ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 9 : รู้ความลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.ย. 56

บทที่ 9

 


               ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างห้องนอนเริ่มมีแสงรำไรจากดวงอาทิตย์ วิศว์บิดขี้เกียจแล้วละสายตาจากเอกสารในมือที่ตนยอมอดตาหลับขับตานอนนั่งอ่านมาเกือบทั้งคืน การประชุมในวันนี้สำคัญกับเขาเพราะเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มจะได้นำเสนองานต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในชีวิตการทำงานที่พี.วี.พร็อพเพอร์ตี้แห่งนี้


                ชายหนุ่มอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะบึ่งรถคู่ใจเพื่อไปเตรียมซักซ้อมเป็นครั้งสุดท้ายที่บริษัท เมื่อเขามาถึง สมาชิกในทีมคนอื่นยังไม่มา วิศว์ไปนั่งประจำที่ของตัวเองก่อนจะดึงเอากระดาษโน้ตแผ่นบางๆที่ถูกเจ้าของพับทบจนยับยู่ยี่มากางเปิดออก แล้วเริ่มทบทวนความจำที่ท่องมาตลอดทั้งคืนอีกรอบ งานนี้เขาอยากให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด ภาวัชจะได้ภูมิใจในตัวเขาและที่สำคัญกรณิชจะได้เข้าใจและเปลี่ยนความคิดใหม่เสียใหม่ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายประเภทเฮงซวยและโหลยโท่ยอย่างที่เธอเคยสบประมาทเอาไว้ก่อนหน้านั้น


                “อ้าว วิศว์มาแต่เช้าเชียวนะ” วารีญามาถึงเป็นคนที่สองของทีม


                 “มาเตรียมพร้อมก่อนเข้าห้องประชุมตอนเช้าน่ะครับ” วิศว์ตอบยิ้มๆ ส่วนวารีญาขมวดคิ้วเรียวงาม


                “วิศว์เป็นคนนำเสนอรายงานสรุปภาวะรายเดือนเหรอ น้ำนึกว่าจะหนึ่งจะเป็นคนพูดเองเสียอีก”


                 “ก็ผมเป็นคนทำงานนี้เองกับมือ ผมก็ต้องนำเสนอเองน่ะสิครับ” วิศว์มองวารีญาที่กำลังทำท่าทางแปลกๆอย่างนึกสงสัย “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าน้ำ”


                “เอ้อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร” วารีญาฉีกยิ้มให้วิศว์ไปหนึ่งที เมื่อมองไปเห็นกรณิชกำลังเดินผ่านประตูเข้ามา หญิงสาวก็รีบปราดเข้าไปดึงแขนเพื่อนสนิทแล้วลากออกไปคุยกันสองต่อสองทันที


                  “เป็นอะไรยายน้ำ ลากฉันมาคุยตรงนี้ทำไมเนี่ย” ตรงนี้ของกรณิชก็คือบริเวณบันไดหนีไฟที่ไม่มีใครเดินผ่าน


                 “แกให้วิศว์เข้าไปนำเสนอรายงานในที่ประชุมเช้าวันนี้เหรอ” หญิงสาวตั้งคำถามแบบเดียวกับที่เพิ่งจะถามวิศว์ไปหยกๆ กรณิชพยักหน้า


                 “ก็ใช่น่ะสิ ฉันเป็นคนมอบหมายงานนี้ให้วิศว์ทำแทนธีกับวราเอง ว่าแต่แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” สีหน้าแปลกๆของวารีญาทำให้ดวงตาสีถ่านของกรณิชหรี่ลงช้าๆ “เกิดอะไรขึ้นยายน้ำ บอกฉันมา”


                  วารีญาถอนหายใจเฮือก วันนี้เธอแวะซื้อกาแฟที่ร้านด้านล่างจึงบังเอิญได้ยินบทสนทนาบางอย่างระหว่างคุณธีรเดช ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและคุณสมพล ผู้จัดการฝ่ายเบิกจ่ายวัสดุ สิ่งที่ได้ยินมานั้นพานให้นึกกลัดกลุ้มอยู่ไม่น้อย แต่เธอคิดว่ากรณิชเองในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมก็สมควรที่จะรู้เรื่องนี้ด้วย


                  “คุณธีรเดชกับคุณสมพล ตั้งใจจะเล่นงานพวกเรา”


