ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 2 : เจ้านาย VS ลูกน้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ส.ค. 56

บทที่ 2


                กรณิชเดินตามภาวัชมาที่ห้องทำงานส่วนตัวของประธานกรรมการบริหารพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ ชายหนุ่มบอกว่าน้องชายของเขามารออยู่ตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เห็นว่าช่วงเช้ากรณิชกำลังยุ่งๆอยู่กับการเตรียมเข้าประชุม เลยไม่ได้แนะนำให้รู้จักกับเด็กฝึกงานใหม่อย่างเป็นทางการเสียที


                ภายในห้องทำงาน กรณิชเห็นใครคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้เธอบนโซฟารับแขกตัวกว้าง ต่อเมื่อสิ้นเสียงเรียกของภาวัชนั่นแหล่ะ คนที่นั่งรออยู่ก่อนจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะหันมาเผชิญหน้าทันที


                “เป็นไง รอนานไหมวิศว์”


                กรณิชหรี่ตาลงเล็กน้อยเพราะรู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน หญิงสาวพยายามนึกทบทวนแต่ก็นึกไม่ออกเสียที อีกใจหนึ่งก็พยายามค้านสุดแรง เธอจะเคยเห็นหน้าฝ่ายนั้นได้อย่างไรในเมื่อภาวัชเคยเล่าให้เธอฟังเมื่อตอนที่กำลังคบหากันอยู่ว่าตัวเองมีน้องชายคนหนึ่งที่ถูกส่งไปเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่จบมัธยมต้น น้องชายที่ภาวัชเคยพูดถึงก็คงจะเป็นผู้ชายตัวสูงที่ชื่อวิศว์คนนี้นั่นเอง


                “นี่คือคุณกรณิช หัวหน้าทีมของนาย”


                ทันทีที่ได้เห็นหน้าค่าตาของหัวหน้าทีมที่ตนจะต้องทำงานด้วย วิศว์ก็แทบสะดุดลมหายใจของตัวเอง ชายหนุ่มจำได้แม่นยำว่าหญิงสาวรูปร่างบอบบาง ใบหน้างดงามค่อนไปทางอ่อนหวานที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเป็นคนเดียวกับนักแข่งวีออสเรซซิ่งคาร์คนเมื่อเช้าไม่ผิดแน่ ไม่นึกเลยว่าสาวเจ้าจะทำงานที่บริษัทของพี่ชายเขา แถมยังโลกกลมกลายมาเป็นเจ้านายของเขาอีกด้วย


                “สวัสดีครับคุณกรณิช” วิศว์ทักทายพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งไปให้กับเจ้าของใบหน้าหวาน


                “สวัสดีค่ะคุณวิศว์” กรณิชทักทายตอบตามมารยาทที่ดี


                “เอาล่ะ ในเมื่อรู้จักกันเรียบร้อยก็ดีแล้ว ต่อไปนี้คงต้องขอฝากเจ้าน้องชายตัวดีด้วยนะหนึ่ง เรียกใช้หรือมอบหมายงานได้เต็มที่เลย ไม่ต้องเกรงใจผม”


                กรณิชยิ้มรับ ในขณะที่วิศว์ทำท่าประท้วงขึ้นมาพร้อมกับเสียงโอดครวญ


                “พี่วัชไปพูดแบบนั้นได้ยังไง เดี๋ยวถ้าคุณกรณิชใช้งานผมหนักๆตั้งแต่วันแรก ผมคงแย่แน่ อย่าพูดแบบชี้หลุมให้กระต่ายสิ” กรณิชกระตุกมุมปากกับประโยคสุดท้ายของวิศว์ ชี้หลุมให้กระต่าย มันแปลว่าอะไรกันนะ? ต่อเมื่อภาวัชแก้ความเข้าใจผิดให้ เธอจึงถึงบางอ้อ


                “เค้าเรียกว่าชี้โพรงให้กระรอกต่างหาก” วิศว์เหลือบตามองกรณิชที่หลุดขำออกมา ก่อนจะหันไปแก้ตัวกับผู้เป็นพี่ชายด้วยท่าทางเก้อๆ


                “โธ่ พี่ก็รู้ว่าผมไปเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่จบม.สาม ความรู้ภาษาไทยผมก็หยุดอยู่แค่นั้นแหล่ะครับ จำสำนวนไทยได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว” ภาวัชส่ายหน้าอย่างอ่อนใจไปกับการเถียงข้างๆคูๆของน้องชาย เขาหันไปทางกรณิชแล้วบอกว่า


