THE TAROT OF ARCANA ฉีกตำนานไพ่ทารอท

ตอนที่ 10 : ♣ CHAPTER 08 ♠ :: มิโนทอร์แห่งเอลกราโด้ ☼

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 มิ.ย. 57








ยามสายของวันถัดไปทั้งสี่ออกมาเดินเที่ยวในเมืองบราวซ์ ย่านการค้าเวลานี้มีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองมากหน้าหลายตาเดินเลือกซื้อของกันขวักไขว่ ส่วนคนทำมาค้าขายก็มีตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านขายเป็นกิจลักษณะ  ร้านแผงลอย หรือแม้กระทั่งคนหาบเร่ที่เอ่ยปากเชื้อเชิญลูกค้าไม่ขาดสาย นับว่าเป็นเมืองที่คึกคักไม่น้อยเลยทีเดียว

พวกเขาหยุดร้านนู้น แวะร้านนี้จนถึงบ่ายกว่าๆ เมื่อรู้สึกเต็มอิ่มแล้วทั้งสี่จึงตั้งใจว่าจะกลับที่พักไปอาบน้ำอาบท่าและเริ่มออกเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้ ระหว่างทางกลับโรงแรมมีร้านขายของหลากประเภทไม่ว่าจะเป็นร้านขายเสื้อผ้า อาวุธ หรือร้านอาหารที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็แน่นขนัดไม่ต่างกัน แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรน่าติดใจเป็นพิเศษจนกระทั่งจู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้ดังระงมมากระทบโสตประสาท

“ฮือออออ…. เพรทเซลมองซ้ายมองขวาหาต้นตอของเสียง เมื่อพบว่าบริเวณมุมตึกมีเด็กผู้ชายตัวเล็กวัยระราวสักหกถึงเจ็ดขวบกำลังนั่งร้องไห้อยู่กับพื้นจึงเดินเข้าไปใกล้ เขามองเนื้อตัวสกปรกกับเสื้อผ้าหลุดลุ่ยด้วยสีหน้าวิตกกังวลก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้า

“น้องร้องไห้ทำไม” ทันที่เพรทเซลแตะมือลงเบาๆ ที่ลาดไหล่ เด็กชายหน้าตามอมแมมก็เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างมีความหวัง เจ้าหนูคนนั้นกอดเพรทเซลเอาไว้แน่นเหมือนปลาหมึกก่อนจะร้องไห้หนักยิ่งกว่าเก่า

“ฮืออออพี่…. พี่ชายช่วยพี่ผมด้วย!!” ด้วยความงงบวกกับความเอ๋อเฉพาะตัวทำให้เพรทเซลทำอะไรไม่ค่อยถูก เขาเลื่อนมือไปลูบหัวเด็กคนนั้นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามโดยไม่รู้เลยว่าตนเองได้ปลุกชายผิวเข้มตัวสูงใหญ่ที่นอนเมาแอ๋อยู่ในตรอกมืดให้ตื่นขึ้นเสียแล้ว “พี่ของน้องเขาเป็นอะไรเหรอ?”

ชายร่างใหญ่เอียงคอบิดกายจนกระดูกส่งเสียงกร๊อบแกร๊บ เขาหาวติดต่อกันหลายทีในขณะที่หูก็แอบฟังบทสนทนาของเพรทเซลไปด้วย

“ฮืออพี่ผมพี่ชายผมถูกพวกโจรจับตัวไปเมื่อวาน! เจ้าพวกนั้นมันร้ายกาจมาก! ถ้าไม่รีบไปช่วยพี่ต้องแย่แน่ๆ” พูดไปก็ร้องไห้ไปจนเพรทเซลขมวดคิ้วตึง เขาหันไปมองเพื่อนทั้งสามที่ยืนกันนิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น

“ปูโร่เราไปช่วยพี่ชายของน้องเขากันเถอะ!” เพรทเซลหันไปพูดกับเจ้ามังกรคู่ใจ แต่แล้วปูโร่ก็ส่ายหน้าไปมา ก่อนจะตอบปฏิเสธรวดเร็วแบบไม่ต้องคิด “ไม่เอาน่า! เจ้าเด็กนี่อาจจะกุเรื่องโกหกเราก็ได้ฉันไม่มีเวลาว่างมาเล่นกันเด็กหรอกนะ!

“ปูโร่อย่าคิดแบบนั้นสิ! น้องเขาน่าสงสารนะ” เพรทเซลหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาออดอ้อน แต่ปูโร่ก็ยักไหล่ไม่สนใจ เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เจ้าชายหน้าหวานแทน

“มิลแลนท์ไปช่วยเขากันเถอะนะ

“ไม่! ฉันเกลียดเด็กเป็นที่สุด!” พูดเสร็จมิลแลนท์ก็สบัดหน้าไปอีกทางอย่างไร้เยื่อใย

จนท้ายที่สุดเพรทเซลก็หันไปอ้อนวอนชายผู้มีกระจกตาสีเงินแทน “กิลลาทไปช่วยเขากันเถอะนะ”

กิลลาทจ้องเพรทเซลพลางยู่หน้าจนตีนกาโรยตัวมาทักทาย “ไม่”

“ทำไมล่ะ!” พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่ยอมลดละกิลลาทจึงส่ายหน้าไปมาแล้วดีดหน้าผากเด็กหนุ่มไปหนึ่งที เพรทเซลยกมือขึ้นมาลูบเหม่งตัวเองป้อยๆ

“เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องของเรา”

พูดเสร็จกิลลาทก็เดินจากไปโดยมีมิลแลนท์กับปูโร่ไล่หลังตามไปติดๆ ทิ้งไว้เพียงแค่เพรทเซลที่ยืนคอตกอยู่ที่เดิม ชายขี้เมามองเพรทเซลกับเด็กคนนั้นสลับกันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก จู่ๆ เสียงร้องไห้ครวญครางก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ฮือออ” เพรทเซลมองเด็กเนื้อตัวมอมแมมที่กำลังนั่งกอดเข่าตัวสั่นเครืออย่างคิดไม่ตก ทันทีที่เด็กหนุ่มเอื้อมมือเพื่อหมายจะประคองมือเล็กๆ คู่นั้นขึ้นมาก็ถูกปูโร่ตะโกนเรียก “ถ้าไม่รีบกลับฉันจะปล่อยนายหลงทางอยู่ตรงนั้นนะเพรทเซล!