                  “หมายความว่ายังไง” กรณิชซักรายละเอียด วารีญาจึงเริ่มต้นเล่าในสิ่งที่เธอแอบได้ยินมาให้กับเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งเจ้านายได้รับรู้


                  “พวกนั้นบังเอิญรู้มาว่าวันนี้วิศว์จะเป็นคนนำเสนอรายงานภาวะรายเดือน ไม่ใช่แก ดังนั้นก็เลยกะจะถือโอกาสนี้เล่นงานสมาชิกทีมเรา”


                   “แล้วทำไมต้องเจาะจงเป็นวิศว์ด้วย” วารีญาส่ายหน้าแต่ก็ลองสันนิษฐานดูเล่นๆ


                  “คงเป็นเพราะวิศว์เพิ่งเข้าใหม่ ประสบการณ์และความรู้ที่เกี่ยวกับอสังหาฯคงยังไม่แม่น พวกนั้นเลยคิดจะโจมตีที่จุดอ่อนของเรา แกจำไม่ได้เหรอว่าครั้งแรกที่ยายวราเข้าไปนำเสนอรายงานในที่ประชุมก็โดนสองคนนั้นเล่นจนแทบเละเป็นโจ้ก แถมตอนนี้ทีมเรายังชอบไปขัดแข้งขัดขา คิดสวนทางกับฝ่ายวางแผนอีก ฉันว่างานนี้วิศว์อาจจะต้องรับศึกหนักว่ะ”


                 “ยังไงฉันก็ต้องช่วยอยู่แล้วถ้าหากลูกน้องของตัวเองจนมุมจริงๆ ฉันไม่ปล่อยให้นายนั่นถูกไล่บี้อยู่ฝ่ายเดียวหรอก”


                 “มันก็ถูกของแก แต่อย่าลืมนะ ตอนนี้ผู้บริหารหลายคนกำลังจับตาทีมเราอยู่ ขอเพียงพวกนั้นต้อนให้วิศว์ที่ดูเป็นไก่อ่อนของทีมเราจนมุมได้ พวกผู้บริหารก็คงต้องมีแคลงใจในศักยภาพของทีมเราบ้างแหล่ะ ยิ่งช่วงนี้เรากำลังซุ่มทำโปรเจ็คส์ใหญ่กันอยู่ด้วย” วารีญาเอ่ยมาถึงตอนนี้ สีหน้าก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นขรึมลง “อีกอย่างวิศว์ไม่เคยเข้าประชุมผู้บริหารเลยนะ ครั้งแรกกับการโดนด่ากลางที่ประชุม มันคงเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกจริงไหม”


                  กรณิชนิ่งไป ใจหนึ่งเธอก็อยากเค้นศักยภาพของวิศว์ที่มีอยู่ให้ออกมาอย่างเต็มที่ แต่อีกใจหนึ่งเธอก็สงสารชายหนุ่มหากจะต้องมายืนเป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี และคราวนี้เธอเดาว่าคุณธีรเดชคงจะเตรียมระเบิดชนิดทำลายล้างมาด้วย แล้วเธอจะปล่อยให้ลูกทีมมือใหม่ไร้ประสบการณ์ (ต่อกร) อย่างวิศว์ไปลุยเดี่ยวอย่างนั้นน่ะเหรอ?

 



                  “อะไรนะ!” วิศว์อุทานเสียงดังเมื่อกรณิชเดินมาบอกเขาที่โต๊ะทำงานว่าเธอจะเป็นคนพูดนำเสนอรายงานในที่ประชุมเอง วิศว์ไม่มีหน้าที่ต้องพูดแล้ว “คุณล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย”


                “นายได้ยินไม่ผิดหรอก เดี๋ยวงานนี้ฉันจัดการเอง”


                   “ได้ไงล่ะ ผมเป็นคนทำงานชิ้นนี้กับมือนะ ผมสมควรจะเป็นคนนำเสนอต่างหาก” วิศว์มีสีหน้าฉงน ภาพจินตนาการที่จะได้เห็นผู้บริหารของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้เอ่ยชมเขากำลังเลือนลางลงไปต่อหน้าต่อตาเพียงเพราะคำพูดที่เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดของกรณิช


                “เลิกพูดได้แล้ว” กรณิชรีบตัดบทเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะแย้งขึ้นมา “นี่เป็นคำสั่งในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้าของคุณ”


