งล่อเพรทเซลและปูโร่ให้เบี่ยงตัวไปทางขวาโดยมีแองโกร่าของปูโร่กระโดดตามมาติดๆ

ไม่ได้การแล้วเพรทเซล! จัดการมันเลย!!” ปูโร่ออกคำสั่ง เพรทเซลจึงวิ่งต้อนไปดักด้านหน้า ทั้งคู่ตั้งใจมาดมั่นว่ายังไงคราวนี้ก็ต้องจับให้ได้ทีเดียวสองตัวรวด! เมื่อเห็นว่าแองโกร่าทั้งสองยืนนิ่งสิ้นทางหนีพวกเขาทั้งคู่จึงกระโดดเข้าตะคลุบพร้อมกัน

โอ๊ยยย!!” และแล้วก็คว้าได้เพียงกองหิมะ แองโกร่าสองตัวกระโดดหนีออกด้านข้าง พลางมุดลงรูไปได้ทันหวุดหวิด เพรทเซลกับปูโร่ลูบเหม่งที่ประสานงานกันป้อยๆ ทั้งเจ็บตัว และเจ็บใจ คลำไปคลำมาหน้าผากของพวกเขาก็ปูดขึ้นเป็นลูกมะนาวเสียแล้ว

หึย!! เจ็บใจ!!” ปูโร่เตะหิมะหน้าบึ้งตึง เท้าเอวจิ๊ปากโดยไม่รู้ว่ามีจิตสังหารบางอย่างกำลังคลืบคลานเข้ามาใกล้ กิลลาทที่โดนความมืดเข้าครอบงำ แผ่รังสีอำมหิตแตกซ่านเหมือนหมีขาวตกมันก็ไม่ปาน จริงๆ แล้วเนื้อมังกรย่างก็น่าอร่อยไม่เลว!!

ปูโร่เบิกตาค้างขนลุกซู่พลางหวีดร้องสุดเสียง ไม่นะอย่าทำฉัน!!

 

ติดสักทีสิ!!” มิลแลนท์วีนเหมือนคนขาดสติ เขานำกิ่งไม้แห้งมาเสียดสีกันกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แววว่าจะจุดไฟได้สำเร็จ ด้วยแรงโทสะเจ้าชายหน้าหวานจึงเตะฟืนที่กองไว้เต็มพื้นจนมันกระจายเกลื่อนกราดไปหมด

ฮ่าฮ่า นายนี่มันกระจอกจริงๆ!” เอสก้านอนตะแคงมองท่าทีเก้ๆ กังๆ เหล่านั้นพลางหัวเราะแหย่ ดูเหมือนการกวนประสาทมิลแลนท์จะกลายเป็นกิจกรรมยามว่างที่สนุกไม่น้อยเลย

เก่งนักก็มาจุดเองเลยมา!!” มิลแลนท์จ้องอีกฝ่ายตาขวาง เขาเดินไปเขย่าเปลที่มีชาวผิวสีน้ำผึ้งนอนอยู่อย่างหัวเสีย

เรื่องอะไรฉันต้องจุด ฉันไม่ใช่นายนะที่แค่นี้ก็หนาวจนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังหันมาแขวะอีกหนึ่งดอก! มิลแลนท์หน้าบึ้งตึงเดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปนั่งกอดอกอยู่บนท่อนไม้ เขาพยายามที่จะจุดไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

นายไม่หนาวบ้างรึไง!” มิลแลนท์ถามเสียงแข็ง ถ้าจำไม่ผิดอีกฝ่ายมาจากเมืองเอลกราโด้ไม่สิแค่รูปร่าง หน้าตา ผิวเข้มแบบนั้นก็พอเดาได้ไม่ยากแล้วล่ะว่าเขาไม่ใช่คนเฟราเนียร์! เอลกราโด้เป็นเมืองหนึ่งของราชอาณาจักรเดลแลสโต้ซึ่งอยู่ทางทิศใต้สุดของดินแดนอาร์คาน่า มีอากาศร้อนแทบตลอดปี ประชาชนนิยมทำอาชีพประมงจากเท่าที่เรียนมาก็ไม่มีเหตุผลเลยสักข้อที่ทำให้ไอ้บ้านั่นทนหนาวได้ผิดมนุษย์ขนาดนี้!