เพรทเซลจำใจต้องทิ้งเด็กคนนั้นไป ทันทีที่วิ่งมาหยุดยืนขนาบข้างมิลแลนท์ ปูโร่ก็กระโดดขี่คอเพรทเซลเหมือนที่ชอบทำอยู่เป็นประจำ บทสนทนามากมายทะลุผ่านหูเขาไปมาแต่เพรทเซลก็ไม่แม้แต่จะสนใจฟัง

ทั้งที่มีผู้คนผ่านไปผ่านมานับสิบแต่ก็ไม่มีเลยสักคนที่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย ไม่มีเลย

 

พวกเขากลับมาถึงห้องพักกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ต่างคนต่างแยกกันเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเว้นเสียแต่เพรทเซลที่ยังนั่งทบทวนไปมาจนหัวแทบระเบิด

“ไปแช่น้ำร้อนกันเถอะ!” ปูโร่ยิ้มร่าพลางหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาคล้องไว้ที่คอ

“หวังว่าแช่น้ำเสร็จแล้วคงไม่เจอไอ้หัวขโมยนั่นอีกนะ!” มิลแลนท์กำมือแน่น ใบหน้าบึ้งขึ้นมาทันทีเมื่อคิดถึงชายหนุ่มผิวสีแทนผู้สร้างความซวยให้แก่พวกเขาหลายครั้งหลายครา

“หนอยถ้าเจอกันอีกนะ….! คราวนี้ฉันจะอัดมันให้เละเลยคอยดู!” ปูโร่คำรามเสียงดังพลางซ้อมแยกเขี้ยวยิงฟันเขย่าขวัญศัตรูใส่กระจก “ว่าแต่เพรทเซลนายจะชักช้าอยู่ไย!? ไปอาบน้ำกันเร็ว!” ปูโร่หันไปบอกเพรทเซลที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมลุกไปเก็บเสื้อผ้าสักที

“คือคือฉัน” เด็กหนุ่มเงยหน้ามองทั้งสามตาปลิบๆ

“เป็นอะไรของนาย?” มิลแลนท์ขมวดคิ้วตึงเหมือนจะรำคาญ เพรทเซลรีบส่ายมือปฏิเสธเป็นพัลวัน เขาแกล้งล้มตัวลงนอนราบกับเตียงก่อนจะหาวติดต่อกันสองสามครั้ง “ฉันง่วงน่ะขอนอนสักพัก พวกนายไปกันเถอะ”

“อ่าวอื้องั้นพวกฉันไปนะ!” ปูโร่พยักหน้าเข้าใจแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับมิลแลนท์ กิลลาทหยุดมองเพรทเซลชั่วครู่ เด็กหนุ่มรับรู้ได้ถึงสายตาจับพิรุธที่อีกฝ่ายทอดมองมาแย่แล้วสิ!… แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังทำใจดีสู้เสือ แกล้งหลับตาปี๋จนเส้นเอ็นแทบปูด

“ไปกันเถอะกิลลาท!” ปูโร่เอ่ยเรียกเสียงแหลม กิลลาทจึงเบือนหน้ามองปูโร่แล้วเดินตามออกไป ทันทีที่ประตูห้องปิดลงเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจยาวเหยียด เขาพลิกตัวนอนหงาย ยกมือข้างหนึ่งขึ้นก่ายหน้าผากอย่างใช้ความคิด

“จะเอาไงดีนะ!” เพรทเซลสบถพึมพำพลางกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างร้อนรน เขากระเด้งตัวขึ้นนั่ง เลื่อนมือทั้งสองข้างขึ้นกุมข้างขมับอยู่ครู่หนึ่ง ต่อให้ทำยังไงภาพเด็กผู้ชายตัวเล็กนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่คนเดียวก็ฉายวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสมอง เพรทเซลกำมือทุบเตียงอย่างหนักแน่นก่อนจะเดินไปหยุดที่กองสัมภาระของกิลลาท คุ้ยหาอาวุธที่คิดว่าน่าจะพอใช้การได้มาสองสามอย่างก็ยัดของพวกนั้นใส่กระเป๋าตัวเอง เด็กหนุ่มเดินไปสวมรองเท้าแล้วหยิบกระเป๋าที่หนักอึ้งขึ้นมาสะพายด้วยสายตาที่แน่วแน่

รอก่อนนะน้องฉันจะไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!!

 

“อันนี้มันเอาไว้ทำอะไรเหรอฮะพี่ชาย” ยามเย็นท่ามกลางป่าทืบชานเมืองบราวซ์มีเด็กชายผมสีเขียวเนื้อตัวมอมแมมกำลังขุดหลุมพลางอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนข้างกายก็มีเด็กหนุ่มผมแดงผิวขาวจัดเป็นหัวโจก เพรทเซลที่นั่งยองๆ อยู่กับพื้นเอื้อมมือไปหยิบ เมเกิ้ลผลไม้สีเหลืองส้มรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่หาง่ายในย่านนี้ขึ้นมือพินิจพิจารณาก่อนจะคลี่ยิ้มแบบผู้มีชัย

“อันนี้น่ะเหรอ?” เมื่อเห็นเด็กน้อยพยักหน้างงเพรทเซลจึงชะโงกหน้ามองหลุมพลางที่พวกเขาร่วมแรงร่วมใจขุดอยู่เป็นชั่วโมง ความลึกของมันท่วมมิดหัวเพรทเซลไปมากโข พอเห็นว่าได้หลุมพลางที่ลึกใช้ได้แล้วเด็กหนุ่มจึงโกยเศษดินมาปิดเอาไว้หลอกๆ เพรทเซลใช้มือตบหน้าดินสองสามทีด้วยแววตามุ่งมั่น เขาทำเช่นนี้กับทุกมุมจนกลบหน้าดินเรียบสนิท เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินวนไปรอบๆ หลุมพลางทั้งสาม

ช่างแนบเนียนจนดูเผินๆ นึกว่าเป็นพื้นดินธรรมดาสมแล้วที่ผ่านหลักสูตรลูกเสือสำรองมาด้วยเกรดสี่!!

“พี่ชายตกลงแล้วเราเอาผลเมเกิ้ลมาทำไม” เมื่อเห็นว่าเพรทเซลไม่ยอมตอบเสียที ลูจึงถามย้ำอีกครั้ง คิ้วเล็กขมวดยุ่งจนแทบจะนำมาผูกเป็นโบว์ได้ เพรทเซลหยิบผลเมเกิ้ลทั้งสามผลมาไว้ในอ้อมแขนก่อนที่ริมฝีปากสีสดจะเอื้อนเอ่ยแผ่วเบา

“เราเอาเมเกิ้ลมาเพื่อ” ว่าแล้วเพรทเซลก็วางผลเมเกิ้ลลงที่กลางหลุมพลาง ทักษะนี้ต้องใช้ความเบามือมากเพราะหากออกแรงเยอะเกินไปจะส่งผลให้หลุมพลางที่อุตส่าห์ใช้ดินกลบแทบตายชำรุดได้ เมื่อเห็นว่าหลุมที่หนึ่งผ่านไปได้สวยเพรทเซลก็วางผลเมเกิ้ลลงไปที่กลางหลุมสองและสามในลักษณะเดียวกัน

“เพื่อเป็นกัปดักให้พวกโจรมาเก็บผลเมเกิ้ลยังไงล่ะ! ใช่แล้ว! พอพวกโจรที่หิวโหยเห็นผลเมเกิ้ลก็ต้องดีใจรีบวิ่งมาเก็บจนไม่ทันสังเกตพื้นทำให้พลาดท่าตกลงไปในหลุมพลางของพวกเขา! ช่างเป็นวิธีที่ชาญฉลาดสมกับที่เป็นอุบายของเพรทเซลจริงๆ!