                 วิศว์เม้มริมฝีปากแน่น ชายหนุ่มอุตส่าห์อดหลับอดนอนทั้งคืนก็เพื่อเตรียมซักซ้อมให้งานนำเสนอครั้งนี้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด แต่พอมาถึงตอนใกล้ได้เวลาต้องเข้าประชุม กรณิชกลับมาบอกให้เขาไม่ต้องพูดเสียอย่างนั้น หญิงสาวจะเป็นคนพูดเอง อย่างนี้ถ้าไม่ให้เขาคิดว่าเธอเป็นพวกมีนิสัยชอบทำงานเอาหน้า แย่งผลงานของลูกน้อง แล้วจะให้เขาคิดว่าอย่างไรกัน


                  “คุณตั้งใจจะแย่งผลงานของผมใช่ไหม” กรณิชเลิกคิ้วไม่เข้าใจคำถามนั้นของวิศว์ แต่นิ่งเงียบไปสักอึดใจชายหนุ่มก็รัวคำพูดต่างๆใส่เธอไม่หยุด “คุณแกล้งให้ผมทำงานชิ้นนี้ ทำทีมาเป็นช่วยเหลือ แต่พองานสำเร็จคุณกลับแย่งมันไปเป็นผลงานของตัวเอง คุณคงอยากให้พวกผู้บริหารเห็นความสามารถของคุณล่ะสิ พวกเค้าจะได้ไม่เอาไปลือกันว่าคุณได้ดีเพราะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ...”


                 “หยุดเดี๋ยวนี้นะ” กรณิชตาวาว “กรุณาเลิกดูถูกฉันได้แล้ว”


                  “แล้วมันจริงอย่างที่ผมพูดไหมล่ะ” วิศว์เบือนหน้าไปอีกทาง พยายามข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดปุดๆอย่างเต็มที่ ตอนแรกเขาเกือบจะหลงเชื่อเธอไปแล้วว่าเธอไม่ได้มีอะไรเกินเลยลึกซึ้งกับภาวัช แต่การกระทำของเธอมันทำให้เขาต้องหันกลับมามองเรื่องนี้เสียใหม่


                   “คุณจะคิดยังไง จะเชื่อยังไงฉันไม่สน และฉันก็ยังยืนยันคำเดิมด้วยว่าในห้องประชุมฉันจะเป็นคนนำเสนอรายงานนี้เอง หน้าที่ของคุณแค่นั่งฟังเฉยๆแล้วจดบันทึกก็พอ”


                  “แต่ว่า...”


                “อย่าให้ต้องพูดหลายรอบเลยนะว่าฉันกำลังออกคำสั่งในฐานะอะไร”


                   วิศว์มองตามแผ่นหลังบอบบางของกรณิชไปด้วยสีหน้าขัดใจ ชายหนุ่มกำกระดาษโน้ตในมือแน่นจนทำให้มันยิ่งยับยู่ยี่ขึ้นไปใหญ่ เมื่อวิศว์คลายมือออก กระดาษแผ่นนั้นก็กลายเป็นก้อนกลมๆก่อนที่เจ้าตัวจะปามันลงถังขยะอย่างไม่นึกไยดีอีกต่อไป

 



                การประชุมช่วงเช้าโดยรวมผ่านไปได้ด้วยดี วิศว์เดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมกับวารีญา วราลีและสุกฤต ส่วนธีธัชเดินตามหลังออกมาพร้อมกับกรณิช วิศว์ได้ยินธีธัชเอ่ยชมกรณิชไม่หยุดปากถึงการนำเสนอรายงานในที่ประชุมได้อย่างลื่นไหลและแสดงการวิเคราะห์ที่เฉียบแหลมจนผู้บริหารบางคนถึงกับทึ่งในวิสัยทัศน์ของเจ้าหล่อน วิศว์ได้ฟังก็เหยียดยิ้มเล็กๆ งานนี้เขาต่างหากที่สมควรจะได้รับคำชม ไม่ใช่ยายหน้าน้ำแข็ง แต่ลึกๆแล้ววิศว์ก็รู้ดีว่ากรณิชไม่ได้พูดงานในส่วนที่ตัวเขาทำทั้งหมด แต่หญิงสาววิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยแง่มุมที่ต่างออกไป ทำให้การนำเสนอในครั้งนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบในความคิดของใครหลายๆคนโดยเฉพาะธีธัช