ไม่! ฉันไม่หนาวเลยสักนิด เอสก้าตอบเสียงกวน พลางนอนต่อแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไร

มิลแลนท์ได้แต่กอดตัวเองแน่น จ้องกิ่งไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นก่อนจะถอนหายใจยาว ถ้ายังอยู่ในวังเขาจะไม่มีวันต้องมาลำบากแบบนี้แน่เฮ้อ บอกผมหน่อยสิฮะอาจารย์ผมต้องทนแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเข้าใจสิ่งนั้น

นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์ดูเหม่อลอย มิลแลนท์นั่งนิ่งไม่ไหวติงกว่ายี่สิบนาทีแล้ว สุดท้ายเอสก้าก็ทนทรมานต่อไปไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินมานั่งข้างๆ

เขยิบไป!” มิลแลนท์ขยับตามอย่างว่าง่าย เขาจ้องอีกฝ่ายเลือกกิ่งไม้แห้งด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ นายจะทำอะไร

จุดไฟไงถามได้เอสก้ายักคิ้วกวน เขานำใบไม้แห้งมาวางบนไม้แผ่นหนึ่งก่อนจะปิดทับด้วยไม้แห้งอีกแผ่นหนึ่งเพื่อเป็นการประกบ

ไหนนายบอกว่าไม่หนาวยังไงล่ะ!” มิลแลนท์ส่งสายตาคาดคั้น เอสก้ากลอกตามองซ้ายมองขวา บอกตรงๆ ตอนนี้มือเท้าชาจนไร้ความรู้สึกแล้วแต่ที่ไม่ยอมลุกมาจุดไฟสักทีเพราะอยากกวนประสาทอีกคนเล่นเท่านั้น

ฉันไม่หนาว! แต่ฉันเห็นว่านายหนาวเลยมาจุดให้!” เอสก้าเถียงหน้าตาเฉย เขาหยิบกิ่งไม้แห้งมาวางตั้งฉากกับแผ่นไม้ ก่อนจะถูมือแรงๆ เพื่อหมุนให้กิ่งไม้เกิดการเสียดสีกับแผ่นไม้ด้านล่าง มิลแลนท์มองท่าทางช่ำชองนั่นตาไม่กระพริบ

แต่แล้วห้านาทีผ่านไปก็ยังไร้วี่แววว่าไฟจะติด ไม่เห็นจะได้เรื่องเลย!!

เอสก้าเลิกคิ้วตึงเมื่อได้ยินถ้อยคำสบประมาทจากผู้ชายผมสีพีชที่นั่งหน้าสลอนอยู่ข้างๆ เขากัดฟันกรอดก่อนจะออกแรงหมุนไม้ให้แรงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

คอยดูแล้วกัน!” ไม้แห้งเสียดสีกับแผ่นไม้หนักหน่วงขึ้นจนมองตามแทบไม่ทัน มิลแลนท์เบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น ไม่นานไม้แผ่นนั้นก็ทนแรงเสียดสีไม่ไหวจึงทะลุกลายเป็นรูโหว่ ใบไม้ที่อยู่ข้างใต้ได้รับความร้อนจนเปลี่ยนเป็นสีดำพร้อมส่งกลิ่นไหม้มากระทบจมูก

หึเห็นไหม!” ว่าแล้วเอสก้าก็วางใบไม้ติดไฟลงกับกองหญ้าแห้ง เพียงไม่กี่อึดใจไฟสีส้มก็ลุกโชนขึ้นมา เอสก้าคลี่ยิ้มมองอีกฝ่ายที่ยื่นมือไปอิงไออุ่นด้วยความภาคภูมิใจ

ก็ใข้ได้นี่” มิลแลนท์ปรายตามองเอสก้าที่ยื่นมือออกมาผิงไฟในลักษณะเช่นเดียวกับเขา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงกวน ว่าแต่ไหนนายบอกว่านายไม่หนาวไง