“พี่ชาย…!” เมื่อได้ฟังคำตอบของเพรทเซลลูก็เบิกตากว้างขึ้นมาในบัดดล เขาหันไปมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะกระโดดเข้ากอดอย่างเต็มรัก “พี่ชายนี่ฉลาดแถมยังเท่ห์สุดยอดไปเลย!” ไม่ชมเปล่าเจ้าหนูยังซุกหน้ากกกอดเพรทเซลราวกับรู้จักกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว เพรทเซลได้แต่ส่ายหน้าไปมา เขาลูบศรีษะน้อยพลางพูดเสียงอ่อนว่า “พี่ไม่เก่งถึงขนาดนั้นหรอกน่า” แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ไฉนแก้มของเขาถึงขึ้นสีแดงเป็นริ้วๆ เช่นเดียวกับริมฝีปากบางที่คลี่ยิ้มไม่ยอมหุบ

หากจะย้อนความเดิมเมื่อระราวสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ เพรทเซลที่หนีออกจากโรมแรมได้ออกมาตามหาลูเด็กน้อยผู้น่าสงสารซึ่งนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่คนเดียวข้างมุมตึก ลูได้เล่าให้เพรทเซลฟังว่าตัวเขาและพี่ชายเป็นเด็กเร่ร่อนที่เจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองบราวซ์เก็บมาเลี้ยงเพื่อแลกกับการช่วยงานในร้าน แม้จะต้องทำงานหนักแต่ก็ถือว่าเจ้าของร้านมีจิตใจเมตตาต่อพวกเขามาก เพราะนอกจากจะให้อาหาร ที่พักแล้วยังให้การศึกษาแก่พวกเขาอีกด้วย

แต่แล้วเมื่อวานระหว่างที่เขาและพี่ชายออกมาเที่ยวเล่นในป่า พวกเขาได้พบกับชายน่าสงสัยสามคนจึงแอบสะกดรอบตาม บทสนทนาเกี่ยวกับการวางแผนปล้นครั้งหน้าทำให้เด็กทั้งสองมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนพวกนี้เป็นโจรไม่ผิดแน่ พวกเขาตั้งใจจะนำเรื่องไปเล่าให้คนในเมืองฟังแต่ทว่าพี่ชายของเขากลับพลาดท่าถูกพวกมันจับตัวไปเสียได้

ครั้นเพรทเซลถามว่าทำไมถึงไม่เล่าเรื่องนี้ให้เจ้าของร้านอาหารที่เลี้ยงดูพวกเขาฟัง เจ้าหนูนี่ก็เอาแต่บอกว่า

ลูกเขาก็ไม่ใช่ไม่อยากให้เขาต้องมาลำบากเพราะเด็กเร่ร่อนอย่างเราไปมากกว่านี้

ยิ่งได้ยินคำพูดนั้นยิ่งทำให้เพรทเซลทิ้งเจ้าหนูนี่ไม่ได้อายุแค่นี้แต่กลับมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าเขาเสียอีก

ลูนี่เข้มแข็งจนเขาอายเลยล่ะ

“ลูมีเชือกด้วยเหรอ?” เพรทเซลหันไปมองเชือกเส้นโตที่เด็กชายหิ้วติดมือมาด้วย เจ้าหนูพยักหน้าระรัวก่อนจะยกเชือกขึ้นมาโชว์

“ผมกะว่าจะเอามาพันเงื่อนทำกัปดักน่ะฮะพี่ชาย” พูดพลางชี้ไปที่ต้นไม้ต้นใหญ่ที่อยู่ถัดออกไปประมาณห้าเมตร กิ่งไม้สีเข้มที่ทอดยาวออกมาแข็งแรงพอจะพาดเชือกทำกัปดักได้สบายๆ เพรทเซลมองตามอย่างใช้ความคิดก่อนจะหันกลับไปถามอีกฝ่าย “ว่าแต่ลูทำกัปดักเชือกเป็นด้วยเหรอ?”

“แน่นอน! ปกติทุกวันหยุดผมกับพี่โลว์จะใช้กัปดักเชือกนี่จับแองโกร่ากลับร้านได้เป็นสิบๆ ตัวเลยนะครับ!!

“จริงเหรอ!” เพรทเซลเบิกตากว้างด้วยความชื่นชม ทั้งคู่ช่วยกันถือเชือกคนละไม้คนละมือก่อนที่ภารกิจกัปดักเชือกจะเริ่มต้นขึ้น

 

“แช่น้ำพุร้อนในวันที่อากาศหนาวแบบนี้นี่มันสบายตัวจริงๆ เลยผับผ่าสิ! เจ้ามังกรตัวแดง ตากลมเอ่ยเจื้อยแจ้วก่อนจะวิ่งตรงปรี่เข้ามาในห้อง เบื้องหลังมีชายหนุ่มผิวขาวจัด หน้าหวานหยดเจ้าของเรือนผมสีพีชที่เอาแต่บ่นอุบอิบกับตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยว่า “ให้ตายเถอะ! ฉันเกลียดห้องอาบน้ำรวม!!” แก้มของเขาขึ้นสีชมพูระเรื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาบน้ำร้อนจัดเกินไปหรือเพราะเหตุผลอื่นกันแน่

“เฮ้! เพรทเซลนายจะเอาแต่นอนไปจนถึงเมื่อไหร่!” ปูโร่ยืนเท้าเอวบ่นฉอดๆ อยู่ข้างเตียง กิลลาทที่เดินเข้าห้องมาเป็นคนสุดท้ายเลื่อนผ้าขนหนูสีขาวขึ้นเช็ดเส้นผมดำสนิทของตัวเองด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะเดินไปนั่งที่ริมหน้าต่าง

“เมื่อกี้กิลลาทขัดหลังให้ฉันด้วย! แถมน้ำก็อุ่นสบายสุดยอดไปเลยขอบอก!” ว่าแล้วปูโร่ก็สบัดผ้าเช็ดตัวผืนเล็กออก เขาบิดกายโชว์แผ่นหลังเซ็กซี่อย่างมั่นอกมั่นใจแต่ก็ไร้สัญญาณตอบรับจากอีกฝ่าย “เพรทเซล! นายนอนมากเกินไปแล้วนะ! ใจคอจะไม่สนใจฉันเลยรึไง! ปูโร่แผดเสียงแหลมก่อนจะกระโดดทิ้งตัวลงกับร่างที่นอนคลุมโปงไม่กระดิก แต่แทนที่มนุษย์ใต้กองผ้าห่มนั่นจะแหกปากโอดครวญกลับกลายเป็นเขาที่ถูกดูดยวบลงไปกับเตียง ปูโร่เบิกตากว้างในบัดดล เขาคลานดุ๊กดิ๊ก ไปที่ขอบเตียง กำชายผ้าห่มเอาไว้แน่นท่ามกลางความแปลกใจของมิลแลนท์และกิลลาท เพียงชั่ววินาทีเดียวผ้าห่มผืนนั้นก็ถูกกระชากออกมา