                “หนึ่งเห็นหน้าของคุณธีรเดชกับคุณสมพลหรือเปล่า” กรณิชส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นคำตอบว่าเธอไม่ทันได้สังเกต แต่ธีธัชก็รีบพูดต่อ “หน้างี้อึ้งไปเลยตอนที่หนึ่งตอบคำถามเรื่องการเก็งกำไรในโครงการคอนโดฯแถบสุขุมวิท รู้หรือเปล่าว่าคำตอบของหนึ่งน่ะเหมือนเป็นการตีแสกหน้าสองคนนั้นเลยนะ ใครๆก็จำได้ว่าคุณธีรเดชน่ะแกฟันธงไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบว่าในแถบสุขุมวิทเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงโดยชาวต่างชาติ แต่พอข้อมูลที่เราเอามานำเสนอในที่ประชุมครั้งนี้ ทำเอาพี่แกหงายเงิบไปเลย” ธีธัชยิ้มอย่างสะใจ ข้อมูลที่ได้มาล่าสุดมันบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่าพื้นที่แถบสุขุมวิท โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้ามีการซื้อคอนโดฯเพื่อเก็งกำไรในสัดส่วนที่สูงมาก แถบจะเรียกได้ว่าสูงที่สุดในย่านกรุงเทพฯเสียด้วยซ้ำ


                “โชคดีนะเนี่ยที่การประชุมรอบนี้พี่หนึ่งเป็นคนพูดในห้องประชุมเอง ถ้าหากเป็นวราพูดแล้วล่ะก็ ไม่แคล้วคงฉี่ราดกลางห้องแน่ๆเลยค่ะตอนโดนผู้บริหารบี้ถามแบบนั้น โดยเฉพาะพวกที่ชอบจับผิดหาเรื่องทีมเราอย่างคุณธีรเดชและคุณสมพล”


                “ดูเหมือนช่วงนี้เค้าจะเพ่งเล็งทีมเราเป็นพิเศษนะครับ” สุกฤตพูดขึ้นบ้างหลังเงียบมานาน


                “ก็แน่ล่ะสิ ช่วงนี้เราไปขัดขาเค้าเยอะนี่นา เค้าคงอยากเอาคืนบ้าง แต่พี่เชื่อว่าถ้าพี่หนึ่งยังอยู่ พี่หนึ่งก็คงปกป้องพวกเราได้แน่ๆ จริงไหมคะพี่หนึ่ง” ประโยคสุดท้ายนั้นวราลีหันไปถามกรณิชที่เดินอยู่ด้านหลังตน


                “พี่ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นเสียหน่อยวรา” กรณิชส่ายศีรษะกับคำพูดของวราลีที่มักจะกล่าวให้ดูเวอร์เกินจริงเสมอ


                “โธ่ ถ้าอย่างพี่หนึ่งไม่เรียกว่าเก่ง ในพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้คงจะไม่มีคนเก่งแล้วล่ะค่ะ โดยเฉพาะคนที่เก่งและกล้าเถียงกับคุณธีรเดชเนี่ย หายากมากๆนานๆจะเจออย่างพี่หนึ่งเสียที”


                “นั่นน่ะสิหนึ่ง ผมล่ะอดทึ่งไม่ได้ หนึ่งกล้ามากที่ลุกขึ้นมาเถียงกับคนที่แม้แต่ท่านประธานยังต้องเกรงใจ” ธีรเดชเป็นพนักงานเก่าแก่ที่ทำงานที่บริษัทแห่งนี้มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อตั้ง แถมยังเคยมีบทบาทสำคัญหลายอย่างในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวขึ้นมายืนเป็นอันดับต้นๆในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เหมือนเช่นทุกวันนี้ ใครก็รู้ว่าธีรเดชมีอิทธิพลและพวกพ้องในบริษัทนี้มากแค่ไหน การกล้าชนซึ่งๆหน้ากับฝ่ายนั้นอย่างที่กรณิชทำก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่องในความกล้าหาญจริงๆ


                “เอาเถอะ เลิกชมหนึ่งเสียที ตัวจะลอยไปติดเพดานอยู่แล้ว” คำพูดนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปาก


                วิศว์กรอกตาด้วยความเซ็งเมื่อต้องมาทนฟังธีธัชสรรเสริญเยินยอกรณิชจนออกหน้าออกตาอย่างกับกลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มปลื้มและคลั่งไคล้ในตัวกรณิชแค่ไหน แถมวราลีก็เป็นไปด้วยอีกคน หญิงสาวทำท่าปลื้มเจ้านายจนเข้าขั้นโอเวอร์แอ็คติ้ง มันเป็นท่าทางที่วิศว์เห็นแล้วก็ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เจ้าหล่อนกำลังแสดงออกมาเพื่อหวังประจบกรณิช