                “ยังไงก็ฝากด้วยนะหนึ่ง ถ้านายวิศว์ทำอะไรให้ต้องลำบากใจก็มาฟ้องผมได้ เดี๋ยวผมจะจัดการให้เอง ส่วนเรื่องงานก็อย่างที่บอกไป เอาแบบจัดเต็มเลยนะ” ท้ายประโยคเจือไว้ด้วยความขำขัน แต่มันก็ทำให้วิศว์ถึงกับขำแทบไม่ออก นี่พี่ชายเล่นให้หัวหน้าสั่งงานเขาแบบหนักหน่วงตั้งแต่วันแรก แล้วชีวิตส่วนตัวของเขาล่ะ? คนอย่างวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์ไม่มีทางยอมเฉาตายคาโต๊ะทำงานแน่ๆ


                “แต่ว่า...” เมื่อเห็นเจ้าตัวพยายามจะท้วง ภาวัชเลยรีบดักคอขึ้นมา


                “ตั้งใจทำงานน่ะดีแล้ว มัวแต่เป็นพ่อพวงมาลัยลอยชายไปวันๆไม่ยอมทำการทำงาน คุณแม่ท่านกลุ้มใจจะตายอยู่แล้วรู้ไหม”


                “แต่ผมก็เห็นคุณแม่ยังสบายดีอยู่ ยังลุกขึ้นจากเตียงตอนเช้ามาบ่นผมได้ทุกวันไม่เว้น” ภาวัชส่ายหัวอย่างนึกอ่อนใจกับเจ้าน้องชายตัวดี ประธานหนุ่มหันไปส่งสายตาให้กับกรณิชที่ยืนเงียบอยู่นานเป็นฝ่ายพูดบ้าง กรณิชเป็นคนนอกแถมตอนนี้ยังเป็นหัวหน้าโดยตรงของวิศว์อีก วิศว์จึงน่าจะฟังคำพูดของเธอบ้างไม่มากก็น้อย


                “ท่านประธานหวังดีกับคุณนะคะ อีกหน่อยคุณก็จะต้องมาช่วยบริหารงานที่นี่อยู่ดี เรียนรู้เอาไว้แต่เนิ่นๆจะเป็นประโยชน์ต่อคุณในอนาคตนะคะ” กรณิชพูดด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ใดๆ เธอก็เป็นเพียงเจ้านาย ไม่ได้สนิทชิดเชื้อเช่นคนในครอบครัว คนที่ดูภายนอกท่าทางหัวแข็งและดื้อรั้นอย่างวิศว์ก็คงไม่ยอมฟังคำพูดเธอง่ายๆแน่


                ข้อสันนิษฐานในใจของกรณิชถูกต้อง แต่สิ่งที่หญิงสาวคาดไม่ถึงก็คือเธอไม่คิดว่าวิศว์จะกล้าพูดหักหน้าเธอออกมาตรงๆชนิดไร้ความเกรงใจแม้แต่น้อย


                “ผมกำลังพูดกับพี่ชายของผม คุณไม่เกี่ยว” คำพูดตอบกลับมาของวิศว์ทำให้กรณิชหน้าชา ภาวัชจึงหันไปเอ็ดพ่อน้องชายตัวดีเสียยกใหญ่พร้อมกับขอโทษแทนวิศว์ที่พูดอะไรออกไปโดยไม่ทันคิด


                กรณิชยิ้มราบเรียบให้กับคำขอโทษของผู้เป็นเจ้านาย ดูท่าทางเด็กฝึกงานคนใหม่จะรับมือไม่ง่ายอย่างที่เธอเคยคิดเอาไว้ ถึงตอนนี้กรณิชก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมภาวัชถึงได้เจาะจงเธอให้เป็นพี่เลี้ยงสอนงานวิศว์


                แต่ก็ดี...ยิ่งท้าทาย เธอยิ่งอยากเอาชนะ


                “แล้วถ้าฉันพูดในฐานะเจ้านายคนใหม่ของคุณล่ะคะ คราวนี้เกี่ยวหรือเปล่า”


                วิศว์หัวเราะในลำคอก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทุกสิ่งที่มาประกอบเป็นเครื่องหน้าของวิศว์ช่างดูงดงามและเหมาะเจาะลงตัวเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น คิ้ว คาง ปาก จมูก กรณิชยังอดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าของเธอมีเค้าความหล่อเหลาคมคายที่โดดเด่นจับตาเหลือเกิน แม้แต่ภาวัชที่เป็นพี่ชายแท้ๆยังทิ้งห่างหลายช่วงตัว แต่ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยใจคอและการวางตัวในสังคม วิศว์เองก็กินขาดพี่ชายเช่นกัน...ห่วยได้โล่ห์