ไม่มีแม้แต่เงาของเพรทเซล! ตรงหน้ามีเพียงหมอนข้างสามใบที่ถูกเรียงต่อกันจนสูงพอง หมอนใบบนสุดมีกระดาษวาดรูปหน้าคนแปะเอาไว้อย่างไร้ซึ่งความแนบเนียน ด้านข้างมีกระดาษเขียนข้อความสั้นๆ เอาไว้ว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวฉันจะรีบกลับ…’

“เพรทเซลต้องแอบหนีไปช่วยเด็กนั่นแน่ๆ!” ปูโร่โวย ส่วนมือก็กำกระดาษแผ่นนั้นแน่น กิลลาทเดินไปหยิบดาบในกระเป๋าแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง เมื่อกวาดสายตาดูก็พบว่ามีอาวุธหายไปหลายชิ้น เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะหันไปบอกหนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวว่า “เดี๋ยวฉันมา”

ปูโร่ที่เพิ่งตั้งสติได้ไม่รอช้ารีบเก็บอาวุธแล้ววิ่งตามกิลลาทออกไปติดๆ มิลแลนท์ได้แต่กัดฟันกรอดอย่างไร้ตัวเลือก เจ้าชายหนุ่มที่ตั้งท่าจะนอนพักต้องจำใจสวมรองเท้า เดินไล่หลังทั้งคู่ออกไปด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ

 

“ว่าแต่ลูแน่ใจเหรอว่าพวกโจรพักอยู่ในถ้ำนั้นจริงๆ น่ะ” เพรทเซลหันไปถามเด็กชายที่ปีนเกาะกิ่งไม้อยู่ในท่าเดียวกับเขา แขนข้างหนึ่งกอดรั้งยอดไม้กิ่งบนเอาไว้แน่นส่วนขาก็เหยียดเกร็งจนตะคริวแทบกิน เพรทเซลไม่ใช่คนเก่งด้านกีฬาเลยสักนิด ที่สามารถปีนต้นไม้ขึ้นมาได้สูงขนาดนี้นับว่าใช้ใจปีนล้วนๆ

“เชื่อใจได้เลย!” ลูเอ่ยพร้อมจ้องไปที่ถ้ำหินสีขาวจรดซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตร หากมองด้วยตาเปล่าก็คงคิดว่าเป็นถ้ำธรรมดาที่นักผจญภัยใช้พักแรมชั่วคราว แต่แท้จริงแล้วภายในนั้นถูกเก็บซ่อนเพรชนิลจินดามากมายที่พวกโจรขโมยมา รวมถึงพี่ชายของเขาด้วย!

“อื้อ” เพรทเซลพยักหน้าตอบ ในมือของเขาและลูมีตะข่ายอันใหญ่ที่เตรียมไว้เป็นแผนสำรองเผื่อเจ้าโจรบางคนรอดพ้นจากหลุมพลางไปได้ เพราะพวกนั้นมีกันถึงสามคนภารกิจนี้จึงจำเป็นต้องรอบคอบให้มากที่สุด

“นี่ก็เย็นแล้วนะโจรพวกนั้นไม่หิวกันรึไง” เพรทเซลเงยหน้ามองฟ้า แสงแดดเริ่มอ่อนลงบ่งบอกว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินเต็มที

ป่านนี้พวกปูโร่คงรู้แล้วแน่ๆ ว่าเขาแอบหนีออกมา ขออย่าให้ทุกคนโกรธเขาเลยนะ

“มาแล้ว!” ลูดึงชายผ้าคลุมสีขาวยิกๆ เมื่อหันไปมองปากถ้ำก็พบชายสามคนรูปร่างสูงใหญ่กำลังเดินตรงมาทางนี้ แผงอกนั่นเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่มองด้วยตาเปล่าก็พอเดาได้ว่าสามารถหักร่างเค้าให้แตกเป็นสองท่อนได้สบาย! เพรทเซลกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก คนพวกนั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบถึงหลุมพลางของเขาเต็มทน เด็กหนุ่มได้แต่ภาวนาให้ทั้งสามวิ่งเข้าไปเก็บเมเกิ้ลด้วยความดีใจจนพลาดท่าตกหลุมพลางไปเสีย

“เฮ้เจ้าหนึ่งนายเห็นอะไรไหม!” ชายผิวเข้มที่สุดในสามคนหันไปพูดกับ หนึ่งชายผู้มีหนวดดำทมิฬไม่ต่างอะไรกับนักรบไทยที่ขี่ควายออกไปสู้กับข้าศึกเพื่อกอบกู้หมู่บ้านบางระจัน 

“เมเกิ้ลของโปรดเจ้าสามนี่หว่า!” โจรหนวดทมิฬหันไปพูดกับสาม ชายผิวขาวหัวล้านใสโป๊งเหน่งที่ร่างกายเต็มไปด้วยเส้นเอ็นและมัดกล้ามประดุจนักกีฬามวยปล้ำก็ไม่ปาน สามหัวเราะเสียงดังลั่นจนมือที่เกาะกิ่งต้นไม้ของเพรทเซลถึงกับสั่นเครือ เด็กหนุ่มมองปฏิกิริยาที่ไม่ต่างอะไรกับคนคลุ้มคลั่งของสามด้วยความหวาดระแวง

“เมเกิ้ลเหรอ” สามคำรามเสียงต่ำน่าสยดสยองไม่พอเขายังก้มตัวลงไปหยิบก้อนหินก้อนยักษ์มาถือเอาไว้ในมือ เพรทเซลมองตามตาไม่กระพริบ ทั้งที่อุณหภูมิขณะนี้ลดต่ำจนเกือบจะติดลบแต่เพรทเซลกลับมีเหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นเต็มข้างขมับ

“เมเกิ้ล หึตรงนี้มันไม่มีต้นเมเกิ้ลสักหน่อยอย่าคิดหลอกฉันให้ยากเลยเจ้าหนู!! เสียงตะคอกของสามทำเอาเพรทเซลสะดุ้งโหยง จู่ๆ สามก็ปาหินก้อนยักษ์อัดใส่ผลเมเกิ้ลจนหลุมพลางของเขาพังทลาย เสียงกิ่งไม้ท่อนเล็กและหน้าดินที่ปิดเอาไว้หลอกๆ ร่วงลงไปในหลุมฟังดูน่าอนาถยิ่ง เพรทเซลยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองในขณะที่สามหัวเราะระรัวพร้อมเบ่งกล้ามขึ้นโชว์ทุกคน