                “เดี๋ยวผมลงไปซื้อกาแฟข้างล่างก่อนนะครับ” วิศว์หันไปบอกวารีญาที่อยู่ข้างกันเมื่อทั้งคู่เดินมาจนถึงหน้าลิฟต์


                กรณิชปรายตามองคนที่เอ่ยขอตัวลงไปด้านล่าง ทำท่าราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วเธอก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไป หญิงสาวหันไปยิ้มฝืดๆให้กับธีธัชและวราลีที่จนบัดนี้ก็ยังไม่เลิกพูดชมเธอถึงเรื่องการนำเสนอรายงานในห้องประชุมเมื่อกี้ ทั้งที่เธอกำลังรู้สึกว่าตัวเองทนฟังมานานเหลือเกินแล้ว      

 



                วิศว์ลงลิฟต์มาซื้อกาแฟร้านประจำ ใบหน้าหล่อเหลากำลังฉายแววบูดบึ้งกับความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ วิศว์อดจะยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองไม่พอใจที่ธีธัชชมกรณิชจนออกนอกหน้า แต่กับวราลี เขาไม่รู้สึกอย่างนั้นแม้แต่น้อย รู้แต่เพียงว่าเขาไม่อยากให้ธีธัชเข้าใกล้กรณิชเลย ยิ่งได้เห็นท่าทางยิ้มแย้มที่กรณิชมีให้กับธีธัช ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกพานให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่ แต่ก่อนเขาไม่เคยเป็นแบบนี้ จะมาเป็นก็ช่วงหลังๆนี่แหล่ะ แถมผู้หญิงคนนั้นดันเป็นคู่ปรับของเขาเสียด้วย ยายหน้าน้ำแข็ง!


                เมื่อจ่ายเงินค่ากาแฟเรียบร้อยแล้ว วิศว์จึงเลือกที่จะนั่งดื่มกาแฟในร้านแทนที่จะถือขึ้นมานั่งกินที่โต๊ะทำงานอย่างที่เคยทำประจำ ชายหนุ่มยังไม่อยากขึ้นไปบนตึกตอนนี้ เพราะเบื่อที่จะต้องไปเห็นภาพธีธัชทำเจ๊าะแจ๊ะฉอเลาะกับกรณิช บอกตรงๆว่ามันทำให้เขารู้สึกรำคาญใจอย่างบอกไม่ถูก


                โต๊ะที่วิศว์เลือกนั่งค่อนข้างเป็นมุมส่วนตัว ชายหนุ่มนั่งหันหน้าออกไปนอกร้านเพราะอยากจะมองวิวตอนบ่ายพร้อมกับจิบกาแฟเพื่อคลายความขุ่นมัวในใจ แต่ผ่านไปได้สักครู่หนึ่ง โต๊ะด้านหลังของเขาก็มีเสียงคนสองคนเดินมานั่ง วิศว์เหล่ตามองเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สนใจนัก ทว่าบทสนทนาระหว่างคนทั้งคู่ เขากลับได้ยินมันอย่างชัดเจนโดยไม่ได้ตั้งใจ และเท่าที่ได้ยิน มันก็มีชื่อของเขาเข้าไปเอี่ยวด้วย


                “ไหนนายบอกว่าเด็กใหม่ที่ชื่อวิศว์อะไรนั่นจะเป็นคนรายงานภาวะตลาดอสังหาฯในที่ประชุมวันนี้ไง” เสียงนั้นดังมาจากชายแก่ร่างผอม ใบหน้าค่อนข้างอมโรคแต่ทว่าประกายตากลับคมกล้า ไม่มีร่องรอยของความฝ้าฟางไปตามวัยแม้แต่น้อย


                คู่สนทนาที่นั่งอยู่ด้วยกันรีบตอบรับ


                “นั่นน่ะสิ ฉันก็ยังแปลกใจเหมือนกันที่เห็นวันนี้ยายเด็กกรณิชเป็นคนรายงานด้วยตัวเอง” คราวนี้คนพูดเป็นชายร่างท้วมอายุใกล้เคียงกับคนแรก ผมสีดอกเลาบนศีรษะที่เกือบจะล้านเลี่ยน ทำให้พอจะเดาได้ว่าเจ้าตัวคงผ่านอะไรมามาก