 

ย้อนกลับมาที่เพรทเซลและปูโร่ หลังจากที่เอาตัวรอดจากกิลลาทมาได้อย่างหวุดหวิดพวกเขาก็เดินเตะหิมะมาไกลลิบ ตลอดสองข้างทางช่างเวิ้งว้างและเย็นยะเยือก คิดแล้วก็เศร้าใจหนาวขนาดนี้ไม่น่าจะมีสัตว์ออกมาหากินได้เลย ดูท่าจะเสียเที่ยวแล้วกระมัง

เอาไงดีล่ะปูโร่ เพรทเซลหันไปถามหน้าจ๋อย ปูโร่ได้แต่เดินต๊อกแต๊กทำคอตกไม่ยอมตอบ

เป็นเวลานานที่พวกเขาได้แต่เดินย่ำหิมะเหมือนคนไม่มีจุดหมาย

ระหว่างที่กำลังจะถอดใจ ทันใดนั้นพวกเขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดกำลังใช้เขี้ยวขุดหารากไม้กินอย่างเอร็ดอร่อย มันมีขนสีขาว อ้วนกลมกำยำ ขนาดตัวสูสีกับปูโร่

 นะนั่นอะไรน่ะ!” เพรทเซลเอ่ยถาม แต่แล้วเมื่อมันได้ยินเสียงของเด็กหนุ่ม หูเรียวแหลมก็กระดิกไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งตรงเข้ามาใกล้ สี่ขาแข็งแกร่งเหยียบย่ำหนักหน่วงจนหิมะกระจายเป็นวงกว้าง จมูกบู้บี้รับกับเขี้ยวแหลมคม และใบหน้าถมึงทึงได้เป็นอย่างดี นี่มันลูกหมูป่าชัดๆ!!...

เพรทเซลตั้งท่าจะวิ่งหนีแต่ก็ถูกปูโร่ดึงชายผ้าคลุมเอาไว้เสียก่อน เจ้ามังกรตัวแสบจ้องสิ่งมีชีวิตประหลาดตาเขม็ง แววตาของเขาช่างเอาจริงเอาจังราวกับไม่ใช่ปูโร่ตัวเดิม

หนีเร็วปูโร่!” เพรทเซลเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ไม่! เราจะต้องจับมันกลับไป!” ปูโร่ตอบหนักแน่น

ว่าไงนะ!” เพรทเซลเบิกตากว้างมองหน้าหมูป่ากับปูโร่สลับกันไปมาเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน

“เราจะต้องจับมันไปให้กิลลาทให้ได้!” เจ้ามังกรตัวแสบเอ่ยเสียงดัง แววตาคู่นั้นช่างตั้งใจจริงเสียจนเพรทเซลต้องเปลี่ยนใจยื่นมือเข้าช่วย “อื้อ! นั่นสินะถ้ากิลลาทเห็นมันคงอารมณ์ดีขึ้นแน่”

ใช่!... แล้วอีกอย่างนายรู้ไหมว่า เดียงกี้มันอร่อยมากเลยนะ! เนื้อนี่แน่นอย่าบอกใครเชียว!” ว่าแล้วปูโร่ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำลายข้างปาก ดวงตากลมป็อกสีดำสนิทจ้องเดียงกี้เหมือนจะผลาญให้เป็นจุล

“ฉันว่าจุดประสงค์หลักของนายอยู่ที่ประโยคหลังต่างหากเล่า!” เพรทเซลเอ่ยเสียงดังแต่ปูโร่กลับไม่สนใจเขาเลย ขณะนี้ตาคู่กลมจับจ้องเพียงแค่อาหารรสเลิศตรงหน้าเท่านั้น

 เอาเลยเพรทเซล! ลุยมันเข้าไปเลย!!” ว่าแล้วปูโร่ก็ดึงเพรทเซลให้วิ่งตามมา การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อคิดได้ว่า ณ เวลานี้คงไม่มีอาวุธใดที่จะแข็งแกร่งเกินกว่าร่างกายตัวเองอีกแล้ว พวกเขาทั้งคู่ก็ตัดสินใจดับเครื่องชนเจ้าเดียงกี้แบบไม่คิดชีวิต!