แปะ แปะ แปะ

“สามนายนี่ตาดีไม่เปลี่ยนเลยนะ!” ชายหนวดเขี้ยวเอ่ยชมขณะที่ตนยังเดินต่อไปเรื่อยๆ มือสองข้างยกขึ้นกอดอก ส่วนตาก็หลับปรือจนไม่ทันได้มองทาง เท้าของเขาเฉียดหลุมพลางของเพรทเซลไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เด็กหนุ่มและลูใช้พลังจิตเพ่งสุดชีวิตให้เขาโม้เพลินจนเผลอก้าวถอยหลังสักก้าวสองก้าว

และแล้วก็เหมือนเทวดาจะเข้าข้าง หนึ่งก้าวพลาดไปเหยียบถูกหน้าดินหลอกของพวกเขาจนได้! เพรทเซลและลูบีบมือกันและกันแน่นแต่ยังไม่ทันจะได้ดีใจ อยู่ๆ หนึ่งก็กระเด้งตัวด้วยลอยขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะตีลังกากลับหลังจนหนวดของเขาปลิวตามแรงลมอย่างทรงเสน่ห์ไปหยุดจิกหน้าเท้าลงบนหลุมพลางหลุมสุดท้าย แต่เสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะทลายหนึ่งก็หมุนตัวสามสิบแปดตลบราวกับนักกีฬาบัลเลย์ทีมชาติแล้วพาตัวเองไปหยุดฉีกขากางแขนบนพื้นดินปกติเสียแล้ว!

นะนี่ตกลงแล้วพวกเขากำลังสู้กับตัวอะไรอยู่กันแน่!!...

แปะ แปะ แปะ

เสียงตบมือจากสามและชายผิวเข้มดังติดต่อกันอย่างชื่นชม “หนึ่ง! นายนี่มันเซ็กซี่สุดๆ ไปเลย!!” คำเยินยอน่าขนหัวลุกหลุดออกมาจากปากของสองโจร ลูทำท่าคลื่นไส้ลูบหลังตัวเองส่วนเพรทเซลก็เบิกตาค้างหน้าเหยเก

คนพวกนี้เขาเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว!…

“ฉันว่าต้องมีพวกเด็กไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่” น้ำเสียงของสามดูเหมือนกำลังนึกสนุกมากกว่าหวาดระแวง พวกเขามองซ้ายมองขวาจึงไม่ทันได้ระวังด้านบน เพรทเซลที่พบช่องโหว่รีบโยนกัปดักตาข่ายไปที่โจรผิวเข้ม ภายในใจเอาแต่คิดถึงนิทานเรื่องราชสีห์กับหนูที่เคยฟังสมัยอนุบาล

ขนาดราชสีห์ตัวโตเปี่ยมไปด้วยพละกำลังยังต้องพ่ายให้แก่กัปดักตาข่ายเลย! ขอให้ครั้งนี้สำเร็จเหมือนในนิทานด้วยเถอะ!!...

“สองระวัง!!” หนึ่งตะโกนบอกเพื่อนเสียงหลง สองโจรผิวเข้มเจ้าของรอยสักนับสิบที่ไม่ยอมปล่อยผิวหนังสักเอเคอร์เดียวให้ว่างเปล่าเงยหน้ามองตาข่ายพลางคลี่ยิ้มกลุ้มกลิ่ม เสี้ยววินาทีนั้นเหมือนมีประกายไฟบางอย่างเปล่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง มือขวาแข็งแกร่งคว้าดาบขึ้นฟาดฟันตาข่ายนับร้อยครั้ง ทั้งรวดเร็วและรุนแรงจนมองตามไม่ทัน พริบตาเดียวจากกับดักตาข่ายก็ถูกตัดจนเหลือแค่เชือกรุ่ยๆ ยาวเท่าเส้นก๋วยจั๊บเท่านั้น

เพรทเซลและลูได้แต่อ้าปากค้างทำหน้าเงิบ ขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไร้เรี่ยวแรงจนมั่นใจได้ว่าถ้าลูไม่จับแขนเอาไว้ป่านนี้เพรทเซลคงได้กลิ้งหลุนๆ ตกกิ่งไม้ไปแล้วเป็นแน่

“แอบมาหลบอยู่นี่เองเหรอเจ้าหนู!” เสร็จกัน! ถูกพบที่ซ่อนเสียแล้ว! ตอนนี้พวกเขาเหลือเพียงแค่กัปดักเชือกเป็นอย่างสุดท้าย พอเห็นทั้งสามทำท่าจะปีนต้นไม้ขึ้นมาลูจึงหันมาพยักหน้าให้เพรทเซลแล้วทำท่าจะกระโดดลงไปล่อเหยื่อ

“ไม่ต้อง!” เพรทเซลเอ่ยหนักแน่น เขามองเด็กตัวเล็กด้วยแววตาที่เข้มแข็งผิดกับทุกครา แม้เพรทเซลจะอ่อนแอและขี้กลัวปานใด แต่สำหรับครั้งนี้เขาจะไม่ยอมเป็นพวกขี้ขลาดอีกต่อไป! “ลูอยู่ตรงนี้! พี่จะปกป้องนายเอง! ลูเบิกตากว้างอย่างตกใจคำพูดของเด็กหนุ่มหน้าหวานทำเอาเขาแทบน้ำตาตกใน

ทั้งที่พวกเขาเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดเองแท้ๆ ทำไมพี่ชายถึงต้องเสียสละเพื่อเขาขนาดนี้

เพรทเซลวิ่งปาดหน้าสามโจรไปได้อย่างฉิวเฉียด ตอนแรกคิดว่าแผนทั้งหมดจะสำเร็จตั้งแต่หลุมพลางแล้วจึงทำกัปดักเชือกเผื่อเอาไว้ไกลไปหน่อย เขาเห็นสัญลักษณ์บนต้นไม้ที่ลูวาดเอาไว้ก็สูดลมหายใจลึก

อีกนิดเดียว

“หยุดนะเจ้าหนู!!” สองอ้าแขนกว้างเหมือนพร้อมที่จะขย้ำเขาได้ทุกเมื่อ เพรทเซลเหลือบตามองก่อนจะหลับหูหลับตาจ้ำอ้าวด้วยความเร็วสูง และเขาก็ไปหยุดที่หลังต้นไม้ซึ่งพาดเชือกเอาไว้ได้สำเร็จ เด็กหนุ่มกำปลายเชือกเอาไว้แน่น เรียวนิ้วของเขาเย็นเฉียบอย่างลุ้นระทึก

หากพลาดคงไม่วายได้ถูกชำแหละเป็นชิ้นๆ แน่ สามคนนี้ท่าทางจะกินจุเสียด้วย!…

เพรทเซลมองตามจังหวะการก้าวเท้าของโจรสองที่ใกล้จะเหยียบกัปดักของเขาอยู่รอมร่อ เด็กหนุ่มนับให้สัญญาณตัวเองในใจก่อนจะกระตุกปลายเชือกรัดเท้าสองได้สำเร็จ โจรสองสะดุ้งตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีกัปดักซ่อนเอาไว้ถึงสามด่าน! ชายร่างยักษ์หน้าซีดเซียวไม่น่าเชื่อว่าเขากำลังจะพลาดพลั้งครั้งใหญ่ให้แก่เด็กหนุ่ม

“อ๊ากกกก!” เชือกเส้นโตรัดข้อเท้าโจรสองแน่น มันช่างรวดเร็วและเฉียบขาดดุจดั่งงูไม่มีผิด เด็กหนุ่มแอบยิ้มในใจ เขาขมวดปลายเชือกพันไว้กับแขนตัวเองก่อนจะออกแรงดึงสุดพลัง โจรสองหวีดร้องสุดเสียงเพื่อขอชีวิต

“อย่า…!!