                “น่าเสียดายที่กรณิชเป็นคนพูด ไม่อย่างนั้นเราคงได้เล่นเด็กใหม่ที่ชื่อวิศว์เป็นการรับน้องไปแล้ว จริงไหมคุณธีรเดช” สมพลพูดพร้อมกับยกกาแฟร้อนขึ้นจิบ


                “กรณิชคงจะเดาได้ว่าพวกเราจ้องหาเรื่องเล่นงานทีมวิจัยของเจ้าหล่อนอยู่ มิน่าล่ะถึงได้กระโดดออกมาปกป้องลูกน้องคนใหม่จนออกนอกหน้าถึงขนาดนี้” ธีรเดชแค่นยิ้มอย่างเย็นชา “ถ้าหากว่าวันนี้ไอ้เด็กใหม่คนนั้นเป็นคนรายงานเองนะ ฉันว่าโดนพวกเรารุมยำเละไปนานแล้ว พวกผู้บริหารจะได้เห็นสักทีว่าทีมวิจัยมีแต่พวกไร้น้ำยา แล้วยังมีหน้าเอางานวิจัยบ้าๆมาเถียงกับความคิดของพวกเราอีก”


                “เออ พูดถึงเรื่องงานวิจัย นายว่าทีมนั้นรวบรวมข้อมูลได้ถึงไหนแล้ว” สมพลเปลี่ยนประเด็นโดยการยกเรื่องที่คิดว่าสำคัญกว่าขึ้นมาพูด นั่นคืองานที่ทีมวิจัยได้รับมอบหมายให้ทำอย่างเร่งด่วน


                “ยังไม่ถึงไหนหรอก ที่ฉันเห็นนะ ทีมนั้นที่ฝีมือเอาเรื่องก็มีอยู่แค่สองคนเท่านั้นก็คือกรณิชกับลูกน้องอีกคนที่ชื่อวารีญา นอกนั้นก็เป็นประเภทไม่เอาอ่าว ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม แถมทีมยังเพิ่งรับเด็กใหม่ที่ชื่อวิศว์เข้ามาอีก พนันได้เลยว่าต่อให้แม่กรณิชจะเก่งแค่ไหน แต่งานวิจัยชิ้นใหญ่ขนาดนี้ก็คงไม่มีทางทำให้เสร็จภายในสองสามเดือนหรอก” รอยยิ้มกระหยิ่มแบบนั้นทำให้สมพลต้องหัวเราะออกมา


                “ก็ดีน่ะสิ พวกเราจะได้วางใจได้เสียที เพราะถ้าหากมันทำวิจัยและหาเหตุผลที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนได้แล้วล่ะก็ งานนี้พวกเราแย่แน่ ถ้าหากสุดท้ายมีการเปลี่ยนแผนการลงทุนไปจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่เชียงใหม่ งานนี้เรามีแต่เสียกับเสีย”


                ธีรเดชดวงตาเปลี่ยนเป็นวาววับ เขาจะยอมให้กรณิชออกผลงานวิจัยที่สวนทางกับความต้องการของเขาไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีใครรู้ว่าเขากับสมพลแอบยักยอกเงินบริษัทไปหลายล้านแล้ว ถ้าไม่เป็นเพราะเขากับเพื่อนสนิทติดการพนันอย่างงอมแงมจนสร้างหนี้สินเอาไว้มากมาย เขาเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้ แต่ถึงแม้ตอนนี้จะต้องยอมทรยศต่อองค์กร แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นในเมื่อเจ้าหนี้จากบ่อนก็ยังขยันตามทวงหนี้และขู่เอาชีวิตอยู่ทุกเช้าเย็น


                “แผนงานปีหน้าเกี่ยวกับการก่อสร้างคอนโดฯเพื่อบุกตลาดต่างจังหวัด ได้ยินว่าท่านประธานไม่อยากให้ทุ่มเป้าหมายไปที่เชียงใหม่เพียงจังหวัดเดียวไม่ใช่เหรอ แต่ก็น่าขำที่บอร์ดส่วนใหญ่มีความเห็นเป็นตรงข้ามเสียนี่” ธีรเดชหัวเราะในลำคอ ผู้บริหารในบอร์ดส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพ้องของเขาทั้งนั้น การจะล็อบบี้บอร์ดบริหารให้คิดเห็นอย่างเดียวกับตน ไม่ใช่งานยากอะไรเลย ความยากมีอยู่แค่เรื่องเดียวก็คือต้องจูงใจภาวัชที่นั่งตำแหน่งประธานของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ให้คิดเห็นและตัดสินใจตามเขาให้ได้