อ๊ากกก!” และแล้วก็เป็นเพรทเซลกับปูโร่ที่ถูกเดียงกี้เอาหัวโหม่งจนกระเด็นเสียหลักไปคนละทิศคนละทาง

อู๊ด อู๊ดด…!!” เดียงกี้ส่งเสียงกรรโชก บ่งบอกว่ามันกำลังรำคาญถึงขีดสุด มันจ้องปูโร่ที่กำลังเอาหัวปักลงกับกองหิมะ เล็งร่างกลมให้แม่นยำก่อนจะพุ่งตัวเข้าเล่นงานซ้ำ

ปูโร่ระวัง!” เพรทเซลตะโกนเสียงดังพลางปาก้อนหินใส่เดียงกี้แต่มันก็สะทกสะท้านแต่อย่างใด ปูโร่รีบดึงหัวตัวเองขึ้นมาจากหิมะ สะบัดหน้าสองสามทีพอเห็นว่าเดียงกี้วิ่งเข้ามาใกล้จึงรีบตั้งการ์ดรับ

ปึ่ง!!

สิ่งมีชีวิตสองตัวขนาดไล่เลี่ยกันกำลังเอาหัวพุ่งชนกันและกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้เดียงกี้จะเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่งผิดกับปูโร่ที่มีแต่ชั้นไขมัน แต่เจ้ามังกรตัวแสบก็ไม่แสดงท่าทียอมแพ้แม้แต่นิด

แก-ต้อง-เป็น-อา-หาร-ของ-ฉัน!! ปูโร่คำรามเสียงต่ำ เดียงกี้จ้องปูโร่พลางกระทืบเท้าเสียงดังกึกก้อง ปูโร่ทนการหยามของอีกฝ่ายไม่ได้จึงทำตามบ้าง ทั้งคู่เขม่นกันไปมา ส่วนเพรทเซลที่มองตามก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหรา เมื่อเห็นท่าไม่ดีเด็กหนุ่มจึงอุ้มก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นเหนือหัวก่อนจะฟาดลงที่กลางหลังเจ้าเดียงกี้จนมันหน้าคะมำล้มตึงลงกับพื้น

อู๊ดดดด!!” เจ้าเดียงกี้ลากเสียงยาวพลางกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ดวงตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนผีดิบ มันตะกุยเท้าลงกับพื้นหิมะหลายต่อหลายที สูดลมหายใจเข้าออกรุนแรงดั่งกระทิงเดือดก็ไม่ปาน

แย่แล้วสิปูโร่!” เพรทเซลกำมือปูโร่แน่น

มาทางนี้เร็ว!” ปูโร่ดึงเพรทเซลให้วิ่งตามโดยมีเจ้าเดียงกี้คลั่งเลือดไล่หลังมาติดๆ เมื่อพบว่าทางข้างหน้ามีต้นสนต้นใหญ่ตั้งอยู่ไกลลิบๆ จึงออกคำสั่งใส่เพื่อนทันที วิ่งไปที่ต้นสนนั่น!

อื้อ!” เพรทเซลพยักหน้ารับ เมื่อทั้งคู่เข้าใกล้ต้นสนมากเกินพอ ปูโร่ก็กระโดดขึ้นขี่คอเพรทเซล ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้หลุดร้องด้วยความเจ็บปูโร่ก็กางปีกบินขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่ลืมดึงเพรทเซลให้ลอยตามขึ้นมาด้วย

โครม!!

ต้นสนต้นใหญ่สั่นคลอนเพราะแรงชนมหาศาลของเดียงกี้ เพรทเซลกับปูโร่มองสีมีชีวิตร่างกำยำนอนหงาบเงิบหมดสติอยู่ใต้ต้นสนก็แหกปากร้องลั่นด้วยความดีใจ

จับได้แล้ว!!” ปูโร่วางเพรทเซลลงกับพื้นก่อนที่ทั้งคู่จะกระโดดกอดกันตัวกลม  หลังจากที่แสดงความปิติยินดีกันเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็หันไปจับการกับเดียงกี้ที่กำลังสลบเหมือด เด็กทั้งสองตัดสินใจลากขาหลังเดียงกี้คนละข้างกลับที่พัก

อ่าวไปไหนกันมาล่ะ ระหว่างทางพวกเขาได้พบกับกิลลาทที่ดูจะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ในมือของเขามีแองโกร่าตัวกลมอยู่ด้วยกันถึงสี่ตัว!