                “คุณจะมาเป็นเจ้านายใหม่ของผม แต่บังเอิญว่าผมดันมีความสามารถมากกว่าคุณ การจะให้ผมยอมรับนับถือคนที่ไม่มีความสามารถเหนือกว่าให้เป็นเจ้านายของตัวเอง ผมก็ยอมรับได้ยากเช่นกัน” ชั่ววูบหนึ่งของความคิด วิศว์นึกไปถึงภาพเหตุการณ์ในสนามแข่งรถจำเป็นเมื่อตอนเช้า


                “หมายความว่ายังไงคะ คุณพูดเหมือนกับว่าเราเคยเจอกันมาก่อน” ความสงสัยของกรณิชย้อนกลับไปที่เรื่องเดิมอีกครั้ง มิน่าล่ะเธอถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าตาและท่าทางของชายหนุ่มตรงหน้านัก


                วิศว์หัวเราะเสียงดัง กรณิชมองเห็นเรียวฟันขาวสะอาดที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบพร้อมกับรอยยิ้มพราวระยับชวนมองของผู้ชายตรงหน้า ดวงตาของฝ่ายนั้นทอประกายขบขันในบางสิ่งที่เธอเองก็ยังไม่เข้าใจ


                “เอาเถอะ ไหนๆจะต้องเข้าสู่ชีวิตการทำงานแล้ว วันนี้ผมขอเต็มที่ให้กับวันว่างงานวันสุดท้ายของตัวเองก็แล้วกัน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะทำงานอย่างไม่อิดออดเลย” วิศว์พูดตัดบทเปลี่ยนเรื่องเสียดื้อ ทำเอาคนฟังถึงกับออกอาการงุนงงไม่น้อยโดยเฉพาะคู่กรณีโดยตรงอย่างกรณิช


                หญิงสาวมองตามร่างสูงของวิศว์ที่เดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่แต่เดิมถูกเจ้าของวางทิ้งไว้บนโซฟาก่อนจะเคลื่อนกายไปที่ประตูห้องทำงาน มือหนาเอื้อมมือไปดึงลูกบิดประตูให้เปิดออก แต่กรณิชที่เดินตามมาด้านหลังกลับใช้มือดันให้บานประตูหนาหนักปิดลงตามเดิม วิศว์หันกลับมาจ้องหญิงสาวแทบจะทันที


                “คุณยังไปไหนไม่ได้จนกว่าจะตอบคำถามของฉันมาก่อน” น้ำเสียงราบเรียบบอกให้วิศว์รู้ว่ากรณิชเอาจริง ท่าทางเย็นชาแบบนี้ช่างไม่เหมาะกับผู้หญิงรูปหน้าสวยหวานอย่างเธอเลยสักนิดเดียว มีใครเคยบอกเธอบ้างหรือเปล่าว่าบางครั้งมันดูน่าขันมากกว่าน่ากลัว


                ได้สิ ในเมื่อเธออยากจะรู้นัก เขาก็จะบอกให้!


                วิศว์หยิบแว่นกันแดดที่เสียบอยู่ตรงคอเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสวมอีกครั้ง ริมฝีปากหยักโค้งได้รูปคลี่ยิ้มพร้อมกับยักคิ้วด้วยท่าทางกวนๆ ชายหนุ่มเห็นกรณิชเบิกตากว้าง ท่าทางเธอคงจะจำได้แล้วว่าเขาคือใคร และที่สำคัญ...มันคงจะช่วยทวนความจำให้เธอนึกออกแล้วว่าใครกันแน่ที่มีความสามารถ (ในการขับรถแบบปาดซ้ายป่ายขวาแบบฉวัดเฉวียน) มากกว่ากัน


                ไม่รอให้คู่สนทนาพูดอะไรออกมา วิศว์เลือกที่จะเปิดประตูแล้วเดินออกไปเลย แต่ก่อนจะออกพ้นจากประตูห้องชายหนุ่มยังไม่วายทิ้งท้ายให้กรณิชเจ็บใจเล่นๆด้วยการถอดแว่นกันแดดออกแล้วควงเล่นในมือ ชนิดไม่ผิดเพี้ยนจากท่าทางเมื่อตอนเช้าแม้แต่น้อย จะแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือขาดเจ้ารถสปอร์ตมาเซอราติเครื่องแรงของเขานั่นแหล่ะ


                เมื่อวิศว์ออกไปแล้ว ภาวัชจึงเอ่ยถามถึงสิ่งที่กำลังสงสัยออกมา


                “หนึ่งกับวิศว์เคยรู้จักกันมาก่อนเหรอ” กรณิชส่ายหน้า


                “เปล่าหรอก ไม่เคย” ภาวัชดูท่าทางไม่ค่อยอยากจะเชื่อแต่ก็ไม่ได้ซักอะไรต่ออีกเพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรที่เขาต้องใส่ใจมากนัก ในเมื่อกรณิชปฏิเสธเขาก็ไม่อยากเซ้าซี้ให้มากความ