                “ท่านประธานก็เชื่อตามกรณิชนั่นแหล่ะ อุปสรรคของเราจริงๆอาจจะไม่ใช่ท่านประธานแต่เป็นผู้หญิงคนนั้นต่างหาก” สมพลพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ว่ากรณิชจะพูดหรือเสนออะไรขึ้นมา ภาวัชก็จะเชื่อและคล้อยตามหล่อนเสมอ และครั้งนี้หล่อนไม่เห็นด้วยที่จะไปทุ่มทุนเปิดโครงการคอนโดฯที่เชียงใหม่ เป็นอีกครั้งที่ภาวัชสนับสนุนความคิดของกรณิชอย่างไม่ต้องสงสัย


                “แล้วนายจะเอายังไงต่อไป”


                “ช่วงนี้รอดูท่าทีของมันไปก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่ามเป็นอันขาด สิ่งที่เราสมควรทำตอนนี้ก็คือการล็อบบี้ผู้บริหารคนอื่นไปเรื่อยๆ ให้มันรู้ไปสิว่าถ้าหากบอร์ดคนอื่นเห็นด้วยกับพวกเรากันหมด มีแต่ยายเด็กกรณิชที่กล้างัดข้อกับพวกเรา อยากจะรู้นักว่าท่านประธานยังจะถือหางมันต่อไปหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับว่าท่านประธานเองก็ดื้อรั้นจนไม่ฟังมติส่วนใหญ่ของบอร์ดเช่นกัน ซึ่งนั่นก็เสี่ยงต่อการถูกเสนอชื่อถอดถอนจากตำแหน่งเลยทีเดียวนะ” ธีรเดชหัวเราะทั้งที่ดวงตายังคมปลาบ จริงอยู่ว่าภาวัชเป็นผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามอง แต่ในสังเวียนธุรกิจความเก่งอย่างเดียวก็ไม่พอหรอก มันต้องวัดกันที่ประสบการณ์และความเก๋าเกมด้วย และที่สำคัญเขากับท่านประธานที่อายุคราวลูกคราวหลานคนนั้น มันกระดูกคนละเบอร์กัน!


                “จะเอายังไงก็ตามใจนายเถอะ แต่ฉันขอเตือนว่าอย่าช้านัก ในเมื่อทุกอย่างเราก็เตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้ว ทั้งที่ดินและพวกซัพพลายเออร์ เพราะถ้าขืนเรายังเล่นเกมประสาทกับท่านประธานและยัยกรณิชโดยไม่ยอมรุกฆาตเสียที ผลเสียจะมาตกอยู่ที่เราเอง อย่าลืมเรื่องนี้ก็แล้วกันเพราะฉันไม่อยากให้เราลงทุนลงแรงไปเปล่าๆ”


                “ไม่ต้องห่วงหรอก งานนี้ฉันไม่ยอมให้เราสองคนลงทุนไปเปล่าๆโดยที่ไม่ได้รับอะไรตอบแทนแน่ คอยดูไปเถอะ สุดท้ายเมื่อโดนบีบจากทุกทาง ท่านประธานก็ต้องเลือกไปวางโครงการที่เชียงใหม่อยู่ดี แล้วงานวิจัยบ้าๆบอๆของยายกรณิชก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป ถึงแม้มันจะเสนอแต่ความจริงก็ตาม”


                “ฉันเชื่อในฝีมือของนาย แต่ก็ระวังเอาไว้ด้วย เพราะถ้าหากเรื่องนี้แดงขึ้นมาเมื่อไหร่ พวกเราจะซวยกันหมด” ธีรเดชสีหน้าไม่ยี่หระกับคำเตือนของเพื่อนสนิท ระดับอย่างเขาถ้าลงมือทำอะไรย่อมไม่ทิ้งร่อยรอยให้ใครตามดมกลิ่นได้ง่ายๆแน่


                “ว่าแต่เรื่องการเบิกจ่ายค่าวัสดุที่ฉันฝากให้นายไปจัดการเป็นยังไงบ้าง กำชับลูกน้องนายให้ดีๆหน่อยนะว่าอย่าเผลอทำพลาดเด็ดขาด” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมของคนพูดทำให้คู่สนทนานิ่งไปเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น