ดึ๋งดึ๋ง

ชายร่างใหญ่มองเท้าซ้ายตัวเองที่ลอยขึ้นเหนือพื้นดินประมาณสักสองมิลลิเมตรเห็นจะได้ มันเด้นขึ้นเด้งลงไม่ต่างอะไรกับหนังสติ๊ก “ย่าห์!!” พอสองเงยหน้าขึ้นก็พบเด็กหนุ่มตัวกระจิ๊ดริ๊ดกำลังออกแรงดึงเชือกจนหน้าดำหน้าแดง เจ้าหนูนั่นปีนขึ้นไปบนต้นไม้ก่อนจะใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดที่มีโหนเชือกเหมือนลูกลิงลูกค่างไม่มีผิด

ดึ๋งดึ๋ง

และแล้วเท้าเขาก็ลอยสูงขึ้นไปอีกสามมิลลิเมตร…!!

“เสร็จกันไม่สำเร็จเหรอเนี่ย!” เด็กหนุ่มเบิกตากว้างราวกับไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าตนจะทำพลาด เขาหันรีหันขวาสักพักเมื่อไม่พบหนทางอื่นแล้วร่างผอมแห้งจึงกระโดดเกาะเชือกอีกครั้งท่ามกลางความเงียบ

เจ้าของร่างบึกบึนมองความพยายามของเด็กหนุ่มผมแดงผู้ใสซื่ออยู่นานก็ระเบิดหัวเราะชอบใจ

“แกมันจะตลกไปแล้วนะเจ้าหนู!! พูดเสร็จโจรสองก็ออกแรงกระตุกเชือกเบาๆ ขอย้ำอีกครั้งว่าเบาๆ!! แค่นี้เด็กหนุ่มที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเชือกก็ลอยเท้งเต้งขึ้นไปกลางอากาศเสียแล้ว!!

เพรทเซลกำเชือกแน่นจนมือสั่น สิ่งเดียวที่ยึดให้เขาลอยอยู่ได้มีเพียงสองมือคู่นี้เท่านั้น! เมื่อมองลงไปที่พื้นก็มั่นใจได้เลยว่าความสูงระดับนี้สามารถทำให้เขากลับสู่ธรรมชาติกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อพืชและสัตว์ร่วมโลกได้ง่ายๆ

“ฮ่าๆ ช่างเป็นเด็กที่ตลกอะไรขนาดนี้! ฉันชักชอบแกแล้วสิ!” หนึ่งที่เดินไล่หลังตามมาพร้อมกับสามเอ่ยขึ้นเสียงดัง

“ปล่อยพี่ชายเดี๋ยวนี้นะเจ้าโจรชั่ว!” ลูที่โกรธจนหน้ามืดวิ่งง้างหมัดเข้ามาใกล้ เด็กชายตุ๊ยท้องสามอย่างเต็มรัก แต่แทนที่โจรสามจะจุกจนตัวงอเขากลับตอบสนองโดยการเด้งพุงรับ ไขมันส่วนท้องดันร่างของลูให้กระเด็นออกไปไกลสามสี่ก้าว เจ้าสามคนชั่วประสานเสียงหัวเราะขบขันทำลายโสตประสาทจนใครอีกคนฝืนทนดูต่อไปไม่ไหว

“ไอ้เจ้าพวกเด็กบ้า! กัปดักหลุมพลางอะไรของแก! ของแบบนั้นแม้แต่วุปปี้มันยังไม่โง่ตกลงไปเลย! แล้วไหนจะตาข่ายกับเชือกงี่เง่านี่อีก! เล่นบ้าอะไรกันอยู่!! ชายร่างสูงใหญ่เจ้าของผิวสีน้ำผึ้งที่เพรทเซลจำหน้าได้เป็นอย่างดีแหกปากอาละวาดอย่างเหลืออด  

เขาคือผู้ชายที่ทะเลาะกับกิลลาทเมื่อคืนนี่

โจรสามคนที่ประสานเสียงหัวเราะจนขากรรไกรแทบค้างหยุดชะงักเหมือนโดนเล่นของ พลันได้เห็นชายผู้มาใหม่ชัดๆ เต็มสองตาไม่ว่าจะหน้าหนวดอย่างโจรหนึ่ง หน้าดำอย่างโจรสอง หรือจะหน้าขาวหัวโป๊งเหน่งอย่างโจรสามต่างก็ถอดสีซีดเผือกไม่ต่างกัน

“นะนั่นมัน!” สองสบถเสียงสั่นเหมือนคนไร้สติ “เอสก้า มิโนทอร์คลั่งเลือดแห่งเอลกราโด้!

“ปล่อยเจ้าเด็กผมแดงนั่นซะ!!” เพียงแค่เอสก้าสาวเท้าเข้าไปใกล้โจรทั้งสามก็ตัวสั่นขวัญเสีย จังหวะที่โจรสามมองหาทางหนีทีไล่เพื่อเตรียมเผ่นโจรหนึ่งก็วิ่งเข้าไปขวางไว้เสียก่อน “ถ้าเราล้มมันได้ล่ะก็เราจะกลายเป็นโจรที่คนทั้งอาร์คาน่าต้องยำเกรง! โอกาศนั้นมาถึงแล้ว!

“ตะแต่ฉายามิโนทอร์คลั่งเลือดนั่นก็บอกอยู่แล้วว่ามัน…!” ยังไม่ทันที่สามจะพูดจบหนึ่งก็เสยผมพูดขัดขึ้นเสียก่อน “หากเราสามพี่น้องรวมพลังกันย่อมไม่มีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้หรอกนะ! แน่นอนมันไม่ใช่แค่ประโยคบอกเล่าธรรมดา ความนัยที่แฝงไว้เต็มเปี่ยมช่างเร่าร้อนไม่ต่างอะไรกับหนวดเขี้ยวที่พริ้วไหวไปตามแรงลม

“ครับพี่หนึ่ง!” เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาก็ฮึบเหิมขึ้นทันตา โจรหนึ่งและโจรสามมองหน้ากันและกันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ทันใดนั้นเองโจรสามเจ้าของหัวล้านใสโป๊งเหน่งก็กระโดดขึ้นไปยืนบนบ่าของโจรหนึ่ง “เปิดตำนานโจรสามพี่น้อง เคล็ดลับวิชาไขมันสลาตันแอทแทก! ว่าแล้วโจรสามผู้มีหุ่นเหมือนนักกีฬามวยปล้ำก็ล็อคเป้าไปที่เอสก้า กางแขนกางขาตึงเหมือนตัวบ่าง ก่อนจะพุ่งทะยานตัวใส่ศัตรูอย่างกล้าหาญ “ย๊ากกก!!