                อีกไม่นานหรอก วิศว์กับเธอคงจะได้รู้จักกัน “ลึกซึ้ง” กว่านี้ คราวนี้แหล่ะที่เธอจะทำให้อีกฝ่ายอึ้ง ทึ่ง และรู้ซึ้งไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจเลยทีเดียว รู้จักฉันน้อยไปเสียแล้วนายวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์


                บอกลาชีวิตอันว่างเปล่าของนายได้เลย เพราะต่อจากนี้ไปในสมองของนายจะมีเพียงแค่คำว่าอสังหาริมทรัพย์...ในมือของนายจะเต็มไปด้วยข้อมูลการประเมินมูลค่าทำเลทองและแผนการเปิดโครงการใหม่...ในลมหายใจของนายก็จะมีแต่เพียงคำว่าโปรเจ็คส์และงานด่วนเท่านั้น!


                กรณิชไม่ได้ตั้งใจอยากจะแกล้งน้องชายเจ้าของบริษัทเลยนะ สาบานได้ว่าไม่เคยแม้แต่จะคิด...

 



                พิมพ์รวีเดินเข้ามาในผับหรูหราที่ตกแต่งอย่างมีระดับ หญิงสาวกวาดสายตามองหาคนที่นัดเธอออกมาในคืนนี้ แสงไฟสลัวตัดกับแสงสปอร์ตไลท์วิบวับทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นได้ถนัด พิมพ์รวีเลือกที่จะเดินตัดผ่านฟลอร์เต้นรำที่มีนักท่องราตรีทั้งชายและหญิงกำลังเต้นรำโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างสุดเหวี่ยงตามจังหวะเพลง ระหว่างทางก็มีพวกผู้ชายมาชวนเธอเต้นรำรวมถึงชวนให้ไปร่วมโต๊ะเดียวกันอยู่หลายต่อหลายคน แต่พิมพ์รวีก็ไม่ได้สนใจ เท้าของเธอก้าวต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบาร์เหล้า จึงได้เห็นคนที่นัดเธอออกมากำลังกระดกแก้วที่บรรจุของเหลวสีเหลืองอำพันเข้าปากพอดี


                “ทำไมวันนี้ถึงชวนฉันมาที่นี่ล่ะ”


                “มาแล้วเหรอ” วิศว์วางแก้วที่ยังดื่มไม่หมดไว้ยังที่เดิมของมัน “นั่งก่อนสิ”


                “วันไหนเหงาเหรอไงยะพ่อพวงมาลัย ถึงได้โทรชวนฉันออกมาปุบปับแบบนี้ แถมปกติแกจะมีหญิงล้อมหน้าล้อมหลังนี่หว่า ไหงวันนี้โดดเดี่ยวเป็นเกี๊ยวแห้งได้ยะ” วิศว์เพิ่งโทรไปชวนเธอออกมาเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ตอนแรกเธอเตรียมจะเข้านอนพอดี แต่เมื่อชายหนุ่มบอกว่าเขามาเที่ยวคนเดียวและกำลังอยากได้เพื่อน เธอจึงตัดสินใจยอมสละเวลานอนเพื่อมานั่งเป็นเพื่อนวิศว์ในผับแห่งนี้


                “บางอารมณ์ก็อยากอยู่คนเดียวบ้างอะไรบ้าง”


                “แล้วชวนฉันออกมาทำไมถ้าอยากอยู่คนเดียว”


                “บางทีอยู่คนเดียวมันก็เหงา” พิมพ์รวีงงกับคำพูดกลับไปกลับมาของวิศว์ หญิงสาวส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งแก้วเหล้าไม่ให้วิศว์กระดกของเหลวนั้นเข้าปากอีกเป็นแก้วที่เท่าไหร่ของวันนี้ก็ไม่รู้


                “เพลาๆบ้างเหอะ ระวังจะเป็นโรคตับแข็งตายตั้งแต่หนุ่มๆนะแก”


                “แกเป็นห่วงฉันล่ะสิ” วิศว์เผยรอยยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่พิมพ์รวีเคยบอกกับเขาว่ามันคือยิ้มพิฆาตใจ หากเอาไปโปรยใส่สาวคนไหน รับรองไม่รอดสักราย


                “ถ้าฉันไม่เป็นห่วงแก ก็คงไม่อดตาหลับขับตานอนมานั่งเป็นเพื่อนแกในที่หนวกหูแบบนี้หรอก” วิศว์ยิ้มขำ