                “วางใจเถอะ คราวนี้ไม่มีทางพลาดหรอก” คราวที่แล้วลูกน้องเขาตกแต่งบัญชีการเบิกจ่ายค่าวัสดุไม่แนบเนียนพอ จนเกือบจะทำให้ฝ่ายตรวจสอบบัญชีจับพิรุธได้ ดีนะที่เขาจัดการใช้เงินปิดให้เรื่องนี้เงียบลงไปได้ด้วยดี ไม่อย่างนั้นหากพนักงานหน้าโง่คนนั้นเอาเรื่องนี้ไปรายงานภาวัช มีหวังพวกเขาได้งานเข้ากันยกแผงแน่ ถ้าไม่นับปืน เงินก็เป็นอาวุธที่ใช้ปิดปากคนได้ดีกว่าสิ่งใด


                ทั้งคู่สนทนากันด้วยเรื่องทั่วไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะลุกเดินจากไปเมื่อกาแฟหมดแล้ว ทิ้งให้วิศว์นั่งตัวแข็งอยู่ตรงที่เดิม ชายหนุ่มไม่กล้าหันไปมองว่าชายสองคนนั้นเดินไปไกลแล้วหรือยังเพราะกลัวว่าพวกนั้นจะสังเกตเห็นเขา หากรู้ว่าไอ้เด็กใหม่ไร้น้ำยาที่พวกตนพาดพิงถึงกำลังนั่งหลบอยู่ด้านหลังแล้วได้ยินทุกคำในบทสนทนาเมื่อสักครู่แล้วล่ะก็ งานนี้เขาคงได้ฝังร่างไว้ที่ร้านกาแฟแห่งนี้อย่างแน่นอน ดูจากคำพูดและน้ำเสียงแล้ว ชายแก่สองคนนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ



Aislin: สวัสดีค่ะ พบกันอีกเช่นเคย รู้สึกว่าจะเป็นสัปดาห์ละ 1 บทในตอนนี้ อิอิ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อไปล่ะ ฝากคอยติดตามด้วยนะจ้ะ แม้จะมีเหลือคนอ่านแค่คนเดียวแต่เราก็ยังจะอัพต่อไปค่ะ ฮาๆ
           มาว่าถึงตอนนี้ดีกว่า ตอนนี้กรณิชพยายามปกป้องวิศว์แท้ๆ แต่ทำไมคุณพระเอกของเราถึงมองโลกในแง่ร้ายหาว่านางเอกจะมาแย่งผลงานไปเสียอย่างนั้น เฮ้อออ เหนื่อยหน่อยนะกรณิชเอ้ยยย ทำดีแล้วไม่มีคนเห็นคนเข้าใจเนี่ย...แต่บังเอิญเหลือเกินที่วิศว์ได้มารู้ความจริงเสียก่อนเรื่องที่ธีรเดชและสมพลร่วมมือกันยักยอกเงินบริษัท และวางแผนการอะไรบางอย่างเอาไว้เกี่ยวกับโครงการที่เชียงใหม่ อีกไม่นานภารกิจของวิศว์กับกรณิชก็จะเริ่มต้นแล้ว!!! รับรองความหนุกหนานพาเรดมาเป็นขบวนแน่นอน ฝากติดตามต่อจนจบด้วยเน้อ แล้วก็ขอบคุณนักอ่านบางท่านที่อุตส่าห์เม้นท์ให้กำลังใจเข้ามาด้วยค่ะ รวมถึงบอกว่าเรื่องนี้สนุก ได้ฟังอย่างนี้แล้วมีแรงอัพนิยายต่อเป็นกอง 555
         เจอหันตอนหน้าคร้าบผมมม ฟิ๊ววววว ไปปั่นนิยายต่อดีกว่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

79 ความคิดเห็น

  1. #22 fsn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:50
    โชคดีของหนึ่ง โชคดีของบริษัทนี้นะเนี้ย ที่แอบได้ยิน

    การอู้งานมากินกาแฟ ก็ได้ประโยชน์เหมือนกันนะคะเนี้ย
    #22
    0
  2. #12 nittsmall (@nittsmall) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 18:16
    หนูหนึ่งเค้าแอบช่วยเบาๆนะนายวิศ ️

    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์ค่ะ ✌️✌️
    #12
    0
  3. #11 PUFFER :D (@puffer-w) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 17:30
    ตัวร้าย ออกตัวแรงวะ

    #11
    0