เอสก้าผู้ยืนนิ่งอยู่นาน ปรายตามองมวลสารขนาดมหึมาที่ลอยตัวเข้ามาใกล้ ดวงตาสีอัมพันปรือลงเหมือนยังไม่สร่างเหล้าดี เขาหาวถี่ๆ ติดต่อกันสองสามครั้ง เมื่อเห็นว่าไขมันสลาตันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาก็ฉีกยิ้มนึกสนุกก่อนจะออกแรงดีดนิ้วใส่หน้าผากแค่ทีเดียวโจรสามก็หอบไขมันทั้งหมดทั้งมวลกระเด็นออกไปไกลลิบตา “แอร๊ก!!

 “เจ้าสาม!!” หนึ่งร้องเสียงหลงด้วยความเป็นห่วง หนวดที่เคยงอนเขี้ยวกลายเป็นชี้ตรงบ่งบอกว่าเขากำลังโกรธจนขาดสติ โจรหนึ่งกำมือแน่น เส้นเลือดปูดขึ้นเป็นแนวยาวช่างน่ากลัว เขากดเสียงต่ำคำรามวิชายุทธ์ขั้นสุดท้าย “ไม้ตายของข้า!! เคล็ดลับวิชา!!” เสียงดังกระหึ่มเรียกความสนใจของเอสก้าได้ไม่น้อย

“พริ้วไหวเหนือสายลม!! ว่าแล้วโจรหนึ่งก็กระโดดจิกเท้าตีลังตาม้วนหน้าม้วนหลังเก้าสิบเก้าตลบ ตัวตรง แอ่นอก ก้นงอน ฉีกแข้งฉีกแขนพาตัวเองหายเข้าป่าไปกับกลีบเมฆ

“ไอ้พี่หนึ่ง!” โจรสองอ้าปากค้างกับการกระทำไร้เกียรติของพี่ชายร่วมสาบาน เสียงที่เปล่งออกมาช่างแหบแห้งไม่ต่างอะไรกับร่างไร้วิญญาณ เมื่อเห็นว่าพวกโจรกำลังย่ำแย่ลูก็แอบวิ่งเข้าไปช่วยโลว์ที่ถูกกักขังอยู่ในถ้ำ

เมื่อหนึ่งและสามหายไปคนละทิศคนละทางจึงเหลือแค่สองที่ยืนจับเชือกตัวเกร็งไม่ไหวติง ชายหนุ่มผิวเข้มหัวเราะเสียงต่ำ “ไอ้พวกขี้ขลาด!” เขาเอื้อมมือไปคว้าขวานคู่ใจมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะสับลงบนเชือกแบบไม่ปรึกษาใครทั้งสิ้น เพรทเซลที่ลอยทิ้งดิ่งลงมาจากฟ้าหลับตาปี๋ ยังไม่ทันที่เขาจะกลับสู่ธรรมชาติเอสก้าก็คว้าฮู้ดรับเด็กหนุ่มเอาไว้ได้ทันพอดิบพอดี เขาปล่อยเพรทเซลลงกับพื้นก่อนจะเดินตรงเข้าไปใกล้โจรสอง

“อย่าทำฉันเลยได้โปรดเถอะ” สองพนมมือขึ้นแนบอกแต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร เอสก้าเก็บขวานขึ้นสะพายหลังก่อนจะ ซัดหมัดหนักๆ เข้าตรงที่กลางท้อง ไม่น่าเชื่อว่าแค่หมัดธรรมดาแต่อานุภาคกลับรุนแรงขนาดทำให้ผู้ชายตัวโตๆ ลอยกระเด็นไปชนต้นไม้ส่งเสียงกึกก้องจนสัตว์ป่าน้อยใหญ่ต้องบินหนีออกจากรังไปตามๆ กัน

“ฟื้นขึ้นมาไอ้เจ้ากระจอก!” เอสก้าแหกปากลั่น โจรสองรีบก้มหัวคาระวะแทบเท้าอย่างนอบน้อม เอสก้าแค่นหัวเราะร้ายกาจ “เก็บสมบัติทุกชิ้นที่ขโมยมาใส่ถุงนี่ให้หมด แล้วฉันจะไว้ชีวิตนาย!

“คระครับ!” เจ้าโจรสองรับถุงใหญ่ยักษ์มาถือไว้ในมือก่อนจะรีบวิ่งไปเข้าไปโกยสมบัติในถ้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย

“พี่ชายเท่ห์สุดๆ ไปเลย!” ลูวิ่งแจ้นมาหาเขา เบื้องหลังมีเด็กผู้ชายผมสีเขียวที่น่าจะอายุมากกว่าลูสักสองถึงสามปี  “พี่โลว์นี่คือพี่เพรทเซลที่ช่วยพวกเราไว้” เมื่อลูแนะนำตัวให้เสร็จ โลว์ก็หันมาก้มหัวให้เขาเป็นการใหญ่ “ขอบคุณครับ ถ้าไม่ได้พี่ผมต้องแย่แน่ๆ”

“พี่ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักหรอก” เด็กหนุ่มได้แต่เกาแก้มแก้เขิน

“ใครว่าล่ะ! ตอนที่พี่วิ่งไปล่อศัตรูนะผมซึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลย! พี่ชายเท่ห์อย่าบอกใครเลย!” ลูกำหมัดแน่นเอ่ยชมไม่ขาดปาก

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” ยิ่งพยายามแสดงสีหน้าเป็นปกติสักเท่าไหร่ยิ่งดูไม่ปกติ! เพรทเซลหน้าแดงเป็นลูกตำลึงขณะที่ปากก็พร่ำปฏิเสธไม่หยุด

“เฮ้เพรทเซล! พวกเรามาช่วยนายแล้ว!” เสียงตะโกนแหลมปรี๊ดที่จำได้ขึ้นใจเรียกสติเด็กหนุ่มให้กลับมา เมื่อเพรทเซลหันหน้าไปมองก็พบกิลลาทที่วิ่งหน้าตึงมาแต่ไกล เด็กหนุ่มอ้าปากเหวออย่างขวัญผวา

กิลลาทคงไม่โกรธเขาหรอกมั้งแหะๆ ดูสิยิ้มจนเส้นเอ็นปูดหน้าเหี่ยว(?) เลย!!