                พิมพ์รวีเป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมานานตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลที่อังกฤษ การใช้ชีวิตในสังคมเมืองนอกตั้งแต่เด็กทำให้กลุ่มเพื่อนส่วนใหญ่ของวิศว์มีแต่พวกฝรั่งหัวทอง เพื่อนคนไทยของวิศว์จึงมีไม่มากนักและพิมพ์รวีก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ถึงแม้ตอนนี้ทั้งคู่จะกลับมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว แต่ความเป็นเพื่อนสนิทก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


                “ตกลงแกจะตอบคำถามฉันได้หรือยังเนี่ย” วิศว์แกล้งยกมือเป็นท่ายอมแพ้


                “ตั้งใจจะมาเลี้ยงอำลาชีวิตเสเพลของตัวเองน่ะสิ” พิมพ์รวีขมวดคิ้วสงสัยในคำพูดนั้น ซึ่งวิศว์ก็ถอนหายใจเฮือกแล้วพูดอธิบายต่อ “แม่ให้ฉันเข้าไปเรียนรู้งานที่บริษัท พี่วัชก็เลยให้ฉันเข้าไปลองฝึกงานก่อน”


                “ก็ดีแล้วนี่นา แกจะได้เลิกทำตัวลอยชายเสียที ไปทำการทำงานบ้าง หัดหาเงินเองจะได้รู้ไงว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทมันเหนื่อยแค่ไหน”


                “คร้าบบบ คุณแม่” พิมพ์รวีค้อนปะหลับปะเหลือกในกับท่าทางประชดประชันนั้น ดูท่าทางมารดาของวิศว์คงตั้งใจจะดัดนิสัยลูกชายคนเล็กขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่เมื่อเดือนก่อนชายหนุ่มเพิ่งเอาเงินไปถลุงกับรถสปอร์ตยี่ห้อมาเซอราติราคาเกือบยี่สิบล้านหมาดๆ


                “แล้วแกโอเคไหม ฉันหมายถึงโอเคกับทีมที่จะต้องไปทำงานด้วยหรือเปล่า”


                “ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ว่ะ ดูท่าทางยายหัวหน้าทีมจะเขี้ยวใช้เล่น” วิศว์นึกถึงกรณิชแล้วก็พาลให้ถอนหายใจเฮือก แค่ดูก็รู้แล้วว่ากรณิชเป็นพวกเคร่งขรึมและคงต้องเป็นพวกจริงจังในการทำงานแน่ๆ มีเจ้านายบ้างานแบบนี้เขาคงได้บ้าตายขึ้นมาจริงๆ พี่ชายของเขาก็ช่างเลือกคนมาคุมความประพฤติเขาได้เก่งเสียเหลือเกิน “แถมพี่วัชยังไปพูดเปิดทางให้ยายนั่นสั่งงานฉันได้เยอะๆอีก คราวนี้ฉันโดนกองงานทับตัวตายชนิดแบนแต๊ดแต๋แน่ๆ เห็นพี่วัชเคยบอกว่างานทีมนี้หนักเสียด้วย


                พิมพ์รวีหัวเราะออกมาเมื่อเพื่อนสนิทแอบนินทาว่าที่หัวหน้าให้ฟัง นี่ขนาดยังไม่เริ่มทำงานเพื่อนเขายังออกปากบ่นเสียยกใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเริ่มงานจริงๆมีหวังคงมีการเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งหัวหน้ามหาโหดแน่ๆ


                “ฉันว่าดีแล้ว แกจะได้รีบเรียนรู้งานธุรกิจ จะได้ช่วยงานพี่ชายแกได้ไง ตอนนี้ตลาดอสังหาฯแข่งขันกันจะตายไป” คำพูดแบบนี้ช่างเหมือนกับคำพูดของคุณหัวหน้ามหาภัยไม่มีผิด จะแตกต่างกันก็แค่พิมพ์รวีไม่ได้ทำหน้าเย็นชาเหมือนกรณิชเท่านั้น


                “อย่าไปพูดถึงมันเลย ว่าแต่แกจะสั่งเครื่องดื่มอะไรเพิ่มหรือเปล่า”


                พิมพ์รวีพยักหน้าก่อนจะทำสัญญาณเรียกบริกรแล้วสั่งเครื่องดื่มที่เธอต้องการไปหนึ่งแก้ว จุดประสงค์การมาที่นี่ในคืนนี้สำหรับเธอไม่ใช่การมาเที่ยวสังสรรค์ แต่หญิงสาวมาเพื่อดูแลเพื่อนสนิทต่างหาก อีกไม่นานวิศว์ก็คงเมาและคงขับรถกลับบ้านไม่ไหว มันก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของเธอที่จะพาอีกฝ่ายไปส่งบ้านอย่างปลอดภัย คิดไปคิดมานี่เป็นหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องเทคแคร์ดูแลผู้หญิงไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมบทบาทหน้าที่ของเธอกับวิศว์มันช่างสลับกันแบบนี้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เธอดันโชคร้ายเป็นเพื่อนสนิทของผู้ชายที่ชื่อวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์เองนี่นา พิมพ์รวีลอบส่ายศีรษะพร้อมกับระบายลมหายใจเหยียดยาว