กิลลาทดูสิพวกเราจับเดียงกี้ได้ด้วย!” ปูโร่เอ่ยเสียงดัง พลางกวักมือเรียกกิลลาทให้เดินเข้ามาใกล้ เบื้องหลังเพรทเซลและปูโร่ มีเดียงกี้ตัวกลมล่ำสันที่ถูกลากมาตลอดทางจนหิมะเกาะพูนไปทั่วตัว

เดียงกี้! กิลลาทเอ่ยเสียงต่ำเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขามองเจ้าสิ่งมีชีวิตเขี้ยวคมนั่นอยู่พักหนึ่งก็หันมาเอ่ยชมเพรทเซลกับปูโร่เป็นการใหญ่ เก่งมาก!

แน่นอน!!” ปูโร่ตอบเสียงสูงพลางตบอกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ เพรทเซลมองกิลลาทที่จ้องเดียงกี้ตาไม่กระพริบ ทันใดนั้นเองก็สังเกตเห็นบางอย่าง เด็กหนุ่มสองจิตสองใจว่าควรจะพูดดีหรือไม่ดี แม้จะเป็นเรื่องที่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลไปบ้างแต่สุดท้ายเขาก็รวบรวมความกล้าอันน้อยนิดพูดออกไปจนได้

กิลลาท

หือ

น้ำลายนายหกน่ะช่วยเช็ดน้ำลายด้วย

 

พอตกเย็นพวกเขาก็เริ่มทำอาหารกัน กิลลาทแล่เนื้อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่จับได้อย่างช่ำชองโดยมีปูโร่และเพรทเซลเป็นลูกมือ เมนูของพวกเขามักจะซ้ำเดิมแทบทุกมื้อแต่บางคนกับบางตัว(?)ก็ไม่ยักกะเบื่อ วิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่ายแค่โรยเกลือแล้วนำไปย่างก็ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการ

เนื้อย่างอีกแล้วเหรอฉันเบื่อจะแย่แล้วนะ!” มิลแลนท์บ่นหน้าหงิก เขามองทั้งสามที่ชำแหละเนื้อย่างด้วยสีหน้าปลงตัว แรกๆ ก็รู้สึกแย่อยู่หรอกแต่อยู่ไปอยู่มาก็ชักชินเสียแล้วสิ

ไม่ต้องห่วงวันนี้พวกเราจะเขี้ยวซุปหางเดียงกี้ด้วย!!” ปูโร่พูดเสียงมั่นอกมั่นใจโดยมีกิลลาทพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ

ว่าไงนะซุปหางเดียงกี้มิลแลนท์ทวนคำพูดพลางนึกภาพตาม แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก

อื้ม! ลองชิมนะมิลแลนท์! พวกเราจะทำสุดฝีมือเลย!” เพรทเซลยิ้มร่า ว่าแล้วพ่อบ้านทั้งสามก็ลงมือทำอาหารกันต่ออย่างตั้งใจ มิลแลนท์ได้แต่มองตามพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะไหวแน่เหรอ

เสร็จแล้ว! มากินข้าวกันเถอะ!” ประมาณหนึ่งชั่วโมงผ่านไปเพรทเซลก็เดินไปเรียกเอสก้ากับมิลแลนท์มากินข้าว พวกเขานั่งล้อมวงรอบกองไฟเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา กิลลาทยื่นเนื้อแองโกร่าย่างให้ทุกคน มิลแลนท์รับเนื้อชิ้นนั้นมาพิจารณาครู่หนึ่งอย่างไม่ค่อยไว้ใจ แต่เมื่อมองไปด้านหน้าก็พบปูโร่กำลังกินเนื้อราวกับพรีเซนเตอร์ไก่ทอดเคเอฟซีก็ไม่ปาน

มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย!!…

มิลแลนท์สูดลมหายใจลึกก่อนตัดสินใจจะกัดเนื้อเข้าปาก แม้จะเป็นแค่คำเล็กๆ คำเดียวแต่มันก็เค็มประดุจทำเกลือทั้งมหาสมุทรตกลงไป!! อ๊ากก!! เค็มโว้ย!!  มิลแลนท์ทำหน้าปูดหน้าเบี้ยว เรียวนิ้วยาวเกร็งจนแทบจะลุกขึ้นมารำวง เพรทเซลเบิกตาโต เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะคว้าซุปหางเดียงกี้ส่งให้มิลแลนท์กินเพื่อล้างคอ

ขอบใจ เอื้ออออ!!” มิลแลนท์พ่นน้ำซุปสีเขียวข้นลงไปที่กลางใบหน้าเอสก้า เจ้าชายหนุ่มรีบคว้าน้ำเปล่าขึ้นดื่มก่อนจะหันไปโวยวายใส่พ่อครัวเป็นการใหญ่ นี่มันซุปบ้าอะไรกัน! กินไม่ได้สักอย่าง!

เรื่องมาก!” เอสก้าหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดหน้าตัวเองโดยมีปูโร่พยักหน้าเห็นด้วยอีกแรง อร่อยจะตาย!

ตามจริงมันก็พอกินได้นะมิลแลนท์…” เพรทเซลพูดเสียงอ่อน มิลแลนท์ได้แต่ทำหน้าเบ้พลางกร่นด่าอีกฝ่ายในใจ แม้เจ้านี่จะดูหน้าตาผู้ดีอยู่ไม่น้อยแต่ลิ้นของมันกลับจระเข้ไม่ต่างจากคนอื่นเลย

งั้นก็ลองกินนี่สิ!” กิลลาทยื่นเนื้อเดียงโก้ย่างมาให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง ว่าแต่ว่าหน้าตาของมันกลับดำทมิฬดูอันตรายยิ่งกว่าเนื้อชิ้นเมื่อกี้เสียอีก มิลแลนท์ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ

ให้มาอยู่กับเจ้าพวกบ้าแบบนี้มันจะโหดร้ายกับผมมากเกินไปแล้วนะฮะอาจารย์!!...

เรื่องราวชีวิตอันน่าเศร้าของมิลแลนท์ยังไม่จบแค่นี้หลังจากที่เอสก้าได้เข้ามาร่วมทีม มิลแลนท์ก็ถูกขับไล่จากเต็นท์ของกิลลาทโดยปูโร่ให้เหตุผลว่า เต็นท์นี้มันเล็กเกินไปสำหรับสี่คน! แม้จะไม่เต็มใจอย่างสุดซึ้งแต่สุดท้ายเขาก็ต้องอันตรธานมาพักกับไอ้ขี้เหล้านี่จนได้!

เหล้าเหล้าจ๋าแฮะๆ นอกจากจะขี้เมาแล้วเอสก้ายังเป็นคนขี้ละเมอมากถึงมากที่สุด!  ทุกคืนมิลแลนท์ได้แต่อุดหูกล้ำกลืนฝืนทนนอนอย่างทรมาน จากห้องนอนใหญ่โตรโหฐาน จากอาหารรสเลิศซึ่งวางเรียงรายกว่าร้อยเมนู จากชีวิตสุขสบายมีข้าทาสบริวารคอยรับใช้ดุจดั่งพระเจ้า เหตุไฉนชีวิตถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้!

ผมขอถามอีกที! เพื่อหนทางสู่การเข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิต จำเป็นต้องโหดร้ายกับผมถึงขนาดนี้เลยเหรอครับอาจารย์!!...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ฝากด้วยค่ะ! ^____^ เม้นพรีสสสสสสสส!!

 

 

43 ความคิดเห็น

  1. #32 Key_ (@i-love-min) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 08:47
    สนุกมากจ้า รอตอนต่อไปอยู่น้า

    #32
    0