 “นายปลอดภัยดีใช่ไหมเพรทเซล!” ร่างอ้วนกลมที่ส่งเสียงนำมาก่อนตั้งแต่ระยะร้อยเมตรวิ่งเข้ามาใกล้ ปูโร่ถือดาบเล่มเล็ก เข้าคู่กับโล่ห์เงินเหมือนพวกอัศวินในการ์ตูนยุคเก่า คอสตูมของปูโร่สร้างความประหลาดใจให้กับเพรทเซลเป็นอย่างมาก ไปเอาชุดพวกนั้นมาจากไหนกันเนี่ย!…

ข้างหลังปูโร่มีมิลแลนท์ที่วิ่งตามมาติดๆ แม้สายตาจิกกัดคู่นั้นจะบ่งบอกถึงความรำคาญชัดเจน แต่มิลแลนท์ผู้หยิ่งผยองก็ดูเหมือนจะเป็นห่วงเพรทเซลอยู่ไม่น้อย

“ให้ตายสิ! ฉันบอกนายแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกมา! ทำไมถึงดื้อแบบนี้!” ปูโร่ชี้นิ้วตำหนิ หน้าเจ้ามังกรแสบในเวลานี้ช่างดุร้ายเสียจนเพรทเซลคอตก

“คือคือฉัน” เพรทเซลพยายามคิดหาข้อแก้ตัวล้านแปด แต่สมองเขายามนี้กลับขาวโพลนไปหมด ยิ่งเจอปูโร่หรี่ตาจ้องหน้าคาดคั้นเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อยิ่งไปต่อไม่ถูก

“นี่คือสมบัติทั้งหมดที่พวกผมปล้นมาได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วยเถอะคร้าบท่านเอสก้า” เสียงสั่นเครือของโจรสองเรียกความสนใจทุกคนได้เป็นอย่างดี

“ฮ่าๆ ครั้งนี้พวกแกถือว่าโชคดีมาก! ทีหลังอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกนะ!” เมื่อได้ยินดังนั้นโจรสองก็รีบก้มกราบแล้วคลานกระดึ๊บๆ หายไปในพุ่มไม้ ก่อนจะจ้ำอ้าวพาตัวเองหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้า

“กะแก!!” ปูโร่ ติดสตั๊นท์พวกเขากำมือแน่น ทั้งช็อคทั้งงงจนไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไรก่อน มิลแลนท์และกิลลาทเองก็เช่นกัน พวกเขาไม่คิดว่าจะได้เจอชายผิวสีน้ำผึ้งอีกครั้งในสถานที่แบบนี้

เอสก้าที่กำลังพันปากถุงสมบัติอย่างขมักเขม้นเงยหน้าขึ้นมองเพรทเซล ปูโร่ กิลลาท และมิลแลนท์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ชายผมทองแบกถุงใบนั้นไว้บนหลังท่าเดียวกับคุณลุงซานตาครอสพลางหันไปพูดเสียงเข้มว่า “ฉันไม่แบ่งพวกนายหรอกนะเจ้าปีโป้!

“ฉันไม่ได้อยากได้ของพวกนั้นสักหน่อยอีกอย่าง…!! ฉันชื่อปูโร่เฟ้ย!!” ไม่พูดเปล่าปูโร่ยังง้างหมัดเตรียมพุ่งเข้าชาร์ตอีกฝ่ายเต็มที่

“อย่านะ!!” เพรทเซลรีบวิ่งเข้าไปบังเอสก้าเอาไว้ ปูโร่และเพรทเซลจ้องกันและกันด้วยสายตาเข่นเขี้ยวโดยมีมิลแลนท์และกิลลาทมองอยู่ไกลๆ

“นายเข้ามาบังฉันไว้ทำไม!” ปูโร่เอ่ยเสียงเย็น เพรทเซลหลบตามองต่ำเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจชั่วครู่ก็หันกลับมาจ้องปูโร่อีกครั้ง “เอสก้าเป็นคนดีมากนะถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ฉันและลูต้องแย่แน่ๆ”

“เพรทเซล…!” ปูโร่แผดเสียงแข็ง แต่เพรทเซลกลับจ้องหน้าเขาไม่ลดละ พากเขาจ้องกันและกันอย่างดุเดือดประดุจมีสายฟ้าพุ่งออกมาจากตาของทั้งคู่ แรงปะทะที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นโจมตีใส่กันและกันอย่างไม่ลดละจนสุดท้ายก็เป็นปูโร่ที่พ่ายแพ้

“เฮ้อ…! ฉันจะยอมไว้ชีวิตเจ้าหมอนี่ก็ได้!

“ขอบคุณนะปูโร่!” เพรทเซลยิ้มกว้าง ระหว่างที่เถียงกันพวกเขาไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มต้นตอเรื่องทั้งหมดได้เดินจากไปไกลแล้ว “แล้วนั่นนายจะไปไหน!

เอสก้าไม่แม้แต่จะหันมามอง เขายักไหล่ให้เป็นคำตอบก่อนจะเดินแบกถุงสมบัติห่างออกไปจนเกือบจะลับตา เพรทเซลที่เหมือนเพิ่งจะคิดอะไรได้รีบวิ่งตามเอสก้าไปติดๆ “เดี๋ยว…!! รอด้วย!!

เอสก้าเลิกคิ้วมองเด็กหนุ่มผมแดงที่จู่ๆ ก็วิ่งมาขวางหน้าเขา “มีอะไรเจ้าหนู”

“กำลังออกเดินทางใช่ไหม? แล้วจะไปไหนล่ะ?” เอสก้าไม่ตอบคำถามของเพรทเซล เขาแค่มองอีกฝ่ายเหมือนกำลังสงสัยว่ามีอะไร

นายตัวคนเดียวไม่ใช่เหรอ? งั้นทำไมพวกเราไม่ออกเดินทางไปด้วยกันล่ะ! คำเชื้อเชิญสายฟ้าแลบของเพรทเซลทำเอาปูโร่ กิลลาท และมิลแลนท์เบิกตากว้างจนแทบถลน

“เฮ้!! นายควรที่ขอความเห็นจากฉันก่อนนะ!” ปูโร่และมิลแลนท์ตวาดลั่นเป็นเสียงเดียวกัน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเอสก้าหันไปมองหน้าเพรทเซลก่อนที่ใบหน้าเถื่อนๆ นั่นจะฉีกยิ้มกว้าง “นายนี่มันตลกชะมัด! ได้ก็เอาสิ!

“หา!” เป็นอีกครั้งที่เจ้าชายขี้วีนและมังกรอ้วนกลมแหกปากร้องลั่นเป็นเสียงเดียวกัน กิลลาทยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างปลงตก

ให้มันได้อย่างนี้สิ!! …

 


 







ขอโทษที่หายไปนานแสนนานนะคะ ไม่รู้มีคนรออยู่รึเปล่า 555 หยงเพิ่งฝึกงานเสร็จค่ะ เดือนนี้จะพยายามอัพบ่อยๆนะคะ จะพยายามให้ถึงตอนที่ 12-13 ให้ได้ภายในเดือนนี้น้า สู้  ^___________^ อ่านแล้วอยากติชมยังไงก็ช่วยเม้นกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่า :x




43 ความคิดเห็น

  1. #31 Key_ (@i-love-min) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 19:58
    รอมานานแล้วในที่สุดก็มาสักที

    #31
    0