                ระหว่างที่รอบริกรเอาเครื่องดื่มที่เพิ่งจะสั่งไปมาเสริ์ฟให้ พิมพ์รวีจึงหาเรื่องชวนวิศว์คุยไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เงียบจนเกินไปนัก ถึงแม้รอบตัวของเธอและเขาจะกระหึ่มไปด้วยเสียงเพลงอันน่าเร้าใจก็ตาม


                “ว่าแต่พี่ภัชกับคุณพลอยเป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวถามถึงพี่ชายและพี่สะใภ้ของวิศว์


                ชื่อของพลอยชมพูที่หลุดออกจากปากพิมพ์รวีทำให้คนถูกถามนิ่งไปนิดหนึ่ง ถึงแม้จะเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่พิมพ์รวีก็สังเกตเห็นแววตาหม่นแสงของวิศว์ได้อย่างชัดเจนถึงแม้ตรงจุดที่เธอนั่งอยู่มันจะค่อนข้างมืดก็ตาม


                ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าวิศว์รู้สึกอย่างไรกับพลอยชมพู แต่เรื่องนั้นมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ในเมื่อตอนนี้พลอยชมพูก็คือภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของภาวัช เป็นพี่สะใภ้ของวิศว์ สิ่งเดียวที่ทำใจคือวิศว์ต้องตัดใจ


                “ก็ปกตินั่นแหล่ะ” นานทีเดียวกว่าวิศว์จะเอ่ยออกมา ชายหนุ่มทำท่าจะยกแก้วเหล้าขึ้นจรดริมฝีปากอีกรอบ


                “แกยังลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ใช่ไหม” น้ำเสียงของพิมพ์รวีไม่ได้คาดคั้น เธอไม่ได้นึกคาดหวังคำตอบจากวิศว์ในเมื่อเธอเองก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร


                วิศว์เคยคบหากับพลอยชมพูตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษ เมื่อเรียนจบระดับปริญญาตรี พลอยชมพูถูกทางบ้านเรียกตัวกลับเมืองไทยเพื่อเตรียมแต่งงานกับผู้ชายที่ครอบครัวหมายตาเอาไว้ให้แล้ว พลอยชมพูไม่ได้ยินดีกับการคลุมถุงชนแม้แต่น้อย หญิงสาวพยายามต่อต้านสุดกำลัง แต่เมื่อครอบครัวของเธอขู่ว่าจะตัดขาดหากไม่ยอมแต่งงานภาวัช พลอยชมพูจึงต้องจำใจเลิกรากับวิศว์ และยิ่งเมื่อชายหนุ่มมีโอกาสได้บินกลับมาร่วมงานแต่งงานของพี่ชาย เขาก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อตอนนี้ผู้หญิงที่ตัวเองรักกำลังอยู่ในชุดเจ้าสาวยืนเคียงคู่กับพี่ชายแท้ๆของเขา


                “ตัดใจเถอะ ไม่อย่างนั้นแกเองก็จะต้องอยู่กับความเศร้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ” พิมพ์รวีหวังดีกับวิศว์ เธอไม่อยากให้เพื่อนรักเอาแต่จมอยู่กับความเศร้าและความผิดหวังเรื่องพลอยชมพู    


                  “ฉันรู้ ฉันเองก็อยากจะตัดใจได้เร็วๆเหมือนกัน แต่บางอย่างมันพูดง่ายแต่ทำยากนะ” ความที่อยู่บ้านเดียวกัน ได้เจอหน้ากันเกือบทุกวัน มันก็ทำให้วิศว์อดจะนึกไปถึงเรื่องเก่าๆไม่ได้ ความสุขเมื่อครั้งที่เขากับพลอยชมพูกำลังคบหากันในฐานะคนรัก...ความสุขที่เคยเกิดขึ้นก่อนที่พลอยชมพูจะกลายมาเป็นพี่สะใภ้เขา


                 “เอาเหอะๆ เปลี่ยนเรื่องพูดดีกว่า ยิ่งพูดเดี๋ยวจะยิ่งดราม่าไปเปล่าๆ” สีหน้าเศร้าหมองของคนตัวสูงทำให้พิมพ์รวีตัดสินใจรีบเปลี่ยนเรื่องพูดก่อนที่บรรยากาศจะแย่ไปมากกว่านี้ พอดีกับที่บริกรเอาเครื่องดื่มมาเสริ์ฟให้ พิมพ์รวีจึงยกแก้วขึ้นเอ่ยชวนวิศว์ที่กำลังใช้ปลายนิ้วคลึงแก้วในมืออยู่ “มาดื่มให้กับอนาคตของว่าที่ผู้บริหารพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ดีกว่า”


               วิศว์เปลี่ยนเป็นเบ้หน้าแทบจะทันทีที่ได้ยินคำพูดแบบนั้น ว่าที่ผู้บริหารบ้าบออะไรกัน เด็กฝึกงานต่างหาก แถมไม่ใช่เด็กฝึกงานธรรมดาด้วยนะเพราะดันโดนพี่ชายลดขั้นให้เขาไปเป็นเบ๊ของยายผู้หญิงที่ชื่อกรณิชอีกต่างหาก


                “เฮ้อ ไม่อยากทำงานเลยว่ะ”


                 “อย่าพูดอะไรเป็นเด็กๆไปหน่อยเลย แกโตแล้วก็ต้องรู้จักหัดรับผิดชอบงานการบ้าง จะมัวแต่เป็นพ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมาให้มันได้อะไรขึ้นมาล่ะ”


                  “เทศน์อย่างกับจะมาเป็นเมียฉันอย่างนั้นแหล่ะ” พิมพ์รวีรีบตีหน้ายักษ์ใส่คู่สนทนาทันที


                 “ไม่เอาหรอก ผู้หญิงอย่างฉันดีเกินไปที่จะเป็นเมียผู้ชายอย่างแก”


                  “ทำไม อย่างฉันมันเป็นยังไงเหรอ” วิศว์ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้ พิมพ์รวีจึงขยับยิ้มพราวก่อนจะตอบเต็มเสียงแบบชัดถ้อยชัดคำ


                   “ก็เป็นผู้ชายที่แทบไม่มีอะไรดีเลย นอกจากหน้าตาและฐานะ”


                   คำพูดนั้นทำเอาวิศว์เกือบจะสำลักเหล้าออกมาทางรูจมูกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย! ตอนนี้ชายหนุ่มชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าผู้หญิงตรงหน้าเป็นเพื่อนรักของเขาจริงหรือเปล่า หลังจากที่คบกันมานานนับสิบปี วันนี้วิศว์เองก็เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง...เพื่อนสนิทคนนี้ของเขาก็ปากร้ายใช่เล่นเลยนะ

 



                  วิศว์ปฏิเสธพิมพ์รวีที่อาสาจะขับรถมาส่งที่บ้าน ชายหนุ่มไม่อยากทิ้งเจ้ามาเซอราติสีแดงสดที่เพิ่งจะถอยมาสดๆร้อนๆเมื่อเดือนก่อนเอาไว้ที่ลานจอดรถของผับ พิมพ์รวีกลัวว่าเขาเมาจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว แต่เมื่อเขายืนยันว่าขับไหว หญิงสาวจึงได้แต่ยอมแพ้ปล่อยให้เขาขับกลับเองคนเดียวโดยก่อนจะกลับเจ้าหล่อนก็เพียรกำชับอยู่หลายรอบว่าถ้าถึงบ้านแล้วให้โทรบอกด้วย เธอจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง


                  วิศว์เดินเข้ามาในคฤหาสน์หลังโตที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและมีระดับ ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเมืองไทย บ้านพักก็จะต้องสร้างและตกแต่งอย่างเลิศหรูไม่ให้อายใครในสังคม ถึงแม้ว่าในความคิดของวิศว์จะคิดว่ามันไม่จำเป็นก็ตาม บางทีคฤหาสน์หลังนี้ก็กว้างจนเกินไป...กว้างจนเขารู้สึกเหมือนอยู่เพียงลำพังโดยที่รอบกายไม่มีใคร ทั้งๆที่สมาชิกในบ้านนี้ถ้ารวมตัวเขาด้วยก็มีด้วยกันถึงห้าคน มีตัวเขา พ่อแม่ พี่วัชและ..พลอยชมพู


                 “เพิ่งกลับมาเหรอวิศว์” เสียงหวานใสดังขึ้นตรงชานบันไดหินอ่อนขัดมันที่ทอดยาวไปสู่ชั้นสองของตัวบ้าน


                  คนที่เขากำลังคิดถึงยืนอยู่ตรงนั้นและกำลังใช้ดวงตากลมโตจับจ้องมาที่เขา


                 “ยังไม่นอนอีกเหรอพลอย” วิศว์ถอดรองเท้าหนังราคาแพงก่อนจะเปลี่ยนมาสวมรองเท้าสำหรับใส่ในบ้าน ดวงตาสีน้ำตาลของชายหนุ่มเบือนไปอีกทาง ไม่ได้มองสบตากับหญิงสาวตรงๆเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายมอง


                   “กำลังจะเข้านอนแล้ว แต่พอดีหิวน้ำก็เลยจะลงมารินน้ำดื่มน่ะ”


                วิศว์พยักหน้างึมงำ ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ตั้งแต่พลอยชมพูเปลี่ยนสถานะจากคนรักมาเป็นพี่สะใภ้ของเขา เขาเองค่อนข้างทำใจได้ยากพอสมควร เพราะไม่รู้จะวางตัวอย่างไร จะให้เขาวางตัวเป็นปกติ ลึกลงไปในใจวิศว์ก็รู้ดีว่าตัวเองทำอย่างนั้นไม่ได้ ชื่อพลอยชมพูยังคงมีอิทธิพลต่อความคิดและหัวใจของเขาเสมอ แม้เวลาจะผ่านมาเป็นปีแล้วก็ตามที่หญิงสาวแต่งงานกับพี่ชายของเขา


                ภาวัชไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างเขากับพลอยชมพู เพราะตอนที่เขาคบอยู่กับเธอ เขาก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวได้รับรู้ พอมาถึงตอนนี้วิศว์กลับนึกเสียดาย หากเขาชิงบอกก่อน พลอยชมพูก็คงไม่ถูกจับคลุมถุงชนและเรื่องระหว่างเขากับเธอคงไม่ต้องลงเอยด้วยความผิดหวังเช่นนี้


                “พี่วัชล่ะ” ชายหนุ่มเสไปถามถึงพี่ชายของตัวเองบ้าง ใจจริงเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องของพี่ชายเท่าไหร่ แต่จู่ๆคำถามนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวราวกับจะตอกย้ำว่าเธอแต่งงานและมีเจ้าของไปแล้ว พลอยชมพูไม่ใช่สาวโสดที่เขาจะสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้อีก โดยเฉพาะผู้หญิงคนนี้กำลังอยู่ในฐานะพี่สะใภ้ของเขาด้วยแล้ว


                “นอนหลับไปแล้วล่ะ” พลอยชมพูตอบเสียงเบา “เห็นคุณวัชบอกว่าวิศว์จะเข้าไปช่วยงานที่บริษัทตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องพูดแทบจะทันที วิศว์จึงพยักหน้ารับแบบแกนๆ “พลอยเชื่อว่าคนเก่งอย่างวิศว์ต้องทำได้อยู่แล้วล่ะ”


                “ผมอาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่พลอยคิดก็ได้” พลอยชมพูรู้ดีว่าคำพูดของวิศว์มันสื่อความนัยมากกว่านั้น หญิงสาวระบายลมหายใจบาง เมื่อเห็นดวงตาสีน้ำตาลที่เจือความปวดร้าวคู่นั้น


                “บางอย่าง บางเรื่องมันก็จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้และปรับตัว พลอยเชื่อว่าวิศว์เป็นคนเก่ง จะต้องทำได้อย่างแน่นอน” วิศว์กระตุกยิ้มมุมปาก สองเท้าพาร่างสูงมาหยุดยืนที่ชานพักบันได ประจันหน้ากับพลอยชมพู


                “บอกแล้วไง ผมไม่ใช่คนเก่งอะไรนักหรอก ถ้าจะเก่งก็เพียงแค่อย่างเดียวคือ...ผมเป็นคนความจำดี”


                พูดจบชายหนุ่มก็เดินสาวเท้าขึ้นบันไดต่อไปยังชั้นสองที่เป็นห้องนอนส่วนตัวของตนทันที ทิ้งให้พลอยชมพูได้แต่มองตามพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่เกิดขึ้นในหัวใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


                ขอโทษนะวิศว์ ขอโทษ...



Aislin: ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนถึงตอนที่ 2 แล้วนะคะ หากมีคอมเม้นท์อะไรก็โพสบอกกันได้เน้อ ยินดีๆ แล้วเดี๋ยวจะพยายามหาเวลามาอัพเรื่องนี้ให้เรื่อยๆ รับรองว่าโพสให้อ่านจนจบแน่นอนค่ะ (ชู2นิ้ว) เจอกันตอนหน้าแล้วกันคร้าบบบ ฟิ๊วววว.... 

79 ความคิดเห็น

  1. #17 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:49
    โห ปมในใจเยอะเลยนะคะ หวังว่าคู่ที่แต่งงานโดยไม่ได้รัก จะประคับประคอง สร้างรักกันได้นะคะ ไหนๆ ก็เป็นคนดีให้ผู้ใหญ่แล้ว
    #17
    0
  2. #7 PUFFER :D (@puffer-w) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กันยายน 2556 / 18:33
    เจ็บ เป็นความจริงที่โหดร้าย
    #7
    0